www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
  แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 13
1  มุมสนทนา / โต๊ะข้างหน้าต่าง / บทที่ 15 งุนงง เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2015, 07:08:19 am
แตงเริ่มไปทำงานที่ร้านกระท่อมไทย ใหม่ๆก็ค่อนข้างจะขลุกขลักบ้าง เพราะแตงเองไม่เคยทำงานเป็นเรื่องเป็นราว ร้านอาหารไทยในอเมริกาส่วนใหญ่ก็มีลักษณะและสิ่งแวดล้อมเหมือนกันคือ ทำงานวันละสิบสองชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ อย่างที่ฝรั่งเขาเรียกว่า work long hour สัปดาห์หนึ่งได้หยุดเพียงวันเดียว

แตงได้งานทำในครัว มีหน้าที่หั่นผัก วันหนึ่งๆก็ก้มหน้าก้มตาหั่นแต่ผัก มาเงยหน้าอีกทีก็บ่ายสองโมงไปแล้ว ซึ่งเป็นช่วงร้านปิดพักหลังขายอาหารกลางวัน อาหารกลางวันขายดีมาก ร้านกระท่อมไทยอยู่ในย่านธุรกิจ ดังนั้นตอนกลางวันจะมีคนทำงานออฟฟิศออกมาหาอาหารรับประทาน ร้านอาหารไม่ว่าประเภทใดก็ต้องอาศัยความเร็วที่จะต้องบริการลูกค้าให้ทัน เพราะลูกค้ามีเวลาพักกินอาหารเที่ยงแค่หนึ่งชั่วโมง แตงก็ต้องเตรียมผักต่างๆไว้ไม่ให้ขาด ถ้าขาดผักอย่างใดอย่างหนึ่งพ่อครัวจะโมโหมาก เพราะจะทำให้การประกอบอาหารของเขาล่าช้าลง

ร้านนี้มีคนทำงานในครัวห้าคน ไม่นับคนล้างจานที่เป็นชาวเม็กซิกัน คนล้างจานจะต้องเก็บถ้วยชามที่ลูกค้ากินแล้ว และนำกลับเข้ามาล้าง ต้องใช้ความเร็วเช่นเดียวกัน ถ้าอาหารออกไม่ทันใจลูกค้า หรือถ้วยชามช้อนส้อมไม่พอใช้เจ้าของร้านที่ชื่อคุณหวินจะเข้ามาโวยวาย ในความคิดเพียงแวบหนึ่งแตงคิดถึงคุณธำรงเจ้าของร้านไทยที่เคยไปทำงานด้วย ถ้าแตงไม่ท้องเสียก่อนก็คงจะทำงานที่นั่นต่อไป คุณธำรงไม่เคยดุด่าว่าพนักงาน แต่เพื่อนร่วมงานคนอื่นไม่ค่อยน่ารัก ช่างนินทา ที่ร้านกระท่อมไทยนี้ต่างคนต่างทำงาน ไม่มีเวลาจะสุมหัวนินทาใคร เวลาพักกินข้าวทุกคนก็รีบกิน แล้วก็พักหรือแอบงีบไปจนถึงสี่โมงครึ่งก็ต้องกลับมาเตรียมของเพื่อขายอาหารเย็นต่อ ตอนเย็นก็มีแขกเข้าเรื่อยๆ แต่ไม่เร่งรีบเหมือนตอนกลางวัน ร้านปิดสี่ทุ่ม แต่กว่าจะเก็บล้างและทุกคนจะได้กลับบ้านบางทีก็เกือบสองยาม

ตอนมาทำงานใหม่ๆแตงมาถึงร้านสิบโมง เพื่อเตรียมของก่อนร้านเปิด ตอนนี้ลูกของแตงไปโรงเรียนแล้ว รถโรงเรียนมารับ                      ตอนเจ็ดโมงสิบห้านาที แตงตื่นเช้าเพื่ออกไปส่งลูกขึ้นรถโรงเรียน ชาลีเลิกเรียนบ่ายสามโมง รถโรงเรียนมาส่งที่บ้าน แตงจะแวบจากร้านมารอรับลูก ดูแลให้ลูกมีของกินตอนเย็นแล้วก็รีบกลับไปทำงานต่อ แตงจึงไม่มีโอกาสได้พักช่วงเบรคหลังอาหารกลางวัน

แตงจำเป็นและจำใจที่จะต้องทิ้งลูกไว้ที่บ้าน แม้ว่าอุไรจะอยู่บ้าน แต่เขาก็ต้องนอนตอนบ่าย เพราะทำงานเวรดึก แตงสอนให้ลูกดูแลตัวเอง ยังไงก็ยังดีกว่าปล่อยลูกไว้คนเดียว แตงยังคิดอยู่ว่าถ้าเกิดอุไรได้งานใหม่ และต้องออกไปทำงานตอนกลางวัน ชาลีจะอยู่คนเดียวได้อย่างไร มันผิดกฎหมายที่จะปล่อยให้เด็กอายุต่ำกว่า14ปีอยู่บ้านคนเดียวโดยไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย เอาเถอะ..ถึงเวลานั้นแล้วค่อยว่ากัน แตงคิดในใจ

ทุกวันนี้แตงแทบจะไม่ได้เห็นหน้าอุไรเลย อุไรเลิกงานกลับมาถึงบ้านตอนแปดโมงเช้า เขาก็รีบเข้าห้องน้ำและนอนทันที แตงส่งลูกแล้วก็เตรียมตัวไปทำงาน แตงกลับมาดูลูกตอนบ่ายสามอุไรก็ยังนอนอยู่ กว่าแตงจะเลิกงานกลับมาถึงบ้านตอนดึก อุไรก็ออกไปทำงานแล้ว อย่างไรก็ดีอุไรเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องความอดทน และตั้งใจทำงาน

พอได้รับเงินเดือนเดือนแรก แตงก็ดีใจมาก มันเป็นน้ำพักน้ำแรงของแตงเอง ได้ค่าจ้างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แม้จะไม่มากมายแต่ก็ยังมากกว่ารอรับเงินค่าเลี้ยงดูจากคุณกร แตงยังคิดถึงคุณกรอยู่จนทุกวันนี้ คุณกรเป็นคนที่ให้ชีวิตใหม่กับแตง แม้จะไม่สมบูรณ์อย่างที่แตงคาดหวัง แต่เขาก็เป็นคนสม่ำเสมอ และรับผิดชอบ

อยู่มาวันหนึ่งในขณะที่แตงเดินกลับเข้าร้านตอนสี่โมงเย็นหลังจากที่แวะไปดูลูกแล้ว แตงเดินเข้าทางประตูหลัง แต่มีความจำเป็นต้องเข้าห้องน้ำ แตงจึงเดินไปห้องน้ำที่อยู่ด้านหน้า ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ ด้วยความสงสัยแตงจึงชะโงกไปดู เห็นเจ๊หวินนั่งคุยอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ผู้หญิงคนนั้นนั่งหันหลังให้ แตงเห็นแต่เพียงว่าเธอแต่งชุดดำ

เสียงเจ๊หวินพูดขึ้นว่า “กรเขาไปสบายแล้วนะนาถ หักอกหักใจเถอะ”
ผู้หญิงคนนั้นพูดว่า “ทุกวันนี้ฉันยังผวาอยู่เลย ฝันร้ายทุกคืนนึกถึงตอนที่รถบรรทุกมันพุงออกมาชนรถที่เรานั่งไปกันแล้วยังเสียวไม่หาย ตอนนั้นฉันนึกว่าจะตายเสียแล้ว แต่ก็ยังอุตส่าห์รอดมาได้ ลูกสองคนก็ยังเจ็บน้อยกว่าฉัน”
“คิดเสียว่าฝันร้ายนะนาถ อีกไม่นานเธอจะโชคดี” เจ๊หวินพูดปลอบใจ
“โชคดีที่ขาเดี้ยงนี่น่ะเหรอ วันนี้ถ้าไม่ติดธุระมาเอาเงินจากเธอฉันก็คงจะไม่กระเสือกกระสนมา เดินเหินก็ลำบาก ได้เงินก้อนนี้แล้วจะกลับไปรักษาตัวที่เมืองไทยสักพัก ลูกคนเล็กจะไปด้วย ส่วนคนโตปีนี้เรียนจบไฮสคูลแล้ว ตอนแรกว่าจะไปเข้าคอลเลจ แต่คุณกรมาเสียชีวิตเสียก่อน เขาตัดสินใจไปเป็นทหารกับยู เอส อารมี่ อีกหน่อยพอปลดประจำการก็จะได้รับสิทธิเรียนคอลเลจฟรี”
“แล้วเธอคิดว่าพอลลูกคนเล็กของเธอจะอยู่เมืองไทยได้หรือ ตอนนี้เขากำลังเข้าวัยรุ่น เขาจะปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ได้หรือเปล่า” เจ๊หวินท้วง
“ก็ต้องลองดู” “เอ้อ หวิน ฉันมีเรื่องจะเล่าให้เธอฟัง กรทำประกันชีวิตเอาไว้ อันที่จริงฉันต่างหากที่เป็นคนจ่ายค่าเบี้ยประกันทุกเดือน กรใส่ชื่อฉันเป็นผู้รับมรดกถ้าเขาเสียชีวิต แต่แปลกนะ เขาใส่ชื่อคนที่ชื่อชาลีด้วย ชาลีใช้นามสกุลเขา ตอนนี้มีผู้รับมรดกจากการตายของคุณกรสองคนคือฉันกับชาลี ฉันแปลกใจมากๆเลยว่าชาลีนี่เป็นใคร ถ้าเป็นญาติพี่น้องฉันก็พอจะรู้บ้างซิ”
“อืมมมม” เจ๊หวินทำเสียงที่แสดงความพิศวง “แล้วเธอจะสืบหาคนที่ชื่อชาลีนี่ไหม”
“จะสืบไปทำไม ฉันเอาเงินส่วนของฉันแล้วก็จบ ถ้าชาลีมีตัวตนจริงเขาก็คงหาทางเรียกร้องสิทธิของเขา คุณกรอาจจะเคยบอกกล่าวเขาไว้ รอให้เขาออกมาแสดงตัว ฉันไม่ต้องไปสืบให้เสียเวลาหรอก”

แตงยืนตัวแข็งทื่ออยู่หน้าห้องน้ำ ไม่คาดคิดว่าจะเจอเมียคุณกร แถมยังได้ยินเรื่องพาดพิงมาถึงลูกของแตงเสียด้วย แตงรีบย่องออกจากบริเวณห้องน้ำ แต่ก็ไม่ทันแตงสวนทางกับคุณนาถฤดีที่เดินกระย่องกระแย่งเข้าห้องน้ำ เธอเดินโดยมีไม้เท้าช่วยพยุง และมีเจ๊หวินเดินตามมาด้วย

แตงใจหายวาบกลัวคุณนาถจะจำได้เลยเดินก้มหน้างุดๆออกไป เสียงเจ๊หวินทักขึ้นทำให้แตงสะดุ้ง “แตงทำไมไม่ใช้ห้องน้ำหลังครัว ห้องน้ำนี้เอาไว้ให้ลูกค้าใช้ ช่วงนี้ช่วงเบรคก็เอาเถอะ แต่ทีหลังใช้ห้องน้ำด้านในนะ”
“ค่ะ” แตงรับคำ แต่เสียงดังแปดหลอดของเจ๊หวินทำให้คุณนาถหยุดชะงักหันมามองแตง แต่แตงรีบเดินหนีกลับเข้าครัวไป

เอาละซิ แตงได้ยินสิ่งที่ไม่คาดคิด แล้วอย่างนี้แตงควรจะทำยังไงต่อไป เมียคุณกรจะจำแตงได้หรือไม่ต้องรอติดตามต่อค่ะ
2  มุมสนทนา / โต๊ะข้างหน้าต่าง / บทที่ 14 ขาดที่พึ่ง เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2015, 08:11:44 am
อุไรกลับไปเมืองไทยสองเดือนก็กลับมาอยู่กับป้าจวนและแตง แตงรู้สึกทึ่งมากที่อุไรสามารถหางานทำได้ภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์หลังจากกลับจากเมืองไทย

"เธอเก่งจัง หางานได้เร็ว" แตงชมอุไร
"ฉันไม่เลือกงาน ได้อะไรก็ทำไปก่อน ค่อยๆรอจังหวะขยับขยายไปทำงานดีๆ"
"แล้วเธอได้งานอะไรล่ะ ไปสมัครยังไงเหรอ"
"ฉันเดินผ่านซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ใกล้อพาร์ตเม้นท์ที่เราอยู่ เห็นเขาติดป้ายว่ารับแคชเชียร์ ก็เลยลองเข้าไปสมัคร แต่ทำเวรดึกนะ ร้านนี้เปิดขาย24ชั่วโมง"
“แล้วเธอจะอดนอนไหวเหรอ” แตงนึกเป็นห่วง
“ก็ต้องลองดู ถ้าไม่ไหวจริงๆแล้วค่อยว่ากันใหม่”
ป้าจวนที่นั่งฟังอยู่ด้วยเสริมขึ้นว่า อันที่จริงงานนี้น่าจะเหมาะกับนางแตงนะ
โอ๊ย หนูอดนอนไม่ไหวหรอกป้า แตงรีบขัดขึ้น
ไหนแกบ่นว่ากลางคืนนอนไม่ค่อยหลับ ทำไมไม่ทำวิกฤติให้เป็นโอกาสวะ ออกไปทำงานตอนดึกลูกก็หลับแล้ว เช้ากลับมานอนลูกก็ออกไปโรงเรียน กว่าลูกจะกลับจากโรงเรียนแกก็นอนได้ถึงบ่าย
ถ้าเธอทำได้ก็ดีนะ จะได้พึ่งตัวเองได้ ไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากคนอื่น อุไรเห็นด้วยกับป้าจวน
แตงนิ่งเฉยไม่ตอบรับหรือออกความเห็นใดๆ แตงรู้ว่าอุไรหมายความว่าอย่างไร ถ้าแตงมีรายได้เอง แตงเกรงว่าคุณกรจะเลิกดูแลแตงและลูกเพราะเห็นว่าแตงทำมาหากินได้

คุณกรแวะมาหาแตงในวันเสาร์ เขาเข้ากอดลูกและคุยกับลูก คุณกรพูดกับชาลีว่า เป็นเด็กดีนะ ถ้าแด็ดดี้ไม่อยู่แล้วชาลีต้องดูแลแม่ แตงรู้สึกผิดหูก็ขัดขึ้นว่า พูดอะไรอย่างนั้นคะ ลูกยังเล็กอยู่นะ
คุณกรพูดว่า “ชาลีเป็นลูกคนเดียวของผม ผมไม่เคยคิดว่าจะมีลูกของตัวเอง”
แตงยิ่งงง อ้าว แล้ว..
“สองคนนั้นเป็นลูกติดของคุณนาถกับสามีคนแรกที่เป็นคนไทย แตงดูแลลูกดีๆนะ ถ้าไม่มีผมแตงต้องหัดช่วยเหลือตัวเอง”
วันนี้คุณกรมาแปลก พูดแปลกๆและมีกิริยาท่าทางแปลกๆ

หลังจากที่แตงเจอคุณกรวันนั้นแล้วคุณกรก็หายไป สองอาทิตย์ผ่านไปคุณกรก็ยังไม่มา แตงมีเรื่องวุ่นวายในบ้านที่ต้องดูแลจนไม่ได้นึกถึงคุณกร ป้าจวนปวดท้องขนาดหนัก อุไรต้องเรียกรถพยาบาลมาพาป้าจวนไปโรงพยาบาล หมอตรวจพบว่าป้าจวนมีก้อนเนื้องอกขนาดใหญ่ในมดลูก แถมยังมีอาการส่อว่าน่าจะเป็นมะเร็งในรังไข่ ค่ารักษาพยาบาลมี่อเมริกาแพงมาก ป้าจวนไม่มีประกันสุขภาพ ป้าจวนตัดสินใจวาจะกลับไปรักษาตัวที่เมืองไทย ถึงแม้ว่าจะเข้าใจความจำเป็นของป้าจวน แตงก็อดใจหายไม่ได้ แตงไม่รู้ว่าป้าจวนจะไปนานเท่าไหร่ แตงอยู่กับป้าจวนหลายปีมีความผูกพันกันเหนียวแน่น
อุไรบอกกับแตงว่า  “เธอใจเย็นๆก่อน ยังไงฉันก็ยังจะอยู่บ้านนี้กับเธอต่อไป แต่เธอก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้บ้าง ความเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นได้เสมอ”
“เธอพูดเสียจนฉันใจเสีย” แตงตัดพ้อ
“แตงเอ๊ย เธอต้องเป็นคนเข้มแข็งรู้ไหม โดยเฉพาะเธอมีลูกด้วย เธอต้องเป็นที่พึ่งให้ลูกได้”
แตงรู้ว่าอุไรหวังดี แต่แตงเป็นคนไม่กล้า กลัวไปต่างๆนานา
ในที่สุดป้าจวนก็เดินทางกลับไปเมืองไทย เพื่อไปรักษาตัว ป้าจวนยังบอกกับแตงก่อนไปว่า “ฉันจะกลับมาหาแก ถ้าไม่ตายเสียก่อน”
“แหม ป้าพูดอะไรก็ไม่รู้” แตงเข้าไปกอดลาป้าจวน แตงรู้ว่าป้าจวนมีความจำเป็นต้องกลับไปรักษาตัวที่เมืองไทย แม้ว่าป้าจวนแทบจะไม่มีคนรู้จักเหลืออยู่เลย แต่มันก็เป็นบ้านเกิดเมืองนอนของป้าจวน ป้าจวนไปรักษาพยาบาลกับหมอคนไทย มีพยาบาลไทยคอยดูแล อย่างไรเสียก็ยังพูดภาษาเดียวกัน แม้ว่าป้าจวนจะสื่อสารภาษาอังกฤษได้บ้าง แต่เรื่องศัพท์การแพทย์และความรู้สึกของคนไข้ ป้าจวนก็ยังไม่สามารถที่จะพูดให้หมอฝรั่งเข้าใจได้

อุไรบอกแตงว่า “ถึงเวลาแล้วที่เธอต้องออกไปหางานทำ ฉันจะลองพูดกับที่ทำงานให้นะ ถ้าเขามีตำแหน่งว่างเธอจะได้ทำงานเสียที เธอต้องนึกถึงลูกให้มากๆนะ ต้องอดทนและทำงานหนักเพื่อลูก”
แตงพอจะมีเงินเหลืออยู่บ้างจากที่คุณกรเคยให้ไว้ แต่เงินจำนวนน้อยนิดแค่นี้ถ้าไม่หาเพิ่มมันก็ต้องหมดลงสักวัน แตงตัดสินใจว่าจะไปร้านไทยที่ป้าจวนเคยทำงาน แตงยังไม่กล้าไปทำงานกับฝรั่ง เพราะภาษาอังกฤษไม่กระดิกหูเลย ทำงานร้านไทยก็ยังพูดภาษาดียวกัน
เมื่อแตงไปสมัครงานที่ร้านกระท่อมไทย จึงได้ข่าวคุณกรอย่างไม่คาดฝัน คุณกรเสียชีวิตแล้ว คุณกรประสบอุบัติเหตุในขณะที่เดินทางไปต่างรัฐกับครอบครัว ทุกคนบาดเจ็บสาหัส ยกเว้นคุณกรที่เสียชีวิตก่อนถูกนำส่งโรงพยาบาล คุณกรตายไปได้สองเดือนแล้วแตงถึงทราบข่าว ก่อนหน้านั้นแตงก็ได้แต่วิตกกังวลแกมหงุดหงิดว่า ทำไมคุณกรไม่มาหาเลย ครั้นแตงโทรศัพท์ไปตามก็ไม่มีคนรับสาย แตงพยายามโทรหลายครั้งจนหมดหวัง

เจ้าของร้านกำลังต้องการคนทำงานอยู่พอดี เจ้าของร้านเป็นคนช่างพูด พอรู้ว่าแตงรู้จักป้าจวน เขาก็เลยคุยเรื่อยเปื่อยพาดพิงไปถึงคุณกร เพราะเมียคุณกรตัดสินใจขายหุ้นในร้านนี้ เนื่องจากคุณกรเสียและตัวเองก็เจ็บหนัก
แตงรู้สึกเหมือนโลกถล่มทลายลง งงเหมือนถูกทุบหัว  แตงกลับมาถึงบ้านได้อย่างไรก็ไม่รู้ มีความรู้สึกชาๆ ร้องไห้ไม่ออก จนกระทั่งเห็นหน้าอุไรแตงจึงระเบิดออกมา อุไรเข้ามากอด “ไม่เป็นไรนะแตง ค่อยๆคิด ค่อยๆทำ ใจเย็นๆ”
3  มุมสนทนา / โต๊ะข้างหน้าต่าง / ตอนที่ 12 กบไม่ยอมออกจากกะลา เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2014, 05:51:42 am
ตอนที่ 12 กบไม่ยอมออกจากกะลา

การเลี้ยงดูเด็กเป็นงานหนัก แต่ก็เป็นงานที่คนเป็นแม่เต็มใจทำ การดูแลลูกอย่างใกล้ชิดทำให้เวลาผ่านไปเร็วมาก ตอนนี้ลูกของแตงอายุสี่ขวบแล้ว ปีหน้าก็เข้าโรงเรียนได้แล้ว แตงโชคดีที่ลูกของแตงเป็นเด็กเลี้ยงง่ายและแข็งแรง ไม่เคยทำความลำบากใจให้แตง
ตอนนี้ชาลีพูดได้แล้ว แตงพูดภาษาไทยกับชาลี ชาลีสื่อสารกับพ่อแม่ได้เป็นอย่างดี คุณกรบอกว่า เมื่อชาลีไปโรงเรียนแล้วชาลีจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับคนที่พูดภาษาอังกฤษ ดังนั้นภาษาอังกฤษก็จะกลายเป็นภาษาที่หนึ่งของชาลี คุณกรบอกว่าแตงควรจะพูดภาษาไทยกับลูก เพื่อที่ชาลีจะได้เป็นเด็กที่พูดได้สองภาษา
"ผมเห็นครอบครัวไทยบางบ้านไม่พูดภาษาไทยกับลูก เด็กก็เลยพูดไทยไม่ได้เลย ผมว่าน่าอายนะ เป็นคนไทยแต่พูดไทยไม่ได้ แล้วอย่านึกว่าพ่อแม่ที่พูดอังกฤษกับลูกเขาพูดภาษาอังกฤษเก่ง ที่เห็นมาพูดแบบbroken Englishทั้งนั้น"
"เป็นไงคะ โบ๊กเก้นอิงลิด"
"ก็พูดแบบงูๆปลาๆ ไม่ถูกหลักไวยากรณ์ ผมเองก็ไม่ได้พูดอังกฤษเก่ง แต่ผมพยายามสื่อสาร พยายามเรียนรู้ เวลาออกเสียงผิดแล้วฝรั่งเขาแก้ให้ผมก็จำไว้"
"แตงก็อยากเรียนภาษาเหมือนกัน แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง"
"เอาไว้ลูกไปโรงเรียนแล้วค่อยหาที่เรียน คนต่างชาติที่นี่หลายคนไม่เอาไหนทั้งๆที่มีที่เรียนฟรีเยอะแยะ แต่ไม่สนใจ"
แตงอยากจะถามเหมือนว่าลูกคุณกรที่บ้านโน้นพูดได้เก่งทั้งสองภาษาหรือเปล่า แต่ถ้าแตงพูดอะไรพาดพิงถึงบ้านโน้น คุณกรจะไม่พอใจทันที "ต่างคนต่างอยู่ เขายังไม่เคยมาระรานคุณ คุณก็อย่าเอ่ยถึงเขาให้เสียอารมณ์เปล่าๆ" แตงก็ต้องสงบปากสงบคำ แตงไม่อยากให้คุณกรโกรธแล้วทิ้งแตงไป

คุณกรก็ยังคงทำตัวเสมอต้นเสมอปลาย เคยมาหาแตงอาทิตย์ละวัน เขาก็มาอาทิตย์ละวันเหมือนเคย เขาให้เงินเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็นค่าใช้จ่ายของลูก ดูไปแล้วคุณกรก็รักลูก ชอบเล่นกับลูก แต่คุณกรก็มีเวลาให้ลูกได้แค่อาทิตย์ละวัน แตงเคยคิดอยู่เสมอว่า ถ้าในวันข้างหน้าเมื่อลูกรู้ความและถามแตงว่าทำไมพ่อไม่อยู่กับเรา แตงจะตอบว่ายังไง
แตงเคยถามคุณกร แต่คุณกรบอกปัดไปว่า อย่ากังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง แตงก็แย้งไปว่า ถึงอย่างไรแตงก็ต้องเตรียมคำตอบเอาไว้ แตงเกรงว่าถ้าลูกรู้ความจริงก็อาจจะมีปมด้อย
แตงปรารภกับคุณกรว่า “พอลูกไปโรงเรียนแล้วแตงจะไปหางานทำนะคะ”
“ก็เป็นความคิดที่ดีนะ แตงอย่าลืมว่าลูกกลับจากโรงเรียนเร็ว แตงก็คงทำงานได้แค่ช่วงเช้าเท่านั้น แล้วแตงจะไปทำอะไรล่ะ”
“แตงก็ยังไม่รู้เหมือนกัน แต่แตงอยากทำงานมากเลย”

ป้าจวนก็ยังคงไปทำงานที่ร้านกระท่อมไทยสัปดาห์ละหกวัน พักหลังแตงสังเกตว่าป้าจวนมีอาการเหนื่อยง่าย  แต่แตงก็ไม่เคยเอ่ยปากถาม เพราะแตงวุ่นวายอยู่กับลูก ตอนที่ยังอยู่บ้านนอกแตงเคยช่วยแม่เลี้ยงน้อง เมื่อมีลูกเป็นของตัวเองแตงจึงไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก
อยู่มาวันหนึ่งป้าจวนก็ถามแตงขึ้นว่า “ปีหน้าลูกแกเข้าโรงเรียนอนุบาลได้แล้ว แกไปทำงานแทนฉันที่ร้านกระท่อมไทยได้ไหม ตอนบ่ายลูกแกกลับจากโรงเรียนฉันจะดูให้เอง  ให้คุณกรช่วยจ่ายค่าดูแลเด็กให้ฉัน”
“อ้าว...ทำไมล่ะป้า ป้าไม่อยากทำงานแล้วหรือ ไหนว่าอยากเก็บเงินให้ได้มากที่สุดไงล่ะ” แตงแปลกใจอย่างมาก แตงอยากทำงานมีเงินเป็นของตัวเอง แต่ที่ป้าจวนพูดมามันก็ทำให้รู้สึกแปลกๆ แตงพูดต่อไปว่า “คุณกรเคยบอกหนูว่าไม่ให้ไปที่ร้านกระท่อมไทย เพราะกลัวว่าจะเจอเมียเขาที่นั่น”
“คุณนาถเขาไม่รู้ว่าแกเป็นใคร....” ป้าจวนยังพูดไม่จบแตงก็ขัดขึ้น “แต่เขาเคยเห็นหนูที่วัด เขาอาจจะสงสัยก็ได้”
“ฉันว่าแกระแวงมากเกินไป คุณนาถนานๆถึงจะมาที่ร้าน ฉันได้ข่าวมาว่าเขาจะขายหุ้นที่ร้านกระท่อมไทย แล้วเอาเงินไปทำธุรกิจอื่น”
เมื่อแตงพูดเรื่องนี้กับคุณกร คุณกรก็บอกว่า “คุณนาถเขาพอจะรู้แล้วว่าผมมีเมียอีกคนหนึ่ง แต่เขาไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นใคร ถึงยังไงผมก็ไม่อยากให้แตงไปทำงานที่นั่น เขายังไม่ได้ตกลงใจขายหุ้น ผมจำเป็นจะต้องป้องกันเอาไว้ก่อน”
เฮ้อ.....ชาตินี้แตงคงจะไม่มีโอกาสมีเงินเป็นของตัวเอง แตงก็ไม่คิดจะพึ่งคุณกรตลอดไป แต่แตงไม่มีความรู้จะไปหางานดีๆทำ
ชาลีเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้แตงอยากทำงาน อยากเก็บเงินไว้ให้ลูกเรียนสูง ในอนาคตลูกจะได้ไม่ลำบากเหมือนแตง แตงเหมือนกบอยู่ในกะลา อยากจะออกจากกะลา แต่ก็หาทางออกไม่ได้
   
แตงอยู่ร่วมบ้านกับป้าจวนมาหลายปี เพิ่งจะมีแขกมาเยือนโดยไม่คาดคิด อาคันตุกะรายนี้เป็นญาติห่างๆของป้าจวน ชื่ออุไร อุไรเป็นหญิงสาววัยเดียวกับแตง เธอบอกว่าย้ายมาจากรัฐเท็กซัส ที่น่าทึ่งกว่านั้นก็คือเธอมีภูมิหลังคล้ายแตง เธอเล่าอย่างไม่ปิดบังว่า เธอเคยทำงานในสปาประเภทแอบแฝงมาก่อน ุอุไรถูกจับในข้อหาค้าประเวณีเกือบจะถูกส่งตัวกลับเมืองไทยแล้ว แต่ได้ทนายช่วยต่อรองกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง โดยเธอจะเป็นผู้ให้ข้อมูลและเบาะแสของพวกค้ามนุษย์ จนกระทั่งพวกที่ชักชวนเธอมาทำงานแบบนี้ถูกจับได้เกือบหมด ยังมีพวกที่เป็นนายหน้าหาผู้หญิงที่เมืองไทยที่ยังจับกุมไม่ได้

"ถึงแม้จะกวาดล้างพวกสปาได้ แต่ต้องสาวไปถึงต้นตอด้วย มันทำกันเป็นทีมมีเครือข่ายใหญ่มาก ถ้าจะกวาดล้างกันจริงๆเจ้าหน้าที่จะต้องร่วมมือกันทั้งสองประเทศ ฉันว่าเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองทั้งของไทยและเมกาต้องมีคนทุจริตปนอยู่"
"นั่นซินะ ไม่อย่างนั้นตอนที่ออกจากดอนเมืองคนที่พามาเขาถึงให้เดินออกเพียงช่องเดียว เพราะรู้กันกับเจ้าหน้าที่" แตงออกความเห็นบ้าง
อุไรจ้องหน้าแตง "ทำไมเธอรู้ล่ะ หรือว่า..."
แตงพยักหน้ารับ "ฉันถูกไอ้เกจับสองหน หนที่สองเจ้าหน้าที่บอกว่าถ้าฉันให้เบาะแสของพวกค้ามนุษย์ เขาจะช่วยให้ฉันอยู่ประเทศนี้ได้อย่างถูกกฎหมาย
"แล้วเธอให้ความร่วมมือหรือเปล่าล่ะ"
"เอ้อ..ฉันกลัวนะ กลัวพวกมันทำร้ายฉันกับลูก"
"ถ้ามัวแต่กลัว คนชั่วก็ยังลอยนวล เมื่อก่อนฉันก็คิดแบบนี้เหมือนกัน แต่เจ้าหน้าที่เขาช่วยเหลือ มีนักสังคมสงเคราะห์ช่วยแนะนำหาที่อยู่ใหม่ที่ปลอดภัยให้ และยังช่วยเรื่องค่าเช่าบ้านด้วย นอกจากนี้เขาก็ช่วยแนะนำโรงเรียนสอนภาษาให้ ทุกอย่างฟรีหมดรวมทั้งค่าทนาย"
"โอ้ เหลือเชื่อจริงๆ แล้วเงินที่ช่วยเหลือใครเป็นคนจ่ายล่ะ"
"ตามความเข้าใจของฉันนะ เงินส่วนที่ช่วยพวกเหยื่อที่ถูกกันไว้เป็นพยาน คงมาจากงบปราบปรามอาชญากรรมของรัฐบาล"
"เธอนี่เก่งนะ กล้าให้เบาะแส"
"เรื่องมันก็เริ่มตอนฉันถูกจับ แล้วฉันบอกว่าถูกล่อลวงมา และถูกบังคับให้ขายตัว รสชาติของความทารุณทำให้ฉันอยากจะเอาคืน โอกาสมาถึงแล้านี่"

แตงเล่าเรื่องของอุไรให้คุณกรฟัง พร้อมกับออกความเห็นว่า "ถ้าแตงได้อยู่อย่างถูกฎหมาย แตงจะได้กลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่เมืองไทย"
"แตงคิดให้ดีๆนะ องุ่นมีลูกน้องมากมาย ผมห่วงความปลอดภัยของแตงกับลูก ทุกวันนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าผมดูแลแตงอยู่"
"โอกาสอื่นที่แตงจะได้อยู่อย่างถูกกฏหมายคงไม่มี" แตงพูดอย่างเจ็บช้ำ

แตงร้องไห้ด้วยความน้อยใจในโชคชะตาจนนับครั้งไม่ถ้วน คุณกรก็ไม่ได้ปลอบโยน ทุกครั้งที่แตงปรับทุกข์เขาก็รับฟัง แต่ไม่ออกความเห็นใดๆทำให้แตงนึกน้อยใจ
แตงเคยพูดให้ป้าจวนฟัง ป้าจวนก็ได้แต่บอกว่า "คุณกรเองก็คงไม่รู้จะทำยังไง ถึงยังไงเขาก็ยังรับผิดชอบแกกับลูกอยู่ แกอย่าคิดมากเลย"
"หนูเล่าเรื่องอุไรให้เขาฟังลองหยั่งเสียงว่า ถ้าหนูบอกเจ้าหน้าที่อย่างที่อุไรทำ หนูก็จะได้อยู่อย่างถูกกฏหมาย คุณกรบอกว่าห่วงความปลอดภัยของหนูกับลูก แต่หนูว่าคุณกรเขามีอะไรปิดบัง หนูก็บอกไม่ถูกว่าเป็นอะไรไ
ไเฮ้อ..เขาคงลำบากใจ เพราะองุ่นเป็นเพื่อนสนิทของเขา จะว่าไปองุ่นเคยช่วยเหลือคุณกรสมัยที่แกมาอเมริกาใหม่ๆ เมียคุณกรก็สนิทสนมกับอง่น เขาเรียกว่าลูบหน้าปะจมูก"

อุไรพักอยู่กับป้าจวนและแตงหลายอาทิตย์ แตงชอบอุไรทั้งๆที่อุไรมีอุปนิสัยตรงข้ามกับแตง อุไรเป็นคนตรง กล้าพูดกล้าทำ อุไรรับรู้ว่าคุณกรเป็นพ่อของลูกแตง และเห็นว่าคุณกรมาค้างที่บ้านนี้อาทิตย์ละวัน แต่อุไรก็ไม่เคยถามหรือพูดอะไรให้แตงระคายใจ นับว่าอุไรเป็นคนที่มีมารยาทไม่ก้าวก่ายเรื่องของคนอื่น

อุไรบอกว่า "หลังจากเสร็จเรื่องส่งไอ้พวกระยำเข้าคุก ฉันก็เผ่นเลย ไม่อยากอย่เมืองนั้นอีกต่อไป"
"เมืองที่เธอเคยอยู่อากาศเป็นยังไง หนาวเหมือนที่นี่ไหม" แตงถามด้วยความสนใจ
"ไม่หนาวเท่าที่นี่ แต่เวลาร้อนก็ร้อนจัด ฉันว่าฤดูร้อนที่นั่นร้อนกว่าเมืองไทยอีก"
"จริงเหรอ ที่นี่เวลาหน้าหนาว หนาวแทบขาดใจ"
"แต่ฉันชอบอากาศหนาว คิดว่ากลับจากเมืองไทยแล้วจะมาทำมาหากินที่นี่ ฉันก็มีน้าจวนเป็นญาติเพียงคนเดียว"
"อิจฉาเธอจัง ฉันยังไม่รู้เลยว่าจะได้กลับเมืองไทยเมื่อไหร่" แตงพูดด้วยน้ำเสียงปนสะอื้น
"ใจเย็นๆน่าแตง เธอจะฝากอะไรไปให้พ่อกับแม่ไหมล่ะ ฉันจะเอาไปให้"
“เอ้อ... อยากฝากเงินไปให้ ฉันยังลังเลไม่รู้ว่าพ่อกับแม่หายโกรธหรือยังที่ฉันหนีตามผัวคนแรกไป พ่อกับแม่ไม่รู้หรอกว่าฉันมาอยู่เมกา”
“ขอโทษนะแตง แล้วเธอจะอยู่ไปเรื่อยๆแบบนี้หรือ”
“แล้วเธอจะให้ฉันทำยังไงล่ะ ฉันมีลูกที่เป็นภาระใหญ่มาก จะออกไปหางานทำก็ต้องรอให้ลูกไปโรงเรียนก่อน ภาษาอังกฤษฉันก็ไม่รู้สักตัว”
“สรุปว่าเธอก็ต้องมีชีวิตแบบที่ต้องพึ่งคนอื่นต่อไป”
“ทุกวันนี้ฉันนอนไม่เคยเต็มตาเลย ตื่นขึ้นมากลางดึกทุกๆคืน ตื่นแล้วก็ตาค้างนอนต่อไม่ได้ คิดโน่นคิดนี่เรื่อยเปื่อย กว่าจะหลับลงอีกทีก็ประมาณตีห้า ตอนเช้าตื่นขึ้นก็เวียนหัว” แตงเล่าอย่างคับแค้นใจ
“เธอต้องกล้าเปลี่ยนแปลงตัวเอง ต้องออกจากกะลาเสียที แล้วเธอจะรู้ว่าโลกนี้มันกว้างใหญ่นัก ยังมีอะไรที่น่าเรียนรู้และค้นหาหลายอย่าง ตัวฉันเองก็มีภูมิหลังเหมือนเธอ ฉันออกมาได้จากซ่องนรกนั่น ฉันจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ตอนนี้ขอพักใจก่อน บินกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่เมืองไทย แล้วกลับมาหางานทำ ตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงินไว้เพื่ออนาคต”
“ฉันไม่ใช่คนกล้าแบบเธอ สมมุติว่าฉันอยากจะทำแบบเธอ แต่ฉันไม่รู้จะเริ่มต้นที่ตรงไหน”
“เธอต้องทำได้ซิ ถ้าฉันทำได้เธอก็ต้องทำได้ โอกาสของเราสองคนมีเท่ากันนะแตง อยู่ที่เธอจะเลือกไขว่คว้าหรือเปล่าเท่านั้นเอง”

อุไรพยายามให้กำลังใจแตง แต่อุไรลืมไปว่าคนเราไม่เหมือนกัน ต่างความคิด ต่างจิตใจ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือมนุษย์ทุกคนมีกรรมเป็นของตนเอง บางทีกรรมก็บังตาไม่ให้เห็นทางพ้นทุกข์ เฮ้อ....

4  มุมสนทนา / โต๊ะข้างหน้าต่าง / นิยายตอน ที่ 12 สมาชิกใหม่ เมื่อ: มกราคม 10, 2014, 08:09:51 pm
ตอนที่12 สมาชิกใหม่

ชีวิตในแต่ละวันของแตงช่างน่าเบื่อหน่ายเสียจริงๆ ตื่นเช้าขึ้นมาก็เตรียมทำอาหารให้ตัวเองและป้าจวน ป้าจวนตื่นประมาณเก้าโมงเช้าหลังจากกินข้าวเช้าเสร็จป้าจวนก็ออกไปทำงานทันที ป้าจวนออกไปแล้วแตงจึงเก็บกวาดทำความสะอาดบ้าน บางวันแตงเดินออกไปหาซื้อของใช้ในละแวกใกล้ๆที่พัก ไม่กล้าเดินไปไกล อันที่จริงบ้านเมืองที่นี่เป็นระเบียบ ถนนตัดกันเหมือนตารางหมากรุก ป้าจวนบอกว่าถ้าจำชื่อถนนได้ และรู้ว่าถนนอะไรตัดกับอะไรก็จะไม่หลงทาง แต่แตงอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก แตงใช้จำป้ายที่เป็นรูปภาพแทน

เวลากลางวันแตงก็ดูทีวีบ้าง ถึงแม้จะไม่เข้าใจที่เขาพูดกัน แต่ก็พอจะเดาเอาจากภาพได้ แตงนึกในใจว่าเราอยู่เฉยๆไม่ได้ทำงานก็น่าจะได้ไปเรียนภาษาอังกฤษ แต่แตงก็ไม่รู้ว่าที่ไหนเขาเปิดสอน ครั้นจะถามคุณกรก็นึกขึ้นมาได้ว่าสภาพตัวเองตอนนี้ไม่เหมาะที่จะออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ตอนนี้ท้องแก่มากแล้ว กำหนดคลอดเดือนหน้า นี่ก็เหลือเวลาไม่ถึงเดือน
พอตกเย็นก็ทำอาหารง่ายๆไว้กินเอง ป้าจวนกินที่ร้านสองมื้อ พอป้าจวนกลับมาถึงบ้านก็รีบอาบน้ำเข้านอนทันที แตงไม่มีโอกาสที่จะพูดคุยกับป้าจวนด้วยซ้ำ ยกเว้นวันไหนเป็นวันหยุดของป้าจวน แตงยังมีโอกาสคุยกับป้าจวนบ้าง แต่กว่าป้าจวนจะตื่นก็บ่ายมากแล้ว ชีวิตจำเจแบบนี้น่าเบื่อจริงๆ
คุณกรก็ยังคงมาหาแตงทุกอาทิตย์ และให้เงินแตงไว้ใช้บ้าง แต่ก็ไม่เคยให้มากกว่าเดือนละร้อย แตงก็ไม่เคยขอเพิ่ม คุณกรพาแตงไปหาซื้อของใช้เตรียมไว้ให้ลูก แตงตื่นเต้นที่จะได้เห็นหน้าลูกเร็วๆนี้ ตอนนี้แตงคิดถึงพ่อกับแม่มาก แตงไม่เคยส่งข่าวถึงพ่อแม่เลย แตงจะรอจนแตงมีรายได้เป็นของตัวเองแล้วจึงจะส่งข่าวพร้อมกับส่งเงินให้พ่อกับแม่ใช้ แตงก็ได้แต่หวังว่าเมื่อถึงเวลานั้นพ่อกับแม่คงจะหายโกรธแตงแล้ว

โอกาสจะที่กลับไปเมืองไทยตอนนี้ยังมองไม่เห็นเลย ถ้าจะไปแตงก็คงต้องรอให้ลูกโตก่อน เงินทองที่มีอยู่ตอนนี้แตงก็สะสมได้ไม่ถึงพันเหรียญ ไม่พอแม้แต่ค่าเครื่องบิน ถึงอย่างไรแตงก็ยังดีใจที่มีโอกาสจับเงินมากขนาดนี้ มันอาจจะเป็นเงินเล็กน้อยสำหรับบางคน แต่สำหรับแตงซึ่งขาดแคลนมาตลอดชีวิตมันก็เป็นจำนวนมากมายทีเดียว
“โอ๊ย” แตงรู้สึกปวดท้องจี๊ดขึ้นมาทันที สงสัยจะเป็นส้มตำที่ป้าจวนเอามาจากร้านที่ทำให้ปวดท้อง แตงเข้าห้องน้ำแต่ก็รู้ว่าไม่ใช่อาการท้องเสีย อาการปวดหายไป พออีกครึ่งชั่วโมงมันก็เริ่มปวดใหม่ มันเป็นอย่างนี้เป็นระยะๆ ปวดหายแล้วก็ปวดใหม่ จากทุกครึ่งชั่วโมงเริ่มถี่เข้าเป็นทุกสิบห้านาที สัญชาตญาณบอกว่าน่าจะเป็นอาการเจ็บท้องใกล้คลอด แต่ยังไม่ถึงกำหนดวันคลอดที่หมอบอกไว้เลยนี่นา แตงมีความรู้สึกหวาดกลัวมากกว่าเจ็บ เมื่อความเจ็บถี่ขึ้นเรื่อยๆแตงตัดสินใจโทรศัพท์ถึงคุณกร

มีเสียงเรียกอยู่นานแต่คุณกรยังไม่ได้รับสาย แตงวางสายและพยายามโทรใหม่ถึงสาม-สี่ครั้ง คุณกรก็ยังไม่รับสายเหมือนเดิม แตงตัดสินใจโทรหาป้าจวน แต่ป้าจวนก็ไม่รับสายอีกคน นี่แตงจะทำอย่างไรดี จะไปโรงพยาบาลแตงก็ไปไม่เป็น ความปวดก็มีมากขึ้นทุกที แตงทนไม่ไหวแล้ว ถึงกับลงดิ้นทุรนทุราย
“โอ๊ย” แตงกัดฟันลุกขึ้นอีกครั้ง ลองโทรหาคุณกรดูอีกที คราวนี้มีคนรับสายแต่เป็นเสียงผู้หญิง “ฮัลโหล” พอแตงได้ยินเสียงผู้หญิงรับสายก็รีบวางสายทันที คราวนี้ทำไมเมียเขามารับสายเอง คุณกรหายไปไหน แตงได้แต่สงสัย สักพักแตงได้ยินเสียงโทรศัพท์ เห็นเป็นเบอร์ของคุณกรขึ้นที่หน้าจอ แตงรีบรับสายทันที พอพูดฮัลโหลก็มีเสียงผู้หญิงสวนมาว่า “นั่นใครน่ะ” แตงรู้แล้วว่าเป็นเมียคุณกรโทรกลับมา คงอยากจะรู้ว่าใครโทรหาผัวเขา
แตงก็เลยตอบไปว่า “แล้วนั่นใครพูดล่ะคะ จะพูดกับใครไม่ทราบ”
“เธอเป็นใคร โทรหากรทำไม” ผู้หญิงคนนั้นย้อนถาม
“อ้อ ลูกค้าน่ะค่ะ จะโทรถามเรื่องส่งเงินไปเมืองไทย คุณกรไม่อยู่หรือคะ แล้วทำไมคุณรับสายล่ะคะ” แตงแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อำส่งเดช
“กรลืมมือถือไว้ เธอชื่ออะไรล่ะ ถ้าเป็นลูกค้าจะได้ให้เขาโทรกลับ”
“ขอบคุณค่ะ ไม่เป็นไรนะคะ” แตงรีบวางสายทันที

เฮ้อ อยากเจอคุณกรก็ดันมามีอุปสรรค ร้อยวันพันปีโทรไปทีไรคุณกรรับสายเองทุกที วันนี้คงเป็นวันซวยของแตง แตงไม่อยากให้เมียคุณกรรู้ว่าคุณกรมีแตงอีกคน ถ้าเขารู้มันต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ
ความปวดยังคงมีอยู่เรื่อยๆ  แตงไม่รู้จะทำยังไงดี จะรอป้าจวนกลับมาคงไม่ไหวแน่ ตอนนี้เพิ่งจะสิบโมงเช้า กว่าป้าจวนจะกลับถึงบ้านก็คงเลยห้าทุ่มไปแล้ว นอกจากป้าจวนกับคุณกรแล้ว แตงก็ไม่มีเพื่อนคนอื่นที่พอจะขอความช่วยเหลือได้เลย
แตงโทรหาป้าจวนอีก แต่ป้าจวนก็ไม่รับสายเหมือนเดิม แตงฝากข้อความเอาไว้ แต่ก็ไม่ได้หวังว่าป้าจวนจะโทรกลับ แตงรู้ดีว่าตอนนี้ที่ร้านอาหารทุกแห่งกำลังยุ่งเพราะต้องเตรียมเปิดร้านตอนสิบเอ็ดโมงเช้า
แตงปวดจนหมดสติไป ไม่รู้ว่านานเท่าไร พอรู้สึกตัวอีกครั้งก็รู้สึกว่ามีน้ำเหนียวๆไหลออกมาเลอะเทอะที่ขา “เลือด”
แตงตกใจมาก คราวนี้รู้แน่ชัดแล้วว่าใกล้คลอดเต็มที่ แตงจะต้องไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด แต่จะไปยังไงก็ยังไม่รู้เลย สำนึกสุดท้ายที่แตงคิดได้คือพยายามเรียกเพื่อนบ้านให้ช่วย บ้านที่แตงอยู่กับป้าจวนเป็นอพาร์ทเม้นท์สองห้องนอนขนาดกลาง แตงกับป้าจวนไม่เคยพูดจาปราศัยกับเพื่อนบ้านเลย ถ้าไปขอความช่วยเหลือไม่รู้ว่าเขาจะเต็มใจช่วยหรือเปล่า และที่สำคัญที่สุด แตงไม่รู้จะบอกเขาว่าอย่างไร 

ยังไม่ทันที่แตงจะลงมือทำอะไร แตงได้ยินเสียงโทรศัพท์ แตงรีบรับสายทันที ป้าจวนนั่นเอง “เป็นไงบ้างนังแตง เห็นแกโทรมาฝากข้อความไว้ แล้วนี่คุณกรรู้หรือยัง”
   “หนูโทรไปตั้งหลายที แต่คุณกรไม่รับสาย เมียเขารับแทนบอกว่าคุณกรลืมเอามือถือไปด้วย ป้า ตอนนี้น้ำแตกแล้วนะ หนูไม่รู้จะทำไง”
   “โอ๊ย จะบ้าตาย แกรออยู่ที่นั่น ฉันจะเรียกรถพยาบาล แล้วแกไปกับรถพยาบาล”
   “อ้าว....แล้วป้าไม่กลับมาหรือ......” แตงพูดไม่ทันจบป้าจวนก็รีบวางสาย

   ถึงแม้ว่าป้าจวนจะเรียนหนังสือน้อย แต่ป้าจวนมีสัญชาตญาณในการช่วยตัวเองสูง จึงทำให้ป้าจวนรู้ว่าในสถานการณ์แบบนี้ควรจะทำอย่างไร แตงมารู้ทีหลังว่าหลังจากที่ป้าจวนวางสายจากแตงแล้ว ป้าจวนโทรศัพท์เรียกรถพยาบาล รถพยาบาลมาถึงในเวลาไม่เกินสิบนาที ตอนแรกแตงจะไม่ยอมไปกับรถพยาบาลอยากจะรอป้าจวนก่อน แต่เจ้าหน้าที่ไม่ฟังเสียงอุ้มแตงขึ้นรถไปทันที
   เมื่อมาถึงโรงพยาบาลแตงถูกนำเข้าห้องคลอดทันที หลังจากนั้นอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงแตงก็คลอดทารกเพศชาย แตงหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย
   แตงหลับไปนานแค่ไหนไม่รู้ พอตื่นขึ้นมาก็เห็นหน้าป้าจวน แตงดีใจมาก “หนูนึกว่าจะตายเสียแล้ว ปวดแทบขาดใจ หนูจะรอป้าแต่รถพยาบาลเขาไม่ให้รอ”
   “ขีนรอฉันแกก็อาจจะคลอดกลางทาง ทีนี้ละยุ่งมากๆเลยละ ฉันเรียกรถพยาบาลให้แกแล้วฉันก็ตรงมาโรงพยาบาลเลย ไม่กลับไปบ้านให้โง่หรอก เออ ฉันเห็นเด็กแล้วนะ หน้าตาน่ารักดี”
   “ป้าว่าลูกเหมือนใคร เหมือนหนูหรือคุณกร”
   “ไม่รู้ซิ เด็กแดงๆดูไม่ออกหรอก” ป้าจวนตอบแบบไม่สนใจ แล้วพูดต่อว่า “เออ นังแตง ฉันโทรไปบอกคุณกรแล้วนะ อีกสักพักก็คงจะมา”
   “ป้าโทรไปเจอเขาตอนไหนล่ะ หนูพยายามโทรตั้งหลายครั้งแต่เขาไม่รับสายสักที”
   “พอรู้ตัวว่าลืมมือถือเขาก็กลับบ้านไปเอาโทรศัพท์ เขาเห็นเบอร์แกขึ้นหลายหน เขาก็พอจะเดาได้ว่าแกมีธุระสำคัญ”
   “แล้วป้าไม่ต้องกลับไปทำงานหรือ”
   “วันนี้ฉันลาหยุด มีเหตุฉุกเฉินแบบนี้ฉันไม่มีสมาธิจะทำงานหรอก เมื่อแกปลอดภัยก็ดีแล้ว”
   “หนูขอบคุณป้ามากนะ ถ้าไม่มีป้าหนูก็ไม่รู้จะทำยังไง”
   “ต่อไปนี้แกต้องหัดช่วยตัวเองบ้าง แกเคยรู้บ้างไหมว่าคุณกรพาแกไปฝากท้องที่โรงพยาบาลไหน”
   “ไม่รู้ ทุกครั้งเวลาที่หมอนัดคุณกรเป็นคนพาไป”
   “แล้วแกก็ไม่เคยคิดจะถามเขาเลยหรือ อย่างวันนี้แกน่าจะเรียกรถพยาบาลได้เอง อย่างน้อยรู้ว่าฝากท้องไว้ที่ไหนรถพยาบาลจะได้พาไปถูก”
   “หนูพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ไม่รู้จะบอกให้คนช่วยยังไง”
   “แกก็คิดแบบนี้ ไม่ยอมรับรู้อะไรสักอย่าง ฉันก็พูดภาษาอังกฤษแบบงูๆปลาๆ อย่างน้อยก็ยังโทรเบอร์ฉุกเฉิน911ได้ ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่องเขาก็เรียกล่าม”
   “แล้วป้ารู้ได้ไงว่าคุณกรพาหนูไปฝากท้องที่ไหน”
   “ฉันถามคุณกร เพราะฉันอยู่กับแก ฉันเตรียมพร้อมเสมอว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นฉันจะต้องทำยังไง”

   ป้าจวนอยู่กับแตงจนกระทั่งคุณกรมาถึง ซึ่งเป็นเวลาที่พยาบาลเอาเด็กมาให้ดื่มนมแม่ หลังจากให้นมลูกเสร็จแล้ว แตงก็ต่อว่าคุณกรที่คุณกรไม่รับโทรศัพท์
   “ผมขอโทษนะ ปกติผมไม่ลืมโทรศัพท์ เพราะผมต้องติดต่อลูกค้าตลอดเวลา วันนี้รีบไปหน่อยเลยลืม พอนึกขึ้นได้ก็รีบกลับไปเอา”
   “วันนี้แตงโทรไปหลายหน เมียคุณรับสายด้วย แตงรีบวางหู สักพักเขาโทรกลับมา คงอยากรู้ว่าใครโทรหาคุณ เขาบอกคุณหรือเปล่า”
   “เขาพูดว่ามีผู้หญิงบอกว่าอยากจะส่งเงิน แล้วก็ไม่ยอมบอกชื่อ”
   “เขาสงสัยไหม”
   “คงไม่ละมัง ผมมีลูกค้าผู้หญิงที่ใช้บริการส่งเงินหลายคน”
   
   วันรุ่งขึ้นหมออนุญาตให้แตงกลับบ้านได้ แตงแปลกใจเล็กน้อย ที่เมืองไทยคนคลอดลูกจะอยู่โรงพยาบาลหลายวัน แต่ที่นี่คลอดวันนี้รุ่งขึ้นก็ให้กลับบ้านเลย ป้าจวนบอกว่าโรงพยาบาลที่แตงไปคลอดเป็นโรงพยาบาลของรัฐ และเป็นประเภทที่ให้ความช่วยเหลือคนป่วยที่ไม่มีประกันสุขภาพ ถ้าไปโรงพยาบาลอื่นจะต้องเสียเงินเป็นหมื่นดอลล่าร์ โรงพยาบาลของรัฐแห่งนี้มีคนใช้บริการเยอะ เตียงไม่ค่อยว่าง ถ้าคนไข้แข็งแรงดีไม่มีอาการแทรกซ้อน หมอก็จะให้กลับไปรักษาตัวต่อที่บ้าน

   ลูกของแตงเป็นเด็กที่เลี้ยงง่าย กินแล้วก็นอน จะร้องเวลาที่หิว หรือขับถ่าย รู้สึกว่าลูกของแตงจะหิวบ่อย ร้องจะกินนมทุกๆสองชั่วโมง กลางคืนดึกๆแตงก็ต้องลุกขึ้นมาให้นม แตงมีน้ำนมพอที่จะให้ลูกกินโดยไม่ต้องให้นมผงเสริม  ลูกเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับแตง แตงดีใจที่ลูกเป็นผู้ชาย ผู้ชายยังเอาตัวรอดได้ ถ้าลูกเป็นผู้หญิงแตงไม่อยากให้เขามีชีวิตที่ลำบากเหมือนแตง

   คุณกรตั้งชื่อลูกว่าชาลี แตงไม่ชอบชื่อนี้ อยากได้ชื่อไทยๆมากกว่า คุณกรบอกว่าชื่อชาลีเป็นได้ทั้งไทยและฝรั่ง เขาสะกดชื่อลูกเป็นภาษาอังกฤษให้ดู แต่แตงอ่านไม่ออก แตงก็ยังยึดติดแบบคนไทยทั่วไปว่าอยากจะให้พระตั้งชื่อให้ลูกเพื่อความเป็นศิริมงคลของเด็ก แต่โอกาสที่จะไปหาพระก็ยาก แตงไม่รู้จักทางไปวัด แตงก็ได้แต่รอว่าพอลูกโตแล้ว แตงจะหาโอกาสพาลูกไปวัดเพื่อขอให้พระตั้งชื่อให้

   คุณกรบอกว่า “แตงไม่เคยฟังเทศน์มหาชาติหรือ กัณหา-ชาลีเป็นลูกของพระเวสสันดร ชื่อนี้ก็เป็นมงคลนะ”
   คุณกรก็ดูแลเอาใจใส่ลูกเป็นอย่างดี แตงรู้ว่าเขาพยายามทำดีที่สุด แต่จะให้เวลาแตงและลูกร้อยเปอร์เซ็นต์ย่อมเป็นไปไม่ได้ แตงพยายามไม่คิดมาก เท่าที่เห็นคุณกรก็เป็นผู้ชายที่มีความรับผิดชอบคนหนึ่ง
   ป้าจวนบอกแตงตรงๆว่า ปกติแล้วป้าจวนเป็นคนไม่ชอบเด็ก แต่เมื่อเห็นลูกแตงป้าจวนก็อดที่จะเอ็นดูไม่ได้ ตอนนี้ชีวิตแตงไม่ว่างเปล่าอีกแล้ว แตงมีลูกที่ต้องให้การดูแลตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง

5  มุมสนทนา / โต๊ะข้างหน้าต่าง / ตอนที่ 11 ความจริงที่โหดร้าย เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2013, 10:03:14 am
                                                      ตอนที่ 11 ความจริงที่โหดร้าย
เมื่อกลับมาถึงบ้านแตงเอาแต่ร้องไห้ ป้าจวนพยายามปลอบโยนและทำอาหารอร่อยๆให้แตงกิน แต่แตงกินไม่ลง ลูกในท้องดิ้นแรงมาก ตอนนี้อายุครรภ์ของแตงได้เจ็ดเดือนแล้ว อีกสองวันแตงมีนัดกับหมอที่ไปฝากท้องไว้ แตงสงสารลูกที่จะมีพ่อได้ไม่เต็มที่ แตงบอกป้าจวนว่า “ตอนนี้หนูรู้แล้วว่าทำไมคุณกรถึงไม่อยู่กับหนู”

ป้าจวนเล่าว่า เมื่อเกือบยี่สิบปีก่อนคุณกรยังโสดอยู่ เขามาอเมริกาด้วยวีซ่าท่องเที่ยว และอยู่นานจนวีซ่าขาดจนกลายเป็นโรบินฮู๊ดคืออยู่อย่างผิดกฎหมาย สิบปีต่อมาถึงมาเจอคุณนาถฤดีที่ผัวฝรั่งเพิ่งตาย และทิ้งมรดกไว้ให้คุณนาถมากมาย

"ดูท่าทางเมียคุณกรอายุมากกว่าคุณกรนะ"  แตงพูดพร้อมกับหัวเราะแค่นๆ
“คุณนาถแก่กว่าคุณกรถึงสิบปี คุณกรเกรงใจคุณนาถมาก ลำพังตัวคุณกรไม่มีความสามารถที่จะหางานดีๆทำได้ ถึงคุณนาถจะหลงผัวหนุ่มยังไง ก็ไม่ยอมให้คุณกรไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจของเธอ คุณกรถึงต้องมาหากินกับคนไทยด้วยกัน แต่เขามีพรสวรรค์อยู่อย่างนึง คือเป็นคนโชคดีเรื่องการพนัน ถ้าอยากได้เงินพิเศษก็ต้องเล่นไพ่  เขาถึงไปบ้านองุ่นทุกอาทิตย์”
“เมียคุณกรนี่คงเค็มน่าดู เขาควบคุมเรื่องเงินทองรึ”
“ฮื่อ ฉันจะบอกให้ว่าคุณนาถก็มีหุ้นส่วนในร้านกระท่อมไทยที่ฉันทำงานด้วย แต่ไม่ใช่หุ้นใหญ่ นานๆจะแวะมาดูสักที สิ้นปีก็คอยรับเงินปันผล”
“ถ้างั้นคุณกรก็คงกลัวเมีย”
“จะว่ากลัวก็ไม่ถึงขนาดนั้น ถ้ากลัวก็คงไม่ไปค้างคืนเล่นไพ่ที่บ้านองุ่น”
“แปลกใจจัง ทำไมเมียเขายอมให้ไปค้างคืนที่นั่นได้”
“คุณกรเป็นคนพูดเก่ง คารมดี เขาคงหาเหตุผลมากล่อมคุณนาถ ก็คงเรื่องเงินนั่นแหละ เขาคงบอกว่าเป็นวิธีหากินของเขาอย่างหนึ่ง คุณนาถเองก็เคยข้องแวะกับองุ่นก็เลยยอมให้คุณกรไปที่นั่น”
“ข้องแวะ หมายความว่ายังไงป้า”
“แกรู้แค่นี้ก็พอ”  ป้าจวนตัดบท

สองวันต่อมาคุณกรก็มารับแตงไปหาหมอ แตงร้องไห้ตีโพยตีพายตัดพ้อต่อว่าคุณกร “ทำไมคุณไม่บอกแตงแต่แรกว่าคุณมีเมียแล้ว”
“เรื่องมันก็เลยตามเลย ผมก็หาโอกาสเหมาะๆที่จะบอกแตง”
“แตงพ้นจากซ่องก็กลายมาเป็นเมียน้อย” แตงร้องไห้สะอึกสะอื้น
“ผมเคยบอกแล้วว่าไม่พร้อม แต่ในเมื่อเป็นความต้องการของแตงที่จะเก็บเด็กไว้ ผมก็จะพยายามรับผิดชอบเท่าที่ผมจะทำได้ ผมขอสั่งอย่างนึงนะ ต่อไปนี้ไม่ต้องไปวัดไทยอีก ไม่ว่าจะมีคนพาไปหรือไปเอง อ้อ แล้วร้านกระท่อมไทยก็ไม่ต้องไปด้วย”
“ทำไมจะไปร้านกระท่อมไทยไม่ได้ ก็ป้าจวนทำงานที่นั่น”
“ป้าจวนบอกหรือเปล่าว่าเมียผมมีหุ้นอยู่ด้วย ตอนนี้เขาเคยเห็นหน้าแตงแล้ว ผมไม่อยากให้เขามาจับผิดแตง”
“เคยเจอกันหนเดียวเขาจะมาสงสัยอะไร”
“แตงยังไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้ดี ผมไม่อยากพูดมาก เอาเป็นว่าแตงอยู่เฉยๆ ต่างคนต่างอยู่กับบ้านโน้น เขาจะได้ไม่สงสัย”
“แตงไม่นึกเลยว่าคุณกรจะใจดำกับแตง”
“ผมใจดำยังไง ผมก็รับผิดชอบอยู่ ผมให้เงินแตงใช้ พาไปหาหมอ ผมต้องเตรียมเงินไว้เป็นค่าคลอดด้วย ค่ารักษาพยาบาลที่นี่แพงมาก”

หลังจากวันที่คุณกรพาแตงไปหาหมอแล้วคุณกรก็หายไปสองสัปดาห์ แตงปรารภกับป้าจวนว่า “คุณกรเขาคงโกรธแตงที่แตงต่อว่าเขาเมื่อวันก่อน”
“ฉันว่าแกอย่าไปตัดพ้อต่อว่าเขาเลย เรื่องมันล่วงเลยมาขนาดนี้แล้ว เขาก็ยังรับผิดชอบแกอยู่ไม่ใช่รึ”
“แต่เขาหายไปสองอาทิตย์แล้ว...ฮือ ฮือ” แตงเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น
“ถ้าให้ฉันเดา เขาคงจะไปเล่นไพ่ที่บ้านองุ่น เลยไม่ได้มาค้างที่นี่”
“ถ้าเขาทิ้งแตงไป แตงจะทำยังไง”
“แกก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ด้วย......” ป้าจวนพูดยังไม่ทันจบแตงก็กรี๊ดขึ้นมาทันที
“ป้าอย่าพูดแบบนี้ได้ไหม”
“นี่นังแตง อย่ามาขึ้นเสียงกับฉันนะ แกต้องยอมรับความจริง และเตรียมตัวเตรียมใจ ถ้าเมียเขาจับได้และเขาบังคับให้คุณกรเลิกกับแก แกต้องคิดซิว่าแกจะทำยังไงต่อไป ฉันว่าตอนนี้แกทำตัวดีๆให้คุณกรสงสาร เขาจะได้ดูแลแกไปนานๆจนกว่าลูกแกจะโต”

“ชีวิตหนูทำไมมันบัดซบอย่างนี้”
“แกเลือกทางเดินชีวิตของแกเองนะ”
“ป้าไม่ต้องมาซ้ำเติมหนู”
“กูไม่ได้ซ้ำเติม แต่อยากจะบอกมึงว่าให้มึงยอมรับความจริง มึงบอกว่ามึงถูกเขาหลอกให้มาทำงานเมืองนอก ไม่มีใครเขาหลอกมึง มึงเต็มใจมาเอง ก่อนมาทำไมไม่คิดให้ดีเสียก่อน มาถึงเมืองนอกรู้ตัวว่าต้องมาขายตัวก็ไม่หาทางหนี กลับยอมจำนนกับสถานการณ์ พอปลดหนี้ได้แทนที่จะออกไปให้พ้นๆซ่องแกก็กลับอยู่ต่อจนถูกจับ” แตงรู้ว่าป้าจวนโกรธ เพราะสรรพนามที่ใช้กับแตงเปลี่ยนไป

“หนูไม่รู้ภาษา ไม่รู้ถนนหนทาง ไม่รู้จักใคร จะให้หนูหนีไปไหนล่ะ หนูเคยเห็นคนที่คิดหนีถูกซ้อมปางตาย” แตงแก้ตัว
“ส่วนเรื่องคุณกร ขอถามหน่อยว่าเขาเคยบอกรัก หรือแม้แต่บอกว่าชอบแกไหม แกบอกมาตรงๆ แกอาจจะหลอกฉันได้ แต่แกหลอกตัวเองไม่ได้”
“เอ้อ... ท่าทางเขาดูจะชอบหนูนะ” แตงตอบไม่เต็มคำ
“แกตอบไม่ตรงคำถาม ฉันถามอีกที เขาเคยบอกว่ารักแกไหม”
“ไม่เคย” แตงมีความรู้สึกที่บอกไม่ถูก โกรธที่ป้าจวนพูดตรงๆ หรืออายที่จะยอมรับความจริง
“ถ้างั้นจะเรียกว่าเขาหลอกไม่ได้ ถ้าเขาไม่เคยบอกรักแก แกคงชอบเขาอยู่แล้ว แล้วก็คิดไปเองว่าเขาชอบแกด้วย แกโตจนป่านนี้แกก็น่าจะรู้ว่าอย่าทุ่มเทให้ผู้ชายจนหมดตัวหมดใจทั้งๆที่ยังไม่รู้จักเขาดีพอ”

“ป้าจะให้หนูทำไงล่ะ เรื่องมันก็มาถึงขนาดนี้ ป้าด่าหนูมันก็ไม่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น มันย้อนกลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้แล้ว”
“ฉันรู้ว่าอดีตแก้ไขไม่ได้ แต่อยากให้แกมองถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นจะได้ไม่โทษคนอื่น แต่ลืมมองว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตัวแกทำเองทั้งนั้น สรุปว่าเวลาคุณกรมาแก็พูดกับเขาดีๆก็แล้วกัน เขาจะได้เมตตาแก”
ถึงแม้สิ่งที่ป้าจวนพูดจะบาดใจแตง แตงก็ต้องยอมรับว่าถ้าไม่มีป้าจวนแตงก็ไม่รู้จะทำยังไง ป้าจวนเป็นสิ่งที่มาทดแทนความขาดทางอารมณ์ของแตง ตอนนี้แตงรู้แล้วว่าความคาดหวังในตัวคุณกรจะเป็นไปไม่ได้ แต่มันก็ไม่แน่หรอก ถ้าคุณกรเลิกกับเมีย แตงก็คงจะได้อยู่กินกับเขาอย่างเปิดเผย

คราวนี้ป้าจวนจัดหนักกับแตง ถ้ามองจากมุมของป้าจวนที่อยากให้แตงกล้าสู้กัความจริง ไม่หวังลมๆแล้งกับสิ่งที่เป็นไปได้ยาก แต่แตงก็คือผู้หญิงที่เรียนมาน้อย และคิดน้อย  เขาก็คิดได้แค่ตื้นๆ จะเรียกว่าชีวิตเขามีกรรมก็ได้
6  มุมสนทนา / โต๊ะข้างหน้าต่าง / บทที่10 เหมือนถูกตีที่ศีรษะ เมื่อ: ตุลาคม 20, 2013, 09:10:36 pm
ตอนที่สิบ เหมือนถูกตีที่ศีรษะ

ป้าจวนได้งานเป็นแม่ครัวที่ร้านกระท่อมไทย คุณกรเคยพาแตงไปที่ร้านนี้ แตงชอบบรยากาศในร้าน นึกอยากจะทำงานที่นี่บ้างเหมือนกัน แต่ดูสภาพตัวเองตอนนี้แล้วก็คงไม่เหมาะ ถึงแม้ว่าตอนนี้แตงจะหายแพ้ท้องแล้ว แต่ขนาดของครรภ์ก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เวลานี้มองเห็นได้ชัด แตงอยู่กับป้าจวน ช่วยป้าจวนทำความสะอาดบ้าน และซักเสื้อผ้าให้ป้าจวนด้วย แตงทำด้วยความเต็มใจ เพราะป้าจวนดีกับแตงมาก ป้าจวนกินอาหารที่ร้านสองมื้อ บางครั้งก็ยังมีอาหารเหลือจากร้านมาฝากแตงด้วย

ชีวิตของแตงที่อยู่ร่วมบ้านกับป้าจวนก็นับว่ามีความสุข แต่ก็เป็นความสุขเพียงครึ่งเดียว แตงเคยปรารภกับป้าจวนว่าคุณกรน่าจะพาแตงไปเช่าบ้านอยู่กันสองคนตามประสาผัวเมีย “ที่พูดนี่ไม่ใช่ว่าหนูไม่อยากอยู่กับป้านะ แต่สงสัยน่ะ”
“แล้วแกเคยถามคุณกรหรือเปล่าล่ะ” ป้าจวนย้อนถามแตง
“เคย เต่คุณกรพูดเลี่ยงๆว่ายังไม่พร้อมที่จะทำสัญญาเช่าบ้าน บ้านที่แกอยู่ตอนนี้ยังไม่หมดสัญญาอะไรทำนองนี้ หนูก็ไม่กล้าไปเซ้าซี้มาก กลัวคุณกรโกรธ”

ป้าจวนถอนใจแต่ไม่พูดอะไรอีก แตงก็เลยไม่อยากกวนใจ แตงรู้ว่าป้าจวนเหนื่อย  ป้าจวนออกจากบ้านเก้าโมงครึ่ง ไปถึงที่ทำงานตอนสิบโมงก็เริ่มเตรียมของ  กว่าป้าจวนจะกลับถึงบ้านก็เป็นเวลาเลยห้าทุ่มเกือบทุกคืน ป้าจวนมีวันหยุดเพียงวันเดียวคือวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันที่ป้าจวนจะนอนยาวไปถึงบ่าย พอตื่นก็กินอาหารที่นำมาจากร้าน หลังจากนั้นก็นั่งๆนอนๆดูวิดีโอหนังไทยที่เช่ามาจากร้านชำของคนไทย มันเป็นความบันเทิงเพียงสิ่งเดียวที่ป้าจวนมีในวันหยุด

“เมื่อตอนทำงานที่บ้านองุ่นฉันไม่มีวันหยุดเลย แกก็เคยเห็น พอไปทำงานที่บ้านคุณชาญก็ไม่มีวันหยุดอีก ลูกสาวเขาหาคนมาแทนไม่ได้ฉันก็ต้องทำงานทุกวัน แต่เขาก็จ่ายดีมากนะ เงินเดือนแทบจะไม่ได้ใช้เลย เพราะกินอยู่กับเขา เงินที่เก็บได้ฉันก็เอาไว้ใช้ตอนที่ทำงานไม่ไหวแล้ว”
“ป้ายังแข็งแรง ยังทำงานได้อีกหลายปี แต่หนูนี่ซิกว่าจะมีโอกาสทำงานก็ต้องรอลูกโตเข้าโรงเรียนแล้ว ทุกวันนี้หนูก็เบื่อนะที่ไม่ได้ทำอะไร อยู่บ้านทำงานบ้าน อาศัยดูวิดีโอของป้า ดูซ้ำไปซ้ำมาจนไม่มีอะไรจะดูแล้ว”
“เอาไว้ฉันไปร้านไทยอีกเมื่อไหร่ฉันจะพาแกไปด้วย แกต้องหัดช่วยตัวเอง ไปไหนมาไหนได้เองบ้าง”

ถึงแม้ว่าคุณกรจะไม่ได้อยู่บ้านเดียวกับแตง แต่เขาก็มาหาทุกอาทิตย์ บางทีก็มาค้างด้วยในคืนวันศุกร์ คุณกรช่วยค่าเช่าบ้านให้ป้าจวนครึ่งหนึ่ง เป็นเงินเท่าไหร่แตงไม่เคยถาม แต่ละเดือนคุณกรจะให้เงินแตงไว้ซื้อของที่จำเป็นหนึ่งร้อยดอลล่าร์ เวลาที่ต้องออกไปหาหมอ คุณกรก็จะเป็นคนออกค่าใช้จ่าย แตงพยายามใช้เงินที่คุณกรให้อย่างประหยัด คุณกรพูดเสมอว่า “ผมไม่ใช่คนร่ำรวย ยังมีหนี้สินอีกมาก” แตงจึงพยายามที่จะไม่ใช้เงินมาก และไม่เคยขอเงินเพิ่ม

คุณกรไม่เคยพาแตงไปเที่ยวไหน นอกจากพาไปหาหมอตามนัด นานๆป้าจวนถึงจะชวนแตงไปร้านไทย แตงรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ไปร้านไทย เห็นสินค้าต่างๆจากเมืองไทยแล้วทำให้คิดถึงบ้าน แตงเห็นนิตยสารจากเมืองไทยหลายฉบับ แต่แตงเป็นคนอ่านหนังสือไม่คล่องจึงไม่ได้ซื้อหนังสือพวกนี้มาอ่าน

วันจันทร์เป็นวันหยุดของป้าจวน คราวนี้ดูเป็นพิเศษหน่อยเพราะป้าจวนชวนแตงไปวัดไทย "ฮ้า ที่เมืองนี้มีวัดไทยด้วย" แตงอุทานอย่างตื่นเต้น
“วัดไทยที่นี่มีหลายแห่ง แต่ฉันรู้จักวัดนี้วัดเดียว วัดอื่นอยู่นอกเมืองไปมาลำบาก เราขึ้นรถไฟไปได้ ต่อรถเมล์อีกสามสี่ป้าย"
"ดีนะหนูก็อยากทำบุญ ชาติหน้าจะได้ไม่ลำบากเหมือนชาตินี้"
"ฉันเห็นแกอยู่บ้านทุกวันคงจะเบื่อ ตอนนี้อากาศยังดีอยู่ก็ถือโอกาสออกไปเปิดหูเปิดตา พอถึงหน้าหนาวแล้วหิมะตกท่วมเมือง ไปไหนลำบาก"
"ป้าเชื่อไหมหนูอยู่เมกามาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่เคยเห็นหิมะเลย"
"อือ ฉันเข้าใจ" ป้าจวนรู้ดีว่าแตงถูกกักบริเวณไม่ได้ออกไปไหน บ้านแม่องุ่นก็มีประตูหน้าต่างน้อยบาน และสถานที่ก็ถูกปิดทึบอยู่ตลอดเวลา

แตงตื่นเต้นที่ได้ออกมาเดินข้างนอก เพิ่งจะได้ขึ้นรถไฟใต้ดินเป็นครั้งแรก น่าสนุกจัง รถไฟวิ่งเร็วมาก ประมาณสิบห้านาทีป้าจวนก็สะกิดให้เตรียมตัว ตอนออกจากสถานีรถไฟป้าจวนบอกว่า "แกจะเดินไหม เดินสักสิบนาทีก็ถึงวัดแล้ว"
“ไหนป้าว่าจะต่อรถเมล์ไง เรามีของหอบพะรุงพะรัง เอาไว้ขากลับดีไหม” แตงรู้ว่าป้าจวนเป็นคนประหยัด "หนูออกค่ารถเมล์ให้เอง ป้าบอกว่าอากาศดี แต่มันหนาวสำหรับหนู"

ระหว่างทางแตงเห็นต้นไม้มีใบสีแดง ส้ม เหลืองและน้ำตาล ใบสีเขียวไม่เห็นมีเลย ต้นไม้บางต้นไม่มีใบเลย ดูเหมือนว่ามันกำลังจะตาย แตงสะกิดให้ป้าจวนดู ป้าจวนบอกว่าตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้จะเปลี่ยนสีแล้วก็ผลัดใบ หลังจากนั้นก็เป็นฤดูหนาว พอเข้าฤดูใบไม้ผลิต้นไม้พวกนี้ก็จะกลับมาเขียวเหมือนเดิม

วัดไทยที่นี่ไม่มีลักษณะเป็นวัดเลย แตงนึกว่าจะได้เห็นโบสถ์มีหลังคาหน้าจั่วแหลมๆแบบเดียวกับที่เมืองไทย ป้าจวนบอกว่าวัดแห่งนี้ซื้ออาคารเก่าของโบสถ์คริต แล้วนำมาดัดแปลงเป็นสถานที่ประกอบศาสนพิธีและเป็นที่อยู่ของพระสงฆ์

แตงเห็นพระสี่รูปมารับประเคนภัตตาหารจากญาติโยม ซึ่งก็มีแตงกับป้าจวนเท่านั้น แต่แล้วแตงก็เจอคนที่ไม่คิดว่าจะเจอ

"นั่นคุณกรนี่" แตงอุทานอย่างตื่นเต้น ตอนนั้นพระเริ่มฉันภัตตาหารแล้ว คุณกรยังมองไม่เห็นแตงกับป้าจวน ป้าจวนรีบสะกิดแตง "แกอย่าทักคุณกรนะ ทำเป็นว่าไม่เคยรู้จัก"
"ทำไมล่ะป้า" ความรู้สึกของแตงตอนนั้นเหมือนเด็กที่กำลังจะส่งขนมที่ตัวชอบเข้าปาก แล้วก็มีคนมาห้ามว่าอย่ากินนะ

แล้วแตงก็รู้คำตอบเมื่อเห็นผู้หญิงวัยเกือบห้าสิบและเด็กผู้ชายสองคนอายุประมาณสิบขวบเดินตามคุณกรเข้ามา พวกเขาไม่ได้สนใจคนอื่นเพราะพวกเขามาถึงช้า เมื่อคุณกรและคณะถวายอาหารแก่พระสงฆ์แล้ว ผู้หญิงที่มากับคุณกรก็เห็นป้าจวน ผู้หญิงคนนั้นกรี๊ดกร๊าดทักทายป้าจวนอย่างดีใจ

"ไม่เจอพี่จวนเสียนาน ตอนนี้ทำอะไรล่ะ"
"ทำที่ร้านกระท่อมไทย ไปไงมาไงถึงมาวัดวันนี้" ป้าจวนย้อนถาม
"วันนี้วันเกิดลูกชายคนเล็ก เลยพาเขามาทำบุญ แล้วนั่นใคร เขามากับป้ารึ" ผู้หญิงคนนั้นหันมามองแตง
"หลานฉันเอง เพิ่งมาจากเมืองไทย" ป้าจวนตอบสั้นๆ

ตลอดเวลาที่ป้าจวนทักทายกับหญิงคนนั้นคุณกรไม่ได้พูดสักคำ เขาทำเป็นไม่รู้จักแตง ซึ่งทำให้แตงน้อยใจมาก แตงแทบจะกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ผู้หญิงคนนั้นมองหน้าแตงพร้อมกับถามว่า "น้อง ไม่สบายหรือเปล่า" แตงสั่นหัว

ป้าจวนรีบแก้สถานการณ์โดยบอกว่า "ตายจริง ฉันเกือบลืมทำธุระสำคัญต้องรีบไป" ป้าจวนรีบลาพระ แล้วบอกผู้หญิงคนนั้นว่า "ไปก่อนนะ"แล้วฉุดแขนแตงให้เดินตาม
"แหม บทจะไปก็รีบจนพวกเราตั้งตัวไม่ทัน" ผู้หญิงคนนั้นพูดตามหลัง

พอออกมาพ้นบริเวณวัด แตงก็เริ่มร้องไห้ "ผู้หญิงคนนั้นเป็นอะไรกับคุณกร" แตงถามป้าจวน
 "เขาชื่อนาถฤดีเป็นเมียคุณกร" "แล้วทำไมป้าไม่เคยบอกหนูเลย
"ป้าจวนทำหน้ากระอักกระอ่วน "ฉันอยากให้แกรู้จากคุณกรดีกว่ารู้จากคนอื่น ฉันเคยเตือนคุณกรให้บอกแก แต่เขาก็พูดว่ารอให้เขาพร้อมก่อน”
"เขามีลูกด้วยกันถึงสองคน" แตงพูดไปสะอื้นไป "คุณกรก็น่าจะบอกหนูบ้าง”
“เฮ้อ” ป้าจวนถอนใจอย่างอึดอัด แกลองคุยกับคุณกรดูก็แล้วกัน ฉันเป็นคนนอกพูดมากไปก็ไม่ดี”


เอาละซิ เมื่อรู้ความจริงแล้วแตงจะทำยังไงต่อไป
7  มุมสนทนา / โต๊ะข้างหน้าต่าง / ตอนที่ 9 หวั่นใจ เมื่อ: ตุลาคม 16, 2013, 09:46:27 am
ตอนที่ 9 หวั่นใจ

ตั้งแต่กลับถึงที่พักในตอนเย็น แตงหลับเป็นตาย  มารู้ตัวตอนประมาณเกือบเที่ยงคืน ใจกับแสวงกลับมาแล้ว ใจปลุกแตงให้ลุกขึ้นเพื่อจะบอกว่า คุณกรโทรมาที่ร้าน เขาฝากให้คุณธำรงบอกแตงด้วยว่าเขามาไม่ได้ แต่จะมาหาในตอนเช้า

“เธอเป็นอะไรน่ะ” ใจจ้องหน้าแตงอย่างจะจับผิด
“ไม่รู้เหมือนกัน ตอนนี้ดีขึ้นหน่อย ได้นอนพักเต็มที่”
“คุณกรนี่เขาเป็นแฟนเธอเหรอ” ใจสอดรู้สอดเห็น
“ไม่ใช่หรอก”
“แล้วไปรู้จักกันได้ไง” ใจยังไม่เลิกซัก
“ขอตัวนะ อยากเข้าห้องน้ำเต็มที” แตงต้องตัดบท แต่ก็ยังได้ยินเสียงใจลอยมาเข้าหูว่า “ถ้าบอกว่ามีแฟนแล้วฉันต้องคิดว่าเธอแพ้ท้องแน่ๆ”

แตงถือโอกาสอาบน้ำชำระตัว ตั้งแต่กลับมายังไม่ได้อาบน้ำเลย พอกลับมาถึงก็ล้มตัวลงนอนด้วยความเวียนหัวอย่างหนัก  อาบน้ำแล้วรู้สึกสบายขึ้น พอกลับออกมาก็ได้ยินเสียงกรนของสองสาว แรกๆแตงก็ไม่ชินกับเสียงกรนของเพื่อนร่วมห้อง แต่ก็ต้องทำใจจนชินไปเอง

ใจกับแสวงออกไปตอนไหนแตงไม่รู้ แตงมารูสึกตัวเมื่อมีคนมาเคาะประตูเรียก คุณกรนั่นเอง เขามาพร้อมกับซื้อน้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋มาฝาก
“เป็นไงบ้างแตง” คุณกรทัก
“รู้สึกดีขึ้น ได้นอนพักตั้งแต่เย็นวาน”
“งานหนักไปหรือเปล่า”
“ไม่หรอกค่ะ วันแรกๆอาจจะปวดเมื่อยบ้าง เมื่อก่อนแตงทำนา เกี่ยวข้าว หนักกว่านี้เยอะ”
“กินอาหารเสียก่อนนะ อ้อ แล้วมียากินหรือเปล่า”
“ไม่มีค่ะ โอ้ ปาท่องโก๋ที่นี่ทำไมตัวยาวจัง...แหวะ” พูดยังไม่ทันขาดคำแตงก็อาเจียนออกมา
“แตง...” คุณกรเข้ามาลูบหลัง “ไปหาหมอนะ”
“คงไม่ต้องหรอกค่ะ นอนพักเสียก็หาย วันนี้เป็นวันหยุดของแตงด้วย” แตงปฏิเสธ เพราะไม่อยากเสียเงิน
“ไปเถอะนะ ให้หมอตรวจให้แน่ว่าเป็นอะไร ถ้าแตงเจ็บป่วยแบบนี้ก็คงจะทำงานไม่ได้” คุณกรปลอบโยน
“ไปก็ได้ค่ะ”

เมื่อคุณกรให้เหตุผลแบบนี้แตงก็ไม่อยากดื้อดึงอีกต่อไป คำพูดของใจเมื่อคืนแวบเข้ามาในสมองของแตง มันจะเป็นไปได้ยังไง ทุกครั้งที่แตงรับแขกแตงใช้เครื่องป้องกันทุกครั้ง แต่..รอบเดือนของแตงยังไม่มาเลย อย่างไรเสียก็ต้องให้หมอตรวจดูให้รู้แน่  โอ้..ถ้ามันเป็นอย่างที่ใจว่า แตงจะทำยังไง
คลินิกที่คุณกรพาไปเป็นของนายแพทย์ชาวเวียดนาม ที่คุ้นเคยกับคุณกรเป็นอย่างดี หมอซักถามอาการของแตงโดยคุณกรแปลข้อความให้ หมอให้เอาปัสสาวะของแตงไปตรวจ ผลก็ออกมาว่าแตงตั้งครรภ์

แตงบอกไม่ถูกถึงความรู้สึกตอนที่รู้ว่าตัวเองท้อง มีทั้งดีใจและหวั่นใจ แตงแน่ใจว่าการตั้งครรภ์ครั้งนี้ไม่ใช่ผลจากการที่แตงให้บริการแขกแน่นอน
“แตงจะทำอย่างไรต่อไป” คุณกรถาม ดูสีหน้าของคุณกรไม่ค่อยดีนัก
“แตงไม่รู้....” แตงร้องไห้ด้วยความอัดอั้น
“แตงต้องหัดคิดเสียบ้าง ถ้ามีลูกแตงก็มีภาระเพิ่มขึ้นอีก ผมถามหน่อยเถอะ ครั้งสุดท้ายที่รับแขกก่อนถูกจับคุณป้องกันหรือเปล่า”
“ป้องกันค่ะ คุณกรไม่เชื่อว่าแตงท้องกับคุณกรหรือคะ แตงเพิ่งหมดประจำเดือนไปก่อนถูกจับสักอาทิตย์ ไม่มีทางท้องกับแขกแน่ คุณกรอย่าลืมว่าเราอยู่ด้วยกันสองคืน แล้วเราก็ไม่ได้ป้องกัน”
คุณกรนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ แล้วก็ถามออกมาตรงๆว่า “แตงจะเก็บเด็กไว้ไหม”
“ทำไมคุณกรพูดแบบนี้ล่ะคะ ลูกใครใครก็รัก หมามันยังรักลูกเลย แตงทำไม่ได้หรอกค่ะ”
“ผมพูดตรงๆว่าตัวเองยังไม่พร้อม”

ตอนนี้แตงเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น ผิดหวังในคำพูดของคุณกร แตงรักคุณกรและแอบคาดหวังไว้ลึกๆว่าคุณกรคงจะดูแลรับผิดชอบแตง
“คุณกรก็รู้ว่าแตงยังช่วยตัวเองไม่ได้ ยิ่งมาแพ้ท้องแบบนี้แตงคงกลับไปทำงานไม่ได้”
“ถ้างั้นก็อย่าเก็บเด็กไว้”
“แตงทำไม่ได้ค่ะ แตงกลัวด้วย เคยเห็นผู้หญิงที่สปาเกาหลีท้อง เจ้าของบังคับให้ทำแท้ง เขาตกเลือดจนตาย แตงกลัวจะเป็นแบบนั้นค่ะ”
“เฮ้อ.......คุณกรถอนใจยาวอย่างกลัดกลุ้ม

วันรุ่งขึ้นแตงกลับไปทำงานที่ร้านไทยสมายอีก  ทั้งๆที่อาการเวียนหัวยังคงมีอยู่ คราวนี้ยิ่งหนักกว่าเก่า โดยเฉพาะตอนที่ได้กลิ่นอาหารที่พ่อครัวผัด แตงวิ่งไปอาเจียนจนหมดแรง คุณธำรงบอกว่าให้กลับไปนอนพัก ตอนบ่ายเวลาที่แขกไปหมดแล้วคุณธำรงมีเรื่องอยากจะคุยด้วย

แตงรู้สึกหวั่นใจ คุณธำรงต้องรู้แน่ๆว่าเราเป็นอะไร ถ้าเขาไม่ให้แตงทำงานต่อแตงจะทำยังไง ตอนนี้แตงไม่ค่อยมีความเชื่อมั่นในตัวคุณกร ถึงอย่างไรแตงก็ต้องพึ่งพาคุณกร เพราะแตงช่วยตัวเองไม่ได้  ไม่ว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แตงก็ไม่อยากกลับไปขายตัวอีก ตอนนี้แตงกำลังจะมีลูก แตงไม่อยากให้ลูกมีปมด้อยว่าแตงมีอาชีพที่น่ารังเกียจ

แล้วมันก็เป็นอย่างที่แตงคิด คุณธำรงเห็นอาการของแตงก็ถามตรงๆเลยว่าแตงท้องใช่ไหม แตงไม่อยากโกหก จึงพยักหน้ารับ คุณธำรงก็มีมารยาทพอที่จะไม่ถามว่าแตงท้องกับใคร แต่ก็พูดว่า “ถ้าแพ้ท้องมากแบบนี้ก็คงจะทำงานไม่ได้”
“แตงอยากทำงาน ต้องการเงิน” แตงละล่ำละลักบอก
“ผมก็ไม่ใช่คนใจดำหรอกนะ แต่สภาพของแตงตอนนี้มันไม่อำนวยให้ทำงาน แตงก็รู้ว่าที่ร้านเวลายุ่งมากๆเป็นยังไง”
“แตงได้ยินว่าคนท้องจะแพ้อยู่สอง-สามเดือน หลังจากนั้นก็ไม่แพ้แล้ว”
“พอถึงตอนนั้นท้องของแตงก็โต ไม่เหมาะกับการที่ใช้แรงงานแบบนี้”
แตงร้องไห้โฮ คุณธำรงได้แต่ส่ายหน้าและพูดต่อว่า “ผมให้แตงพักที่นี่ไปก่อนสักอาทิตย์ ให้เวลาแตงหาทางขยับขยาย ลองปรึกษากรดูนะว่าจะเอายังไงกันต่อไป”

แตงเล่าให้คุณกรฟังถึงสิ่งที่คุณธำรงพูด คุณกรมีสีหน้าอึดอัด “ขอเวลาผมคิดหน่อยได้ไหม”
“คุณธำรงให้เวลาแตงหาทางขยับขยายหนึ่งอาทิตย์”
“รู้แล้ว แต่จะให้ได้อย่างใจเร็วๆคงไม่ได้” พอเห็นคุณกรเริ่มหงุดหงิด แตงก็ไม่อยากจะกวนใจมาก อย่างไรก็ตามแตงรู้สึกแคร์คุณกร ไม่อยากทำอะไรให้คุณกรโกรธ ถ้าคุณกรโกรธและทิ้งแตงไป แตงจะทำยังไง

แตงยังมีความโชคดีปนอยู่ในความโชคร้ายบ้าง คุณกรมาส่งข่าวให้รู้ว่านายจ้างของป้าจวนเสียชีวิตแล้ว หลังจากพิธีศพแล้วป้าจวนก็ต้องหาที่อยู่ใหม่ ลูกสาวของนายจ้างจะบอกขายบ้านหลังนั้น  เรื่องหาที่อยู่ใหม่ไม่มีปัญหาสำหรับป้าจวนที่อยู่เมืองนี้มานานพอสมควร ป้าจวนพอจะรู้ลู่ทางและเอาตัวรอดได้ จึงเป็นโอกาสดีที่คุณกรถือโอกาสฝากแตงไปอยู่กับป้าจวนด้วย ป้าจวนก็ต้องการคนมาช่วยแบ่งค่าเช่าบ้านอยู่ด้วย
แตงดีใจที่จะได้อยู่กับป้าจวน แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมคุณกรไม่พาแตงไปเช่าบ้านอยู่กันสองคน

พอป้าจวนรู้เรื่องแตงท้องก็ได้แต่ส่ายหัว “เวรกรรม เอ็งนอนกับผู้ชายเป็นร้อยเอ็งยังรู้จักป้องกัน แต่นี่....”
“ป้าอย่าด่าหนูเลย หนูพลาดไปแล้ว”
“คุณกรเขาว่ายังไงล่ะ”
“เขาบอกว่ายังไม่พร้อม”
“เขาเคยพูดอะไรเกี่ยวกับตัวเขาให้แกฟังบ้างหรือเปล่า แกรู้จักเขาดีแค่ไหนก่อนที่จะไปนอนกับเขาน่ะ”
“หนูก็รู้แค่ว่าคุณกรเขาทำอาชีพอิสระรับโอนเงินไปเมืองไทย”
“แกจะเก็บเด็กไว้หรือ”
“หนูไม่กล้าทำแท้ง หนูเคยเห็นคนตายจากการไปทำแท้ง หนูกลัว อีกอย่างเด็กก็ลูกหนู หนูฆ่าเขาไม่ลงหรอก บาปกรรม”
“ตัวคนเดียวยังเอาไม่รอด มีเด็กเพิ่มขึ้นมา ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ เฮ้อ...”  ถึงอย่างไรป้าจวนก็ยังเมตตาแตงอยู่บ้าง
 
ป้าจวนบอกกับคุณกรว่า “ยังไงคุณก็ต้องส่งเสียมันบ้าง ส่วนเรื่องส่วนตัวของคุณคุณต้องหาโอกาสบอกนังแตง ให้มันรู้จากปากคุณเองดีกว่า”
“เรื่องอะไรหรือป้า” แตงสงสัย
“รอให้ผมพร้อมก่อนแล้วจะบอกให้ฟัง” คุณกรตัดบท

แตงถามป้าจวนว่า “ป้าจะกลับไปทำงานที่บ้านแม่หงุ่นอีกไหม”
“เขาได้คนใหม่แล้วนี่ ถึงเขาไม่มีแม่บ้านใหม่ฉันก็ไม่กลับไปที่นั่นหรอก มันเสี่ยงต่อการถูกจับ”
“ป้าไม่ได้ขายตัว ป้าจะกลัวอะไร ก็บอกว่าเป็นแม่ครัว”
“นั่นแหละ เวลาตำรวจเขาจับเขารวบไปหมด ต้องไปเสียเวลาประกันตัวออกมา และพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเราไม่ใช่โสเภณี ถึงอย่างไรสถานที่นั่นมันก็เป็นสถานที่ค้าประเวณี ผิดกฎหมาย”
“แปลกนะ ตลอดเวลาที่หนูทำงานแบบนั้นยังไม่เคยเห็นตำรวจเข้ามาจับใคร มีแต่ไอ้เกที่มาจับพวกต่างชาติ”
“ฉันจะไปทำงานที่ร้านกระท่อมไทย เขากำลังขาดแม่ครัวอยู่พอดี”
“ป้าดูงานที่นั่นให้หนูด้วยนะ”
“อีแตงเอ๊ย เอาตอนนี้ให้รอดก่อนเถอะ ต่อไปท้องโตขึ้นก็คงทำงานไม่ได้ พอลูกออกมาแกก็ต้องเลี้ยงลูก กว่าลูกจะโตก็อีกหลายปี ตอนนี้เลิกคิดเรื่องทำมาหากินได้เลย”

“ชีวิตหนูนี่คงไม่มีโอกาสได้จับเงินเลย ตั้งแต่มาทำงานที่อเมริกานี่ก็โดนพี่ลินดาเก็บเอาเงินค่าแรงของหนูไปหมด  พอปลดหนี้ได้ตั้งใจจะเก็บเงินเป็นค่าเครื่องบินกลับบ้านก็มาโดนจับ เสียดายเงินที่สะสมไว้ก่อนถูกจับ เงินยังอยู่ที่บ้านแม่หงุ่น จะกลับไปเอาก็ไม่ได้ คุณกรพาไปสมัครงานที่ร้านไทยสมาย ทำงานได้เดือนเดียวก็ไม่สบาย เงินที่ได้มาก็เสียค่าใช้จ่ายส่วนตัว เหลืออยู่นิดหน่อย  ต่อไปนี้ก็คงจะต้องพึ่งคุณกรอย่างเดียว”

“มันไม่ได้หมายความว่าแกจะหมดอาลัยตายอยากในชีวิต ตอนนี้แกดูแลตัวเองให้ดีๆ ลูกเกิดมาก็เลี้ยงดูอบรมให้เขาเป็นคนดี แกก็มองหาช่องทางให้ตัวเองด้วย ฉันเคยเล่าให้แกฟังแล้วไม่ใช่หรือว่า เมื่อก่อนฉันมีโอกาสเรียนรู้ แต่ฉันไม่ยอมเรียน คอยแต่จะพึ่งคนอื่น มาถึงตอนนี้ฉันเองก็แก่เกินกว่าจะเริ่มเรียนใหม่ แต่แกอายุยังน้อย ยังเริ่มต้นใหม่ได้ อย่างน้อยก็หัดพูดภาษาอังกฤษให้ได้ ไม่อย่างนั้นแกก็ไม่สามารถจะอยู่รอดในประเทศนี้ได้”
8  มุมสนทนา / โต๊ะข้างหน้าต่าง / ตอนที่ 8 ชีวิตที่ผกผัน เมื่อ: ตุลาคม 04, 2013, 09:49:57 pm
ตอนที่ 8 ชีวิตที่ผกผัน

ร้านอาหารไทยที่คุณกรพาไปฝากเป็นร้านที่ขายดีมาก แตงและคุณกรต้องรอถึงสี่ทุ่มครึ่งจึงจะมีโอกาสคุยกับเจ้าของร้าน เจ้าของร้านเป็นชายหนุ่มวัยเดียวกับคุณกรชื่อธำรง เขากำลังขาดคนช่วยในครัว อันที่จริงคุณธำรงบอกว่าอยากได้ผู้ชาย เพราะงานนี้เป็นงานหนักสำหรับผู้หญิง ต้องล้างจานและยกของหนัก แต่แตงยืนยันว่าทำได้

"ถ้างั้นพรุ่งนี้มาเริ่มงานเลย ผมให้เดือนละพัน ทำงานอาทิตย์ละหกวัน มีวันหยุดหนึ่งวัน เรื่องวันหยุดพรุ่งนี้ค่อยคุยกับหัวหน้าพ่อครัว เรามีที่พักให้อยู่ด้านหลังร้าน ผู้หญิงนอนรวมกันห้องนึง ส่วนผู้ชายเขาก็นอนรวมอีกห้อง"
“โชคดีนะที่ทางร้านเขามีที่พักให้ด้วย ถึงจะช่วยค่าน้ำค่าไฟเขาเดือนละสองร้อยก็ยังถูกกว่าไปเช่าอยู่เอง” คุณกรบอก “เจอ ค่าเช่าโรงแรมวันละเจ็ดสิบห้า ถ้าหาที่อยู่ไม่ได้มาเสียเงินแบบนี้คงหมดตัวแน่”

หน้าที่ของแตงในร้านไทยสมายคือช่วยหัวหน้าพ่อครัวเตรียมของก่อนร้านเปิด พอร้านเปิดตอนสิบเอ็ดโมงเช้าแขกเริ่มเข้าแล้ว แตงก็ออกมาอยู่ด้านนอก คอยเก็บถ้วย จาน ชามที่แขกใช้แล้วกลับเข้าไปในครัว พอมีถ้วยชามสกปรกมากๆแตงก็ต้องล้างโดยใช้เครื่อง พอลูกค้าออกไปหมดร้านตอนประมาณบ่ายสองโมงครึ่งพ่อครัวก็จะทำอาหารให้พนักงานกิน

แตงหิวใจจะขาด ตอนเช้าคืนห้องเสร็จออกจากโรงแรมตั้งแต่เก้าโมง คุณกรแวะซื้อขนมปังให้แตงกินรองท้อง แล้วก็พาแตงมาส่งที่ร้าน ตั้งแต่เก้าโมงเช้าจนถึงบ่ายสองโมงครึ่งเป็นเวลาหลายชั่วโมง แตงใช้แรงงานยกถ้วยชามหนักๆ อาหารเพียงเล็กน้อยที่กินตอนเช้าก็ไม่อยู่ท้อง แตงไม่ได้ทำงานใช้แรงงานเสียหลายปี เมื่อต้องมาทำงานหนักแบบนี้แตงรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว แตงบอกตัวเองว่ายังไงเราต้องอดทน

กินอาหารเสร็จแตงก็ต้องช่วยพ่อครัวหั่นเนื้อ หั่นผัก หั่นไปเรื่อยจนได้เวลาร้านเปิดอีกครั้งตอนห้าโมงเย็น พ่อครัวบอกว่าแขกจะเริ่มเข้าตอนหกโมงเย็น พอถึงเวลาหกโมงเย็นแตงก็ต้องออกมาอยู่ข้างนอก เพื่อคอยเก็บถ้วยชามสกปรกเหมือนตอนกลางวัน ตอนเย็นแตงไม่มีเวลาช่วยในครัว เพราะลูกค้าเยอะมาก นอกจากเก็บถ้วยชามสกปรกแล้ว แตงยังต้องเช็ดโต๊ะให้สะอาดเพื่อรับลูกค้าใหม่ และต้องทำอย่างรวดเร็วด้วยเพราะมีลูกค้ายืนเข้าแถวคอยโต๊ะ

ร้านปิดสี่ทุ่ม แต่ยังมีลูกค้าที่ยังกินไม่เสร็จ ทางร้านก็ต้องรอลูกค้าออกไปหมดก่อน จึงจะเก็บร้านทำความสะอาดได้ เวลาสี่ทุ่มพ่อครัวจะทำอาหารให้พนักงานกินอีกมื้อหนึ่ง แตงกินอาหารกลางวันตอนบ่ายสองโมงครึ่ง ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงสี่ทุ่มมันเป็นเวลาหลายชั่วโมง กินมื้อดึกเสร็จก็ต้องเก็บล้างทุกอย่างให้สะอาด เจ้าของร้านไม่ชอบให้มีจานชามสกปรกทิ้งไว้ค้างคืน เพราะหนูและแมลงสาบจะมากินเศษอาหาร หน่วยอนามัยที่นี่เข้มงวดมาก เขาจะมาตรวจตราอยู่เสมอ ถ้าพบความสกปรกหรือเจอสัตว์ที่เป็นพาหะโรคเช่นนี้ เขาก็อาจจะสั่งปิดร้านได้

พอกินข้าวอิ่มแล้วก็ไม่อยากจะลุกไปทำงานต่อ อยากจะกลับบ้านไปอาบน้ำนอน แม้ว่าจะเหนื่อยแค่ไหนแตงก็ต้องกัดฟันล้างถ้วยล้างจานสกปรกให้หมด แตงต้องกวาดพื้นครัวด้วย ยังมีหม้อใบใหญ่ และกะทะใบโตหลายใบที่ต้องล้างด้วย ในวันเเรกพ่อครัวช่วยแตงล้างหม้อใบใหญ่ และบอกว่าวันต่อไปแตงต้องล้างเองทั้งหมด กว่าจะได้กลับที่พักได้ก็เป็นเวลาห้าทุ่มครึ่ง

แตงนอนรวมกับผู้หญิงที่ทำงานในร้านอีกสองคนชื่อใจกับแสวง ใจอายุรุ่นราวคราวเดียวกับแตง ใจเป็นผู้ช่วยพ่อครัว ใจเป็นคนช่างพูด ใจซักถามแตงว่ามาจากไหน มาอยู่อเมริกานานหรือยัง แตงไม่อยากตอบ นึกระแวงว่าใจอาจจะอยากรู้ว่าแตงทำอาชีพอะไรมาก่อน แตงแกล้งทำเป็นหลับเพื่อที่ใจจะได้เลิกพูด ส่วนแสวงอายุประมาณสี่สิบปี ดูท่าทางจะเป็นคนธรรมะธรรโม พอมาถึงที่พักแสวงก็เข้าไปอาบน้ำก่อนคนอื่น พอเสร็จแล้วก็ออกมานั่งสวดมนตร์ จนแตงเข้าไปอาบน้ำออกมาแสวงก็ยังสวดมนตร์ไม่เสร็จ

คืนนั้นแตงหลับไปด้วยความเหนื่อยและอ่อนเพลีย หลับเป็นตาย ถ้าใจไม่มาปลุกแตงคงจะนอนไปจนถึงเที่ยง
“แตงตื่นได้แล้ว”
“กี่โมงแล้ว” แตงงังเงียถาม
“เก้าโมงเช้าแล้ว รีบไปเข้าห้องน้ำซะ ห้องน้ำมีสองห้อง มีคนใช้หกคนต้องรีบๆหน่อย”

แตงรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว ซึ่งเป็นผลจากการทำงานหนักเมื่อวาน วันนี้ไม่อยากลุกเลย แต่ก็ต้องกัดฟันไปทำงาน คิดถึงคุณกร ป่านนี้จะกำลังทำอะไรอยู่นะ คุณกรให้เบอร์โทรศัพท์มือถือของเขาไว้ แตงยังไม่มีโอกาสโทรหา ในชีวิตแตงยังไม่เคยใช้โทรศัพท์เลย

เริ่มงานวันที่สองด้วยความเมื่อยขบ แตงทำงานช้าลง คุณธำรงดูไม่ค่อยจะพอใจนัก แตงก็พยายามกัดฟันสู้  ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ตอนออกจากที่พักแตงไม่มีอาหารตกถึงท้องเลย มาถึงที่ร้านพ่อครัวก็เร่งให้ช่วยเตรียมของจนแตงลืมนึกถึงอาหารเช้า มารู้สึกหิวมากๆตอนเที่ยง ยิ่งเห็นอาหารที่ลูกค้ารับประทานแล้วแตงก็ได้แต่กลืนน้ำลาย แตงแทบจะยกจานสกปรกไปล้างไม่ไหว กว่าจะถึงเวลาบ่ายสองโมงครึ่งแตงเกือบเป็นลม

คนในร้านค่อนข้างจะช่างพูดทุกคน ในระหว่างที่แตงนั่งหันผักซึ่งเป็นช่วงที่ไม่มีลูกค้าเข้าร้าน แตงได้ยินใจพูดถึงเรื่องของคนโน้นคนนี้ คนที่แตงไม่รู้จัก แตงไม่อยากฟัง แต่ได้ยินตลอดเวลา แตงไม่ชอบการนินทาว่าร้ายคนอื่น แตงนึกในใจว่านี่ถ้าเขารู้ว่าแตงเคยขายตัวมาก่อน เขาคงเอาเรื่องของแตงไปโพนทะนาทั่วเมืองแน่

ใจพยายามเลียบๆเคียงถามเรื่องส่วนตัวของแตงหลายครั้ง แตงก็เลี่ยงไม่ยอมตอบ ยิ่งทำให้ใจอยากรู้มากขึ้น พอแตงไม่ยอมพูดใจก็บอกว่าแตงหยิ่ง ให้เขาคิดว่าแตงหยิ่งดีกว่าให้เขารู้เรื่องอดีตของแตง แตงมาคิดดูว่าคนพวกนี้ไม่มีความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์เลย แม้แต่แสวงที่ทำตัวธรรมะธรรโมสวดมนตร์มีละนานๆทุกคืน แต่ก็ชอบนินทาเหมือนใจ แสวงชอบเครื่องลางของขลัง ชอบคุยถึงเรื่องอภินิหารของหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์

ไม่ว่าจะไปทำงานที่ไหนก็ดูเหมือนจะมีปัญหาไปเสียทุกที่ แตงเป็นคนจนก็ต้องอดทน อดทนกับทนอด แตงขอเลือกอย่างแรก แตงถามหัวหน้าพ่อครัวซึ่งเป็นคนที่แตงคิดว่าพอจะคุยกันได้ว่า ตอนเช้าคนในร้านเขากินอะไรกัน ที่ร้านมีอาหารให้พนักงานแค่สองมื้อ พวกเรามาทำงานตั้งแต่สิบโมงเช้า กว่าจะได้กินอาหารกลางวันก็บ่ายสองโมงครึ่ง พ่อครัวบอกว่าคนอื่นเขาซื้อขนมปังเก็บไว้กินเวลาที่หิว และแนะนำให้แตงทำแบบเดียวกัน แตงก็อยากทำอย่างนั้น แต่แตงไม่เคยซื้อของเอง และที่สำคัญแตงไม่มีเงินติดตัวเลย

ตอนหยุดพักแตงขอให้พ่อครัวสอนให้แตงใช้โทรศัพท์ คุณธำรงไม่ว่าถ้าพนักงานจะใช้โทรศัพท์ในเวลาพัก และไม่ใช่โทรทางไกล แตงโทรหาคุณกร แตงบอกคุณกรถึงปัญหาของแตง อยากให้คุณกรช่วยซื้อของกินมาให้แตงด้วย แตงทำงานหนักถ้าไม่ได้กินอาหารตามเวลาก็จะไม่มีแรงทำงาน คุณกรรับปากว่าจะแวะมาหาตอนใกล้ปิดร้าน

คุณธำรงจ่ายเงินให้ลูกจ้างทุกๆสิบห้าวัน ลูกจ้างส่วนใหญ่ก็จะรับค่าจ้างเป็นเงินสด พวกที่รับเงินสดจะเป็นพวกที่อยู่ที่นี่อย่างผิดกฎหมาย ก็คือวีซ่าหมดไปนานแล้ว แตงก็อยู่ในประเภทรับเงินสดเหมือนกัน แตงซ่อนเงินค่าจ้างงวดแรกไว้อย่างดี เวลาที่คุณกรแวะมาหาแตงจะให้คุณกรพาออกไปซื้อของกินมาเก็บไว้ คุณกรสอนวิธีซื้อของซึ่งง่ายมาก แค่หยิบของที่ต้องไปที่เคาน์เตอร์จ่ายเงิน และดูราคาที่ขึ้นที่เครื่องคิดเงิน จ่ายเงิน และรับเงินทอนมา มันง่ายกว่าที่แตงคิด ไม่เห็นต้องพูดอะไรสักคำ

แตงทำงานอยู่ที่ร้านไทยสมายได้เดือนเศษแตงก็เริ่มไม่สบาย วันหนึ่งหลังจากที่หยุดพักตอนบ่ายสองโมง แตงรู้สึกเวียนหัว พอตักข้าวเข้าปากคำแรกก็วิ่งไปอาเจียนทันที พนักงานคนอื่นๆในร้านมองด้วยความตกใจ แตงอาเจียนจนหมดท้อง แล้วกลับมานั่งหมดแรง หน้าซีดขาว จนคุณธำรงถามว่าจะทำงานต่อไหวหรือ แตงพยักหน้า ทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่แน่ใจ

อย่างไรก็ดีแตงก็ฝืนทำงานต่อในตอนบ่าย แต่ก็ฝืนไปไม่รอด แตงเป็นลมตอนเย็น ยังดีที่เป็นก่อนที่จะถึงเวลาลูกค้าเข้าร้าน คุณธำรงบอกให้กลับไปพัก เขาจะโทรศัพท์บอกคุณกรให้พร้อมกับกำชับว่า “พรุ่งนี้เป็นวันหยุดของเธอ เธอบอกให้กรพาเธอไปหาหมอด้วย”

ปกติแตงเป็นคนแข็งแรง ตั้งแต่มาอยู่อเมริกาไม่เคยเจ็บไข้ได้ป่วยเลย คราวนี้เป็นอะไร แตงยังนึกสงสัยตัวเอง แตงเวียนหัวจนไม่อยากจะลุก ไม่นึกอยากจะกินอะไรทั้งนั้น เอ เราเป็นอะไรนะ แตงได้แต่แปลกใจ

ตอนท้ายของบทก่อนคุณปิ๋มปรารภว่าคุณกรนี่ดีจริงหรือเปล่านะ ก็ต้องติดตามต่อไป ในบทหน้าก็จะรู้ว่าเขาดีจริงหรือไม่
9  มุมสนทนา / โต๊ะข้างหน้าต่าง / ตอนที่ 7 สู่โลกภายนอก เมื่อ: กันยายน 29, 2013, 09:59:04 pm
ตอนที่ 7 สู่โลกภายนอก

แตงถูกคุมตัวอยู่ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเป็นเวลาหลายชั่วโมง จนถึงเวลาบ่ายมากแล้วจึงมีเจ้าหน้าที่นำตัวแตงไปสอบสวน ผู้ชายหน้าตี๋ที่นั่งอยู่ในห้องสอบสวนด้วยแนะนำตัวว่าเขาเป็นล่ามคนไทย  เจ้าหน้าที่ผิวดำร่างใหญ่แต่ท่าทางใจดีซักถามแตงอย่างละเอียด แตงจำได้ว่ามันเป็นคำถามเดิมที่แตงเคยถูกถามเมื่อครั้งที่ถูกจับคราวก่อน แตงมาทำงานที่นี่ได้อย่างไร ติดต่อกับใคร ลักษณะการทำงาน อะไรทำนองนี้ เจ้าหน้าที่รู้ด้วยว่าแตงเคยถูกจับเมื่อหลายปีก่อน

หลังจากที่ถูกซักถามจนหมดเปลือกแล้ว เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า “เราจะช่วยให้คุณอยู่ประเทศนี้ได้อย่างถูกกฎหมาย แต่คุณต้องให้ความร่วมมือกับเรา ให้ข้อมูลเกี่ยวกับพวกแก๊งค์ค้ามนุษย์พวกนี้ให้มากที่สุด ทางการพยายามปราบปรามคนพวกนี้ สังคมจะได้ปลอดภัยขึ้น แต่ตัวบุคคลที่เป็นเหยื่อก็ต้องให้ความร่วมมือด้วย คุณจะว่ายังไง”
หลังจากที่ล่ามแปลจบแตงก็ถามล่ามว่า “พี่เห็นว่าดีไหม”
ล่ามทำสีหน้าอึดอัด เขาไม่ตอบแตงทันที แต่หันไปแปลให้เจ้าหน้าที่ฟังว่าแตงพูดอะไร แปลเสร็จก็หันมาบอกแตงว่า “คุณครับ หน้าที่ของผมคือแปลข้อความเพื่อความสะดวกของคุณ ผมไม่มีหน้าที่ให้คำแนะนำอะไรทั้งสิ้น มันผิด
จรรยาบรรณ ขอให้เข้าใจตามนี้ด้วย”

จรรยาบรรณคืออะไรแตงไม่รู้หรอก แต่แตงคิดอะไรไม่ออกตอนนี้ อยากจะปรึกษาใครสักคน ล่ามหน้าตี๋คนนี้ก็ไม่ยอมช่วย
“คุณจะลองไปคิดดูก่อนก็ได้นะ ยังไม่ต้องให้คำตอบตอนนี้” เจ้าหน้าที่บอก ดูเหมือนเขาจะเข้าใจความรู้สึกของแตง
ข้อเสนอของเจ้าหน้าที่อาจจะฟังดูก็น่าสนใจสำหรับคนอื่น แต่แตงรู้ตัวดีว่าประเทศนี้ไม่เหมาะกับแตง ตอนนี้แตงอยากกลับบ้าน ติดขัดว่ามีเงินไม่พอ แตงจะต้องมีเงินติดตัวไปบ้างเพื่อเริ่มต้นใหม่ จะกลับไปอยู่บ้านเดิมที่ต่างจังหวัดก็ไม่อยากเจอผัวเก่าอีก ไม่อยากให้ชาวบ้านที่เคยรู้จักมาถามว่าแตงหายไปไหน ไปทำอะไรมา

แตงไม่นึกว่าจะได้เจอคุณกรที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หลังจากที่แตงออกจากห้องสอบสวน เจ้าหน้าที่ผู้หญิงบอกว่ามีคนมาเยี่ยม แตงดีใจเป็นที่สุด คุณกรประกันตัวแตงออกมา ก่อนที่แตงจะออกจากสำนักงานเจ้าหน้าที่คนที่สอบสวนเรียกแตงไว้ และถามว่าคุณกรเป็นใคร
คุณกรบอกว่าเป็นเพื่อน เจ้าหน้าที่ถามต่อไปว่า "แล้วยูจะพาเขาไปไหน จะกลับไปที่เดิมหรือเปล่า"
คุณกรนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วหันมาถามแตง "น้องจะกลับไปที่เดิมไหม" แตงสั่นหัวและนึกในใจว่าไม่อยากกลับไปซ่องนรกนั้นอีก แต่ก็ยังไม่รู้จะไปไหน แตงทำหน้าเหยเก อยากจะร้องไห้ด้วยความอึดอัดใจ

เจ้าหน้าที่ถามคุณกรว่า "พวกยูพูดอะไรกัน ไอต้องการที่อยู่ของผู้หญิงคนนี้ จะได้ติดต่อเธอภายหลัง เรามีข้อเสนอที่จะช่วยเธอ แต่เธอต้องให้ความร่วมมือกับทางการ"
"ร่วมมืออะไร" คุณกรย้อนถาม
"เราบอกเธอผ่านล่ามไปแล้วเรื่องที่เราขอความร่วมมือให้เธอบอกเบาะแสของพวกค้ามนุษย์ แต่เธอยังตัดสินใจไม่ได้ ยังไม่ตัดสินใจตอนนี้ก็ไม่เป็นไร พร้อมเมื่อไหร่คุณก็ติดต่อมา นี่นามบัตรของไอ อย่าลืมว่าคุณต้องขึ้นศาลเดือนหน้า"
คุณกรถามแตงเมื่อเดินมาที่รถว่าจะเอายังไงต่อ แตงบอกว่า "หนูไม่รู้จักใครเลย แต่จะให้กลับไปที่เดิมก็ไม่เอา"
"ถ้างั้นก็ต้องไปพักโรงแรมก่อนสักคืน คิดออกแล้วค่อยว่ากันต่อ แต่ตอนนี้ไปหาอะไรกินกันก่อน"

คุณกรพาแตงไปกินอาหารจีน แตงไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่า ในอเมริกาจะมีย่านคนจีนขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยร้านขายของ และร้านอาหารมากมาย มองจากภายนอกเห็นร้านอาหารบางแห่งแขวนเป็ดย่างเอาไว้ในตู้กระจก แตงรู้สึกหิวขึ้นมาทันที
ตั้งแต่เกิดมาแตงยังไม่เคยลิ้มรสเป็ดย่างเลย อย่างดีที่สุดก็ได้กินแค่เนื้อติดกระดูก ซึ่งเป็นเศษอาหารเหลือตอนที่ไปรับจ้างล้างจานตามร้านอาหาร ดูเหมือนคุณกรจะเข้าใจความอยากของแตง เขาพูดว่า "กินข้าวหน้าเป็ดคนละจานนะ ง่ายดี" แตงพยักหน้ารับคำ เป็ดย่างอร่อยมาก แตงสั่งบะหมี่หมูแดงกินต่อ ได้กินของอร่อยๆแล้วทำให้คลายความอึดอัดลงไปได้บ้าง

กินอาหารเสร็จแล้วคุณกรพาแตงนั่งรถเล่น เขาขับรถผ่านทะเลสาปขนาดใหญ่ คุณกรบอกว่าชื่อทะเลสาปมิชิแกน โอ้โฮ สวยจริงๆ เมืองนี้กว้างใหญ่ไพศาลจริงๆ แตงรู้สึกตื่นตาตื่นใจมาก เห็นตึกสูงๆแล้วตื่นเต้นเพราะไม่เคยเห็นมาก่อน เที่ยวชมเมืองจนใกล้ค่ำคุณกรจึงพาแตงไปเช่าโรงแรมนอน

"น้องคิดจะทำยังไงต่อไป" คุณกรถามหลังจากที่แตงอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า รู้สึกสบายเนื้อสบายตัวขึ้นบ้าง
"ใจนึงหนูก็อยากกลับบ้าน แต่ไม่มีเงินเลย เงินที่เก็บสะสมไว้ได้บ้างก็อยู่ที่บ้านแม่หงุ่น เสียดายอยากกลับไปเอา"
"แล้วเรื่องที่เจ้าหน้าที่เขายื่นข้อเสนอแตงจะว่ายังไง"
"หนูไม่รู้ ตัดสินใจยังไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะมีอะไรยุ่งยากตามมาหรือเปล่า ถ้าหนูได้อยู่ที่นี่หนูก็ยังไม่รู้เลยว่าจะทำมาหากินอะไร พูดภาษาอังกฤษก็ไม่ได้"
"แตงต้องให้เบาะแสกับเจ้าหน้าที่ มันก็เรื่องใหญ่นะ ถ้าคนพวกนั้นรู้เข้าแตงจะไม่ปลอดภัย
"เฮ้อ แล้วจะทำไงดีนี่" แตงถอนใจ พ้นซ่องนรกออกมาได้ แต่อนาคตยังมืดมนจริงๆ
"ลองให้ผมคิดดูก่อนนะ วันนี้นอนพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ ปิดประตูกดล็อคแล้วก็เอาโซ่คล้องอย่างที่ทำให้ดูนี่ ใครมาเรียกให้ดูที่ช่องนี้ก่อนที่จะเปิดให้เข้ามา"
"คุณกรจะไปไหน หนูกลัวไม่อยากอยู่คนเดียว" แตงทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
"ผมมีธุระ"
"ให้หนูไปพักที่บ้านคุณกรได้ไหม" ถึงตอนนี้แตงน้ำตาไหลพราก
"ไม่ได้หรอกแตง ที่บ้านผมมีคนอยู่กันหลายคน แล้วก็...ผู้ชายทั้งนั้น"
"ฮือ ฮือ" แตงร้องไห้สะอึกสะอื้น ความรู้สึกตอนนั้นคือกลัวที่จะต้องอยู่คนเดียว

คุณกรได้แต่ส่ายหน้าอย่างอึดอัดใจ "เอาน่า พรุ่งนี้ผมมาหาแต่เช้าเลย" คุณกรให้สัญญาแบบนี้ แต่แตงก็ไม่ยอมหยุดร้องไห้ ในที่สุดคุณกรก็ตัดสินใจค้างเป็นเพื่อนแตง
เช้าวันรุ่งขึ้นคุณกรตื่นก่อนแตงเสียอีก ทั้งๆที่เขาบอกว่าเมื่อคืนนอนน้อย "เดี๋ยวจะพาออกไปกินอาหารเช้า หลังจากนั้นผมมีธุระ ตอนกลางวันแตงคงอยู่คนเดียวได้นะ"

ทั้งๆที่ไม่เต็มใจ แต่แตงก็จำใจต้องอยู่ในห้องพักคนเดียว แตงไม่มีอะไรจะทำ เปิดทีวีดูแก้เหงา แต่ก็ฟังไม่รู้เรื่อง คิดถึงเรื่องตัวเองแล้วก็ยังมองหาทางออกไม่ได้ กลุ้มใจจริงๆ แตงผลุดลุกผลุดนั่งอยู่จนเย็นจึงรู้สึกหิว ขนมที่คุณกรซื้อไว้ให้ก็กินหมดไปแล้ว เมื่อไหร่คุณกรจะมาสักที

เวลาผ่านไปจนใกล้ทุ่มคุณกรถึงมาเคาะประตูเรียก แตงต่อว่าคุณกรว่ามาช้าปล่อยให้แตงรอตั้งนาน
"ที่มาช้าเพราะผมไปทำธุระให้คุณด้วย หิวไหม ออกไปหาอะไรกินกันก่อน"

ระหว่างที่นั่งรถออกไปด้วยกัน คุณกรบอกแตงว่า "เดี๋ยวเราไปกินข้าวร้านไทยสมายกัน รู้สึกว่าเขากำลังต้องการคนช่วยในครัว แตงไปทำงานที่นั่นสักพักพอเก็บเงินค่าเครื่องบินได้แล้วค่อยกลับบ้าน"
"ถ้างั้นก็ดีน่ะซิ อ้อ คุณกรคะ หนูอยากจะให้คุณกรช่วย เวลาที่คุณไปบ้านแม่องุ่นช่วยเอาของใช้ของแตงมาให้ด้วย แตงซ่อนเงินไว้ในถุงผ้า"
"อย่าดีกว่า ผมไม่อยากให้คนที่นั่นรู้ว่าผมช่วยเหลือแตงอยู่ มันไม่ปลอดภัยสำหรับแตง"
"แต่แตงเสียดายเงิน เงินที่แตงหามาได้ด้วยความยากลำบาก"
"เงินทองหาเอาใหม่ได้ ความปลอดภัยสำคัญกว่า ตั้งหน้าทำงานเริ่มต้นเก็บเงินใหม่ แล้วจะได้กลับบ้านไง"

คืนนั้นคุณกรค้างที่โรงแรมกับแตงอีกคืนหนึ่ง อยู่กับคุณกรมันไม่เหมือนกับเวลาที่อยู่กับลูกค้า แตงอยู่กับคุณกรด้วยความเต็มใจ มันให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันมาก แตงชักจะหลงรักคุณกรเสียแล้ว
10  มุมสนทนา / โต๊ะข้างหน้าต่าง / Re: ตอนที่ 6 กลับสู่รอยเดิม เมื่อ: กันยายน 22, 2013, 09:00:59 pm
คุณปิ๋มนี่มีประสาทสัมผัสดีจัง เหมือนอย่างที่คุณราสส์เคยบอกว่าพี่อภิญญาเดาตอบจบได้ทุกที คุณกรเป็นคนที่จะมีบทบาทสำคัญในชีวิตของแตงในตอนต่อๆไป เขาไม่ใช่พระเอก แต่ก็ไม่ใช่ตัวร้าย ต้องรอดูต่อไปค่ะ
11  มุมสนทนา / โต๊ะข้างหน้าต่าง / ตอนที่ 6 กลับสู่รอยเดิม เมื่อ: กันยายน 21, 2013, 11:07:14 pm
ตอนที่ 6 กลับสู่รอยเดิม
   เวลาผ่านไปเป็นปี แต่แตงกลับรู้สึกว่าเวลามันผ่านไปอย่างเชื่องช้าเหลือเกิน แตงคอยถามเดือนว่าตอนนี้แตงยังติดหนี้อยู่อีกเท่าไรเดือนก็พูดปัดไปว่า รอเอาไว้ตอนที่แตงเจอกับลินดาแล้วค่อยถาม เพราะแตงเป็นหนี้ลินดาโดยตรง แต่ลินดาก็แทบจะไม่เคยโผล่มาที่สปาแห่งนี้เลย ทำให้แตงคิดว่าแตงอาจจะต้องอยู่ที่นี่ไปตลอด คนพวกนี้พูดอะไรกำกวม ไม่มีความชัดเจน มันคงเป็นกรรมของแตง สมัยอยู่ที่เมืองไทยถึงแม้จะอดมื้อกินมื้อ และถูกไอ้ชดรีดไถ แต่ก็ยังมีสภาพดีกว่าตอนนี้หลายเท่า ยังมีอิสระที่จะไปไหนมาไหนได้เอง

                จะว่าไปแล้วแตงทำงานอยู่ที่สปาของคิมนานกว่าที่บ้านขององุ่นเสียอีก  ชีวิตที่สปาแห่งนี้จืดชืดและน่าหดหู่กว่าที่บ้านขององุ่น อยู่ที่นั่นยังได้พูดคุยกับคนไทยบ้าง  ป่านนี้ป้าจวนจะเป็นอย่างไรบ้าง แตงนึกถึงป้าจวนบ่อยๆ เพราะป้าจวนเป็นคนที่คอยพูดคอยสอนแตงอยู่เสมอ

                อยู่มาวันหนึ่งลินดาก็โผล่มาให้เห็นโดยไม่คาดฝัน แตงเห็นลินดาแล้วก็ดีใจ ไม่ใช่ว่าแตงจะพิศวาสลินดาหนักหนา เพราะลินดาเองก็ไม่ได้ดีกับแตงเท่าไรนัก แต่แตงอยากจะรู้ว่าตัวเองใกล้จะหมดหนี้สินหรือยัง เมื่อแตงถามลินดาในเรื่องนี้ ลินดาก็บอกว่า “เออ ก็จวนๆจะหมดหนี้แล้วอีกสักปี ถ้าแกรับแขกมากขึ้นแกก็จะปลดหนี้ได้เร็วขึ้น”


               “โอ้ อีกตั้งปี” แตงคิดอยู่ในใจ
               ลินดาพูดขึ้นว่า “ที่ฉันมาคราวนี้ก็จะมาเอาตัวแกกลับไป”
              “กลับไปอยู่ที่เดิมน่ะเหรอ” แตงย้อนถาม “แล้ว..ถ้าไอ้เกมันย้อนมาจับอีกล่ะ หนูไม่อยากเป็นหนี้พี่เพิ่มนะ”
           “พักหลังไอ้เกไม่ค่อยมากวนแล้วละ มันหายไปตั้งนานแล้ว แกกลับไปอยู่ที่เดิมเพราะตอนนี้ที่นั่นขาดคน”
แตงไม่มีทางเลือก ลินดาว่ายังไงแตงก็ไม่มีปัญญาจะคัดค้าน ในที่สุดแตงก็บินกลับไปชิคาโกพร้อมลินดา มันเป็นการย้ายกลับอย่างง่ายๆไม่มีพิธีรีตอง ข้าวของส่วนตัวของแตงก็มีไม่มาก ทำให้ไม่ยุ่งยากในการย้าย

             กลับมาที่เก่านึกว่าจะได้เจอคนรู้จัก ปรากฏว่ามีแต่นุชคนเดียวที่แตงเคยรู้จัก นอกนั้นเป็นเด็กมาใหม่ แตงรีบไปดูป้าจวนที่ครัว แต่ป้าจวนก็ไม่อยู่แล้ว พอถามลินดา ลินดาก็ตอบว่า “ป้าจวนเขาไม่ได้ทำงานที่นี่แล้ว เขาได้ผัวฝรั่ง ตอนนี้ก็ย้ายไปอยู่กับผัวได้เป็นปีแล้วมั้ง”

              “แก่อย่างป้าจวนนี่นะยังมีคนมาชอบ” แตงประหลาดใจมาก เท่าที่แตงรู้ป้าจวนอายุมากกว่าแม่แตงเสียอีก
             “ผัวป้าจวนคนนี้อายุแปดสิบกว่า แก่กว่าป้าจวนถึงยี่สิบปี ที่ฉันรู้มาลูกสาวคนสุดท้องของผัวป้าจวนยังอายุมากกว่าป้าจวนเสียอีก” ลินดาเล่าพร้อมกับหัวเราะหึ หึ ไม่รู้ว่าขำอะไร
             “หา” แตงทั้งตกใจและประหลาดใจ

             ลินดาก็เลยเล่าต่อไปว่า “ผัวป้าจวนต้องการคนดูแล เมียเก่าตายไปนานแล้ว ส่วนลูกๆก็แยกย้ายกันไปมีครอบครัว บางคนก็ย้ายไปอยู่รัฐอื่น”
           “ก็เหมือนกับว่าป้าจวนไปรับใช้ลุงคนนี้ ว่างั้นเถอะ” แตงออกความเห็น
           “คนแก่ก็อยากมีเพื่อนตอนบั้นปลายของชีวิต จะว่าไปเขาก็ยกย่องป้าจวนเป็นเมีย ไม่ได้เอาไปเป็นคนใช้”
           “ถ้าเกิดลุงแกตายป้าจวนก็คงได้มรดก”
           “ลุงแกก็ไม่ได้ร่ำรวยมากนัก ดีว่ามีเงินบำนาญที่ได้จากรัฐบาลทุกเดือน แล้วก็ยังมีเงินบำนาญจากกองทัพด้วย เมื่อก่อนลุงแกเคยเป็นทหาร”

           แม่บ้านคนใหม่ที่มาแทนป้าจวนชื่อรำแพน อายุสี่สิบเศษ เป็นคนบ้านเดียวกับแตง แต่รำแพนเป็นคนปากเสีย และชอบยุ่งเรื่องของชาวบ้าน แตงเลยไม่อยากสุงสิงด้วย

           กลับมาคราวนี้แตงเจอคุณกรด้วย แตงเกือบจะลืมคุณกรไปแล้ว จนกระทั่งคืนวันเสาร์สิ้นเดือนคุณกรมาเล่นไพ่กับองุ่นจนสว่างคาตา ถึงวงไพ่จะเลิกแล้ว คุณกรง่วงจนขับรถกลับบ้านไม่ไหว ก็เลยถือโอกาสนอนที่บ้านองุ่น คุณกรตื่นมาตอนบ่าย ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่แตงตื่นและออกมากินข้าว แตงเห็นคุณกรก็ยกมือไหว้ พร้อมกับทักว่า “จำหนูได้ไหมคะ”

            คุณกรมองแตงอย่างงงสักครู่ก่อนที่จะรับไหว้ “จำได้แล้วครับ ไม่เจอน้องตั้งนาน สบายดีนะครับ”
           “ค่ะ” แตงตอบสั้นๆ
         “น้องไปอยู่ที่ไหนมาครับ” คุณกรเริ่มชวนคุย
        “หนูก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ รู้แต่ว่าเป็นอีกเมืองหนึ่ง พี่ลินดาพาไป อยู่ที่โน่นหลายปี แล้วพี่ลินดาก็ไปรับกลับมา พี่สบายดีนะคะ”
        “ครับ สบายดี  ผมต้องกลับก่อนนะครับ วันเสาร์หน้าจะมาใหม่”   
        แตงมองตามคุณกรไปจนลับตา และนึกในใจว่า ผู้ชายคนนี้พูดจาดีจัง ไม่เหมือนไอ้พวกลูกทุ่งแถวบ้านแตงที่ต่างจังหวัด

        หลังจากนั้นสอง-สามวันแตงก็ได้เจอป้าจวนโดยไม่คาดคิด ป้าจวนมาคุยธุระกับแม่องุ่น พอรู้ว่าแตงกลับมาอยู่ที่นี่อีกป้าจวนก็แวะมาทักทาย
        “เป็นไงนังแตง ดูเอ็งผอมไปนะ”
        “ฉันไปอยู่สปาของคนเกาหลีพักใหญ่เลยละ อาหารการกินที่โน่นไม่อร่อยเหมือนที่ตอนป้าอยู่ที่นี่ หนูกินอาหารเกาหลีไม่ค่อยได้ บางทีกระเดือดไม่ลงก็ต้องซื้อมาม่าห่อมาต้มกิน ในนั้นเขามีมาม่าขาย ห่อนึงตั้งสามเหรียญ ถึงหนูจะไม่ค่อยรู้ราคาของ แต่สามเหรียญมันแพงเกินไป”
“โห แม่งโหดจริงๆ ถ้าซื้อพวกบะหมี่ห่อพวกนี้ตามร้านไม่ถึงเหรียญด้วยซ้ำ”
“ทำไงได้ บางทีมันกระเดือดไม่ลงจริงๆ มีแต่ผัดผัก บางทีก็ได้กินข้าวเปล่ากับกิมจิ กิมจิมันก็พอกินได้หรอก แต่ใครจะกินแบบนี้ได้ทุกวัน”
“อันที่จริงนะอีแตงอาหารเกาหลีที่เขาขายตามร้านน่ะอร่อยจะตาย เนื้อย่างเกาหลีน่ะสุดยอด”

“ได้ข่าวว่าป้าไปมีครอบครัว” แตงถามด้วยความอยากรู้
“อืม คุณชาญเขาเคยรู้จักกับฉันมาก่อน ตอนนี้แกช่วยตัวเองไม่ได้เพราะเป็นอัมพาต ลูกสาวแกจ้างฉันไปดูแลพ่อเขา”
“อ้าว...คุณชาญ หนูนึกว่าเป็นฝรั่ง”
“ก็ฝรั่งน่ะซิ เขาชื่อชาร์ลส์ แต่เรียกชาญแบบไทยๆง่ายดี”
“เห็นพี่ลินดาบอกว่าป้าแต่งงานกับเขา”
“แกไม่ต้องปากโป้งไปละ ฉันบอกทุกคนไปอย่างนี้เพราะอยากออกไปจากที่นี่ คือครอบครัวคุณชาญกับผัวเก่าฉันรู้จักกันดี พอดีฉันไปเจอลูกสาวเขากำลังหาคนมาดูแลพ่อเขา เขาจ่ายดีเสียด้วย กินอยู่เสร็จ จะว่าไปทำงานที่บ้านคุณชาญก็สบายใจดี อยู่ที่นี่ถึงฉันจะไม่ได้รับแขก แต่ฉันก็เสียวสันหลังเหมือนกัน ถ้าตำรวจมาทลายซ่องฉันก็คงจะติดร่างแหไปด้วย”
“แหม ป้าพูดเสียน่ากลัว หนูยังจำได้ตอนที่ถูกไอ้เกจับ จะว่าไปแล้วถ้าพี่ลินดาไม่ไปประกันหนูออกมา ป่านนี้หนูก็กลับไปอยู่เมืองไทยแล้ว วิชาทำอาหารที่ป้าสอนหนูน่ะ หนูจะได้ไปหางานทำเป็นแม่ครัวได้”
“เอ็งก็ตั้งหน้าตั้งตาใช้หนี้เขาเถอะ ใช้หมดก็รีบกลับบ้านไปซะ”
“หนูก็ว่างั้นแหละ”

ป้าจวนจากไปแล้ว แต่แตงก็ยังครุ่นคิดเรื่องป้าจวนอยู่ ถ้ามีโอกาสแตงก็อยากจะได้งานดูแลคนแก่ แต่โอกาสแบบนี้จะไปหาได้ที่ไหน แตงพูดภาษาอังกฤษไม่ได้แล้วจะไปทำงานแบบนี้ได้ยังไง  ภาษาไทยแตงยังอ่านได้ไม่แตกฉานเลย แตงเคยถามเพื่อนคนไทยที่ทำงานด้วยกันว่าเขาเรียนภาษาอังกฤษได้ยังไง เพื่อนก็บอกว่าดูทีวีบ้าง พูดกับลูกค้าบ้าง งูๆปลาๆพอถูไถไปได้

ระยะหลังแตงเจอคุณกรทุกอาทิตย์ก็ว่าได้ แต่ละครั้งที่พบกันคุณกรก็หาโอกาสมาคุยด้วย เมื่อก่อนแตงไม่กล้าคุยกับคุณกร แต่คุณกรเป็นคนอัธยาศัยดี ซึ่งทำให้แตงไว้วางใจ และเริ่มเล่าชีวิตส่วนตัวให้คุณกรฟัง คุณกรเป็นผู้ฟังที่ดี ไม่ว่าแตงจะพรรณาความคับอกคับใจที่ต้องมาทำงานที่นี่อย่างไร คุณกรก็รับฟังเสมอ แต่คุณกรไม่เคยออกความเห็นอะไรทั้งสิ้น แตงรู้ดีว่าคุณกรเป็นเพื่อนสนิทกับแม่องุ่น ซึ่งแตงเองก็ไม่น่าเล่าเรื่องอะไรต่ออะไรให้คุณกรฟัง แต่แตงรู้สึกไว้ใจคุณกร

เมื่อมีคนรับฟังความทุกข์ของแตง ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ปลอบโยนหรือแนะนำอะไร แต่มันทำให้แตงรู้สึกดีขึ้น ไม่รู้สึกเก็บกดเหมือนเมื่อก่อน แตงเฝ้ารอคืนวันศุกร์อย่างใจดใจจ่อ และรอจนถึงเช้าวันเสาร์ในเวลาที่พวกขาไพ่เลิกเล่น คุณกรนอนพักเอาแรงจนบ่ายถึงได้ตื่นมากินข้าว แตงก็จะรอกินข้าวมื้อกลางวันพร้อมคุณกร กินไปคุยไปเป็นเวลาที่แตงมีความสุขมาก คุณกรกลายเป็นกำลังใจให้แตงมีมานะที่จะรีบทำงานปลดหนี้ แตงเริ่มติดคุณกรแล้ว
จากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ในที่สุดลินดาก็บอกแตงว่าแตงใช้หนี้หมดแล้ว “แกเป็นอิสระแล้ว ว่าแต่แกจะเอายังไงต่อไป  จะทำงานที่นี่ต่อหรือไปจากที่นี่”

แตงหยุดคิดเล็กน้อย ในที่สุดก็บอกกับลินดาว่า “พี่ลินดา หนูขอทำงานที่นี่อีกสักพัก อยากเก็บเงินค่าเครื่องบินเอาไว้กลับเมืองไทย ตอนนี้หนูก็รับค่าจ้างจากแม่องุ่นโดยตรงได้แล้ว”
“งั้นก็ตามใจแก”

ที่แตงตัดสินใจอยู่ที่นี่ต่อ เพราะแตงต้องการเงิน ไหนๆก็ขายตัวมาได้หลายปี จะทำงานแบบนี้ต่ออีกสักสาม-สี่เดือนพอมีเงินค่าเครื่องบินกลับบ้าน และมีเงินติดตัวนิดหน่อยก็ยังดี เอาละวะ อดทนหน่อย แตงบอกกับตัวเอง ถ้าเรากลับเมืองไทย เราก็คงจะคิดถึงคุณกรมาก แต่ถ้าอยู่ที่นี่ไปนานๆก็ไม่รู้จะทำมาหากินอะไร แตงก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าคุณกรคิดยังไงกับแตง ครั้นจะไปถามเขาตรงๆแตงก็ยังมีความอายอยู่
 
หลังจากที่แตงปลดหนี้สินได้หมด แตงก็รับเงินค่าจ้างจากแม่องุ่นโดยตรง มาถึงตอนนี้แตงโหมทำงานหนักคืนหนึ่งรับแขกได้หลายประตู เพื่อนร่วมงานคนไหนเจ็บป่วย แตงก็อาสารับแขกเอง มาถึงตอนนี้แตงอยากเก็บเงินให้ได้มากที่สุด แตงให้เวลาตัวเองสามเดือน แตงบอกให้คุณกรฟังถึงแผนการณ์ของตัวเอง คุณกรบอกว่า เมื่อแตงพร้อมที่จะกลับเมืองไทยคุณกรจะช่วยติดต่อซื้อตั๋วเครื่องบินให้

แต่ยังไม่ทันที่แตงจะทำงานรวบรวมเงินได้ตามที่ต้องการ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองก็มาเยี่ยมเยียนสถานที่แห่งนี้อีก หลังจากที่ไม่ได้มาตรวจตราเป็นเวลาหลายปี แตงถูกจับเป็นครั้งที่สอง แตงถามลินดาว่า “พี่จะไปช่วยประกันตัวหนูได้ไหม”
ลินดาตอบว่า “ไม่ไป แกอยากจะให้ฉันบอกกับใครไหมว่าแกถูกจับ แต่ฉันคงไม่ไปประกันตัวแกออกมา”
“อ้าว แล้วพวกผู้หญิงที่ถูกจับพร้อมหนูพี่ไม่ไปประกันตัวเขาหรือ”
“ไม่ละ พวกนี้ไม่ใช่เด็กของฉัน เป็นเด็กแม่องุ่นทั้งนั้น เดี๋ยวแม่หงุ่นเขาหาทางจัดการกันเอง” ลินดาพูดอย่างทองไม่รู้ร้อน
“ถ้างั้นพี่ช่วยบอกคุณกรด้วยว่าหนูถูกจับ” แตงสั่งเสียลินดาก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่คุมตัวขึ้นรถไปพร้อมกับผู้หญิงที่ร่วมงานด้วยสี่-ห้าคน

แตงใช้หนี้หมดแล้วแตงลินดาถึงไม่ไปประกันตัวแตง ตอนนี้แตงได้หนังสือเดินทางคืนมาแล้ว ถ้าเขาจะส่งแตงกลับเมืองไทยแตงก็น่าจะดีใจ แต่แตงก็ยังกังวลเรื่องเงิน ถ้าถูกส่งกลับแตงมีเงินติดตัวไม่มาก คงต้องไปใช้ชีวิตแบบเดิม หาเช้ากินค่ำ จะกลับไปอยู่ที่เดิมก็ไม่ได้แล้ว ดูเหมือนว่าอนาคตก็ยังมืดมนเหมือนเดิม
12  มุมสนทนา / ห้องสมุดเรื่องสั้น / Re: ไม้ผี.... เมื่อ: สิงหาคม 26, 2013, 04:55:41 am
ขอบคุณค่ะคุณราสส์ พี่ชอบเรื่องผีๆ สนุกดีค่ะ ขอถามหน่อยเถอะ คุณราสส์กลัวผีไหม แล้วเคยเจอวิญญาณบ้างหรือเปล่า เมื่อตอนพี่เป็นเด็กกลัวผีมาก ต่อมาก็หายกลัว (มีเคล็ดลับ) เคยสัมผัสวิญญาณบ้าง แต่เป็นวิญญาณของญาติผู้ใหญ่ที่มีความผูกพันกันมาก ไม่นึกกลัว ส่วนวิญญาณอื่นที่ไม่มีความเกี่ยวข้องเขาไม่กล้ามายุ่งด้วยหรอกค่ะ อ จจะเป็นเพราะเวลาเราทำบุญเราอุทิศส่วนกุศลให้สรรพสัตว์ทั้งหลายที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก
13  มุมสนทนา / โต๊ะข้างหน้าต่าง / นิยายตอนนี้ชื่อว่า ทำนาบนหลังคน เมื่อ: สิงหาคม 26, 2013, 04:15:34 am
ตอนที่6 ทำนาบนหลังคน
   หลังจากที่ลินดาประกันตัวแตงออกมาได้ไม่ถึงสัปดาห์ แตงก็ถูกส่งไปอยู่อีกเมืองหนึ่ง แตงมารู้ทีหลังว่าที่ใหม่ที่แตงไปอยู่อีกรัฐหนึ่ง ตอนเดินทางลินดาไปด้วย เขาเป็นคนพาขึ้นเครื่องบินและควบคุมแตงแบบไม่ให้คลาดสายตา สถานอาบ อบ นวดแห่งใหม่ หรือที่เรียกอย่างโก้เก๋ว่าสปาแต่ว่าหลังฉากมันก็คือซ่อง เจ้าของเป็นคนเกาหลีอายุไล่เลี่ยกับลินดา แต่ดูท่าทางโหดเหี้ยมกว่าแม่องุ่นเยอะ

   วันที่แตงไปถึงใหม่ๆ แตงก็ยังได้เห็นการซ้อมเหยื่อที่ขัดขืนต่อหน้าต่อตา ที่ร้ายกว่านั้นไอ้แมงดาเกาหลีมันจับหญิงคนนั้นมัดไว้กับเสา ถลกเสื้อของเจ้าหล่อนขึ้นจนเห็นหน้าท้อง แล้วเอาบุหรี่ที่จุดไฟแดงๆนาบกับผิวหนังหน้าท้องของหญิงเคราะห์ร้ายคนนั้นหลายจุด แตงเคยโดนทำโทษจากซ่องของแม่หงุ่นก็ยังไม่รุนแรงขนาดนี้ เห็นแบบนี้แล้วแตงก็ขนลุก

   แตงแอบกระซิบกับลินดาว่า “พี่หนูไม่อยากอยู่นี่เลย ท่าทางเจ้าของเขาน่ากลัวจัง”
   “ก็อีนั่นมันคิดหนี ก็ต้องโดนแบบนี้แหละ” ลินดาตอบ
   “หนูไม่คิดหนีหรอก เพราะหนูไม่รู้จะหนีไปไหน ไม่รู้จักถนนหนทาง”
   “คิดได้อย่างนี้ก็ดี ที่ฉันเอาแกมาไว้ที่นี่เพราะที่เก่าไอ้เกมันเคยมาจับแล้ว ถ้าแกโดนจับอีกฉันก็ต้องไปประกันแกอีก เสียเวลาทำมาหากินทั้งแกและฉัน แล้วเมื่อฉันไปประกันตัวแก แกก็จะเป็นหนี้ฉันเพิ่ม แกไม่อยากปลดหนี้เร็วๆเรอะ” ลินดาย้อนถาม แล้วก็บอกต่อไปว่า “อ้อ มาอยู่ที่นี่แกไม่ได้อยู่กับที่หรอกนะ แกต้องออกไปรับแขกข้างนอกด้วย แต่จะมีคนพาแกไป”
   “เอ้อ รับแขกนอกสถานที่มันเป็นแบบไหนล่ะ”
   “แล้วแกจะได้เห็นเองนั่นแหละ”

   สถานที่ทำงานแห่งใหม่ค่อนข้างจะลึกลับ มีการควบคุมแน่นหนากว่าที่บ้านแม่องุ่น คนที่ทำงานในสปาแห่งนี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนเกาหลี มีคนจีนสอง-สามคน แตงเห็นผู้หญิงไทยอายุรุ่นราวคราวเดียวกับลินดาชื่อว่าเดือน แตงคุยกับเขาแล้วก็ได้ความว่าเขามาทำอาชีพนี้ด้วยความเต็มใจ แต่เดือนก็ไม่ค่อยจะสนทนาวิสาสะกับแตงบ่อยนัก แตงก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนไทยด้วยกันถึงได้ดูห่างเหิน กับคนอื่นๆในบ้านแห่งนี้ก็พูดกันไม่รู้เรื่อง ผู้หญิงที่นี่ส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษแทบไม่ได้เลย มีเจ้าของสปาที่ชื่อคิมและเดือนที่พอจะพูดภาษาอังกฤษได้ เพราะเขาต้องต้อนรับแขก
 
   แตงเริ่มรู้ความสำคัญของเดือนในสถานที่แห่งนี้เมื่อเดือนพาแดงออกไป”รับจ็อบ”ข้างนอก เดือนเป็นคนคุมแตงไปทำงานข้างนอกทุกครั้ง ลินดาและคิมไว้ใจเดือน ค่าจ้างของแตงเดือนก็เป็นคนรับแทนลินดา แตงถึงพอจะสรุปได้ว่าที่เดือนไม่ค่อยสุงสิงกับแตงก็เพราะเขามีหน้าที่ต้องควบคุมสอดส่องแตงนั่นเอง ครั้นจะทำตัวสนิทสนมก็เกรงจะเสียการปกครอง

   จ็อบนอกสถานที่ครั้งแรกเป็นปาร์ตี้ชายโสดในบ้านหลังใหญ่  เกิดมาแตงยังไม่เคยเห็นบ้านที่ไหนสวยแบบนี้ แม้แต่บ้านคนรวยที่เมืองไทยก็ยังไม่โอ่อ่าเท่านี้ เดือนพาแตงมาถึงบ้านหลังนี้ตอนประมาณห้าทุ่ม ก่อนหน้านั้นแตงก็ต้องรับแขกที่สปาสองราย พอได้เวลาประมาณสี่ทุ่มเดือนก็บอกให้แตงเตรียมตัวออกไปข้างนอก

   เมื่อมาถึงบ้านหลังนี้ก็เห็นผู้ชายต่างวัยสิบคน มีทั้งวัยกลางคนและหนุ่มๆอายุยี่สิบปีเศษๆ หนุ่มน้อยและหนุ่มใหญ่กำลังคุยกันอย่างสนุกสนานเฮฮา แตงเห็นอาหารที่ยังเหลืออยู่และขวดเบียร์เปล่าๆเต็มไปหมด แตงถูกพาไปยังห้องนอนขนาดใหญ่ที่แตงเห็นแล้วก็อดทึ่งในความสวยงามไม่ได้ เตียงนอนขนาดใหญ่มาก มีที่นอนหนานุ่มปูด้วยผ้าปูที่นอนสีโศก แล้วยังมีผ้าแบบเดียวกับผ้าปูที่นอนปูทับ และคลุมเตียงด้วยผ้าคลุมอย่างหนาเป็นสีเขียว เข้าชุดกับหมอน และเครื่องนอนอื่นๆ เดือนกำชับว่าหลังจากรับแขกเสร็จแต่ละรายให้ทำความสะอาดร่างกายอย่างดี ห้องนอนนี้มีห้องน้ำอยู่ภายในด้วย แตงลองเข้าไปดูในห้องน้ำ โอ้แม่เจ้า สวยจริงๆ ห้องน้ำขนาดกว้างกว่าห้องนอนของคนบางคนเสียอีก

   หลังจากนั้นไม่นานลูกค้ารายแรกก็เข้ามาใช้บริการ ที่แตงเห็นตอนที่เข้ามาในบ้านตอนแรกว่ามีคนทั้งหมดสิบคน แต่พอถึงเวลาทำงานแตงรับแขกแค่ห้าคน มารู้ทีหลังว่าเดือนก็รับแขกด้วย ผู้ชายที่แตงเห็นท่าทางดีทุกคน แต่พอเวลาอยู่ด้วยกันในหมู่ผู้ชายก็ดูท่าทางจะคุยกันแบบไม่ต้องสำรวม แตงไม่รู้หรอกว่าเขาคุยอะไรกัน เพราะฟังภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง

   ผู้ชายที่ท่าทางดี มีมาดนักธุรกิจ แต่เวลาที่มีอารมณ์หน้ามืดก็สามารถทำอะไรพิเรน เพื่อสนองตัณหาของตัวเองได้ แตงเจอแขกร้อยพ่อพันแม่ ที่มีทั้งดี และเหลือที่จะรับ ทำอย่างไรได้เมื่อต้องตกน้ำแล้วก็ต้องว่ายต่อไป ไหนๆก็เปียกแล้ว มีลูกค้าสองรายที่ให้ทิปแตง แตงแปลกใจมาก เวลาที่ทำงานที่ซ่องแม่องุ่นหรือที่สปาเกาหลี แขกที่นั่นไม่เคยให้ทิป แตงดีใจที่ได้เงินพิเศษ แต่ก็ดีใจได้ไม่นาน เพราะเมื่อกลับมาถึงสปาเดือนถามแตงว่าได้ทิปจากแขกหรือเปล่า แตงสั่นหน้าปฏิเสธ ไม่อยากโกหก แต่นี่มันเงินของแตง ถือว่าแขกให้เป็นพิเศษ แตงจะได้เก็บไว้ใช้เผื่อจำเป็นจะได้ไม่ต้องเบิกจากลินดา
 
   แต่ว่าเดือนไม่เชื่อ เมื่อแตงปฏิเสธเดือนก็ถือวิสาสะค้นตามตัวของแตง เมื่อเจอเงินทิปสองร้อยดอลล่าร์ เดือนก็ยึดเอาไว้ พร้อมกับตบหน้าเป็นการสั่งสอน “จำไว้นะ ทีหลังอย่าโกหกอีก”

   แตงไม่รู้ว่าเงินจำนวนนี้เดือนจะยึดเอาไปเป็นของตัวเองหรือจะเอาไปทำอะไรอย่างอื่น แต่แตงเสียใจมาก เงินนี้มาจากหยาดเหงื่อแรงงานของแตง ส่วนเงินที่ลินดาให้ก็เป็นเงินนิดๆหน่อยๆ พอแค่ซื้อของจำเป็นอย่างสบู่ ยาสีฟัน และผ้าอนามัย แม้แต่จะซื้อขนมอร่อยๆกินก็ยังไม่เคย
 
   กลับมาถึงสปาเกือบสว่าง แตงเข้านอนแต่นอนไม่หลับ รู้สึกขมขื่นใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เกิดมาแตงยังไม่เคยมีโอกาสแม้แต่จะจับธนบัตรใบละพัน เงินสองร้อยดอลล่าร์ที่ได้มาแตงจะแลกเป็นเงินไทยได้เท่าไรก็ไม่รู้  แต่มันมากโขสำหรับแตง นึกแล้วเสียดายจริงๆ

   หลังจากวันนั้นแล้วแตงก็ต้องออกไปรับแขกข้างนอกอีกหลายครั้ง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นปาร์ตี้ชายโสด พวกบรรดาชายหนุ่มที่มีฐานะทางสังคมสูงจะมีปัญญาจ้างหญิงไปบริการถึงบ้าน ที่เขาไม่ออกไปหาความสำราญนอกบ้านก็เพราะต้องการรักษาหน้าตา สถานที่อย่างสปาหรือถ้าจะเรียกเสียใหม่ว่าสปาประเภทบังหน้า วันดีคืนดีอาจจะมีเจ้าหน้าที่ไปตรวจค้น หรือจับกุม แขกที่ไปเที่ยวก็ต้องระวังไม่ให้ติดร่างแหไปด้วย

   สภาพความเป็นอยู่ที่สปาของคิมก็เหมือนกับที่บ้านแม่องุ่น ทุกคนนอนดึกตื่นสาย ที่นี่มีแม่บ้านเกาหลีเป็นคนทำอาหารให้ทุกคนกิน แต่เขาไม่ให้บริการซักเสื้อผ้าให้เหมือนป้าจวน ในสถานที่แห่งนี้มีของใช้จำเป็นขายให้พวกผู้หญิงที่ทำงานในนั้น ผู้หญิงที่ทำงานในสปาจะไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปไหนมาไหนถ้าไม่มีคนคุมไป แม้แต่แม่ครัวก็ยังไม่ออกไปซื้ออาหารสดเอง มีแมงดาไปจ่ายอาหารสดและแห้งมาให้อาทิตย์ละครั้ง

   แตงไม่ชอบอาหารเกาหลี อาหารบางอย่างมีรสเผ็ดคล้ายแกงส้มของไทย ส่วนใหญ่แล้วแม่ครัวจะทำผัดผักให้กิน บางครั้งก็ได้กินข้าวกับผักดองที่เขาเรียกว่ากิมจิ สรุปว่าอาหารการกินที่นี่ไม่ดีเหมือนที่บ้านแม่องุ่น แตงรู้สึกว่าไม่มีอาหารอะไรอร่อยเท่าอาหารไทยแล้ว เมื่อไม่มีทางเลือกแตงก็ต้องทนกินอาหารที่ไม่ถูกปาก เวลาหิวจัดก็ต้องกิน แตงก็ต้องปลอบใจตัวเองว่ามีกินก็ดีเท่าไหร่แล้ว สมัยอยู่เมืองไทยเคยอดมื้อกินมื้อมาแล้ว อยู่นี่ถึงยังไงก็ยังมีกินทุกมื้อ
   แตงมารู้ทีหลังว่าเจ้าของสปาบอกลูกค้าทุกคนว่าไม่ต้องทิปเด็ก นอกจากนี้เขายังตรวจค้นข้าวของของพวกที่ทำงานที่นี่  ถ้าค้นเจอเงินพิเศษ เขาก็จะยึดเอาไป เจ้าของไม่ต้องการให้ผู้หญิงในนี้มีเงินติดตัว เพราะถ้ามีเงินก็จะคิดหนี นี่ถ้าเขาไม่เข้มงวดยอมให้เรารับทิปจากแขกได้ เงินพิเศษนี้เราก็จะส่งให้แม่ แตงคิดในใจ

   ครั้งสุดท้ายที่คุยกับลินดา แตงถามลินดาว่าแตงยังเป็นหนี้ลินดาอยู่เท่าไหร่ ลินดาบอกว่าห้าหมื่นดอลล่าร์ ถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ล้านกว่าเกือบสองล้าน “โอ้ ทำไมมันมากอย่างนี้ล่ะ” แตงร้องด้วยความตกใจ
   “แกอย่าลืมซิว่าค่าประกันตัวตอนที่แกถูกไอ้เกจับมันก็บวกเข้าไปด้วย” ลินดาตอบอย่างรำคาญ
   “แต่ว่า.........”
   “แต่ว่าอะไรวะอีแตง” ลินดาขัดขึ้นพร้อมกับจ้องหน้าแตงอย่างจะเอาเรื่อง
   “เอ้อ...ไม่มีอะไรหรอกพี่”
   แตงหุบปากเพราะกลัวโดนตบ ถึงแตงจะเป็นคนบ้านนอก เรียนหนังสือน้อย แต่แตงรู้ว่าค่าตั๋วเครื่องบินเที่ยวเดียวมาอเมริกา และค่าใช้จ่ายก่อนมาไม่ถึงแสนด้วยซ้ำไป
 สงสารตัวเองจริงโว้ย แตงคิดด้วยความเคียดแค้น อย่างนี้เขาเรียกว่าทำนาบนหลังคน

โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ
14  มุมสนทนา / โต๊ะข้างหน้าต่าง / นิยายตอนนี้ให้ชื่อว่า ผิดหวังอย่างแรง เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2013, 09:28:37 pm
ตอนที่ 5 ผิดหวังอย่างแรง

   แตงไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเองทำงานอยู่ในเล้านี้ได้ถึงหกเดือนแล้ว เมื่อไม่มีทางเลือกแตงจึงจำใจต้องรับแขก ต้องยอมรับว่าบางครั้งก็สนุก ถ้าเผื่อเจอแขกดีๆไม่เอาแต่ใจและไม่ให้แตงทำอะไรวิตถาร หัวใจของแตงตอนนี้มันด้านชาเสียแล้ว รออยู่ว่าเมื่อไรจะใช้หนี้ได้หมด จะได้เป็นอิสระเสียที
   
หลังจากเลิกงานแต่ละวันลินดาจะมาที่ร้านนี้ เพื่อมารับค่าจ้างของแตง บางครั้งลินดาก็ให้เงินแตงไว้ซื้อของใช้ส่วนตัว แต่ไม่ได้หมายความว่าแตงจะมีโอกาสออกไปซื้อหาของใช้เอง ถ้าต้องการของใช้ก็ฝากป้าจวนซื้อ และแตงก็ต้องให้ค่าเสียเวลากับป้าจวนด้วย

   แตงเห็นเพื่อนร่วมงานบางคนออกไปซื้อของโดยลินดาพาไป และไอ้โอทำหน้าที่ขับรถ ก็เหมือนกับมันทำหน้าที่ผู้คุมนั่นแหละ แตงอยากออกไปบ้าง อยากรู้ว่าข้างนอกเป็นอย่างไร ตั้งแต่มาอเมริกาเห็นโลกภายนอกตอนลงจากเครื่องบิน พอถูกส่งเข้าร้านนี้ก็เหมือนกับถูกขังลืม

แตงรวบรวมความกล้าถามลินดาในวันหนึ่ง “พี่ลินดา เวลาที่พี่พาพวกนุชกับอรออกไปข้างนอกหนูจะขอออกไปด้วยได้ไหม”
“นึกยังไงถึงถาม”  ลินดาจ้องหน้าแตง
“ก็...หนูอยากดูว่าข้างนอกมันเป็นยังไง”
“แกเพิ่งมาอยู่ ฉันยังไม่ให้แกออกไป หนอย จะหาทางหนีรึ”
“โธ่พี่ หนูไม่รู้จักถนนหนทางจะหนีไปไหนรอด แล้วทำไมนุชกับอรถึงออกไปได้ล่ะ”
“นุชใช้หนี้หมดแล้ว ส่วนอรมาทำงานที่นี่ด้วยความเต็มใจ ฉันรู้ว่าสองคนไม่มีทางไปไหนเองได้”

แตงได้แต่แอบถอนหายใจ ลินดาคงกลัวเธอจะหนี ถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าแตงไม่มีทางไปไหนได้รอด แต่ลินดาก็ยังไม่ไว้ใจ
“เออนี่ แตง ถ้าเธออยากได้เงินส่งไปให้ทางบ้านบ้างฉันก็จะให้” ลินดาพูดขึ้น ซึ่งทำให้แตงประหลาดใจมาก
“หนูออกไปข้างนอกไม่ได้ แล้วก็ไม่รู้วิธีที่จะส่งเงินด้วย อยากส่งเงินให้แม่เหมือนกัน”
“มีผู้ชายไทยคนหนึ่งเขาทำอาชีพรับโอนเงินไปเมืองไทยให้สำหรับคนไทยที่ไม่มีบัญชีธนาคารที่นี่ ถ้าเธอสนใจเวลาที่เขามาที่นี่ฉันจะแนะนำให้รู้จัก เขาคิดค่าบริการร้อยละห้าของเงินที่เธอจะส่งไปเมืองไทย”
“เขาเป็นลูกค้าที่นี่ด้วยหรือ” แตงถามอย่างโง่ๆ ทั้งๆที่ยังไม่เคยเห็นคนไทยมาเที่ยวที่นี่สักคน
“เปล่า เขาเป็นเพื่อนกับเจ๊หงุ่น เขาจะมาเล่นไพ่ที่นี่กันทุกวันศุกร์-เสาร์ เจ๊หงุ่นแกชอบเล่นไพ่ เวลาขาดขาไพ่ก็โทรไปเรียกคุณกรมา”
“หนูก็อยากได้เงินส่งไปให้แม่บ้าง นี่แม่ยังไม่รู้ว่าหนูมาอเมริกา เออ พี่ลินดา ถ้าหนูจะส่งเงินให้แม่สักหมื่นบาท หนูจะเบิกเป็นเงินดอลล่าร์ได้เท่าไหร่”
“ถ้าคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนตอนนี้ก็ประมาณสามร้อยดอลล่าร์ แต่ฉันบอกแกก่อนนะ ถ้าแกเบิกเงินเยอะ โอกาสที่แกจะใช้หนี้หมดก็จะช้าลง”
“งั้นขอหนูคิดดูก่อน เอาไว้เมื่อไหร่คุณกรอะไรนั่นมาที่นี่อีก พี่บอกหนูด้วยนะ”

เฮ้อ เงินของตัวเองแท้ๆยังเบิกมาใช้อย่างที่ต้องการก็ยังยาก แตงคิดว่าถ้าส่งเงินไปให้แม่ได้บ้าง พ่อและแม่อาจจะหายโกรธ แต่มานึกอีกทีแตงก็ไม่อยากให้พ่อแม่รู้ว่าตัวเองมาทำงานอะไรที่อเมริกา

ถึงแม้ว่าตอนนี้แตงจะปรับตัวเข้ากับสถานที่ใหม่ได้แล้ว แต่แตงก็ยังตื่นเร็วกว่าทุกคนในร้านนี้ แตงตื่นขึ้นมาไม่รู้จะทำอะไรก็เข้าครัวไปช่วยป้าจวน อันที่จริงการอยู่บ้านนี้..... เอ ความจริงไม่น่าเรียกว่าบ้านเลย บ้านในความหมายของแตงก็คือสถานที่ที่คนในครอบครัวอยู่ด้วยกัน มีความอบอุ่น แต่สถานที่แห่งนี้มีแต่ความว้าเหว่ และหดหู่ มีคนอยู่หลายคนก็จริง แต่ไม่มีใครใส่ใจใคร บางครั้งแตงอยากจะปรับทุกข์กับใครสักคนก็ไม่มีใครยอมรับฟัง แม้กระทั่งป้าจวนเอง พอแตงเริ่มระบายความอึดอัด ป้าจวนก็ตัดบทว่า “ข้าเองก็มีปัญหาเยอะอยู่แล้ว”

อย่างไรก็ดีป้าจวนก็ไม่เคยพูดจาให้แตงระคายใจ ผู้หญิงที่อยู่บ้านนี้ไม่มีใครต้องทำงานบ้าน ป้าจวนทำทุกอย่าง แม้กระทั่งซักเสื้อผ้าให้ทุกคน แต่พวกผู้หญิงที่ทำงานในนี้ก็ต้องจ่ายค่าบริการให้ป้าจวนด้วย แตงเลือกที่จะซักเสื้อผ้าเอง เพราะพอจะมีเวลาว่าง และอีกอย่างหนึ่งก็คืออยากจะประหยัดเงินไว้ใช้หนี้ให้หมดเร็วๆ

แตงสังเกตเห็นว่าในแต่ละเดือนป้าจวนมีรายได้พิเศษจากผู้หญิงที่ทำงานที่นี่ไม่น้อยเลยทีเดียว ทั้งนี้เพราะคนที่ทำงานที่นี่จะไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปข้างนอก แม้กระทั่งคนที่ไม่มีหนี้หรือเต็มใจที่จะทำงานแบบนี้  เมื่อเป็นเช่นนี้ทุกคนก็ต้องอาศัยไหว้วานป้าจวน และจ่ายค่าบริการให้
วันหนึ่งแตงถามป้าจวนว่า “คุณกรนี่เขาเป็นใครน่ะป้า เห็นพี่ลินดาเขาพูดถึงเมื่อวันก่อน เขาบอกว่าคุณกรรับโอนเงินไปเมืองไทยถ้าพวกเราอยากส่งเงินไปทางบ้าน”

“อ๋อ คุณกรกิต เขาเป็นเพื่อนองุ่น ขาไพ่ด้วยกัน จะว่าไปคุณกรก็อำนวยความสะดวกให้คนในนี้หลายคน พวกเราบางคนที่อยู่อเมริกาอย่างผิดกฎหมายและไม่มีใบอะไรที่ใช้แสดงตัวได้ ก็ไม่สามารถไปเปิดบัญชีกับธนาคารได้ จะส่งเงินไปเมืองไทยเขาก็ต้องขอดูบัตรประจำตัว คุณกรเขามีวิธีให้คนที่เมืองไทยนำเงินไปส่งตามที่ลูกค้าต้องการ ที่ฉันรู้มาก็คือเขาเรียกเก็บค่าบริการสองทาง อย่างแกส่งเงินไปเมืองไทยโดยผ่านคุณกร คุณกรเขาก็คิดค่าบริการจากแกร้อยละห้า พอคนที่เมืองไทยเอาเงินไปให้ทางบ้านแก เขาก็หักเงินไว้ร้อยละสิบ”

“โอ้โฮ ว่าแต่คุณกรมาที่นี่บ่อยไหม”
“มาทุกอาทิตย์ แต่แกไม่เห็นเขา เขามาแกก็รับแขกอยู่ เขาจะมาวันศุกร์หรือเสาร์ แล้วเล่นไพ่กันจนสว่างคาตา แกถามทำไม อยากจะส่งเงินกลับบ้านเรอะ”
“อ๋อ ยังไม่ส่งตอนนี้หรอกจ้ะ ถามดูเฉยๆ”

ตอนที่อยู่เมืองไทยแตงไม่ค่อยได้ทำอาหารบ่อย ที่ไม่ค่อยได้ทำเพราะไม่มีจะกิน อาศัยเก็บผักข้างรั้วมาจิ้มน้ำพริก หรือได้อาหารเหลือจากร้านที่ไปรับจ้างมาพอประทังชีวิต เมื่อมาอยู่ที่นี่แตงกินดีอยู่ดีขึ้น แตงเข้าครัวช่วยป้าจวนก็เลยได้เรียนรู้การทำอาหารจากป้าจวน ป้าจวนบอกว่าเมื่อก่อนแกก็ทำได้แต่อาหารพื้นบ้าน ป้าจวนเองก็เป็นคนต่างจังหวัด พอมาอยู่อเมริกาก็หัดทำอาหารฝรั่งให้สามีกิน สามีเคยพาไปวัดไทย ป้าจวนก็เรียนรู้การทำอาหารไทยภาคกลางจากวัด แตงนึกในใจว่าพ้นจากที่นี่ไปเมื่อไหร่ พอถึงตอนได้กลับเมืองไทยแตงก็ยังพอจะมีวิชาทำอาหารติดตัว จะได้ไปสมัครเป็นแม่ครัวตามร้านอาหาร

เวลาประมาณบ่ายสองโมงของวันหนึ่ง ในขณะที่ทุกคนเพิ่งจะกินอาหารเสร็จ ก็มีเจ้าหน้าที่มาตรวจขอดูใบอนุญาตทำงาน เจ้าหน้าที่เดินตรวจรอบสถานที่และจับกุมผู้หญิงที่ทำงานที่นี่ได้หลายคน ผู้หญิงบางคนไหวตัวทันก็หนีออกทางหลังร้าน แตงกำลังงอยู่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นก็โดนเจ้าหน้าที่รวบตัวไว้ เขาพูดว่าอะไรแตงก็ไม่เข้าใจสักคำ เจ้าหน้าที่ก็เลยพาแตงขึ้นรถไป เขาจะพาแตงไปไหนแตงก็ไม่รู้ ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก

จนกระทั่งเจ้าหน้าที่พาแตงมาถึงอาคารใหญ่หลังหนึ่ง เขาให้แตงนั่งรออยู่พักใหญ่ก็มีหญิงคนไทยคนหนึ่งอายุประมาณสามสิบต้นๆ แต่งตัวดี ผู้หญิงคนนี้เดินเข้ามาหาแตงพร้อมกับเจ้าหน้าที่คนที่จับแตงมา หญิงคนนั้นแนะนำตัวว่าเป็นล่าม เธอแปลข้อความทั้งหมดที่เจ้าหน้าที่พูดให้แตงฟังเป็นภาษาไทย เจ้าหน้าที่ที่จับกุมแตงมาซึ่งตอนแรกแตงเข้าใจว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่จริงแล้วคือเจ้าหน้าที่กองตรวจคนเข้าเมือง เขามีหน้าที่ตรวจสอบและจับกุมคนที่อยู่ในประเทศอเมริกาและทำงานอย่างผิดกฎหมาย แตงไม่มีหลักฐานอะไรแสดงให้เจ้าหน้าที่ดูเลย หนังสือเดินทางก็ถูกลินดายึดไว้ ซึ่งลินดาบอกว่าจะคืนให้เมื่อแตงทำงานใช้หนี้หมดแล้ว

ล่ามแปลให้ฟังว่า แตงจะต้องถูกคุมตัวไว้ เมื่อเขาสอบสวนแตงเสร็จแล้วเขาก็จะเนรเทศแตงภายในสามวัน “ก็หมายความว่าหนูจะได้กลับบ้าน” แตงย้อนถามล่าม
ล่ามหันไปแปลสิ่งที่แตงพูดให้เจ้าหน้าที่ฟัง เจ้าหน้าที่ฟังแล้วก็พยักหน้า ล่ามก็หันมาบอกเป็นภาษาไทยว่า “ใช่”
“ก็ดีน่ะซิ หนูอยากกลับบ้านเต็มที” ดีเหมือนกันถูกจับจะได้กลับบ้าน แตงนึกในใจ จะได้ไม่ต้องขายตัวทนรองรับอารมณ์แขกเถื่อนๆ
 แตงพูดจบล่ามก็หันไปแปลเป็นภาษาอังกฤษให้เจ้าหน้าที่ฟัง

“พี่ พี่ชื่ออะไรน่ะ อยู่อเมริกามานานแล้วเหรอ” แตงเริ่มชวนล่ามคุย
ล่ามทำสีหน้าอึดอัด หันไปพูดกับเจ้าหน้าที่สักครู่ก็บอกแตงว่า “ขอโทษนะน้อง พี่ทำหน้าที่ล่าม แปลข้อความที่เจ้าหน้าที่กับน้องพูดกันเท่านั้น ไม่มีสิทธิจะคุยกับน้องเป็นการส่วนตัว”
“อะไรวะ” แตงเเค่คิดอยู่ในใจ คนไทยด้วยกันแท้ๆน่าจะพูดจาปราศัยกันบ้าง อีล่ามนี่หยิ่งจริงๆ
ล่ามบอกว่าอีกสักพักเขาจะสอบสวนแตง แตงอาจจะต้องถูกคุมตัวอยู่ที่นี่ก่อนถูกส่งกลับประเทศไทย เมื่อเจ้าหน้าที่พร้อมที่จะสอบสวนแตงแล้ว ล่ามจะกลับมาใหม่

แตงกับล่ามมองกันต่างมุม แตงว้าเหว่ หดหู่ พอมาเจอพี่น้องร่วมชาติที่ไม่ใช่คนในซ่องเดียวกันก็อยากพูดอยากคุยให้หายอึดอัด บางทีล่ามคนนี้อาจจะพอช่วยอะไรแตงได้ แต่แตงไม่รู้หรอกว่าล่ามเขามีจรรยาบรณและกฏเกณฑ์ที่เคร่งครัด ไม่มีการวิสาสะหรือปฎิสัมพันธ์กับลูกค้าเป็นการส่วนตัวอย่างเด็ดขาด
หลังจากที่ล่ามไปแล้วเจ้าหน้าที่ก็มาเรียกแตงบอกว่ามีคนมาประกันตัว ลินดานั่นเอง หลังจากยื่นเรื่องประกันเสร็จลินดาก็ต้อนแตงขึ้นรถ คราวนี้ลินดามาพร้อมกับชายหนุ่มคนไทยคนหนึ่ง เขาเป็นคนขับรถพาลินดามาที่กองตรวจคนเข้าเมือง

“นี่ไงคุณกร แล้วนี่ก็แตงเด็กของฉันเอง” ลินดาแนะนำอย่างง่ายๆ
แตงยกมือไหว้คุณกรทั้งๆที่ไม่รู้ว่าเขาอายุเท่าไหร่ แต่เดาว่าเขาคงแก่กว่าแตงแน่นอน
“สวัสดีครับ” คุณกรเป็นคนหน้าตาดี ผิวสองสีดูเกลี้ยงเกลาผิดกับผู้ชายไทยทั่วๆไป ถึงแม้จะตัวเตี้ยไปสักนิด แต่ก็พูดจาไพเราะ ไม่สำรากเหมือนอย่างไอ้โอ

“พี่ลินดามาประกันหนูทำไม” แตงตั้งคำถาม ในใจรู้สึกผิดหวังอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะถูกคุมตัวไว้ที่กองตรวจคนเข้าเมือง แต่แตงรู้ว่ายังไงเสียก็จะได้กลับบ้าน เมื่อลินดามาประกันตัวก็หมายความว่าแตงต้องกลับไปทำงานรับแขกเหมือนเดิม
“ก็แกยังทำงานใช้หนี้ไม่หมด ฉันก็ต้องเอาตัวแกกลับไปทำงานต่อ แกอย่าหวังเลยว่าจะได้กลับบ้านง่ายๆ ที่ฉันมาประกันแกนี่ค่าประกันก็บวกเข้าไปกับเงินที่แกเป็นหนี้ฉันอยู่ หมายความว่าแกเป็นหนี้ฉันเพิ่มขึ้น”

ตอนนี้แตงเริ่มร้องไห้ด้วยความผิดหวัง ก็เลยโดนลินดาตวาดเอา “อี....... มึงอย่าสะดึ้งสำออยไปเลย”
“แล้วถ้าเจ้าหน้าที่มันมาตรวจอีก หนูถูกจับอีกแล้วพี่มาประกันอีก หนูก็ต้องเป็นหนี้พี่เพิ่มขึ้นอีก”
“ฉันจะไม่ให้แกอยู่ที่ร้านนี้อีกแล้ว จะส่งแกไปอยู่ที่อื่น ลืมบอกแกไปอย่างหนึ่งว่า ที่ฉันประกันตัวแกออกมามันไม่ใช่จบแค่นี้ แกต้องไปขึ้นศาล แต่ฉันจะให้แกหลบไปอยู่ที่อื่น ไม่ต้องไปศาล”

เริ่มจากความรู้สึกตกใจทำอะไรไม่ถูก หลงดีใจที่จะได้กลับบ้าน แล้วก็มาผิดหวังที่จะต้องกลับไปทำงานอย่างเก่า ทำให้แตงพูดไม่ออก ได้แต่สะอึกสะอื้นไปตลอดทางที่นั่งรถกลับที่พัก ลินดาหมั่นไส้ที่แดงร้องไห้ไม่หยุด แตงก็เลยโดนตบหน้าฉาดใหญ่

ตลอดเวลาที่นั่งรถกลับคุณกรไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ เขาทำราวกับว่าเขาไม่ได้ยิน และไม่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรถ
15  มุมสนทนา / โต๊ะข้างหน้าต่าง / Re: ประเด็นร้อน เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2013, 09:13:27 pm
สาธุคุณราสส์ พูดได้สมเหตุสมผลดี
16  มุมสนทนา / โต๊ะข้างหน้าต่าง / ประเด็นร้อน เมื่อ: มิถุนายน 30, 2013, 01:16:40 am
ก่อนที่จะเล่านิยายตอนต่อไป ขอกล่าวถึงเรื่องที่คนกำลังวิจารณ์กันอยู่ในขณะนี้ เพ็กกี้เองเคยได้ยินชื่ออดีตพระดังชาวญี่ปุ่น แต่ไม่เคยติดตามผลงานของท่าน เมื่อเร็วๆนี้อ่านข่าวว่าท่านสึกหาลาสมณเพศก็ไม่ได้เก็บมาใสใจ จนกระทั่งเห็นรูปท่านในเฟสบุ๊คตอนเป็นฆราวาสแล้วถ่ายคู่กับหญิงสาวคนหนึ่ง

อันที่จริงมันก็เป็นเรื่องธรรมด๊า-ธรรมดาที่พระสึกออกมาเพราะสีกาทำให้ผ้าเหลืองร้อน แต่เผอิญอดีตพระท่านนี้เคยเป็นพระดังมาก่อนก็เลยมีการวิพากษ์กันยกใหญ่ เพ็กกี้ไม่มีความเห็นเพราะไม่รู้จักท่าน ได้อ่านบทความของคุณวรบรรณ ทองวัชระ(นักเขียนสารคดีของสกุลไทย) เธอเขียนในเฟสบุ๊คหน้าของเธอสรุปได้ความว่าการสึกของพระรูปนี้เป็นสิทธิส่วนตัว นักวิจารณ์บางคนก็บอกว่ายังดีกว่าพระที่เสพเมถุนในขณะที่ยังห่มผ้าเหลืองอยู่ สรุปว่าเท่าที่อ่านความเห็นต่างๆก็พบว่าคนไทยรุ่นใหม่มีความใจกว้างพอสมควร

เพ็กกี้รู้จักอดีตพระสองท่านที่เคยมีคุณวฒิและคุณสมบัติของพระที่ดี แต่วาสนาบารมีของท่านอยู่ในเพศบรรพชิตได้แค่นี้ และที่ท่านสึกออกมาท่านก็ไม่ได้ทำให้พระศาสนาเสื่อมเสีย รายแรกเป็นอาจารย์วิปัสสนาชื่อดังจากวัดดังย่านภาษีเจริญ โชคชะตาชักพาให้มาเจอพยาบาลชาวอเมริกันที่ไปปฏิบัติธรรมที่วัดนี้ ต่อมาท่านมหา(ในขณะนั้น)ก็ได้มาเป็นพระธรรมฑูตที่เมกา แล้วไปๆมาๆท่านก็สึกมาอยู่กินกับคุณพยาบาล ทุกวันนี้ทั้งคู่ก็ครองรักกันอย่างปกติสุข ทั้งสองก็กลายมาเป็นเพื่อนที่ดีของเพ็กกี้ อานิสงฆ์ของการบวชเป็นพระมานาน และการฝึกจิตจนถึงขั้นเป็นอาจารย์ทำให้คุณมหามีสติปัญญาและความจำเป็นเลิศ ตอนนี้คุณมหาทำงานอยู่กับบริษัทขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ใหญ่มาก เธอทำด้านHardware ซึ่งต้องมีlicenseด้วย ฝรั่งเจ้าของภาษาเองบางคนยังใช้เวลาสอบเอาlicenseหลายครั้ง แต่คุณมหาสอบครั้งเดียวผ่านเลย

อีกรายก็เป็นพระธรรมฑูตมาปฏิบัติศาสนกิจที่เมกา แล้วก็มาเจอครูอาสาสมัครที่มาสอนภาษาไทยให้เด็กไทยที่โตในเมกา ครูก็พักอยู่ที่วัด ตอนที่ครูอยู่ก็ไม่มีทีท่าอะไร ทั้งสองก็ไม่แสดงออกให้เป็นที่ผิดสังเกต จนกระทั่งครูหมดวาระกลับประเทศไทย คุณมหาคนนี้ร้อนรนอยู่ไม่ได้ ก็ลาท่านเจ้าอาวาสกลับเมืองไทย ท่านมีเหตุผลว่าจะกลับไปเรียนปริญญาเอก จะต่อด็อกเตอร์ที่เมกาภาษาอังกฤษของท่านก็ยังไม่แข็งแรงนัก จนท่านจากไปหนึ่งปีจึงได้ข่าวว่าท่านสึกและแต่งงาน ป่านนี้ท่านก็คงจะได้จบเป็นด็อกเตอร์สมใจและได้ใช้วิชาความรู้ให้เป็นประโยชน์มหาวิทยาลัยสงฆ์จะได้มีอาจารย์ดีๆ  ก่อนมาเมกาท่านก็เพิ่งได้ปริญญาอักษรศาสตร์มหาบัณฑิตจากจุฬาฯ

ทีนี้มาพูดถึงสีกาที่ไปปฏิบัติธรรมกับสำนักของพระดังๆ ในฐานะที่ตัวเองเป็นสตรีก็ระลึกเสมอว่า เวลาที่เราไปวัดเราต้องสำรวมทั้งกาย วาจา ใจ อย่าได้ทำอะไรให้พระท่านมัวหมอง สตรีบางคนนึกปฏิพัทธิ์พระคุณเจ้า แต่การตบมือข้างเดียวมันไม่ดัง ถ้าเกิดกิเลสขึ้นมาในใจก็จงออกจากวัดนั้นไปเสีย อย่าได้คิดสึกพระเอามาทำสามี คนเราเมื่อปฏิบัติธรรมควรจะมีสติรู้ผิดชอบ เพ็กกี้พูดอย่างเป็นกลางนะ ไม่วิจารณ์ใครโดยเฉพาะเจาะจง เห็นพฤติกรรมของสีกาบางคนที่ไปวัดและทำทุกอย่างให้วัด แม้กระทั่งล้างครัว ขัดส้วม คนเห็นก็อนุโมทนา แต่เรารู้ว่าที่เขาไปป้วนเปี้ยนที่วัดก็เพราะเกิดปฏิพัทธิ์เจ้าอาวาส อย่างนี้ก็เป็นการทำบุญที่ไม่ค่อยบริสุทธิ์ แล้วมันก็มีผลสะท้อนตามมา เจ้าตัวเขาก็บอกว่าทำดีไม่เห็นได้ดีสักที ยังตกงานอยู่เลย พี่เพ็กกี้ก็บอกว่า ถ้าเธอเอาเวลาไปหางานทำป่านนี้ก็ได้งานไปแล้ว แต่มาขลุกอยู่กับวัดแบบนี้แล้วเมื่อไหร่จะได้งาน บุญทำให้เราอิ่มใจ แต่ไม่ได้ทำให้เราอิ่มท้อง เราควรจะมีชีวิตตั้งอยู่บนความเป็นจริง ไม่ใช่หลงในสิ่งที่เป็นนามธรรมเพียงอย่างเดียว

เพ็กกี้ก็ว่าเสียยืดยาวไปหน่อย เอาเป็นว่าขอคั่นจังหวะก่อนโพสท์นิยายตอนต่อไปนะจ๊ะ
17  มุมสนทนา / โต๊ะข้างหน้าต่าง / นิยายตอนที่ 4 -ป้าจวน เมื่อ: มิถุนายน 03, 2013, 04:35:08 am
ตอนที่สี่ ป้าจวน
   วันรุ่งขึ้นแตงตื่นประมาณสิบโมงเช้า เมื่อคืนเข้านอนเกือบตีสาม อยากจะนอนต่อแต่ก็นอนไม่หลับเสียแล้ว นึกถึงเรื่องเมื่อคืนแล้วก็อยากจะตายไปเสียให้พ้นๆทุกข์  นอนพลิกไปพลิกมาจนในที่สุดก็ต้องลุกจากที่นอน ทำความสะอาดร่างกายแล้วแตงก็เดินไปที่ห้องอาหาร รู้ว่ายังเช้าอยู่ คนอื่นๆก็ยังไม่ตื่นกัน แต่ก็ยังดีกว่านอนกระสับกระส่ายอยู่คนเดียว

   เดินเรื่อยเปื่อยเข้าไปในครัวก็เห็นป้าจวน แตงทักว่า “ป้าตื่นแต่เช้าเลยนะ”
   “เพิ่งมาถึง” ป้าจวนบอก
   “อ้าว ป้าไม่ได้อยู่ที่นี่หรอกหรือ” แตงแปลกใจ
   “ฉันบอกแกเมื่อวานไงว่าไม่ได้อยู่ที่นี่ ฉันอยู่ไม่ไกลจากที่นี่มากนัก สายๆนั่งรถไฟใต้ดินมาสอง-สามสถานีก็ถึงแล้ว”
   “ป้าอยู่กับใครล่ะ” แตงชวนคุยไปเรื่อยเปื่อย
   ป้าจวนไม่ตอบคำถามของแตง แต่ย้อนถามว่า “ตื่นขึ้นมาทำไมแต่เช้า คนที่นี่เขาตื่นกันบ่ายโมง”
   “มันนอนต่อไม่ได้น่ะป้า”
   “เมื่อคืนแขกไปหมดตอนกี่ทุ่มล่ะ”
   “ตีสอง เออ ป้าเมื่อคืนฉันเจอแขกวิตถาร ฉันไม่อยากเจออีกน่ะ ทำไงถึงจะพ้นไปจากที่นี่ได้”
   “เฮ้อ.........” ป้าจวนถอนใจยาว “ฉันก็ไม่รู้จะช่วยแกยังไง ในเมื่อแกตัดสินใจที่จะมาทำงานแบบนี้ก็ต้องทน”
   แตงเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น “หนูไม่ได้เต็มใจ หนูโดนหลอกว่าจะได้มาทำร้านอาหาร แต่กลายเป็นซ่อง...”
   “เฮ้ย พูดอะไรระวังปากบ้าง” ป้าจวนปราม “ดีนะที่แกพูดกับฉัน อย่าไปเที่ยวพูดอะไรแบบนี้กับคนอื่น มันอันตรายกับตัวเเกรู้ไหม คนที่นี่โหดกันทั้งนั้น แกก็เจอมาแล้วไม่ใช่เหรอ”
   “หนูหนีออกไปกับป้าได้ไหม ขอหลบอยู่บ้านป้าจนกว่าจะหาทางไปได้”
   “แกจะหาเรื่องเดือดร้อนมาให้ฉันแล้วไง”
   “แล้วป้ามาทำงานที่นี่ได้ไงล่ะ” แตงข้องใจ
   “ฉันไม่มีความรู้ พูดภาษาก็ไม่ได้ ฉันมาอเมริกาเพราะผัวฝรั่งพามา ใหม่ๆมันก็ดีหรอก แต่พออยู่ด้วยกันไปนานๆสื่อสารกันไม่รู้เรื่องมันก็เริ่มรำคาญ พาลหาเรื่องเลิก ฉันดิ้นรนไปหางานทำตามร้านไทย ได้งานที่ร้านเรือนไทยเป็นผู้ช่วยแม่ครัว ทำอยู่หลายปีเจ้าของร้านก็ขายกิจการ เจ้าของใหม่เขาก็ไม่จ้างต่อ โชคดีที่เจ้าของเก่ารู้จักกับองุ่น ฉันก็พอจะคุ้นกับองุ่นก็เลยมาทำงานที่นี่”

   “รู้สึกว่าจะมีป้าคนเดียวที่อยู่ที่อื่น คนอื่นๆก็ติดอยู่ที่นี่กันหมด”
   “ฉันมันแก่แล้ว และองุ่นก็รู้ว่าฉันทำอย่างอื่นไม่ได้ ความรู้ก็ไม่มี ฉันแนะนำแกว่าให้อดทน รีบๆทำงานใช้หนี้ให้หมด จะได้เป็นอิสระ”
   “กว่าจะถึงเวลานั้นหนูก็ยังไม่รู้ว่ามันจะนานแค่ไหน”
   “อย่าว่าฉันเสือกเรื่องของแกเลยนะ ก่อนที่แกจะมาเมืองนอกทำไมแกไม่คิดให้ดีเสียก่อน”
   “หนูก็เห็นว่ามากันหลายคน แล้วเขาก็บอกว่าจะพามาทำงานร้านอาหาร หนูมันคนจน อยากมีเงินใช้ แล้วก็อยากเลิกกับผัวเฮงซวยด้วย แต่กลับกลายเป็นว่าหนีเสือปะจรเข้”
   “แกเชื่อคนง่าย คิดง่ายๆแบบฉันนี่แหละ คิดว่ามีผัวฝรั่งแล้วจะสบาย คนสองคนจะอยู่ด้วยกันมันไม่ใช่ของง่าย โดยเฉพาะมาจากพื้นเพต่างกัน พูดกันไม่รู้เรื่อง ฉันก็อยากหนีความยากจนเหมือนกัน ก็เลยตัดสินใจตามมันมา ไอ้ผัวฝรั่งก็พาฉันมาเป็นคนรับใช้มัน ทำงานบ้านทุกอย่าง แล้วก็ต้องรับใช้มันบนเตียงด้วย เวลามันไม่ชอบใจมันก็ด่าเอา ฉันก็ฟังไม่รู้เรื่องหรอก แต่พอนานๆไปก็พอจะรู้ว่ามันด่าว่าอะไร สู้อดทนอยู่กับแม่งหลายปีเหมือนกัน พอมันมีผู้หญิงคนใหม่ สาวกว่า สวยกว่า แล้วก็ยังคุยกันรู้เรื่องมันก็เลยหาเรื่องเฉดฉันออกจากบ้าน มันเอาผู้หญิงอื่นมานอนด้วยให้เห็นตำตา ฉันก็มาถึงจุดที่ทนไม่ได้”
   
        ชีวิตของป้าจวนก็น่าเห็นใจ แตงคิดว่ายังไงก็ยังดีกว่าแตง ป้าจวนไม่ต้องขายตัว ยังมีโอกาสทำงานอย่างอื่น “ถึงยังไงป้าก็ยังไม่ต้องตกนรกแบบฉัน...”
“มันนรกคนละแบบเว้ยอีแตง แกไม่เจอกับตัวเองไม่รู้หรอก เรื่องของแก แกก็ว่าหนักหนาสาหัส ส่วนเรื่องของคนอื่นแก็คิดว่าจิ๊บจ๊อย”ป้าจวนขัดขึ้นก่อนแตงจะพูดจบ
“แล้วป้าจะทำงานที่นี่ไปเรื่อยๆหรือ”
“ฉันก็จะทำจนกว่าจะทำไม่ไหว ตอนนี้ก็พอจะเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง ตอนทำงานไม่ไหวฉันก็จะกลับไปตายเมืองไทย”
“แล้วทำไมป้าไม่กลับเมืองไทยตอนนี้ล่ะ”
“กลับไปแล้วจะไปทำอะไรกินวะ อยู่นี่ยังมีงานทำ อยู่นี่ค่าใช้จ่ายก็น้อยเก็บเงินได้เต็มที่”
“หนูไม่น่ามาเล้ย”
“มาพูดตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว แกก้มหน้าก้มตาทำงานใช้หนี้ให้หมดเร็วๆเถอะ แล้วก็อย่าคิดหนี ถ้าแกหนีพวกมันตามแล้วก็เอาถึงตาย แกไม่มีทางได้ไปบอกใครเด็ดขาด”
“เคยมีคนหนีรอดไปได้ไหม”
“เรื่องหนีน่ะมีบ่อยๆ แต่มักจะไม่รอดสักราย ถ้าโดนจับได้มันซ้อมเอาปางตาย”
แตงฟังแล้วขนลุก
“เกิดมาเป็นคนจนก็อย่างนี้แหละ ไร้การศึกษา โดนเขาหลอกเอาง่าย โอกาสสำหรับคนจนมันน้อยนิด เฮ้อ....” ป้าจวนบ่นพึมพำ
“เคยมีคนที่ได้ผู้ชายดีพาออกไปจากที่นี่มีไหมล่ะ ที่เขายอมชดใช้หนี้สินให้ เห็นพี่ลินดาเขาพูดอะไรทำนองนี้เมื่อวันก่อน” แตงชวนคุยต่อ
“ถุย นังแตง มึงดูละครไทยมากไปหรือเปล่า มันมีแต่เฉพาะในนิยาย อย่างเรื่องดาวพระศุกร์ คุณชายไฮโซมาเที่ยวซ่องแล้วมาหลงรักดาวพระศุกร์ ผู้ชายที่มาเที่ยวที่นี่เขาก็มาปลดปล่อย พอหายอึดอัดเขาก็ลืมแกไปแล้ว ตั้งแต่ข้าทำงานที่นี่มายังไม่เคยเห็นอัศวินม้าขาวที่ไหนมาไถ่ตัวผู้หญิงกลางคืนที่นี่ออกไปสักคน”
“ชีวิตของหนูต่อไปจะเป็นยังไงก็ไม่รู้” แตงเริ่มหมดอาลัยตายอยาก
“แกทำอะไรไม่ได้มากหรอก นอกจากก้มหน้าทำงานใช้หนี้ แต่ข้าเห็นมาหลายรายที่พอทำงานใช้หนี้หมดก็ยังเลิกอาชีพนี้ไม่ได้ เพราะไม่มีความรู้พอที่จะไปทำงานอื่น”
“หนูคงจะไม่อยู่ในนี้ไปจนตายหรอกป้า ตอนนี้หนูอยากกลับบ้านมากเลย ตอนอยู่เมืองไทยทนทุกข์ทนมานอยู่กับผัวระยำ ก็ยังไม่ลำบากเหมือนตอนนี้”
“ข้าเองนึกย้อนเวลาได้ก็จะร่ำเรียนหาวิชาใส่ตัว สมัยที่อยู่กับไอ้ผัวฝรั่งไม่เคยคิดจะเรียนรู้อะไรทั้งนั้น ตอนนั้นคิดแต่ว่าผัวเป็นที่พึ่งได้ทุกอย่าง แล้วข้าก็เห็นตัวอย่างเมียไทย-ผัวฝรั่งหลายรายที่ฝ่ายหญิงไม่รู้เรื่อง ไม่เอาไหนอย่างข้านี่แหละ พอเลิกกับผัวถ้าไม่หาผัวใหม่ก็ไปขายตัว เอ้อ พูดเสียใหม่ว่าไปเป็นนางเต้น นางระบำพวกนี้แขกก็หิ้วได้ มันก็ไม่ต่างกับขายตัวนั่นแหละ เพียงแต่ว่าเขามีอิสระไม่มีหนี้สินอย่างแก”
แตงฟังแล้วก็ได้แต่ร้องไห้
“ถ้าแกหิวจะกินอะไรรองท้องก่อนก็ได้ แล้วกลับไปนอนต่อ”
“หนูคงนอนต่อไม่ได้แล้ว”
“ยังไงก็ไปนอนเล่นดีกว่ายืนเคว้งคว้างแบบนี้ ใครจะไปรู้คืนนี้แกอาจจะเจอศึกหนักกว่าเมื่อคืนก็ได้
พูดจบป้าจวนก็เดินจากไป ไม่ได้สนใจแตงอีกเลย

**ชีวิตของป้าจวนเป็นอุทาหรณ์อย่างดีสำหรับหญิงไทยที่ไปอยู่ต่างประเทศ ตอนต่อไปชีวิตแตงจะหักเหไปเจออะไรอีกต้องคอยอ่านค่ะ
 
18  มุมสนทนา / โต๊ะข้างหน้าต่าง / Re: นิยายตอนที่สามมาเล้ว เมื่อ: เมษายน 14, 2013, 06:34:21 pm
มันกลับออกมายากค่ะคุณราสส์ขา เคยถามเจ้าของเรื่องเขาบอกว่าไม่รู้จะหนีไปไหน หนีไปยังไง จะไปขอความช่วยเหลือจากใครล่ะ ภาษาก็พูดไม่ได้ มันอยู่ที่ตัวบุคคลอีกนั่นแหละที่จะกล้าหรือเปล่า คนส่วนใหญ่ก็จะคิดแต่ว่าพูดภาษาไม่ได้จะไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่นได้ยังไง

แต่พวกเขาไม่รู้ว่าถ้าเขาหนีไปขอความช่วยเหลือจากตำรวจ ทางตำรวจเขามีล่ามให้ เขายินดีช่วยเหลือ นอกจากนี้ก็ยังได้รู้แหล่งค้าประเวณีด้วย ถ้าเจ้าทุกข์ไม่เอาเรื่องคนชั่วก็ยังคงลอยนวลอยู่
19  มุมสนทนา / โต๊ะข้างหน้าต่าง / หนีเสือปะจรเข้ (ต่อ) เมื่อ: เมษายน 14, 2013, 06:19:38 pm
มาฟังเรื่องของแตงต่อนะคะ

ในที่สุดแตงก็ต้องจำใจรับแขก ลูกค้ารายแรกเป็นคนผิวดำ แตงกลัวแสนกลัวแต่แม่หงุ่นขู่เสียจนแตงขยาด แถมยังกำชับอีกด้วยว่าอย่าแสดงสีหน้าไม่เต็มใจอีก “ถ้าลูกค้ามาบอกว่ามึงชักสีหน้า ทำท่าเหมือนไม่เต็มใจอีกคราวนี้กูจะให้ไอ้โอซ้อม แล้วขังให้มึงมึงอดข้าวสามวัน เลือกเอาว่าจะทำงานดีๆ หรือว่าจะโดนขังอีก”

แตงยังจำรสชาติของความหิวโหยได้ ไม่อยากถูกทรมานอีก ก็ต้องจำใจขึ้นห้องกับเจ้ามืดคนนั้น เห็นรูปร่างของมันตอนไม่มีเสื้อผ้าแล้วมันน่าขยะแขยงและน่าคลื่นไส้เป็นที่สุด พอเข้าห้องได้มันก็ไม่รีรอให้เสียเวลาจัดการจนเสร็จสมอารมณ์หมาย แล้วมันก็แต่งตัวรีบออกไป
ทำให้แตงนึกถึงไอ้ชด มันก็มาลักษณะเดียวกัน พอมีอารมณ์มันก็ไม่สนใจว่าแตงจะมีอารมณ์ด้วยหรือเปล่า มันก็เกือบจะเหมือนโดนข่มขืน เพียงแต่ว่ามันไม่ได้ใช้กำลังบังคับ มันถือว่ามันเป็นผัวมันต้องการเวลาใดก็ได้ ไม่ว่าเช้า สาย บ่าย เย็นถ้ามันจะเอาเสียอย่างแตงก็ขัดมันไม่ได้ ครั้นจะขัดขืนก็ไม่อยากมีเรื่องมีราว ไอ้ชดเป็นผัวประเภทเลี้ยงเมียด้วยลำแข้ง

พอลูกค้ามืดออกไป แตงนอนน้ำตาไหลอยู่นาน ยังทำใจไม่ได้ สักพักโอก็มาเคาะประตูเรียก “ทำอะไรอยู่วะ เสร็จแล้วก็ลงไปที่ห้องรับแขก” แตงก็ต้องผืนใจเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าล้างตา พอไปถึงห้องรับแขกแม่หงุ่นก็เห็นร่องรอยการร้องไห้ แตงก็เลยโดนด่าอีก “สะดิ้งจริงนะมึง แค่นี้ทำเป็นร้องไห้ อยากโดนขังหรือไง”

ลูกค้ารายแรกมาใช้บริการของแตงตอนสี่โมงเย็น หลังจากนั้นก็ไม่มีลูกค้าเข้ามาอีก ประมาณห้าโมงเย็นน้าจวนก็มาเรียกให้ไปกินข้าว ในห้องกินข้าวมีหญิงสาววัยใกล้เคียงกับแตงนั่งอยู่ก่อนแล้วสี่คน คนหนึ่งเรียกให้แตงไปนั่นโต๊ะเดียวกัน เขาใช้วิธีเชื้อเชิญโดยใช้เท้าเขี่ยเก้าอี้ให้แตง ถึงแตงจะเรียนหนังสือน้อย ไม่มีใครอบรมมารยาทให้ แต่แตงก็รู้สึกขัดตากับการใช้เท้าเลื่อนเก้าอี้
 
“เป็นไงวะ วันนี้ได้กี่ประตูแล้ว” ผู้หญิงคนที่เลื่อนเก้าอี้ด้วยเท้าถามแตง
“เอ้อ...ประตูอะไรเหรอ” แตงยังงงกับคำถาม
หญิงสาวคนอื่นๆหัวเราะ “มึงนี่ไร้เดียงสาจริงๆ เจ๊ติ๋มเขาหมายถึงว่าวันนี้มึงรับแขกกี่คนแล้ว”
“ก็เพิ่งได้คนเดียว” แตงตอบอย่างเขินๆ
“ไอ้มืดเป็นไงบ้าง มันให้ทำอะไรพิศดารมั่งหรือป่าว” หญิงสาวร่างเล็กตาคมถาม

แตงรู้สึกอับอายที่จะพูดเรื่องแบบนี้ แต่คนอื่นกลับไม่รู้สึก เมื่อแตงไม่ตอบ พอหล่อนก็เล่าประสบการณ์ในห้องนอนกับแขกอย่างหมดเปลือก แตงเกือบจะทนฟังไม่ได้ พาลจะกินข้าวไม่ลง แต่คนอื่นกลับเห็นเป็นเรื่องบันเทิง ทนไม่ไหวจริงๆก็ขอตัวเดินกลับไปที่ห้องรับแขก

พอกลับไปยังไม่ทันได้นั่งลงโอก็บอกว่ามีแขกรออยู่แล้ว แตงนึกในใจว่าข้าวยังไม่ทันเรียงเม็ดเลยก็ต้องรับแขกอีกแล้ว ลูกค้ารายที่สองเป็นผู้ชายวัยกลางคนผิวขาว ดูท่าทางจะเป็นพวกใช้แรงงาน ดูบึกบึน รายนี้ก็ไม่พูดพล่าม พอเข้าห้องได้ก็ปฏิบัติกิจจนเสร็จสมอารมณ์หมายแล้วก็จากไป
หลังจากนั้นก็มีมาอีกสอง-สามราย เป็นคนเอเซียบ้าง ผิวขาวบ้าง แม่หงุ่นบอกว่าวันธรรมดาแขกไม่ค่อยเยอะ ถ้าเป็นศุกร์-เสาร์ละก้อแขกจะเยอะกว่านี้ แตงนึกในใจว่าขนาดนี้ยังระบมไปทั้งตัว แล้วเราจะต้องทำงานใช้หนี้อีกนานแค่ไหนถึงจะพ้นขุมนรกนี่

จนกระทั่งรับแขกรายสุดท้าย ผู้ชายผิวขาวร่างสูงใหญ่ หน้าตาดี คะเนว่าอายุก็คงรุ่นราวคราวเดียวกับแตง ก่อนจะลงมือเขาจับแตงผูกไว้กับเตียง แตงเริ่มหวาดกลัว มันจะทำอะไรเรานี่ แล้วลูกค้าก็เริ่มออกอาการวิตถาร พอแตงขัดขืน ลูกค้าก็ตบหน้าแตงอย่างแรง ยิ่งแตงหวาดกลัวร้องด้วยความเจ็บปวด มันก็เอาผ้าอุดปากไว้ อาการหวาดกลัวและเจ็บปวดของแตงยิ่งทำให้มันคึกและมีความสุขสุดยอด ไอ้นี่มันวิตถารจริงๆ

กว่าจะหมดลูกค้าคืนนั้นก็เป็นเวลาตีสอง ลินดาบอกให้แตงรู้ว่า “วันนี้เธอรับแขกห้าราย ส่วนแบ่งของเธอวันนี้สองร้อยห้าสิบดอลล่าร์ แต่ฉันจะหักใช้หนี้หมด ถ้าเธอจำเป็นต้องใช้เงินซื้อของจำเป็นก็บอกฉัน”

“พี่ลินดา วันนี้หนูโดนแขกตบ มันจะให้หนูเอ้อ.. เอาไอ้นั่นของมัน......” แตงบอกลินดาด้วยความคับแค้นใจ
“เรื่องธรรมดา ถ้าแกไม่ยอมแขกก็ลงไม้ลงมือ เมื่อมาทำงานแบบนี้ก็ต้องทำใจ” ลินดาพูดจบก็เดินหนีไป

แตงร้องไห้โฮด้วยความคับแค้นใจ

เรื่องของแตงยังมีอีก เจอแค่นี้ก็ยังนับว่าน้อย ครั้งต่อๆไปชีวิตเธอจะเจออะไรอีกมากมาย ไม่กล้าเล่าละเอียดเกี่ยวกับการทำงานของแตงนะคะ เดี๋ยวจะกลายเป็นนิยายอีโรติคไป ในบทสัมภาษณ์ของคนต้นเรื่องเขาถามละเอียดมาก ละเอียดจนเพ็กกี้อายแทนเลยค่ะ เอาเป็นว่าเราอ่านนิยายชีวิตก็แล้วกัน จะเน้นเรื่องชะตากรรมของแตงมากกว่าการรับแขกนะคะ
/color]
20  มุมสนทนา / โต๊ะข้างหน้าต่าง / นิยายตอนที่สามมาเล้ว เมื่อ: มีนาคม 11, 2013, 08:39:14 am
ตอนที่ 3 หนีเสือปะจรเข้
ลินดากระชากผมแตงจากทางด้านหลังจนหน้าหงาย  “โอ๊ย” แดงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด
“เฮ้ย เอาอะไรมาอุดปากมันหน่อย ส่งเสียงร้องกูรำคาญ” ลินดาบอก ส่วนเจ้าโอก็รับสนองอย่างทันใจ ไม่รู้ว่ามันไปหาถุงเท้ามาจากไหน แล้วมันก็ยัดถุงเท้าเข้าไปในปากแตง แตงพอจะสัมผัสได้ว่าถุงเท้าข้างนั้นไม่ค่อยสะอาดนัก ลินดากระชากผมแตงจนหน้าหงายไปหงายมาหลายครั้ง แตงรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งหัว นี่เองวิธีซ้อมของลินดาที่ไม่ทำให้เห็นร่องรอยฟกช้ำ ถ้ามีใครเลิกดูใต้ผมของแตงก็คงจะเห็นรอยแดงช้ำและบวมเป็นแน่

“ทีนี้มึงจะยอมดีๆไหม” ลินดาจ้องหน้าแตง แต่มือยังไม่ปล่อยจากผมแตง
“ฮือ ฮือ” แตงพูดไม่ออกด้วยความเจ็บ ซึ่งยิ่งทำให้ลินดาโมโหหนักขึ้น
“อีนี่ โดนขนาดนี้แล้วยังดื้ออีก กูไม่อยากปฐมนิเทศน์รับน้องใหม่ด้วยวิธีรุนแรง แต่มันจำเป็นว่ะ เฮ้ย ไอ้โอมึงเอาอีนี่ไปขัง ไม่ต้องให้ข้าวให้น้ำมัน”
โอตรงเข้ามาจับแขนแตง แตงขืนตัวไว้ ก็เลยถูกโอจับยกขึ้นพาดบ่า แตงดิ้นรน แต่ก็สู้แรงโอไม่ได้ โอจับแตงโยนเข้าไปในห้องหนึ่งซึ่งอยู่ชั้นใต้ดิน แล้วก็ปิดกุญแจขัง ในห้องใต้ดินมืดมาก อากาศเย็นชื้นและอับ แตงรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจับใจ มองดูแล้วหนทางที่จะหนีออกไปจากที่นี่ไม่มีเลย ขนาดอยู่ข้างบนยังมองไม่เห็นทางที่จะออกไปจากที่นี้ได้ คนพวกนี้ใจร้ายจริงๆ จะให้แตงยอมทำตามอย่างที่มันพูด แตงก็ยังทำใจไม่ได้ แตงไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไรบ้าง ลูกค้าที่มาใช้บริการที่นี่ส่วนใหญ่ก็คงจะเป็นฝรั่ง เกิดมาแตงยังไม่เคยพูดจากับฝรั่งสักครั้ง

ท้องเริ่มร้องด้วยความหิวอีกแล้ว นับตั้งแต่เวลาที่กินอาหารครั้งสุดท้ายจนถึงตอนนี้มันก็เกินยี่สิบสี่ชั่วโมงไปแล้ว เวลาหิวจัดๆแตงจะรู้สึกเวียนหัวและหน้ามืด ตอนที่อยู่บ้านนอกพอหิวก็เอาน้ำลูบท้อง แล้วก็ออกไปหาเศษอาหารที่เหลือจากลูกค้าตามร้านอาหาร หรือไม่ก็เดินไปขออาหารเหลือจากวัด แต่เวลานี้แม้แต่น้ำลูบท้องก็ยังไม่มี คิดวนไปเวียนมารู้สึกสมเพชตัวเองเหลือเกิน มือไม้สั่นด้วยความหิว ลมในท้องตีขึ้น แตงอยากอาเจียนมาก

แตงถูกขังอยู่ในนั้นนานแค่ไหนก็บอกไม่ได้ รู้แต่ว่าทรมานมากเพราะความหิว ความรู้สึกกลัวประกอบกับความหิวทำให้แตงหมดสติไปพักใหญ่ มารู้ตัวอีกทีก็มีคนมาปลุก โอนั่นเอง “ตื่นได้แล้ว” มันไม่ได้ปลุกดีๆ แต่ใช้เท้าเขี่ยแตง “ขึ้นไปข้างบนได้ คราวนี้หวังว่ามึงคงจะไม่ขัดขืนอีกนะ”

แตงเดินตามโอขึ้นมาจนถึงห้องกินข้าวชั้นบน แตงเห็นลินดายืนจ้องอยู่ ลินดาหันไปบอกผู้หญิงคนหนึ่งที่วัยใกล้เคียงกับแตง “นังอี๊ด จัดการพามันไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ถ้ามันไม่ยอมอีกก็บอกไอ้โอ ทีนี้คงต้องจัดการขั้นเด็ดขาด” อี๊ดรับคำแล้วเขามาจับแขนแตนให้เดินตามไปที่ห้องนอน อี๊ดบอกว่า “อาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เอ้านี่ห่อเสื้อที่เจ๊ดาแกซื้อให้”
“ฉันต้องแต่งตัวแบบนี้ด้วยหรือ” แตงย้อนถาม
“ใช่ เธอไม่มีทางเลือกหรอกนะ ขัดขืนไปก็มีแต่โดนลงโทษ”
แตงเริ่มร้องไห้ อี๊ดมองอย่างรำคาญ “อยากจะโดนขังอีกรอบหรือไง”
“ไม่ ไม่เอา หิวข้าวจนแสบไส้แล้ว” แตงละล่ำละลักบอก
“ถ้างั้นก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ถ้าเธอยอมดีๆเดี๋ยวก็จะได้กินข้าว”

ในที่สุดแตงก็ยอมเปลี่ยนเสื้อผ้า อี๊ดพาไปกินข้าว อาหารมื้อแรกที่บ้านหลังนี้มีแกงเผ็ด และผัดผัก รสชาติก็ไม่เลว อาจจะเป็นเพราะความหิวด้วยที่ทำให้อาหารธรรมดากลายเป็นของอร่อย พอกินอาหารเสร็จก็เริ่มมีแรง อี๊ดบอกว่าทุกคนจะตื่นไม่เกินบ่ายโมง อาบน้ำแต่งตัวแล้วก็ออกมากินอาหาร สักประมาณบ่ายสามโมงก็จะเริ่มมีลูกค้า
“ตอนบ่ายก็มีลูกค้าบ้าง แต่จะเริ่มคึกคักตอนทุ่มนึงไปแล้ว พวกเราจะทำงานกันจนลูกค้าไปหมด บางครั้งกว่าจะได้นอนก็เกือบตีห้า เราทำงานกันทุกวันไม่มีวันหยุด” อี๊ดอธิบาย
“แล้วฉันต้องทำอะไรบ้างล่ะ”
“พอลูกค้าเข้ามา เจ๊หงุ่นจะดูว่าใครว่างบ้าง แล้วก็แจกจ่ายลูกค้าให้ เธอต้องเตรียมน้ำขวด ผ้าขนหนู ลูกค้าเข้ามาในห้องก็เช็ดตัวให้เขาก่อน แล้วก็เริ่มนวดให้ลูกค้าผ่อนคลาย”
“เอ้อ ฉันนวดไม่เป็น”
“เดี๋ยวจะสอนให้ ก็แค่ๆบีบๆ นวดๆเบาๆมือ ไม่ได้นวดแบบนวดแผนโบราณ เอาพอโหมโรงปลุกอารมณ์ลูกค้า”
“เอ้อ....” แตงก็ไม่ได้ไร้เดียงสาจนไม่รู้ว่าอี๊ดหมายความว่าอย่างไร แตงไม่ใช่สาวบริสุทธิ์แต่ก็อดกระดากไม่ได้
“มาถึงตอนนี้แล้วจะย้อนกลับไปก็ไม่ได้แล้ว” อี๊ดบอกด้วยความเข้าใจว่าแตงรู้สึกอย่างไร และพูดต่อไปว่า “เธอมานี่ก็เพราะอยากได้เงินไม่ใช่รึ”
“ใช่ ฉันอยากทำงาน ตอนแรกคิดว่าจะได้ทำร้านอาหาร ไม่นึกว่า...”
“พวกที่ถูกส่งไปทำร้านอาหารก็มี แต่สภาพก็ไม่ได้ดีไปกว่าที่นี่หรอก”
“แล้วเธอมาอยู่ที่นี่นานแล้วหรือ” แตงถามด้วยความอยากรู้

ยังไม่ทันที่อี๊ดจะตอบผู้หญิงรูปร่างท้วมผิวขาว อายุราวสี่สิบเศษ แต่งหน้าเต็มที่ก็เดินเข้ามาในห้อง เธอแต่งตัวด้วยเสื้อกระโปรงติดกันที่มีสีสันฉูดฉาด คอเสื้อคว้านต่ำจนแห็นทรวงอกขนาดใหญ่ ที่หู คอ และข้อมือมีเครื่องประดับทับทิมล้อมเพชรเข้าชุดกัน
“อ้าว แม่หงุ่น” อี๊ดหันไปทัก
“นี่หรือเด็กใหม่” แม่หงุ่นจ้องหน้าแตง “ไง ได้ข่าวว่าทำฤทธิ์แต่วันแรกเลย”
แตงก้มหน้าไม่ตอบ อี๊ดบอกว่า “เธอยังไม่เคยเจอแม่หงุ่น นี่แม่หงุ่นเจ้าของที่นี่ ไหว้แม่เขาซิ”
แตงยกมือไหว้ แม่หงุ่นดูเป็นคนหูตาพราวพราย ท่าทางจะมีจริตไม่น้อย เสียงที่พูดฟังดูแล้วเหมือนดัดให้แหลมเกินไป
“ฉันอยากมาดูว่าเด็กใหม่หน้าตาเป็นไง จะมาดูตั้งแต่เมื่อวาน แต่ได้ข่าวว่าโดนส่งไปอบรมในห้องมืด อืม หน้าตาก็หมดจดดี เมื่อก่อนมาเมกาทำงานอะไร” แม่หงุ่นเริ่มสัมภาษณ์
“หนูก็รับจ้างทั่วไปค่ะ” แตงตอบ
“เธอรับแขกแต่ละวันลินดาจะมารับเงินส่วนแบ่งของเธอจากฉัน เธอใช้หนี้หมดเมื่อไหร่ถึงจะได้รับค่าจ้าง ถ้าลูกค้าติดใจเธอ เธอมีแขกเยอะ เธอก็จะปลดหนี้ได้เร็ว”
“แม่  แขกเริ่มเข้าแล้ว” โอเดินมาบอก
“ดีเลยให้เด็กใหม่ประเดิม” แม่หงุ่นพูดยิ้มๆ “ไปลงไปข้างล่าง” แม่หงุ่นหันมาบอกแตง
แตงลังเลยังยืนเฉยอยู่ แม่หงุ่นเริ่มหงุดหงิด เธอไม่พูดมาก แต่จิกผมแตงเหมือนที่ลินดาทำกับแตงเมื่อวันก่อน และลากให้เดินตาม “เมื่อวานโดนขังให้อดข้าวแล้วยังไม่เข็ดอีกหรือ”

โดนลากให้เดินตามมาจนถึงข้างล่าง แตงเห็นแม่หงุ่นเปลี่ยนสีหน้าจากนางยักษ์ร้ายกลายเป็นนางฟ้าผู้อ่อนหวานเมื่ออยู่ต่อหน้าลูกค้าฝรั่งร่างใหญ่ผมสีทอง “โอ้ ดาร์ลิ่ง ฮาว อาร์ยู” พูดจบแม่หงุ่นก็เข้าไปหอมแก้มเจ้าฝรั่งนั่น เจ้าหนุ่มผมทองก็เอามือตีก้นแม่หงุ่นเป็นการสัพยอก
“ไอมีเด็กใหม่ สนใจไหม” เขาพูดภาษาอังกฤษกันแตงฟังไม่รู้เรื่อง แต่เดาได้จากกิริยาที่แม่องุ่นชี้มือมาที่แตง เจ้าฝรั่งหันมามองแตงแล้วสั่นหัว
เจ๊หงุ่นเรียกคนที่ชื่อจอยให้ไปกับแขก แล้วหันมาบอกแตงว่า “ทำหน้าให้มันดีๆหน่อย ลูกค้าเขาบอกว่าแกโดนบัง
คับมาหรือไง เขาเห็นหน้าแกแล้วหมดอารมณ์ เลยต้องให้อีจอยไปแทน ยังไงแกก็หนีไม่พ้นต้องรับแขกแน่ๆอยู่แล้ว”

โอ้ แตงเข้าตาจนแล้วจะหนีก็ยังมองไม่เห็นทาง ครั้นจะโอนอ่อนผ่อนตามก็ยังทำใจไม่ได้ แตงจะทำอย่างไรดี ต้องรอลุ้นค่ะ

หน้า: [1] 2 3 ... 13
Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF