www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
  แสดงกระทู้
หน้า: [1]
1  มุมสนทนา / 60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล / Re: บ้านข้างเคียง เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2017, 10:54:08 pm
ขอบคุณคุณราสส์มากๆๆๆ ที่มีน้ำใจมาเล่าเรื่องสนุกๆให้ฟัง พี่จะพยายามเข้ามาเล่าเรื่องบ้างนะคะ ตอนนี้พอจะมีเวลาบ้าง
2  มุมสนทนา / ห้องสมุดเรื่องสั้น / Re: งานวัด เมื่อ: มิถุนายน 20, 2016, 09:07:26 pm
ขอบคุณค่ะ เรื่องสั้นของคุณยังสนุกเหมือนเดิม สุดยอดปเลย แล้วก็ขอบคุณที่ยังไม่ลืมกัน มาทำให้เว็บบอร์ดไม่เงียบเหงา คิดถึงคุณประภัสสรนะคะ ถ้ามีโอกาสไปวัดไทยก็จะถือโอกาสทำบุญให้เธอด้วย
3  มุมสนทนา / โต๊ะข้างหน้าต่าง / บทที่ 18 ฝ่าฟันอุปสรรค เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2015, 01:46:30 am
ตอนที่ 18 ฝ่าฟันอุปสรรค
ปกติอุไรจะทำงานวันจันทร์ถึงศุกร์ แต่สัปดาห์นี้อุไรขอลาหยุดในวันพุธซึ่งเป็นวันหยุดของแตง เพื่อพาแตงไปขอสูติบัตรของชาลี แตงรู้สึกเกรงใจมาก แต่อุไรบอกว่า "ฉันมีวันลาป่วย  ตั้งแต่ทำงานมายังไม่เคยใช้สิทธิลาป่วยเลย ครั้งนี้ถือว่าจำเป็นเอาวันลามาช่วยให้เรื่องของเธอเสร็จๆไปดีกว่า"
"แต่เธอก็ต้องขาดรายได้" แตงท้วง
"ที่บริษัทของฉันมีสวัสดิการ เขาให้ลาป่วยได้ปีละหกวัน แล้วบริษัทก็จ่ายเงินให้ด้วย"
"ดีจังเลย ถ้าเป็นที่ร้านเจ๊หวินนะ นอกจากจะไม่จ่ายแล้วยังโดนบ่นด้วย ทำยังกับว่าพวกเราเป็นเครื่องจักร เรื่องจักรยังมีวันเสีย คนไม่ได้ทนเหมือนเครื่องจักรนี่" แตงฟังอุไรบอกแล้วก็ยังนึกแปลกใจ
“ที่อเมริกามีกฎหมายแรงงานคุ้มครอง และมีบทลงโทษนายจ้างที่ฝ่าฝืน  แต่นายจ้างคนไทยเพิกเฉยไม่สนใจที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย บางรายก็ไม่ยอมรับรู้ว่ามีตัวบทกฎหมาย ทำธุรกิจอย่างตามใจฉัน เพราะคิดว่าลูกจ้างในร้านส่วนใหญ่อยู่อย่างผิดกฎหมาย ไม่มีใครกล้าร้องเรียน เมื่อฉันมีทางเลือกที่ดีกว่า ฉันถึงไม่อยากทำงานกับคนไทย อย่าหาว่าอคติกับคนไทยด้วยกันเลยนะ”
“ไม่หรอก นายจ้างคนไทยส่วนใหญ่ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ” แตงสนับสนุน
อุไรพาแตงไปที่หน่วยงานซึ่งมีข้อมูลการเกิดของชาลี เพื่อยื่นคำร้องขอสำเนาสูติบัตรของชาลี เจ้าหน้าที่ขอดูบัตรประจำตัวของแตง แตงเอาหนังสือเดินทางให้เขาดู เจ้าหน้าที่ดูพาสปอร์ตของแตงอย่างละเอียดแล้วก็บอกว่า หนังสือเดินทางของแตงหมดอายุไปนานแล้ว ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานในการขอยื่นคำร้องได้
อุไรพยายามอธิบายถึงความจำเป็นว่า พ่อเด็กตายไปแล้วเหลือแต่แม่ที่พยายามจะขอรับเงินประกันชีวิตในส่วนที่พ่อทำไว้ให้ลูก แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ยอมอลุ่มอล่วย เพียงแต่แนะนำให้แตงไปติดต่อสถานฑูตไทยเพื่อขอต่อหนังสือเดินทางให้เรียบร้อย
"เฮ้อ ทำไมมันยุ่งยากอย่างนี้วะ" แตงบ่น
"ฝรั่งไม่เหมือนคนไทย ทำอะไรตามกฎเกณฑ์" อุไรอธิบาย
"นิดๆหน่อยๆ น่าจะหยวนกันบ้าง" แตงยังบ่นต่อ
"เอาน่า อย่าบ่นเลย มาช่วยกันคิดว่าจะทำไงต่อ สถานฑูตไทยอยู่ถึงดีซีเราจะไปกันยังไง จะมีวิธีไหนที่จะทำให้มันง่ายขึ้นได้ไหม ตอนนี้กลับไปตั้งหลักที่บ้านก่อน”

พอกลับถึงบ้านอุไรก็เปิดสมุดโทรศัพท์ค้นหาเบอร์สถานฑูตไทย แตงได้ยินอุไรพูดโทรศัพท์อยู่นานแต่ก็ไม่ได้สนใจ เพราะมัวแต่ทำอาหารมื้อเที่ยงให้อุไร จนอาหารเสร็จพอดีอุไรก็เดินเข้ามาในครัว "โอ๊ยกว่าจะได้เรื่องเสียค่าโทรทางไกลบานเลย" อุไรบ่น แตงเลยบอกว่า "มากินข้าวก่อน ฉันทำปลาส้มชุบไข่ทอดให้เธอ"
"อุไรมองดูกับข้าวแล้วบอกว่า กำลังหิวพอดีกลิ่นปลาส้มทอดของเธอมันหอมเรียกน้ำย่อย ว่าแต่ไปได้ปลาส้มมาจากไหน"
"อาทิตย์ที่แล้วเพื่อนเจ๊หวินไปตกปลามาได้เยอะแยะ เขาเอามาให้ที่ร้าน ฉันบอกเจ๊หวินว่าจะทำปลาส้มให้ แกโอเคพอปลาได้ที่ฉันก็ขอแบ่งมาบ้านบ้าง”
“ไม่น่าเชื่อยายเจ๊แสนเค็มจะโอง่ายๆ ฮ่า ฮ่า ปลาส้มนี่อร่อยดีนะ” อุไรชมหลังจากชิมไปได้สองคำ “ว่าแต่เธอไปเรียนวิธีทำมาจากไหน”
“ฉันเรียนวิธีทำอาหารจากป้าจวน พูดถึงป้าจวนก็คิดถึงแกนะ เธอได้ข่าวแกบ้างไหม”
“ครั้งสุดท้ายแกกำลังรับเคมีบำบัด น่าสงสารผมร่วงหมดเลย”
“อืม น่าสงสาร ไม่รู้ว่าชาตินี้จะได้เจอป้าจวนอีกเมื่อไหร่” แตงพูดแล้วก็อยากร้องไห้
“เอาน่า ป้าจวนต้องหายแล้วกลับมาอยู่กับพวกเราอีก” อุไรปลอบ

หลังจากกินข้างกลางวันเสร็จ อุไรชวนแตงไปสถานกงสุลไทย แตงค่อนข้างแปลกใจ “อ้าว ไหนเธอว่าสถานฑูตอยู่ที่ดีซี”
“ใช่ สถานฑูตอยู่ที่ดีซี แต่มีสถานกงสุลอยู่ที่ชิคาโกนี่ด้วย โชคดีจัง ฉันก็ไม่เคยรู้มาก่อนนะ”
“แล้วสถานกงสุลกับสถานฑูตมันต่างกันตรงไหนล่ะ” แตงยังคงสงสัย
“ฉันขออธิบายง่ายๆก็แล้วกันนะ สถานฑูตอยู่ที่กรุงวอชิงตันดีซี ท่านฑูตและข้าราชการส่วนใหญ่จะอยู่ที่นั่น ส่วนสถานกงสุลก็เป็นหน่วยงานย่อยของสถานฑูตไทย มีอยู่ตามเมืองต่างๆที่มีคนไทยอาศัยอยู่เยอะ เพื่อให้ความสะดวกแก่พี่น้องชาวไทย”
“งั้นเราไปกันเถอะ”

เมื่อไปถึงสถานกงสุลไทย อุไรช่วยแตงกรอกคำร้องขอต่ออายุหนังสือเดินทาง และยังต้องทำเรื่องยื่นคำร้องขอนิติกรณ์ เนื่องจากหนังสือเดินทางของแตงหมดอายุไปนานแล้ว เจ้าหน้าที่ขอหลักฐานอื่นประกอบการยื่นคำร้อง แตงก็ไม่มีสักอย่าง เจ้าหน้าที่พลิกดูหนังสือเดินทางตลอดเล่มแล้วก็มองหน้าแตง แตงรู้สึกเสียวๆยังไงพิกล เกรงว่าเจ้าหน้าที่จะซักถามอะไรพาดพิงไปถึงภูมิหลังของตัวเอง เขาเพียงแต่บอกว่าให้แตงหาหลักฐานมาให้ครบถ้วนเขาถึงจะต่อหนังสือเดินทางให้
“โอ๊ย มันอะไรกันวะเนี่ย วันนี้เป็นอะไรถึงไม่ได้เรื่องสักอย่าง ทำทันมันยุ่งยากขนาดนี้” แตงร้องไห้ออกมาด้วยความอัดอั้น
“ใจเย็นๆแตง” อุไรก็ได้แต่ปลอบโยน “ค่อยๆคิดกันนะ”
แตงกลับมาถึงบ้านก็ร้องไห้เสียยกใหญ่ หมดหนทางไม่รู้จะไปหาหลักฐานจากไหนไปแสดงกับสถานกงสุล ตอนมาจากเมืองไทยพวกนายหน้าเป็นคนจัดการทำหนังสือเดินทางให้ แตงไม่มีหลักฐานอะไรสักอย่าง แม้แต่บัตรประจำตัวประชาชนก็ยังไม่มี

ตกเย็นอุไรชวนแตงออกไปกินข้าวนอกบ้านพร้อมกับชาลีที่กลับมาจากโรงเรียนแล้ว แตงไม่อยากไป บ่นว่าเสียดายเงิน พอดีอาจารย์พอลแวะมาหาอุไร อาจรย์พอลเลยเสนอว่าจะพาทุกคนไปเลี้ยงอาหารเย็น แตงจึงได้ยอมไป อุไรบอกว่าขออนุญาตปรึกษาอาจารย์พอลเรื่องของแตง อุไรเองก็จนปัญญา ไม่รู้จะช่วยแตงหาหลักฐานที่สถานกงสุลต้องการได้ยังไง แตงพยักหน้าบอกว่าโอเค

อาจารย์พอลพาอุไร แตง และชาลีไปกินอาหารเวียตนามเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ แตงยอมรับว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้กินอาหารเวียตนาม อาหารเวียตนามเสริฟมาพร้อมกับผักสดเยอะมาก อาหารรสดีและถูกปากทำให้แตงคลายเศร้าลงไปได้บ้าง อุไรคุยกับอาจารย์พอลยืดยาวมาก แตงฟังไม่เข้าใจ

เมื่อกลับมาถึงบ้านอุไรเล่าให้ฟังว่าคุยอะไรกับอาจารย์พอลบ้าง “ฉันต้องขอโทษนะที่จำเป็นต้องเล่าภูมิหลังของเธอให้อาจารย์ฟัง เพราะฉันมาคิดดูแล้วว่า ถ้าเธอไม่ต่อหนังสือเดินทาง เธอก็จะไปไหนไม่ได้ จะทำธุรกรรมใดๆก็ไม่ได้ เพราะหนังสือเดินทางขาดอายุ ฉันจึงต้องเท้าความกับอาจารย์ว่าทำไมเธอถึงเป็นอย่างนี้ และความจำเป็นของเธอที่จะต้องจัดการเรื่องเงินประกันชีวิตของพ่อชาลี”
“ฉันอายอาจารย์”
“เธอจะอายทำไม ไม่ใช่ความผิดของเธอ อาจารย์แนะนำว่าให้ไปหาทนาย ทนายแบบเดียวกับที่เคยช่วยฉันให้อยู่นี่ได้อย่างถูกกฎหมาย”
“เอ่อ..ฉันไม่กล้า....”
“แตงถึงเวลาแล้วนะ เธอต้องทำเพื่อลูก ตัดสินใจยังไงก็บอก อาจารย์เขาจะช่วยติดต่อทนายให้”

เอาละซิ มาถึงตอนที่แตงต้องตัดสินใจแล้ว มาช่วยลุ้นซิคะว่าแตงจะตัดสินใจยังไง

4  มุมสนทนา / โต๊ะข้างหน้าต่าง / บทที่18 ฝ่าฟันอุปสรรค เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2015, 01:44:24 am
ตอนที่ 18 ฝ่าฟันอุปสรรค
ปกติอุไรจะทำงานวันจันทร์ถึงศุกร์ แต่สัปดาห์นี้อุไรขอลาหยุดในวันพุธซึ่งเป็นวันหยุดของแตง เพื่อพาแตงไปขอสูติบัตรของชาลี แตงรู้สึกเกรงใจมาก แต่อุไรบอกว่า "ฉันมีวันลาป่วย  ตั้งแต่ทำงานมายังไม่เคยใช้สิทธิลาป่วยเลย ครั้งนี้ถือว่าจำเป็นเอาวันลามาช่วยให้เรื่องของเธอเสร็จๆไปดีกว่า"
"แต่เธอก็ต้องขาดรายได้" แตงท้วง
"ที่บริษัทของฉันมีสวัสดิการ เขาให้ลาป่วยได้ปีละหกวัน แล้วบริษัทก็จ่ายเงินให้ด้วย"
"ดีจังเลย ถ้าเป็นที่ร้านเจ๊หวินนะ นอกจากจะไม่จ่ายแล้วยังโดนบ่นด้วย ทำยังกับว่าพวกเราเป็นเครื่องจักร เรื่องจักรยังมีวันเสีย คนไม่ได้ทนเหมือนเครื่องจักรนี่" แตงฟังอุไรบอกแล้วก็ยังนึกแปลกใจ
“ที่อเมริกามีกฎหมายแรงงานคุ้มครอง และมีบทลงโทษนายจ้างที่ฝ่าฝืน  แต่นายจ้างคนไทยเพิกเฉยไม่สนใจที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย บางรายก็ไม่ยอมรับรู้ว่ามีตัวบทกฎหมาย ทำธุรกิจอย่างตามใจฉัน เพราะคิดว่าลูกจ้างในร้านส่วนใหญ่อยู่อย่างผิดกฎหมาย ไม่มีใครกล้าร้องเรียน เมื่อฉันมีทางเลือกที่ดีกว่า ฉันถึงไม่อยากทำงานกับคนไทย อย่าหาว่าอคติกับคนไทยด้วยกันเลยนะ”
“ไม่หรอก นายจ้างคนไทยส่วนใหญ่ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ” แตงสนับสนุน
อุไรพาแตงไปที่หน่วยงานซึ่งมีข้อมูลการเกิดของชาลี เพื่อยื่นคำร้องขอสำเนาสูติบัตรของชาลี เจ้าหน้าที่ขอดูบัตรประจำตัวของแตง แตงเอาหนังสือเดินทางให้เขาดู เจ้าหน้าที่ดูพาสปอร์ตของแตงอย่างละเอียดแล้วก็บอกว่า หนังสือเดินทางของแตงหมดอายุไปนานแล้ว ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานในการขอยื่นคำร้องได้
อุไรพยายามอธิบายถึงความจำเป็นว่า พ่อเด็กตายไปแล้วเหลือแต่แม่ที่พยายามจะขอรับเงินประกันชีวิตในส่วนที่พ่อทำไว้ให้ลูก แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ยอมอลุ่มอล่วย เพียงแต่แนะนำให้แตงไปติดต่อสถานฑูตไทยเพื่อขอต่อหนังสือเดินทางให้เรียบร้อย
"เฮ้อ ทำไมมันยุ่งยากอย่างนี้วะ" แตงบ่น
"ฝรั่งไม่เหมือนคนไทย ทำอะไรตามกฎเกณฑ์" อุไรอธิบาย
"นิดๆหน่อยๆ น่าจะหยวนกันบ้าง" แตงยังบ่นต่อ
"เอาน่า อย่าบ่นเลย มาช่วยกันคิดว่าจะทำไงต่อ สถานฑูตไทยอยู่ถึงดีซีเราจะไปกันยังไง จะมีวิธีไหนที่จะทำให้มันง่ายขึ้นได้ไหม ตอนนี้กลับไปตั้งหลักที่บ้านก่อน”
พอกลับถึงบ้านอุไรก็เปิดสมุดโทรศัพท์ค้นหาเบอร์สถานฑูตไทย แตงได้ยินอุไรพูดโทรศัพท์อยู่นานแต่ก็ไม่ได้สนใจ เพราะมัวแต่ทำอาหารมื้อเที่ยงให้อุไร จนอาหารเสร็จพอดีอุไรก็เดินเข้ามาในครัว "โอ๊ยกว่าจะได้เรื่องเสียค่าโทรทางไกลบานเลย" อุไรบ่น แตงเลยบอกว่า "มากินข้าวก่อน ฉันทำปลาส้มชุบไข่ทอดให้เธอ"
"อุไรมองดูกับข้าวแล้วบอกว่า กำลังหิวพอดีกลิ่นปลาส้มทอดของเธอมันหอมเรียกน้ำย่อย ว่าแต่ไปได้ปลาส้มมาจากไหน"
"อาทิตย์ที่แล้วเพื่อนเจ๊หวินไปตกปลามาได้เยอะแยะ เขาเอามาให้ที่ร้าน ฉันบอกเจ๊หวินว่าจะทำปลาส้มให้ แกโอเคพอปลาได้ที่ฉันก็ขอแบ่งมาบ้านบ้าง”
“ไม่น่าเชื่อยายเจ๊แสนเค็มจะโอง่ายๆ ฮ่า ฮ่า ปลาส้มนี่อร่อยดีนะ” อุไรชมหลังจากชิมไปได้สองคำ “ว่าแต่เธอไปเรียนวิธีทำมาจากไหน”
“ฉันเรียนวิธีทำอาหารจากป้าจวน พูดถึงป้าจวนก็คิดถึงแกนะ เธอได้ข่าวแกบ้างไหม”
“ครั้งสุดท้ายแกกำลังรับเคมีบำบัด น่าสงสารผมร่วงหมดเลย”
“อืม น่าสงสาร ไม่รู้ว่าชาตินี้จะได้เจอป้าจวนอีกเมื่อไหร่” แตงพูดแล้วก็อยากร้องไห้
“เอาน่า ป้าจวนต้องหายแล้วกลับมาอยู่กับพวกเราอีก” อุไรปลอบ

หลังจากกินข้างกลางวันเสร็จ อุไรชวนแตงไปสถานกงสุลไทย แตงค่อนข้างแปลกใจ “อ้าว ไหนเธอว่าสถานฑูตอยู่ที่ดีซี”
“ใช่ สถานฑูตอยู่ที่ดีซี แต่มีสถานกงสุลอยู่ที่ชิคาโกนี่ด้วย โชคดีจัง ฉันก็ไม่เคยรู้มาก่อนนะ”
“แล้วสถานกงสุลกับสถานฑูตมันต่างกันตรงไหนล่ะ” แตงยังคงสงสัย
“ฉันขออธิบายง่ายๆก็แล้วกันนะ สถานฑูตอยู่ที่กรุงวอชิงตันดีซี ท่านฑูตและข้าราชการส่วนใหญ่จะอยู่ที่นั่น ส่วนสถานกงสุลก็เป็นหน่วยงานย่อยของสถานฑูตไทย มีอยู่ตามเมืองต่างๆที่มีคนไทยอาศัยอยู่เยอะ เพื่อให้ความสะดวกแก่พี่น้องชาวไทย”
“งั้นเราไปกันเถอะ”

เมื่อไปถึงสถานกงสุลไทย อุไรช่วยแตงกรอกคำร้องขอต่ออายุหนังสือเดินทาง และยังต้องทำเรื่องยื่นคำร้องขอนิติกรณ์ เนื่องจากหนังสือเดินทางของแตงหมดอายุไปนานแล้ว เจ้าหน้าที่ขอหลักฐานอื่นประกอบการยื่นคำร้อง แตงก็ไม่มีสักอย่าง เจ้าหน้าที่พลิกดูหนังสือเดินทางตลอดเล่มแล้วก็มองหน้าแตง แตงรู้สึกเสียวๆยังไงพิกล เกรงว่าเจ้าหน้าที่จะซักถามอะไรพาดพิงไปถึงภูมิหลังของตัวเอง เขาเพียงแต่บอกว่าให้แตงหาหลักฐานมาให้ครบถ้วนเขาถึงจะต่อหนังสือเดินทางให้
“โอ๊ย มันอะไรกันวะเนี่ย วันนี้เป็นอะไรถึงไม่ได้เรื่องสักอย่าง ทำทันมันยุ่งยากขนาดนี้” แตงร้องไห้ออกมาด้วยความอัดอั้น
“ใจเย็นๆแตง” อุไรก็ได้แต่ปลอบโยน “ค่อยๆคิดกันนะ”
แตงกลับมาถึงบ้านก็ร้องไห้เสียยกใหญ่ หมดหนทางไม่รู้จะไปหาหลักฐานจากไหนไปแสดงกับสถานกงสุล ตอนมาจากเมืองไทยพวกนายหน้าเป็นคนจัดการทำหนังสือเดินทางให้ แตงไม่มีหลักฐานอะไรสักอย่าง แม้แต่บัตรประจำตัวประชาชนก็ยังไม่มี

ตกเย็นอุไรชวนแตงออกไปกินข้าวนอกบ้านพร้อมกับชาลีที่กลับมาจากโรงเรียนแล้ว แตงไม่อยากไป บ่นว่าเสียดายเงิน พอดีอาจารย์พอลแวะมาหาอุไร อาจรย์พอลเลยเสนอว่าจะพาทุกคนไปเลี้ยงอาหารเย็น แตงจึงได้ยอมไป อุไรบอกว่าขออนุญาตปรึกษาอาจารย์พอลเรื่องของแตง อุไรเองก็จนปัญญา ไม่รู้จะช่วยแตงหาหลักฐานที่สถานกงสุลต้องการได้ยังไง แตงพยักหน้าบอกว่าโอเค

อาจารย์พอลพาอุไร แตง และชาลีไปกินอาหารเวียตนามเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ แตงยอมรับว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้กินอาหารเวียตนาม อาหารเวียตนามเสริฟมาพร้อมกับผักสดเยอะมาก อาหารรสดีและถูกปากทำให้แตงคลายเศร้าลงไปได้บ้าง อุไรคุยกับอาจารย์พอลยืดยาวมาก แตงฟังไม่เข้าใจ

เมื่อกลับมาถึงบ้านอุไรเล่าให้ฟังว่าคุยอะไรกับอาจารย์พอลบ้าง “ฉันต้องขอโทษนะที่จำเป็นต้องเล่าภูมิหลังของเธอให้อาจารย์ฟัง เพราะฉันมาคิดดูแล้วว่า ถ้าเธอไม่ต่อหนังสือเดินทาง เธอก็จะไปไหนไม่ได้ จะทำธุรกรรมใดๆก็ไม่ได้ เพราะหนังสือเดินทางขาดอายุ ฉันจึงต้องเท้าความกับอาจารย์ว่าทำไมเธอถึงเป็นอย่างนี้ และความจำเป็นของเธอที่จะต้องจัดการเรื่องเงินประกันชีวิตของพ่อชาลี”
“ฉันอายอาจารย์”
“เธอจะอายทำไม ไม่ใช่ความผิดของเธอ อาจารย์แนะนำว่าให้ไปหาทนาย ทนายแบบเดียวกับที่เคยช่วยฉันให้อยู่นี่ได้อย่างถูกกฎหมาย”
“เอ่อ..ฉันไม่กล้า....”
“แตงถึงเวลาแล้วนะ เธอต้องทำเพื่อลูก ตัดสินใจยังไงก็บอก อาจารย์เขาจะช่วยติดต่อทนายให้”

เอาละซิ มาถึงตอนที่แตงต้องตัดสินใจแล้ว มาช่วยลุ้นซิคะว่าแตงจะตัดสินใจยังไง

5  มุมสนทนา / โต๊ะข้างหน้าต่าง / อาลัยคุณประภัสสร เมื่อ: กันยายน 21, 2015, 12:21:20 am
ขอคารวะดวงวิญญาณของคุณประภัสสร เธอจากพวกเราเร็วเกินไป เพ็กกี้เห็นหนังสือที่ได้รัีบมอบจากคุณประภัสสรเมื่อครั้งที่เจอกันที่งานสัปดาห์หนังสือเมื่อปี2012 เห็นแล้วใจหาย ขอให้คุณประภัสสรไปสู่คติ เธอทำงานมาตลอด แม้ตอนที่เกษียณแล้วดูเหมือนจะมีงานมากกว่าสมัยยังับราชการเสียอีก ตอนนี้เพื่อนของเราก็ได้พักผ่อนกับชีวิตแล้ว ขอเป็นกำลังใจให้คุณชุติมา จงเข้มแข็ง ชีวิตต้องดำเนินต่อไป คุณชุติมาเป็นคนเก่ง ก็คงจะผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้ด้วยดีนะคะ

สำหรับเว็บpsevikulก็ขอให้พวกเรามาพบปะกันเหมือนเดิมนะคะ เพ็กกี้จะพยายามมาเล่าอะไรต่ออะไรให้ฟังบ่อยๆ
6  มุมสนทนา / 60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล / บทที่ 17 ดูเหมือนโชคจะช่วย เมื่อ: กันยายน 13, 2015, 08:55:47 pm
บทที่17 ดูเหมือนโชคจะช่วย

   แตงเล่าให้อุไรฟังด้วยความผิดหวังว่า คุณนาถฤดีกลับไปเมืองไทยแล้ว เจ๊หวินเองก็ไม่แน่ใจว่าคุณนาถจะกลับมาอเมริกาอีกเมื่อไหร่ อุไรบอกว่าค่อยๆคิดหาทางไปก่อน อาจจะต้องใช้เวลาคลำทางนานหน่อย แต่ก็อย่าเพิ่งหมดหวัง นิสัยของอุไรกับแตงต่างกันอย่างลิบลับ อุไรเป็นคนไม่ยอมแพ้ และมีความมุ่งมั่น เธอเคยบอกแตงว่า “ฉันเรียนหนังสือมาน้อย ความรู้น้อยของฉันเลยทำให้เป็นเหยื่อของคนที่ฉวยโอกาส ฉันก็รอโอกาสที่จะได้เรียนเพิ่มเติม ตอนนี้ฉันได้งานกะกลางวันทำให้มีเวลาว่างตอนเย็น ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ก็จะไปเรียนภาษาเพิ่มเติมก่อน”
   “ถึงยังไงเธอก็ยังเรียนหนังสือมากกว่าฉัน ความรู้ฉันต่ำกว่าป.สี่เสียอีก ที่บ้านจนมากแม่ให้ออกจากโรงเรียนกลางคัน เธอเป็นคนเก่งนะ เก่งกว่าฉันเยอะ” แตงชมด้วยความจริงใจ
   หลังจากนั้นไม่นานอุไรก็ไปสมัครเรียนภาษาอังกฤษที่วิทยาลัยชุมชนที่ไม่ไกลจากที่พักมากนัก อุไรเลิกงานบ่ายสามโมง และกลับมาถึงบ้านไม่เกินสี่โมงเย็น อุไรหาอาหารรองท้องแล้วก็ออกไปโรงเรียน อุไรเริ่มเรียนหกโมงเย็นไปจนถึงสามทุ่ม สัปดาห์ละสามวัน ทั้งแตงและอุไรต่างก็กังวลที่จะต้องทิ้งชาลีไว้คนเดียวตั้งแต่หกโมงไปจนถึงประมาณสี่ทุ่ม แต่ก็ไม่มีทางเลือก อุไรบอกว่าเรื่องเรียนเป็นสิ่งจำเป็น ถ้ามัวแต่ผลัดไปเรื่อยๆก็จะไม่ได้เริ่มต้นเสียที
   
        ปกติแตงหยุดงานทุกวันพุธ แต่สัปดาห์นี้มีคนขอแลกวันหยุดกับแตง แตงเลยได้หยุดวันพฤหัสแทน วันพฤหัสเป็นวันที่อุไรไม่ไปเรียนหนังสือในตอนเย็น ในขณะที่แตงกำลังนั่งดูชาลีทำการบ้าน อุไรก็เดินเข้ามาพร้อมกับชายหนุ่มผิวขาว แตงคาดคะเนว่าเขาคงจะอายุในราวสามสิบปลายๆ อุไรแนะนำว่าเขาเป็นใคร แตงไม่รู้ฟังภาษาอังกฤษไม่เข้าใจ แตงเลยได้แต่ยกมือไหว้ฝรั่งคนนั้น แล้วเลยถือโอกาสเดินหนีเข้าห้องไป แตงไม่ได้สนใจว่าอาคันตุกะรายนั้นจะกลับไปเมื่อไหร่
   แตงมีโอกาสเจออุไรอีกครั้งในตอนเช้าวันเสาร์ก่อนแตงจะออกไปทำงาน อุไรได้หยุดวันเสาร์และอาทิตย์ แตงคิดในใจว่าอุไรโชคดีที่ได้หยุดงานอาทิตย์ละสองวัน แถมยังทำงานแค่วันละแปดชั่วโมง ผิดกับแตงที่ทำงานวันละสิบชั่วโมง และได้หยุดแค่อาทิตย์ละวัน
   “จะไปทำงานแล้วเหรอแตง” อุไรทักทาย
   “อีกสักพัก เช้านี้ดูเธอแจ่มใสจัง แต่งตัวสวยจะไปไหนเหรอ”
   “แตงมาพอดี จะขอพาชาลีออกไปเที่ยวสวนสัตว์ อาจารย์พอลจะมารับ จะหาอาหารไทยกินกันแถวใกล้ๆทะเลสาบ บ่ายๆก็กลับแล้ว” อุไรขออนุญาต
   “ก็ดีซิ ชาลีจะได้ไม่เหงา ว่าแต่อาจารย์พอลนี่เป็นใครล่ะ”
   “อ้าว จำไม่ได้ซะแล้ว ก็คนที่มาที่นี่เมื่อวันพฤหัสไง”
   “อ้อ นึกออกแล้ว”
   “เขาเคยเป็นอาจารย์ของฉัน ตอนนี้ฉันเลื่อนชั้นขึ้นไปอยู่ระดับสูงขึ้น แต่ก็ยังติดต่อกับอาจารย์พอลอยู่” อุไรอธิบายขยายความ
   หลังจากมาแตงก็จะเห็นอาจารย์พอลมาที่บ้านบ่อยขึ้น ทุกครั้งอาจารย์พอลก็พยายามทักทายพูดคุยกับแตง แต่แตงก็ได้แต่ยิ้มลูกเดียว ฟังเขาพูดไม่รู้เรื่องเลย แต่อาจารย์ก็ไม่ละความพยายามที่จะคุยกับแตง แถมยังบอกอุไรด้วยว่าให้พาแตงไปเรียนภาษาอังกฤษด้วย
       “ฉันไม่มีเวลาหรอก เธอก็รู้ ทำงานวันละสิบกว่าชั่วโมง” แตงบอก แตงรู้ว่าทั้งอาจารย์พอลและอุไรหวังดี แต่แตงต้องทำมาหากิน
       “ฉันรู้ ฉันเข้าใจ เพียงแต่บอกเล่าว่าอาจารย์เขาแนะว่ายังไง” อุไรเองก็เข้าใจสถานการณ์ของแตงดี แต่ก็ไม่รู้จะหาทางออกให้แตงอย่างไร ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากเล่าข้อมูลเกี่ยวกับแตงให้อาจารย์พอลฟังมากนัก

        มีอยู่เรื่องหนึ่งที่อุไรคิดแล้วคิดอีกว่าจะปรึกษาอาจารย์พอลดีหรือไม่ นั่นก็คือเรื่องเงินประกันชีวิตของคุณกร ถึงแม้ว่าแตงจะหมดหวังไปแล้วกับเงินประกันนั้น อันเนื่องมาจากความลังเลของแตง แต่มันเป็นสิ่งที่คาใจอุไรอย่างมาก อุไรเห็นใจแตง อยากให้ชาลีได้เงินก้อนนี้เอาไว้ใช้ในอนาคต อุไรไม่แน่ใจว่าจะอยู่กับแตงไปได้นานแค่ไหน ทุกสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อถึงเวลานั้นแตงก็ต้องช่วยตัวเอง

        อุไรเคยบอกแตงว่า ให้คอยสอบถามเจ๊หวินว่าคุณนาถฤดีกลับจากเมืองไทยหรือยัง ยังไงก็รอไปก่อน แต่ในส่วนลึกแล้วอุไรคิดว่าน่าจะมีวิธีอื่นที่จะสืบถามหาบริษัทที่คุณกรทำประกันชีวิตไว้ แต่สิ่งแรกที่แตงน่าจะมีไว้ก็คือสูติบัตรของชาลี อุไรถือเอาเรื่องนี้เป็นคำถามกับอาจารย์พอล
        “อาจารย์รู้ไหมว่าถ้าต้องการสำเนาสูติบัตรจะต้องไปขอที่ไหน” อุไรรู้ดีว่าที่อเมริกาไม่มีเขตหรืออำเภอที่เก็บข้อมูลการเกิด แต่ไม่รู้ว่าหน่วยงานไหนเป็นผู้รับผิดชอบ
       “Department of Health and Human Services” อาจารย์ตอบ
       “แล้วสำนักงานนี้อยุ่ที่ไหนล่ะคะ”
       “Downtown.  The Office is near Madison Street & Lamar.”
       “ขอบคุณค่ะ” อุไรเคยนั่งรถผ่านถนนเมดิสัน เธอคิดว่าสถานที่นี้คงจะหาไม่ยาก วันไหนที่เธอและแตงได้หยุดตรงกัน เธอจะพาแตงไปขอสำเนาสูติบัตรขอชาลี ยังไงก็ขอเอาหลักฐานการเป็นบุตรของคุณกรมาให้ได้ก่อน อาจารย์ก็มีมารยาทพอที่จะไม่ถามต่อว่าจะไปขอสำเนาสูติบัตรของใคร ฝรั่งจะเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น

เย็นวันศุกร์อุไรกับอาจารย์พอลมากินข้าวที่ร้านกระท่อมไทย วันนั้นเจ๊หวินเกิดใจดีขึ้นมาเข้ามาตามแตนออกไปพบอุไร เจ๊หวิน
บอกว่าลูกค้าอยากพบ อุไรไม่ได้มาแค่สองคนกับอาจารย์พอล แต่มีฝรั่งผิวขาวอีกคนมาด้วย อาจารย์พอลแนะนำให้รู้จักเพื่อนที่มาด้วย แตงไม่รู้จะพูดอะไรก็ได้แต่ยกมือไหว้ ทักทายกันเล็กน้อยแล้วแตงก็ขอตัวกลับไปทำงานต่อ

แตงได้แต่สงสัยว่าทำไมเจ๊หวินถึงใจดียอมให้แตงออกไปพบลูกค้า โดยปกติเจ๊หวินจะไม่ยอมให้คนในครัวออกไปหน้าร้านเด็ดขาด จนกระทั่งเลิกงานกลับมาถึงบ้านก็เจออุไรรออยู่
“อ้าว ยังไม่นอนอีกเหรออุไร” แตงแปลกใจเพราะเป็นเวลาใกล้เที่ยงคืนแล้ว คืนนี้ที่ร้านลูกค้านั่งแช่กว่าจะเก็บร้านเสร็จ กว่าจะได้กลับถึงบ้านก็ดึกแล้ว
“พรุ่งนี้วันเสาร์ไม่ต้องตื่นเช้า อีกอย่างหนึ่งก็รอเจอเธอด้วย”
“มีอะไรเหรอ รอคุยกันพรุ่งนี้ก็ได้”
“ฉันจะบอกว่าวันนี้ที่ไปกินข้าวที่ร้านกระท่อมไทย เพราะอยากให้เธอได้เจอเพื่อนของอาจารย์ เขาทำงานบริษัทประกันก็เลยอยากให้เธอรู้จักไว้เผื่อจะได้สอบถามเรื่องเงินประกันของคุณกร”
“ขอบใจมากอุไรที่นึกถึงฉัน แต่ฉันคงพูดกับเขาไม่รู้เรื่อง”
“เราสองคนคือฉันกับอาจารย์ก็จะช่วยสอบถามให้ ตอนนี้ฉันยังไม่ได้เล่าอะไรเกี่ยวกับเธอให้เขาฟัง อาจารย์เองก็ยังไม่รู้เรื่องเหมือนกัน ฉันลองปรึกษาเธอดูว่าจะลองสอบถามเขาได้ไหม ถ้าเธอโอเคฉันจะได้บอกอาจารย์ อ้อ แล้วอีกอย่างหนึ่งฉันถามอาจารย์แล้วว่าจะไปขอสำเนาใบเกิดของชาลีได้ที่ไหน เอาไว้วันไหนเราหยุดตรงกันแล้วฉันจะพาเธอไป”
“ขอบใจเธอมากนะ เธอดีกับฉันจริงๆ”
“เราก็มีกันอยู่แค่นี้ ถึงยังไงก็ต้องดูแลกันอยู่แล้ว”
แตงได้ยินแล้วน้ำตาซึม แตงถามถึงสิ่งที่ข้องใจ
“ฉันแปลกใจว่าเธอไปพูดยังไงเจ๊หวินถึงยอมเข้าไปตามฉันให้ออกมาพบ ปกติแกไม่ยอมให้คนในครัวออกมาหน้าร้าน”
“ฉันก็บอกเจ๊แกไปว่า ลูกค้าฝรั่งเขาติดใจฝีมือสปริงโรลของเธอ อยากจะขอบคุณแท้งกิ้วคนทำ เจ๊แกก็ต้องตามใจลูกค้า แกเป็นคนบ้ายออยู่แล้ว พอฉันชมว่าอาหารอร่อยแกก็หน้าบานทีเดียว”
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง” แตงหัวเราะ
“เอาไว้ฉันจะชวนเพื่อนอาจารย์มาที่นี่ เธอจะได้มีโอกาสคุยกับเขา”
“ขอบใจเธอมากๆเลยนะ”
คืนนั้นเป็นคืนแรกที่แตงนอนหลับสบาย ในความโชคร้ายของแตง แตงก็ยังโชคดีที่มีเพื่อนดีๆอย่างอุไร และป้าจวน
7  มุมสนทนา / ห้องสมุดเรื่องสั้น / Re: ความเหงา เมื่อ: สิงหาคม 30, 2015, 06:53:45 pm
ขอบคุณค่ะคุณราสส์ คนเรามีวิธีหาอะไรทำให้ไม่ให้เหงาได้เยอะแยะ อยู่ที่ว่าใครจะมองเห็นหนทางหรือไม่เท่านั้นเอง
8  มุมสนทนา / 60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล / Re: แค้น. เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2015, 07:52:41 am
[color=เขียนได้ดีมากค่ะคุณราสส์ โดนใจอย่างจัง เพราะพี่เพ็กกี้ก็เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ตามประสาคนที่ยังตัดกิเลสไม่ได้ แต่ว่า...มันก็มีเหตุการณ์หลายอย่างที่ทำให้เราไม่ต้องทำบาป เรียกว่าธรรมะจัดสรร ธรรมะก็คือธรรมชาติ กฎของธรรมชาติก็ลงโทษผู้ประพฤติไม่ดี ไม่มีใครหลีกเลี่ยงกรรมได้พ้น เหมือนตัวละคร
ในเรื่องของคุณ

การโดนทำร้ายเจ็บกายไม่นานก็หาย แต่เจ็บใจนี่ซิมันหายยากมาก เหตุการณ์ที่เกิดกับตัวเอง(อย่างน้อย)สองครั้ง ทำให้ตัวเราสงบลงได้เยอะ และเห็นสัจธรรม สองรายที่จะยกตัวอย่างพูดจาให้เจ็บใจ เราก็ด่าตอบไปแล้ว แต่ยังไม่สะใจ คิดอยู่เสมอว่าจะต้องเอาคืนให้มากกว่านี้ นี่แหละกิเลสมนุษย์เวลาถูกกระทำก็มักจะคิดว่ากรูจะเอาคืนสักสิบเท่า แบบนี้ไม่ดีนะคะอย่าเอาอย่า


รายแรกเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งหลังจากมีเหตุพิพาทกันประมาณหกเดือน ก่อนตายเขาทรมานมาก เป็นมะเร็งที่กระดูกระยะสุดท้าย ปวดไปทั้งตัว นอนลงก็ไม่ได้ ต้องนั่งหลับบนรถเข็น ก่อนเขาเสียชีวิตประมาณหนึ่งสัปดาห์ พี่เพ็กกี้โทรศัพท์ไปเมืองไทย (ผู้ตายเป็นฝรั่งยอยู่เมืองไทย พี่เพ็กกี้อยู่เมกา) เพื่อนขอเขารับสาย พี่เพ็กกี้ฝากบอกเขา แปลเป็นไทยได้ว่า "ขอให้ยูผ่านพ้นไปได้ด้วยดี อย่าให้เจ็บปวดไปมากกว่านี้" อโหสิกรรมกันนะ เพื่อนบอกว่าเขายิ้มรับทั้งๆที่มีอาการปวดมาก ถ้าจะบอกว่าขอให้หายเร็วๆฟังดูแล้วมันสะตอเบอรรี่ไปหน่อย เจ้าตัวเขาก็รู้ตัวเองดีอยู่ว่าจะไม่รอด เราก็พยายามกลั่นกรองคำพูดให้ออกมาเป็นกลางๆ เฮ้อ...

อีกรายหนึ่งมีจุดจบด้วยการติดคุก เรื่องคดีความไม่เกี่ยวกับพี่เพ็กกี้ เขามีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับคนอื่น และหญิงสาวคู่กรณีเขาเอาเรื่องจนถึงที่สุด เหตุเกิดประมาณหกเดือนหลังจากที่พิพาทเช่นเดียวกัน พอได้ยินข่าวไม่ได้สมน้ำหน้าเขาเลย คิดเพียงว่า โธ่ไม่น่าเลย นำเรื่องพวกนี้มาเล่าเป็นอุทาหรณ์นะคะ เตือนตัวเองเสมอให้มีสติ โกรธได้ แต่อย่าทำร้ายคนอื่น
9  มุมสนทนา / 60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล / บทที่ 16 ลัเลใจ เมื่อ: มิถุนายน 30, 2015, 08:35:41 am
หลังจากที่เจอคุณนาถแล้ว แตงก็ครุ่นคิดถึงสิ่งที่คุณนาถพูดเรื่องเงินประกันชีวิตของคุณกร ถึงแม้ว่าตอนที่คุณกรยังมีชีวิตอยู่เขาจะไม่ได้แสดงความรักใคร่แตงมากนัก แตงรู้อยู่เต็มอกว่าคุณกรไม่ได้รักแตง แต่เป็นเพราะความรับผิดชอบ ชาลีเป็นลูกของคุณกร ลูกที่คุณกรไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสจะมีด้วยซ้ำ คุณกรแสดงความห่วงใยถึงอนาคตของชาลีโดยการใส่ชื่อชาลีเป็นผู้รับผลประโยชน์ร่วมกับเมียของเขา

   คืนนั้นแตงนอนกระสับกระส่ายทั้งคืน คิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรดี เงินประกันชีวิตเป็นของชาลีโดยชอบธรรม เพราะผู้ตายระบุไว้อย่างชัดเจน แต่แตงจะทำอย่างไรถึงจะเอาเงินจำนวนนี้มาได้ ชาลีโตขึ้นทุกวัน ต้องกินต้องใช้มากขึ้น ลำพังเงินเดือนอันน้อยนิดของแตงจะเลี้ยงลูกให้รอดได้หรือไม่แตงก็ยังไม่แน่ใจ
   แตงเผลอหลับไปตอนใกล้รุ่ง แต่ก็นอนได้ไม่เต็มตา เพราะต้องตื่นขึ้นมาดูแลหาอาหารเช้าให้ชาลีกินก่อนเขาไปโรงเรียน เจออุไรเพิ่งกลับมาจากทำงาน อุไรบอกว่าคืนนี้เธอหยุดไม่ต้องไปทำงาน จะรอจนกว่าแตนจะกลับจากทำงาน อุไรมีเรื่องจะคุยด้วย แตงก็เลยบอกว่าแตงเองก็มีเรื่องอยากคุยกับอุไรเหมือนกัน

   วันนั้นทั้งวันแตงทำงานอย่างไม่เป็นสุขนัก เพราะนอนไม่เต็มอิ่ม ไหนยังจะหมกมุ่นครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรกับเงินประกันชีวิตของคุณกร ช่วงเบรคตอนบ่ายสามโมง แตงกลับบ้านเพื่อเตรียมอาหารเย็นให้ชาลี แตงเผลอหลับไป ตื่นขึ้นมาอีกทีก็เกือบห้าโมงเย็น แตงรีบร้อนกลับไปที่ร้าน โชคดีที่เจ้าของร้านออกไปซื้อของยังไม่กลับ แตงเลยรอดตัวไปไม่ถูกด่าว่ากลับมาสาย

   กว่าจะกลับถึงบ้านคืนนั้นก็ปาเข้าไปห้าทุ่มครึ่ง อุไรรอแตงอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าจะทั้งเหนื่อยและง่วงแต่แตงก็ต้องฝืน เพราะมีเรื่องสำคัญอยากคุยกับอุไร อุไรเริ่มก่อนว่า “ฉันได้งานใหม่ เป็นงานกะกลางวัน เริ่มเจ็ดโมงเช้า แต่ฉันก็ต้องใช้เวลาเดินทางครึ่งชั่วโมง เลิกงานบ่ายสาม กว่าจะกลับมาถึงก็คงสักบ่ายสามครึ่ง ฉันจะได้มีเวลาดูชาลีจนกว่าเธอจะกลับมา”
   “ดีใจจังเลย เธอก็ไม่ต้องอดหลับอดนอนอีกแล้วซิ นอนกลางวันมันไม่เหมือนกับนอนกลางคืนนะ”  แตงรู้สึกยินดีด้วย
   “นั่นซิ นอนกลางวันมันไม่เต็มอิ่มเหมือนนอนกลางคืนนะ ว่าแต่เธอมีอะไรอยากจะปรึกษาฉันรึ”
   “คุณกรทำประกันชีวิตใส่ชื่อชาลีเป็นผู้รับผลประโยชน์คนละครึ่งกับเมียเขา ฉันจะทำยังไงดีล่ะ”
   “คุณกรเคยบอกเธอไว้หรือเปล่าว่าทำประกันไว้กับบริษัทอะไร”
   “ไม่ เขาไม่เคยพูดอะไรเลย”
   “แล้วเธอรู้เรื่องเงินประกันมาจากใครล่ะ”
   “เผอิญได้ยินเมียคุณกรพูดกับเจ๊หวิน เมื่อวานนี้เมียคุณกรไปที่ร้าน แต่เขาคลับคล้ายคลับคลาว่าจำฉันได้ แต่ฉันเลี่ยงเดินหนีไปเสียก่อน”
   “เธอเคยเจอเขาที่ไหนล่ะ แล้วเขารู้ไหมว่าเธอเป็นอะไรกับคุณกร”
   “เคยเจอเขาไปทำบุญกับคุณกรที่วัดไทย ฉันไปวัดกับป้าจวน ตอนนั้นเขาไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร”
   “ก่อนอื่นเธอต้องสืบให้ได้ก่อนว่าคุณกรซื้อประกันไว้กับบริษัทอะไร”
   “ฉันจะสืบยังไงล่ะ”
   “ถ้าเป็นฉัน ฉันจะเข้าไปพบเมียคุณกร”
   “อุ๊ย ไม่เอาหรอก” แตงอุทานอย่างตกใจ
   “ถ้าไม่ถามจากเมียคุณกรแล้วเธอจะได้ข้อเท็จจริงจากไหนล่ะ ถ้าเป็นฉัน ฉันจะเข้าไปแสดงตัวบอกว่าเป็นแม่ของชาลี”
   “โอ๊ย ฉันไม่กล้า กลัวเขาด่าเอา”
   “เธอนี่ก็แปลก เธออยู่กับคุณกรมาร่วมสิบปี แต่เธอไม่เคยกลัวว่าเมียเขาจะรู้ ตอนนี้คุณกรก็ตายไปแล้ว เขาจะมานั่งหึงหวงอะไร อีกอย่างหนึ่งเขาก็ได้เงินประกันด้วย”
   “ฉันไม่รู้ว่าเขาจะมีปฏิกิริยาอะไรบ้างถ้าฉันแสดงตัว แล้วฉันก็ไม่รู้ว่าจะไปตามเขาได้ที่ไหน”
   “ลองถามเจ๊หวินดูซิ เขาเคยเป็นหุ้นส่วนกันไม่ใช่หรือ”
   “ฉันไม่อยากให้เจ๊หวินรู้เรื่อง เจ๊หวินไม่รู้ว่าฉันเคยเป็นเมียคุณกร”
   “ถ้าเธอมัวแต่กลัวเธอก็จะไม่ได้เงินให้ลูก เมียคุณกรไม่มีสิทธิขัดขวางในเมื่อในกรมธรรม์ระบุไว้ชัดเจนว่ามีผู้รับผลประโยชน์ถึงสองคน ข้อสำคัญเธอต้องมีหลักฐานว่าชาลีเป็นลูกของคุณกร”
   “เอ้อ...ฉันไม่มีหลักฐาน”
   “อ้าว ก็สูติบัตรของชาลีไงล่ะ”
   “ฉันไม่มี รู้สึกว่าจะอยู่ที่คุณกร”
   “เฮ้อ...............” อุไรถอนใจอย่างเอือมระอา “สรุปว่าเธอไม่รู้อะไรสักอย่าง ไม่เคยสนใจจะรับรู้ ว่างั้นเถอะ”

   ถึงตอนนี้แตงร้องไห้ออกมาอย่างอัดอั้น รู้สึกโมโหตัวเองที่ไม่เคยสนใจอะไรเลย พอถึงเวลาจำเป็นก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อุไรเองถึงแม้จะระอาความซื่อบื้อของแตง แต่ก็อดสงสารไม่ได้ “เอาเป็นว่าเธอลองรวบรวมความกล้าถามเจ๊หวินว่าเธอจะเจอเมียคุณกรได้ที่ไหน”
   “แล้วถ้าเจ๊หวินซักฉันว่ามีธุระอะไรกับคุณนาถ จะให้ฉันตอบว่ายังไง”
   “อืม... เอางี้ อ้างว้าป้าจวนส่งข่าวมาถึงเมียคุณกร ถ้าเจ๊หวินซักมากเข้าก็บอกปัดไปว่าป้าเขาฝากจดหมายถึงเมียคุณกร เธอไม่รู้ไม่ได้อ่าน โอเคไหม”
   แตงยังลังเล แต่เมื่อถูกอุไรคาดคั้นมากๆเข้าก็แบ่งรับแบ่งสู้ “ฉันจะลองดูนะ”

   กว่าแตงจะรวบรวมความกล้าพูดกับเจ๊หวินก็สายเกินไปแล้ว เจ๊หวินบอกว่า “นาถเขาเพิ่งกลับไปเมืองไทยเมื่อวานนี้เอง ก็ยังไม่แน่ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ ถึงยังไงลูกเขาก็อยู่ที่นี่ เขาก็ต้องกลับมาดูลูกเขา มันขึ้นอยู่กับว่าลูกคนเล็กอยู่เมืองไทยได้นานแค่ไหน ถ้าเจ้าคนเล็กไม่ชอบเมืองไทยนาถก็คงกลับมาเมกาเร็วขึ้น”
   แตงรู้สึกผิดหวัง ต่อจากนี้แตงจะไปหาข้อมูลได้จากใคร นี่เป็นเพราะความลังเลชองแตงที่ทำให้เสียเรื่อง

 ความเห็นของผู้เขียน ฟังดูแล้วเหมือนกับว่าแตงจะหมดหนทาง แล้วเรื่องที่อุไรได้งานใหม่ฟังดูแล้วไม่น่าจะเป็นสาระสำคัญ แต่ต่อมามันกลายเป็นจุดหักเหที่พวกเราคาดไม่ถึง
คนต่างชาติในต่างประเทศเป็นแบบแตงเยอะค่ะ บางคนอยู่เมการ่วม40ปี แต่ภาษาอังกฤษยังไม่กระดิกหูก็มี ต้องอาศัยจมูกคนอื่นหายใจอยู่ตลอดเวลา เรื่องจริงค่ะ มีอยู่ในทุกประเทศไม่เฉพาะในอเมริกาแห่งเดียว คือไม่สนใจรับรู้สังคมและสิ่งแวดล้อมที่ตัวเองอาศัยอยู่
10  มุมสนทนา / โต๊ะข้างหน้าต่าง / เหล้าเก่าในขวดใหม่ เมื่อ: มิถุนายน 30, 2015, 08:29:08 am
สวัสดีค่ะ จำได้ไหมเอ่ยว่าใคร เพ็กกี้เจ้าเก่าไงคะ หลังจากที่ห่างหายไปนาน พอกลับมาใหม่ก็เกิดติดขัดเข้าเว็บนี้ไม่ได้ ต้องสมัครสมาชิกใหม่ เพิ่งได้รับการตอบรับก็เลยรีบมาคุยก่อน จะเรียกว่าเหล้าเก่า (ที่มีรสร้อนแรง) ในขวดเจียรนัยใบใหม่ที่งามกว่าเดิม ฮ่า ฮ่า ก่อนที่จะเล่านิยายชีวิตรันทดของแม่แตงต่อ ก็ขอถือโอกาสคุยเรื่องสัพเพเหระเสียหน่อย

เพ็กกี้หายไปนานเริ่มยุ่งตั้งแต่ปลายปี2014 เนื่องด้วยข้าเก่าเต่าเลี้ยงของบริษัทที่ทำหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์และเลขาของเจ้านายได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2014 เธออายุ71ปี ก่อนหน้าที่จะเสียชีวิตสักสามสัปดาห์ เธอมีอาการป่วย ผอมซีด อาเจียนสองวันติดๆกัน เธอลาหยุดไปหนึ่งสัปดาห์ เธอโทรศัพท์มาส่งข่าวว่าลูกชายพาเข้าห้องฉุกเฉิน เธอบอกชื่อโรงพยาบาลและหมายเลขห้องที่พัก หลังจากนั้นก็ไม่ได้ข่าวเธออีกเลย

พอวันที่ 1 ธ.ค.เราก็โทรไปถามข่าว ลูกชายเธอบอกว่าแม่เพิ่งเสียชีวิตเมื่อเช้าตอนตีหนึ่ง พวกเราทุกคนช็อค เพราะคาดไม่ถึง เธออยู่กับบริษัทมานานกว่า35ปี ลูกค้าของเราและเพื่อนร่วมอาคารส่วนใหญ่ก็จะรู้จักเธอดี มาทราบทีหลังว่าเธอเป็นมะเร็งที่ตับ แล้วมันก็ลามไปที่อื่นด้วย อิฉันเห็นมรณบัตรของเธอภายหลังเจอศัพท์คำหนึ่งMetastatis อะไรทำนองนี้ ถ้าสะกดผิดก็ขออภัยด้วย มันหมายถึงว่ามะเร็งระยะสุดท้าย ผู้ตายเองก็ไม่ทราบว่าเธอเป็นมะเร็ง คนใกล้ชิดก็ไม่ทราบ อย่างไรก็ดีเธอก็มีอายุยืนยาวมาได้ถึง71ปี คุณแม่เธออยู่ได้ถึงอายุ102ปี และเสียชีวิตไปก่อนหน้านี้หนึ่งเดือน

พวกเราทุกคนที่นี่ยังคิดถึงเธออยู่จนทุกวันนี้ ส่วนอิฉันก็ต้องรับหน้าที่ของคุณป้าควบคู่กับงานของตัวเอง ก็รับผิดชอบมากขึ้น ข้อคิดจากเรื่องเล่านี้ก็คือต้องระวังรักษาสุขภาพ บางคนอาจจะคิดว่าโอ้โฮอายุ71ปีแล้วยังทำงานอยู่อีก คนที่นี่เกษียณกันตอนอายุ65-66ค่ะ ถ้าคุณอยากทำงานต่อก็ไม่มีใครบังคับให้คุณเกษียณได้ ไม่เหมือนที่เมืองไทยนะคะ พออายุ60เขาก็อยากให้เกษียณเพื่อจะได้รับคนรุ่นใหม่เข้ามาแทน หลายๆคนก็ยังแข็งแรง ยังมีไฟลุกโชน แต่ถูกบังคับให้เลิกทำงาน เพื่อนหลายคนบอกว่าเกษียณปีแรกจะบ้าตาย ทำตัวไม่ถูกยังปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ไม่ได้ แต่พอผ่านไปเข้าปีที่2และ3ก็เริ่มปรับได้ แต่ความกระตือรือร้นในชีวิตก็จะค่อยๆหายไป

เพ็กกี้ยังทำงานอยู่แม้จะอายุ66ปีแล้ว ยังสนุกกับงานอยู่ สุขภาพยังแข็งแรง แต่ก็ไม่เคยประมาท เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาไปตรวจหามะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ตอนตรวจน่ะไม่เท่าไหร่ ไม่รู้ตัวเพราะเขาวางยาสลบ แต่วันก่อนที่จะไปร.พ.ตัวเราต้องล้างท้องให้หมดเกลี้ยง ทานได้แต่อาหารเหลว ดื่มน้ำยาที่ระบายท้องประมาณหนึ่งแกลลอน ต้องดื่มให้หมดด้วย เมื่อหิวก็ต้องดื่มน้ำผลไม้ หรือกินวุ้น(Jello) วุ้นและน้ำผลไม้ต้องไม่มีสีแดงหรือสีม่วง เพราะสีจากอาหารจะไปทำให้การตรวจไม่แม่นยำ แต่ก็โชคดีที่ไม่มีอะไรผิดปกติ หมอเอาเนื้อเยื่อไปตรวจก็ไม่เจอเซลมะเร็ง ทำให้สบายใจ คุณๆทั้งหลายที่อายุเกิน50ปีควรจะไปตรวจนะคะ เพื่อความสบายใจ แม้ว่าการเตรียมตัวมันจะค่อนข้างทุลักทุเล แต่มันก็คุ้ม

เรื่องที่สองที่อยากคุยและกำลังอยู่ในความสนใจของพี่น้องชาวไทยคือละครเรื่องข้าบดินทร์ ตอนแรกที่รู้ว่าเจมส์ มาร์แสดงนำก็นึกในใจว่า “อะไรวะ” เพราะน้องเขาหน้าตาไม่เป็นไทยเสียเลย แถมหุ่นยังอ้อนแอ้นแบบคุณชาย มีเสียงวิจารณ์มากมายถึงหน้าตาและบุคคลิกของพระเอกและนางเอก แต่พอเริ่มดูละครเรื่องนี้ก็ได้เห็นความสามารถในการแสดงของพระ-นางคู่นี้ ทั้งๆที่เรื่องนี้เป็นละครเรื่องที่สองของเจมส์ มาร์ แต่ทักษะในการแสดงของเขาดีมากๆ ให้พระเอกรูปหล่อบรรดาคุณชายทั้งหลายที่เคยแสดงร่วมกับเจมส์ มาร์มารับบทพ่อเหมอิฉันเชื่อว่าคงไม่มีใครทำได้ดีเท่าเขา เพราะคุณเหมตัวเองของเรื่องแสดงได้ครบทุกรส ใครจะไปเชื่อว่าตี๋น้อยอย่างน้องเจมส์จะฟันดาบได้เก่งมาก และยังกล้าที่จะแสดงกับช้าง ต้องคนใจถึงจริงๆ อย่าไปมองหน้าตาเธอ ดูฝีมือการแสดงก็ไม่ผิดหวังเลย

ละครเรื่องนี้ยังให้ข้อคิดหลายๆอย่างกับคนดู ทำให้เห็นถึงค่านิยมและทัศนคติของคนสมัยก่อน แม้ทัศนคติของคนรุ่นเก่าอาจจะขัดแย้งกับคนสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกอย่างอิฉัน อิฉันเชื่อในสิ่งที่เป็นรูปธรรมมากกว่านามธรรม นามธรรมเป็นสิ่งที่คนสมมุติขึ้นมาและยึดถือปฏิบัติตาม อย่างเช่นประเพณีบางอย่าง ความรักชาติเป็นสิ่งที่ดีนะคะ แต่การทำสิ่งใดให้ตัวเองเดือดร้อนไม่เป็นผลดี อย่างท่านเจ้าคุณพ่อของคุณเหมเป็นตัวอย่าง หรือแม้แต่ตัวคุณเหมเอง

อีกประการหนึ่งก็คือกระบวนความยุติธรรมในสมัยก่อนยังแย่มาก คนยังเชื่อข่าวลือ เชื่อการใส่ความกันมากกว่าจะสืบสวนหาข้อเท็จจริง การพิจารณาคดีจะใช้การลงโทษก่อนเพื่อให้รับสารภาพ ไม่มีความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา ในสมัยนั้นยังไม่มีนิติวิทยาศาสตร์ ไม่มีการตรวจดีเอ็นเอ โดยภูมิหลังอิฉันก็เรียนกฎหมายมา ได้เรียนประวัติศาสตร์กฎหมายไทย ได้เรียนรู้ถึงการทารุณประเภทต่างๆเพื่อให้จำเลยรับสารภาพ ก็ได้แต่สลดใจ สมัยนี้ก็เถอะคนยังเชื่อคำกล่าวหา ข่าวลือ สังคมพิพากษาคนถูกกล่าวหาไปเรียบร้อยแล้ว โดยที่เจ้าตัวไม่มีโอกาสได้แก้ต่างเลย

อย่างไรก็ดีต้องขอชมผู้ประพันธ์ที่นำเอาประวิติศาสตร์มาผูกเรื่องเป็นนิยายได้กลมกลืนมาก ทำให้ละครเรื่องนี้มีความสมจริงมาก แม้ว่าพ่อเหมอาจจะไม่มีตัวตนในหน้าประวัติศาสตร์ ขณะที่เขียนความเห็นนี้ละครเรื่องข้าบดินทร์ก็ใจบแล้ว แต่ก็ยังติดใจอยู่ ละครเรื่องนี้ทำให้ดิฉันนึกถึงพระยอดเมืองขวาง ซึ่งมีความรักชาติและบทบาทที่เกี่ยวข้องกับฝรั่งคล้ายพ่อเหม พระยอดเมืองขวางมีตัวตนจริงๆ แต่ท่านมีบทบาทสำคัญในสมัยรัชกาลที่ห้า ก็คดีร.ศ.112ที่พวกเราทราบกันดีอยู่แล้ว

คุยมาเสียยาวให้หายคิดถึง ขอถือโอกาสขอบคุณคุณราสส์ที่มาโพสท์เรื่องสั้นให้อ่านกันอีก เรื่องของแตงกำลังจะตามมาเร็วๆนี้นะคะ

11  มุมสนทนา / ห้องสมุดเรื่องสั้น / Re: ทำบุญ เมื่อ: มิถุนายน 30, 2015, 08:14:56 am
สวัสดีค่ะคุณราสส์ ขอบคุณสำหรับเรื่องสั้นอ่านแล้วบันเทิงอารมณ์ดีค่ะ
หน้า: [1]
Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF