www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
  แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2
1  มุมสนทนา / โต๊ะข้างหน้าต่าง / Re: ตอนที่ 12 กบไม่ยอมออกจากกะลา เมื่อ: เมษายน 21, 2014, 11:27:25 am

  มาตามอ่านตอนนี้ที่เตหะรานค่ะ ตอนนี้นิกับคุณภัสสรมาหาลูกที่นี่ค่ะ

   ตัวละครคุณเพ็กกี้ยังโลดเต้นอย่างมีชีวิตชีวา และเรื่องราวก็ดำเนินไปอย่างน่าติดตามยิ่งค่ะ

   ขอบคุณคุณเพ็กกี้มากค่ะ เรื่องของคุณเพ็กกี้ทำให้ได้รู้จักคนที่ไปใช้ชีวิตในต่างประเทศได้อีกหลากหลายมุมเลยค่ะ
2  มุมสนทนา / โต๊ะข้างหน้าต่าง / Re: นิยายตอนที่ 4 -ป้าจวน เมื่อ: มิถุนายน 21, 2013, 12:13:10 am
เข้ามาตามอ่านต่อค่ะ

ตอนนี้อยู่ที่โรงแรมตักสิลา ที่มหาสารคาม ค่ะ คุณภัสสรมาร่วมโครงการศิลปินแห่งชาติสัญจร ปรากฏว่าโรงแรมนี้เท่มากค่ะ เพราะในแต่ละห้องจะมีหนังสือ นิตยสารต่าง ๆ ให้อ่านกันอย่างจุใจ บนโต๊ะทำงานก็มีอุปกรณ์เครื่องเขียนเตรียมไว้ให้อย่างครบครัน ดูแล้วดีจังเลยค่ะ

ตอนนี้อ่านแล้วค่อยสบายใจหน่อยกับป้าจวบ  แม้จะรู้ว่ายังไงซะแตงก็คงต้องอยู่ในสภาพนี้ต่อไป

ขอบคุณคุณเพ็กกี้ค่ะ จะรออ่านตอนต่อไปนะคะ
3  มุมสนทนา / ชมรมรักการอ่าน - เขียนกับประภัสสร เสวิกุล / Re: ใครเป็นแฟน ขอหมอน ฯ เตรียมพบกับวาระพิเศษฉลอง 20 ปี ขอหมอนใบนั้นที่เธอฝันยามหนุน เร็ว ๆ นี้ค เมื่อ: สิงหาคม 14, 2011, 11:07:57 am
ขอบคุณคุณเพ็กกี้มากค่ะ

ประเด็นเรื่องคำพูดของพ่อที่พูดกับลูกฟังแล้วสงสารลูก แสดงว่าตัวพ่อเองก็คงมีความรู้สึกไม่ดีอะไรด้วยเหมือนกัน ไม่อยากใช้คำว่าปมด้อย

คงต้องให้แม่แหล่ะเป็นคนคอยย้ำว่า ลูกไม่ได้แย่อย่างที่ถูกพ่อว่า แต่ก็ยากนะคะ

ดีใจกับคุณเพ็กกี้ด้วยนะคะที่จะได้หลานยาย เข้ากท.เมื่อไหร่ส่งข่าวกันบ้างนะคะ เผื่อจะได้มีการพบปะกันบ้างค่ะ
4  มุมสนทนา / ห้องสมุดเรื่องสั้น / Re: ฝรั่งอิสาน เมื่อ: ตุลาคม 08, 2010, 11:49:47 pm
เข้ามาให้กำลังใจคุณปิ๋มค่ะ เรื่องงานฝีมือนี่นิก็ชอบนะคะแต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำเลย ขอยกไปฝากคุณปิ๋มทำแล้วกันค่ะ

สำหรับผู้ที่ชอบถักโครเชร์นี่ มีแบบสวย ๆ ใน กุลสตรี และขวัญเรือนให้ทำเยอะแยะเลยค่ะ แล้วยังหนังสืองานฝีมือของญี่ปุ่น
อีก สำหรับนิ ขอตามดูรูปภาพ เพราะคงจะไม่มีโอกาสได้ทำแน่ คุณปิ๋มทำเสร็จแล้วเอามาอวดกันบ้างนะคะ เผื่อจะตั้งกลุ่มคนรัก
งานฝีมือกันบ้างก็ได้

ช่วงหลังที่คุณภัสสรไปเป็นกรรมการตัดสินรางวัล เซเว่นบุ๊ค อวอร์ด เลยพลอยทำให้นิได้ไปเดินแถวสีลม คอมเพล็กซ์ บ่อยตาม
ไปด้วย ปรากฏที่นั่นมีของดีเพียบเลยค่ะ เช่น ถ้าคนรักการวาดรูป ก็มีที่เปิดสอน ทั้งส่วนของเด็กและของผู้ใหญ่ นิกับคุณภัสสร
เดินผ่านทีไร ก็นึกอยากแวะไปนั่งเรียนด้วยทุกที แต่ถ้าขืนเรียนเมื่อไหร่สงสัยคงหลงเสน่ห์จนไม่ได้ทำงานอย่างอื่นแน่ ก็เลยต้อง
ห้ามใจตัวเองกันไว้ก่อน  แต่สำหรับเพื่อนสมาชิกและคุณผู้อ่านทั้งหลาย ถ้าสนใจลองแวะไปชมดูนะคะ

สำหรับเรื่องการออกกำลังนี่ ทีแรกก็คิดว่าเราก็ออกกำลังกันอยู่แทบทุกวันอยู่แล้ว ด้วยการเดินมั่ง เต้นยึกแย๊กท่าโน้นท่านี้บ้าง
แต่ ทั้งคุณหมอชลิต และคุณหมอธิติ ที่จุฬาบอกไม่พอ ต้องไปออกกำลังจริง ๆ จัง ๆ ด้วย ซึ่งเราก็คิดว่าคงจะต้องไป แต่จนแล้ว
จนรอดก็ไม่ได้ไปสักที

จนเมื่อช่วงต้นเดือนตุลาที่ผ่านมาเมื่อไม่กี่วันนี้เองแหล่ะค่ะ ได้มีโอกาสคุยกับท่านทูตอรชุน คุยไปคุยมาท่านก็ถามเรื่องการออกกำลังกาย
ก็เรียนท่านว่าเราใช้วิธีเดินและทำสวน ท่านบอกไม่พอ แล้วก็เล่าให้ฟังว่า ท่านเคยมีประสบการณ์เรื่องไม่ค่อยสบายปวดแขน ทำยังไง
ก็ยังไม่หาย พอเพื่อนท่่านทราบก็เลยพาไปสปอร์ต คลับ หาครูฝึกให้หนึ่งคนเพื่อให้ออกกำลังกายอย่างจริง ๆ จัง ๆ เดี๋ยวนี้ที่ปวดแขน
หายหมดแล้ว และก็เลยได้ออกกำลังกายอย่างจริง ๆ จัง ๆ อาทิตย์หนึ่งอย่างน้อย 3 วัน... หลังจากคุยกับท่าน นิกับคุณภัสสรก็เลย
คิดว่าถึงเวลาที่จะต้องไปออกกำลังกายจริง ๆ จัง ๆ เสียที ก็นี่แหล่ะค่ะ ตอนนี้ก็เลยเริ่มแล้วค่ะ แอบบอกน้องที่ยิมส์ว่า หาครูฝึกที่ไม่เคร่งให้หน่อย
ประเภทที่ไม่ซีเรียสกับเราเกินไป อิ อิ ข้อแม้แยะ... ไม่เคี่ยวเข็นเราเกินควร... ผลสุดท้ายได้ตามใจหวัง ก็เลยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และตอนนี้
ก็ไปฝึกมาสองครั้งแล้วค่ะ 

พอไปที่ยิมส์วันแรกก็พบใครต่อใคร ที่เป็นคนรู้จักหลายคนเลย  เมื่อวานไป ก็ยังได้พบน้องที่เคยทำงานด้วยกันเมื่อหลายสิบปีมาแล้วอีก
เขาบอกเขาทำงานหนัก นอกดึกก็เลยต้องมาออกกำลังกาย ไม่งั้นเดี๋ยวถ้าร่างกายไม่แข็งแรงอาจจะไม่สบายได้ง่าย  ก็เลยกลายเป็นว่าตอนนี้
ทัศนะคติของเราเกี่ยวกับการออกกำลังกายก็เลยค่อย ๆ เปลี่ยนไป คือเริ่มเห็นความสำคัญมากขึ้น

แต่จะว่าไปแล้ว ตอนที่เราอยู่ชิลี บ้านที่เราอยู่มีห้องยิมส์ที่มีเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัย มีลู่สำหรับเดิน มีเครื่องเดินที่เป็นสเต็ป มีเครื่องออกกำลัง
กายตัวใหญ่ที่มีฟังค์ชั่นต่าง ๆ ครบครัน เรียกว่า ถ้าเราอยากออกกำลังกายเมื่อไหร่ไม่ต้องวิ่งออกไปไหนเลย แค่ออกกำลังกายในบ้านก็เหลือเฟือ
แล้ว อาจจะเพราะอย่างนี้ก็ได้ที่ทำให้เราไม่ค่อยกระตือรือร้นที่อยากจะไปออกกำลังกายที่ศูนย์หรือฟิตเนสต่าง ๆ

ค่ะ ก็เลยเล่าสู่กันฟังนะคะ นาน ๆ จะมีโอกาสได้เล่าอะไรยาว ๆ สักที หลังจากหายเงียบไปนาน

ตั้งแต่กลับจากสิงคโปร์เมื่อวันที่ 28 กย. 53 ก็เพิ่งจะวันนี้นี่แหล่ะค่ะ ที่มีเวลาได้นั่งเล่าอะไรยาว ๆ ให้คุณ ๆ ฟัง

ค่ะ แล้วจะหาโอกาสมาเล่าให้ฟังใหม่นะคะ  แต่ทึ่งกับความสามารถของคุณเพ็กกี้ อย่างที่คุณปิ๋มบอกจริง ๆ ค่ะ คุณ ๆ ผู้อ่านท่านใดนึกสนุกเล่า
ความสามารถด้านกีฬาที่คุณ ๆ สนใจมาแลกเปลี่ยนกันฟังบ้างซิคะ คงจะสนุกดีถ้ามีคนผลัดกันมาเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้ฟังนะคะ

5  มุมสนทนา / The ASEAN Writers Community / Re: Welcome to psevikul.com เมื่อ: ตุลาคม 08, 2010, 11:14:52 pm
Thank you so much ka Kun Peggy.

Yesterday, I also wrote something  in english but after awhile it all gone.
Anyway, we want  to open our new room and welcome all the members and readers,
that why firstly, it is only in Thai ka.

I'm so glad, that Kun Peggy came in today with a warm welcome for everyone.

Hope to hear from all of you naka.
6  มุมสนทนา / ห้องสมุดเรื่องสั้น / Re: ฝรั่งอิสาน เมื่อ: ตุลาคม 07, 2010, 11:01:03 pm
มารอตามอ่านตามเคยค่ะ

หลังจากกลับมาจากสิงคโปร์เที่ยวนี้ เจอปัญหาเครื่องปกติเข้าอินเตอร์เน็ตไม่ได้ เลยต้องเปลี่ยนมาเป็นโน๊ตบุ๊คแทน
แต่ก็ยังไม่ค่อยสะดวกเท่าที่ควรค่ะ

วันนี้ได้จังหวะเข้ามาอ่านของคุณเพ็กกี้ ก็เลยรีบเข้ามาส่งข่าวไว้ก่อนว่า กำลังรอตามอ่านอยู่นะคะ
น่าทึ่งมากที่คุณเพ็กกี้เรียนชกมวยไทยด้วย นิกับคุณภัสสรเพิ่งไปสมัครออกกำลังกายเป็นเรื่องเป็นราว นี่เพิ่งไปได้สองครั้งเองค่ะ
ได้ครูฝึกดีก็เลยทำให้อยากไปฝึกต่อ...

วันนี้ขอส่งข่าวแค่นี้ก่อนนะคะ เปิดห้องใหม่เกี่ยวกับแวดวงนักเขียนอาเซียน ซึ่งห้องนี้จะต้องมีเป็นภาษาอังกฤษด้วย บอกเพื่อนนักเขียน
ที่เราได้ไปพบมาว่า เราจะเปิดห้องใหม่ให้ เขาจะได้มีที่เสนอข่าวคราวความเคลื่อนไหวกันได้ เชิญคุณเพ็กกี้และเพื่อน ๆ สมาชิกช่วยส่ง
ข้อเขียนเป็นภาษาอังกฤษมาลงให้เพื่อน ๆ ในประเทศอาเซียนของเราอ่านกันบ้างนะคะ
7  มุมสนทนา / The ASEAN Writers Community / Welcome to psevikul.com เมื่อ: ตุลาคม 07, 2010, 10:48:41 pm
ขอต้อนรับทุกท่านสู่ห้องใหม่ของ psevikul.com ที่จะนำเสนอเรื่องราว และ ข่าวคราว ความเคลื่อนไหว ในแวดวงนักเขียนและ งานวรรณกรรมของอาเซียนค่ะ
8  มุมสนทนา / โต๊ะข้างหน้าต่าง / Re: เฮฮาภาษาไทย/ลาว เมื่อ: กันยายน 03, 2010, 11:35:09 pm
สวัสดีด้วยความคิดถึงค่ะ

กลับมาถึงกท.แล้วค่ะ แต่เจอเครื่องคอมพ์ที่ใช้ประจำรวน เข้าอินเตอร์เนตไม่ได้ เลยต้องเอาสายมาต่อเข้าโน๊ตบุ๊ค
ซึ่งหอบหิ้วไปต่างประเทศตัวนี้แทน ก็เลยไม่ค่อยสะดวกนักค่ะ แต่ก็ยังดีกว่าติดต่อใครไม่ได้เอาเสียเลย

ได้อ่านเรื่องคลายเครียดเมื่อสักครู่นี้เอง พอดีนิเคยอยู่ที่เมืองลาวก็เลยอ่านเข้าใจมากขึ้น จริง ๆ ค่ะ เห็นด้วยเลยว่า
คนลาวเป็นคนน่ารักมากค่ะ สาวน้อยสาวใหญ่ทั้งหลายน่ารักมากทีเดียว

แม้จะกลับจากฮานอยแล้ว แต่โปรแกรมการเดินทางก็ยังไม่หมด อีกไม่กี่วันก็จะไปปีนัง และกัวลาลัมเปอร์ต่อ
พอกลับมา อีกสองสามวัน ก็ไปบรูไน และสิงคโปร์เป็นการปิดท้ายโครงการค่ะ

คืนนี้ขอเข้ามาส่งข่าวและส่งความคิดถึงแค่นี้ก่อนนะคะ ไว้แก้ปัญหาเรื่องคอมพิวเตอร์ได้แล้วจะเข้ามาคุยใหม่ค่ะ

9  มุมสนทนา / มุมกาแฟ - จิบกาแฟคุยกันเรื่องงานเขียน / Re: ลานมยุเรศ เมื่อ: สิงหาคม 21, 2010, 03:20:08 am
สวัสดีค่ะ คุณ peanut44

    นี่เป็นการสวัสดีมาจากฮานอยนะคะ เพิ่งจะมีโอกาสได้เปิดเข้ามาดู ก็เลยเห็นกระทู้นี้ของคุณพีนัท ฯ

    บทที่คุณพีนัทพูดถึงนั้น แสดงให้เห็นถึงความหยิ่งยะโสของนกยูงตัวผู้ค่ะ ทำให้ตัวเองต้องจบชีวิตของตัวเองลงไปอย่างน่าอนาถ... ไม่ต้องมีใครมาทำอะไร ตัวเองก็ทำตัวเอง

    เรื่องลานมยุเรศ เป็นเรื่องอ่านสนุก และให้แง่คิดหลายอย่างหลายประการทีเดียวค่ะ ดีใจที่คุณชอบนะคะ คุณภัสสรฝากขอบคุณมาค่ะ 

    ตอนนี้ที่เวียดนาม ตีสามสิบแปดนาทีแล้วค่ะ กำลังจะเข้านอนเพราะพรุ่งนี้ต้องออกแต่เช้า แต่ก็จะเข้ามาเช็คเมล์ก่อนนอนเสมอ ถ้าเป็นไปได้ ก็เลยทำให้ได้พบกับกระทู้นี้ไงคะ

    เอาไว้จะหาเวลาเข้ามาอีกนะคะ

    ขอสวัสดีเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ผ่านกระทู้นี้ด้วยค่ะ


   
10  มุมสนทนา / ห้องสมุดเรื่องสั้น / Re: ขาดฉันแล้วเธอ...จะรู้สึก เมื่อ: สิงหาคม 03, 2009, 06:24:06 am
โอ๊ยอะไรจะประมาณนั้นคะคุณราส!...

วงการเรื่องสั้นไทยเริ่มกระเพื่อมไหวแล้ว ด้วยเสียงหัวเราะ... อ่านจบต้องนั่งอมยิ้ม ไม่กล้าปล่อยเสียงหัวเราะดัง ๆ... แต่ แหมจริง ๆ นะคะ
ตอนนี้รู้สึกผู้คนหันมาเขียนเรื่องสั้นอ่านเรื่องสั้นกันแยะขึ้น  ลองถ้าเป็นอย่างนี้วงการเรื่องสั้นไทยไม่ตายแน่นอนค่ะ

ช่วงก่อนหน้านี้เราเองแทบจะหายต๋อมจากเวบบอร์ดไปเลย เพราะโนน่นี่ยุ่งอีรุงตุงนังไปหมด  แต่ตอนนี้มาเก็บข้อมูลที่มะนิลา ฟิลิปปินส์อยู่ค่ะ
กว่าจะต่ออินเตอร์เนตได้ก็หมดไปเกือบสองวัน... พอต่อได้ปั๊ป เฮ้ย ค่อยยังชั่วหน่อย ติดต่อผู้คนได้ง่ายขึ้น

ดีใจนะคะที่คุณราส คุณอภิญญาช่วยกันมาสร้างสีสันให้กับเวบบอร์ด ตอนนี้ฟังน้ำเสียงคุณอภิญญารู้สึกจะมีความสุขมากเลยนะคะ หนังสือเที่ยวอินเดีย
ใกล้ออกมาให้ชื่นชมแล้วซิคะ...ไว้รอตอนที่หนังสือถึงมือนะคะ จะรู้สึกถึงความสุข ความดีใจที่ซึมแทรกเข้าไปในทุกอณูของร่างกายทีเดียวละค่ะ...แล้วอย่าลืมนำเล่มแรกที่ได้จับ เขียนวันที่รับ แล้วนำถวายพระที่บ้านด้วยนะคะ... ไม่งั้นอาจจะลืมตรงนี้ได้ค่ะ

ท่าทางคุณราส คงจะมีผลงานรวมเล่มมาแล้วแน่เลย ถ้าอย่างไรนำมาเล่าสู่กันฟังอีกนะคะ

ดีใจค่ะ ดีใจที่ได้รู้จักกัน คุณภัสสรเองก็ยินดีเสมอเวลาที่เห็นใครต่อใครหันมาสนใจเขียนเรื่องสั้นกันมากขึ้น

11  มุมสนทนา / 60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล / สวัสดีค่ะ, Sawasdee from Bangkok ka เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2008, 06:50:38 pm
โพสต์เมื่อ: Oct 14 2008, 03:37 PM

 สวัสดีค่ะทุก ๆ ท่าน...

ห่างหายไปนานเลยต้องขออภัยด้วยค่ะตามลิงค์นี้ไปได้เลยนะคะ

ตอนนี้เราทำเวบบอร์ด Psevikul.com ขึ้นมาแล้วใหม่นะคะ เชิญไปกดลิงค์เข้าไปดูได้ใน 60หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล ได้เลยนะคะ จะได้พูดคุยหรือโพสต์ข้อความใหม่ ๆ กันได้นะคะ

ตอนนี้กลับมาถึงแล้ว ได้ฟังเสียงฝนตกทุกวันเลย บางวันเป็นแบบสามเวลาหลังอาหาร บางวันตกไม่แรงนัก แต่ส่วนใหญ่จะแรงมาก และฟ้าคำราม เปรี้ยงปร้างหนักเหลือเกิน...เล่นเอาน้ำจะท่วมห้องนอน... จริง ๆ นะคะ ทั้งนี้เพราะเวลาที่ฝนแรง ๆ หนัก ๆ น้ำฝนที่ตกกระหน่ำก็จะฉ่ำนองที่ระเบียงหน้าห้องนอน แล้วท่อระบายน้ำที่ช่างทำไว้ให้ก็มีแค่ 2-3จุด ใช้ท่อขนาดนิ้วเดียวเองค่ะ ทีนี้พอน้ำแรง ๆ ใบไม้แห้งจากต้นมะม่วงก็มักจะไปปิดอยู่ปากทางเป็นประจำ ทำให้น้ำไหลลงได้ช้า จนท่วมและปริ่มเข้า
ทางประตูเข้าออกระเบียงนั่นเอง ครั้งแรกที่เจออย่างนี้งงมาก ๆ เพราะไม่เคยนึกเลยว่าห้องนอนชั้นบนจะถูกน้ำท่วมได้... ตอนนี้มีประสบการณ์แล้วค่ะ และก็ทำให้ได้นึกถึงบรรยากกาศเก่า ๆ ตอนเป็นเด็ก ๆ ได้เล่นน้ำฝนเวลาฝนตก ตอนนั้น เราจะต้องคอยวิ่งไปเปิดฝาตุ่มและให้ปากท่อที่น้ำไหลลงมาจากรางรองน้ำฝนหันลงไปในตุ่มดินใบใหญ่ ๆ ที่ตั้งเรียงแถวตามแนวกำแพงบ้านด้านนอก เป็นภาระหน้าที่ที่สนุกสนานไปในตัว เพราะสมัยก่อนน้ำดื่มที่เย็นชื่นใจก็มาจากน้ำฝนนี่แหล่ะค่ะ...

แต่เดี๋ยวนี้น้ำฝนกลายเป็นสิ่งที่ไม่ปลอดภัยแล้ว ได้แต่ไว้รดน้ำต้นไม้

ขณะที่นั่งพิมพ์อยู่นี่เป็นเวลา 23.39น.ของคืนวันอังคารที่ 14 ตค 08 ทางกรุงเทพฯ ฝนกำลังตกลงมาฉ่ำฟ้าเหมือนเดิม เพียงแต่วันนี้ไม่มีเสียงฟ้าฟาดโครมครามอย่างที่ผ่าน ๆ มา ก็เลยได้นั่งฟังเสียงฝน ถ้าตกขนาดนี้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำจะไหลเข้าห้อง ก็เลยไม่ต้องคอยออกไปดูที่ระเบียง...

ค่ะ...นาน ๆ จะได้เข้ามาคุยกันเสียที ตอนนี้แม้จะกลับมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว แต่ยังมีงานให้สะสางอีกแยะเลยค่ะ ก็เลยอาจจะยังห่างหายไปบ้างนะคะ แต่อย่างไรก็ตามจะพยายามเข้ามาให้บ่อยขึ้นค่ะ

พร้อมกันนี้เลยนำภาพบรรยากาศตอนเดินทางกลับบ้านมาฝากกันค่ะ

ภาพนี้เป็นภาพหน้าร้านอาหารในเมืองแฟรค์เฟิร์ตที่เราเข้าไปเดินเล่นระหว่างรอต่อเครื่องจะเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งต้องรอเป็นวันเลยค่ะ ก็เลยเข้าไปเดินในเมืองกันดีกว่า ก็เลยได้พบอะไร ๆ น่ารัก ๆ มาฝากกันค่ะ

ร้านนี้ นิทานไก่ย่าง คุณภัสสรทานขาหมู เรียกว่าได้ระลึกถึงบรรยากาศและความหลังเก่า ๆ กันได้ดีทีเดียว ที่ขาดไม่ได้ก็ใส้กรอกเยอรมัน ซึ่งเรากลับไปทานทีร้านตรงสถานีรถไฟก่อนจะนั่งกลับไปสนามบิน

ที่น่ารักและนึกไม่ถึงเลย ก็คือตอนที่เรากำลังจะซื้อตั๋วรถซึ่งต้องหยอดตู้เอาเองนั้น ด้วยความที่ห่างหายจากการใช้ชีวิตในเยอรมันมานาน ก็ชักไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะต้องกดยังไงหรือหยอดยังไง โชคดีมาก ๆ ที่มีผู้หญิงคนหนึ่งมายืนต่อท้ายคิวของฝรั่งที่กำลังซื้อตั๋วอยู่โดยมีเราสองคนยืนสังเกตุการณ์ ผู้หญิงคนนั้นเห็นทีแรกเรานึกว่าเขามากับฝรั่ง และพอเขาเห็นเราเขาก็ถามออกมาเป็นภาษาไทยว่า คนไทยหรือเปล่าคะ...เราก็ยิ้มและบอกใช่ค่ะ ทีนี้ก็เลย โล่งอกไป เพราะคุณสาวเธอบอกตัวเองก็เพิ่งจะเคยซื้อตั๋วจากเครื่องนี่เป็นครั้งแรกเหมือนกันแฟนบอกวิธีให้ ที่มานี่ก็เพราะมาส่งน้องกลับเมืองไทย แฟนมาส่งให้ที่สนามบินแต่ขากลับนี่ต้องกลับเอง แล้วเธอก็หัวเราะขำ ๆ บอก ก็ลองดูแล้วกันะคะ ไม่ลองไม่รู้... โชคดีว่าตู้ที่เราซื้อกันอยู่นี่ไม่มีคนอื่นมาต่อท้ายคิว ก็เลยไม่ต้องเครียด... คุณสาวไทยเธอก็กดสถานีที่เธอจะไป แล้วก็กดตรงรูปผู้โดยสาร เป็นรูปผู้ชาย หรือ รูปผู้ใหญ่กับเด็ก ทำนองนั้น ถ้าเรากดเองอาจจะงงว่าก็เราผู้หญิงจะกดที่ไหนดี (ฮา)... จากนั้นเครื่องก็จะแสดงราคาขึ้นมาบอกว่า ค่าตั๋วเท่าไหร่ แล้วทีนี้ก็หยอดเหรียญลงไป กดอีกครั้ง ตั๋วก็จะออกมา แล้วก็หันมากดให้เราอีกที เรียกว่ายังกับคุณพระคุณเจ้าส่งเธอมาคอยช่วยเลยก็ว่าได้... รอดตัวไปหนหนึ่ง แล้วเธอก็พาเราลงมายังชั้นที่เป็นชานชลารถไฟใต้ดิน แต่เส้นทางของเรากับบ้านของเธออยู่คนละด้าน เธอก็เดินกลับมาบอกเราอีกว่า สงสัยเราจะต้องขึ้นไปใหม่แล้วไปลงอีกด้านที่เห็น... นี่เป็นน้ำใจที่งดงามของคนไทยไกลบ้านกันจริง ๆ ถึงแม้จะไม่รู้จักกันมาก่อนเลยสักหน่อย แต่พอรู้ว่าเป็นคนไทยด้วยกันแล้วยิ่งเราแปลกถิ่นมา เจ้าถิ่นอย่างเธอก็ช่วยเหลือเป็นอย่างดี เสียดายที่นิถามชื่อหรือถ่ายรูปไว้ไม่ทัน ก็เลยได้แต่มาขอบคุณไว้ทางนี้แล้วกันนะคะ เผื่อใครที่อยู่แฟรงค์เฟิร์ทอ่านพบเข้าคงพบตัวได้ไม่ยากค่ะ

และนี่ก็เลยเป็นความน่ารักหนึ่งที่เราได้พบที่แฟรงค์เฟิร์ทคราวนี้ค่ะ


คิดถึง ทุก ๆ ท่านมากค่ะ ไม่ว่าจะเป็นทางเมืองไทยหรือชิลีก็ตาม ขอให้ทุกท่านโชคดีมีความสุขและปลอดภัยกันทุกคนนะคะ



12  มุมสนทนา / มุมกาแฟ - จิบกาแฟคุยกันเรื่องงานเขียน / คิดถึงทุกท่านมากเลยค่ะ เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2008, 04:29:33 am
โพสต์เมื่อ: May 26 2007, 05:58 PM

 โอ๊ย...ไม่นึกไม่ฝันว่าจะเกิดขึ้นอีก อยู่ ๆ เมื่อเย็นวันพุธที่ 23 ที่ผ่านมา พอกลับจากส่งหนุ่มทะเลก้บสาวลั่นทมไปเมืองเมนโดซ่าที่อาร์เจนติน่า เพราะหมดอายุวีซ่า ต้องออกนอกชิลีไปก่อน แล้วพอกลับมาแล้วจึงจะอยู่ต่อได้อีกสามเดือน...

เย็นวันนั้นพอกลับมาถึงหน้าบ้าน ปรากฏมีรถฉุกเฉินของทางเขตจอดเปิดไฟแวบ ๆ อยู่สองคัน และสายไฟต่าง ๆ ห้อยรุ่งริ่ง เสาที่ติดอยู่กับต้นเฟื่อฟ้าถูกดึงโย้ออกมานอกบ้าน เท่านั้นแหล่ะค่ะ แทบร้องไห้เลย เพราะนี่มันเป็นตรงบ้านของเราด้วย นึกกังวลทันที อย่างนี้อินเตอร์เนท และทีวีก็ไปหมดแน่ ๆ แล้วก็จริง ๆ ด้วยค่ะ ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือไฟฟ้าก็ไม่มีด้วย ตอนนั้นเกือบหกโมงเย็นแล้ว ทางเขตดีมากเลยรีบเรียกการไฟฟ้ามาต่อสายให้ก่อน ก็ใช้เวลานานเหมือนกัน ไม่งั้นคืนนั้นเราต้องหนาวตายในความมืดแน่ ๆ ...วันนั้นอากาศเย็นด้วยซิคะ...

ตกลงคืนวันพุธ พฤ หมดสิทธิ์ที่จะติดต่อใครได้อีก ตอนค่ำทาง วีทีอาร์ บ.ที่ให้บริการเคเบิล โทรศัพท์ และอินเตอร์เนท บอกจะมาซ่อมสายให้ และคืนนั้นเรามีงานเลี้ยงต้องออกไปตอนทุ่มหนึ่ง เขาบอกต่อสายข้างนอกบ้านไม่ต้องเข้ามาข้างใน เราก็ดูเขามาซ่อมตอนที่ออกไปงานเลี้ยง แต่พอกลับมาทุกอย่างก็ยังเลวร้ายเหมือนเดิม คือโทรศัพท์ยังเป็นเบื้อ ทีวีไม่มีให้ดู และที่สำคัญอินเตอร์เนท ก็ยังไม่ได้...โอ๊ย...อะไรจะแย่ขนาดนี้ สำหรับยุคนี้ พอไม่มีอินเตอร์เนทสักอย่างรู้สึกเซ็งมาก ๆ เลยค่ะ ทำอะไรไม่ได้เลย ไม่ทราบท่านอื่นรู้สึกอย่างนี้บ้างหรือเปล่าคะ...

ตกลงเลยต้องตาม ทางวีทีอาร์ มาช่วยต่อสายให้อีกครั้ง ซึ่งเขาบอกวันศุกร์งานเต็มมากแต่จะมาให้วันเสาร์ช่วง 10-12 น. เราก็ใจไม่ค่อยดีนัก เพราะไป ๆ มา ๆ ก็ ไม่หนี 4-5 วันอยู่ดี เกิดไม่ยอมมาก็ต้องรอไปถึงวันจันทร์ ตายแน่ ๆ เลย...

พอมาถึงจริง ๆ เมื่อเช้าก็ทำท่าจะต่อให้ไม่ได้อีก เพราะบอกเสามันโย้มากแล้ว เรื่องเสานี้ทางการไฟฟ้ากะว่าจะต้องมาเปลี่ยนให้ แต่ก็ต้องรอประมาณ 15 วัน ซึ่งสำหรับอินเตอร์เนทนี่เรารอไม่ได้อย่างแน่นอน ก็ร้อนถึงเจนอีกตามเคย เจนเป็นพี่สาวเจ้าของบ้านเราค่ะ คราวนี้ยังเช้าอยู่ โรแบร์โต้ สามีเจนกำลังจะออกไปวิ่งจ๊อกกิ้ง ก็เลยออกมาเจรจาให้ และบอกให้เจ้าหน้าที่ที่บอกยังต่อไม่ได้นั้นหาทางติดต่อกับเจ้าหน้าชั้นสูงว่าต้องต่อสายอินเตอร์เนทให้เราด่วนให้ได้ ผลสุดท้ายทางบริษัทเลยยอมต่อให้เราก่อน และพอการไฟฟ้ามาเปลี่ยนเสาให้ใหม่ก็ค่อยมาต่อกันใหม่อีกที...ทุกอย่างถึงเรียบร้อยเมื่อตอนเที่ยงนี้เองค่ะ...

โอ๊ยคิดถึงจริง ๆ เลยนะคะ เนี่ย...

ครั้งแรกที่เคยเกิดก็ตอนที่คุณภัสสรต้องไปผ่าตัดทำบายพาส ที่เป็นไปแบบกระทันหัน เราไม่ได้แจ้งข่าวใครเลย พอกลับจาก รพ.มาถึงบ้านวันแรกก็เกิดเรื่อง คือรถคอนเทนเนอร์ มาชนเอาสายขาดไปเลย วันนั้นเห็นเหตุการณ์ด้วยนะคะ.... พวกเราคือชาวบ้านบนถนนนี้ เดือดร้อนกันไปหมด ขนาดเร่งให้ทาง วีทีอาร์ มาช่วยต่อให้
แต่กว่าจะยอมมาต่อให้เรา ก็ตั้ง 5 วัน ช่วงนั้นแย่มาก ๆ เลยค่ะ เพราะติดต่อกับโลกภายนอกไม่ได้เลย ทางบ้านที่เมืองไทยเป็นห่วงกันมากที่อยู่ ๆ เราก็หายต๋อมไปเลย ในที่สุดต้องโทรตามทางสถานทูตกว่าจะรู้เรื่องกัน

สำหรับครั้งนี้เกิดจาก รถบันทุกขนเครื่องมือก่อสร้างที่สูงกว่ามาตรฐาน คราวนี้เราไม่เห็นเหตุการณ์แต่เพื่อนบ้านที่น่ารักบอก เขากำลังเดินกลับจากบ้านแม่ที่อยู่ถัดบ้านเราไปแล้วก็ใกล้จะถึงบ้านเขาแล้วด้วย ปรากฏรถคันนั้นทำสายไฟ้ที่ต่อจากฝั่งตรงข้ามบ้านเรามายังกลุ่มทางบ้านเราขาดทันที สายไฟเส้นหนึ่งวิ่งลงมาเฉียดขาเขาไปเลย เจนก็เลยวิ่งตามรถคันนั้น จดเบอร์ทะเบียนรถ และโทรแจ้งเขต แจ้งไฟฟ้า และวีทีอาร์
เพราะเราสองบ้านนี้โดนเต็ม ๆ ทางเขตก็รีบมา และช่วยกันเก็บสายไฟและสายต่าง ๆ ม้วน ๆ ให้พ้นอันตรายกับผู้คน ซึ่งเราก็กลับมาถึงบ้านพอดี...

ค่ะ...เฮ้อ ตอนนี้โล่งอกไปเปลาะที่ได้อินเตอร์เนทกลับคืนมาเลยรีบมาเล่าให้ฟังค่ะว่าทำไมถึงได้หายเงียบไป...

โพสได้แก้ไขโดย ชุติมา เมื่อ May 26 2007, 06:14 PM
13  มุมสนทนา / มุมกาแฟ - จิบกาแฟคุยกันเรื่องงานเขียน / ประกาศผลรางวัล บทกวีในเดือนแห่งความรักที่ชนะใจ เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2008, 03:36:23 am
[ 19 มี.ค. 2550 01:38:29 ]
ประกาศผลรางวัล บทกวีในเดือนแห่งความรัก...

รางวัล บทกวีในเดือนแห่งความรักที่ชนะใจประภัสสร เสวิกุล ได้แก่...บทกวีชื่อ ทิ้งความรักไว้บ้างก็ได้ ของ นัทนิตย์

รางวัลชมเชย ได้แก่... บทกวีชื่อ You are mine! ของ Ora B.

บทกวียอดนิยมจากผู้อ่าน ได้แก่...บทกวีชื่อ ไม่มีความรักมิได้หรอก ของ นัทนิตย์

หมายเหตุ: คุณประภัสสร ได้ปรับคำบางช่วงบางคำในบทกลอนของคุณนัทนิตย์ ทั้งสองบทดังกล่าว แต่เป็นภายหลังจากการตัดสินให้ได้รับรางวัลแล้ว ทั้งนี้เพื่อความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นของบทกลอนทั้งสองดังกล่าว

ขอแสดงความยินดีต่อทุกท่านที่ได้รางวัลในครั้งนี้ด้วยค่ะ และกรุณาส่งชื่อที่อยู่มาเพื่อจะได้ดำเนินการจัดส่งรางวัลให้ต่อไปด้วยค่ะ
14  มุมสนทนา / มุมกาแฟ - จิบกาแฟคุยกันเรื่องงานเขียน / ส่งข่าวจาก บัวโนส แอเรส ค่ะ, Hi, from Argentina เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2008, 03:00:52 am
[ 23 ก.พ. 2550 10:45:24 ]

สวัสดีจาก บัวโนส แอเรส ค่ะ ไม่ค่อยได้เข้ามาทักทาย แต่เปิดอ่านข้อความที่
แฟน ๆ โพสต์กันไว้ตลอดนะคะ เดี๋ยววันเสาร์ที่ ๒๔นี้ ก็จะกลับซันติอาโกแล้วค่ะ หลังจากนั้นแฟน ๆ ทุกท่านก็คงจะได้ชมภาพ จากเมืองต่าง ๆ ที่พวกเราไปกันมาคราวนี้นะคะ

ที่ต้องเดินทางมานี่คราวนี้ ก็เพราะทีมงานต้องออกมาจากชิลีก่อน แล้วค่อยกลับเข้าไปใหม่อีกที เพราะมาอยู่จะครบ ๙๐ วันแล้ว ก็เลยมาที่บัวโนสแอเรสค่ะ และได้ไปชมน้ำตกที่สวยงามมากอีกแห่งหนึ่งของโลก คือ น้ำตกอีกัวซู ซึ่งอยู่ที่ชายแดนของ ๓ ประเทศ ได้แก่ อาร์เจนติน่า บราซิล และ ปารากวัย เรียกว่าได้ชื่นชมน้ำตกกันอย่างเต็มอิ่มเลยละคะ และก็ถ่ายรูปกันไว้อย่างไม่ต้องแมมโมรี่หมดด้วย เพราะชุติมากับคุณประภัสสรเคยไปมาแล้ว และมีประสบการณ์มาแล้วเนื่องจาก ระหว่างทางมัวแต่เพลิดเพลินเห็นตรงไหนก็สวยไปหมด ก็เลยถ่าย ๆ ๆ จนพอมาถึงสุดทางที่น้ำตกสวยงามมาก ๆ ปรากฏว่าแมมโมรี่หมด เที่ยวนี้เลยเตรียมตัวมาอย่างดี กดได้อย่างไม่อั้น คิดว่า เมื่อกลับไปถึงชิลีแล้ว ทีมงาน หนูลั่นทมกับหนูทะเล (หนูริมคือ เซญ่าไม่ได้มาด้วย เพราะเอาไปฝากไว้ที่คลีนิคคุณหมอเจ้าประจำ) คงจะได้นำลงให้คุณ ๆ ทั้งหลายได้เห็นกันค่ะ

มาอยู่นี่ก็เพลิดเพลินดีค่ะ วันนี้ไปเดินกันมาทั้งวัน ตั้งแต่ ๑๑ โมง กลับมาเอา เกือบสามทุ่ม แดดก็ร้อน คือตอนสาย ๆ แวะไปเยี่ยมที่ฝังศพ ของ เอวิต้า เปรอง กันมาค่ะ แล้วก็เพลิดเพลินกับสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ที่ผู้อยู่ข้างหลังจัดทำให้ผู้ที่เป็นที่รักที่จากไป แต่ละแห่งสวยงามแตกต่างกัน ส่วนใหญ่จะมีรูปปั้นประดับประดากัน ดูแล้วตื่นตาตื่นใจดีค่ะ ก็เล่นเอาต่างคนต่างถ่ายรูปกันเพลินอีกตามเคย

พรุ่งนี้ค่ำก็จะไปชมการแสดงเต้นแทงโก้ สัญญลักษณ์ที่สำคัญประจำชาติของอาร์เจนติน่าเลยละค่ะ ยิ่งในบัวโนสแอเรสนี่ด้วยแล้ว มีให้เห็นเกลื่อนเมืองเลยทีเดียว ทั้งเสียงเพลงที่เป็นที่รู้จักกันดี และพรุ่งนี้ทางนี้จะเข้าสู่เทศกาลแทงโก้ ซึ่งจะมีไปถึงเดือนมีนาคมเลยทีเดียว แต่ที่เราจะไปดูเป็นการแสดงที่จัดโชว์เป็นพิเศษ ว่ากันว่าที่นี่จัดได้อย่างสวยงามมากค่ะ

เอาเป็นว่าขอส่งความคิดถึง คิดถึง และ คิดถึง มาแค่นี้ก่อนนะคะ แล้วค่อยคุยกันใหม่อีกทีค่ะ
15  มุมสนทนา / มุมกาแฟ - จิบกาแฟคุยกันเรื่องงานเขียน / ตัวอย่างต้นฉบับ เรื่องสั้น ของประภัสสร เสวิกุล เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2008, 02:25:34 am
[ 5 ก.พ. 2550 01:38:12 ]

นำตัวอย่างการพิมพ์ต้นฉบับ จากบางตอนของเรื่องสั้นของคุณประภัสสรมาลงให้ดูกันแล้วนะคะ
หวังว่าคงจะทำให้การพิมพ์ต้นฉบับเรื่องสั้น เรื่องต่อ ๆ ไปของท่านที่สนใจเขียนเรื่องสั้นชัดเจนขึ้นนะคะ

.....................

ลูกชายที่จากไป
ประภัสสร เสวิกุล

ปีนี้ชายชราอายุ 76 ปี และร่างกายทรุดโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งใบหน้าที่ส่อความอิดโรยไม่ผ่องใสเหมือนแต่ก่อน ดวงตาที่ฝ้าฟาง ร่างกายที่กระปลกกระเปลี้ยไร้กำลังวังชา อาการเหนื่อยอ่อนที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ และอย่างง่ายดายจนแทบไม่เป็นอันหยิบจับหรือทำงานการอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแม้แต่การตัดแต่งไม้ที่ปลูกไว้ในบ้าน หรือกวาดเศษกระดาษกับใบไม้แห้งซึ่งลมพัดมาเกลื่อนที่ถนนหน้าบ้านเสมอ
บ้านของชายชราเป็นบ้านหลังแรกในซอยที่เป็นทางเข้าสู่หมู่บ้านจัดสรร หอพัก และอพาร์ตเม้นท์ ที่มีรถราและผู้คนผ่านเข้าออกตลอดวัน โดยเฉพาะในช่วงเช้าและตอนเย็น ถัดจากบานไปไม่ถึง 150 เมตร เป็นถนนใหญ่ซึ่งเนืองแน่นไปด้วยยานพาหนะนานาชนิดและการจราจรติดขัดตลอดทั้งวัน ตรงปากซอยมีป้ายรถประจำทาง ซึ่งเป็นเสมือนที่ชุมนุมของคนในซอยและวิน
มอเตอร์ไซลค์ กระแสลมจะพัดจากช่องระหว่างตึกแถวอีกฝากของถนน พรูผ่านป้ายรถประจำทาง พร้อมกับหอบกากตั๋วรถเมล์ เศษกระดาษ ถุงพลาสติก กระดาษเช็ดปาก ที่คนซึ่งขึ้นลงรถเมล์ทิ้งไว้ รวมทั้งใบไม้แห้งเข้ามาตกที่หน้าบ้านชายชรา ...สมัยที่แถบนี้ยังเป็นทุ่งนา ชายชราชอบเอาเก้าอี้ผ้าใบมาตั้งที่ระเบียงหน้าบ้านเพื่อรับลม แต่เมื่อความเจริญไล่ตามมา แกกลับต้องปิดหน้าต่างเพื่อกันฝุ่นและควันจากท่อไอเสียรถยนต์ และมีภาระในการปัดกวาดถนนหน้าบ้านเพิ่มขึ้น
เมื่อลูกชายยังเล็ก เขาชอบที่จะอยู่ใกล้ ๆ และฟังพ่ออ่านหนังสือหรือเล่านิทานให้ฟัง บางทีก็จะนอนขดตัวซุกอกพ่อหลับอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบเหมือนลูกแมวขี้เซา แต่บางวันก็เอาแต่วิ่งไล่จับแมงปอเข็มสีแดงตัวบาง ๆ ที่บินวนเวียนอยู่ตามดอกอัญชันริมรั้วระแนง
ชายชราชำเลืองดูนาฬิกาที่ข้อมือ เข็มสั้นกับเข็มยาวยังคงหยุดอยู่ที่เดิม เหมือนเมื่อก่อนหน้านี้ แกเขย่าข้อมือแรง ๆ แต่ไม่มีอะไรเคลื่อนไหว
"นาฬิกาโปเก" แกค่อนว่ามัน ขณะลดข้อมือลง
"แต่ก็ดีเหมือนกัน" ชายชรารำพึง "อย่างน้อยเราก็จะได้ไม่แก่ไปกว่านี้"
ชายชราอดนึกเล่น ๆ ไม่ได้ว่า หากสามารถหยุดเวลาได้จริง ๆ แกก็คงจะหยุดความเจริญของซอยนี้ไว้ตั้งแต่ยังมีสภาพเป็นทุ่งนา และถนนใหญ่ซึ่งนูนเป็นหลังเต่า เรียงรายด้วยต้นจามจุรี ต่อนาน ๆ จึงมีรถเมล์โกโรโกโสแล่นผ่านมาสักคัน คืนวันที่มีเพียงแสงตะเกียงรั้วในยามค่ำคืน และน้ำฝนในตุ่มดินเผาแทนน้ำประปาหรือน้ำดื่มบรรจุขวด จะยิ่งดีใหญ่ถ้าลูกชายจะเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ อย่างเดิม
ซึ่งบางทีมันอาจจะดีกว่าการที่จะปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาถึงวันนี้ก็ได้...
ลมจากปากซอยพัดมาวูบหนึ่ง หอบเอาความร้อนและกระไออ้าวเข้ามาต้องกาย
"แต่ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยแปลง" แกถอนใจ เมื่อนึกถึงสายลมเย็น และกลิ่นชื่นของผืนนาชื้นฝนเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว

.........................



"บ้านเมืองพักนี้มันวุ่น ๆ อยู่..."
ชายชรานึกถึงคำพูดของตัวเองเมื่อ 30 ปีก่อน ในวันที่
อุณหภูมิทางการเมืองร้อนระอุจนใกล้จะถึงจุดเดือด
"เอ็งไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับเขาด้วยหรือเปล่า"
"พ่อถามทำไม" ลูกชายซึ่งกำลังผูกเชือกรองเท้ากีฬาสีขาวสะอาดเงยหน้าขึ้นมอง
"ที่ถามก็เพราะเป็นห่วงเอ็ง" แกนึกน้อยใจ
"พ่อน่าจะห่วงบ้านเมืองมากกว่า" ลูกชายยัดชายเสื้อแขนสั้นลงในขอบกางเกงบูลจีนส์ที่คาดด้วยเข็มขัดหนังสีดำ หัวเข็มขัดมีตราสถาบันการศึกษา อย่างลวก ๆ
"บ้านเมืองมีคนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องดูแลอยู่แล้ว" แกมองลูกด้วยสายตาที่ห่วงใย "แต่เราทีกันแค่สองคนพ่อลูกเท่านั้น"
"บ้านเมืองเป็นของเราทุกคน ไม่ใช่สมบัติของใครคนใดคนหนึ่ง" ลูกชายประสานสายตา"เพราะคนส่วนใหญ่เอาแต่คิดกันแบบพ่อ ถึงได้มีบางคนเสวยสุขด้วยการกอบโกยผลประโยชน์จากบ้านเมืองได้ตามใจชอบ"
"เอ็งจะพูดจะจาอะไรก็ระวังปากระวังคำบ้าง"แกเตือน
"ผมพูดตามความจริง"ลูกชายไม่พรั่นพรึง "ถ้าคนเราไม่กล้าพูดความจริง เราก็ต้องอยู่ในโลกแห่งความหลอกลวงไปตลอดกาล"
"ถ้าเอ็งคิดว่ากาที่พ่อหวังดีต่อเอ็ง เป็นห่วงเป็นความเห็นแก่ตัว พ่อก็จะไมพูดอะไรอีกต่อไปแล้ว" ลมชื่นโชยกลิ่นฝนปลายฤดูมาจากที่ไกล ๆ แต่ชายชรารู้สึกแห้งผากในอก
"คนเราต่างก็มีหน้าที่ไปคนละอย่าง"ลูกชายพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง แต่แฝงไว้ด้วยความมั่นคง "พ่อก็เคยสอนให้ผมทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และหน้าที่ของผมในตอนนี้ก็คือการทำงานเพื่อบ้านเมือง ทุกอย่างที่ผมทำลงไปในวันนี้ก็เพื่อพ่อและคนอื่น ๆ วันนี้พ่ออาจจะไม่เข้าใจผม แต่ผมก็หวังว่าสักวันหนึ่งข้างหน้าพ่อคงจะเข้าใจและเห็นด้วยกับสิ่งที่ผมทำลงไป"
"พ่อเข้าใจเอ็งเสมอ" แกพึมพำ "แม้ว่าถึงจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เอ็งทำเลยก็ตาม"
"ทุกสิ่งที่ผมทำลงไปก็เพื่อบ้านเมืองและความถูกต้อง" ดวงตาของลูกชายทอประกายเข้มขึ้น เหมือนแสงของดาวฤกษ์
ในคืนแรม

..........................



เหตุการณ์รุนแรงในวันนั้น เป็นเสมือนความฝันอันเลวร้ายที่สุดของบ้านเมือง ที่ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งความสงบร่มเย็นและเป็นบาดแผลฉกรรจ์ในจิตใจของหลาย ๆ คนอย่างยากที่จะเยียวยาให้ทุเลาลงได้โดยง่าย...ชายชราไม่เคยลืมวันที่แกวิ่งพล่านเหมือนคนบ้าไปทั่วท้องสนามหญ้าอันกว้างใหญ่ และสถาบันการศึกษาเก่าแก่ เพื่อค้นหาลูกชายจากซากปรักหักพังของวัตถุและจิตวิญญาณ และถามหาลูกชายจากทุกคนที่พบพาน ท่ามกลางเสียงเย้ยหยันเหยียดหยาม เสียงด่าทอด้วยความชิงชังของคนฝ่ายหนึ่ง กับเสียงร่ำไห้ และพร่ำเพ้ออย่างเสียขวัญของคนอีกฝ่ายหนึ่ ในสถานการณ์ที่ผู้คนถูกแบ่งแยกออกจากกัน เป็นฝักฝ่ายและทำร้าย ทำลายกันอย่างโหดราย เพียงเพราะความรู้สึกนึกคิดที่แตกต่างกัน
16  มุมสนทนา / ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน / น้อมเกล้าฯถวายพระพร, วันเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2008, 04:19:14 am
โพสต์เมื่อ: Dec 3 2007, 01:24 AM


อธิกราชาอาเศียรพาท

แต่ละรอยพระบาทที่ยาตรย่าง
บนหนทางแสนไกล ได้แลเห็น
ว่า ธ ทรงตรากตรำแสนลำเค็ญ
กว่าไทยจะร่มเย็นเช่นวันนี้

๘๐ พรรษาแล้วพระแก้วขวัญ
ขอเทวัญทั้งปวงในสรวงศรี
โปรดพิทักษ์รักษาพระภูมี
ให้ทรงมีความสุขทุกทิวา

และขอราษฎร์ทั้งชาติไทยได้สำนึก
ร่วมรำลึกถึงพระคุณอดุลย์ค่า
ประกอบความดีงามตามศรัทธา
เทิดบูชาแด่พระองค์...ทรงพระเจริญ



ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

ข้าพระพทุธเจ้า นายประภัสสร เสวิกุล

ในนามเจ้าหน้าที่และสมาชิก www.psevikul.com



โพสได้แก้ไขโดย ชุติมา เมื่อ Dec 3 2007, 01:42 AM
17  มุมสนทนา / ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน / ผลการประกวดบทกลอนวันสงกรานต์ เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2008, 01:54:37 am
โพสต์เมื่อ: Apr 23 2007, 05:31 AM
   
ผลการประกวดบทกลอนวันสงกรานต์

บทกลอนที่ชนะได้แก่... เราสามคนยังคงเล่นน้ำสงกรานต์
โดยคุณ... อวโร

ขอขอบคุณทุกท่านที่ส่งบทกลอนเข้ามาร่วมสนุกกันนะคะ

โพสได้แก้ไขโดย ชุติมา เมื่อ Apr 23 2007, 05:32 AM
18  มุมสนทนา / โต๊ะข้างหน้าต่าง / สวัสดีปีใหม่ 2551, Happy New Year 2008 เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2008, 05:25:28 am
โพสต์เมื่อ: Dec 28 2007, 03:22 AM

ขอสวัสดีปีใหม่ กับเพื่อนสมาชิกทุกท่านนะคะ ขอให้ปี 2551 เป็นปีที่ดีงาม นำความรัก ความอบอุ่น ความมั่นคง ความสำเร็จ และความปลอดภัยมาสู่ทุก ๆ ท่านค่ะ

ประภัสสร -ชุติมา เสวิกุล

May Happiness and all the best of the year 2008 be with all of you
ka.

Prabhassorn - Chutima Sevikul

โพสได้แก้ไขโดย ชุติมา เมื่อ Dec 30 2007, 02:24 AM


19  มุมสนทนา / โต๊ะข้างหน้าต่าง / ครัวตัวอักษร เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2008, 03:22:41 am
   
โพสต์เมื่อ: Jul 11 2007, 05:09 PM


   ครัวนี้สำหรับคนชอบตัวอักษรค่ะ

ก็คือพูดง่ายว่าคนที่ชอบเกี่ยวกับตัวหนังสือนั่นหล่ะคะ นิตั้งไว้ให้คุณภัสสรเข้ามาทำครัวตัวอักษรให้แฟนหนังสือได้ชิมกันค่ะ คุณภัสสรเขาอยากชอบแหย่นิดีนักว่า เป็น"แม่ครัวกระดาษ"ที่เอาแต่เขียน"คู่มือก่อนเข้าครัว" คราวนี้นิก็เลยขอแก้เผ็ดเปิดครัวตัวอักษรให้เขา เข้ามาปรุงตัวอักษรเป็นถ้อยคำ เป็นประโยค เป็นบันทัด เป็นเรื่องเป็นราวให้แฟน ๆ ได้อร่อยกับรสชาติของตัวอักษรซะเลย

เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ รีบเข้ามาช่วยกันแจมได้เลยนะคะ
มาช่วยกันจับอักษรไทยเราตั้งแต่ ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก มาปรุงมายำกันได้เลยค่ะ ต้องการรสชาติ หวาน มัน เปรี้ยว เค็ม เผ็ด แซบ ยังไงก็เข้ามาปรุงกันเลยค่ะ

แต่ขออนุญาตอย่าให้แรงนักนะคะ เผื่อนักอ่านที่ยังเป็นเยาวชนที่น่ารักของเราเข้ามาอ่านเข้าจะได้ ได้แต่สิ่งดี ๆ กลับไป ขอบคุณมากค่ะ

โพสได้แก้ไขโดย ชุติมา เมื่อ Jul 11 2007, 05:36 PM
20  มุมสนทนา / โต๊ะข้างหน้าต่าง / ลานสกีใกล้บ้านค่ะ เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2008, 02:04:33 am
โพสต์เมื่อ: Jul 3 2007, 07:02 AM

 คุณประภัสสรบุ้ยมาให้แล้ว ก็เลยรีบนำภาพมาลงให้ชมกันค่ะ จริง ๆ แล้วเขาที่ขึ้นไปเยือนกันมานี้ ก็คือเขาลูกที่เรามองเห็น มองดูอยู่ข้างหน้าต่างทุกวี่ทุกวันนี่เองค่ะ ระยะทางจริง ๆ แค่ 20 กว่ากิโลเมตรเท่านั้นเอง แต่ด้วยความที่ต้องขึ้นเขาหลายต่อหลายลูก และเส้นทางวกไปวนมา ทำให้ต้องใช้เวลากว่าจะถึงแหล่งที่เล่นสกีก็ไม่หนี 40 นาทีนะคะ เราออกจากบ้านกันตอน 11 โมง ไปถึงข้างบนก็เกือบ ๆ เที่ยงเหมือนกันค่ะ เห็นแล้วก็ต้องยอมรับว่า สวยมาก แล้วก็เลยติดใจกันเป็นแถวค่ะ คณะที่ไปก็มีทูตวิมล คิดชอบ คุณประภัสสร ชุติมา น้องเกษมสันต์ ซึ่งเป็นเลขานุการโท และน้องสุมัทนา หรือน้องน้อยหน่า ที่เพิ่งมารับตำแหน่งใหม่เอี่ยมล่าสุด รวมแล้วเป็น 5 คนด้วยกัน มื้อกลางวันก็เลยทานกันข้างบน โดยทูตวิมลเป็นเจ้ามือเองไม่ยอมให้เราแย่ง เห็นบรรยากาศแล้วคิดว่าคงจะได้มากันอีกแน่ ๆ เลยค่ะเพราะใกล้ที่บ้านเรามาก ๆ เลย ชมภาพดีกว่านะคะ

โพสได้แก้ไขโดย ชุติมา เมื่อ Jul 3 2007, 11:12 PM
หน้า: [1] 2
Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF