www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2017, 10:54:08 pm 
เริ่มโดย Rass - กระทู้ล่าสุด โดย SKGuerra
ขอบคุณคุณราสส์มากๆๆๆ ที่มีน้ำใจมาเล่าเรื่องสนุกๆให้ฟัง พี่จะพยายามเข้ามาเล่าเรื่องบ้างนะคะ ตอนนี้พอจะมีเวลาบ้าง

 2 
 เมื่อ: มกราคม 30, 2017, 01:09:18 pm 
เริ่มโดย Rass - กระทู้ล่าสุด โดย Rass

กระท่อมผีหลอก..

ราสส์ กิโลหก
       
เสียงฟ้าร้อง เสียงลมที่พัดกรรโชกกระแทกเข้ามาที่ฝากระท่อมที่เป็นเพียงไม้ลวกที่นำมาสานเป็นแผ่นดังแฟกๆจนเกิดการสั่นไหวจากแรงลม   ทำให้ทั้งลมทั้งฝนกระเด็นเล็ดลอด เข้ามาตามช่องเล็กช่องน้อยของฝากระท่อม  กระทบเข้ากับตัวเราสองคนซึ่งอาศัยหลบฝนอยู่ภายใน ความหนาวเย็น และความเปียกชื้น เกาะกุมไปทั่วทั้งตัว…ฝนตกแรงจริงๆ
       
ก่อนหน้านั้น  เรากำลังเดินทางกลับหลังจากเดินทางไปทำงานที่ตำบลหนึ่งซึ่งอยู่ห่างไกลจากที่พักในตัวอำเภอหลายสิบกิโลเมตร เนื่องจากถนนไม่ดี เต็มไปด้วยหลุมบ่อ เมื่อฝนเกิดเทกระหน่ำลงมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ..
       
ผมไม่มีทางเลือกอื่น มันฉุกละหุกจนตั้งตัวแทบไม่ทัน จะไปต่อก็ไม่ได้เพราะฝนตกแรงเหลือเกิน กระท่อมโกโรโกโสหลังนี้ จึงเป็นที่พึ่งในยามคับขันได้ในระดับหนึ่ง..
       
ผมเป็นเจ้าหน้าที่รังวัดประจำอยู่สำนักงานที่ดินอำเภอแห่งหนึ่ง ได้ไปรังวัดที่ดินให้กับเจ้าของที่ดินรายหนึ่ง   โดยที่ดินแปลงนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ ห่างไกลจนเกือบสุดเขตอำเภอ (สมัย ปี พ.ศ. 2522) พื้นที่นี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าเขา ต้นไม้สูงใหญ่มีมากมาย ป่าที่เป็นป่าจริงๆ ผู้คนและสิ่งปลูกสร้างยังไม่มีมากนัก ถนนหนทางเป็นเพียงดินลูกรัง บางช่วงก็เป็นดินล้วนๆ
       
ผู้คนที่เข้ามาบุกเบิกจะอาศัยกันเป็นหย่อมๆ จึงทำให้พื้นที่ส่วนมาก จะรกร้างไปด้วยป่าไม้ ไอป่าและความเยือกเย็นจากป่าธรรมชาติ สัมผัสได้ตลอดทางที่เข้าไป
       
ผมใช้พาหนะเป็นรถมอเตอร์ไซค์ สมัยนิยม คือ ซูซูกิ เอ-100 ไปกันสองคนกับลูกน้องชื่อ อ้ายหนุ่ย สมัยนั้น ค่าจ้างแรงงาน เพียงวันละ 30 บาท (สมัยนั้นทองบาทละ 400 )
       
ทั้งที่พยายามรีบรังวัดที่ดินให้เสร็จโดยเร็วเพราะกลัวจะมืดค่ำ แต่ระหว่างทางก็เจอปัญหาจนได้  ฝนที่ตั้งเค้าอยู่แล้ว ตกกระหน่ำลงมาแบบไม่มีปีมีขลุ่ย
           
เราติดอยู่ในกระท่อมร้างตั้งแต่ หกโมงเย็นและไม่มีทีท่าว่าจะหยุด  ฝนกลางป่าจะเป็นแบบนี้ ตกรุนแรงและยาวนาน ภาวนาให้หยุดตกเสียที อย่าให้ถึงมืดค่ำเลย แถบนี้ไม่มีบ้านเรือนผู้คน รอบข้างเต็มไปด้วยต้นไม้ รกครึ้มจนเหมือนอยู่ในกลางป่าดงดิบ ถนนก็เป็นเพียงถนนดินเส้นเล็กๆรถใหญ่ไม่ค่อยมีวิ่งผ่านหรือไม่มีผ่านเลยก็ว่าได้
           
พากันนั่งกอดเข่าอยู่บนพื้นกระท่อมซึ่งยกสูงจากพื้นดินประมาณ เมตรเศษๆทำให้พอได้เข็นรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปจอดหลบฝนได้..แล้วรีบวิ่งขึ้นไปหลบฝนบนกระท่อม แต่ไม่มีใครอยู่ จึงถือวิสาสะเข้ามาหลบฝนเพราะมันจำเป็น..
           
การภาวนาให้ฝนหยุดตก ไม่เป็นผลฝนยังคงตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา จนกระทั่งแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ กำลังจะจางหายไป อีกไม่นานรอบๆตัวคงเต็มไปด้วยความมืดมิด
         
ตอนที่ขึ้นมาบนกระท่อมครั้งแรกสังเกตว่า น่าจะไม่มีคนอยู่ หยากใย่ใยแมงมุมขึ้นเต็มไปหมด ที่ด้านในเป็นที่นอนเก่าๆ มีมุ้งเก่าเขรอะ จากสีขาวกลายเป็นสีน้ำตาลแก่ หูมุ้งกางไว้สองหูที่ผนัง คงไม่มีคนมาใช้นอนเป็นเวลานาน สภาพจึงเป็นแบบนั้น มุมด้านอื่นๆมีขวดน้ำแก้วน้ำเก่าๆ มีกระป๋องตะเกียงน้ำมันด้วย 2 กระป๋อง ตรงชานกระท่อมมีโอ่งน้ำใบเล็ก มีจานชามวางอยู่ข้างๆโอ่ง.
       
เจ้าของไปไหน ? ตอนนั้นไม่มีเวลามาคิดเกรงใจอะไรเพราะฝนตกลงมาแบบฟ้ารั่ว ยังไงก็ต้องขอเข้ามาก่อน เรื่องขออนุญาตเอาไว้ที่หลัง แต่ก็พบว่ากระท่อมหลังนี้คงไม่มีคนเข้ามาใช้นานแล้ว...

เมื่อความมืดกำลังจะมาเยือน ผมเดินไปที่กระป่องตะเกียงน้ำมัน เอามือเขย่าดู ..
       
“เอ๊ะ ! มีน้ำมันอยู่ในกระป่อง” ผมอุทานด้วยความดีใจ อย่างน้อยก็ครึ่งกระป่องคะเนจากน้ำหนัก
       
“หนุ่ย เอ็งเอาไฟแช๊ก ซิปโป้ มาจุดตะเกียงหน่อย ดวงดีจริงๆที่น้ำมันยังมีอยู่ ไม่งั้นมืด ตายเลย ”
เปลวควันสีดำ ลอยขึ้นมาจากใส้ตะเกียง ความสว่างกระจายออกมาจากดวงไฟ แสงไฟสะบัดวูบวาบ เพราะลมที่พัดเล็ดลอดเข้ามาตามร่องรูของฝากระท่อม
         
บรรยากาศด้านนอก นอกจากเสียงฝนเสียงฟ้าที่ดังสลับกันไปมา  ตอนนี้ผสมความมืดมิดเข้าไปด้วย เราสองคนไม่ได้พูดอะไรกัน ได้แต่มองตากัน เราไม่เคยเจอกับสถานการณ์แบบนี้ ตอนช่วงเย็นยังไม่เท่าไหร่เพราะยังมีแสงอาทิตย์เป็นเพื่อน แต่ตอนนี้เมื่อความมืดเข้ามาเยือน มันเริ่มน่ากลัว
       
 เสียงสรรพสัตว์ต่างๆเริ่มดังกันขึ้น มันมีมากมายหลายเสียง จนเดาไม่ถูกว่าเป็นเสียงของสัตว์อะไรกันบ้าง..ป่าคงตื่นแล้ว สัตว์ป่าต่างๆเริ่มออกมาหากิน..
       
คำว่าป่าดงพงไพร มันดูลึกลับและแปลกหูแปลกตา เสียงฝนที่เทลงมากระทบหลังคากระท่อม เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าเป็นพักๆ  เสียงลมที่พัดต้นไม้ใบไม้เกิดเสียงดังต่างๆแปลกหูแปลกตา ความหวาดกลัวเริ่มเข้าคุกคาม ความคิดฟุ้งซ่านคิดไปต่างๆนานา.. 
       
ผมยกมือขึ้นไหว้ไปรอบทิศ ขอให้ฝนหยุดเสียที เราอยากกลับบ้านเต็มที นึกอยากจะลุยออกไปเลยก็ไม่อยากเสี่ยงเพราะรถคู่ใจคันนี้ ถ้าโดนน้ำหนักๆจะพาลดับเอาดื้อๆ..
       
ฝนยังคงตกเหมือนเดิมไม่มีทีท่าว่าจะหยุด จากหนึ่งทุ่ม สองทุ่ม แลมองดูนาฬิกาครั้งสุดท้าย จะสามทุ่มแล้ว  ถ้ารู้แบบนี้นอนค้างที่บ้านเจ้าของที่ดินดีกว่า แต่อย่างว่าใครจะไปรู้สถานการณ์ข้างหน้า ที่สำคัญเราออกมาจากบ้านของเขาไกลมากแล้ว มันเกือบครึ่งทางเลยที่เดียว..
       
ง่วงก็ง่วงแต่ความกลัวมีมากกว่า มองออกไปมีแต่ความมืดมิด เสียงสิงสาราสัตว์ มันดังอยู่ตลอดเวลา อ้ายหนุ่ยทำท่าจะเอนตัวลงนอน ผมต้องรีบบอกมันอย่าพึ่งนอน เพราะหากมันนอนผมก็เหมือนตัวคนเดียว

“มันเหงานะ โว๊ย” ผมตะโกนอยู่ในใจ..

ท่ามกลางความมืด เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากใต้กระท่อม

“ จ๋อมๆๆๆๆ จ๋อมๆๆๆๆ” เสียงดังเหมือนมีการย่ำลงไปในน้ำ เพราะฝนตกหนักน้ำคงท่วมพื้นดิน เมื่อมีการย่ำลงไปในน้ำจึงเกิดเสียงแบบนี้..

เราสองคนขยับตัวเข้าหากันโดยไม่นัดหมาย..

“เสียงอะไร วะ หนุ่ย” เสียงผมแหบเต็มที..

อ้ายหนุ่ยสั่นหน้า มันคงพูดอะไรไม่ออก..

หรือจะเป็นสัตว์อะไรสักอย่าง

อีกไม่กี่อึดใจ มีเสียงใหม่ดังขึ้น..แต่เบามาก..

“กรูบอกแล้ว ว่าอย่ากลับบ้านมืดค่ำ.” เป็นเสียงผู้หญิง

“ฮือๆๆๆๆๆๆๆกลัวแล้ว  เจ็บๆๆๆ” เป็นเสียงเด็กผู้ชายอายุคงไม่มากนักไม่น่าเกิน สิบขวบ

“เฮ้ย ! เจ้าของกระท่อมกลับมาแล้ว” ผมหันหน้าไปบอกอ้ายหนุ่ย ใจชื้นขึ้นมา มีคนมาเป็นเพื่อนแล้ว

แต่อ้ายหนุ่ยทำท่าเฉยๆ ไม่ได้แสดงอาการดีใจอะไร..

“มรึง เป็นอะไรวะ ไม่ดีใจหริอ ไง ?”

“โธ่ ลูกพี่ สภาพกระท่อมร้างแบบนี้ คนอยู่ได้ก็เก่งละ คงไม่ใช่เจ้าของหรอก”

ผมลืมนึกถึงข้อนี้ไป เพราะสภาพกระท่อมที่เรามองเห็นตอนแรกนั้น มันร้างจนรกแบบนั้น แสดงให้เห็นว่าไม่มีใครอยู่อาศัยมานานแล้ว..เอาแล้วไง แล้วเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงคนแน่ๆ  แต่ผู้หญิงกับเด็กมาทำอะไรแถวนี้ แถบนี้ไม่ปรากฏมีบ้านคนให้เห็นเลย

“ไป ขึ้นไปบนบ้าน เดี๋ยวกูจะตีให้หลังลาย ชอบนัก เรื่องหนีไปเล่นน้ำ บอกแล้วว่าอย่าไป”

เสียงดังขึ้นมาอีก ทั้งเสียงย่ำน้ำยังมุ่งไปที่ตีนบันใด

ผมกับอ้ายหนุ่ย มองตากัน อ้ายหนุ่ยยกตะเกียงขึ้นเหลือหัว เพื่อให้ความสว่างกระจายไปให้ถึงหัวบันใด.เพื่อจะได้มองเห็นสิ่งที่จะไต่บันใดขึ้นมา..

เสียงลั่นของลูกบันใดที่เป็นไม้ไผ่ แสดงถึงมีสิ่งที่มีน้ำหนักกดทับลงไป 

“เอียดๆๆๆๆ”

จนเสียงมาสุดที่หัวบันใด....

“เฮ้ย ! “ เราสองคนแหกปากออกมาพร้อมกันอย่างลืมตัว..

มันบ้าไปแล้ว มีแต่เสียง แต่ไม่มีสิ่งใดปรากฏแก่สายตาเลย

ผมขนลุกซู่ด้วยความตกใจ และคิดว่าอ้ายหนุ่ยก็คงมีอาการไม่แตกต่างจากผม..ฝนบ้าก็ยังตกไม่หยุด ข้างนอกอย่าให้พูดถึงมันมืดมิด มองออกไปไม่เห็นอะไรเลย
กำลังตกใจจนทำอะไรไม่ถูก มีเสียงดังมาจากมุ้งริมห้องด้านใน ซึ่งสองหูของมุ้งกางอยู่ข้างฝาห้อง อีกสองหูกองอยู่กับพื้น เสียงตบหมอนผัวะๆๆ อยู่ในมุ้งซึ่งกางอยู่เพียงสองหู ด้วยสัญชาติญาณ อ้ายหนุ่ยยกตะเกียงชูขึ้นอีกครั้ง .

“เหวอๆๆ” มีเงาตะคุ่ม สอง เงา กำลังขยับไปมาอยู่ในมุ้ง

“พี่ๆๆๆๆ” เสียงไม่เป็นมนุษย์ของอ้ายหนุ่ย  จนฟังแทบไม่เป็นภาษา..

“เฮ้ย ! อยู่ไม่ได้แล้ว “ ผมตะโกนดังลั่น

ผมคว้ากระเป๋า กระโจนพรวดออกมาอย่างเร็ว อ้ายหนุ่ยยังมีสติ มันถือตะเกียงติดมือมาด้วย..ยังไงเราก็ต้องออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด

“ฮิๆๆๆๆ  ฮ่าๆๆๆจะรีบไปไหน”

“แม่ๆๆๆหนุง่วงแล้ว”.....

เสียงดังตามหลังมา..

ไม่มีเวลาคิดอะไร เราวิ่งลงมาถึงใต้ถุน ตรงที่รถมอเตอร์ไซค์ จอดอยู่ พื้นดินมีน้ำท่วมถึงตาตุ่ม ผมลากรถออกมาอ้ายหนุ่ยชูตะเกียงให้ความสว่าง ..

“เฮ้ย จะไปไหนๆๆๆๆ” เสียงบ้ายังตามมารบกวน..

ทั้งเข็นทั้งลากรถจนมาถึงถนน ซึ่งห่างจากกระท่อมไม่มากนัก

บิดกุญแจด้วยมือที่สั่นเป็นเจ้าเข้า เสียงเครื่องรถติดดังก้องในความมืด ไฟหน้ารถสว่างเป็นลำไปข้างหน้า มองเห็นเม็ดฝน ตัดกับแสงไฟ เป็นเส้นร้อยเส้นพันเส้น

“จะไปไหนๆๆๆๆ” เสียงดังมาจากในกระท่อม

กระตุกเกียร์เตรียมออกรถ หันไปมองอีกครั้ง ในกระท่อมตอนนี้มีแสงสว่างขึ้นจากตะเกียง  ที่ตรงหน้าต่างมีเงาเป็นร่างคนสองคน ยืนมองออกมา ...

อ้ายหนุ่ย โยนตะเกียงในมือทิ้งลงพื้น..

ผมบิดคันเร่งกระชากรถออกไป   ด้วยความแรง...

“ไปตายเอาดาบหน้า โว้ย หนุ่ย “..

เสียงเครื่องยนต์และแสงไฟส่องเป็นลำ วิ่งฝ่าสายฝนที่ตกกระหน่ำอย่างไม่ลิมหูลืมตา ตรงไปยังความมืดมิดที่อยู่เบื้องหน้า  ......

 
           

 3 
 เมื่อ: กันยายน 09, 2016, 10:01:23 am 
เริ่มโดย Rass - กระทู้ล่าสุด โดย Rass
ชีวิตวัฒนา

ราสส์ กิโลหก

เมื่อผมเกษียณอายุราชการแล้ว...ความรู้สึกมีทั้งดีใจ และเหงา ดีใจตรงที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรอีก หัวเบาตัวเบาไม่มีภาระอะไรให้รกสมอง  และเหงาคือเราไม่ได้ไปเจอพรรคพวกเพื่อนฝูงในที่ทำงาน ไม่มีอะไรให้ตื่นเต้นเหมือนทุกวันที่ยังไม่เกษียณ เช่นตื่นแต่เช้า รีบไปทำงาน คุยสนุกเฮฮา พบคนนั้น เจอคนนี้

แต่วันนี้ ตื่นกี่โมงก็ได้  ไม่มีอะไรให้เร่งรีบ จะนั่งจะนอนจะกินเวลาไหนก็ได้ นึกอยากทำอะไรก็ทำได้ ไม่มีกำหนดการอะไรให้ยุ่งยาก เพราะเราว่างเสมอ..
ผมเป็นคนโสด  ญาติพี่น้องมีไม่มากนัก จึงไม่มีปัญหาอะไรให้วุ่นวาย...

ผมมีสมบัติเป็นที่ดินอยู่ 2 แปลงตั้งอยู่ในจังหวัดที่ติดกับกรุงเทพฯ  ซื้อไว้ตั้งแต่สมัยเข้าทำงานใหม่ๆ ซื้อกับพรรคพวกที่สนิทกัน เขาแบ่งขายเป็นล็อกๆ....เนื้อที่แปลงละ 2 ไร่สมัยนั้นเขาเรียกสวนเกษตร ผมตกลงซื้อ 2 แปลงรวมเป็นเนื้อที่ 4 ไร่ ราคาไม่แพงเพราะอยู่ห่างไกลความเจริญในขณะนั้น จะเรียกเป็นป่าก็ว่าได้ ที่สำคัญผ่อนส่งได้นานเป็น 10-20ปี กับธนาคาร เงินที่ส่งก็ไม่มาก แค่หลักร้อย...

สมัยนั้นเงินเดือนตอนบรรจุใหม่ๆ(พ.ศ. 2518) พันบาทต้นๆ ไม่ถึง พันห้า...เจียดมาส่งที่ดิน สองแปลง หกร้อยกว่าบาท ไม่เดือดร้อนอะไร

หน้าที่การงานของผม โยกย้ายไปมาหลายจังหวัด เมื่อมีเวลาก็ไปดูที่ดินสักครั้งกันลืม ผมจะให้ความสำคัญกับหมุดเขต และแนวเขตมาก ที่ดินซึ่งเราไม่ได้อยู่อาศัยหรือทำประโยชน์ ขอบเขตสำคัญมาก ต้องดูแลให้ชัดเจนและแข็งแรง มิเช่นนั้น อาจเกิดปัญหากับที่ดินแปลงข้างเคียง ซึ่งจะวุ่นวายและเดือดร้อน..

มุมเขตที่มีหมุดหลักเขต จะใช้เสาคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาด 4 นิ้ว คูณ 4 นิ้ว ยาว 1.50 เมตร ทาสีแดงที่หัวเสา ฝังลงดิน ประมาณ 0.60 เมตรคู่กับหมุดเขตทุกหลัก ระหว่างหมุดเขต ซึ่งเป็นแนวตรง จะปักอีก ช่วงละ 5 เมตร เพื่อบังคับแนวเขต...ปักให้รอบแปลง..

แม้ว่าที่ดินของผมอยู่จังหวัดที่ติดกับเขตเมืองกรุงเทพฯ แต่ก็ยังเป็นที่รกร้างรกทึบ ในสมัยนั้นไม่ต้องพูดถึง ถ้าไม่จำเป็นไม่อยากเข้าไป ทั้งรกทั้งทึบ เพราะห่างไกลความเจริญ แต่ที่ซื้อเพราะผมไม่เคยมีที่ดิน ไม่มีมรดกตกทอดอะไรทั้งนั้น อยากมีที่ดินกับเขาบ้าง เลยกัดฟันซื้อเอาไว้ ซึ่งนับว่าเป็นบุญกุศลอันใหญ่หลวงในเวลาต่อมา..

ปีสองปีจะเข้าไปดูสักครั้งเพราะหน้าที่การงาน ประจำอยู่ต่างจังหวัด  และจะโยกย้ายไปทั่วทุกภาค  ทุกครั้งที่เขาไปดู ผมจะตรวจสอบหลักที่ปักไว้ ว่ายังอยู่คงเดิมหรือไม่ หากมีบางหลักที่ชำรุดเสียหาย จะรีบซ่อมแซมให้เหมือนเดิมทันที

การเขาไปดูพื้นที่แต่ละครั้ง จะพบความเปลี่ยนแปลงคือการเจริญเติบโต ที่เกิดขึ้นเรื่อยๆ  ความรกทึบความเงียบเหงา ค่อยเปลี่ยนไป จากถนนดิน เป็นลูกรัง เป็นลาดยาง และเป็นคอนกรีต และเป็นอะไรต่อมิอะไร จนแทบจะไปไม่ถูก สิ่งก่อสร้างเกิดขึ้นมากมาย ทั้งผู้คน บ้านเรือน ถนนหนทาง การเดินทางไปที่ดินจึงแสนสะดวกสบาย

สิ่งก่อสร้างต่างๆเริ่มลามไปในพื้นที่ดิน ที่อยู่ติดกับที่ดินของผม ต่อมากลายเป็นว่ารอบๆที่ดินของผมเต็มไปด้วยตึกสูงใหญ่ ส่วนที่ดินของผมยังว่างเปล่า ในพื้นที่เต็มไปด้วยต้นไม้ต่างๆที่เกิดขึ้นมาเองโดยไม่ได้ปลูกด้วยเนื้อที่ขนาด 4 ไร่มันเป็นเหมือนป่าย่อมๆในดงคอนกรีต

ตอนใกล้เกษียณ ผมได้มีโอกาสได้รับความเมตตาจากเจ้านาย ได้ย้ายมาดำรงตำแหน่งใกล้กรุงเทพฯ จึงมีเวลาไปดูที่ดินได้บ่อยขึ้น พร้อมกับวางแผนในการใช้ที่ดิน หากเกษียณอายุแล้ว.. 

ขณะนี้ที่ดินของผม กลายเป็นไข่ทองคำไปแล้ว ไปดูที่ดินครั้งใด จะมีพวกนายหน้าหรือเจ้าของที่ดินแถวๆนั้น เข้ามาติดต่อสอบถาม เพื่อขอซื้อ หรือขอนำไปเสนอขายจากพวกนายหน้า บางพวกมาชวนหุ้นสร้างคอนโด ก็มี แต่ผมยังไม่ตัดสินใจขาย เพราะยังไม่มีแผนการอะไร เนื่องจากผมไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน

ผมไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่หาหนี้สินใส่ตัว บ้านของตัวเองไม่มีเพราะไม่อยากเป็นหนี้ รถที่ใช้เป็นรถปิ๊คอั๊พมือสอง เพิ่งซื้อเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว และไม่เคยอยากเปลี่ยนใหม่ ไม่สนใจรุ่นใหม่รุ่นเก่าอะไร ดูแลเขาให้ดีเขาก็ซื่อสัตย์ ไม่เกเรให้เป็นที่เดือดร้อนต้องไปกินข้าวลิงกลางทาง

ผมคำนวณเบี้ยบำนาญ ประมาณ สามหมื่นกว่าๆ เฉลี่ยวันละ พันกว่าบาท กินอย่างไรก็ไม่มีหมด ดำรงชีวิตอยู่ได้สบายๆ แต่เมื่อเหลียวมองไปยังเพื่อนข้าราชการ ที่ทำงานด้วยกัน บางคนซื้อบ้านราคาหลายล้าน ซื้อรถยนต์ราคาแพง ลูกหลานเรียนที่แพงๆ เมื่อเกษียณออกมา สิ่งที่ติดตัวมาด้วยคือหนี้สิน หนี้สหกรณ์บ้าง หนี้ธนาคารบ้าง บ้านใหญ่ รถสวย แต่ยังต้องส่งเงินให้เขาอีกทุกเดือน มันคงไม่ค่อยสนุก ..

เมื่อถึงวันเกษียณ ผมตัดสินใจพำนักอยู่ที่จังหวัดที่ผมดำรงตำแหน่งครั้งสุดท้าย ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพฯไม่มาก  เป็นบ้านเช่าชั้นเดียวราคาค่าเช่า 2500 บาท และยังไม่คิดขยับขยายไปไหน เพราะเจ้าของบ้านเคยทำงานที่เดียวกัน และตัวบ้านอยู่ในรั้วเดียวกับเจ้าของบ้าน จึงมีความปลอดภัย หากผมไม่อยู่หรือไปค้างแรมที่อื่น...

หลังจากนั้น  จึงมีเวลาว่างมากขึ้น มีเวลาเข้าไปดูแลที่ดินมากขึ้น ไปทีไร พวกที่อยากได้ที่ดินมักเข้ามาต้อนรับขับสู้ แสดงความเป็นมิตร เพราะพวกเขาอยากซื้อที่ดินแปลงนี้ เนื่องจากบริเวณนี้ไม่มีที่ดินแปลงใหญ่ขนาดนี้ จึงเป็นที่หมายตาของพวกนักลงทุนจำนวนมาก...

การที่เราไม่สนใจจะขาย ทำให้ราคาที่ดินมีราคาสูงขึ้น แต่หากเราต้องการขายและเสนอขาย ราคาที่ดินมักไม่ได้ราคาเพราะเราอยากขาย มันเป็นเรื่องจริง...เมื่อผมไม่สนใจจะขาย จึงมีผู้เสนอราคาขยับขึ้นเรื่อยๆ..
วันหนึ่ง ผมแวะเข้าไปดูที่ดินเหมือนเคย

เฮียตี๋ เจ้าของอพาตเม้นแถวๆนั้น ซึ่งก็คุ้นเคยกันเพราะแกชอบมาขอซื้อที่ดินกับผม แต่ก็ยังไม่สำเร็จ เพราะผมยังไม่อยากขาย  คราวนี้เจอหน้า ก็เหมือนเดิมคือแกเข้ามาพูดคุย  แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือ การเข้ามาพูดคุยครั้งนี้ แกดูท่าทางจะขอซื้อให้ได้ และที่สำคัญ ราคาที่เสนอมาครั้งนี้ มันสูงกว่าเดิม อีกทั้งแกยังให้ข้อคิดว่าตัวคนเดียวจะเก็บที่ดินเอาไว้ทำไม ต้องเสียเวลามาดูแล ....อีกหน่อยอายุมากๆก็คงมาดูไม่ไหว .และอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการเข้ามาบุกรุกของบุคคลอื่น อาจทำให้ต้องเสียเวลาและเดือดร้อนโดยไม่จำเป็น ผมขอเวลาเฮียตี๋ สัก2-3 วัน

มานั่งคิดนอนคิด ผมไม่มีแผนการในการพัฒนาที่ดิน เพราะไม่รู้จะทำไปทำไม เงินทองก็มีใช้ไม่เดือดร้อนอะไร ที่ดินตอนนี้ไม่เหมือนก่อนแล้ว เพราะความเจริญเติบโตขยับเข้ามาจนชิดพื้นที่ดิน ผู้คนเข้ามาอยู่อาศัยมากมายและอาจเข้ามาวุ่นวายในที่ดินของผมก็เป็นได้...เพราะผมไม่ได้ไปเฝ้าทุกวัน ไปครั้งหลังสุดได้เห็นกองขยะหลายกองในที่ดิน และมีคนบอกว่ามีพวกขี้ยา แอบเข้าไปทำสิ่งผิดกฎหมายด้วย

ผมตกลงขายให้ เฮียตี๋ หลังจากนอนคิดจนรอบคอบแล้ว..

ในวันโอนที่ดิน เจ้าหน้าที่จากธนาคารซึ่ง เฮียตี๋ ใช้บริการอยู่ ได้มาติดต่อเพื่อขอรับเงินฝากจากผม ซึ่งก็ไม่มีปัญหา เงินจำนวนเกือบร้อยล้าน เข้าไปอยู่ในบัญชีของผมในทันที หลังจากการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เรียบร้อย                                   

ผมเอาสมุดบัญชีมานั่งมองทุกวัน ไม่น่าเชื่อว่าคนแบบผมจะมีเงินเป็นร้อยล้าน 

ผมวางแผนในการใช้เงินทันที อันดับแรกต้องหาที่อยู่อาศัย แต่ไม่ใช่บ้านหรือตึกใหญ่โต แต่เป็นที่ดินแปลงสวยๆนอกเมือง ผมเบื่อความแออัด ความเร่งรีบ อยากใช้ชีวิตสบายๆ..ผมคิดว่าใครๆเขาก็เป็นอย่างที่ผมคิดทุกคน เพียงแต่จะมีโอกาสมากน้อยแค่ไหน..

ผมไม่อวดรวยกับใคร เรื่องขายที่ดินของผม 4 ไร่นั้น นอกจากเฮียตี๋และพนักงานธนาคารที่มารับเงินฝากแล้ว ผมไม่ปริปากแพร่งพรายให้ใครรู้....คนอวดรวยมักรวยไม่จริง  แต่คนรวยจริงๆเขาไม่กล้าอวดรวย เพราะไม่รู้จะอวดไปทำไม....

เพื่อความรอบคอบ ผมแยกเงินออกมาเป็นห้าส่วน หนึ่งส่วนไว้ธนาคารเดิม และซื้อสลากออมสินหนึ่งส่วน ที่เหลือสามส่วน ไปฝากไว้ที่ธนาคารต่างๆแห่งละหนึ่งส่วน ส่วนที่เป็นสลากออมสินจะได้เงินจากการถูกรางวัลทุกเดือน จำนวนเป็นหมื่นบาททีเดียว..

ตระเวนหาที่ดิน ตามที่ใจต้องการเพื่อปลูกบ้านและอยู่อาศัยในบั้นปลายของชีวิต ไม่ถึงเดือน ไปพบที่ดินที่ถูกใจแห่งหนึ่ง ที่ดินไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก ห่างถนนสายหลักไม่มาก ประมาณกิโลเศษๆ ด้านหน้าและด้านข้างติดถนนซอย อีกด้านติดที่ดินของกำนันในท้องที่นั้น  ด้านหลังติดลำธารกว้างประมาณ 8 เมตร มีน้ำตลอดปี เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่..

ที่ดินสวยจริงๆ มีต้นไม้ใหญ่อยู่ในพื้นที่ เกือบสิบต้น ร่มรื่นร่มเย็น โดยเฉพาะด้านติดลำธาร บรรยากาศเหมือน อยู่ในป่าลึกๆ ทั้งที่ความจริงอยู่ห่างตัวเมืองแค่สิบกว่ากิโล ไปมาสะดวกมาก
เจ้าของที่ดินขอราคา 2 ล้านบาท ผมตกลงทันที โดยกำนันเป็นนายหน้าพาไปซื้อ ..

แต่ก่อนชำระเงิน ผมขอให้เจ้าของที่ดินนำที่ดินไปยื่นขอสอบเขตเสียก่อน เพื่อให้ได้แนวเขตที่แน่นอน ผมต้องการหลักเขตให้มีครบทุกหลัก และตรงตามโฉนด ป้องกันไม่ให้มีปัญหากับที่ดินแปลงข้างเคียง

ผมบอกเจ้าของที่ดินว่าตกลงซื้อยกแปลง  โดยไม่คำนึงว่าเมื่อเจ้าหน้าที่มาทำการรังวัดแล้ว เนื้อที่จะมากหรือน้อยกว่าเดิมก็ตาม  เจ้าของที่ดินยิ้มออก รีบไปดำเนินการยื่นคำขอสอบเขต ทันที..

หลายเดือนต่อมา การดำเนินการรังวัดสอบเขตเรียบร้อย เนื้อที่น้อยกว่าเดิมเล็กน้อย เจ้าหน้าที่นัดวันไปรับโฉนด และผมขอนัดโอนโฉนดในวันนั้นเลยเพื่อความสะดวก...

บอกกำนันว่า เงินที่นำมาซื้อที่ดิน เป็นเงินจากการเกษียณอายุราชการ..... 

เมื่อได้ที่ดินมาเป็นของตนเองเรียบร้อยแล้ว  อันดับแรกคือการทำรั้ว แต่เป็นรั้วลวดหนาม ด้านหน้าที่ดินที่ติดถนนซอย สร้างเป็นรั้วคอนกรีตบางส่วน เพื่อให้แลดูสวยงาม บริเวณทางเข้าบ้านทำช่องทางไว้กว้าง 4 เมตร ส่วนประตูรั้ว เป็นเหล็กดัด ด้านล่างทึบ ด้านบนเป็นลวดลายโปร่งๆตามสมัยนิยม โดยมีล้อเลื่อนเพื่อเปิดและปิด..

จ้างคนมาถากถางต้นไม้  ถางเท่าที่จำเป็นเพราะผมต้องการความร่มรื่น  และเพื่อเป็นการแสดงน้ำใจ ด้านที่ติดทางสาธารณประโยชน์ ผมกันที่ดินของตนเองตลอดแนว กว้าง 2 เมตร เพื่อยกให้เป็นทาง  ทำให้เขตทางด้านนี้จะกว้างกว่าด้านอื่นๆ......

จ้างรถขุดดิน(แบคโฮ)มาขุดเป็นร่องน้ำ กว้าง 4 เมตร รอบแปลงที่ดิน โดยให้ห่างจากรั้วลวดหนามประมาณ 6 เมตร เอาดินที่ขุดได้มาทำเป็นถนน ทำให้ที่ดินแปลงนี้ มีถนนและร่องน้ำรอบแปลง ด้านที่ตรงกับทางเข้าออก ก็ขุดวางท่อลอดใต้ดิน เฉพาะด้านที่ติดลำห้วย ได้วางท่อขนาด 1 เมตร 2 แถว ต่อลงไปที่ริมห้วย แล้วทำประตูน้ำ เพื่อใช้ปิดเปิดบังคับน้ำ ระหว่างลำห้วยกับ ร่องน้ำที่ขุดไว้ในบริเวณที่ดิน จะทำให้มีน้ำไหลเข้า ร่องน้ำจนเต็ม เมื่อไม่ต้องการให้น้ำเข้ามากเกินไป ก็ปิดประตูน้ำเสีย...

เสารั้วลวดหนาม ผมใช้เสาขนาดใหญ่ (6 คูณ 6)สูง 2 เมตร เป็นเสารั้วปักไปตลอดแนว ระยะห่าง 2.50 เมตร และลงต้นมะขามเทศแซมไว้ที่รั้ว จนรอบแปลงที่ดิน 

ถนนที่สร้างจากดินที่ขุดขึ้นมา ได้จ้างเขามาบดอัดและลาดยางมะตอยทั้งเส้น ด้านริมถนน หาต้นไม้ยืนต้น ต่างๆ มาปลูก เช่นต้นคูณ ต้นสน ต้นสัก ต้นยาง ฯลฯ...ถ้าดูจากภาพรวม ถนนกับร่องน้ำจะอยู่คู่กัน
เมื่อจัดการกับที่ดินเรียบร้อยแล้ว...

ผมได้หารือกับกำนัน เพื่อให้หาช่างมาทำบ้าน เอาช่างบ้านนอกนี่แหละ ให้ช่าง อ.บ.ต. เขียนแบบให้ อย่าคิดว่าจะสร้างใหญ่โตนะครับ เปล่าเลย  ทำเป็นบ้านชั้นเดียว ทรงจั่ว กว้าง 9 คูณ 6 เมตร ผนังเป็นอิฐบล็อก ประตูหน้าต่างก็ธรรมดาๆ  สร้างเดือนเศษๆก็เสร็จเพราะไม่มีอะไรมาก ในตัวบ้านมีห้องนอนห้องเดียว

แต่ที่สำคัญที่สุด ผมให้ช่างขุดบ่อน้ำใต้ดิน ขนาด 4 เมตร คูณ 4 เมตร ลึก 2 เมตร เป็นบ่อคอนกรีตอย่างดี อันนี้ต้องย้ำว่าอย่างดี มีระบบปั๊มน้ำอัตโนมัติเพื่อดึงน้ำจากบ่อขึ้นมาใช้ . บ่อนี้ใช้รองรับน้ำฝนจากหลังคา เพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน

ผมตั้งชื่อบ้านว่า “ชีวิตวัฒนา” จ้างเขาเอาปีกไม้มาแกะสลัก แล้วทำที่แขวนไว้หน้าบ้าน พรรคพวกจะได้มาหาถูก

เมื่อทุกอย่างลงตัว ผมก็ขนของอันน้อยนิดเข้ามาอยู่ และหวังว่าจะอยู่ที่นี่ตลอดไป ในพื้นที่จังหวัดนี้ผมมีคนรู้จักมากพอสมควร เพราะเกษียณอายุที่นี่ เสาร์-อาทิตย์ คงมีพรรคพวกมาเยี่ยมเยือนกันบ้าง...

ลืมบอกไป  นั่นคือผมเป็นคนกินเหล้าครับ แต่ชอบกินที่บ้าน พรรคพวกมาก็กิน อยู่คนเดียวก็กิน แต่กินแบบถนอมสุขภาพ คือกินให้รู้ว่ากิน ไม่หักโหม จนเหล้ากินคน  ..
ที่ดินตรงนี้ไม่เปลี่ยวมากนัก ห่างที่ทำการ อ.บ.ต. ไม่มาก ที่ทำการกำนันก็ไม่ไกล ตรงปากซอยมีร้านค้าด้วย อยู่สบายๆ

ผมชอบซื้ออาหารตุนไว้แยะๆ เหล้าซื้อที ยกเป็นลัง  พักหลังๆไม่ต้องไปซื้อ โทรศัพท์บอกที่ร้านใหญ่ในตลาด เขาจะเอามาส่งให้

ตอนเย็นๆขี่จักรยานรอบๆที่ดินตามถนนลาดยางของเรา สัก 3 รอบ จากนั้น ก่อไฟในเตา เอา หมู ไก่ หรือ หอย มาปิ้ง แกล้มเหล้า น้ำแข็งโซดาเย็นๆ  ถือแก้วเหล้าเดินดูปลาในร่องน้ำ ซึ่งเริ่มมีให้เห็น ดูกระรอกวิ่งไปตามต้นไม้ เมื่อได้เวลาอันสมควร ก็เข้าบ้านอาบน้ำ กินข้าว ดูทีวี จนหลับไปเอง

อย่าคิดว่าผมเหงา ผมไม่เหงานะเพราะตอนเย็นๆ หรือเสาร์-อาทิตย์ พรรคพวกที่เริ่มรู้ก็จะพากันมาเยี่ยม ทุกคนที่มาแล้ว ส่วนใหญ่ ติดใจจนต้องมาอีก และบ้านผมนั้น เสรีครับ ใครอยากนอนก็นอน กลับได้ก็กลับ ที่นอนกว้างขวาง นอนตรงไหนก็เลือกเอา...เพราะบ้านมันโล่ง  มีห้องนอนส่วนตัวผม ห้องเล็กๆห้องเดียว...

บางคนเมามากก็นอนบนโต๊ะใต้ต้นไม้ก็ได้ บรรยากาศธรรมชาติเย็นสบายดี

และที่ห้ามกันเสียงแข็งคือ ห้ามจับสัตว์ทุกชนิดในเขตบ้านนี้..ใครไม่ฟัง ต่อไปห้ามมา...

วันหนึ่งหน้าหนาวมีลมพัดเฉื่อยๆ  ผมนั่งละเลียดเหล้าอยู่คนเดียว อยู่นอกบ้านตรงโต๊ะม้าหินที่เก่าเวลาเดิม  กับแกล้มสองอย่างบนโต๊ะ เป็นผัดเผ็ดปลาดุก และ หมูแดดเดียว วันนี้เป็นวันกลางสัปดาห์ ไม่มีใครมาเยี่ยมเหมือนเคย

อากาศกำลังจะมืด จึงไปหาฟืนมาก่อเป็นกองไฟเล็กๆเป็นเพื่อน อากาศเริ่มเย็น แต่ได้รับความร้อนจากกองไฟ จึงไม่รู้สึกอะไร..

นั่งนึกถึง วิถีชีวิตที่ผ่านมา คนเราเกิดมา ก็จะมีการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกันไป มันหลากหลายจนแยกแยะไม่ไหว บางคนรวย บางคนจน  บางคนดี บางคนเลว มันคละกันไปหมด

ผมมองเห็นการดิ้นรนเพื่อหากินของคน คนที่ร่ำรวยก็มีโอกาสสูง นั่งกินนอนกิน นึกอยากกิน อยากได้อะไร ก็สมปรารถนา แต่คนอีกจำนวนมากยังไม่เป็นเช่นนั้น ต่างต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด..

สำหรับผม เงินเกือบร้อยล้าน ใช้ยังไงก็ไม่มีหมด มันมีมากจนล้นเกินไป มันเกินความต้องการ มันเหมือนเรานั่งเรือลำใหญ่สวยงามอยู่คนเดียว กำลังลอยไปตามลำน้ำที่กว้างใหญ่ มองลงไปที่ผิวน้ำ มีคนจำนวนมากกำลังแหวกว่าย ไปตามน้ำ เพื่อไปยังที่ใดที่หนึ่งตนเองต้องการ บางครั้งน้ำเชี่ยว บางแห่งน้ำลึก ทำให้บางคนหมดแรงจมหายไปในลำน้ำ  ..แต่เราสบายนั่งกินนอนกินอยู่บนเรือใหญ่......

คืนนี้ ผมกินมากกว่าทุกครั้ง อาจเป็นเพราะได้คิดอะไรต่ออะไรไปเรื่อย  ความสุขอยู่หนใด บางครั้งความสุขที่ล้นเกินไป  ก็เป็นทุกข์ได้...
ผมคิดว่าเราควรทำอะไรให้เป็นประโยชน์บ้าง   
                                               
                                                                       ***********************************
หลายปีต่อมา....

เช้ามืดวันหนึ่ง...

“กำนันครับกำนัน....” เสียงตะโกนของ อ้ายนพ ดังลั่นอยู่หน้าบ้านกำนัน อ้ายนพเป็นลูกชาวบ้านแถวนั้น เรียนหนังสือไม่จบ มันจึงมาช่วยพ่อ-แม่ ทำนาทำไร่  มันมักไปรับจ้างตัดไม้ใบหญ้าที่สวน “ชีวิตวัฒนา” ทั้งยังรับอาสาไปซื้อข้าวของเล็กๆน้อยให้กับเจ้าของสวนอีกด้วย ซึ่งเจ้าของบ้านก็เอ็นดูมันเหมือนลูกหลาน เพราะมันมีนิสัย ว่าง่ายใช้คล่อง  บางครั้งยังได้รับเงินพิเศษอยู่เนืองๆ จึงเป็นผู้ที่คุ้นเคยกับเจ้าของสวนมากที่สุด...

กำนันในวัยใกล้หกสิบ  เอาผ้าขาวม้าพาดที่ไหล่ เดินออกมาที่อ้ายนพยืนอยู่...ยังไม่ทันได้พูดอะไร..

“คุณลุงเจ้าของสวน ชีวิตวัฒนา ตายแล้วครับ ศพยังอยู่ที่บ้าน”..อ้ายนพพูดด้วยความตื่นเต้น

“อ้าว !”  กำนันเกาหัวยิกๆๆ
                                     
                                                           *******************************************
เจ้าหน้าที่,แพทย์ และ, มูลนิธิฯเข้าไปสอบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตตามระเบียบ และเก็บศพ  ผู้ตายไม่มีทรัพย์สินอะไรมากนัก พบเพียงโฉนดที่ดิน เนื้อที่ 5 ไร่ เพียงใบเดียว และบัตรข้าราชการบำนาญ และเงินสดไม่มากนัก..

หลังจากวินิจฉัยว่าเป็นการตายไม่ผิดธรรมชาติ  ไม่มีการฆาตกรรม  จึงได้มอบศพให้ผู้เกี่ยวข้อง มาทำพิธีทางศาสนาต่อไป..

พรรคพวกเพื่อนฝูง กำนันและชาวบ้านในพื้นที่ ช่วยกันจัดงานศพ ไปอย่างเรียบง่าย...ส่วนโฉนดที่ดินแปลงที่ผู้ตายอาศัยพัก   จะได้ติดตามหาทายาทเพื่อให้มารับมรดกต่อไป...
                                           
                                                           *******************************************

อ้ายนพ ไปที่สวนท้ายบ้านของมัน ขุดเอากล่องเหล็กใบเล็กออกมา ในกล่อง เป็นสมุดธนาคาร 4 เล่มและสลากออมสิน ที่ระบุชื่อเจ้าของและจำนวนฉบับ   ...มันหยิบขึ้นมา และคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป  มันเรียนหนังสือถึงชั้น ม.3 ซึ่งแน่นอนว่ามันรู้ว่าสิ่งของเหล่านี้คืออะไร   .......เพียงแต่มันจะแกะทุเรียนเหล็กใบนี้มากินด้วยมือเปล่าได้อย่างไร ?  .......       
     

 4 
 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2016, 12:26:54 pm 
เริ่มโดย Rass - กระทู้ล่าสุด โดย Rass

แผนที่วิวาท..

ราสส์ กิโลหก

ผมเป็นข้าราชการกรมที่ดิน ทำหน้าที่ในฝ่ายรังวัด ตำแหน่งช่างรังวัด จัตวา ก็คือเพิ่งสอบบรรจุใหม่ได้ไม่นาน เมื่อปี พ.ศ. 2518  หลังจากทดลองงาน ครบ 6 เดือน กรมที่ดินได้ส่งตัวไปประจำที่
จังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคกลาง แต่ไปอยู่จังหวัดยังไม่ได้ทำอะไร เจ้านายในจังหวัดทำหนังสือส่งตัวไปช่วยงานอำเภอ เพราะแต่เดิมได้รับรายงาน จากเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอว่าขาดแคลนไม่มีช่างรังวัด
และมีปริมาณงานรังวัดมาก พวกที่ประจำอยู่ต่างไม่ใช่ช่างรังวัด วัดที่ดินกันไม่เก่ง จึงอยากได้ช่างรังวัดสัก 1 คนมาช่วยงาน   ..

อำเภอนี้อยู่ห่างไกลไปจากตัวจังหวัดหลายสิบกิโล   ความจริงผมอยากอยู่ประจำที่สำนักงานที่ดินจังหวัดมากกว่า เพราะเท่ห์กว่ากันแยะ แต่เจ้านายสั่งก็ขัดไม่ได้ จะเหลียวซ้ายแลขวา
หาเส้นสายสักเส้นสองเส้นก็ไม่มี เพราะเพิ่งบรรจุใหม่ยังไม่รู้จักใคร  รู้จักแต่ภารโรงตอนที่มารายตัววันแรก

ภารโรงเล่าให้ฟังว่า อำเภอนี้ขอช่างมานานแล้ว แต่ไม่มีใครอยากไปเพราะไกล เจ้านายก็อึกๆอักๆเพราะที่จังหวัดงานก็แยะ สมัยนั้นอัตรากำลังเจ้าหน้าที่มีน้อย จะส่งช่างไปก็กลัวเสียงานที่จังหวัด
จึงยังทำอะไรไม่ได้ ขอให้รอไปก่อน พอดีมีเหยื่อตัวใหม่มารายงานตัว ความโชคดีจึงมาลงที่ผมโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้...

ไปก็ไปวะ กลัวอะไร ตัวคนเดียวไม่ต้องกังวลอะไร ไปไหนไปกัน  ผมปลอบใจตัวเอง

ข้อแตกต่างระหว่างอำเภอกับจังหวัดคือ 

สำนักงานที่ดินจังหวัดจะดำเนินการเกี่ยวกับหลักฐานโฉนดที่ดินในพื้นที่ทั้งจังหวัด  แต่สำนักงานที่ดินอำเภอจะดำเนินการเฉพาะในพื้นที่อำเภอนั้นๆ  เกี่ยวกับหลักฐาน น.ส.3 (ครุฑดำ)
สมัยนั้นยังไม่มี น.ส.3ก(ครุฑเขียว)  พวก น.ส.3 ก เพิ่งเริ่มจัดทำในปี พ.ศ. 2518 หรือ 2519 จำไม่ค่อยได้

ฉะนั้นเกรด โฉนดที่ดินกับ น.ส.3 มันต่างกัน เหมือนช่างซ่อมเครื่องบินกับช่างซ่อมรถสามล้อ ว่าไปนั่น...

อำเภอนี้อุดมไปด้วยป่าไม้ มีป่าดงดิบมากมาย ผู้คนเริ่มอพยพเข้ามาจับจองพื้นที่ทำไร่ ส่วนใหญ่จะทำไร่ ทำนาทำสวนมีน้อย ถนนหนทางมีแต่ลูกรัง เต็มไปด้วยหลุมบ่อเล็กๆ
ช่างรังวัดจะมีคนงานประจำตัว 2 คน แต่ช่างหัวดีบางคนไม่ใช้คนงานให้เปลืองเงินในกระเป๋า พี่แกใช้ให้เจ้าของที่ดินมาช่วยลากเส้นลากโซ่วัดระยะ แกบอกว่า คนในพื้นที่อดทนบึกบึนกว่าคนงานรังวัด
 ถากถางก็เก่ง สบายกว่ากันแยะ ก็ว่ากันไป สมัยนั้นชาวบ้านไม่ค่อยมีปัญหาอะไร เขาให้ความร่วมมือเสมอ ขอให้บอกมา

คนงานของผมเป็นคนในพื้นที่ อายุมาก 1 คน แกอายุห้าสิบเศษๆเป็นคนธรรมะธรรมโม ตามตัวสักลายพร้อยเป็นนักเลงโบราณ แต่จริงๆแล้วเป็นคนไม่มีอะไร แกเล่าว่าเห็นเขาสักกันในสมัยหนุ่มๆนึกสนุกก็สักกับเขาบ้าง
แต่ไม่เคยได้ไปลองของกับใครสักทีเพราะแกไม่ใช่มีนิสัยนักเลง แต่ชอบไปทางเข้าทรงองค์เจ้า เพราะเคยเป็นลูกศิษย์สำนักทรงเจ้าแห่งหนึ่งมาก่อน

ถ้าไม่มีงานรังวัดแกก็จะไปช่วยงานหลวงพ่อที่วัดใกล้บ้าน  ส่วนอีกคนอายุน้อยกว่าผม อ้ายนี่กระล่อนพูดมาก แต่ทั้งสองสนิทกัน เพราะมาจากที่เดียวกัน ทั้งสองคนจะเรียกผมว่าลูกพี่ มันเป็นธรรมเนียม
คนงานรังวัดจะเรียกช่างแบบนั้น ไม่ว่าอายุอานามจะมากหรือน้อยกว่ากัน เป็นการให้เกียรติกัน..

มีคำขอรังวัดสอบเขตที่ดิน น.ส.3 รายหนึ่ง ผู้ขอชื่อ นางเฉย ใจด่วน อายุ 60 กว่าปี ที่ดินตั้งอยู่ตำบลที่ห่างออกไปอีก หลายสิบกิโล  ได้กำหนดนัดรังวัด ในอีก 1 เดือนข้างหน้า
ผมบอกให้แก ช่วยหาไม้ลวกเอาไว้ทำธง ให้ทำไว้หลายๆอัน ที่สำคัญถากถางที่ดินให้ด้วยอย่าให้รกมากนัก เดี๋ยวรังวัดไม่ได้ ...ถามตำแหน่งที่ดินว่าอยู่ตรงไหน
แกบอกว่าบอกไม่ถูกให้ไปเจอกันที่วัดแห่งหนึ่งซึ่งไม่ไกลจากที่ดิน..แกจะไปรอที่นั่น..

เมื่อถึงวันนัดรังวัด 8.00 น  เราสามคน ผม ลุงแก้ว และ อ้ายหนุ่ย แต่งตัวอย่างรัดกุมเพื่อสะดวกแก่การทำงาน ฝุ่นแยะมาก ผมต้องใส่อ้ายโม่งพร้อมแว่นดำ และหมวกชนิดรัดหัวแน่นๆกันลมพัดเวลาขี่รถ
 ลืมบอกไปว่า รถของเราก็คือมอเตอร์ไซค์ สองล้อ ขนาด 100 ซีซี..

ลุงแก้วก็แว่นดำ อ้ายหนุ่ย ก็แว่นดำ มันดูแปลกๆเพราะนั่งกันสามคน สมัยนั้นไม่มีหมวกกันน๊อคเหมือนสมัยนี้ เอาสบายเข้าว่า ขี่ไปเรื่อยๆเพราะถนนไม่ค่อยดี ทุกครั้งที่มีรถสวนหรือแซงเราไป
ฝุ่นที่อยู่บนถนนมันจะลอยตามหลังรถมากลุ่มใหญ่ ซัดเข้าหารถเราเต็มๆ

แต่ก็ไม่มีรถมากนักจึงไม่สร้างความลำบากอะไรมาก เกี่ยวกับเรื่องรถ  ผมจำได้ติดตา ในสมัยนั้น เวลามีประชุมของอำเภอประจำเดือน พวกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย
ตามหมู่บ้านในตำบลต่างๆ จะมาประชุมกันที่อำเภอ สำนักงานที่ดินอำเภออยู่ติดกับที่ว่าการอำเภอ ผมจะเห็นรถหกล้อเก่าๆอาจเป็นของกำนันหรือคนในหมู่บ้าน ด้านหลังจะเป็นคอกเหล็กสูงๆ
เพื่อใช้ประโยชน์ในการขนพืชไร่ บนรถด้านหลังจะแน่นไปด้วยผู้นำท้องถิ่น ก็คือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ใส่ชุดสีกากี หัวหูแดงเถือกไปด้วยฝุ่น พอลงจากรถต่างปัดเอาฝุ่นออกจากตัว เสียงเอามือตบตามเสื้อกางเกงดัง ปับๆๆๆๆ...
เวลากลับก็จะต้องรอกลับพร้อมกัน เพราะรถประจำทางมีน้อย วิ่งวันละ 2 เที่ยวไปกลับ เช้าเย็น ใครกินเหล้าเมาตกรถก็ซวยไป เพราะจะหารถกลับบ้านไม่ได้ ต้องหาที่นอนตามบ้านคนที่รู้จักหรือไม่ก็นอนที่อำเภอเป็นเพื่อนกับพวกที่อยู่เวร

 ผิดกับสมัยนี้ เวลามีประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้านประจำเดือน ที่อำเภอ ไม่ว่าอำเภอไหน พวกจะขับกันมาคนละคัน ที่จอดรถแน่นจนล้นพื้นที่  คนมาติดต่องานที่อำเภอ ต้องลำบากไม่น้อยที่เดียว..

เราใช้เวลาในการเดินทาง ชั่วโมงเศษๆ จึงไปถึงวัดที่นัดกันไว้ ป้าเฉยมารออยู่แล้ว แกขี่จักรยานมาคนเดียว พอเจอหน้าแกรีบบอกว่ามารอตั้งแต่ 7 โมง ถามว่าทำไมมารอตั้งแต่เช้า
แกบอกว่ากลัวเจ้าหน้าที่มาแล้วไม่เจอ  นี่คือความซื่อของชาวบ้าน เขาให้ความสำคัญกับเจ้าหน้าที่มาก...

บ้านของป้าเฉย อยู่ห่างจากวัดไปประมาณ 2 กิโล แกขี่จักรยานตัวปลิวนำหน้า นำทางไป จนถึงบ้านที่จะทำการรังวัด เนื้อที่ทั้งแปลงประมาณ 10 ไร่ ตั้งอยู่ริมลำธาร มีบ้านไต้ถุนสูงด้านบนโล่งๆสร้างอยู่ข้างลำธาร
ดูร่มเย็นตามธรรมชาติ  บันใดที่พาดขึ้นบ้านชั้นบน มันสูงชัน ถ้าไม่ชำนาญอาจตกบันใดแข็งขาหัก ไม้ที่ทำบ้านเป็นไม้เนื้อแข็ง ซึ่งก็คงตัดเอาตามป่าแถวนั้น เพราะดินแดนนี้มีแต่ป่าไม้

ถามแกว่า ทำไมถึงสอบเขต เพราะ ที่ดิน น.ส.3 ส่วนมากจะใช้การครอบครองตามสภาพอยู่แล้ว ถึงสอบเขตก็ไม่มีหลักปักให้เหมือนโฉนดที่ดิน หรือจะสอบเพื่อขาย ผมถามแก 

แต่พอแกพูดออกมา ผมเกิดความกังวลขึ้นมาทันที เพราะแกบอกว่ามีปัญหากับที่ดินแปลงข้างเคียงเกี่ยวกับการรุกล้ำพื้นที่  ..

ผมหันไปมอง ลุงแก้ว กับอ้ายหนุ่ย ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล และได้ยินที่ป้าเฉยพูดกับผมเมื่อครู่ เห็นทั้งสองทำหน้าไม่ค่อยดี

การรังวัดที่ดิน ถ้าเจ้าของที่ดินทั้งสองฝ่ายต่างมีปัญหากันเกี่ยวกับแนวเขตเป็นสิ่งที่ยุ่งยากมาก เพราะพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง ต่างฝ่ายต่างก็คิดว่าตัวเองถูกและอีกฝ่ายผิด ผู้ทำการรังวัดต้องตั้งหลักให้ดี
บอกอีกฝ่ายถูกอีกฝ่ายก็พาลเกลียดเอา บางครั้งไปเจอสายโหดอาจถึงกลับออกมาไม่ได้     

บ้านป้าเฉยมีคนอยู่ 4 คนเป็นผู้หญิงทั้งหมด แม่ป้าเฉยยังอยู่อายุร่วม 80 ปีแต่ยังเดินได้ และอีก 2 คนเป็นลูกสาวป้าเฉย เป็นสาวโสดทั้งคู่ อายุเลยสี่สิบมาไม่กี่ขีด

ผมบอกว่าให้ไปแนวเขตตรงที่มีปัญหาก่อน ทุกคนเดินตามกันไป เมื่อไปถึงบอกป้าเฉยว่า ให้ใครไปตามเจ้าของที่ดินข้างเคียงด้านนี้ออกมาดูแนวเขตกันหน่อย..

เจ้าของที่ดินด้านนี้ ชื่อ นางอึ่ง อายุรุ่นราวคราวเดียวกับ ป้าเฉย. แกไม่ได้มาคนเดียวแต่มากันเป็นกลุ่มเหมือนกัน พอมองเห็น ผมยิ้มได้เพราะมีแต่ผู้หญิงทั้งหมด
ถ้ามีผู้ชายผสมโรงอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้เสมอ

เบาใจไปเปาะหนึ่ง  เมื่อพร้อมหน้ากัน ผมเริ่มสอบสวน ก็ได้ความว่าพิพาทเกี่ยวกับต้นไม้ที่อยู่ริมเขต เป็นต้นยางนาขนาดใหญ่มากอายุคงหลายสิบปี เวลาแลมองขึ้นไปที่ยอด หน้า งี้ แหงนสุดๆ 

สำหรับแนวเขตของที่ดินทั้งสองแปลงนี้ เนื่องพื้นที่เป็นที่ทำไร่ แนวเขตจึงไม่เห็นชัดเจน มีเพียงรอยไถดิน เป็นแนวไปเท่านั้น ไม่เหมือนคันนาซึ่งชัดเจนกว่า 

อันต้นยางนาเจ้าปัญหา มันตั้งอยู่ตรงกลางเขตตรงที่เป็นรอยไถพอดี จริงแล้วจากการสอบถามปรากฎว่าเรื่องนี้มิใช่เพิ่งเกิดแต่เกิดมานานนมแล้ว แต่ไม่มีการตัดสินชำระความกัน
เพราะต่างคนก็ไม่ใช่เป็นผู้ปลูกหากแต่มันขึ้นมาเอง ก่อนที่พวกเขาจะมาจับจองเข้าทำประโยชน์

ผมต้องตั้งหลักให้ดี เพราะ น.ส.3 เทคนิคการรังวัดยังไม่สูง รูปแผนที่เหมือนวาดเอา ดีที่ยังมี ระยะ รอบด้านประกอบไว้ มาตราส่วนก็ไม่มี  ต้องชี้แจงให้ฟังนิดหนึ่ง น.ส.3 ฉบับของยายเฉยนี้ 
มีการรังวัดออก เป็น น.ส.3 มาก่อน เมื่อปี พ.ศ. 2509 คนที่รังวัดไม่ใช่ช่าง เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียน หรือไม่ก็เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอ ซึ่งก็ไม่ใช่ช่างเช่นกัน ถ้ารกมาก พี่แกก็ใช้นับก้าว
ที่ดินสมัยนั้นเป็นที่ดินได้มาเปล่าๆ ที่ว่างเปล่าเยอะแยะมากมาย ใครชอบตรงไหนก็ถากถางเอา จากที่รกทึบจนโล่งเตียนและเมื่อเข้าทำประโยชน์ได้ เช่นปลูกพืชไร่ต่างๆ จากนั้นก็ไปแจ้งเจ้าหน้าที่
เพื่อขอออกหลักฐานการทำประโยชน์ ฉะนั้น หลักฐาน น.ส.3 ย่อมาจาก หนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน นั่นเอง คือให้เจ้าหน้าที่มารับรองว่า ฉันได้ทำประโยชน์แล้วจริงๆ..

มันน่าสนุกนะ ใครมีปัญญาถางถางให้เตียนได้ ก็ได้ที่ดินส่วนที่ทำประโยชน์นั้น  สมัยนี้อย่าไปหาให้ยาก..

ทีนี้มาถึงสาระสำคัญ ผมให้ลุงแก้วลองเล็งแนวดู เมื่อดูแล้ว ยังไม่ทันพูด อะไร อ้ายหนุ่ย ตะโกนสอดขึ้นมา ว่า กลางต้นเลย ลูกพี่..แสดงว่ามันไปแอบเล็งมาแล้ว

“ แต่กิ่ง มันเข้ามาอยู่ในที่ฉันมากกว่านะ ช่าง” ป้าเฉยออกความเห็น

“แก ก็ตัดแต่กิ่งไป ซิ ยายเฉย แต่ต้นห้ามยุ่งนะ” เสียงดังมาทางฝ่ายป้าอึ่ง

“กูนะ มาอยู่ก่อนมึง   ทั้งรดน้ำทั้งใส่ปุ๋ย”

“หนอยๆ ต้นยางแบบนี้ไม่ต้องใส่น้ำใส่ปุ๋ย มันโตมาก่อนแล้ว”

ทั้งสองฝ่าย ยังโต้เถียงกันไม่หยุดหย่อน ต่างจะเอาชนะกันให้ได้ มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ยอมความไม่ได้ ต้องแตกหัก รู้ดำรู้แดงกันไป

มีคนแก่ฝ่ายป้าอึ่ง มือขวาถือไม้เท้า เดินยักแย่ยักยัน มาที่กลุ่มป้าอึ่ง  ตัวแกผอมๆดำๆหน้าตาเหี่ยวย่นเหมือนตุ๊กแก ผมที่หัวขาวโพลน ไม่มีอะไรรัดไว้ มันจึงกระเซิงเหมือนงูเก็งกอง
ถ้าเจอกลางคืนผมว่า  คงต้องคิดหนักนิดนึง...

“ต้นไม้นี้ มันเป็นของกู เพราะเจ้าที่ยกให้กูแล้ว” เสียงแกเล็กๆเหมือนตุ๊กแก..

พวกผมยังคงทำอะไรไม่ถูก คิดว่าเรื่องนี้น่าถึงกำนัน....เดี๋ยวต้องให้ใครไปตาม...ถ้าเหตุการณ์ไม่ดีขึ้น

“ช่างตัดสินมาเลย ว่า ต้นไม้นี้อยู่ ฝั่งที่ดินของใคร ว่ามา จะได้จบกันไปขี้เกียจรำคาญ ไม่ได้มาตายห่าอยู่ตรงนี้ แค่คืบแค่ศอก” เป็นเสียงคนแก่มากๆ แกคือย่าแก้ว เป็นแม่ของป้าเฉย

เอาแล้วไง โยนอุจจาระสุนัขมาให้ช่างซะแล้ว   ใครจะกล้าตัดสิน ผมมาวัดที่ดิน ไม่ใช่มาวัดต้นไม้ และแนวเขต น.ส.3 ทั้งสองฝ่ายต้อง นำชี้กันเอง ไม่มีหลักฐานหรือข้อมูลใดๆที่จะตัดสินได้...

“ช่างบอกไปเลย ว่าต้นไม้อยู่ในเขตที่ฉัน เพราะฉันเป็นคนไปจ้างช่างมา” ป้าเฉยมากระซิบที่ด้านหลัง แกอาศัยความได้เปรียบ และคิดว่าช่างเป็นพวกเดียวกันกับแก..

ผมยังยืนเฉยคิดอะไรไม่ออก..ปวดหัวตึ๊บๆๆ

ทันใดนั้นมีลมหมุนเกิดขึ้น ใบไม้ใบหญ้าถูกแรงลม พัดพาขึ้นไปบนที่สูง ลมค่อยเคลื่อนตัวผ่านมาทางต้นยางนา เมื่อกระทบกับต้นไม้ ใบไม้ต่างพากันสั่นระริกเพราะแรงลมเกิดเสียงดังลั่น .
.ส่วนคนที่ยืนกันอยู่รอบๆต้นไม้ ต้องเอามือปิดหน้าปิดตา  เพราะ ฝุ่นจากดินก็ปลิวฟุ้งขึ้นมาด้วยจำนวนมาก.....จนสักพักลมก็จางหายไป..

“เฮ้ย ! พวกมึงทะเลาะอะไรกัน วะ” เสียงดังก้องในที่โล่ง จนทุกคนต้องหันไปมอง 

เป็นลุงแก้วจอมขมังเวทย์นั่นเอง  หน้าตาของแกถมึงทึง ท่าทางดุดัน กำลังเดินย่างสามขุมไปที่ริมต้นยางนา หย่อนตัวนั่งลง ในท่าขัดตะหมาด ทุกคนรวมทั้งผมด้วยต่างพากันตกใจ

“กู คือ ปู่คง อายุ หลายร้อยปี กูเป็นผู้ดูแลป่าแห่งนี้ รวมทั้ง ต้นยางนานี้ด้วย” เสียงปู่คงดังขึ้น  เสียง หน้าตา ท่าทางเปลี่ยนจากลุงแก้วคนเดิม จนไม่แทบจำไม่ได้..

“อีแก้ว มึงนี่แก่จะเข้าโลงอยู่แล้ว ยังหวงต้นไม้อีก รึ” ปู่คงหันมาทางย่าแก้ว..

ถึงจุดนี้ ทุกคนต่างนั่งลง ย่าแก้วยกมือขึ้นไหว้ ..

“อิชั้น...ไม่หวงแล้ว ค่า “

“อีเฉย มึงอยากได้ต้นไม้หรือเปล่า ?”

“ไม่เอาแล้วเจ้าค่ะ”
“เอาละนะ ทีนี้ ฟังกู” ปู่คงชี้นิ้วมือกราดมาที่ทุกคน...

“ต้นไม้ต้นนี้เป็นของกู ห้ามใครมาทำลาย ตัดโค่น หากใครไม่เชื่อ กูจะจับหักคอให้หมด ถ้าใครคิดลองดีกับกู ก็ลองดู” ปู่คงกราดสายตาไปที่ทุกคน ไม่มีใครกล้าสบตาต่างก้มหน้านิ่ง..

“หากใครอยากมีโชคลาภ ให้มากราบไหว้ กู ที่โคนต้นไม้นี้ แล้วพวกมึงจะร่ำรวยกัน ฮะๆๆๆๆๆๆ กูไปละ”...ร่างทรงของปู่คง หงายหลังผึ่ง  ลงกับพื้นไร่ ..
                                           
                                                                  ***********************************
ป้าเฉย ขอยกเลิกคำขอรังวัดสอบเขต ผมให้แกเซ็นชื่อในเอกสารเป็นหลักฐาน มองเห็นสองครอบครัว เข้าจับมือทักทายกัน ด้วยความชื่นมื่น ภาพแบบนี้ไม่เคยมีมาก่อน
ต่างคนต่างยิ้มแย้มแจ่มใส ความเครียดความทุกข์ หลุดออกจากใจของทุกคน นี่คือความสุขที่แท้จริง คนเราชอบวิ่งเข้าไปหากรรมหาทุกข์ ทั้งที่ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ตัวเราทั้งนั้น
 อยู่ที่ว่าเราจะบังคับใจตนเองได้หรือเปล่า ?

หลังจากล่ำลาจากลุ่มป้าเฉย ป้าอึ่ง

ขณะ...กำลังจะเดินทางกลับ...

“แหม ลุงแก้ว เล่นได้สมบท ดีบทแตก กระจุยไปเลยนะนี่ ”  อ้ายหนุ่ยพูดขึ้นพลางหัวเราะอย่างสนุก..

“ตีบท เตี่ยมึง ซิ กูไม่รู้เรื่องเลย เมื่อยไปทั้งตัว”

“ล้อเล่น หรือเปล่า ลุงแก้ว” ผมคิดเหมือนอ้ายหนุ่ย..

“โธ่ ลูกพี่ ผมไม่รู้เรื่องจริงๆ มันเหมือนหลับไป ปู่คงมาเข้าตัวผมจริง ปู่คงมีจริงนะเนี่ย” .

“อ้าวนึกว่าลุงแก้วเล่นละครเสียอีก เห็นเคยเป็นลูกศิษย์ของร่างทรงมาก่อน” ผมยังข้องใจ..

“จริงไม่จริงไม่รู้ แต่ผมคงมาที่นี่บ่อยๆๆ อยากรวยกับเขาบ้างครับ ลูกพี่ ฮ่าๆๆๆ” เสียงหัวเราะแกน่าเกลียดจัง

“ผมมาเป็นลูกศิษย์ด้วย นะลุงแก้ว” อ้ายหนุ่ยรีบบอก....
                                           
                                                              ************************************                       


 

 5 
 เมื่อ: สิงหาคม 14, 2016, 09:08:21 am 
เริ่มโดย Rass - กระทู้ล่าสุด โดย Rass
กลัว...

ราสส์ กิโลหก

รถเก๋งคันงามวิ่งฝ่าความมืด ไปตามถนนสายเปลี่ยว แสงไฟหน้ารถสาดส่องไปข้างหน้า มาลีสาวใหญ่วัย50 ปี ต้องเปิดไฟสูงตลอดเวลา นาฬิกาที่หน้าปัดรถบอกเวลา สี่ทุ่มเศษๆ แต่ในพื้นที่ที่ห่างไกลแบบนี้มันเงียบสงัดจนน่ากลัว  บนถนนไม่มีอะไรให้เห็นสักอย่าง บ้านเรือนข้างถนนก็ไม่มีให้เห็น ท้องฟ้าก็มืดมิดเพราะเป็นวันคืนแรม มันมืดจนรู้สึกว่าบนโลกใบนี้มีเธออยู่เพียงเดียวดาย ผู้คนไปไหนกันหมด มองข้างหน้า หรือมองกระจกหลัง ไม่มีแสงไฟของรถคันอื่นให้เห็น มีแต่ความมืดเปลี่ยว เสียงแอร์ในรถครางเบาๆพร้อมส่งความเย็นเข้าตัวจนหนาว จนเธอต้องเอื้อมมือไปปิด และแง้มกระจกข้างรถลงมาเล็กน้อย อากาศภายนอกที่เย็นเยือกไหลเข้ามากระทบตัวทันที ความเย็นจากธรรมชาติกับความเย็นของเครื่องปรับอากาศช่างต่างกันจนรู้สึกได้   

มาลีใช้ความเร็วไม่มากนักเพราะเธอไม่ชินทางเส้นนี้

การที่ต้องเดินทางมาที่อำเภอซึ่งห่างไกลแห่งนี้ เป็นธุระของเจ้านายของเธอเอง ซึ่งแม้จะไกลอย่างไรเธอก็ไม่อาจปฏิเสธได้ กว่าจะเสร็จธุระ ก็มืดค่ำจะหาที่พักค้างคืนก็ไม่สะดวก จึงจำเป็นต้องรีบเดินทางกลับ แม้สถานการณ์จะไม่ราบรื่นนัก 
มองดูที่หมายเลขหลักกิโลฯข้างทาง อีกหลายสิบกิโลฯ กว่าจะถึงเส้นทางหลัก นั่นหมายความว่าเธอจะสบายใจขึ้น ไม่มีอะไรต้องกังวล เพราะเส้นทางหลักจะมีรถราวิ่งกันไม่ขาดสาย เป็นเหมือนมีเพื่อนในการเดินทาง.

ไฟสูงที่เปิดสว่างจ้า ทำให้แลเห็นต้นไม้ใหญ่ ซึ่งขึ้นทะมึนตามข้างทาง เห็นกิ่งใบปลิวไหวไปตามแรงลม ถ้าเป็นต้นสูงๆ มันเหมือนผีเปรต ที่ยืนโยกตัวไปมา ขนลุกขึ้นมาโดยอัตโนมัติ มันซ่าจนขนลุกไปทั้งตัว  ถ้ามีเพื่อนั่งอยู่ด้วยคงจะดีกว่าที่เป็นอยู่ใน
ขณะนี้ แต่ไนความเป็นจริงเธออยู่คนเดียวในความมืดที่แสนจะน่ากลัว

ด้านข้างหน้าเป็นถนนช่วงโค้งเลาะไปตามแนวเขา แนวไฟสูงส่องเป็นเส้นตรง มองเห็นภูเขาขนาดใหญ่อยู่ข้างหน้า พอรถเข้าโค้ง แนวไฟค่อยๆฉายไปตามหน้ารถที่กำลังเข้าโค้ง ขณะที่เข้าเส้นทางตรง
ทันใดนั้นมีบางสิ่ง เคลื่อนไหวออกมาจากพุ่มไม้ข้างทาง มันเป็นเงาก้อนใหญ่กำลังเคลื่อนตัวมาที่กลางถนนอย่างช้าๆ จนขึ้นมาอยู่บนถนน แต่กลับไม่เดินต่อไป  มันหยุดอยู่กลางถนน ยังหันหน้ามาทางแสงไฟ พอเห็นได้ชัดเจน หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว

“ เฮ้ย ! ควาย” มาลีร้องสุดเสียง ด้วยสัญชาติญาณ ยกขาละจากคันเร่ง มาที่แป้นเบรกกดลงไปอย่างแรง แต่ด้วยความเร็วและระยะกระชั้นชิด เพราะทัศนะวิสัยการมองไม่ดีเนื่องจากเป็นช่วงที่เข้าโค้งพอดี

การบังคับรถให้หยุดก่อนที่จะเข้ากระแทก สิ่งแปลกปลอมที่อยู่ข้างหน้า จึงเป็นได้ยาก เธอต้องตัดสินใจหักพวงมาลัยรถเพื่อหลบเข้าข้างทาง แต่ด้วยความแรงของรถเธอไม่สามารถบังคับให้หยุดเพียงข้างทางได้ ตัวรถได้ไถลลงไปพื้นด้านข้างๆซึ่งต่ำกว่าถนนประมาณ 50 เซนติเมตร ไปกระแทกกับขอบร่องน้ำซึ่งเป็นคอนกรีต ที่ทางการทำไว้เพื่อให้น้ำจากภูเขาไหลออกข้างถนนไม่ให้น้ำเจิ่งไปบนถนน

“โครม !” เสียงดังลั่น พร้อมแรงกระแทก จนทำให้ผู้ขับแทบจะกระเด็นตกจากเบาะรถ

เมื่อทุกอย่างสงบลง มาลีไม่บาดเจ็บอะไร ไฟหน้ารถฉายจ้าเข้าไปในป่าข้างทาง เพราะรถเสียหลัก หันหน้าเอียงจากถนน เสียงเครื่องยนต์ ยังครางอยู่ รถเอียงไปข้างหนึ่งจนรู้สึกได้

สาวใหญ่ใจหายวาบ นึกด่าอ้ายควาย บ้า อยู่ในใจ ยังตำหนิตัวเองที่ไม่ระมัดระวัง จะทำยังไงล่ะทีนี้ รถหัวทิ่มลงไปแบบนี้คงไปต่อไม่ได้แล้ว ในสถานการณ์แบบนี้ต้องมีคนมาช่วยสถานเดียว แล้วมืดค่ำแบบนี้จะมีใครหน้าไหนโผล่มาบ้าง  แต่ถึงอย่างไรก็ต้องช่วยตัวเองก่อน เครื่องยังไม่ดับ ใส่เกียร์ถอยหลัง พยายามถอยรถ เสียงล้อตะกุยดิ้นดังปาดๆๆๆเป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลิ่นเหม็นไหม้ของยางรถแตะจมูกจนฉุน...ต้องหยุดเพราะคิดว่าไม่มีประโยชน์แล้ว

“กรรมเวร ซวยแล้วฉัน”

จะทำยังไงล่ะทีนี้ มืดก็มืด เปลี่ยวก็เปลี่ยว  เปิดประตูรถออกมา เดินมาดูบริเวณด้านหน้ารถ ล้อหน้าด้านหนึ่งกระแทกขอบร่องน้ำที่เป็นคอนกรีตจนแตกกระจาย ล้อด้านนี้บิดจนผิดรูป อาการแบบนี้ถึงเอารถขึ้นมาได้ก็คงไปไม่ได้ เพราะมันคงมีอะไรหักสักอย่าง มองไปทางไหน ก็มีแต่ความมืด มีเพียงแสงสว่างจากไฟหน้ารถ ………………

ขณะเดียวกันมีเสียงดังอื้ออึงมาจากยอดเขา มันเป็นลมพายุฝน ไม่นานลมก็พัดมาถึงตัว ลมเย็นพัดแรงขึ้น แรงขึ้น จนหญิงสูงอายุต้องกอดอก เดินมาหลบที่ข้างรถ อาการแบบนี้เหมือนฝนกำลังจะตก และก็เป็นดังคาด ไม่นาน เสียงฟ้าร้องครวญครางมาแต่ไกล สายฟ้าวิ่งเป็นสายบนท้องฟ้า สลับกันไปมา ลมพัดกิ่งไม้ใบไม้เสียงดังซู่ซ่า ดังก้องในความมืด เพราะบริเวณนี้เป็นเหมือนช่องเขา ความรู้สึกของเธอเหมือนมีคนจำนวนมากตะโกนโห่ร้องกันจนฟังไม่ได้ศัพท์ ...ผมที่หัวปลิวว่อนไปตามแรงลม.. สักพักเสียงฝนซ่ามาจากด้านใดด้านหนึ่ง เสียงมันไล่มาเรื่อยๆ จนใกล้จะถึงตัว มาลี รีบเปิดประตูเข้าไปนั่งในรถ

“ปุงๆๆๆๆ”  เม็ดฝนก้อนโต สาดใส่หลังคารถ ดังลั่น..เม็ดฝนตัดกับแสงไฟหน้ารถเห็นเป็นสายขาวโพลน จนมองอะไรไม่เห็น ไม่มีประโยชน์อะไรกับไฟอีก เธอเอื้อมมือปิดไฟหน้ารถทันที แต่เปิดไฟฉุกเฉินทิ้งเอาไว้ เพื่อให้ใครสักคนที่ผ่านมาจะได้มองเห็น และช่วยเหลือ   

ผู้หญิงตัวคนเดียว ตกอยู่ในสภาพที่สุดจะน่ากลัว ยกมือสองข้างพนม ไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ภาวนาให้มีรถผ่านมาสักคัน มองไปรอบตัวนอกรถมีแต่ความดำมืดสลับเสียงฝนที่ตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง ไม่ลืมหูลืมตา.... .
โทรศัพท์ไง  นึกขึ้นมาได้ ไม่รอช้ารีบหยิบขึ้นมาโทร กดไปที่เบอร์ฉุกเฉินเพื่อขอความช่วยเหลือ กดไปทุกที่ ที่จำเบอร์ได้ ไม่ติดๆๆๆๆ  จนมาติดที่หนึ่ง มาลีถอนหายใจดังเฮือก เมื่อมีปลายทางรับสาย

“มีอะไรให้ช่วยเหลือครับ”  เสียงผู้ชาย

“ดิฉัน ขับรถตกถนน ค่ะ โปรดออกมาช่วยด้วย”

มาลีบอกตำแหน่งไม่ถูก บอกแต่เพียงเส้นทาง ว่าถนนเส้นนี้ใช้เชื่อมจากจังหวัดไปอำเภออะไร

“ครับๆๆ ผมจะให้เจ้าหน้าที่ออกไป” พร้อมขอเบอร์มือถือ มาลีไว้ด้วย.....

ใจชื้นขึ้นมามาก อย่างน้อยก็มีความหวัง มาลีเปิดไฟสูงหน้ารถอีกครั้ง เพราะจะให้มีที่สังเกตมากขึ้น ผู้จะมาช่วยเหลือจะได้มองเห็นได้ชัดเจน...
ขยับเบาะรถเอนลง ทิ้งตัวไปตามเบาะเพื่อผ่อนคลาย ความหวาดกลัวน้อยลง เพราะเชื่อว่าเดี๋ยวต้องมีคนมาช่วย..และคงจะเดินทางมาถึงในระยะเวลาไม่นาน..
เอื้อมมือเปิดวิทยุในรถ เอาเสียงเป็นเพื่อนแข่งกับเสียงสายฝนที่กระหน่ำใส่หลังคารถ...

หลับตาลงเพลียจริงๆๆเพลียกายแล้วยังมาเพลียใจ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

กำลังเคลิ้มๆๆ  มีเสียงหนึ่งดังมาจากถนนด้านหลัง เป็นเสียงรถ เสียงรถจริงๆด้วยแม้จะมีเสียงฝนแต่เสียงเครื่องยนต์ก็ได้ยินได้ชัดเจน แต่เสียงมันดังเหมือนขับด้วยความเร็วมาก

“ทางก็โค้ง ถนนก็ลื่น ทำไมเขาขับเร็วจัง” มาลีหันไปมองมองเห็นลำแสงของไฟหน้ารถพุ่งเป็นสาย และกำลังจะหันมาตามทางเส้นตรง ที่รถมาลีตกถนนอยู่ แต่ผิดคาดเพราะแสงไฟไม่หันมาตามถนน มันพุ่งตรงดิ่งไปข้างหน้า..
พระเจ้าช่วย ทำไมรถไม่เข้าโค้ง...

“เปรี้ยง  โครม  เคร๊งๆๆๆๆ” เสียงมันดังยิ่งกว่าฟ้าผ่า เพราะตัวรถวิ่งเข้ากระแทกสันเขาอย่างแรง ด้วยความเร็วของรถ แรงกระแทกยังไม่หมด ตัวรถยังกลิ้งไถลจากสันเขา พุ่งลงมาที่ถนนไถไปตามถนน เลยตำแหน่งที่รถของมาลีตกร่องข้างทางไปไม่มากนัก ก่อนที่รถจะหยุดนิ่งลง ...

มาลีตาเบิกโพลง เหตุการณ์สุดสยองเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา มันทำให้เธอจะเป็นลมหายใจติดขัด โรคประจำตัวคือโรคหัวใจทำท่าจะกำเริบขึ้นมา หัวใจเต้นสั่นรัวเหมือนไปวิ่งแข่งในสนาม.. ...

 ไม่นานเสียงเงียบลงมีเพียงเครื่องยนต์ที่ยังดัง และลำแสงไฟหน้ารถที่ยังไม่ดับ...

ดูลักษณะแล้วเป็นรถตู้ สภาพรถหงายท้องชี้ฟ้า จะทำยังไงดี ต้องลงไปช่วย  แต่ขายังสั่นและสภาพร่างกายไม่อำนวย จึงต้องนั่งทำจิตใจให้สงบ..

ไม่กี่พริบตา

“บึ้ม..มมมม”

เสียงระเบิดดังสนั่น ลูกไฟลุกพรึบ แดงฉานคลุมตัวรถอย่างรวดเร็ว เสียงคนร้องด้วยความเจ็บปวดอยู่ในรถ เสียงตะโกนขอความช่วยเหลือ ดังระงม แสดงว่าในรถคันนี้มีคนอยู่หลายคน  ต่างติดอยู่ในรถและพยายามดิ้นรนหนีตาย.................
หญิงสูงอายุ ถึงกับขาสั่นดิกๆ  ไม่คิดว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา จะทำอย่างไร จะลงไปช่วยก็ไม่กล้า ลูกไฟลุกไหม้อย่างรุนแรงจากเชื้อเพลิงที่เป็นแก๊ส

 มันสยองเกินกว่าที่จะรับได้ เสียงร้องโหยหวนของคนซึ่งใกล้ความตาย ..มันกระชากความรู้สึกจนแทบอยากจะตายตามไปด้วย ไม่นานเสียงร้องที่สั่นประสาท ก็เงียบสงบลง  ..มีแต่เสียงเพลิงไฟที่กัดกินตัวรถ มีเสียงต่างๆดังขึ้นประปรายในกองเพลิง เกิดจากการเผาไหม้เบาะหรือเศษวัสดุ และที่สำคัญ กลิ่นเหม็นไหม้ร่างกายมนุษย์..   

คนดวงไม่ดี ผุดลุกผุดนั่ง ทำอะไรไม่ถูก ภาวนาให้เจ้าหน้าที่ทีเธอโทรไปขอความช่วยเหลือ มาถึงเร็วๆ

เหมือนพระเจ้าจะรับรู้สิ่งที่เธอร้องขอ...

“กริ้งๆๆๆ” เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น   

รีบกดรับด้วยความดีใจ

“ ฮัลโหลๆๆๆๆ ถึงไหนแล้วคะ”

“ถึงไหน อะไร  แล้วนั่นใคร ล่ะ”  เสียงผู้ชายสูงอายุ

“ดิฉันที่โทรไปขอความช่วยเหลือ ไง”

“ช่วยอะไรอีก ล่ะ คราวก่อนให้ไปแล้ว ตั้ง 5000”

“5000 อะไรวะ” มาลีชักเดือด..

“เฮ้ย  ไม่ใช่แต๋วหรือ” เสียงเครียดออกดุๆ..

“แต๋ว ห่าเหวอะไร  กูจะบ้าตายอยู่แล้ว อ้ายเวร” แล้วกดปิดทันที..

สาวใหญ่อารมณ์เสียสุดๆ  เหตุร้ายที่เกิดขึ้น ก็อยู่แค่เอื้อม เธอจะทำอะไรได้ ได้แต่นั่งตัวแข็งอยู่ในรถ ทำอะไรไม่ถูก..

ฝนเริ่มซาเม็ดลง และหยุดในที่สุด สถานการณ์ดีขึ้นกว่าเดิม อย่างน้อยได้ลืมหูลืมตาบ้าง...

นึกขอบคุณความมืดเพราะอย่างน้อย เธอจะไม่ได้เห็นภาพที่เกิดขึ้นกับผู้เคราะห์เหล่านั้น ถ้าสว่างกว่านี้เธอคงทนเห็นไม่ได้..
มองดูนาฬิกาอีกครั้ง เที่ยงคืนแล้ว...ทำไมเจ้าหน้าที่ยังไม่มาอีก  บ่นอยู่ในใจ

หัวใจสั่นขึ้นมาอีกจนเจ็บร้าวที่หน้าอก เหมือนมีใครมาเหยียบ คงเป็นเพราะเพลียและเครียด โรคแบบนี้จะได้รับผลกระทบมาก จึงคิดว่าควรนอนพักผ่อนเป็นดีที่สุด ไม่มีคนเป็นเพื่อน เอาผีเป็นเพื่อนก็แล้วกัน ปรับเบาะเอนให้มากที่สุด แล้วล้มตัวนอน....จนหลับไปในที่สุด...
                                                 
                                                                  ************************************
“ก๊อกๆๆๆๆ” เสียงเคาะกระจก..

“คุณๆๆๆๆ” เสียงดังของผู้ชาย พร้อมกับเอามือทุบที่ประตูรถ...

“ว๊ายๆๆๆๆ  อะไรกันนี่ “ คนที่นอนหลับเป็นตาย สะดุ้งพรวดขึ้นมาจนตัวโยน...

ลืมตาขึ้นมา แสงอาทิตย์สว่างจนต้องขยี้ตา

“ผมเจ้าหน้าที่กู้ภัย มีคนแจ้งว่ามีรถตกถนน...”

“ทำไมเพิ่งมาตอนนี้ เหตุเกิดก่อนเที่ยงคืน นานจังกว่าจะมา” มาลีบ่นกับเจ้าที่..

“คนแจ้งครั้งแรกบอกรายละเอียดไม่ชัด หากันยังไงก็ไม่เจอ นี่เป็นเพราะมีคนขับรถผ่านตอนเช้ามืดแล้วแจ้งไป ผมโทรหาคนแจ้งครั้งแรกไม่ได้ ไม่มีคนรับ คุณคงหลับจนไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์”

 “ เออ  น่าสงสารนะคะ คงตายหลายศพ” เธอยังไม่กล้ามองที่ถนน

“ตายยกคันเลย ครับ ทั้งผู้หญิง เด็ก ตายหมด”

“ไม่อยากมองเลย  กลัวจริงๆ “

“มองอะไรครับ  เหตุเกิดเมื่อวานนี้ เขาเก็บศพไปหมดแล้วครับ”....
 


 6 
 เมื่อ: สิงหาคม 10, 2016, 09:52:18 am 
เริ่มโดย Rass - กระทู้ล่าสุด โดย Rass
เด็กบ้านนอก..

ราสส์ กิโลหก

ผมเป็นเด็กบ้านนอก คือเกิดและเติบโตในจังหวัดที่ห่างไกลจากเมืองหลวง สมัยนั้นเขาเรียกว่าเด็กบ้านนอก ถ้าเป็นเด็กกรุงเทพ เขาเรียกเด็กเมืองกรุงหรือเด็กเทพ(กรุงเทพ) ดูช่างเลิศลอยสวยหรูในสายตาของเด็กบ้านนอก..
สำหรับเด็กที่จังหวัดผม หลายๆคนมีความใฝ่ฝันอยากเข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพ แต่ก็เป็นสิ่งที่ยากเย็นเป็นอย่างยิ่ง  จะมีที่หัวกระเด็นสามารถเข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพได้ไม่กี่คน พวกนี้จะเป็นคนมีฐานะหรือไม่ก็มีญาติพี่น้องมีบ้านอยู่ในกรุงเทพ..
 
ปีนั้น พ.ศ. 2512 เมื่อจบชั้น ม.ศ. 3 พรรคพวกที่เรียนด้วยกันมา 90 ในร้อยคน จะหาที่เรียนแถวบ้าน เช่นโรงเรียนช่างไม้(สมัยนี้เขาเรียกจนโก้ว่าเทคนิค) หรือไม่ก็ไปเรียนวิชาครู (ป.ก.ศ.) อีกส่วนหนึ่งไม่เรียนต่อกลับไปช่วยพ่อ-แม่ทำนาเพราะความยากจน พวกกลุ่มหลังนี่ ถ้าดีก็ดีจนดังคับจังหวัด ถ้าเลวก็เป็นโจรเป็นเสือติดคุกติดตะรางก็หลายคน..

ส่วนตัวผมนั้น ถือว่าโชคดี เพราะมีเพื่อนคนหนึ่งอยู่ข้างบ้าน  พ่อ-แม่ เขาเป็นคนมีเงิน มีร้านค้าไม้ พวกพี่ๆของเขาเรียนเก่ง ระดับที่หนึ่งของอำเภอ ของจังหวัด  เข้าไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯกันทุกคน และพ่อ-แม่เช่าบ้านให้ลูกๆอยู่กันเพื่อเรียนหนังสือในกรุงเทพด้วย เพื่อนคนนี้เป็นรุ่นพี่ 3 ปี เล่นกันมาแต่เด็กสนิทกันมาก เป็นเหมือนเพื่อนรุ่นเดียวกัน เพราะผมไม่เคยเรียกเขาพี่ .เขาจบก่อนผม และเข้าไปเรียนต่อ ระดับ ม.ศ. 4 และสามรถสอบติดโรงเรียนของรัฐบาลในกรุงเทพ และต่อมาก็สอบติดมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงสมัยนั้นได้ไม่ยาก เพราะบ้านนี้หัวดีกันทุกคน  คณะที่เขาเลือกเรียนคือคณะวิศวะ(โยธา) สมัยนั้น ถ้าเรียนวิศวะต้องเลือก โยธาเป็นอันดับ 1  มหาวิทยาลัยนี้อยู่แถวสามย่าน...

เขาจะกลับบ้านเดือนละครั้ง ผมมองเขากลับบ้านด้วยความชื่นชม กรุงเทพในความรู้สึกของเด็กบ้านนอก มันเป็นเหมือนวิมานชั้นฟ้าอะไรปานนั้น 

วันหนึ่งเขาเอ่ยปากชวนผมไปเรียนต่อที่กรุงเทพ  และให้ไปพักที่บ้านเช่าด้วยกัน ผมนั้นดีใจจนเนื้อเต้น รีบกลับบ้านไปบอกยาย ผมอยู่กับยาย ไม่ได้อยู่กับพ่อ-แม่ ตอนแรกยายไม่ให้ไปแกเป็นห่วงเพราะจะอยู่ไกลหูไกลตา นั้นคือความรู้สึกของคนสูงอายุ เพราะแกเลี้ยงผมมาแต่เด็ก แต่ในที่สุดก็ยอมให้ไปเพราะ เพื่อนผมเข้าไปพูดให้เห็นผลดีของการเข้าไปเรียนต่อที่กรุงเทพ ที่สำคัญค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ไม่ต้องเสีย พูดง่ายก็กินอยู่กับเขานั่นแหละ จนยายยอมให้เข้าไปกรุงเทพฯ ที่สำคัญผมต้องหาที่เข้าเรียนให้ได้  ถ้าหาที่เรียนไม่ได้ก็ต้องกลับมาเรียนแถวบ้านเหมือนคนอื่นๆ

เพื่อนตะเวนพาผม ไปหาที่เรียน จนไปได้สมัครสอบที่วิทยาลัยแห่งหนึ่ง ย่านทุ่งมหาเมฆ ถือเป็นวิทยาลัยมีระดับที่เดียว คือถ้าเรียน 3 ปี ก็ได้วุฒิ ป.ว.ช. และเมื่อจบ ปี 3 จะเรียนต่อ ปี 4 ต้องสอบอีก ครั้ง เมื่อจบ 5 ปี จะได้วุฒิ ป.ว.ส. ซึ่งสูงสุดในระดับอาชีวะในสมัยนั้น.

เอาตำราและแนวข้อสอบมานั่งสอนนั่งติวกัน ดูหนังสืออย่างหนัก ผมนึกเสมอว่าจะต้องสอบให้ได้ แม้จะยากเย็นเต็มที แต่คนเราต้องมีความหวัง 
 
วันไปสอบเพื่อนผมต้องพาไป เพราะผมไปคนเดียวไม่ได้ นั่งรถเมล์ก็ไม่เป็นกลัวหลง เดียวไปไม่ถึง จำไม่ได้ว่าสอบ กี่วัน(47 ปีมาแล้ว)...ตอนเข้าสอบมือไม้สั่น จนแทบจะกาคำตอบไม่ได้ วิชาที่เป็นพระเอกคือคณิตศาสตร์ เพราะมีคะแนนถึง 200 คะแนน วิชาอื่น แค่ 100 ที่สำคัญวิชาคณิตศาสตร์  มีโจทย์มาให้และให้ทำเป็นข้อๆ ไม่มีมาเลือก ก,ข,ค,ง เหมือนวิชาอื่นๆ..

ตอนติวข้อสอบ เราหาโจทย์มาทำกันเป็นร้อยข้อ เพื่อนผมเรียนระดับวิศวะ เขาเก่งคณิตศาสตร์ จนผมได้ความรู้เพิ่มเติมมากมาย..แต่ที่ใจไม่ดีคือภาษาอังกฤษเด็กบ้านนอกภาษาอังกฤษเหมือนยาดำ กินไม่อร่อยทั้งเหม็นทังขม...
พอสอบเสร็จเพื่อนรีบถาม คณิตศาสตร์ ไปได้ดี แต่ภาษาอังกฤษ แย่ ส่วนวิชาอื่น ก็มีวิทยาศาสตร์ และภาษาไทยก็พอได้...ห้าสิบห้าสิบ  วัดดวงกัน..

วันประกาศผลสอบ ตื่นเต้นจนนอนแทบไม่ได้หลับๆตื่นๆ กลัวสอบไม่ได้ ต้องกลับบ้านนอก ความหวังคงพังทลาย  เพราะผมอยากเป็นเด็กเทพ นึกภาพว่าเวลากลับบ้านเพื่อนฝูงต้องมาล้อมหน้าล้อมหลัง ต้องพากันมองว่า หมอนี่ไปเรียนถึงกรุงเทพ...มันช่างหรูเลิศลอยในความคิดของเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง...

เพื่อนพาไปที่วิทยาลัยแต่เช้า ว่าไปเช้าแล้ว แต่พอไปถึง พวกที่สอบ พากันมาดูผลสอบเต็มไปหมด ที่บริเวณหน้าวิทยาลัย มีสระน้ำขนาดใหญ่ และมีศาลตั้งอยู่ด้วยข้างๆสระ เห็นมีคนเข้าไปไหว้กันมาก ผมจึงบอกเพื่อนว่าอยากไหว้บ้าง ..
คนยังแยะมุงดูที่บอร์ดกันแน่น เราไม่รีบและผมระงับความตื่นเต้นไม่ได้ จึงยังไม่อยากเข้าไปดูตอนนี้

พากันไปนั่งที่ใต้ต้นไม้ไม่ไกลจากศาลมากนัก จึงได้เห็นภาพของผู้ที่เข้ามาดูผลสอบ มันต่างกันราวฟ้ากับดิน ทั้งผิดหวัง ทั้งสมหวัง นี่แหละชีวิต 
การสอบครั้งนี้ จากจำนวนผู้เข้ามาสมัครสอบ และจำนวนที่รับ อัตราส่วนประมาณ 1 ต่อ สิบเศษๆเกือบยี่สิบ ความรู้สึกมันกลับไปกลับมา บางครั้งรู้สึกมั่นใจว่าเราทำได้ บางครั้งไม่มั่นใจกลัวคนอื่นทำได้ดีกว่าเรา คิดไปเรื่อยเปื่อย ..

จนพักใหญ่ๆเพื่อนถามว่าจะไปดูกันหรือยัง..แต่ผมส่ายหน้าบอกว่าขอเวลาอีกสักพักเพราะคนยังแยะอยู่ เราจึงนั่งเล่นกันอยู่ที่เดิม ใต้ต้นไม้ใหญ่ ลมพัดผ่านสระน้ำ น้ำกระเพื่อมเป็นละลอกเข้ากระทบริมบ่อ อากาศเย็นสบาย แต่ในตัวผมร้อนรุ่มจนแทบระเบิด ความคิดเตลิดไปๆมาๆ...คิดว่าถ้าสอบได้จะเป็นยังไง ถ้าสอบไม่ได้จะเป็นยังไง  เอ๊ย ..เหนื่อย..

เราแทบไม่ได้คุยกัน มันเครียดนะ  ผมนั่งเหม่อลอย มองดูอาคารที่จะเป็นสถานที่เรียน มันช่างใหญ่โต สวยงาม มีนักศึกษาที่เรียนอยู่แล้ว บ้างถือหนังสือ บ้างถืออุปกรณ์การเรียน พวกเขาคงมาทำกิจกรรมบางอย่างกัน เพราะจริงแล้วตอนนี้มันเป็นช่วงปิดเทอม..

ชุดนักศึกษาที่นี่  จะเป็นกางเกงขายาวสีน้ำเงิน เสื้อสีขาว ไม่มีการปักอะไรที่เสื้อ จะมีสัญลักษณ์คือเข็มขัดของวิทยาลัย ที่ระบุว่าเรียนอยู่ที่นี่ ผมนั่งมองพวกเขาเดินกันไปมา ถ้ามากันเป็นกลุ่มจะหัวเราะพุดคุยกัน ด้วยความรื่นเริง น่าสนุกจริงๆ  ...

ผมอยากใส่ชุดแบบพวกเขาบ้าง  เราจะมีวาสนา รึเปล่าหนอ...

จะไปดูกันได้หรือยัง ...เสียงเพื่อนดังอยู่ข้างๆ ทำเอาผมตื่นจากภวังค์..

แต่ผมสั่นหน้า... 

“เอางี้  เราจะไปดูให้แล้วกัน นั่งรออยู่นี่นะ คนซาลงแล้ว” เพื่อนไม่รอคำตอบ เขาเดินออกไปเลย หรือคงรำคาญเจ้าเด็กบ้านนอก ขี้กลัวแบบผม...

ผมมองตามเขาไปแบบไม่ละสายตา มองเขาเดินทุกฝีก้าว จนไปถึงที่บอร์ดประกาศรายชื่อ เห็นเขาเอานิ้วมือไล่ไปตามประกาศที่ติดอยู่ พยายามสังเกตท่าทางว่าจะมีอะไรผิดปกติจากเดิมบ้าง เช่น ยกมือแสดงความดีใจ หรือหยุดชะงัก แล้วหันหลังกลับ ซึ่งแสดงว่า เจอรายชื่อ ผมสอบได้แล้ว

แต่ไม่มีการแสดงอะไรออกมาเลย เขาไล่นิ้วไปเรื่อย จนสุดบอร์ด คงไม่มีรายชื่อผมแน่แล้ว เพื่อผมหันหน้าเดินกลับมา  ไม่มีทีท่าอะไรทั้งนั้น จนมาใกล้ ท่าทางหน้าตาเขาเฉยเมย

“ไม่ติด” ได้ยินแค่คำนี้จากนั้นหูผมอื้อแทบจะดับ ...

วิมานทราย  ทะลายลงจนราบเรียบ  และละลายหายไปกับน้ำทะเลที่ซัดกระหน่ำเข้ามาอย่างรุนแรง..
                                       
                                                        **********************************
เรากลับมาบ้านนอกพร้อมกัน  ผมคงต้องไปเรียนครูหรือโรงเรียนช่างไม้ใกล้บ้าน...ความผิดหวัง เหมือนหล่นจากฟ้าลงมากลางดินอย่างแรง

“ยาย ผมสอบไม่ได้” ผมบอกยายด้วยเสียงเบาหวิว..พร้อมกับเดินไปที่อื่น..กลับไปสู่บรรยากาศเดิมๆ ไม่ได้เป็นแล้วเด็กเทพ  เด็กเทิบอะไร...วาสนาคงไม่มี...
                                         
                                                         ***********************************
หลายวันต่อมาเพื่อนมาที่บ้าน กำลังนั่งคุยกับยาย...

แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะเพื่อนผมก็รู้จักยายอยู่แล้ว..

“เดี๋ยวเก็บเสื้อผ้า เอาใบสุทธิไปด้วย” ยายพูด

“ทำไมล่ะ “

“นายสอบติด เราแกล้งนาย”  เสียงเพื่อผมสอดแทรกขึ้นมา 

ฟ้าแลบจนสว่างโร่ไปทั้งใบหน้า โอย   เสียงสวรรค์หรือนี่...ผมนี่แทบจะวิ่งไปกอดเพื่อนด้วยความหมั่นเขี้ยว 

โธ่ ! เล่นมุขนี้ผมจะโกธรดีมั๊ย นี่....

 

 7 
 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2016, 06:02:20 am 
เริ่มโดย Rass - กระทู้ล่าสุด โดย Rass

บ้านข้างเคียง...

ราสส์ กิโลหก

“ขาย”

ข้อความสีแดงตัวใหญ่มองเห็นชัดเจน บนแผ่นป้ายขนาด 0.50 เมตร คูณ 0.50 เมตร ติดอยู่ที่ประตูไม้บานใหญ่สีเขียวขี้ม้า หน้าบ้านหลังหนึ่ง ด้านล่างของคำว่าขาย มีหมายเลขโทรศัพท์อยู่ด้วย

ข้อความบนป้ายสะกิดใจผมทันที เป็นเพราะผมต้องการหาซื้อบ้านอยู่พอดี ความจริงผมไม่ได้ตั้งใจจะมาที่นี่ เพียงแต่มีธุระกับเด็กรุ่นน้องคนหนึ่ง แต่หาบ้านมันไม่เจอ  มันคงให้ที่อยู่ไว้คลาดเคลื่อนจึงทำให้หลงเข้ามาที่ซอยแห่งนี้ และที่ประจวบเหมาะก็
คือธุระของผมก็คือให้มันหาบ้านมือสองให้สักหลัง เพราะมันเป็นคนพื้นที่ของอำเภอนี้ ส่วนผมเป็นคนต่างถิ่นแต่อยากมีบ้านสักหลังเพราะชอบบรรยากาศของที่นี่

ผมลืมนึกถึงเรื่องตามหาเจ้าเด็กรุ่นน้องชั่วขณะ  ชะลอรถมองดูด้วยความสนใจ จอดรถแอบข้างทางซึ่งเป็นถนนลูกรัง พร้อมเดินลงจากรถตรงไปที่หน้าป้ายดังกล่าว สอดสายตาหาที่กดออดเพื่อจะพุดคุยกับเจ้าของบ้านหลังนี้สักหน่อย เพราะทำเลถูกใจโดนใจ รู้สึกชอบใจบ้านหลังนี้ขึ้นมาทันที

มองหาออดไม่มี แต่ด้านข้างๆประตูไม้ มีกระดิ่งอันเล็กๆแขวนอยู่ จับมันเขย่าจนเกิดเสียงดัง แคร้งๆๆๆๆยืนรอสักพัก ไม่มีอะไรแสดงให้เห็นว่ามีการรับรู้เสียงกระดิ่ง ผมเขย่าอีก แต่เงียบเหมือนเดิม
บริเวณหน้าบ้านเป็นรั้วคอนกรีต สูง 1.5 เมตร ยาวตลอดแนว ประตูเข้าออกเป็นบานไม้ขนาดใหญ่ 2 บานประกบกัน ความกว้าง บานละ 2 เมตร เป็นประตูติดบานพับขนาดใหญ่ ใต้บานประตูเป็นล้อเลื่อน การปิดเปิดใช้ดันเข้าไปในตัวบ้าน

เมื่อเขย่ากระดิ่งไม่ได้ผล ผมจึงชะเง้อมองผ่านรั้วเข้าไปในตัวบ้าน อยากจะตะโกนเรียกคนในบ้าน แต่ก็เปลี่ยนความตั้งใจใหม่ เมื่อแลเห็นสภาพภายในบริเวณบ้าน ทำให้แน่ใจว่าบ้านหลังนี้ไม่มีคนอาศัยอยู่แน่นอน เพราะภายในรกครึ้มด้วย ต้นไม้วัชพืช ต่างขึ้นกันจนเต็มพื้นที่ โดยเฉพาะตัวบ้าน ซึ่งเป็นบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ 2 ชั้น มีวัชพืชเลื้อยไต่ไปตามผนังบ้าน จนดูน่ากลัว..

ถนนซอยนี้เป็นถนนลูกรัง กว้างประมาณ 5 เมตร ระยะทางจากปากซอยมาถึงหน้าบ้านกะว่าประมาณ 1 กิโลเมตร แต่ยังไม่สุดเพราะปลายซอยไปสุดที่ลำคลอง ซึ่งมีน้ำอยู่เต็มคลอง ที่สำคัญยังมีบ้านอีกหลังอยู่ติดเป็นข้างเคียงกับบ้านที่ผมสนใจจะซื้อ โดยอยู่ถัดไปทางลำคลอง และมีเขตติดคลอง นั่นคือ ถ้าเข้ามาจากปากซอยจะถึงบ้านที่ต้องการขาย แล้วก็บ้านอีกหลังที่ติดคลอง บ้านหลังที่ติดคลองเป็นบ้านไม้สองชั้น แต่ดูสะอาดกว่าแสดงว่ามีคนอาศัยอยู่ เนื้อที่นั้นใกล้เคียงกัน มีรั้วเป็นคอนกรีตเหมือนกัน

บริเวณนี้เป็นปลายซอย มีบ้านที่ว่าเพียง 2 หลัง ถัดห่างไปทางต้นซอย จะมีบ้านเป็นหย่อมๆ หย่อมละ 2-3 หลังอยู่ห่างๆกัน นับได้เกือบ 20  หลังถือว่าไม่เปลี่ยวมากนัก แต่สองหลังนี้ออกเปลี่ยวเนื่องจากอยู่ท้ายซอย ซ้ำยังติดคลองอีกด้วย กลางคืนอาจจะดูรกครึ้มน่ากลัว..พอสมควร..

แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่เปลี่ยนใจ รีบจดเบอร์โทร กะว่าช่วงกลางคืนจะโทรไปติดต่อเพื่อขอซื้อ...
                                 
                                                                                     ***********************

ผมเก็บโฉนดและเอกสารที่เกี่ยวข้องต่างๆใส่กระเป๋าเอกสาร หลังจากการโอนกรรมสิทธิ์เรียบร้อย ณ สำนักงานที่ดินฯ ผมไม่ได้เจอหน้าคนขายเพราะมีทนายมาดำเนินการแทน เป็นการซื้อง่ายขายคล่องที่สุด เพราะคนซื้ออยากซื้อ คนขายอยากขาย ไม่มีการเข้าไปดูหรือตรวจสอบบ้านก่อน ผมได้กุญแจเข้าบ้านในวันที่โอนกรรมสิทธิ์ ใครก็หาว่า บ้า  โดยเฉพาะอ้ายป๋องเด็กรุ่นน้อง มัน บ่นเป็นหมีกินผึ้ง ทำนอง ไม่ดูบ้านเสียก่อน เผื่อมีอะไรเสียหายผุพัง จะได้ขอส่วนลดกับเจ้าของบ้านบ้าง

สำหรับผมนั้น เป็นคนไม่ค่อยเรื่องมาก ถ้าชอบใจแล้วถึงไหนถึงกัน อีกทั้งตอนโทรไป ทนายบอกว่าเจ้าของเป็นหม่อมหลวงแก่มากแล้ว อายุ เก้าสิบกว่า ถ้าชักช้าเรื่องมาก แกอาจจะไปสวรรค์ซะก่อน จะกลายเป็นเรื่องมรดก เกิดความยุ่งยากในการโอนกรรมสิทธิ์.. ผมจึงไม่ลังเลอะไร...

ผมให้อ้ายป๋องช่วยจัดการหาคนงานมาทำการถากถางและทำความสะอาดบ้าน เพราะมันเป็นคนในพื้นที่ ถึงแม้บ้านมันจะห่างจากบ้านที่ผมซื้อไปหลายลี้หลายสิบกิโลก็ตาม แต่ก็ถือว่ามันก็เป็นเจ้าถิ่นอยู่ดี ฉะนั้นใช้อ้ายป๋องดูจะสะดวกที่สุด

 หลังทำความสะอาดถากถางเรียบร้อย บ้านก็กลับมาเป็นบ้านอีกครั้ง อายุของบ้านคงหลายสิบปี แต่โครงสร้างดูแข็งแรง ไม่มีส่วนไหนที่แตกหรือผุพังจนน่าเกลียด มีกะเทาะลอกบ้างตามอายุบ้าน อ้ายป่องยุให้ทาสีใหม่แต่ผมไม่เอา  เพราะไม่สนใจเรื่องความสวยงาม ขอให้แข็งแรงเป็นใช้ได้

ลืมบอกไปว่าผมเป็นคนโสดไม่มีครอบครัว และราคาบ้านหลังนี้พอรับได้ ไม่ถูกไม่แพง สำหรับพื้นที่นอกเมืองแบบนี้ และจังหวัดนี้ไม่ใช่จังหวัดท่องเที่ยว ราคาที่ดินจึงไม่แพงมากนัก...
เมื่อการทำความสะอาดเรียบร้อย ผมก็ขนของเข้ามาอยู่ทันที ของผมไม่มีอะไรมาก รถปิคอัพคู่ชีพคันเดียวก็ขนได้หมด

เย็นนี้เก็บของเสร็จ ก็ฉลองกันเสียหน่อย ที่โต๊ะม้าหินหน้าบ้าน อากาศเย็นสุดยอดจริงๆ เป็นกลิ่นไอธรรมชาติล้วนๆ

จนช่วงหนึ่ง

อ้ายป่องเสนอหน้า ว่า

“ พี่จะทำบุญบ้านเมื่อไหร่ จะได้อยู่เย็นเป็นสุข”

 ผมส่ายหัวบอกมันว่า

“ ยังไม่ถึงเวลาโว๊ย !  ไม่ต้องเรื่องมาก รีบๆกินเข้าจะเที่ยงคืนแล้วนะมึง แล้วคืนนี้จะนอนนี่หรือกลับบ้านล่ะมึง”

“นอนนี่ ซิพี่ “  อากาศดีจะตาย  ..
                                     
                                                                                   **************************
ผมนั้นเกษียณอายุราชการแล้ว โดยตำแหน่งสุดท้ายคืออยู่ในพื้นที่นี้ และอ้ายป๋องมีตำแหน่งเป็นอดีตลูกน้องผมเองและถือว่าสนิทกัน เพราะผมเอ็นดูช่วยเหลือมันมาตลอด การเรียกใช้ไหว้วานมันจึงไม่ต้องเกรงใจ อีกทั้งลักษณะนิสัยของมันถือว่าเป็นคนกตัญญูรู้คุณ จึงไม่เสียแรงที่คบมันไว้   

มัวแต่ยุ่งเรื่องจัดการบ้านจึงไม่มีเวลาไปทักทายกับบ้านข้างเคียง คิดว่าวันสองวันนี้จะไปคารวะทำความรู้จักเสียหน่อยในฐานะผู้มาใหม่ 

วันนี้ ตื่นเช้าขึ้นมาผมออกเดินสำรวจรอบบ้าน คิดว่าจะปลูกต้นไม้เพิ่มเติมอะไรดี มองดูนั่นนี่ คิดแผนการไปเรื่อยตามประสาคนไม่มีภาระเรื่องงานเรื่องการ ไม่มีอะไรมารกสมองเหมือนสมัยตอนทำงาน การเป็นโสดเหมือนไม้ที่ปักลงในลำคลองที่กว้างใหญ่ มันดูโดดเดี่ยวเดียวดาย แต่สำหรับผมคิดว่าเป็นการสบายตัว ไม่มีภาระอย่างอื่นให้วุ่นวาย นึกอยากจะทำอะไรก็ทำได้ตามใจ จะไปไหนนอนที่ไหน หรือจะหายหัวไปกี่วันก็ได้เสมอ 

มาถึงจุดนี้แล้วผมถือว่าได้กำไรสำหรับชีวิตที่เกิดมา การจะเป็นหรือตายไม่กลัว ผมยังสูบบุหรี่กินเหล้าตราบเท่าที่ทำได้ แต่กติกาของผมที่ใช้มาช้านานคือไม่กินเหล้านอกบ้านถ้าไม่จำเป็น ผมจะกินเหล้าในบ้านเสมอ มันปลอดภัยด้วยประการทั้งปวง และจะกินเฉพาะตอนเย็นหลังเลิกงาน ไม่มีเพื่อนกินก็กินคนเดียว มีเพื่อนก็กินหลายคน เมาก็นอน ตรงไหนก็ได้บ้านเรา ทุกตารางนิ้วในบ้านปลอดภัยเสมอ......
                                       
                                                                                   **************
ตอนเย็นอ้ายป่อง พาพรรคพวก 2 คน ในมือหิ้วเหล้าพร้อมกับแกล้ม มาหาที่บ้าน แดดล่มลมตกพอดี ไม่ต้องบอกอะไรมาก บ้านผมก็เหมือนบ้านมัน ผมบอกกับมันเสมอ อ้ายป๋องทำหน้าที่แทนเจ้าของบ้านได้อย่างดี ไม่นานทุกอย่างก็พร้อมตั้งวง  ก็ที่เก่าเวลาเดิมโต๊ะหินหน้าบ้านนั่นเอง..

การดื่มกินในครั้งนี้ มีกันหลายคน เสียงคุยกันจึงดังกว่าทุกครั้ง ยิ่งดึกเสียงพูดคุยเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นเรื่อยๆตามปริมาณของเหล้าที่เข้าปาก บรรยากาศเงียบๆแบบนี้ เสียงจะดังก้องในความมืดและเงียบ แต่คนกินคนคุยมันสนุก เรื่องคุยในวงเหล้ามีมากมาย วนไปวนมาได้หลายรอบหลายตลบ ..จนได้เวลาที่สมควรแก่เวลา

วันนี้อ้ายป๋องมีเพื่อนมามันจึงต้องกลับพร้อมเพื่อน วงเหล้าเลิกราเกือบเที่ยงคืน...

ส่งอ้ายป่องกลับแล้ว เข้าบ้านปิดประตูเสร็จ น้ำท่าไม่ต้องอาบ ง่วงเต็มที พอล้มตัวก็หลับ แทบจะทันที..
                                         
                                                                            ***************                   
กำลังหลับเพลินๆเสียงเพลงดัง ตุงๆๆแว่วมาจากข้างบ้าน มันไม่ดังธรรมดาแต่มันดังจนกระจกสั่น ทำเอาผมต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาในยามดึก พลังของเสียงจนรู้สึกว่ามันเหมือนมีอะไรกระแทกที่หน้าอก เกิดอารมณ์ฉุนจนหายง่วง..
หยิบนาฬิกาที่หัวเตียงมาดู ตี 2 เศษๆ แสดงว่าผมหลับตาไปแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น ..

“เป็นบ้าอะไรวะ !” ผมบ่นกับตัวเองเบาๆ

แข็งใจลุกจากที่นอน เงี่ยหูเพื่อหาที่มาของเสียง มันมาจากบ้านข้างเคียงนี่เอง มองผ่านหน้าต่างไปยังบ้านต้นเสียง 

ความจริงตัวบ้านที่ผมนอนไม่ได้อยู่ติดกับบ้านต้นเสียงเสียที่เดียว เพราะที่ดินของเขากว้างกว่าของผม ทั้งตัวบ้านก็อยู่ห่างไปทางริมคลอง มองตัวบ้านแทบจะมองไม่เห็น ทั้งต้นไม้บ้านเขาและบ้านผม แต่กระนั้นเสียงเพลงที่ดังเข้าหูดังมากขนาดนี้ แสดงว่าเขาเปิดเสียงดังมาก

“อะไรกันมาอยู่ไม่ทันไร เจอของดีซะแล้วเรา..” พูดกับตัวเองด้วยความอ่อนใจ..

เสียงดังอยู่ประมาณ 10 นาทีก็เงียบไป.... ผมถอนหายใจ พร้อมกับหนักใจ ผมไม่อยากมีศัตรู เราเพิ่งมาอยู่ใหม่ หรือเรากินเหล้าเสียงดัง แต่มันก็เกินไป  แค่กรูกินเหล้าคุยกันนี่นะ  อารมณ์ผมเริ่มแปรปรวน เพราะทั้งง่วงทั้งเพลีย  แม่ง ! บ้าป่าววะ วิญญาณเพชฌฆาตเริ่มเข้าสิง ..

คิดว่าพรุ่งนี้จะขอไปดูหน้าสักหน่อย  คงเป็นพวกวัยรุ่นเลือดร้อน  จริงๆแล้วเรื่องแบบนี้ผมไม่ค่อยกลัวอยู่แล้วและเคยผ่านเรื่องแบบนี้มาหลายครั้ง...เดี๋ยวเช้าเจอกัน   อ้ายเวร. !.....ความฉุนยังไม่หมด....

ผมรีบตื่นแต่เช้า กะว่าอาบน้ำเสร็จ จะเดินไปที่บ้านข้างเคียงต้นเหตุ ต้องคุยกันเสียหน่อย ถ้าคุยกันไม่ได้ก็ต้องมีปัญหา บ้านเพิ่งมาซื้อ ถอยไม่ได้แล้ว เป็นไงเป็นกัน แต่เพื่อความรอบคอบผมโทรบอกอ้ายป่อง เกี่ยวกับเรื่องเมื่อคืน ..อ้ายป๋องทำตัวเป็นลูกน้องที่ดี มันบอกว่าจะรีบตามมาสมทบ ทั้งยังออกอาการโมโหมากกว่าผมเสียอีก นี่แหละเป็นทั้งเพื่อนกินและเพื่อนตาย คำสุดท้ายก่อนวางหู มันบอกว่า เพื่อความมั่นใจ มันจะเอาของติดตัวมาด้วยกันเหนียว ของๆมันคือปืน...

เมื่อเสร็จภารกิจส่วนตัว ผมเดินมาที่หน้าบ้านต้นเหตุ ประตูรั้วหน้าบ้านเป็นประตูเหล็กสามารถมองเข้าไปในตัวบ้านได้ ส่งสายตามองเข้าไป ไม่เห็นใคร กำลังจะตะโกนเรียก พอดีมองเห็นกริ่งที่มุมเสา
รีบเดินรี่เข้าไปกดทันที เสียงดังกังวานในตัวบ้านทั้งที่ผมยืนอยู่นอกบ้านยังได้ยินชัดเจน กริ่งนี่มันดังดีจริงๆ อันคงใหญ่น่าดู..รอสักพักยังเงียบ จึงกดซ้ำอีกครั้ง เงียบอีก  นึกโมโห..คราวนี้กดรัวเลย....

เห็นผลทันที...

แต่เป็นผลร้าย...เพราะมีเสียงตอบกลับมาดังพอๆกับเสียงกริ่ง...

“อ้าย เอี้ย ! “  เข้าเต็มสองรูหูเลย  เล่นเอาผมทำอะไรไม่ถูก..

“มึง ซิ เอี้ย !” เสียงดังลั่นที่ข้างหูผม เสียงอ้ายป่องนั่นเอง มันมายืนข้างผมตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่ทันเห็น..

สังเกตว่าเสียงที่ด่าออกมา ไม่ใช่เสียงวัยรุ่น เป็นเสียงคนมีอายุ..

“เดี๋ยวยิงหัวแม่ง ! เลย” เสียงเดิมมาจากข้างใน

อ้ายป๋องก็ไม่ลดละ มันท้าให้ออกมานอกบ้าน

“ แน่จริงออกมาเลย เฮ้ย ! อย่าเห่าแต่ในบ้าน ปืนกูก็มี” เสียงอ้ายป่องดังลั่นเพราะความโมโห

ทั้งสองฝ่ายยืนด่ากันไปมา หลายตลบ  จนกระทั่ง..

“ ทนไม่ไหว แล้ว โว๊ย “ เสียงดังออกอาการโมโหสุดขีด

ประตูตัวบ้านซึ่งห่างจากรั้วเหล็ก ประมาณ 20 เมตร เปิดออกมา พร้อมมีคนใส่กางเกงขาสั้นสีขี้ม้า ด้านบนเปลือยเปล่าไม่สวมเสื้อ วิ่งพรวดออกมา ที่สำคัญในมือถือปืนยาวออกมาด้วย
“เฮ้ย ป่องหลบ” พวกเรารีบเบี่ยงตัวหลบไปยืนแอบที่ข้างเสาเพื่อความปลอดภัย อ้ายป่องควักปืนสั้น ขนาด 9 ม.ม. ออกมาจากเอววางแนบที่ข้างตัวเตรียมพร้อม 

พอเห็นผู้ที่วิ่งออกมาเต็มตา ผมนึกสังเวชเพราะ หัวขาวโพลนผมหงอกเต็มหัว อายุคงถึง 60 ปีแน่นอน เขาวิ่งออกมาครึ่งทางพร้อมยกปืนขึ้นเล็ง หน้าตาถมึงทึง......พร้อมกับเสียงดังลั่น ปังๆๆๆๆๆๆ บึมๆๆๆฆ่ามันๆๆๆๆ
แต่เสียงที่ว่าออกมาจากปากแกทั้งนั้น ปืนที่แกถือก็เป็นปืนฉีดน้ำ ที่เขาฉีดเล่นกันในวันสงกรานต์
                                               
                                                                       ***********************
“แก ไปสงครามแล้วสติแตก กองทัพส่งตัวกลับมารักษา แต่ก็ไม่หาย เป็นมาเกือบ 10 ปีแล้วครับ” ชายหนุ่มวัย 40 ปี ในมือของเขามีอาหาร น้ำ และขนมหวาน

“ผมไม่ได้อยู่กับ พ่อ เพราะอยู่กันไม่ได้ ได้แต่เอาอาหารมาส่งตอนเช้า เข้าไปดูทำความสะอาดนิดหน่อย แล้วก็กลับ ต้องขังแกไว้ บ้านผมอยู่ปากซอยนี่เอง ” พูดแล้วก็ไขกุญแจรั้วเหล็กเปิดเดินเข้าไปในบ้าน..

ผมกับอ้ายป่องพากันเดินกลับบ้าน.....”ปืนมึงอยู่ที่ไหน ลูกชายเขาเห็นหรือเปล่า วะป่อง”

ผมมองเห็นอ้ายป่องส่ายหน้าอย่างระอาใจ....


 8 
 เมื่อ: มิถุนายน 23, 2016, 06:26:18 am 
เริ่มโดย Rass - กระทู้ล่าสุด โดย Rass
ขอบพระคุณพี่เพ๊กกี้ครับ....คิดถึงคุณประภัสสรเช่นกันครับ  เสียดาย....

...บอร์ดนี้ถึงยังไงก็ยังคงเข้ามาครับ  พี่..

 9 
 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2016, 09:07:26 pm 
เริ่มโดย Rass - กระทู้ล่าสุด โดย SKGuerra
ขอบคุณค่ะ เรื่องสั้นของคุณยังสนุกเหมือนเดิม สุดยอดปเลย แล้วก็ขอบคุณที่ยังไม่ลืมกัน มาทำให้เว็บบอร์ดไม่เงียบเหงา คิดถึงคุณประภัสสรนะคะ ถ้ามีโอกาสไปวัดไทยก็จะถือโอกาสทำบุญให้เธอด้วย

 10 
 เมื่อ: มิถุนายน 01, 2016, 04:56:27 am 
เริ่มโดย Rass - กระทู้ล่าสุด โดย Rass

เตียงผี...

ราสส์ กิโลหก

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะรู้สึกปวดร้าวบริเวณหน้าอก หลังจากนอนหลับสนิทมาตั้งแต่หัวค่ำ คงเป็นสาเหตุจากโรคเก่าที่กำเริบขึ้นมา อาการมันเจ็บจี๊ดที่หน้าอก จนหายใจไม่สะดวก มันเหมือนมีใครเอาเท้ามาเหยียบตรงหน้าอก เอาภูเขาทั้งลูกยัดเข้าไปด้วย จุกเสียด อึดอัดจนใจจะขาด เรี่ยวแรงหดหายไปแขนและขาใช้งานได้น้อยกว่าเดิม หยิบนาฬิกาที่หัวเตียงมาดูเวลา เกือบตีหนึ่ง ทำไงดี ผมอยู่คนเดียว ไม่มีทางอื่นนอกจากโทรเรียกรถฉุกเฉิน คว้าโทรศัพท์กดเบอร์ฉุกเฉินของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง...บอกตำแหน่งของบ้านให้ใกล้เคียงที่สุด

พยายามลุกขึ้นเดินไปที่ประตูหน้าบ้านเปิดประตูด้วยความยากลำบาก เหยียดตัวนอนที่หน้าประตูเพราะ เพื่อต้องการให้รถพยาบาลได้แลเห็น นอนได้แล้วแต่อาการยังไม่ดีขึ้น ยิ่งหนักขึ้นกว่าเดิมจนทำอะไรไม่ถูก มองดูอะไรดูก็ไม่ชัด ตาลายท้องใส้ปั่นป่วน สิ่งที่อยู่ในกระเพาะ กำลังจะดันออกมาทางปาก ก่อนสติจะดับวูบไป..

“คนไข้รายนี้ หัวใจเต้นเร็วมาก เกือบสองร้อย คุณฉีดยา..............ให้คนไข้ทางเส้นเลือด หัวใจจะได้เต้นช้าลง....”

“ค่ะๆๆๆหมอ” เสียงของผู้หญิงรับคำ

“อาการยังต้องเฝ้าระวัง เพราะหัวใจเต้นผิดจังหวะ  อาจหัวใจวายเมื่อไหร่ก็ได้ ส่งไปห้อง ไอ ซี ยู นะ”

“ค่ะๆๆๆ หมอ “ เสียงรับคำเหมือนเดิม 

สติผมยังคงพอมีอยู่บ้าง  ได้ยินเสียงคนพูดกัน คงเป็นหมอกับพยาบาล บรรยากาศรอบตัวเงียบมากไม่มีสรรพเสียงอื่นๆเลย จึงได้ยินเสียงคุยกันได้ชัดเจน สักพักมีคนมาขยับที่แขนตรงข้อพับ  และรู้สึกเจ็บจี๊ดๆที่ข้อพับ พยาบาลมาฉีดยาให้นั่นเอง หลังฉีดยาไปไม่นาน ผมรู้สึกตัวชาไปทั้งตัวเหมือนร่างกายตกลงมาจากที่สูง หัวใจที่เต้นโครมครามจนอกแทบแตก บัดนี้ ค่อยดีขึ้นกว่าเดิมมาจากฤทธิ์ของยา  แต่อาการเพลียยังคงอยู่เพราะร่างกายมันร้าวเจ็บระบมมานาน เหมือนรอการปรับตัว มันเหมือนยกภูเขาออกจากอกจริงๆๆ

 พยาบาลพูดว่า

“ อนันต์ เข็นคนไข้ไปห้อง ไอ ซี ยู เตียงริมนะ พี่แจ้งห้องไอ ซี ยู ไว้แล้ว”

“ครับ พี่” คนเข็นเตียงรับคำ

แสดงว่าผมนอนอยู่บนเตียงรถเข็น  ตายังหลับ แต่รู้สึกได้ว่า รถเข็นมีการเคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ คนเข็นรถ ฮัมเพลงเบาๆ ดูเขามีความสุขกับงานที่ทำ ผมเดาๆเอาว่าขณะนี้คงดึกมาก เพราะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย ในโรงพยาบาลคงต้องการความเงียบเพื่อสุขภาพของคนไข้ เสียงรองเท้าคนเข็นเตียงดังกังวานในความเงียบ รถเข็นเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาวิ่งหลายเลี้ยว จนไม่นานรถก็หยุดนิ่งลง ในที่แห่งหนึ่ง   
 เสียงเปิดประตูดังเอี๊ยดๆเบาๆ...

เตียงถูกเข็นเข้าไป
 
ผมลืมตาขึ้นมอง ร่างกายสัมผัสอากาศที่เย็นจนหนาว นี่หรือ ห้อง ไอ ซี ยู กวาดสายตาไปรอบๆ คนเข็นรถ เข็นเข้าไปยังประตูห้องหนึ่ง ด้านหน้าห้องมีเคาน์เตอร์ตั้งอยู่ พยาบาลชุดขาวหน้าแก่ๆอายุราวคุณป้าคุณยาย นั่งถักไหมพรมอยู่เงียบๆ คนเข็นรถ ละจากรถเข็นเดินเข้าไปหาพยาบาลหน้าแก่ ยื่นแฟ้มหนังสือให้ หล่อนเงยหน้ามองมายังเตียงที่ผมนอนอยู่ สายตาเย็นชาไม่ตื่นเต้นอะไร คงชินกับเหตุการณ์ความเป็นความตาย ซึ่งมีให้เห็นทุกเมื่อเชื่อวัน จากนั้นหล่อนเดินมาเปิดประตูห้องเพื่อให้รถเข็นเข้าไปด้านใน
 
รถเข็นไปจอดเทียบที่เตียงหนึ่งด้านริมห้อง จากนั้นทั้งสองคน คนหนึ่งไปที่ปลายเท้าผม อีกคนไปที่ด้านหัว ทั้งสองเอามือขยำผ้าปูเตียงแล้วยกขึ้นพร้อมกัน โดยตัวผมอยู่บนผ้า พวกเขายกด้วยความชำนาญ จนวางตัวผมที่เตียงเหล็กเรียบร้อย นี่คงเป็นเตียงริม ผมจำคำพูดจากพยาบาลคนแรกที่สั่งกับคนเข็นเตียง

ขณะที่สองสองกำลังกลับออกไป หูผมได้ยินพยาบาลแก่พูดกับคนเข็นรถเป็นเชิงบ่น...

“คงไปเที่ยวผู้หญิงหากิน จนโรคหัวใจกำเริบ น่าจะตายคาอกไปเลย แก่จะเข้าโรงอยู่แล้วยังหมกมุ่น”

อ้าว เฮ้ย ! ผมนึกในใจ พูดอย่างนี้ได้ไง แต่ผมก็หุบปาก เพราะที่หล่อนพูดมีเหตุผล มีผู้เสียชีวิตจากโรคคาอก หลายรายที่เดียว อีกอย่างผมยังต้องอยู่กับหล่อน หากทำโมโหถกเถียงไป เดี๋ยวเกิดหล่อนมีน้ำโหขึ้นมา อาจจะเอาอะไรมาอุดปากผมก็เป็นได้

สักพักหล่อนเดินเขามา เอาสายอะไรต่อมิอะไร มาใส่ให้ ตรงจมูก และมีอะไรมาหนีบที่นิ้วชี้ ตรงหน้าอก มี
บางสิ่งหลายอัน มากดที่หน้าอก จนติดคาอยู่ หล่อนทำด้วยความชำนาญ ใช้เวลาไม่นานก็เรียบร้อย ตลอดเวลาหล่อนไม่ปริปากพูดอะไรเลย คงเป็นเพราะผมไม่พูดและหลับตาตลอดเวลา แต่ผมคิดว่าอย่างน้อยหล่อนควร เอ่ยปาก ทักทายผมบ้าง แต่ก็ช่างเถอะ อาจเป็นเพราะหุ่นหล่อนอาจไม่ค่อยเตะตาผมเท่าไหร่.....

หลังจากพยาบาลหน้าแก่ออกไปแล้ว ตอนนี้ร่างกายผมดีขึ้นมาก จนเหมือนว่าหายเป็นปกติ ไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆมารบกวนเลย โรคหัวใจก็เป็นแบบนี้  คงเป็นเหมือนรถยนต์แบตเตอรี่หมด พอได้ไฟก็เครื่องติดไปต่อได้ เพราะไม่มีเชื้อไม่ติดเชื้อ มันเป็นความผิดปกติจากการทำงานของหัวใจ

นอนคิดอะไรเพลินๆ  พลัน หูเสียงคนครางด้วยความเจ็บปวด จากเตียงด้านใน ..

พอหันไปมอง อุแม่เจ้า ! ผมอุทานด้วยความตกใจ สภาพคนไข้ตามเตียงต่างๆช่างน่า อดสูยิ่งนัก แต่ละคนอยู่ในสภาพน่าเวทนา โดยเฉพาะเจ้าของเสียงที่ครางออกมา เขาอยู่ห่างจากผมไม่มาก ที่หัวพันด้วยผ้าสีขาว แขนสองข้างมีเฝือกหุ้มอยู่ หน้าตาบวมปูดจนจำเค้าเดิมไม่ได้ ...

เสียงเขาร้องดังขึ้นอีก จนมีพยาบาลเข้ามาดู

“ตามหมอเร็ว” เสียงพยาบาลคนหนึ่งดังขึ้น..

มีเสียงคนหลายคนเข้ามาในห้อง รอบเตียงของเขามีการเอาผ้าม่านมาปิดล้อมไว้ พยาบาลและหมอเดินเข้าออกหลายเที่ยว

การได้เข้ามาอยู่ในห้อง ไอ ซี ยู เป็นครั้งแรกในชีวิต ผมคิดว่าห้องนี้เหมือนแดนนรก ทุกคนเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน บางคนหลับบางคนครางบางคนเอะอะโวยวายเป็นพักๆ กว่าครึ่งในห้องนี้เหมือนนอนรอความตาย ผมคิดว่าคนที่ป่วยไข้หรือจะต้องตาย น่าจะตายไปทันทีหรือหลับตายไปเลยดีกว่า ดีกว่ามานอนทรมานแบบนี้ เคยดูสารคดีเกี่ยวกับชีวิตสัตว์ ฝูงสิงโตวิ่งล่าควายป่า  พอตะครุบได้ บางตัวกัดที่คอบางตัวกัดที่หลัง พอควายล้มลง พวกที่อยู่ด้านหลังเริ่มกัดกินเนื้อควาย ใช้ลิ้นเลียเลือดสดๆ ที่ไหลออกมาจากบาดแผล ยังใช้เขี้ยวกระชากเนื้อควายออกมากิน คนถ่ายเจ้ากรรมดันถ่ายบริเวณใบหน้าควาย ควายยังไม่ตาย ตายังลืมยังมีเสียงครางอีกด้วย พวกกัดกินก็กัดกินกันไปอร่อยปาก ยังไม่รู้ว่าควายจะสิ้นใจตอนไหน มันคงเจ็บปวดทรมานจนกว่าจะตาย

  คงเหมือนโรคบางชนิด เมื่อคนเป็นแล้ว เหมือนควายที่สิงโตจับได้ เชื้อโรคจะค่อยๆกัดกินไป จนตายในที่สุด ความเจ็บปวดทุกข์ทรมานคงไม่ต้องพูดถึง...

โรคภัยไข้เจ็บสาเหตุมาจากตัวเราเองทั้งนั้น ใช้ชีวิตไม่เป็น กินไม่เลือก ประมาท คึกคะนอง ดื้อรั้น กว่าจะรู้ตัวว่าพลาดพลั้ง ก็ต่อเมื่อได้รับผลกระทบ จนแก้ไขไม่ได้แล้ว ดาราผู้มีชื่อเสียงบางคน ตอนไม่เป็นอะไร สวย หล่อ แต่เมื่อประสบเคราะห์ไม่ว่าเป็นอุบัติเหตุหรือป่วยไข้โรคร้ายแรง สภาพหน้าตาร่างกาย จำเค้าเดิมแทบไม่ได้ ..

“คนไข้ตายแล้ว”

เสียงใครคนหนึ่งพูดทำให้ผมตื่นจากภวังค์

“ถ้าไม่ตายก็ไม่ใช่คนแล้ว โดนซะยับเยินแบบนั้น ตับแตก ม้ามก็แตก อยู่มาได้เป็นวัน ทนเป็นแรดจริงๆ”

เสียงคนคุยกัน

ความตายเป็นเรื่องธรรมชาติจริงๆๆ

                                              ***************************************

เวลานี้คงเลยเที่ยงคืนไปหลายชั่วโมง ผมหลับตาและหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย...

“ช่วยด้วยๆๆๆผีหลอกๆๆๆๆว๊ายๆๆๆๆๆ  ฮือๆๆๆ”

เสียงดังลั่นจนผมต้องขยับตัวลุกขึ้น มองเห็น ผู้หญิงคนหนึ่ง ในชุดคนไข้ ที่แขนยังมีสายน้ำเกลือ บนหัวมีผ้าพันแผลโพกหัวอยู่ หล่อนวิ่งปุเลงๆๆพร้อมตะโกนคำเดิมๆๆ

ตามองไปที่นาฬิกาบริเวณฝาห้องด้วยความเคยชิน เข็มบ่งชี้ว่า เป็นเวลา ตีสอง

“ผีที่ไหน วะ” พูดกับตัวเองเบาๆ..

มีพยาบาลหน้าแก่คนเดิม เดินเข้ามา หล่อนถือธูปที่จุดแล้ว 1 ดอกเข้ามาด้วย

“ลุง ๆตายไปแล้วอย่ามารบกวนคนอื่นเลย สงสารคนไข้บ้าง และลุงทำไมต้องมาตอนหนูอยู่เวรด้วยนะ เวลาเดิมทุกที” เสียงพยาบาลหน้าแก่บ่นดังๆๆพร้อมเอาธูปไปปักที่แก้วตรงหัวเตียง ที่แก้วมีก้านธูปเก่าปักอยู่หลายอัน มีพวงมาลัยด้วย 

ที่สำคัญแกเดินผ่านตัวผมไป โดยที่ผมไม่รู้สึกว่ามีการสัมผัสกับตัวแกเลย...

   

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF