www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 10
 11 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2015, 01:46:30 am 
เริ่มโดย SKGuerra - กระทู้ล่าสุด โดย SKGuerra
ตอนที่ 18 ฝ่าฟันอุปสรรค
ปกติอุไรจะทำงานวันจันทร์ถึงศุกร์ แต่สัปดาห์นี้อุไรขอลาหยุดในวันพุธซึ่งเป็นวันหยุดของแตง เพื่อพาแตงไปขอสูติบัตรของชาลี แตงรู้สึกเกรงใจมาก แต่อุไรบอกว่า "ฉันมีวันลาป่วย  ตั้งแต่ทำงานมายังไม่เคยใช้สิทธิลาป่วยเลย ครั้งนี้ถือว่าจำเป็นเอาวันลามาช่วยให้เรื่องของเธอเสร็จๆไปดีกว่า"
"แต่เธอก็ต้องขาดรายได้" แตงท้วง
"ที่บริษัทของฉันมีสวัสดิการ เขาให้ลาป่วยได้ปีละหกวัน แล้วบริษัทก็จ่ายเงินให้ด้วย"
"ดีจังเลย ถ้าเป็นที่ร้านเจ๊หวินนะ นอกจากจะไม่จ่ายแล้วยังโดนบ่นด้วย ทำยังกับว่าพวกเราเป็นเครื่องจักร เรื่องจักรยังมีวันเสีย คนไม่ได้ทนเหมือนเครื่องจักรนี่" แตงฟังอุไรบอกแล้วก็ยังนึกแปลกใจ
“ที่อเมริกามีกฎหมายแรงงานคุ้มครอง และมีบทลงโทษนายจ้างที่ฝ่าฝืน  แต่นายจ้างคนไทยเพิกเฉยไม่สนใจที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย บางรายก็ไม่ยอมรับรู้ว่ามีตัวบทกฎหมาย ทำธุรกิจอย่างตามใจฉัน เพราะคิดว่าลูกจ้างในร้านส่วนใหญ่อยู่อย่างผิดกฎหมาย ไม่มีใครกล้าร้องเรียน เมื่อฉันมีทางเลือกที่ดีกว่า ฉันถึงไม่อยากทำงานกับคนไทย อย่าหาว่าอคติกับคนไทยด้วยกันเลยนะ”
“ไม่หรอก นายจ้างคนไทยส่วนใหญ่ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ” แตงสนับสนุน
อุไรพาแตงไปที่หน่วยงานซึ่งมีข้อมูลการเกิดของชาลี เพื่อยื่นคำร้องขอสำเนาสูติบัตรของชาลี เจ้าหน้าที่ขอดูบัตรประจำตัวของแตง แตงเอาหนังสือเดินทางให้เขาดู เจ้าหน้าที่ดูพาสปอร์ตของแตงอย่างละเอียดแล้วก็บอกว่า หนังสือเดินทางของแตงหมดอายุไปนานแล้ว ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานในการขอยื่นคำร้องได้
อุไรพยายามอธิบายถึงความจำเป็นว่า พ่อเด็กตายไปแล้วเหลือแต่แม่ที่พยายามจะขอรับเงินประกันชีวิตในส่วนที่พ่อทำไว้ให้ลูก แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ยอมอลุ่มอล่วย เพียงแต่แนะนำให้แตงไปติดต่อสถานฑูตไทยเพื่อขอต่อหนังสือเดินทางให้เรียบร้อย
"เฮ้อ ทำไมมันยุ่งยากอย่างนี้วะ" แตงบ่น
"ฝรั่งไม่เหมือนคนไทย ทำอะไรตามกฎเกณฑ์" อุไรอธิบาย
"นิดๆหน่อยๆ น่าจะหยวนกันบ้าง" แตงยังบ่นต่อ
"เอาน่า อย่าบ่นเลย มาช่วยกันคิดว่าจะทำไงต่อ สถานฑูตไทยอยู่ถึงดีซีเราจะไปกันยังไง จะมีวิธีไหนที่จะทำให้มันง่ายขึ้นได้ไหม ตอนนี้กลับไปตั้งหลักที่บ้านก่อน”

พอกลับถึงบ้านอุไรก็เปิดสมุดโทรศัพท์ค้นหาเบอร์สถานฑูตไทย แตงได้ยินอุไรพูดโทรศัพท์อยู่นานแต่ก็ไม่ได้สนใจ เพราะมัวแต่ทำอาหารมื้อเที่ยงให้อุไร จนอาหารเสร็จพอดีอุไรก็เดินเข้ามาในครัว "โอ๊ยกว่าจะได้เรื่องเสียค่าโทรทางไกลบานเลย" อุไรบ่น แตงเลยบอกว่า "มากินข้าวก่อน ฉันทำปลาส้มชุบไข่ทอดให้เธอ"
"อุไรมองดูกับข้าวแล้วบอกว่า กำลังหิวพอดีกลิ่นปลาส้มทอดของเธอมันหอมเรียกน้ำย่อย ว่าแต่ไปได้ปลาส้มมาจากไหน"
"อาทิตย์ที่แล้วเพื่อนเจ๊หวินไปตกปลามาได้เยอะแยะ เขาเอามาให้ที่ร้าน ฉันบอกเจ๊หวินว่าจะทำปลาส้มให้ แกโอเคพอปลาได้ที่ฉันก็ขอแบ่งมาบ้านบ้าง”
“ไม่น่าเชื่อยายเจ๊แสนเค็มจะโอง่ายๆ ฮ่า ฮ่า ปลาส้มนี่อร่อยดีนะ” อุไรชมหลังจากชิมไปได้สองคำ “ว่าแต่เธอไปเรียนวิธีทำมาจากไหน”
“ฉันเรียนวิธีทำอาหารจากป้าจวน พูดถึงป้าจวนก็คิดถึงแกนะ เธอได้ข่าวแกบ้างไหม”
“ครั้งสุดท้ายแกกำลังรับเคมีบำบัด น่าสงสารผมร่วงหมดเลย”
“อืม น่าสงสาร ไม่รู้ว่าชาตินี้จะได้เจอป้าจวนอีกเมื่อไหร่” แตงพูดแล้วก็อยากร้องไห้
“เอาน่า ป้าจวนต้องหายแล้วกลับมาอยู่กับพวกเราอีก” อุไรปลอบ

หลังจากกินข้างกลางวันเสร็จ อุไรชวนแตงไปสถานกงสุลไทย แตงค่อนข้างแปลกใจ “อ้าว ไหนเธอว่าสถานฑูตอยู่ที่ดีซี”
“ใช่ สถานฑูตอยู่ที่ดีซี แต่มีสถานกงสุลอยู่ที่ชิคาโกนี่ด้วย โชคดีจัง ฉันก็ไม่เคยรู้มาก่อนนะ”
“แล้วสถานกงสุลกับสถานฑูตมันต่างกันตรงไหนล่ะ” แตงยังคงสงสัย
“ฉันขออธิบายง่ายๆก็แล้วกันนะ สถานฑูตอยู่ที่กรุงวอชิงตันดีซี ท่านฑูตและข้าราชการส่วนใหญ่จะอยู่ที่นั่น ส่วนสถานกงสุลก็เป็นหน่วยงานย่อยของสถานฑูตไทย มีอยู่ตามเมืองต่างๆที่มีคนไทยอาศัยอยู่เยอะ เพื่อให้ความสะดวกแก่พี่น้องชาวไทย”
“งั้นเราไปกันเถอะ”

เมื่อไปถึงสถานกงสุลไทย อุไรช่วยแตงกรอกคำร้องขอต่ออายุหนังสือเดินทาง และยังต้องทำเรื่องยื่นคำร้องขอนิติกรณ์ เนื่องจากหนังสือเดินทางของแตงหมดอายุไปนานแล้ว เจ้าหน้าที่ขอหลักฐานอื่นประกอบการยื่นคำร้อง แตงก็ไม่มีสักอย่าง เจ้าหน้าที่พลิกดูหนังสือเดินทางตลอดเล่มแล้วก็มองหน้าแตง แตงรู้สึกเสียวๆยังไงพิกล เกรงว่าเจ้าหน้าที่จะซักถามอะไรพาดพิงไปถึงภูมิหลังของตัวเอง เขาเพียงแต่บอกว่าให้แตงหาหลักฐานมาให้ครบถ้วนเขาถึงจะต่อหนังสือเดินทางให้
“โอ๊ย มันอะไรกันวะเนี่ย วันนี้เป็นอะไรถึงไม่ได้เรื่องสักอย่าง ทำทันมันยุ่งยากขนาดนี้” แตงร้องไห้ออกมาด้วยความอัดอั้น
“ใจเย็นๆแตง” อุไรก็ได้แต่ปลอบโยน “ค่อยๆคิดกันนะ”
แตงกลับมาถึงบ้านก็ร้องไห้เสียยกใหญ่ หมดหนทางไม่รู้จะไปหาหลักฐานจากไหนไปแสดงกับสถานกงสุล ตอนมาจากเมืองไทยพวกนายหน้าเป็นคนจัดการทำหนังสือเดินทางให้ แตงไม่มีหลักฐานอะไรสักอย่าง แม้แต่บัตรประจำตัวประชาชนก็ยังไม่มี

ตกเย็นอุไรชวนแตงออกไปกินข้าวนอกบ้านพร้อมกับชาลีที่กลับมาจากโรงเรียนแล้ว แตงไม่อยากไป บ่นว่าเสียดายเงิน พอดีอาจารย์พอลแวะมาหาอุไร อาจรย์พอลเลยเสนอว่าจะพาทุกคนไปเลี้ยงอาหารเย็น แตงจึงได้ยอมไป อุไรบอกว่าขออนุญาตปรึกษาอาจารย์พอลเรื่องของแตง อุไรเองก็จนปัญญา ไม่รู้จะช่วยแตงหาหลักฐานที่สถานกงสุลต้องการได้ยังไง แตงพยักหน้าบอกว่าโอเค

อาจารย์พอลพาอุไร แตง และชาลีไปกินอาหารเวียตนามเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ แตงยอมรับว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้กินอาหารเวียตนาม อาหารเวียตนามเสริฟมาพร้อมกับผักสดเยอะมาก อาหารรสดีและถูกปากทำให้แตงคลายเศร้าลงไปได้บ้าง อุไรคุยกับอาจารย์พอลยืดยาวมาก แตงฟังไม่เข้าใจ

เมื่อกลับมาถึงบ้านอุไรเล่าให้ฟังว่าคุยอะไรกับอาจารย์พอลบ้าง “ฉันต้องขอโทษนะที่จำเป็นต้องเล่าภูมิหลังของเธอให้อาจารย์ฟัง เพราะฉันมาคิดดูแล้วว่า ถ้าเธอไม่ต่อหนังสือเดินทาง เธอก็จะไปไหนไม่ได้ จะทำธุรกรรมใดๆก็ไม่ได้ เพราะหนังสือเดินทางขาดอายุ ฉันจึงต้องเท้าความกับอาจารย์ว่าทำไมเธอถึงเป็นอย่างนี้ และความจำเป็นของเธอที่จะต้องจัดการเรื่องเงินประกันชีวิตของพ่อชาลี”
“ฉันอายอาจารย์”
“เธอจะอายทำไม ไม่ใช่ความผิดของเธอ อาจารย์แนะนำว่าให้ไปหาทนาย ทนายแบบเดียวกับที่เคยช่วยฉันให้อยู่นี่ได้อย่างถูกกฎหมาย”
“เอ่อ..ฉันไม่กล้า....”
“แตงถึงเวลาแล้วนะ เธอต้องทำเพื่อลูก ตัดสินใจยังไงก็บอก อาจารย์เขาจะช่วยติดต่อทนายให้”

เอาละซิ มาถึงตอนที่แตงต้องตัดสินใจแล้ว มาช่วยลุ้นซิคะว่าแตงจะตัดสินใจยังไง


 12 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2015, 01:44:24 am 
เริ่มโดย SKGuerra - กระทู้ล่าสุด โดย SKGuerra
ตอนที่ 18 ฝ่าฟันอุปสรรค
ปกติอุไรจะทำงานวันจันทร์ถึงศุกร์ แต่สัปดาห์นี้อุไรขอลาหยุดในวันพุธซึ่งเป็นวันหยุดของแตง เพื่อพาแตงไปขอสูติบัตรของชาลี แตงรู้สึกเกรงใจมาก แต่อุไรบอกว่า "ฉันมีวันลาป่วย  ตั้งแต่ทำงานมายังไม่เคยใช้สิทธิลาป่วยเลย ครั้งนี้ถือว่าจำเป็นเอาวันลามาช่วยให้เรื่องของเธอเสร็จๆไปดีกว่า"
"แต่เธอก็ต้องขาดรายได้" แตงท้วง
"ที่บริษัทของฉันมีสวัสดิการ เขาให้ลาป่วยได้ปีละหกวัน แล้วบริษัทก็จ่ายเงินให้ด้วย"
"ดีจังเลย ถ้าเป็นที่ร้านเจ๊หวินนะ นอกจากจะไม่จ่ายแล้วยังโดนบ่นด้วย ทำยังกับว่าพวกเราเป็นเครื่องจักร เรื่องจักรยังมีวันเสีย คนไม่ได้ทนเหมือนเครื่องจักรนี่" แตงฟังอุไรบอกแล้วก็ยังนึกแปลกใจ
“ที่อเมริกามีกฎหมายแรงงานคุ้มครอง และมีบทลงโทษนายจ้างที่ฝ่าฝืน  แต่นายจ้างคนไทยเพิกเฉยไม่สนใจที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย บางรายก็ไม่ยอมรับรู้ว่ามีตัวบทกฎหมาย ทำธุรกิจอย่างตามใจฉัน เพราะคิดว่าลูกจ้างในร้านส่วนใหญ่อยู่อย่างผิดกฎหมาย ไม่มีใครกล้าร้องเรียน เมื่อฉันมีทางเลือกที่ดีกว่า ฉันถึงไม่อยากทำงานกับคนไทย อย่าหาว่าอคติกับคนไทยด้วยกันเลยนะ”
“ไม่หรอก นายจ้างคนไทยส่วนใหญ่ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ” แตงสนับสนุน
อุไรพาแตงไปที่หน่วยงานซึ่งมีข้อมูลการเกิดของชาลี เพื่อยื่นคำร้องขอสำเนาสูติบัตรของชาลี เจ้าหน้าที่ขอดูบัตรประจำตัวของแตง แตงเอาหนังสือเดินทางให้เขาดู เจ้าหน้าที่ดูพาสปอร์ตของแตงอย่างละเอียดแล้วก็บอกว่า หนังสือเดินทางของแตงหมดอายุไปนานแล้ว ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานในการขอยื่นคำร้องได้
อุไรพยายามอธิบายถึงความจำเป็นว่า พ่อเด็กตายไปแล้วเหลือแต่แม่ที่พยายามจะขอรับเงินประกันชีวิตในส่วนที่พ่อทำไว้ให้ลูก แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ยอมอลุ่มอล่วย เพียงแต่แนะนำให้แตงไปติดต่อสถานฑูตไทยเพื่อขอต่อหนังสือเดินทางให้เรียบร้อย
"เฮ้อ ทำไมมันยุ่งยากอย่างนี้วะ" แตงบ่น
"ฝรั่งไม่เหมือนคนไทย ทำอะไรตามกฎเกณฑ์" อุไรอธิบาย
"นิดๆหน่อยๆ น่าจะหยวนกันบ้าง" แตงยังบ่นต่อ
"เอาน่า อย่าบ่นเลย มาช่วยกันคิดว่าจะทำไงต่อ สถานฑูตไทยอยู่ถึงดีซีเราจะไปกันยังไง จะมีวิธีไหนที่จะทำให้มันง่ายขึ้นได้ไหม ตอนนี้กลับไปตั้งหลักที่บ้านก่อน”
พอกลับถึงบ้านอุไรก็เปิดสมุดโทรศัพท์ค้นหาเบอร์สถานฑูตไทย แตงได้ยินอุไรพูดโทรศัพท์อยู่นานแต่ก็ไม่ได้สนใจ เพราะมัวแต่ทำอาหารมื้อเที่ยงให้อุไร จนอาหารเสร็จพอดีอุไรก็เดินเข้ามาในครัว "โอ๊ยกว่าจะได้เรื่องเสียค่าโทรทางไกลบานเลย" อุไรบ่น แตงเลยบอกว่า "มากินข้าวก่อน ฉันทำปลาส้มชุบไข่ทอดให้เธอ"
"อุไรมองดูกับข้าวแล้วบอกว่า กำลังหิวพอดีกลิ่นปลาส้มทอดของเธอมันหอมเรียกน้ำย่อย ว่าแต่ไปได้ปลาส้มมาจากไหน"
"อาทิตย์ที่แล้วเพื่อนเจ๊หวินไปตกปลามาได้เยอะแยะ เขาเอามาให้ที่ร้าน ฉันบอกเจ๊หวินว่าจะทำปลาส้มให้ แกโอเคพอปลาได้ที่ฉันก็ขอแบ่งมาบ้านบ้าง”
“ไม่น่าเชื่อยายเจ๊แสนเค็มจะโอง่ายๆ ฮ่า ฮ่า ปลาส้มนี่อร่อยดีนะ” อุไรชมหลังจากชิมไปได้สองคำ “ว่าแต่เธอไปเรียนวิธีทำมาจากไหน”
“ฉันเรียนวิธีทำอาหารจากป้าจวน พูดถึงป้าจวนก็คิดถึงแกนะ เธอได้ข่าวแกบ้างไหม”
“ครั้งสุดท้ายแกกำลังรับเคมีบำบัด น่าสงสารผมร่วงหมดเลย”
“อืม น่าสงสาร ไม่รู้ว่าชาตินี้จะได้เจอป้าจวนอีกเมื่อไหร่” แตงพูดแล้วก็อยากร้องไห้
“เอาน่า ป้าจวนต้องหายแล้วกลับมาอยู่กับพวกเราอีก” อุไรปลอบ

หลังจากกินข้างกลางวันเสร็จ อุไรชวนแตงไปสถานกงสุลไทย แตงค่อนข้างแปลกใจ “อ้าว ไหนเธอว่าสถานฑูตอยู่ที่ดีซี”
“ใช่ สถานฑูตอยู่ที่ดีซี แต่มีสถานกงสุลอยู่ที่ชิคาโกนี่ด้วย โชคดีจัง ฉันก็ไม่เคยรู้มาก่อนนะ”
“แล้วสถานกงสุลกับสถานฑูตมันต่างกันตรงไหนล่ะ” แตงยังคงสงสัย
“ฉันขออธิบายง่ายๆก็แล้วกันนะ สถานฑูตอยู่ที่กรุงวอชิงตันดีซี ท่านฑูตและข้าราชการส่วนใหญ่จะอยู่ที่นั่น ส่วนสถานกงสุลก็เป็นหน่วยงานย่อยของสถานฑูตไทย มีอยู่ตามเมืองต่างๆที่มีคนไทยอาศัยอยู่เยอะ เพื่อให้ความสะดวกแก่พี่น้องชาวไทย”
“งั้นเราไปกันเถอะ”

เมื่อไปถึงสถานกงสุลไทย อุไรช่วยแตงกรอกคำร้องขอต่ออายุหนังสือเดินทาง และยังต้องทำเรื่องยื่นคำร้องขอนิติกรณ์ เนื่องจากหนังสือเดินทางของแตงหมดอายุไปนานแล้ว เจ้าหน้าที่ขอหลักฐานอื่นประกอบการยื่นคำร้อง แตงก็ไม่มีสักอย่าง เจ้าหน้าที่พลิกดูหนังสือเดินทางตลอดเล่มแล้วก็มองหน้าแตง แตงรู้สึกเสียวๆยังไงพิกล เกรงว่าเจ้าหน้าที่จะซักถามอะไรพาดพิงไปถึงภูมิหลังของตัวเอง เขาเพียงแต่บอกว่าให้แตงหาหลักฐานมาให้ครบถ้วนเขาถึงจะต่อหนังสือเดินทางให้
“โอ๊ย มันอะไรกันวะเนี่ย วันนี้เป็นอะไรถึงไม่ได้เรื่องสักอย่าง ทำทันมันยุ่งยากขนาดนี้” แตงร้องไห้ออกมาด้วยความอัดอั้น
“ใจเย็นๆแตง” อุไรก็ได้แต่ปลอบโยน “ค่อยๆคิดกันนะ”
แตงกลับมาถึงบ้านก็ร้องไห้เสียยกใหญ่ หมดหนทางไม่รู้จะไปหาหลักฐานจากไหนไปแสดงกับสถานกงสุล ตอนมาจากเมืองไทยพวกนายหน้าเป็นคนจัดการทำหนังสือเดินทางให้ แตงไม่มีหลักฐานอะไรสักอย่าง แม้แต่บัตรประจำตัวประชาชนก็ยังไม่มี

ตกเย็นอุไรชวนแตงออกไปกินข้าวนอกบ้านพร้อมกับชาลีที่กลับมาจากโรงเรียนแล้ว แตงไม่อยากไป บ่นว่าเสียดายเงิน พอดีอาจารย์พอลแวะมาหาอุไร อาจรย์พอลเลยเสนอว่าจะพาทุกคนไปเลี้ยงอาหารเย็น แตงจึงได้ยอมไป อุไรบอกว่าขออนุญาตปรึกษาอาจารย์พอลเรื่องของแตง อุไรเองก็จนปัญญา ไม่รู้จะช่วยแตงหาหลักฐานที่สถานกงสุลต้องการได้ยังไง แตงพยักหน้าบอกว่าโอเค

อาจารย์พอลพาอุไร แตง และชาลีไปกินอาหารเวียตนามเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ แตงยอมรับว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้กินอาหารเวียตนาม อาหารเวียตนามเสริฟมาพร้อมกับผักสดเยอะมาก อาหารรสดีและถูกปากทำให้แตงคลายเศร้าลงไปได้บ้าง อุไรคุยกับอาจารย์พอลยืดยาวมาก แตงฟังไม่เข้าใจ

เมื่อกลับมาถึงบ้านอุไรเล่าให้ฟังว่าคุยอะไรกับอาจารย์พอลบ้าง “ฉันต้องขอโทษนะที่จำเป็นต้องเล่าภูมิหลังของเธอให้อาจารย์ฟัง เพราะฉันมาคิดดูแล้วว่า ถ้าเธอไม่ต่อหนังสือเดินทาง เธอก็จะไปไหนไม่ได้ จะทำธุรกรรมใดๆก็ไม่ได้ เพราะหนังสือเดินทางขาดอายุ ฉันจึงต้องเท้าความกับอาจารย์ว่าทำไมเธอถึงเป็นอย่างนี้ และความจำเป็นของเธอที่จะต้องจัดการเรื่องเงินประกันชีวิตของพ่อชาลี”
“ฉันอายอาจารย์”
“เธอจะอายทำไม ไม่ใช่ความผิดของเธอ อาจารย์แนะนำว่าให้ไปหาทนาย ทนายแบบเดียวกับที่เคยช่วยฉันให้อยู่นี่ได้อย่างถูกกฎหมาย”
“เอ่อ..ฉันไม่กล้า....”
“แตงถึงเวลาแล้วนะ เธอต้องทำเพื่อลูก ตัดสินใจยังไงก็บอก อาจารย์เขาจะช่วยติดต่อทนายให้”

เอาละซิ มาถึงตอนที่แตงต้องตัดสินใจแล้ว มาช่วยลุ้นซิคะว่าแตงจะตัดสินใจยังไง


 13 
 เมื่อ: กันยายน 21, 2015, 08:46:19 pm 
เริ่มโดย SKGuerra - กระทู้ล่าสุด โดย Rass
ขอร่วมไว้อาลัย  ด้วยครับ พี่เพ๊กกี้

 14 
 เมื่อ: กันยายน 21, 2015, 12:21:20 am 
เริ่มโดย SKGuerra - กระทู้ล่าสุด โดย SKGuerra
ขอคารวะดวงวิญญาณของคุณประภัสสร เธอจากพวกเราเร็วเกินไป เพ็กกี้เห็นหนังสือที่ได้รัีบมอบจากคุณประภัสสรเมื่อครั้งที่เจอกันที่งานสัปดาห์หนังสือเมื่อปี2012 เห็นแล้วใจหาย ขอให้คุณประภัสสรไปสู่คติ เธอทำงานมาตลอด แม้ตอนที่เกษียณแล้วดูเหมือนจะมีงานมากกว่าสมัยยังับราชการเสียอีก ตอนนี้เพื่อนของเราก็ได้พักผ่อนกับชีวิตแล้ว ขอเป็นกำลังใจให้คุณชุติมา จงเข้มแข็ง ชีวิตต้องดำเนินต่อไป คุณชุติมาเป็นคนเก่ง ก็คงจะผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้ด้วยดีนะคะ

สำหรับเว็บpsevikulก็ขอให้พวกเรามาพบปะกันเหมือนเดิมนะคะ เพ็กกี้จะพยายามมาเล่าอะไรต่ออะไรให้ฟังบ่อยๆ

 15 
 เมื่อ: กันยายน 18, 2015, 09:48:26 am 
เริ่มโดย Rass - กระทู้ล่าสุด โดย Rass

...ขอบพระคุณพี่เพ็กกี้....ครับ..

...พี่ทราบข่าวคุณ ประภัสสร   หรือยังครับ.....ขอแสดงความเสียใจกับพี่ชุติมาด้วย...

 16 
 เมื่อ: กันยายน 17, 2015, 10:09:49 pm 
เริ่มโดย SKGuerra - กระทู้ล่าสุด โดย อภิญญา
สวัสดีค่ะคุณเพ็กกี้

ในที่สุดก็เข้าบ้าน Psevikul ได้สำเร็จ ขอบคุณที่เล่าเรื่องการตรวจสุขภาพ และเตือนให้ใส่ใจกับตัวเองมากขึ้น แต่ค่าตรวจมันแพงเกิ้น น น ส์.... ส่วนละคร ข้าบดินทร์ แรก ๆ ก็คิดอย่างคุณเพ็กกี้แหละค่ะ แต่ดู ๆ ไป ก็สนุกนะ

 17 
 เมื่อ: กันยายน 17, 2015, 09:52:10 pm 
เริ่มโดย SKGuerra - กระทู้ล่าสุด โดย อภิญญา
ตอนที่ 17
มาลุ้นต่อ ชื่อตอนนี้ คือ "ดูหมือนโชคจะช่วย" ....แต่จะช่วยได้จริงหรือเปล่าไม่ทราบ ความหวังจะได้เงินประกันยังคงลางเลือน ก่อนหน้านี้มีโอกาสก็มัวแต่รอความกล้า โอกาสก็ผ่านไปซะแล้ว แหม ๆ แตงนะแตง รู้มั้ยฉันลุ้นช่วยเธอจนเหนื่อยแล้วนะ มาคราวนี้มีเพื่อนดีๆ อย่างอุไร ก็ยังนับว่าโชคดี แต่ต้องรีบหน่อยนะ .....อย่างไรก็ดี ตอนต่อไปขอให้โชคช่วยเธอจริง ๆ นะ อย่าให้รอนานนะคุณเพ็กกี้

กระซิบอีกครั้ง  ตอนที่ 17 ก็ลงผิดห้องค่ะ....ต้องเป็นห้อง โต๊ะข้างหน้าต่างค่ะ...อิๆ ถ้าเป็นไปได้น่าจะ Copy ไปไว้ห้องเดียวกันจะได้ต่อกันครบ 17 ตอน ดีไหมคะ

 18 
 เมื่อ: กันยายน 17, 2015, 09:42:47 pm 
เริ่มโดย SKGuerra - กระทู้ล่าสุด โดย อภิญญา
ก่อนหน้านี้ก็อ่านทางมือถือไปแล่้วค่ะ แต่ไม่ได้เข้าระบบ ด้วยความกระหายใคร่รู้ว่า อนาคตของแตงจะเป็นเช่นไร และได้คุยกับคุณเพ็กกี้ใน Inbox ไปแล่้ว แต่ดูเหมือนคุณเพ็กกี้ยังไม่ได้อ่าน เลยวันนี้มีโอกาสเข้ามาเม้นท์ในคอมพ์ ค่ะ

ตอนที่ 16 นี้ สอดแทรกความคิดเห็นของผู้เขียนไว้ด้วยแหละ อิๆ ทีนี้ผู้อ่านของแสดงความคิดเห็นบ้างนะคะ แตงช่างเป็นคนที่ไม่สนใจอะไรเลยสักอย่าง แบบนี้ลำบากแน่ อ่อนอกอ่่อนใจกับเธอจริงๆ ไม่พัฒนาเพื่อความอยู่รอดเลยนะคะ ไอ้เรารึก็เอาใจช่วยมาตั้งแต่ตอนแรกเลย แล้วนี้จะทำอย่างไรดี จะได้เงินประกันมั้ยเนี่ย


กระซิบนิดค่ะ คุณเพ็กกี่้เลงตอนที่ 16-17 ผิดห้องหรือเปล่าคะ หาตั้งนานกว่าจะเจอ
ค่ะ 

 19 
 เมื่อ: กันยายน 13, 2015, 08:55:47 pm 
เริ่มโดย SKGuerra - กระทู้ล่าสุด โดย SKGuerra
บทที่17 ดูเหมือนโชคจะช่วย

   แตงเล่าให้อุไรฟังด้วยความผิดหวังว่า คุณนาถฤดีกลับไปเมืองไทยแล้ว เจ๊หวินเองก็ไม่แน่ใจว่าคุณนาถจะกลับมาอเมริกาอีกเมื่อไหร่ อุไรบอกว่าค่อยๆคิดหาทางไปก่อน อาจจะต้องใช้เวลาคลำทางนานหน่อย แต่ก็อย่าเพิ่งหมดหวัง นิสัยของอุไรกับแตงต่างกันอย่างลิบลับ อุไรเป็นคนไม่ยอมแพ้ และมีความมุ่งมั่น เธอเคยบอกแตงว่า “ฉันเรียนหนังสือมาน้อย ความรู้น้อยของฉันเลยทำให้เป็นเหยื่อของคนที่ฉวยโอกาส ฉันก็รอโอกาสที่จะได้เรียนเพิ่มเติม ตอนนี้ฉันได้งานกะกลางวันทำให้มีเวลาว่างตอนเย็น ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ก็จะไปเรียนภาษาเพิ่มเติมก่อน”
   “ถึงยังไงเธอก็ยังเรียนหนังสือมากกว่าฉัน ความรู้ฉันต่ำกว่าป.สี่เสียอีก ที่บ้านจนมากแม่ให้ออกจากโรงเรียนกลางคัน เธอเป็นคนเก่งนะ เก่งกว่าฉันเยอะ” แตงชมด้วยความจริงใจ
   หลังจากนั้นไม่นานอุไรก็ไปสมัครเรียนภาษาอังกฤษที่วิทยาลัยชุมชนที่ไม่ไกลจากที่พักมากนัก อุไรเลิกงานบ่ายสามโมง และกลับมาถึงบ้านไม่เกินสี่โมงเย็น อุไรหาอาหารรองท้องแล้วก็ออกไปโรงเรียน อุไรเริ่มเรียนหกโมงเย็นไปจนถึงสามทุ่ม สัปดาห์ละสามวัน ทั้งแตงและอุไรต่างก็กังวลที่จะต้องทิ้งชาลีไว้คนเดียวตั้งแต่หกโมงไปจนถึงประมาณสี่ทุ่ม แต่ก็ไม่มีทางเลือก อุไรบอกว่าเรื่องเรียนเป็นสิ่งจำเป็น ถ้ามัวแต่ผลัดไปเรื่อยๆก็จะไม่ได้เริ่มต้นเสียที
   
        ปกติแตงหยุดงานทุกวันพุธ แต่สัปดาห์นี้มีคนขอแลกวันหยุดกับแตง แตงเลยได้หยุดวันพฤหัสแทน วันพฤหัสเป็นวันที่อุไรไม่ไปเรียนหนังสือในตอนเย็น ในขณะที่แตงกำลังนั่งดูชาลีทำการบ้าน อุไรก็เดินเข้ามาพร้อมกับชายหนุ่มผิวขาว แตงคาดคะเนว่าเขาคงจะอายุในราวสามสิบปลายๆ อุไรแนะนำว่าเขาเป็นใคร แตงไม่รู้ฟังภาษาอังกฤษไม่เข้าใจ แตงเลยได้แต่ยกมือไหว้ฝรั่งคนนั้น แล้วเลยถือโอกาสเดินหนีเข้าห้องไป แตงไม่ได้สนใจว่าอาคันตุกะรายนั้นจะกลับไปเมื่อไหร่
   แตงมีโอกาสเจออุไรอีกครั้งในตอนเช้าวันเสาร์ก่อนแตงจะออกไปทำงาน อุไรได้หยุดวันเสาร์และอาทิตย์ แตงคิดในใจว่าอุไรโชคดีที่ได้หยุดงานอาทิตย์ละสองวัน แถมยังทำงานแค่วันละแปดชั่วโมง ผิดกับแตงที่ทำงานวันละสิบชั่วโมง และได้หยุดแค่อาทิตย์ละวัน
   “จะไปทำงานแล้วเหรอแตง” อุไรทักทาย
   “อีกสักพัก เช้านี้ดูเธอแจ่มใสจัง แต่งตัวสวยจะไปไหนเหรอ”
   “แตงมาพอดี จะขอพาชาลีออกไปเที่ยวสวนสัตว์ อาจารย์พอลจะมารับ จะหาอาหารไทยกินกันแถวใกล้ๆทะเลสาบ บ่ายๆก็กลับแล้ว” อุไรขออนุญาต
   “ก็ดีซิ ชาลีจะได้ไม่เหงา ว่าแต่อาจารย์พอลนี่เป็นใครล่ะ”
   “อ้าว จำไม่ได้ซะแล้ว ก็คนที่มาที่นี่เมื่อวันพฤหัสไง”
   “อ้อ นึกออกแล้ว”
   “เขาเคยเป็นอาจารย์ของฉัน ตอนนี้ฉันเลื่อนชั้นขึ้นไปอยู่ระดับสูงขึ้น แต่ก็ยังติดต่อกับอาจารย์พอลอยู่” อุไรอธิบายขยายความ
   หลังจากมาแตงก็จะเห็นอาจารย์พอลมาที่บ้านบ่อยขึ้น ทุกครั้งอาจารย์พอลก็พยายามทักทายพูดคุยกับแตง แต่แตงก็ได้แต่ยิ้มลูกเดียว ฟังเขาพูดไม่รู้เรื่องเลย แต่อาจารย์ก็ไม่ละความพยายามที่จะคุยกับแตง แถมยังบอกอุไรด้วยว่าให้พาแตงไปเรียนภาษาอังกฤษด้วย
       “ฉันไม่มีเวลาหรอก เธอก็รู้ ทำงานวันละสิบกว่าชั่วโมง” แตงบอก แตงรู้ว่าทั้งอาจารย์พอลและอุไรหวังดี แต่แตงต้องทำมาหากิน
       “ฉันรู้ ฉันเข้าใจ เพียงแต่บอกเล่าว่าอาจารย์เขาแนะว่ายังไง” อุไรเองก็เข้าใจสถานการณ์ของแตงดี แต่ก็ไม่รู้จะหาทางออกให้แตงอย่างไร ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากเล่าข้อมูลเกี่ยวกับแตงให้อาจารย์พอลฟังมากนัก

        มีอยู่เรื่องหนึ่งที่อุไรคิดแล้วคิดอีกว่าจะปรึกษาอาจารย์พอลดีหรือไม่ นั่นก็คือเรื่องเงินประกันชีวิตของคุณกร ถึงแม้ว่าแตงจะหมดหวังไปแล้วกับเงินประกันนั้น อันเนื่องมาจากความลังเลของแตง แต่มันเป็นสิ่งที่คาใจอุไรอย่างมาก อุไรเห็นใจแตง อยากให้ชาลีได้เงินก้อนนี้เอาไว้ใช้ในอนาคต อุไรไม่แน่ใจว่าจะอยู่กับแตงไปได้นานแค่ไหน ทุกสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อถึงเวลานั้นแตงก็ต้องช่วยตัวเอง

        อุไรเคยบอกแตงว่า ให้คอยสอบถามเจ๊หวินว่าคุณนาถฤดีกลับจากเมืองไทยหรือยัง ยังไงก็รอไปก่อน แต่ในส่วนลึกแล้วอุไรคิดว่าน่าจะมีวิธีอื่นที่จะสืบถามหาบริษัทที่คุณกรทำประกันชีวิตไว้ แต่สิ่งแรกที่แตงน่าจะมีไว้ก็คือสูติบัตรของชาลี อุไรถือเอาเรื่องนี้เป็นคำถามกับอาจารย์พอล
        “อาจารย์รู้ไหมว่าถ้าต้องการสำเนาสูติบัตรจะต้องไปขอที่ไหน” อุไรรู้ดีว่าที่อเมริกาไม่มีเขตหรืออำเภอที่เก็บข้อมูลการเกิด แต่ไม่รู้ว่าหน่วยงานไหนเป็นผู้รับผิดชอบ
       “Department of Health and Human Services” อาจารย์ตอบ
       “แล้วสำนักงานนี้อยุ่ที่ไหนล่ะคะ”
       “Downtown.  The Office is near Madison Street & Lamar.”
       “ขอบคุณค่ะ” อุไรเคยนั่งรถผ่านถนนเมดิสัน เธอคิดว่าสถานที่นี้คงจะหาไม่ยาก วันไหนที่เธอและแตงได้หยุดตรงกัน เธอจะพาแตงไปขอสำเนาสูติบัตรขอชาลี ยังไงก็ขอเอาหลักฐานการเป็นบุตรของคุณกรมาให้ได้ก่อน อาจารย์ก็มีมารยาทพอที่จะไม่ถามต่อว่าจะไปขอสำเนาสูติบัตรของใคร ฝรั่งจะเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น

เย็นวันศุกร์อุไรกับอาจารย์พอลมากินข้าวที่ร้านกระท่อมไทย วันนั้นเจ๊หวินเกิดใจดีขึ้นมาเข้ามาตามแตนออกไปพบอุไร เจ๊หวิน
บอกว่าลูกค้าอยากพบ อุไรไม่ได้มาแค่สองคนกับอาจารย์พอล แต่มีฝรั่งผิวขาวอีกคนมาด้วย อาจารย์พอลแนะนำให้รู้จักเพื่อนที่มาด้วย แตงไม่รู้จะพูดอะไรก็ได้แต่ยกมือไหว้ ทักทายกันเล็กน้อยแล้วแตงก็ขอตัวกลับไปทำงานต่อ

แตงได้แต่สงสัยว่าทำไมเจ๊หวินถึงใจดียอมให้แตงออกไปพบลูกค้า โดยปกติเจ๊หวินจะไม่ยอมให้คนในครัวออกไปหน้าร้านเด็ดขาด จนกระทั่งเลิกงานกลับมาถึงบ้านก็เจออุไรรออยู่
“อ้าว ยังไม่นอนอีกเหรออุไร” แตงแปลกใจเพราะเป็นเวลาใกล้เที่ยงคืนแล้ว คืนนี้ที่ร้านลูกค้านั่งแช่กว่าจะเก็บร้านเสร็จ กว่าจะได้กลับถึงบ้านก็ดึกแล้ว
“พรุ่งนี้วันเสาร์ไม่ต้องตื่นเช้า อีกอย่างหนึ่งก็รอเจอเธอด้วย”
“มีอะไรเหรอ รอคุยกันพรุ่งนี้ก็ได้”
“ฉันจะบอกว่าวันนี้ที่ไปกินข้าวที่ร้านกระท่อมไทย เพราะอยากให้เธอได้เจอเพื่อนของอาจารย์ เขาทำงานบริษัทประกันก็เลยอยากให้เธอรู้จักไว้เผื่อจะได้สอบถามเรื่องเงินประกันของคุณกร”
“ขอบใจมากอุไรที่นึกถึงฉัน แต่ฉันคงพูดกับเขาไม่รู้เรื่อง”
“เราสองคนคือฉันกับอาจารย์ก็จะช่วยสอบถามให้ ตอนนี้ฉันยังไม่ได้เล่าอะไรเกี่ยวกับเธอให้เขาฟัง อาจารย์เองก็ยังไม่รู้เรื่องเหมือนกัน ฉันลองปรึกษาเธอดูว่าจะลองสอบถามเขาได้ไหม ถ้าเธอโอเคฉันจะได้บอกอาจารย์ อ้อ แล้วอีกอย่างหนึ่งฉันถามอาจารย์แล้วว่าจะไปขอสำเนาใบเกิดของชาลีได้ที่ไหน เอาไว้วันไหนเราหยุดตรงกันแล้วฉันจะพาเธอไป”
“ขอบใจเธอมากนะ เธอดีกับฉันจริงๆ”
“เราก็มีกันอยู่แค่นี้ ถึงยังไงก็ต้องดูแลกันอยู่แล้ว”
แตงได้ยินแล้วน้ำตาซึม แตงถามถึงสิ่งที่ข้องใจ
“ฉันแปลกใจว่าเธอไปพูดยังไงเจ๊หวินถึงยอมเข้าไปตามฉันให้ออกมาพบ ปกติแกไม่ยอมให้คนในครัวออกมาหน้าร้าน”
“ฉันก็บอกเจ๊แกไปว่า ลูกค้าฝรั่งเขาติดใจฝีมือสปริงโรลของเธอ อยากจะขอบคุณแท้งกิ้วคนทำ เจ๊แกก็ต้องตามใจลูกค้า แกเป็นคนบ้ายออยู่แล้ว พอฉันชมว่าอาหารอร่อยแกก็หน้าบานทีเดียว”
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง” แตงหัวเราะ
“เอาไว้ฉันจะชวนเพื่อนอาจารย์มาที่นี่ เธอจะได้มีโอกาสคุยกับเขา”
“ขอบใจเธอมากๆเลยนะ”
คืนนั้นเป็นคืนแรกที่แตงนอนหลับสบาย ในความโชคร้ายของแตง แตงก็ยังโชคดีที่มีเพื่อนดีๆอย่างอุไร และป้าจวน

 20 
 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2015, 06:53:45 pm 
เริ่มโดย Rass - กระทู้ล่าสุด โดย SKGuerra
ขอบคุณค่ะคุณราสส์ คนเรามีวิธีหาอะไรทำให้ไม่ให้เหงาได้เยอะแยะ อยู่ที่ว่าใครจะมองเห็นหนทางหรือไม่เท่านั้นเอง

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 10
Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF