www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10
 21 
 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2015, 09:04:18 pm 
เริ่มโดย Rass - กระทู้ล่าสุด โดย Rass
[size=24pt][/size]

[font=arial][size=14pt][color=black]ความเหงา

ราส์ส กิโลหก
                                           
“ เสียงลมพัดตึง เคล้าคลึงยอดตอง...............................”

เสียงเพลงแว่วมาจากบ้านงาน ที่ห่างไปไม่ไกล..ลมหนาวพัดตะบึงเป็นช่วงๆ อากาศเย็นจากลมหนาว หญิงชราเจ้าของบ้านเอามือกอดอก เดินห่อตัวเพราะความหนาวเย็น  ความหนาวแผ่ซ่านถึงขั้วหัวใจ  แกเดินเอื่อยๆไปยังแคร่ไม้ ซึ่งตั้งอยู่ใต้ต้นจามจุรีใหญ่หน้าบ้าน  กิ่งก้านใบของต้นไม้ใหญ่ครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง   

ใกล้ๆกันสระน้ำที่มีมาแต่โบราณ แลดูเหมือนทะเลสาบเล็กๆน้ำเจิ่งนองเต็มตลิ่ง  น้ำใสสะอาด มีใบบัวอยู่ทั่วสระ ฝักบัวชูสลอนท้าทายแมลงพ่อสื่ออยู่เหนือน้ำ..ลมหนาวพัดผ่านแผ่นน้ำดูเป็นแนวคลื่นเล็กๆแลดูเป็นระเบียบสวยงาม   ที่ริมตลิ่งแผ่นไม้เก่าๆปักเป็นแนวทอดไปในพื้นน้ำ  ...มีเสาเล็กๆปักคู่ค้ำไว้ เพื่อใช้ในการเดินออกไปตักน้ำในสระ                     

เมื่อเดินถึงโคนต้นไม้ใหญ่ หย่อนตัวนั่งลงด้วยความเหนื่อยล้า  เอามือที่หยาบกร้านจับงอบเก่าขาดคร่ำครึออกจากหัว  ลมหนาวยังพัดตะบึงไม่หยุดหย่อน สายลมพัดผ่านท้องนาซึ่งมีแต่ตอซังข้าวที่ถูกเก็บเกี่ยวเมล็ดไปแล้ว สภาพพื้นดินแตกระแหง  เศษดินและเศษฟางข้าว  ปลิวว่อนมาตามลม 

มันลอยกระทบกับใบหน้าที่เหี่ยวย่นของหญิงชรา  แกไม่หลบปล่อยให้มันพัดด้วยอารมณ์เฉยเมย  ผมขาวโพลนปลิวไปตามแรงลม   ความเย็นจากลมหนาวแทรกผ่านเสื้อผ้าไปกระทบผิวหนังจนร่างกายหนาวสะท้านจากความหนาวเย็น 

เสียงกิ่งไม้ใบไม้ดังกราวเป็นช่วงๆทุกครั้งที่ลมกระแทกไปโดน เสียงเหล่านี้มันเป็นเสียงดนตรีของธรรมชาติ รอบกายมีแต่ความว่างเปล่า สัมผัสได้กับความเดียวดาย ความรู้สึกบางอย่างประทุขึ้น

ทำไมในบั้นปลายของชีวิตต้องมาประสบแบบนี้ ต้องก้มหน้ายอมรับด้วยความอดทน และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะสิ้นสุด  เพราะสิ่งเหล่านี้มันเกิดกับแกมาหลายสิบปีแล้ว..
                   
ป้าแก้วนึกย้อนไปในอดีตที่ผ่านมา ลมหนาวแบบนี้มาทุกปีในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ตั้งแต่จำความได้   แกพบเห็นมาไม่ต่ำกว่า 60 ครั้ง ลมหนาวตามฤดูกาลจะมาตามกำหนดเวลาไม่เคยขาดแม้เพียงครั้งเดียว 

สายตาเหม่อมองออกไปที่ท้องทุ่งนาของตัวเอง ใจหวนนึกไปว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันมักจะวนเวียนกลับมาที่เดิมเสมอ  จากพื้นนาที่แห้งผากเมื่อมีฝนตกลงมา  ก็ไถนา ดำนา ปลูกข้าว น้ำเต็มผืนนา กบเขียดร้องแข่งกันจนทุ่งนาสะเทือน  เสียงปลาใหญ่ฮุบเหยื่อในตอนกลางคืน 

ต่อมาข้าวก็เขียวเต็มท้องทุ่ง กลิ่นใบข้าวหอมเย็นอบอวนชวนให้ชื่นใจ เมื่อลมหนาวเริ่มพัดมาต้นข้าวจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง  แปรสภาพจากทุ่งนาสีเขียวกลายเป็นทุ่งรวงทอง   แลดูเป็นเหมือนพรมสีทองผืนใหญ่..กว้างสุดสายตา               

สายตาที่ฝ้าฟางมองทอดออกไปอย่างไม่มีจุดหมาย   ชีวิตของแกมีแต่ความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวเงียบเหงา  !! เหมือนยืนอยู่คนเดียวในโลก..

หลังจากลุงบุญคู่ชีวิตได้ล้มหายตายจากแกไปเมื่อหลายปีก่อน             

ยามไปทำบุญที่วัดพระท่านก็พร่ำสอนพร่ำอยู่เสมอว่า การเกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องธรรมชาติ แกก็พยายามคิดว่ามันเป็นอย่างที่พระพูด แต่ในความเป็นจริงการสูญเสียก็เป็นเรื่องที่สะเทือนใจอยู่มาก  การทำใจก็ต้องใช้เวลา   การผูกพันระหว่างผัวเมียหรือคนที่เรารักก็เป็นเรื่องธรรมชาติเหมือนกัน...
         
วงจรของธรรมชาติไม่มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นแสงสว่างก็มา  พอพระอาทิตย์ตกแสงสว่างก็หายไปพร้อมความมืดเข้ามาแทน ทุกเมื่อเชื่อวันก็เป็นแบบนี้  คงเหมือนชีวิตคนเรามีเกิดและดับไป ไม่มีใครหลีกหนีได้พ้น..
         
ความคิดแกล่องลอยไปถึงความตาย   
             
ความตายบางครั้งก็ดูน่ากลัว แต่บางครั้งก็เป็นสิ่งที่ต้องการ...!
             
ตะวันลับขอบฟ้าเหมือนทุกวัน  ความมืดมาเยือนลมกรรโชกแรงขึ้นพร้อมกับความหนาวเย็นที่เพิ่มขึ้น.             
           
 หญิงชราผู้โดดเดี่ยว  ลุกขึ้นขยับเสื้อผ้าเอามือกอดอกเดินหลบความมืดและหนาวเย็นไปยังตัวบ้าน… พลางคิดว่าที่หลบไม่พ้นจริงๆก็คือความเหงานี่เอง.! เพราะต้องเจอมันทุกครั้งแม้จะลืมตาหรือหลับตา……
[/color][/size][/font]


 22 
 เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2015, 05:48:54 pm 
เริ่มโดย Rass - กระทู้ล่าสุด โดย Rass

...ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ตัวเราครับ...ถ้าเราไม่วิ่งไปหากรรม   เราก็ไม่เดือดร้อน...

..แต่บางคนอาจบอกว่า....กรรมมันอาจวิ่งมาหาเรา....

..จึงทำให้คิดว่า ทุกคนต่างมีกรรม....มีชีวิตอยู่เพื่อใช้กรรม   แล้วแต่ว่ากรรมมากหรือน้อย   

..สรุปว่า...พยายามใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังเป็นดีที่สุดครับ .....รู้สู้..รู้หลบ.....รู้คิด  รู้อภัย...

 23 
 เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2015, 05:39:14 pm 
เริ่มโดย Rass - กระทู้ล่าสุด โดย Rass
ขอบพระคุณพี่เพกกี้ครับ

 24 
 เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2015, 07:52:41 am 
เริ่มโดย Rass - กระทู้ล่าสุด โดย SKGuerra
[color=เขียนได้ดีมากค่ะคุณราสส์ โดนใจอย่างจัง เพราะพี่เพ็กกี้ก็เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ตามประสาคนที่ยังตัดกิเลสไม่ได้ แต่ว่า...มันก็มีเหตุการณ์หลายอย่างที่ทำให้เราไม่ต้องทำบาป เรียกว่าธรรมะจัดสรร ธรรมะก็คือธรรมชาติ กฎของธรรมชาติก็ลงโทษผู้ประพฤติไม่ดี ไม่มีใครหลีกเลี่ยงกรรมได้พ้น เหมือนตัวละคร
ในเรื่องของคุณ

การโดนทำร้ายเจ็บกายไม่นานก็หาย แต่เจ็บใจนี่ซิมันหายยากมาก เหตุการณ์ที่เกิดกับตัวเอง(อย่างน้อย)สองครั้ง ทำให้ตัวเราสงบลงได้เยอะ และเห็นสัจธรรม สองรายที่จะยกตัวอย่างพูดจาให้เจ็บใจ เราก็ด่าตอบไปแล้ว แต่ยังไม่สะใจ คิดอยู่เสมอว่าจะต้องเอาคืนให้มากกว่านี้ นี่แหละกิเลสมนุษย์เวลาถูกกระทำก็มักจะคิดว่ากรูจะเอาคืนสักสิบเท่า แบบนี้ไม่ดีนะคะอย่าเอาอย่า


รายแรกเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งหลังจากมีเหตุพิพาทกันประมาณหกเดือน ก่อนตายเขาทรมานมาก เป็นมะเร็งที่กระดูกระยะสุดท้าย ปวดไปทั้งตัว นอนลงก็ไม่ได้ ต้องนั่งหลับบนรถเข็น ก่อนเขาเสียชีวิตประมาณหนึ่งสัปดาห์ พี่เพ็กกี้โทรศัพท์ไปเมืองไทย (ผู้ตายเป็นฝรั่งยอยู่เมืองไทย พี่เพ็กกี้อยู่เมกา) เพื่อนขอเขารับสาย พี่เพ็กกี้ฝากบอกเขา แปลเป็นไทยได้ว่า "ขอให้ยูผ่านพ้นไปได้ด้วยดี อย่าให้เจ็บปวดไปมากกว่านี้" อโหสิกรรมกันนะ เพื่อนบอกว่าเขายิ้มรับทั้งๆที่มีอาการปวดมาก ถ้าจะบอกว่าขอให้หายเร็วๆฟังดูแล้วมันสะตอเบอรรี่ไปหน่อย เจ้าตัวเขาก็รู้ตัวเองดีอยู่ว่าจะไม่รอด เราก็พยายามกลั่นกรองคำพูดให้ออกมาเป็นกลางๆ เฮ้อ...

อีกรายหนึ่งมีจุดจบด้วยการติดคุก เรื่องคดีความไม่เกี่ยวกับพี่เพ็กกี้ เขามีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับคนอื่น และหญิงสาวคู่กรณีเขาเอาเรื่องจนถึงที่สุด เหตุเกิดประมาณหกเดือนหลังจากที่พิพาทเช่นเดียวกัน พอได้ยินข่าวไม่ได้สมน้ำหน้าเขาเลย คิดเพียงว่า โธ่ไม่น่าเลย นำเรื่องพวกนี้มาเล่าเป็นอุทาหรณ์นะคะ เตือนตัวเองเสมอให้มีสติ โกรธได้ แต่อย่าทำร้ายคนอื่น

 25 
 เมื่อ: มิถุนายน 30, 2015, 06:53:27 pm 
เริ่มโดย SKGuerra - กระทู้ล่าสุด โดย Rass
พี่เพ้กกี้...สวัสดีครับ....มาใหม่เกือบจำไม่ได้...สบายดีนะครับ

 26 
 เมื่อ: มิถุนายน 30, 2015, 08:35:41 am 
เริ่มโดย SKGuerra - กระทู้ล่าสุด โดย SKGuerra
หลังจากที่เจอคุณนาถแล้ว แตงก็ครุ่นคิดถึงสิ่งที่คุณนาถพูดเรื่องเงินประกันชีวิตของคุณกร ถึงแม้ว่าตอนที่คุณกรยังมีชีวิตอยู่เขาจะไม่ได้แสดงความรักใคร่แตงมากนัก แตงรู้อยู่เต็มอกว่าคุณกรไม่ได้รักแตง แต่เป็นเพราะความรับผิดชอบ ชาลีเป็นลูกของคุณกร ลูกที่คุณกรไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสจะมีด้วยซ้ำ คุณกรแสดงความห่วงใยถึงอนาคตของชาลีโดยการใส่ชื่อชาลีเป็นผู้รับผลประโยชน์ร่วมกับเมียของเขา

   คืนนั้นแตงนอนกระสับกระส่ายทั้งคืน คิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรดี เงินประกันชีวิตเป็นของชาลีโดยชอบธรรม เพราะผู้ตายระบุไว้อย่างชัดเจน แต่แตงจะทำอย่างไรถึงจะเอาเงินจำนวนนี้มาได้ ชาลีโตขึ้นทุกวัน ต้องกินต้องใช้มากขึ้น ลำพังเงินเดือนอันน้อยนิดของแตงจะเลี้ยงลูกให้รอดได้หรือไม่แตงก็ยังไม่แน่ใจ
   แตงเผลอหลับไปตอนใกล้รุ่ง แต่ก็นอนได้ไม่เต็มตา เพราะต้องตื่นขึ้นมาดูแลหาอาหารเช้าให้ชาลีกินก่อนเขาไปโรงเรียน เจออุไรเพิ่งกลับมาจากทำงาน อุไรบอกว่าคืนนี้เธอหยุดไม่ต้องไปทำงาน จะรอจนกว่าแตนจะกลับจากทำงาน อุไรมีเรื่องจะคุยด้วย แตงก็เลยบอกว่าแตงเองก็มีเรื่องอยากคุยกับอุไรเหมือนกัน

   วันนั้นทั้งวันแตงทำงานอย่างไม่เป็นสุขนัก เพราะนอนไม่เต็มอิ่ม ไหนยังจะหมกมุ่นครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรกับเงินประกันชีวิตของคุณกร ช่วงเบรคตอนบ่ายสามโมง แตงกลับบ้านเพื่อเตรียมอาหารเย็นให้ชาลี แตงเผลอหลับไป ตื่นขึ้นมาอีกทีก็เกือบห้าโมงเย็น แตงรีบร้อนกลับไปที่ร้าน โชคดีที่เจ้าของร้านออกไปซื้อของยังไม่กลับ แตงเลยรอดตัวไปไม่ถูกด่าว่ากลับมาสาย

   กว่าจะกลับถึงบ้านคืนนั้นก็ปาเข้าไปห้าทุ่มครึ่ง อุไรรอแตงอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าจะทั้งเหนื่อยและง่วงแต่แตงก็ต้องฝืน เพราะมีเรื่องสำคัญอยากคุยกับอุไร อุไรเริ่มก่อนว่า “ฉันได้งานใหม่ เป็นงานกะกลางวัน เริ่มเจ็ดโมงเช้า แต่ฉันก็ต้องใช้เวลาเดินทางครึ่งชั่วโมง เลิกงานบ่ายสาม กว่าจะกลับมาถึงก็คงสักบ่ายสามครึ่ง ฉันจะได้มีเวลาดูชาลีจนกว่าเธอจะกลับมา”
   “ดีใจจังเลย เธอก็ไม่ต้องอดหลับอดนอนอีกแล้วซิ นอนกลางวันมันไม่เหมือนกับนอนกลางคืนนะ”  แตงรู้สึกยินดีด้วย
   “นั่นซิ นอนกลางวันมันไม่เต็มอิ่มเหมือนนอนกลางคืนนะ ว่าแต่เธอมีอะไรอยากจะปรึกษาฉันรึ”
   “คุณกรทำประกันชีวิตใส่ชื่อชาลีเป็นผู้รับผลประโยชน์คนละครึ่งกับเมียเขา ฉันจะทำยังไงดีล่ะ”
   “คุณกรเคยบอกเธอไว้หรือเปล่าว่าทำประกันไว้กับบริษัทอะไร”
   “ไม่ เขาไม่เคยพูดอะไรเลย”
   “แล้วเธอรู้เรื่องเงินประกันมาจากใครล่ะ”
   “เผอิญได้ยินเมียคุณกรพูดกับเจ๊หวิน เมื่อวานนี้เมียคุณกรไปที่ร้าน แต่เขาคลับคล้ายคลับคลาว่าจำฉันได้ แต่ฉันเลี่ยงเดินหนีไปเสียก่อน”
   “เธอเคยเจอเขาที่ไหนล่ะ แล้วเขารู้ไหมว่าเธอเป็นอะไรกับคุณกร”
   “เคยเจอเขาไปทำบุญกับคุณกรที่วัดไทย ฉันไปวัดกับป้าจวน ตอนนั้นเขาไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร”
   “ก่อนอื่นเธอต้องสืบให้ได้ก่อนว่าคุณกรซื้อประกันไว้กับบริษัทอะไร”
   “ฉันจะสืบยังไงล่ะ”
   “ถ้าเป็นฉัน ฉันจะเข้าไปพบเมียคุณกร”
   “อุ๊ย ไม่เอาหรอก” แตงอุทานอย่างตกใจ
   “ถ้าไม่ถามจากเมียคุณกรแล้วเธอจะได้ข้อเท็จจริงจากไหนล่ะ ถ้าเป็นฉัน ฉันจะเข้าไปแสดงตัวบอกว่าเป็นแม่ของชาลี”
   “โอ๊ย ฉันไม่กล้า กลัวเขาด่าเอา”
   “เธอนี่ก็แปลก เธออยู่กับคุณกรมาร่วมสิบปี แต่เธอไม่เคยกลัวว่าเมียเขาจะรู้ ตอนนี้คุณกรก็ตายไปแล้ว เขาจะมานั่งหึงหวงอะไร อีกอย่างหนึ่งเขาก็ได้เงินประกันด้วย”
   “ฉันไม่รู้ว่าเขาจะมีปฏิกิริยาอะไรบ้างถ้าฉันแสดงตัว แล้วฉันก็ไม่รู้ว่าจะไปตามเขาได้ที่ไหน”
   “ลองถามเจ๊หวินดูซิ เขาเคยเป็นหุ้นส่วนกันไม่ใช่หรือ”
   “ฉันไม่อยากให้เจ๊หวินรู้เรื่อง เจ๊หวินไม่รู้ว่าฉันเคยเป็นเมียคุณกร”
   “ถ้าเธอมัวแต่กลัวเธอก็จะไม่ได้เงินให้ลูก เมียคุณกรไม่มีสิทธิขัดขวางในเมื่อในกรมธรรม์ระบุไว้ชัดเจนว่ามีผู้รับผลประโยชน์ถึงสองคน ข้อสำคัญเธอต้องมีหลักฐานว่าชาลีเป็นลูกของคุณกร”
   “เอ้อ...ฉันไม่มีหลักฐาน”
   “อ้าว ก็สูติบัตรของชาลีไงล่ะ”
   “ฉันไม่มี รู้สึกว่าจะอยู่ที่คุณกร”
   “เฮ้อ...............” อุไรถอนใจอย่างเอือมระอา “สรุปว่าเธอไม่รู้อะไรสักอย่าง ไม่เคยสนใจจะรับรู้ ว่างั้นเถอะ”

   ถึงตอนนี้แตงร้องไห้ออกมาอย่างอัดอั้น รู้สึกโมโหตัวเองที่ไม่เคยสนใจอะไรเลย พอถึงเวลาจำเป็นก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อุไรเองถึงแม้จะระอาความซื่อบื้อของแตง แต่ก็อดสงสารไม่ได้ “เอาเป็นว่าเธอลองรวบรวมความกล้าถามเจ๊หวินว่าเธอจะเจอเมียคุณกรได้ที่ไหน”
   “แล้วถ้าเจ๊หวินซักฉันว่ามีธุระอะไรกับคุณนาถ จะให้ฉันตอบว่ายังไง”
   “อืม... เอางี้ อ้างว้าป้าจวนส่งข่าวมาถึงเมียคุณกร ถ้าเจ๊หวินซักมากเข้าก็บอกปัดไปว่าป้าเขาฝากจดหมายถึงเมียคุณกร เธอไม่รู้ไม่ได้อ่าน โอเคไหม”
   แตงยังลังเล แต่เมื่อถูกอุไรคาดคั้นมากๆเข้าก็แบ่งรับแบ่งสู้ “ฉันจะลองดูนะ”

   กว่าแตงจะรวบรวมความกล้าพูดกับเจ๊หวินก็สายเกินไปแล้ว เจ๊หวินบอกว่า “นาถเขาเพิ่งกลับไปเมืองไทยเมื่อวานนี้เอง ก็ยังไม่แน่ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ ถึงยังไงลูกเขาก็อยู่ที่นี่ เขาก็ต้องกลับมาดูลูกเขา มันขึ้นอยู่กับว่าลูกคนเล็กอยู่เมืองไทยได้นานแค่ไหน ถ้าเจ้าคนเล็กไม่ชอบเมืองไทยนาถก็คงกลับมาเมกาเร็วขึ้น”
   แตงรู้สึกผิดหวัง ต่อจากนี้แตงจะไปหาข้อมูลได้จากใคร นี่เป็นเพราะความลังเลชองแตงที่ทำให้เสียเรื่อง

 ความเห็นของผู้เขียน ฟังดูแล้วเหมือนกับว่าแตงจะหมดหนทาง แล้วเรื่องที่อุไรได้งานใหม่ฟังดูแล้วไม่น่าจะเป็นสาระสำคัญ แต่ต่อมามันกลายเป็นจุดหักเหที่พวกเราคาดไม่ถึง
คนต่างชาติในต่างประเทศเป็นแบบแตงเยอะค่ะ บางคนอยู่เมการ่วม40ปี แต่ภาษาอังกฤษยังไม่กระดิกหูก็มี ต้องอาศัยจมูกคนอื่นหายใจอยู่ตลอดเวลา เรื่องจริงค่ะ มีอยู่ในทุกประเทศไม่เฉพาะในอเมริกาแห่งเดียว คือไม่สนใจรับรู้สังคมและสิ่งแวดล้อมที่ตัวเองอาศัยอยู่

 27 
 เมื่อ: มิถุนายน 30, 2015, 08:29:08 am 
เริ่มโดย SKGuerra - กระทู้ล่าสุด โดย SKGuerra
สวัสดีค่ะ จำได้ไหมเอ่ยว่าใคร เพ็กกี้เจ้าเก่าไงคะ หลังจากที่ห่างหายไปนาน พอกลับมาใหม่ก็เกิดติดขัดเข้าเว็บนี้ไม่ได้ ต้องสมัครสมาชิกใหม่ เพิ่งได้รับการตอบรับก็เลยรีบมาคุยก่อน จะเรียกว่าเหล้าเก่า (ที่มีรสร้อนแรง) ในขวดเจียรนัยใบใหม่ที่งามกว่าเดิม ฮ่า ฮ่า ก่อนที่จะเล่านิยายชีวิตรันทดของแม่แตงต่อ ก็ขอถือโอกาสคุยเรื่องสัพเพเหระเสียหน่อย

เพ็กกี้หายไปนานเริ่มยุ่งตั้งแต่ปลายปี2014 เนื่องด้วยข้าเก่าเต่าเลี้ยงของบริษัทที่ทำหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์และเลขาของเจ้านายได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2014 เธออายุ71ปี ก่อนหน้าที่จะเสียชีวิตสักสามสัปดาห์ เธอมีอาการป่วย ผอมซีด อาเจียนสองวันติดๆกัน เธอลาหยุดไปหนึ่งสัปดาห์ เธอโทรศัพท์มาส่งข่าวว่าลูกชายพาเข้าห้องฉุกเฉิน เธอบอกชื่อโรงพยาบาลและหมายเลขห้องที่พัก หลังจากนั้นก็ไม่ได้ข่าวเธออีกเลย

พอวันที่ 1 ธ.ค.เราก็โทรไปถามข่าว ลูกชายเธอบอกว่าแม่เพิ่งเสียชีวิตเมื่อเช้าตอนตีหนึ่ง พวกเราทุกคนช็อค เพราะคาดไม่ถึง เธออยู่กับบริษัทมานานกว่า35ปี ลูกค้าของเราและเพื่อนร่วมอาคารส่วนใหญ่ก็จะรู้จักเธอดี มาทราบทีหลังว่าเธอเป็นมะเร็งที่ตับ แล้วมันก็ลามไปที่อื่นด้วย อิฉันเห็นมรณบัตรของเธอภายหลังเจอศัพท์คำหนึ่งMetastatis อะไรทำนองนี้ ถ้าสะกดผิดก็ขออภัยด้วย มันหมายถึงว่ามะเร็งระยะสุดท้าย ผู้ตายเองก็ไม่ทราบว่าเธอเป็นมะเร็ง คนใกล้ชิดก็ไม่ทราบ อย่างไรก็ดีเธอก็มีอายุยืนยาวมาได้ถึง71ปี คุณแม่เธออยู่ได้ถึงอายุ102ปี และเสียชีวิตไปก่อนหน้านี้หนึ่งเดือน

พวกเราทุกคนที่นี่ยังคิดถึงเธออยู่จนทุกวันนี้ ส่วนอิฉันก็ต้องรับหน้าที่ของคุณป้าควบคู่กับงานของตัวเอง ก็รับผิดชอบมากขึ้น ข้อคิดจากเรื่องเล่านี้ก็คือต้องระวังรักษาสุขภาพ บางคนอาจจะคิดว่าโอ้โฮอายุ71ปีแล้วยังทำงานอยู่อีก คนที่นี่เกษียณกันตอนอายุ65-66ค่ะ ถ้าคุณอยากทำงานต่อก็ไม่มีใครบังคับให้คุณเกษียณได้ ไม่เหมือนที่เมืองไทยนะคะ พออายุ60เขาก็อยากให้เกษียณเพื่อจะได้รับคนรุ่นใหม่เข้ามาแทน หลายๆคนก็ยังแข็งแรง ยังมีไฟลุกโชน แต่ถูกบังคับให้เลิกทำงาน เพื่อนหลายคนบอกว่าเกษียณปีแรกจะบ้าตาย ทำตัวไม่ถูกยังปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ไม่ได้ แต่พอผ่านไปเข้าปีที่2และ3ก็เริ่มปรับได้ แต่ความกระตือรือร้นในชีวิตก็จะค่อยๆหายไป

เพ็กกี้ยังทำงานอยู่แม้จะอายุ66ปีแล้ว ยังสนุกกับงานอยู่ สุขภาพยังแข็งแรง แต่ก็ไม่เคยประมาท เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาไปตรวจหามะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ตอนตรวจน่ะไม่เท่าไหร่ ไม่รู้ตัวเพราะเขาวางยาสลบ แต่วันก่อนที่จะไปร.พ.ตัวเราต้องล้างท้องให้หมดเกลี้ยง ทานได้แต่อาหารเหลว ดื่มน้ำยาที่ระบายท้องประมาณหนึ่งแกลลอน ต้องดื่มให้หมดด้วย เมื่อหิวก็ต้องดื่มน้ำผลไม้ หรือกินวุ้น(Jello) วุ้นและน้ำผลไม้ต้องไม่มีสีแดงหรือสีม่วง เพราะสีจากอาหารจะไปทำให้การตรวจไม่แม่นยำ แต่ก็โชคดีที่ไม่มีอะไรผิดปกติ หมอเอาเนื้อเยื่อไปตรวจก็ไม่เจอเซลมะเร็ง ทำให้สบายใจ คุณๆทั้งหลายที่อายุเกิน50ปีควรจะไปตรวจนะคะ เพื่อความสบายใจ แม้ว่าการเตรียมตัวมันจะค่อนข้างทุลักทุเล แต่มันก็คุ้ม

เรื่องที่สองที่อยากคุยและกำลังอยู่ในความสนใจของพี่น้องชาวไทยคือละครเรื่องข้าบดินทร์ ตอนแรกที่รู้ว่าเจมส์ มาร์แสดงนำก็นึกในใจว่า “อะไรวะ” เพราะน้องเขาหน้าตาไม่เป็นไทยเสียเลย แถมหุ่นยังอ้อนแอ้นแบบคุณชาย มีเสียงวิจารณ์มากมายถึงหน้าตาและบุคคลิกของพระเอกและนางเอก แต่พอเริ่มดูละครเรื่องนี้ก็ได้เห็นความสามารถในการแสดงของพระ-นางคู่นี้ ทั้งๆที่เรื่องนี้เป็นละครเรื่องที่สองของเจมส์ มาร์ แต่ทักษะในการแสดงของเขาดีมากๆ ให้พระเอกรูปหล่อบรรดาคุณชายทั้งหลายที่เคยแสดงร่วมกับเจมส์ มาร์มารับบทพ่อเหมอิฉันเชื่อว่าคงไม่มีใครทำได้ดีเท่าเขา เพราะคุณเหมตัวเองของเรื่องแสดงได้ครบทุกรส ใครจะไปเชื่อว่าตี๋น้อยอย่างน้องเจมส์จะฟันดาบได้เก่งมาก และยังกล้าที่จะแสดงกับช้าง ต้องคนใจถึงจริงๆ อย่าไปมองหน้าตาเธอ ดูฝีมือการแสดงก็ไม่ผิดหวังเลย

ละครเรื่องนี้ยังให้ข้อคิดหลายๆอย่างกับคนดู ทำให้เห็นถึงค่านิยมและทัศนคติของคนสมัยก่อน แม้ทัศนคติของคนรุ่นเก่าอาจจะขัดแย้งกับคนสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกอย่างอิฉัน อิฉันเชื่อในสิ่งที่เป็นรูปธรรมมากกว่านามธรรม นามธรรมเป็นสิ่งที่คนสมมุติขึ้นมาและยึดถือปฏิบัติตาม อย่างเช่นประเพณีบางอย่าง ความรักชาติเป็นสิ่งที่ดีนะคะ แต่การทำสิ่งใดให้ตัวเองเดือดร้อนไม่เป็นผลดี อย่างท่านเจ้าคุณพ่อของคุณเหมเป็นตัวอย่าง หรือแม้แต่ตัวคุณเหมเอง

อีกประการหนึ่งก็คือกระบวนความยุติธรรมในสมัยก่อนยังแย่มาก คนยังเชื่อข่าวลือ เชื่อการใส่ความกันมากกว่าจะสืบสวนหาข้อเท็จจริง การพิจารณาคดีจะใช้การลงโทษก่อนเพื่อให้รับสารภาพ ไม่มีความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา ในสมัยนั้นยังไม่มีนิติวิทยาศาสตร์ ไม่มีการตรวจดีเอ็นเอ โดยภูมิหลังอิฉันก็เรียนกฎหมายมา ได้เรียนประวัติศาสตร์กฎหมายไทย ได้เรียนรู้ถึงการทารุณประเภทต่างๆเพื่อให้จำเลยรับสารภาพ ก็ได้แต่สลดใจ สมัยนี้ก็เถอะคนยังเชื่อคำกล่าวหา ข่าวลือ สังคมพิพากษาคนถูกกล่าวหาไปเรียบร้อยแล้ว โดยที่เจ้าตัวไม่มีโอกาสได้แก้ต่างเลย

อย่างไรก็ดีต้องขอชมผู้ประพันธ์ที่นำเอาประวิติศาสตร์มาผูกเรื่องเป็นนิยายได้กลมกลืนมาก ทำให้ละครเรื่องนี้มีความสมจริงมาก แม้ว่าพ่อเหมอาจจะไม่มีตัวตนในหน้าประวัติศาสตร์ ขณะที่เขียนความเห็นนี้ละครเรื่องข้าบดินทร์ก็ใจบแล้ว แต่ก็ยังติดใจอยู่ ละครเรื่องนี้ทำให้ดิฉันนึกถึงพระยอดเมืองขวาง ซึ่งมีความรักชาติและบทบาทที่เกี่ยวข้องกับฝรั่งคล้ายพ่อเหม พระยอดเมืองขวางมีตัวตนจริงๆ แต่ท่านมีบทบาทสำคัญในสมัยรัชกาลที่ห้า ก็คดีร.ศ.112ที่พวกเราทราบกันดีอยู่แล้ว

คุยมาเสียยาวให้หายคิดถึง ขอถือโอกาสขอบคุณคุณราสส์ที่มาโพสท์เรื่องสั้นให้อ่านกันอีก เรื่องของแตงกำลังจะตามมาเร็วๆนี้นะคะ


 28 
 เมื่อ: มิถุนายน 30, 2015, 08:14:56 am 
เริ่มโดย Rass - กระทู้ล่าสุด โดย SKGuerra
สวัสดีค่ะคุณราสส์ ขอบคุณสำหรับเรื่องสั้นอ่านแล้วบันเทิงอารมณ์ดีค่ะ

 29 
 เมื่อ: มิถุนายน 28, 2015, 03:19:58 am 
เริ่มโดย Rass - กระทู้ล่าสุด โดย Rass
แค้น....

ราสส์ กิโลหก

สุชัย หนุ่มใหญ่วัย 45 ปีลุกขึ้นจากที่นอนด้วยความเชื่องช้า เพราะเสียงนาฬิกาปลุกที่ส่งเสียงระรั่วอย่างเมามัน เข็มที่นาฬิกาบ่งชี้เวลาตีห้าครึ่ง มันเป็นความประสงค์ของเขาเองเพราะเมื่อคืนเขาฉลองดึกไปหน่อยกลับเข้าบ้านเกือบตีสอง  ถ้าไม่อาศัยมัน เขาคงต้องไปทำงานสาย และถูกเจ้านายด่า ถูกไล่ออก ตกงาน ไม่มีเงิน ไม่มีกิน อดตาย เขาคิดไปเรื่อยเปื่อย ลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ กระดูกลั่นดัง กรุบๆๆ

จากนั้นเดินเข้าห้องน้ำเพื่อปฏิบัติภารกิจประจำวัน เป็นคนโสดไม่มีภาระอะไรอย่างอื่น ไม่ต้องทำอะไรให้ใครกิน ไม่ต้องไปส่งใครที่โรงเรียน ไม่ต้องๆๆๆๆๆๆ ชีวิตช่างสันโดษดีแท้  ได้เงินมาก็ใช้คนเดียว ไม่มีอะไรมาหนักที่คอ นึกชมตัวเองที่คิดถูกตั้งแต่สมัยยังหนุ่มๆ

หลังจากจบการศึกษาระดับวิชาชีพชั้นสูง ทางสายช่าง สุชัยได้ทำงาที่โรงงานแห่งหนึ่งแถบชานเมือง จากนั้นก็เปลี่ยนที่ทำงานอีก 2-3 แห่งจนมาได้งานที่บริษัทใหญ่และมั่นคงแห่งหนึ่งและทำงานอยู่ที่บริษัทนี้จนถึงปัจจุบัน การเดินทางจากบ้านพักไปถึงที่ทำงานใช้เวลาประมาณ ชั่วโมงเศษๆ...ด้วยรถเก๋งคู่ชีพกลางเก่ากลางใหม่ ส่วนใหญ่จะออกจากบ้านในเวลาไม่เกิน 7 โมงเช้า

สุชัยเป็นคนร่างเล็กใส่แว่นสายตา เพราะสายตาสั้น เป็นคนเงียบๆไม่ค่อยมีปัญหากับใครๆ เรียกตามภาษาชาวบ้านคือเป็นคนใจเย็น ใจดี มีคนรักมากกว่าคนเกลียด การดำเนินชีวิตเต็มไปด้วยความเรียบง่าย พรรคพวกชักชวนไปไหน ถ้าไม่มีธุระจำเป็นอะไร ไม่เคยขัด เพราะตัวคนเดียว จะไปที่ไหน นอนที่ไหนก็ได้ ไม่เป็นเรื่องสำคัญอะไร..

ขับรถมาตามเส้นทางเดิมที่ขับจำเจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เป็นเวลานับสิบปี จนแทบจะจำทุกสิ่งที่อยู่ตามข้างเส้นทางได้  เปิดวิทยุฟังเพลงโปรด บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยความวุ่นวายสับสนของรถราที่วิ่งกันขวักไขว่บนถนน เสียงเร่งเครื่องเสียงแตรรถ ดังสลับกันไปมา แต่สำหรับสุชัย มันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่รู้สึกหงุดหงิดอะไร มันชินหูชินตาไปแล้ว..

เมื่อถึงสี่แยกไฟแดงแห่งหนึ่ง สุชัยชะลอความเร็วลงเมื่อสัญญาณไฟกำลังเปลี่ยนจากสีเขียวมาที่เหลือง เขาไม่รีบร้อนที่จะขับฝ่าไฟเหลืองไป จึงเหยียบเบรก เพื่อหยุดรถ... ..
ทันใดนั้นต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อมีเสียงยางรถบดกับถนนเสียงดังสนั่น เมื่อเงยหน้ามองไปที่กระจกเพื่อมองหลัง มองเห็นหน้ารถโดยสารสองแถวหกล้อ วิ่งทื่อเข้ามาจนเกือบชิดที่ท้ายรถ จากนั้นเสียงแตรรถดังรัวก้องขึ้นมา มันแสดงถึงอารมณ์คนขับรถที่โมโหสุดขีด...

สุชัยตกใจไม่น้อย เขาไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ทำอะไรไม่ถูก.เปิดกระจกด้านข้างเพื่อหันหน้าไปดู ไม่ใช่เพื่อไปหาเรื่อง เพียงแต่ต้องการขอโทษเจ้าคนขับขี้โมโหคนนั้น ..
แต่อีกฝ่ายไม่คิดแบบนั้น เขาคิดว่าไอ้แว่นหน้าจืดหันไปมองหน้าเพื่อหาเรื่อง มันชะโงกหน้าออกมา ยื่นมือชี้มาที่สุชัย แต่ไม่ใช่มือเปล่า มีรองเท้าข้างหนึ่งอยู่ที่มือ พลางชี้โบ้ชี้เบ้ไปมา ทั้งยังมีเสียงด่า มาให้ได้ยิน
สุชัยรีบหันหน้ากลับ และภาวนาให้ไฟเขียวขึ้นมาเร็วๆ  พอไฟเขียวขึ้น รีบออกรถและพยายามหาจังหวะชิดซ้ายเพื่อให้รถเจ้ากรรมคันนั้นแซงออกไป แต่ผิดคาดเพราะมันยังขับจี้ตามมา ไม่ยอมแซงตามที่สุชัยต้องการ  ทั้งยังบีบแตรไล่อีก เหมือนแกล้งและหาเรื่อง..

ในสภาวะคับขันทำอะไรไม่ถูก เพื่อให้เรื่องร้ายผ่านไป สุชัยรีบเปิดไฟเลี้ยวซ้ายเพื่อจอดชิดที่ว่างริมถนน และพยายามไม่หันหน้าไปมอง เพื่อให้รถคันหลังแซงไป...
แต่สถานการณ์ไม่เป็นดังใจ คันที่แซงผ่านไปไม่ใช่รถคู่กรณี หากแต่มีเสียงกดคันเร่งเบิ้ลเสียงดัง บึมๆๆอยู่ที่ด้านหลังรถ มันไม่ยอมแซงแต่กลับขับมาอยู่ที่ท้ายรถของสุชัย ใจของเขาเต้นโครมครามเพราะรู้ว่าเหตุการณ์ร้ายคงจะต้องเกิดขึ้นในเวลาอีกไม่ช้า

สุชัยพยายามมองหาผู้คนหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจในบริเวณใกล้เคียง แต่ต้องผิดหวังเพราะไม่มีใครให้ความสนใจอะไร ทั้งไม่มีเงาของเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เห็น

เขาจะทำยังไง ?

“ปัง..” เสียงดังอันเกิดจากมีบางอย่างมากระทบกับประตูรถด้านข้างคนขับ

สุชัยต้องหันไปมอง เห็นเจ้าคนขับรถสองแถว ตัวดำรูปร่างสูงใหญ่ ใส่หมวกไหมพรมที่หัว ในมือถือมีดดาบเล่มโตขาววับ มันกำลังใช้เท้าถีบมาที่ประตูรถของเขา มือที่ถือดาบชูขึ้นเหมือนพร้อมรบ หน้าตาบอกบุญไม่รับ
ไม่มีอย่างอื่นทำที่ดีกว่านี้ ถ้าลงไปเขาคงแย่แน่ จึงลดกระจกลง

“ไอ้ เหี้ย ! มึงขับรถภาษาพ่อมึง เหรอ ! ออกมาเลย ไอ้สัตว์” เสียงด่าจนแสบหู ไม่พูดเปล่ามันเอื้อมมืออีกข้าง มาที่ประตูรถพยายามดึงประตูรถออก

 “ขอโทษครับพี่ ผมไม่ได้ตั้งใจ ขอโทษจริงๆ”  สุชัยยกมือไหว้อันธพาลคราวลูก

“ขอโทษ ซ่นตีน เล่นเอากูเกือบชน”  มันตะโกนใส่หน้าสุชัย

ไม่ทันได้ระวังตัว หมัดข้างหนึ่งของอ้ายดำตัวใหญ่ซัดเปรี้ยงมาที่ครึ่งปากครึ่งจมูกของ สุชัย ความแรงและหนัก ทำให้เลือดที่ปากและจมูกทะลักออกมาตามหมัด สมองมึนงง.ไปชั่วขณะ..เพราะเหตุการณ์มันเกิดขึ้นรวดเร็วจนตั้งรับไม่ทันนึกไม่ถึง ..เท่านั้นยังไม่พอมันยังตบเข้าที่บ้องหูเขาอีกหลายครั้ง จนไม่รู้ถึงความเจ็บปวดเพราะประสาทด้านชาไปหมด  สักพักยังได้ยินเสียงของแข็งกระกับหลังคารถซึ่งอยู่ตรงหัวของเขา ดังปึกๆๆอีกหลายครั้ง อันเกิดจาก เจ้าอันธพาลใช้มีดดาบฟันไปบนหลังคารถ ..
เมื่อระบายอารมณ์จนหนำใจ มันเดินกลับ.ไปที่รถ แล้วขับออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น.

สุชัยถอนหายใจหลังเหตุการณ์ร้ายผ่านไป เอามือลูบที่ปาก พร้อมหยิบแว่นตาที่ตกอยู่บนพื้นรถมาใส่ เจ็บจนระบมเหมือนปากกับจมูกจะบวมพองออกมา แม้จะเจ็บจนคิดอะไรไม่ออก แต่สิ่งที่เกิดกับความคิดของเขาโดยอัตโนมัติในขณะนี้ คือ ความแค้น มันเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาคิดว่าเกือบทุกคนที่ถูกรังแกโดยไม่มีเหตุผล จะต้องคิดแบบนี้…เรื่องราวแค่เล็กน้อย แต่สิ่งที่ได้รับมันเกินรุนแรงเกินไป และมันสามารถจุดประกายบางสิ่งบางอย่างในตัวเขาโชติช่วงออกมา... เขาเพ่งสายตามองตามรถสองแถว และจดจำสิ่งต่างของรถให้มากที่สุด โดยเฉพาะทะเบียนรถ รีบจดลงในกระดาษ. และสาระสำคัญคือตัวอักษรด้านข้างรถ ที่ระบุต้นทางปลายทางที่รถโดยสารคันนี้วิ่งประจำ ทั้งยังมีหมายเลขประจำวินอีกด้วย........ความคิดด้านร้ายได้เริ่มทำงาน มันเป็นเพียงแค่เริ่มต้น ...

“ไอ้ ฉาด” เขาสบถด่าออกมาฟังไม่ชัดเพราะปากบวม จนลิ้นคับปาก..

“พี่ๆๆ” เสียงเรียกจากด้านข้างรถ...

สุชัย ผวารีบเบี่ยงตัวไปทางซ้ายอย่างรวดเร็ว..มือสองข้างยกขึ้นกุมที่หัว ด้วยความตกใจ

“พี่ครับ ผมพลเมืองดี พี่เป็นอะไรหรือเปล่า? เดี๋ยวผมจะเรียกรถมูลนิธิฯให้” พร้อมเอื้อมมือมาเขย่าที่ตัว
                                     
                                              ****************
“อ้าวสุชัย ไปทำอะไรมา ปากเป็นครุฑแบบนั้น วันนี้มาสายด้วยนะนี่” หัวหน้าสุชัยทักด้วยความห่วงใยและตำหนิไปในตัว

เขาไม่อยากพูดมากเพราะเจ็บปาก บอกเพียงว่าประตูรถมาโดนปาก ไม่ว่าเจอใครทุกคนจะต้องทักต้องถามกันวุ่นไปหมด สิ่งเหล่านี้ทำให้ความแค้นของสุชัย เพิ่มเป็นทวีคูณ

“กูเป็นคน ไม่ใช่ กระต่ายหรือแมว ที่มึงจะตบตีเล่นเป็นของสนุก กูแก้แค้นแน่ อ้ายเบื๊อก” เขานึกอยู่ในใจ แต่หน้าตาฝืนยิ้มให้กับพรรคพวก

ความสงบสุขในจิตใจสุชัย ถูกทำลายลงไป ความคิดมีเพียงการรอคอยชำระแค้น บางครั้งเขาคิดว่าไม่ควรจองเวรจองกรรม อโหสิกันไป แต่ไม่สามารถชนะจิตใจเบื้องต่ำได้ เขาไม่ได้คิดว่าการทำบางสิ่งบางอย่างลงไป อาจทำให้อนาคตต้องดับวูบลง ต้องติดคุกติดตะราง หรืออาจเสียท่า จนถึงแก่ชีวิตก็ตาม

และความชั่วก็ชนะความดี สุชัยเล็งหาซื้อปืนเถื่อน เขาเลือกเส้นทางนี้แล้ว..

สุชัยเปลื่ยนแปลงตัวเองจากหน้ามือเป็นหลังมือ เก็บตัวมากขึ้น ห่างเหินจากเพื่อนฝูงจนผิดสังเกต ไม่ไปสังสรรค์เฮฮาเหมือนเคย หนวดเคราขึ้นเต็มใบหน้า ใส่คอนแทคเลนส์แทนแว่นสายตา  ธรรมดาวันหยุดเขามักไปเที่ยวหาพรรคพวก เพื่อสังสรรค์เฮฮา แต่เขางดทั้งหมด เพื่อต้องการสืบหาเจ้าของรถเจ้ากรรมคันนั้น ไอ้ดำร่างใหญ่ ลักษณะของมันหน้าตาท่าทางของมัน เขาไม่มีวันลืม สุชัยมักไปที่ท่ารถ บ่อยๆ เพื่อเผ้าดูพฤติกรรมของมัน บางครั้งก็นั่งรถของมันด้วย เจอหน้ามันจังๆ แต่มันก็จำเขาไม่ได้..
สุชัยเคยไปนั่งที่ท่ารถที่ไอ้ดำวิ่งวินอยู่ ทำให้รู้ว่าไอ้นี่เป็นคนเกเร มักมีเรื่องกับเขาไปทั่วไม่เว้นแม้พวกวิ่งรถด้วยกัน  มันเป็นตัวแสบ ไม่มีใครอยากมีเรื่องกับมัน

ยิ่งเห็นหน้าท่าทางของไอ้ดำ  ความแค้นก็ยิ่งกำเริบมากขึ้นจนแทบอดใจไม่ไหว แต่ต้องอดทนเอาไว้ ต้องใช้สมองให้มาก ..

ใช้เวลาพอสมควรในการสืบหาพฤติกรรมของมัน แผนการถูกกำหนดขึ้น ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ที่วัดแห่งหนึ่ง สุชัยถวายเครื่องสังฆทานให้กับพระ นั่งพนมมือรับจนพระสวดเสร็จ  อย่ามีเวรกรรมต่อกันเลยนะ ไอ้ดำ ดวงตาของเขาแวววาวเหมือนตาพยัคฆ์...
                                   
                                                  ******************

เวลาที่ข้อมือ บอกเวลา 3 ทุ่มเศษ สุชัยเดินทางด้วยพาหนะมอเตอร์ไซค์ไปถึงยังจุดที่เขาหมายตาเอาไว้ ตรงจุดนี้จะเป็นเส้นทางที่มันต้องขับรถผ่านในเวลา 4-5ทุ่มของ ทุกวันเพื่อเข้าบ้าน แต่เขาไม่เคยตามไปถึงบ้านเพราะอาจเป็นพิรุธ เส้นทางนี้แยกจากซอยไปอีกและบริเวณนี้เป็นที่เปลี่ยวไม่มีบ้านผู้คน เป็นถนนลูกรังมีหลุมบ่อ ทำให้รถใช้ความเร็วมากไม่ได้ ซึ่งเหมาะแก่การทำงาน  จุดที่ซุ่มอยู่จะตรงกับด้านขวาของรถเป้าหมาย ด้านคนขับ ระยะแค่ 4 เมตร ไม่ควรพลาด เพราะเขาได้ไปฝึกยิงปืน ที่สนามยิงปืนจนชำนาญ

สุชัยนั่งอยู่บนเบาะรถซึ่งจอดอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ถ้ามีรถใหญ่เข้ามาแสงไฟจะสาดเข้ามาก่อน เป็นการเตือนให้รู้ว่าเหยื่อกำลังมา ขนาดของไฟและเสียงเครื่องรถเป็นสิ่งที่สุชัย จดจำไว้หมด เพื่อไม่ให้งานพลาด..
จุดบุหรี่อัดควันมรณะเข้าปอด ความมืดความเงียบ ทำให้ความคิดล่องลอยว่างเปล่า หวนนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมา ที่เขาต้องมาลำบากยุ่งยากแบบนี้ไม่น่าเชื่อว่า เหตุจากเรื่องไม่เป็นเรื่อง จากจุดเล็กๆมันสามารถขยายบานปลายไปจนถึงเรื่องคอขาดบาดตาย คิดว่าเรื่องแบบนี้ทำไมมันมาเกิดกับเขาได้อย่างไร เขาไม่มีความผิดอะไรเลย มันเป็นความสูญเปล่าไม่มีประโยชน์อะไร คนหนึ่งอาจตายและอีกคนต้องหนีระหกระเหิน หรือติดคุก หรือโดนตามล่า เป็นไปได้ทั้งนั้น
สถานการณ์อาจจบลงด้วยดี ถ้าใช้สติ แต่อย่างว่ามนุษย์มีสมอง มีความเจ็บมีความปวด ย่อมระงับความรู้สึกไม่ได้ ถ้าทุกคนสามารถระงับได้ บ้านเมืองคงสงบสุขไม่มีเรื่องมีราวที่เดือดร้อนวุ่นวายเหมือนทุกวันนี้..

แสงไฟสว่างวาบมาแต่ไกล ดีดกันบุหรี่ลงพื้นใช้เท้าเหยียบจนแบบติดดิน เงี่ยหูฟังเสียงรถ ใช่แล้ว ไม่ผิดคันเสียงเครื่องดีเซลหลวมๆมันดังติดหูตั้งแต่วันแรกที่เขาโดน ตึ๊บ...

เบี่ยงตัวมายังหลังต้นไม้ใหญ่ หยิบทูตมรณะจากเอว ตรวจกลไกเพื่อพร้อมการใช้งาน หัวใจเต้นจนแทบบังคับไม่อยู่ ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยฆ่าคน แต่ยังไงก็มั่นใจว่า จะทำได้สำเร็จ เพราะความแค้น อย่างเดียว..
เสียงรถเริ่มได้ยินดังขึ้นเรื่อยๆ รถเคลื่อนตัวไม่เร็วนัก มือขวาถือปืน ส่วนอีกมือหยิบท่อนไม้ขนาดเหมาะมือเตรียมไว้ เพราะวางแผนว่าจะโยนท่อนไม้ใส่หน้ารถเพื่อให้คนขับตกใจ จากนั้นจึงประกบเข้าลั่นไกทันที ต้องยิงสาดไม่น้อยกว่า 5 นัด..เพื่อความแน่นอน..คือตายแน่..

เสียงรถดังเข้ามาใกล้..แสงไฟหน้ารถก็สว่างจ้ามากขึ้นเรื่อยๆตามระยะทางที่ใกล้มากขึ้นจากจุดที่แอบยืน.อยู่.

แอบมองคำนวณด้วยสายตา รถอยู่ห่างไปประมาณ 30 เมตร เตรียมพร้อม หยิบเอาหมวกไหมพรมมาคลุมที่หน้า...

หันสายตาแอบมองอีกครั้ง...

สุชัยลืมตาโพลงด้วยความตกใจ..ความสว่างจาก.แสงไฟหน้ารถ ปรากฏมีเงาดำของคนสองคนวิ่งเข้าหารถ มีเสียงกระจกรถแตก เสียงร้องด้วยความตกใจ ตามด้วยดังสนั่นในความมืด 2 ครั้ง เสียงอัดแน่นดังจนรู้สึกถึงความรุนแรง  แสงไฟที่สาดยาวเบี่ยงเปลี่ยนทิศทางออกไป สักไม่กี่อึดใจ เสียงรถมอเตอร์ไซค์ดังขึ้น ขับเลยผ่านจุดที่เขาซุ่มอยู่หายไปในความมืด..

เสียงรถยนต์เงียบหายไปแต่แสงไฟหน้ารถยังไม่ดับ สภาพของรถเหออกเส้นทางไปทางซ้ายทิ่มอยู่กับต้นไม้ข้างทาง ไม่มีเสียงอะไรให้ได้ยินอีก

เขายัง งงงวย กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสดๆร้อน ..

“อะไรกันวะ” พึมพำเบาๆ ก่อนคว้ารถคู่ชีพบึ่งไปที่รถสองแถวใหญ่..

จากแสงไฟเพียงเล็กน้อยจากหน้ารถ พอให้เห็นเป็นลางๆ ไม่ใช่ใคร ไอ้ดำนั่นเอง กระหน้ารถแตกเป็นรูใหญ่ ประตูด้านคนขับเปิดออก ตัวของมันหล่นลงมากองที่พื้น เลือดไหลออกจากบาดแผล 2 รูตรงหน้าอกด้านขวา 1 รูท้องอีก 1 รู เสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดแต่ไม่ดังมากเพราะความฉกรรจ์ ของบาดแผล เรียกวาสาหัส.

สายตามันเหลือบมองมาที่สุชัย พูดเบาๆพอจับใจความว่า ไอ้ต๋อยกับไอ้น้อย  มันยิงผม ช่วยผมด้วย.มันคงไม่รู้ว่าคนที่มายืนอยู่ตรงหน้าเป็นผู้ซึ่งจะมาปลิดชีวิตของมันเช่นกัน   สุชัยมองดูด้วยสายตาดุดัน มือขยับไปที่เอวจับที่ด้ามปืน..พลางคิดว่า ตายยากตายเย็นจริงๆ
                                 
                                         ******************
สุชัยกลับมาเป็นสุชัยคนเดิม โกนหนวดเครา ใส่แว่นตา  สนุกสนานเฮฮา กับเพื่อนฝูงเหมือนเดิม ภารกิจอันหนักอึ้งได้จบสิ้นลง เขาไม่มีอะไรคาใจหรือหนักใจอะไรอีก

วันนี้เขาปลีกตัวมานั่งดื่มคนเดียวเงียบๆ.. ลมเย็นๆจากชายทะเล มองดูคลื่นกระทบฝั่งเสียงดัง ซ่าๆๆตลอดเวลาไม่มีหยุด ..

เขานึกถึงเหตุการณ์ในคืนหฤโหด

 ไอ้ดำยังไม่ตาย มันคงร้องคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวด สภาพของคนใกล้ตายช่างอดสูนัก  มองดูแล้วไม่ใช่เสือเจ็บแต่เป็นหมาที่โดนควายขวิดจนยับเยิน   ยืนมองด้วยความรู้สึก 2 อย่าง  คืออุ้มมันไปส่งโรงพยาบาล หรือยิงมันซ้ำให้ตายตามที่ตั้งใจ กำลังชั่งใจระหว่างความดีกับความชั่ว คิดว่าคนเช่นนี้เป็นขยะสังคม เมื่อเป็นขยะก็สมควรถูกกำจัดไป มันเป็นคนชั่วโดยสันดานแก้ยังไรก็ไม่หาย .
ในที่สุด ความดีก็ชนะความชั่ว เชาเลือกที่จะพามันไปส่งโรงพยาบาล อาการมันสาหัสมากเพราะเสียเลือด แต่ข่าวสุดท้ายที่ได้รับคือ มันพ้นขีดอันตรายแล้ว .. 

สุชัยสลัดความคิดออกไป..

พลางนึกว่า “ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดี”. ที่ไอ้ดำยังไม่ตาย และเขาได้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้หรือเปล่า ?.แต่อย่างน้อยก็คิดว่าได้สติกลับคืนมา ถ้าคิดอย่างนี้ตั้งแต่ครั้งแรก เขาคงไม่หลงทางไปในวังวนอันนี้ และเป็นโชคดีที่ไม่มีอะไรไปมากกว่านี้ มิเช่นนั้นคงทำนายไม่ได้ว่าชีวิตของเขาจะหักเหไปทางใด....


 

 30 
 เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2015, 06:40:54 pm 
เริ่มโดย Rass - กระทู้ล่าสุด โดย Rass
ทำบุญ...

ราสส์ กิโลหก

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติของคนไทย ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ วัดวาอารามมีให้เห็นทั่วไปเป็นดอกเห็ด การทำบุญจึงเป็นเรื่องสำคัญในการจรรโลงให้ศาสนาอยู่ได้ หากไม่มีการทำบุญ  วงจรก็จะขาดลง ศาสนาก็คงอยู่ไม่ได้
เป็นชาวพุทธ ก็ต้องทำบุญ โดยเฉพาะผู้สูงอายุผู้เฒ่าผู้แก่ ต่างหันหน้าทุ่มเทให้กับการทำบุญ เหมือนเชื่อว่าเป็นการสะสมเสบียงเอาไว้ในภพภูมิหน้าหากได้ตายไป..
เพื่อนผมคนหนึ่งชื่ออ้ายเปี๊ยก มันชอบทำบุญ วันไหนวันพระ มันจะตื่นแต่เช้าอาบน้ำแต่งตัวเป็นพิเศษ เข้าตลาดหาซื้อสิ่งของต่างๆเพื่อนำไปทำบุญที่วัด กลับจากวัดหน้าตาเบิกบานมีความสุข

“เอาไว้กินชาติหน้า” มันมักพูดบอกกับผม..

ผมนั้นเป็นคนกิเลศหนา คือไม่ชอบทำบุญ วัดก็ไม่ค่อยได้เข้า คือนับถือศาสนาก็นับถือกันไปตามพ่อแม่พี่น้องไม่ได้ศรัทธาอะไรมากมาย คือเฉยๆกับการทำบุญ แต่ก็ไม่อคติอะไรเพียงแต่ไม่ได้สนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มากนัก ผมมักคิดว่าไปทำทานดีกว่า
อาชีพของผมต้องออกทำงานในต่างจังหวัด ได้ทั้งเบี้ยเลี้ยงและเงินเดือน ตัวคนเดียวไม่มีลูกเมีย เงินที่ได้ก็ใช้จ่ายเพื่อความสนุกและความอยาก เท่าที่เงินในกระเป๋าจะบัลดาลให้ ใช้ชีวิตไปเรื่อยเปื่อย ไม่มีอนาคตอนางออะไร ได้เงินมาก็ใช้ไป  ผมคงมีบุญอยู่บ้างตรงที่ไม่ชอบการเป็นหนี้ เมื่อเกษียณอายุราชการ เงินบำนาญจึงได้ครบทุกเม็ดไม่มีแหว่งหายไปไหน

เมื่อครบเกษียณอายุราชการ จึงเดินทางกลับมายังต่างจังหวัดบ้านเกิด ที่บ้านไม่มีใคร มีแม่แก่ๆอาศัยอยู่คนเดียว ที่แม่ยังอยู่คนเดียวได้ก็เพราะ พื้นที่แถบนั้นมักเป็นญาติพี่น้องหรือไม่ก็คนคุ้นเคย ทำให้ไม่รู้สึกเปลี่ยวเหงาแต่อย่างใด สมัยที่ยังไม่เกษียณอายุ ผมกลับบ้านนับครั้งได้ แต่คนแถวนั้นก็รู้จักผมดี เพราะเห็นกันมาตั้งแต่เด็ก ทั้งเพื่อนรุ่นเดียวกัน และพวกพี่ป้าน้าอาอีกหลายคน

แม่เป็นคนพื้นที่ ส่วนพ่อผมนั้นเป็นคนเข้ามาทำกิจการในพื้นที่ ในฐานะเจ้าของกิจการ พบกันชอบพอและก็ตกลงอยู่กินกัน มีงานแต่งงานเล็กๆพอเป็นพิธี หลายปีต่อมา เมื่อโครงการในพื้นที่สิ้นสุดลง พ่อผมก็เก็บข้าวของเครื่องมือเครื่องใช้ กลับเข้ากรุงแล้วก็เงียบหายไป แต่แม่ก็ไม่ทุกข์ร้อนอะไร เพราะได้ทั้งที่ดินทั้งบ้าน เงินอีกก้อนหนึ่ง  และผมอีกหนึ่งหน่อ แม่เป็นคนเฉยๆไม่ค่อยมากเรื่องมากความ จึงไม่คิดจะติดตามหรือค้นหาพ่อ

“ช่างหัวมัน” แม่มักจะบอกกับใครๆหากมีการถามเรื่องพ่อ ไม่เว้นแม้ผมด้วย

แม่เป็นคนใจเด็ดไม่เคยคิดมีใหม่ เลี้ยงดูลูกชายคนเดียวได้ แม่รู้จักใช้เงินและขยันจึงไม่มีความเดือดร้อนเกี่ยวกับการใช้จ่าย  พ่อของผมแกคงเป็นคนหัวดี ผมจึงได้รับเชื้อมา ผมเรียนเก่งกว่าเพื่อนๆในแถวบ้าน สอบได้ที่หนึ่งตลอด ทุกชั้นทุกปี เรียนดีจนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผุ้ช่วยครู

อานิสงค์จากกการเรียนเก่งทำให้เกิดวิสัยทัศน์กว้างไกล ผมรู้ว่าเราควรจะเรียนอะไรและควรจะไปที่ไหน ต่างกับเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ไม่มีความคิดที่จะต่อยอดไปไหน เขาคิดกันแต่เรื่องทำไร่ทำนาช่วยพ่อแม่ นี่พูดถึงเมื่อ 40 กว่าปีก่อนนะครับ
ผมได้รับการสนับสนุนจากครูในโรงเรียนและบุคลากรทางการศึกษาในอำเภอ จนสามารถไต่เต้าเรียนจนจบถึงระดับ ป.ว.ช ในสถาบันของรัฐแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ คือการเรียนระดับอาชีวะ 3 ปีหรือเรียกกันว่าจบ ปี่ 3
หากต้องการเพิ่มวุฒิก็ต้องต่อ ปี4และ ปี5  จะได้รับวุฒิบัตร ป.ว.ส  แต่ผมไม่ได้สอบเรียนต่อเพราะ เมื่อจบปี 3 ผมสามารถสอบติดหน่วยราชการระดับกรมแห่งหนึ่ง เป็นตำแหน่งช่าง มีหน้าที่ออกไปทำงานโครงการต่างๆในพื้นที่ต่างจังหวัด ..ผมทำแต่งานสนุกกับเงินที่หามาได้ จึงไม่คิดแต่งงานมีลูกเมีย เพราะอยู่คนเดียวสบายกว่ากันแยะ

ทำงานไต่เต้าจากช่างตำแหน่งเล็กๆจนตำแหน่งสุดท้าย เป็นหัวหน้างาน  หลังจากนั้นไม่นานก็เกษียณ

ผมมีข้อเสียคือไม่ชอบทำบุญไม่ชอบเข้าวัด ใครจะเป็นจะตาย มักจะฝากไปแต่ชอง ไม่ว่างานศพ งานบวช หรืองานแต่ง จนเป็นที่รู้กันของพรรคพวกเพื่อนฝูง มันมักพูดกันว่าผมไม่มีศาสนา ก็ช่างหัวมัน
เมื่อกลับมาอยู่บ้านกับแม่ใหม่ๆรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง เพราะความที่ไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกัน ปีนี้อายุแม่เข้าเลข 8 แล้วแต่ยังเดินเหินได้ ช่วยเหลือตัวเองได้ดี ทุกเช้าแม่จะนำข้าว กับข้าวไปรอใส่บาตรพระที่หน้าบ้าน พระจะเดินผ่านประมาณ 6 โมงเช้า เดินกันเป็นแถว 3 องค์..ไม่ใช่มีแม่คนเดียวคนอื่นๆแถวบ้านก็ออกมาใส่บาตรกันหลายคน

แม่เคยชวนผมออกไปใส่บาตรกัน แต่ผมไม่ได้สนใจอีกทั้งผมชอบนอนตื่นสายอีกด้วย แม่ก็ไม่ว่าอะไรเพราะแม่เป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว

วันหนึ่งมีญาติต่างอำเภอมารับแม่ไปธุระ แม่บอกผมว่าอาจไปหลายวัน ผมก็รับปากเพราะที่บ้านไม่มีภารกิจอะไรเป็นพิเศษ ใครจะไปจะมาก็ไม่มีปัญหาอะไร..

มันแปลก เพราะพอแม่ไม่อยู่ผมนอนไม่ค่อยหลับ ต้องตื่นแต่เช้าทำให้แลเห็นพระที่เดินผ่านหน้าบ้าน พระมองตรงที่แม่เคยยืนใส่บาตร เหมือนสงสัยว่าหญิงแก่เจ้าของบ้านหายไปไหน หรือจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร พระผ่านมามองทุกวัน จนผมอดไม่ได้ที่ต้องออกไปทักทายกับท่าน และได้แจ้งว่าแม่ไม่อยู่ไปธุระต่างอำเภอ หลวงตาแก่ๆที่อยู่หัวขบวน ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน พร้อมพยักหน้ารับรู้...

ผมมองไปรอบๆเห็นคนแก่หลายบ้านออกมารอใส่บาตรกันที่หน้าบ้าน ทำให้เกิดความรู้สึกว่าอายุผมก็ไม่ใช่น้อยๆขึ้นเลขหกแล้ว เป็นได้ทั้ง ปู่ ตา  เป็นคนไทยเต็มร้อย ทั้งยังนับถือศาสนาพุทธ ทำไมเราไม่ปฎิบัติอย่างที่ชาวบ้านเขาทำกัน  อย่าเป็นแกะดำดีกว่า 

“เก็บไว้กินชาติหน้า โว๊ย” ผมหวนนึกถึงคำพูดไอ้เปี๊ยกเพื่อนรัก

คงเป็นเพราะอายุมากขึ้น หรือนึกกลัวขึ้นมาว่าชาติหน้าถ้าตายไปแล้วจะไม่มีอะไรกิน ผมจึงรู้สึกอยากทำบุญใส่บาตรบ้าง

“เอา วะ” คิดว่าจะใส่บาตรวันพรุ่งนี้

ช่วงบ่ายจัดการออกไปหาชื้อ กับข้าวคาวหวานมาเตรียมไว้

ผมตื่นแต่เช้า ตอนตี 5 เพราะความตื่นเต้น อาบน้ำประแป้งอย่างดี ใส่เสื้อคอกลมสีขาว กางเกงสามส่วนสีน้ำเงิน คว้าผ้าขาวม้าผืนโปรด มาคล้องที่คอ  พลางนึกว่าที่ผ่านมาหลายสิบปี ทำไมถึงไม่ชอบทำบุญ ไม่ชอบใส่บาตร แต่วันนี้กลับอยากทำบุญใส่บาตร จนเนื้อตัวเต้น เหมือนวันที่เข้าไปรายงานตัวเพื่อเข้ารับราชการ..

พระจะมาประมาณ 6 โมงเช้าทุกวัน มองดูนาฬิกาข้างฝาบ้าน ตีห้าครึ่งแล้ว ผมยกขันใส่ข้าวที่แม่ใช้ทุกวัน ข้าวสวยร้อนๆเกือบครึ่งขัน ยังมีกับข้าวคาวหวานอีก 3 อย่างใส่ถาดสังกะสีใบย่อม

มี่หน้าบ้านจะมีโต๊ะหินเล็กๆ ผมวางของทั้งหมด  ท้องฟ้ายังมืด มองไม่เห็นคนอื่นๆที่รอใส่บาตรเหมือนทุกวัน บนถนนว่างเปล่า คงเป็นเพราะยังเช้าอยู่มาก ผมเดินไปมาแกว่งแขนออกกำลังกาย อากาศดีจริงๆเย็นสบาย แหงนหน้าสูดอากาศ อย่างสดชื่น

ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้น จนมองเห็นสิ่งต่างๆได้ชัดเจน แลมองไปบนถนนซึ่งทอดยาวไปทางท้ายหมู่บ้าน ซึ่งเป็นจุดที่พระท่าน จะเดินตรงมา เวลาผ่านไป ผู้คนเริ่มออกมานอกบ้าน เพื่อปฎิบัติภารกิจประจำวัน ผมยังคงยืนรอๆๆๆๆ

“ลุงๆๆๆวันนี้วันพระ  เขาไม่ใส่บาตรกัน “

 ไอ้น้อยขี่จักรยานผ่านมา ร้องตะโกนเสียงดัง จนผู้คนข้างเคียงโผล่หน้าออกมามอง...             

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10
Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF