www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ไม้ผี....  (อ่าน 2100 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: สิงหาคม 23, 2013, 11:31:56 am »

ไม้ผี...
ราสส์ กิโลหก
             
            นาฬิกาข้างฝาบ้านตีบอกเวลาเที่ยงคืน ด้านนอกมืดสนิทเพราะแถวนี้มีบ้านผู้คนไม่แออัดออกจะเปลี่ยวๆด้วยซ้ำ  ผมยังนั่งอยู่หน้าจอทีวี นั่งอยู่คนเดียว เมียผมเข้านอนไปนานแล้ว วันนี้เป็นวันศุกร์จึงไม่กังวลกับการตื่นนอนในวันรุ่งขึ้นเพราะไม่ต้องไปทำงาน กดเปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆดูนั่นดูนี่ เพราะยังไม่ง่วง บรรยากาศในช่วงที่ดึกดื่นเที่ยงคืนเงียบสงัด นานๆครั้งได้ยินเสียงหมาเห่าแว่วดังจากที่ไกล ไม่มีอะไรดูแล้วปิดทีวี .ลุกจากเก้าอี้ยืนบิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยขบ  เดินไปที่หน้าต่างมองผ่านออกไปนอกตัวบ้าน ยังคิดว่าความมืดกับความเงียบมักจะอยู่ด้วยกัน

ท้องฟ้าไร้ดวงดาว ไอ้ด่าง นางแต๋น นางม่อน ซุกตัวนอนกันเงียบอยู่ใกล้ประตูรั้วหน้าบ้าน ที่เสารั้วมีไฟฟ้าดวงเล็กๆให้ความสว่างอยู่ เห็นพวกมันนอนกันอย่างสบายอารมณ์ ยังนึกอิจฉาว่าเกิดเป็นหมาแสนสบาย ไม่ต้องคิดอะไรมาก วิ่งเล่นกันไปมา เมื่อได้เวลาก็มีอาหารมาให้กิน งานก็ไม่หนักใช้เสียงเห่าอย่างเดียว และคอยกระดิกหางต้อนรับเวลาที่เจ้านายกลับมาบ้าน

บ้านผมตั้งอยู่ชานเมือง ห่างจากถนนใหญ่ประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นถนนซอยแยกเข้ามาตลอดซอยมีบ้านไม่มากนัก นับหลังได้ ตรงไหนไม่มีบ้านคนก็รกครึ้มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้า ถนนหนทางยังเป็นดินลูกรัง ไฟฟ้าริมถนนไม่ต้องพูดถึงเพราะไม่มีให้ ถ้าวันไหนฝนตกหนักยังมีปูปลาออกมาว่ายน้ำเล่นบนถนน เป็นที่สนุกสนานตามประสาปูปลา..
           
         ด้านตรงกันข้ามหน้าบ้านไม่ตรงซะที่เดียวแต่เยื้องๆไปสัก 20 เมตรเป็นบ้านไม้สองชั้นสีฟ้าอ่อน มีกำแพงคอนกรีตเป็นรั้ว เจ้าของบ้านเป็นทหารเกษียณอายุแล้วแต่ด้วยความขยันและเป็นทหารเก่าจึงออกไปสมัครเป็นยามให้กับโรงงานเล็กๆแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในตัวอำเภอห่างไปประมาณ 10 กิโลเมตร จ่าเย็นคือชื่อของแก

จ่าเย็นรูปร่างผอมเกร็งท่าทางแข็งแรง ตอนไปทำงานแกขี่รถจักรยานสองล้อไป แสดงถึงความแข็งแกร่งของร่างกายไม่เสียชื่อทหารเก่า ท่าทางการขี่ของจ่า แกจะขี่ไปเรื่อยๆเหมือนรถมีเกียร์เดียว ความเร็วสม่ำเสมอ นี่คงเป็นเคล็ดลับในการขี่รถจักรยานซึ่งจะทำให้ไม่เหนื่อย แกจะขี่ออกจากบ้านในตอนเย็นและกลับเข้าบ้านตอนเช้า ตามลักษณะของยามทั่วๆไป ไม่ว่าฝนจะตกฟ้าจะร้อง ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการไปทำงานของแก ด้วยความขยันหมั่นเพียรไปทำงานไม่กี่ปีก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้ายาม
       
        ภาพที่ผมเห็นเป็นประจำในตอนเช้าคือเมื่อผมออกจากบ้านจะไปทำงาน จะสวนกับจ่าเย็นขี่จักรยานสองล้อ ใส่หมวกแก๊ปสีขี้ม้า ชุดยามสีเทาเข้ม ใส่แว่นตาราคาถูกเก่าๆกลับมาบ้าน ส่วนตอนเย็นผมเลิกงานกลับบ้านก็เจอแกแต่งตัวออกไปทำงาน..ผมไม่รู้ว่าแกได้เงินเดือนเท่าใด เพราะเห็นแล้วรู้สึกเหนื่อยแทน  การขี่จักรยานไปกลับวันละ 20 กิโลฯไม่ใช่สิ่งง่ายสำหรับคนแก่อายุเลย 60 ยังคิดว่าคนแบบนี้คงอายุยืนตายยากเพราะออกกำลังกายทุกวัน..ร่างกายต้องแข็งแรง
                   
                                               *************************************************************
        อากาศนอกตัวบ้านเย็นจนรู้สึกได้แม้ยืนอยู่ในบ้าน ผมยังคงยืนอยู่ที่หน้าต่างมองไปที่ถนนหน้าบ้านตรงประตูรั้วมีไฟดวงเล็กๆให้ความสว่างอยู่  ลมพัดเบาๆแลเห็นกิ่งไม้ใบหญ้าเอนไปมา ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆให้เห็น ความเงียบปกคลุมรอบตัวจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นตุ๊บๆ...เอามือป้องปากหาวนอนคิดว่าคงต้องเข้านอนเสียที หันหลังกลับเพื่อจะเข้าห้อง..
       
        ทันใดนั้น หูได้ยินเสียงหมาหอนแว่วๆมาจากทางปากซอย นึกแปลกใจว่าธรรมดาแล้วในตอนดึกๆหากมีผู้คนเดินเข้ามาตามถนน มันจะเห่ากันเป็นช่วง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่มันกลับหอนกันเสียงยาวโหยหวน เสียงหอนจะไล่เรียงกันมาเหมือนหอนตามหลังอะไรสักอย่าง ทำให้ผมต้องหันกลับไปที่หน้าต่างอีกครั้ง นึกสงสัยว่ามีอะไรบนถนน เสียงหอนจากด้านนอกหยุดลง และที่ทำให้ผมต้องขนลุกซู่ด้วยความตกใจเพราะเจ้าหมาสามตัวในบ้านที่นอนอยู่ข้างรั้ว พากันลุกขึ้นโก่งคอหอนพร้อมกันทั้งสามตัว ในบรรยากาศเช่นนี้เสียงร้องโหยหวนทำให้ใจหวั่นไหวเยือกเย็นจนบอกไม่ถูก มันหอนอะไรกัน

ผมพยายามมองหาสิ่งนั้น และแล้วสายตาผมก็กระทบกับสิ่งที่พวกหมาพากันหอนรับ เห็นเป็นเงาดำกำลังเคลื่อนไหวผ่านเสารั้วที่มีดวงไฟเล็กๆให้ความสว่างอยู่ เพ่งสายตาด้วยความสนใจพอสายตาปรับภาพได้ชัดเจน จึงเห็นว่า สิ่งนั้นคือจ่าเย็นนั่นเอง หมวกของแก ชุดของแก และจักรยานของแกผมจำได้แม่นยำ แถวนี้ไม่มีใครที่มีลักษณะอย่างนี้ แกขี่ผ่านไปเงียบๆไม่ได้สนใจกับเจ้าหมาสามตัวที่โก่งคอร้องจนดังระงม
     
      ผมแปลกใจว่าทำไมวันนี้จ่าเย็นกลับมาดึกดื่นเที่ยงคืน ธรรมดาแกต้องกลับตอนเช้า เวลาประมาณ 8 โมงเช้าทุกวันเป็นกิจวัตร หรือแกมีอะไรสำคัญเร่งด่วนจนต้องรับกลับมาบ้าน ผมมองตามไปจนภาพจ่าเย็นหายไปในความมืด ข้องใจอยู่นิดๆแต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร ..หันกลับเข้าห้องนอนเพราะดึกมากแล้ว..
     
      ตื่นแต่เช้าวันนี้วันเสาร์ไม่ต้องไปทำงาน เดินเตร่ไปทางบ้านจ่าเย็นด้วยความสอดรู้สอดเห็นเพราะคิดว่าคนที่บ้านจ่าเย็นอาจจะมีใครเป็นอะไรสักอย่าง จ่าแกถึงรีบกลับบ้าน เจออ้ายหน่อยบ้านมันอยู่ตรงกันข้ามกับบ้านจ่าเย็น มันเดินรี่เข้ามาหาทำท่าเหมือนมีเรื่องสำคัญจะบอก ผมก็นึกในใจอยู่แล้วว่าคนที่บ้านจ่าเย็นต้องมีใครเป็นอะไร

“มึงรู้อะไรมั๊ย !” มันทำท่าหลังงอๆ ยื่นหน้ามาจนชิด..

ผมสั่นหน้า แต่ถามกลับไปว่า

“บ้านจ่ามีใครเป็นอะไรหรือวะ! เห็นจ่าแกกลับมาตั้งแต่เมื่อคืน” ผมพูดขึ้นก่อน

อ้ายหน่อยทำท่าทางเหมือนถูกผีหลอก

“มึงว่าไงนะ จ่ากลับมาเมื่อคืนหรือ ?”

“เออ สักเที่ยงคืนได้ กูนอนไม่หลับ เห็นแกขี่รถผ่านหน้าบ้าน แต่หมาหอนไล่ตามกันเป็นพรวน”

“อ้าย บ้าเอ๊ย อย่าพูดเล่นน่า บ้านกูอยู่หน้าบ้านแกนะโว๊ย”

“ทำไมหรือ วะ!”

“ไม่ทำไม หรอก เมื่อเข้าเมียจ่ามาบอกว่า จ่าเย็นตายตั้งแต่เที่ยงคืนแล้ว ที่โรงพยาบาล แกเป็นลมที่โรงงานตอน หัวค่ำ พรรคพวกพาส่งโรงพยาบาล หมอช่วยไม่ไหว หัวใจหยุดเต้นตอนเที่ยงคืน”
ขนหัวของผมลุกชูชันโดยที่บังคับไม่ได้ มันซ่าไปทั้งหัว เหมือนมันจะพองออกมาอีกเท่าตัว..
                 
                                            ****************************************************************   
     
           ศพจ่าเย็นตั้งสวดที่วัดใกล้บ้าน แกไม่ค่อยมีญาติพี่น้องที่ไหน เพราะเท่าที่รู้แกเป็นคนทางภาคอีสานมาเป็นทหารที่ทางจังหวัดนี้ และมาได้เมียที่นี่แต่ไม่ใช่ที่อยู่ในปัจจุบันเพราะบ้านเดิมเมียแกก็อยู่ต่างอำเภอออกไป ในย่านนี้แกมาอยู่ก่อนใครตั้งแต่ยังไม่มีบ้านใครสักหลัง แต่เพราะเป็นทหารแกจึงไม่กลัวอะไร บ้านแกจึงถือว่าเป็นหลังแรกของที่นี่ เมียจ่าเป็นคนไม่ค่อยพูดและไม่ค่อยออกมาสุงสิงกับใครๆ ลูกจ่ามี 2 คนผู้หญิง 1 ผู้ชาย 1  คนผู้หญิงสติไม่ค่อยดีเดินเข้าเดินออกทั้งวัน ไม่รู้ว่าวันๆไปที่ไหน

ส่วนผู้ชายแต่งงานไปอยู่กับเมียที่อีกจังหวัดแต่ไม่ห่างนัก สัก 80 กิโลฯ งานศพจ่าเย็นผ่านไปอย่างเรียบง่าย ผ่านมาได้ไม่ถึงเดือน วันหนึ่งกลับจากที่ทำงานตอนเย็น ผมเห็นมีคนงานหลายคนกำลังรื้อบ้านของจ่าเย็น ที่ข้างรั้วบ้านมีรถสิบล้อจอดอยู่ ไม้จำนวนมากถูกรื้อและนำไปไว้บนกระบะรถ นึกแปลกใจว่าเมียแกจะสร้างบ้านใหม่หรือไง .

อ้ายหน่อยเดินแถออกมาทันที ที่มันเห็นผมเดินออกมา

“เสียดายไม้ดีๆทั้งนั้น เป็นไม้โบราณ หาไม่ได้แล้วสมัยนี้ ไม้พื้นหน้าหนาเป็นนิ้ว แดงแจ๋เลย”

มันพูดพร้อมหันไปมองที่รถสิบล้อ

ผมเดินเตร่เข้าไปดู จริงของมันไม้เก่าแก่ ดีๆทั้งนั้นเป็นไม้เนื้อแข็งอย่างดี...

ผมถามอ้ายหน่อยว่า เมียจ่ารื้อบ้านทำไม

“แกขายไม้เก่า เพราะไม่อยากอยู่ที่นี่ จะไปอยู่กับลูกชายที่ต่างจังหวัด”

พวกช่างเร่งรื้อเฉพาะไม้ แกะแคะจนเหลือแต่เสาปูนคานปูนและผนังปูน โด่เด่ เป็นซากหักพัง เหมือนบ้านโดนระเบิดสมัยสงคราม .

“แกบอกขายที่ดินด้วยนะโว๊ย ! 100 ตารางวา เมียจ่าแกฝากให้กูช่วยขาย” เสียงอ้ายหน่อยบอกอยู่ข้างๆ..

ก่อนที่เมียจ่า  จะออกเดินทาง  แกเรียกนาย ช่วย ซาเล้งซึ่งอยู่ท้ายซอยบอกว่าให้มาเก็บเศษไม้ในบ้านที่เหลือจากการรื้อของพวกช่าง เป็นเศษไม้เก่าๆ แต่มีจำนวนมาก โดยยกให้ฟรี แต่ขอให้เก็บกวาดให้เรียบร้อย นายช่วยยิ้มหน้าบานเพราะเอาฟืนไปขายคงได้หลายตัง
                                   
                                                          **********************************************
           
          คืนนี้เป็นคืนเดือนเพ็ญ พระจันทร์ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า ส่องแสงเหลืองอร่ามนวลตา ผมนั่งทำงานดึกเหมือนเคยในวันหยุดสุดสัปดาห์ นาฬิกาข้างฝาส่งเสียงดัง หันไปมอง เที่ยงคืนแล้วทำงานเพลินจนดึก เมียผมไม่ชอบนอนดึก หล่อนย้ายก้นเข้านอนตั้งแต่ยังไม่สามทุ่ม เมียผมอาชีพแม่บ้านอยู่กับบ้าน.....
       
         ลุกขึ้นบิดตัวด้วยความเมื่อยขบ เดินมาดูที่ริมหน้าต่างมองออกไปนอกบ้านตามความเคยชิน คืนนี้บรรยากาศดีแสงสว่างจากดวงจันทร์ขับไล่ความมืดมองเห็นสิ่งต่างๆรอบบ้านได้รางๆ…อดที่จะหันไปมองที่บ้านจ่าเย็นไม่ได้ นึกเสียดายบ้านดีๆอยู่ๆก็รื้อไม่ไปขาย ซะงั้น  มองเห็นเสาหลายต้น ตั้งด้วนๆ เป็นที่หดหู่ในหัวใจ เมียจ่าคิดได้ไงกันแบบนี้ กำลังคิดอะไรเพลินๆ 

         ทันใดนั้น มีเสียงบางอย่างดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงัดยามราตรี เสียงมันดังโหยหวนยาวยาน เสียงนั้นมาจากเจ้าหมาสามตัวของผมนั่นเอง พวกมันทำท่าทางแปลกๆคือต่างพากันหันหน้าไปทางบ้านจ่าเย็น คอยืดจนยาวกันทั้งสามตัว นึกเคืองมันอยู่ในใจเสียงมันหอนน่าเกียจจริงๆ ....
     
        เอ๊ะ ! อะไรกันนั่น สายตาของผมกระทบบางอย่าง มีบางสิ่งอยู่ตรงคานข้างๆเสาต้นหนึ่งซึ่งเสานี้เป็นเสาชั้นที่สองของบ้านจ่าเย็น เป็นเงาตะคุ่มผมพยายามเพ่งสายตาดู
   
     “เฮ๊ยๆๆ...” ด้วยความตกใจลืมตัวร้องออกมา เที่ยงคืนแล้วใครไปยืนอยู่ หรือนายช่วยซาเล้งมาเก็บเศษไม้ แต่คิดว่าไม่น่าใช่เพราะนายช่วยตัวอ้วนใหญ่ ที่สำคัญแกคงปีนขึ้นไปไม่ได้เพราะพวกช่างรื้อบันใดออกไปหมดแล้วหรือจะเป็นผีจ่าเย็น  เอาละซีจ่าเล่นผมอีกแล้ว ผมตัวชาขนลุกไปทั้งตัว กำลังตกตะลึงทำอะไรไม่ถูก ให้ตายเถอะ เหมือนจ่าแกรู้ว่าผมแอบมองอยู่ แสงจากดวงจันทร์ก็แจ่มเหลือเกิน เงานั้นค่อยๆหันหน้ามาทางผม ชัดเลยเป็นจ่าเย็นจริงๆทั้งหมวกใบเดิม ทั้งแว่นตา ทั้งชุดที่ใส่..  ...เหวอๆๆๆ
                                 
                                                                       *******************************************
     
     ผมไม่ได้เล่าเรื่องจ่าให้ใครฟัง เพราะไม่มีใครเคยพูดเรื่องอะไรเกี่ยวกับแกเลย จึงไม่อยากพูดบอกอะไร เดี๋ยวพวกจะหาว่าผมจินตนาการเอาเอง  มันเสียเชิงชาย..
   
     กลับจากที่ทำงานในตอนเย็นเอารถจอดเรียบร้อย เมียผมทำหน้าระรื่น เดินมาจูงมือให้ไปดูของสิ่งหนึ่งอยู่หลังบ้าน ของที่ว่าคือกองเศษไม้กองใหญ่พอสมควร
   
     “นายช่วยเอามาขายถูกๆแค่ 300 บาท ไม้ยังดีอยู่เลย เอ็งดูซิ ! .เอ๊ยๆๆ คุณๆๆ  ขอโทษ” เดี๋ยวหลังแหวนเลยนังนี่  ผมคิดในใจ..
   
      “เฮ้ย ! ซื้อมาทำไม” ผมร้องจนเสียงหลงจนนางเมียตกใจ ไม่คิดว่าจะร้องจนเสียงดังแบบนั้น
 
      “เป็นอะไรไปคุณ ทำท่ายังกับถูกผีหลอก” หล่อนมองผมเหมือนจะตำหนิด้วยสายตา

      “เอาไปคืนๆๆๆๆ” ผมยังยืนยันคำเดิม แล้วรีบเดินเข้าบ้าน
   
       โดยนิสัยเมียผมคนนี้เธอดื้อตาใส ผมรู้ว่ายังไงเธอคงไม่ทำตามที่ผมบอกหรอก ถ้าบอกซ้ายหล่อนก็จะไปขวา เรื่องแถเป็นที่หนึ่ง เราจึงไม่ได้คุยกันเรื่องเศษไม้นี่อีกเพราะผมก็หาเหตุผลให้เธอเอาไปคืนไม่ได้ ไม่อยากพูดว่าเจอผีจ่าเย็น เพราะยังไงเธอก็ไม่เชื่อเพราะคิดว่าผมอำเล่นเพื่อบังคับให้เอาไม้ไปคืน
   
       ผมรู้มาอีกว่า นายช่วย เอาไม้ไปขายให้กับครูแดงซึ่งมีบ้านอยู่ละแวกนั้น ยังมีหญิงติ๋มอีกคนแกซื้อเอาไปให้ลูกเขยไว้เผาถ่าน ผมนึกสังหรณ์อยู่ในใจว่าเดี๋ยวคงได้เจออะไรกันบ้างละ เพราะเท่าที่รู้จักกับจ่าแกเป็นคนหวงของ มะม่วงที่บ้านแกเวลาออกลูกย้อยออกมานอกรั้วบ้าน เด็กๆยังไม่กล้าไปสอย จ่าด่าเปิงทุกราย..
   
      วันหนึ่งกลับถึงบ้าน เปิดประตูเอารถเข้าไปจอด กำลังขนของลงจากรถ เมียผมเดินออกมาเหมือนเคย แต่คราวนี้มาแปลกเพราะเธอเอาหนังสือบังที่ปาก เดินออกมาหงอยๆ ที่แรกผมไม่ได้คิดอะไรจนมาใกล้ก็ยังไม่เอาหนังสือออก

     “เฮ้ย ! เธอเป็นอะไรกลัวดอกพิกุลร่วงจากปากหรือไง ?”

      ไม่มีเสียงพูดจากยายเมียจอมดื้อ พอหล่อนลดหนังสือลง ภาพที่เห็นทำเอาผมร้องก๊ากขำกลิ้งเป็นลิงกับหมาเลยที่เดียว

      จากปากสวยดังกระจับ ตอนนี้บวมเจ่อเป็นปากครุฑ รูจมูกมีเลือดแห้งๆเกาะอยู่ ที่สำคัญฟันหน้าหายไป 2 ซี่กลายเป็นดาราจีนหลอลี่ในทันที..
   
      สอบสวนทวนความได้ว่า เดินไปที่กองไม้กะว่าจะเลือกไม้เอาไปทำขาโต๊ะ เธอว่าเธอก็เดินดีๆทีนี้ขาข้างหนึ่งไปเหยียบที่ปลายไม้ ซึ่งมันก็ไม่น่าจะดีดรุนแรงอะไรปานนั้น เศษไม้ 2 อันขนาด 1 ศอกลอยขึ้นมา ท่อนหนึ่งเข้าที่บริเวณปากอีกท่อนฟาดเข้าข้างจมูก มันก็เลยเป็นอย่างที่เห็น
     
     เสียงเธอเล่ามันขาดๆหายๆเพราะปากชำรุด...

     เมื่อเหตุการณ์มาถึงขั้นนี้ผมจึงเล่าเรื่องที่ผมเจอผีจ่าเย็นให้ฟัง และแย้มว่าที่บอกให้เอาไปคืนก็เพราะเหตุผลนี้แหละ...เธอจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจ คราวหน้าคงหนักกว่านี้ ผมขู่ !

     ปรากฏว่าคราวนี้ยัยเมียจอมดื้อ หายซ่าเพราะหน้าตาตอนนี้บวมเป็นกระด้ง เธอจ้างนายช่วยให้ขนกลับไปที่บ้านจ่าตามเดิมและสั่งห้ามไม่ให้ นายช่วยขนไปให้ใครอีก ทั้งยังเอาธูปไปจุดบอกขอขมาลาโทษต่อจ่าเย็น
.     
     นึกว่าจะโดนแค่เมียผมคนเดียว ที่ไหนได้โดนกันถ้วนหน้า ครูแดงคนแถวบ้าน อยู่ดีๆขาบวมจนเดินไม่ได้ ไปหาหมอก็ไม่หาย จนมารู้เรื่องจากเมียผม จึงให้นายช่วยเอาไปคืนบ้าง และก็จุดธูปขอขมาเหมือนกัน พอทำเสร็จขาที่บวมก็ดีขึ้น

     อีกรายหญิงติ๋มซื้อไม้ไปจากนายช่วยเหมือนกัน   ลูกเขยเอาไปเผาถ่านกลิ่นที่เผาไม้โชยออกมาเหม็นเน่า เหม็นเขียวเป็นกลิ่นเผาศพเหม็นอบอวลไปทั้งบ้าน ต้องตาลีตาเหลือกเอาไปคืนและจุดธูปขอขมาโดยด่วน...
     
     ยังไม่จบได้ข่าวว่า รถสิบล้อที่ขนไม้เก่าบ้านจ่าเย็น   ไปไม่ถึงที่หมายรถคว่ำที่หน้าวัดแห่งหนึ่ง ในช่วงมืด

    คนขับบอกว่าขับมาดีๆ รถเสียหลักคว่ำที่หน้าวัดเฉยเลย เจ้าของที่ซื้อไม้ใจเสียเลยเอาไม้ถวายวัดทั้งหมด ขาดทุนป่นปี้
   
        ทุกวันนี้ช่วงมืดค่ำเที่ยงคืน  ทุกวันพระจะมีเสียงหมาหอนโหยหวนไล่กันมาจากปากซอย เสียงจะดังโหยหวนก้องดังในความมืด
        จนสิ่งนั้นมาถึงปลายทางเสียงหมาตัวสุดท้ายก็หยุดลง ปลายทางก็คือบ้านจ่าเย็นนั่นเอง...     

                         .
                 
   

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 01, 2016, 08:40:04 am โดย Rass » บันทึกการเข้า
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 26, 2013, 04:55:41 am »

ขอบคุณค่ะคุณราสส์ พี่ชอบเรื่องผีๆ สนุกดีค่ะ ขอถามหน่อยเถอะ คุณราสส์กลัวผีไหม แล้วเคยเจอวิญญาณบ้างหรือเปล่า เมื่อตอนพี่เป็นเด็กกลัวผีมาก ต่อมาก็หายกลัว (มีเคล็ดลับ) เคยสัมผัสวิญญาณบ้าง แต่เป็นวิญญาณของญาติผู้ใหญ่ที่มีความผูกพันกันมาก ไม่นึกกลัว ส่วนวิญญาณอื่นที่ไม่มีความเกี่ยวข้องเขาไม่กล้ามายุ่งด้วยหรอกค่ะ อ จจะเป็นเพราะเวลาเราทำบุญเราอุทิศส่วนกุศลให้สรรพสัตว์ทั้งหลายที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก
บันทึกการเข้า
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 26, 2013, 08:14:43 pm »


...ขอบพระคุณพี่เพีกกี้ครับ....ที่เข้ามาทักทาย...

..เรื่องผีกับคนไทย...หรือแม้แต่กับคนประเทศอื่นๆก็ตาม..

.คนบางส่วน.ต่างก็ยอมรับว่าผีมีจริง....และมีมานานตั้งแต่สมัยโบราณ..

..สมัยก่อนนั้นถ้ามีคนบอกว่า...มนุษย์สามารถสร้างสิงของให้บินได้เหมือนนก..

...ผู้คนคงหาว่าสติไม่ดี  เป็นคนบ้า  อะไรปานนั้น..

..แต่กาลเวลาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า..สิ่งที่มนุษย์เพ้อฝันนั้น...เป็นสิ่งที่สามารถเป็นได้..

.ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่.ยังมีคนเพ้อฝันว่า..ในอนาคตข้างหน้าแม้ว่าจะเป็นเวลาอันนานแสนนาน.

..คนเราจะสามารถจะพบช่องมิติที่สามารถสื่อสารกับผีได้เหมือนโทรศัพท์ติดต่อกัน...และอาจจะชอบเมืองผี

...ทำให้มนุษย์มีทางเลือกว่า..จะอยากเป็นมนุษย์ต่อไปหรืออยากจะไปเป็นผี...

..แต่ที่น่าแปลกคือ...ในปัจจุบันยังเห็นว่ามีคนที่เลือกไปเป็นผี....มีเป็นจำนวนไม่น้อยเลยที่เดียว...
บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 27, 2013, 10:37:45 pm »

สนุกค่ะ แต่ดูเหมือนจะยาวไปนิด แต่พี่กลัวผีทั้งที่ไม่เคยเห็นผี ก็เลยอ่านไป ขนลุกไป ยิ่งมาอ่านต่อน เกือบ 5 ทุ่มเนี่ยนะ มันเลยยิ่งน่ากลัว แต่เนื้อเรื่องก็ไม่ลึกลับอะไร เดาได้ถูกตั้งแต่แรกเลยค่ะ ฮิ ๆ
บันทึกการเข้า
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 28, 2013, 11:07:35 am »


..ขอบพระคุณ..พี่อภิญญาครับ..

...เดาถูกอีก แระ..

..คราวหน้าเอาใหม่..จะทำให้ งง ได้ใจ..ที่เดียว..
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #5 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2013, 01:12:14 am »



      เข้ามาอ่านผ่าน ๆ ด้วยความรู้สึกแบบเดียวกับคุณปิ๋มเลยค่ะ คราวหน้าให้งง เดาไม่ถูกนี่ ชื่อเรื่องไม่ต้องพวกนี้มาให้แหยง ๆ ตอนดึก ๆ ได้ไหมคะ
จะได้ช่วยคุณปิ๋มเดา
บันทึกการเข้า
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #6 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2013, 09:31:35 am »



....เรื่องคราวหน้าจะให้พี่ๆเดา...

...และขอรับรองว่า ..เดาผิด....
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF