www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ตอนที่ 12 กบไม่ยอมออกจากกะลา  (อ่าน 1710 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2014, 05:51:42 am »

ตอนที่ 12 กบไม่ยอมออกจากกะลา

การเลี้ยงดูเด็กเป็นงานหนัก แต่ก็เป็นงานที่คนเป็นแม่เต็มใจทำ การดูแลลูกอย่างใกล้ชิดทำให้เวลาผ่านไปเร็วมาก ตอนนี้ลูกของแตงอายุสี่ขวบแล้ว ปีหน้าก็เข้าโรงเรียนได้แล้ว แตงโชคดีที่ลูกของแตงเป็นเด็กเลี้ยงง่ายและแข็งแรง ไม่เคยทำความลำบากใจให้แตง
ตอนนี้ชาลีพูดได้แล้ว แตงพูดภาษาไทยกับชาลี ชาลีสื่อสารกับพ่อแม่ได้เป็นอย่างดี คุณกรบอกว่า เมื่อชาลีไปโรงเรียนแล้วชาลีจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับคนที่พูดภาษาอังกฤษ ดังนั้นภาษาอังกฤษก็จะกลายเป็นภาษาที่หนึ่งของชาลี คุณกรบอกว่าแตงควรจะพูดภาษาไทยกับลูก เพื่อที่ชาลีจะได้เป็นเด็กที่พูดได้สองภาษา
"ผมเห็นครอบครัวไทยบางบ้านไม่พูดภาษาไทยกับลูก เด็กก็เลยพูดไทยไม่ได้เลย ผมว่าน่าอายนะ เป็นคนไทยแต่พูดไทยไม่ได้ แล้วอย่านึกว่าพ่อแม่ที่พูดอังกฤษกับลูกเขาพูดภาษาอังกฤษเก่ง ที่เห็นมาพูดแบบbroken Englishทั้งนั้น"
"เป็นไงคะ โบ๊กเก้นอิงลิด"
"ก็พูดแบบงูๆปลาๆ ไม่ถูกหลักไวยากรณ์ ผมเองก็ไม่ได้พูดอังกฤษเก่ง แต่ผมพยายามสื่อสาร พยายามเรียนรู้ เวลาออกเสียงผิดแล้วฝรั่งเขาแก้ให้ผมก็จำไว้"
"แตงก็อยากเรียนภาษาเหมือนกัน แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง"
"เอาไว้ลูกไปโรงเรียนแล้วค่อยหาที่เรียน คนต่างชาติที่นี่หลายคนไม่เอาไหนทั้งๆที่มีที่เรียนฟรีเยอะแยะ แต่ไม่สนใจ"
แตงอยากจะถามเหมือนว่าลูกคุณกรที่บ้านโน้นพูดได้เก่งทั้งสองภาษาหรือเปล่า แต่ถ้าแตงพูดอะไรพาดพิงถึงบ้านโน้น คุณกรจะไม่พอใจทันที "ต่างคนต่างอยู่ เขายังไม่เคยมาระรานคุณ คุณก็อย่าเอ่ยถึงเขาให้เสียอารมณ์เปล่าๆ" แตงก็ต้องสงบปากสงบคำ แตงไม่อยากให้คุณกรโกรธแล้วทิ้งแตงไป

คุณกรก็ยังคงทำตัวเสมอต้นเสมอปลาย เคยมาหาแตงอาทิตย์ละวัน เขาก็มาอาทิตย์ละวันเหมือนเคย เขาให้เงินเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็นค่าใช้จ่ายของลูก ดูไปแล้วคุณกรก็รักลูก ชอบเล่นกับลูก แต่คุณกรก็มีเวลาให้ลูกได้แค่อาทิตย์ละวัน แตงเคยคิดอยู่เสมอว่า ถ้าในวันข้างหน้าเมื่อลูกรู้ความและถามแตงว่าทำไมพ่อไม่อยู่กับเรา แตงจะตอบว่ายังไง
แตงเคยถามคุณกร แต่คุณกรบอกปัดไปว่า อย่ากังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง แตงก็แย้งไปว่า ถึงอย่างไรแตงก็ต้องเตรียมคำตอบเอาไว้ แตงเกรงว่าถ้าลูกรู้ความจริงก็อาจจะมีปมด้อย
แตงปรารภกับคุณกรว่า “พอลูกไปโรงเรียนแล้วแตงจะไปหางานทำนะคะ”
“ก็เป็นความคิดที่ดีนะ แตงอย่าลืมว่าลูกกลับจากโรงเรียนเร็ว แตงก็คงทำงานได้แค่ช่วงเช้าเท่านั้น แล้วแตงจะไปทำอะไรล่ะ”
“แตงก็ยังไม่รู้เหมือนกัน แต่แตงอยากทำงานมากเลย”

ป้าจวนก็ยังคงไปทำงานที่ร้านกระท่อมไทยสัปดาห์ละหกวัน พักหลังแตงสังเกตว่าป้าจวนมีอาการเหนื่อยง่าย  แต่แตงก็ไม่เคยเอ่ยปากถาม เพราะแตงวุ่นวายอยู่กับลูก ตอนที่ยังอยู่บ้านนอกแตงเคยช่วยแม่เลี้ยงน้อง เมื่อมีลูกเป็นของตัวเองแตงจึงไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก
อยู่มาวันหนึ่งป้าจวนก็ถามแตงขึ้นว่า “ปีหน้าลูกแกเข้าโรงเรียนอนุบาลได้แล้ว แกไปทำงานแทนฉันที่ร้านกระท่อมไทยได้ไหม ตอนบ่ายลูกแกกลับจากโรงเรียนฉันจะดูให้เอง  ให้คุณกรช่วยจ่ายค่าดูแลเด็กให้ฉัน”
“อ้าว...ทำไมล่ะป้า ป้าไม่อยากทำงานแล้วหรือ ไหนว่าอยากเก็บเงินให้ได้มากที่สุดไงล่ะ” แตงแปลกใจอย่างมาก แตงอยากทำงานมีเงินเป็นของตัวเอง แต่ที่ป้าจวนพูดมามันก็ทำให้รู้สึกแปลกๆ แตงพูดต่อไปว่า “คุณกรเคยบอกหนูว่าไม่ให้ไปที่ร้านกระท่อมไทย เพราะกลัวว่าจะเจอเมียเขาที่นั่น”
“คุณนาถเขาไม่รู้ว่าแกเป็นใคร....” ป้าจวนยังพูดไม่จบแตงก็ขัดขึ้น “แต่เขาเคยเห็นหนูที่วัด เขาอาจจะสงสัยก็ได้”
“ฉันว่าแกระแวงมากเกินไป คุณนาถนานๆถึงจะมาที่ร้าน ฉันได้ข่าวมาว่าเขาจะขายหุ้นที่ร้านกระท่อมไทย แล้วเอาเงินไปทำธุรกิจอื่น”
เมื่อแตงพูดเรื่องนี้กับคุณกร คุณกรก็บอกว่า “คุณนาถเขาพอจะรู้แล้วว่าผมมีเมียอีกคนหนึ่ง แต่เขาไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นใคร ถึงยังไงผมก็ไม่อยากให้แตงไปทำงานที่นั่น เขายังไม่ได้ตกลงใจขายหุ้น ผมจำเป็นจะต้องป้องกันเอาไว้ก่อน”
เฮ้อ.....ชาตินี้แตงคงจะไม่มีโอกาสมีเงินเป็นของตัวเอง แตงก็ไม่คิดจะพึ่งคุณกรตลอดไป แต่แตงไม่มีความรู้จะไปหางานดีๆทำ
ชาลีเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้แตงอยากทำงาน อยากเก็บเงินไว้ให้ลูกเรียนสูง ในอนาคตลูกจะได้ไม่ลำบากเหมือนแตง แตงเหมือนกบอยู่ในกะลา อยากจะออกจากกะลา แต่ก็หาทางออกไม่ได้
   
แตงอยู่ร่วมบ้านกับป้าจวนมาหลายปี เพิ่งจะมีแขกมาเยือนโดยไม่คาดคิด อาคันตุกะรายนี้เป็นญาติห่างๆของป้าจวน ชื่ออุไร อุไรเป็นหญิงสาววัยเดียวกับแตง เธอบอกว่าย้ายมาจากรัฐเท็กซัส ที่น่าทึ่งกว่านั้นก็คือเธอมีภูมิหลังคล้ายแตง เธอเล่าอย่างไม่ปิดบังว่า เธอเคยทำงานในสปาประเภทแอบแฝงมาก่อน ุอุไรถูกจับในข้อหาค้าประเวณีเกือบจะถูกส่งตัวกลับเมืองไทยแล้ว แต่ได้ทนายช่วยต่อรองกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง โดยเธอจะเป็นผู้ให้ข้อมูลและเบาะแสของพวกค้ามนุษย์ จนกระทั่งพวกที่ชักชวนเธอมาทำงานแบบนี้ถูกจับได้เกือบหมด ยังมีพวกที่เป็นนายหน้าหาผู้หญิงที่เมืองไทยที่ยังจับกุมไม่ได้

"ถึงแม้จะกวาดล้างพวกสปาได้ แต่ต้องสาวไปถึงต้นตอด้วย มันทำกันเป็นทีมมีเครือข่ายใหญ่มาก ถ้าจะกวาดล้างกันจริงๆเจ้าหน้าที่จะต้องร่วมมือกันทั้งสองประเทศ ฉันว่าเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองทั้งของไทยและเมกาต้องมีคนทุจริตปนอยู่"
"นั่นซินะ ไม่อย่างนั้นตอนที่ออกจากดอนเมืองคนที่พามาเขาถึงให้เดินออกเพียงช่องเดียว เพราะรู้กันกับเจ้าหน้าที่" แตงออกความเห็นบ้าง
อุไรจ้องหน้าแตง "ทำไมเธอรู้ล่ะ หรือว่า..."
แตงพยักหน้ารับ "ฉันถูกไอ้เกจับสองหน หนที่สองเจ้าหน้าที่บอกว่าถ้าฉันให้เบาะแสของพวกค้ามนุษย์ เขาจะช่วยให้ฉันอยู่ประเทศนี้ได้อย่างถูกกฎหมาย
"แล้วเธอให้ความร่วมมือหรือเปล่าล่ะ"
"เอ้อ..ฉันกลัวนะ กลัวพวกมันทำร้ายฉันกับลูก"
"ถ้ามัวแต่กลัว คนชั่วก็ยังลอยนวล เมื่อก่อนฉันก็คิดแบบนี้เหมือนกัน แต่เจ้าหน้าที่เขาช่วยเหลือ มีนักสังคมสงเคราะห์ช่วยแนะนำหาที่อยู่ใหม่ที่ปลอดภัยให้ และยังช่วยเรื่องค่าเช่าบ้านด้วย นอกจากนี้เขาก็ช่วยแนะนำโรงเรียนสอนภาษาให้ ทุกอย่างฟรีหมดรวมทั้งค่าทนาย"
"โอ้ เหลือเชื่อจริงๆ แล้วเงินที่ช่วยเหลือใครเป็นคนจ่ายล่ะ"
"ตามความเข้าใจของฉันนะ เงินส่วนที่ช่วยพวกเหยื่อที่ถูกกันไว้เป็นพยาน คงมาจากงบปราบปรามอาชญากรรมของรัฐบาล"
"เธอนี่เก่งนะ กล้าให้เบาะแส"
"เรื่องมันก็เริ่มตอนฉันถูกจับ แล้วฉันบอกว่าถูกล่อลวงมา และถูกบังคับให้ขายตัว รสชาติของความทารุณทำให้ฉันอยากจะเอาคืน โอกาสมาถึงแล้านี่"

แตงเล่าเรื่องของอุไรให้คุณกรฟัง พร้อมกับออกความเห็นว่า "ถ้าแตงได้อยู่อย่างถูกฎหมาย แตงจะได้กลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่เมืองไทย"
"แตงคิดให้ดีๆนะ องุ่นมีลูกน้องมากมาย ผมห่วงความปลอดภัยของแตงกับลูก ทุกวันนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าผมดูแลแตงอยู่"
"โอกาสอื่นที่แตงจะได้อยู่อย่างถูกกฏหมายคงไม่มี" แตงพูดอย่างเจ็บช้ำ

แตงร้องไห้ด้วยความน้อยใจในโชคชะตาจนนับครั้งไม่ถ้วน คุณกรก็ไม่ได้ปลอบโยน ทุกครั้งที่แตงปรับทุกข์เขาก็รับฟัง แต่ไม่ออกความเห็นใดๆทำให้แตงนึกน้อยใจ
แตงเคยพูดให้ป้าจวนฟัง ป้าจวนก็ได้แต่บอกว่า "คุณกรเองก็คงไม่รู้จะทำยังไง ถึงยังไงเขาก็ยังรับผิดชอบแกกับลูกอยู่ แกอย่าคิดมากเลย"
"หนูเล่าเรื่องอุไรให้เขาฟังลองหยั่งเสียงว่า ถ้าหนูบอกเจ้าหน้าที่อย่างที่อุไรทำ หนูก็จะได้อยู่อย่างถูกกฏหมาย คุณกรบอกว่าห่วงความปลอดภัยของหนูกับลูก แต่หนูว่าคุณกรเขามีอะไรปิดบัง หนูก็บอกไม่ถูกว่าเป็นอะไรไ
ไเฮ้อ..เขาคงลำบากใจ เพราะองุ่นเป็นเพื่อนสนิทของเขา จะว่าไปองุ่นเคยช่วยเหลือคุณกรสมัยที่แกมาอเมริกาใหม่ๆ เมียคุณกรก็สนิทสนมกับอง่น เขาเรียกว่าลูบหน้าปะจมูก"

อุไรพักอยู่กับป้าจวนและแตงหลายอาทิตย์ แตงชอบอุไรทั้งๆที่อุไรมีอุปนิสัยตรงข้ามกับแตง อุไรเป็นคนตรง กล้าพูดกล้าทำ อุไรรับรู้ว่าคุณกรเป็นพ่อของลูกแตง และเห็นว่าคุณกรมาค้างที่บ้านนี้อาทิตย์ละวัน แต่อุไรก็ไม่เคยถามหรือพูดอะไรให้แตงระคายใจ นับว่าอุไรเป็นคนที่มีมารยาทไม่ก้าวก่ายเรื่องของคนอื่น

อุไรบอกว่า "หลังจากเสร็จเรื่องส่งไอ้พวกระยำเข้าคุก ฉันก็เผ่นเลย ไม่อยากอย่เมืองนั้นอีกต่อไป"
"เมืองที่เธอเคยอยู่อากาศเป็นยังไง หนาวเหมือนที่นี่ไหม" แตงถามด้วยความสนใจ
"ไม่หนาวเท่าที่นี่ แต่เวลาร้อนก็ร้อนจัด ฉันว่าฤดูร้อนที่นั่นร้อนกว่าเมืองไทยอีก"
"จริงเหรอ ที่นี่เวลาหน้าหนาว หนาวแทบขาดใจ"
"แต่ฉันชอบอากาศหนาว คิดว่ากลับจากเมืองไทยแล้วจะมาทำมาหากินที่นี่ ฉันก็มีน้าจวนเป็นญาติเพียงคนเดียว"
"อิจฉาเธอจัง ฉันยังไม่รู้เลยว่าจะได้กลับเมืองไทยเมื่อไหร่" แตงพูดด้วยน้ำเสียงปนสะอื้น
"ใจเย็นๆน่าแตง เธอจะฝากอะไรไปให้พ่อกับแม่ไหมล่ะ ฉันจะเอาไปให้"
“เอ้อ... อยากฝากเงินไปให้ ฉันยังลังเลไม่รู้ว่าพ่อกับแม่หายโกรธหรือยังที่ฉันหนีตามผัวคนแรกไป พ่อกับแม่ไม่รู้หรอกว่าฉันมาอยู่เมกา”
“ขอโทษนะแตง แล้วเธอจะอยู่ไปเรื่อยๆแบบนี้หรือ”
“แล้วเธอจะให้ฉันทำยังไงล่ะ ฉันมีลูกที่เป็นภาระใหญ่มาก จะออกไปหางานทำก็ต้องรอให้ลูกไปโรงเรียนก่อน ภาษาอังกฤษฉันก็ไม่รู้สักตัว”
“สรุปว่าเธอก็ต้องมีชีวิตแบบที่ต้องพึ่งคนอื่นต่อไป”
“ทุกวันนี้ฉันนอนไม่เคยเต็มตาเลย ตื่นขึ้นมากลางดึกทุกๆคืน ตื่นแล้วก็ตาค้างนอนต่อไม่ได้ คิดโน่นคิดนี่เรื่อยเปื่อย กว่าจะหลับลงอีกทีก็ประมาณตีห้า ตอนเช้าตื่นขึ้นก็เวียนหัว” แตงเล่าอย่างคับแค้นใจ
“เธอต้องกล้าเปลี่ยนแปลงตัวเอง ต้องออกจากกะลาเสียที แล้วเธอจะรู้ว่าโลกนี้มันกว้างใหญ่นัก ยังมีอะไรที่น่าเรียนรู้และค้นหาหลายอย่าง ตัวฉันเองก็มีภูมิหลังเหมือนเธอ ฉันออกมาได้จากซ่องนรกนั่น ฉันจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ตอนนี้ขอพักใจก่อน บินกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่เมืองไทย แล้วกลับมาหางานทำ ตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงินไว้เพื่ออนาคต”
“ฉันไม่ใช่คนกล้าแบบเธอ สมมุติว่าฉันอยากจะทำแบบเธอ แต่ฉันไม่รู้จะเริ่มต้นที่ตรงไหน”
“เธอต้องทำได้ซิ ถ้าฉันทำได้เธอก็ต้องทำได้ โอกาสของเราสองคนมีเท่ากันนะแตง อยู่ที่เธอจะเลือกไขว่คว้าหรือเปล่าเท่านั้นเอง”

อุไรพยายามให้กำลังใจแตง แต่อุไรลืมไปว่าคนเราไม่เหมือนกัน ต่างความคิด ต่างจิตใจ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือมนุษย์ทุกคนมีกรรมเป็นของตนเอง บางทีกรรมก็บังตาไม่ให้เห็นทางพ้นทุกข์ เฮ้อ....

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 16, 2014, 08:26:24 am โดย PeggySueGuerra » บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 17, 2014, 06:56:18 pm »

แตงก็คงยังเป็นแตงคนเดิม ไม่กล้า กลัว ไม่มั่นใจ ไม่รู้จะทำอย่างไร....เฮ้อ...แตงเอ๊ย   เขียนต่ออีกนะคะคุณเพ็กกี้ ไม่งั้นมันคาใจว่าในที่สุดชีวิตของแตงจะลงเอยอย่างไร ที่จริงตอนนี้ต้องเป็นตอนที่ 13 ค่ะ เพราะตอนที่ 12 ชื่อว่า สมาชิกใหม่ 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 17, 2014, 06:58:58 pm โดย อภิญญา » บันทึกการเข้า
ชุติมา
Global Moderator
Newbie
*****
กระทู้: 10



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: เมษายน 21, 2014, 11:27:25 am »


  มาตามอ่านตอนนี้ที่เตหะรานค่ะ ตอนนี้นิกับคุณภัสสรมาหาลูกที่นี่ค่ะ

   ตัวละครคุณเพ็กกี้ยังโลดเต้นอย่างมีชีวิตชีวา และเรื่องราวก็ดำเนินไปอย่างน่าติดตามยิ่งค่ะ

   ขอบคุณคุณเพ็กกี้มากค่ะ เรื่องของคุณเพ็กกี้ทำให้ได้รู้จักคนที่ไปใช้ชีวิตในต่างประเทศได้อีกหลากหลายมุมเลยค่ะ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF