www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ทำบุญ  (อ่าน 1009 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2015, 06:40:54 pm »

ทำบุญ...

ราสส์ กิโลหก

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติของคนไทย ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ วัดวาอารามมีให้เห็นทั่วไปเป็นดอกเห็ด การทำบุญจึงเป็นเรื่องสำคัญในการจรรโลงให้ศาสนาอยู่ได้ หากไม่มีการทำบุญ  วงจรก็จะขาดลง ศาสนาก็คงอยู่ไม่ได้
เป็นชาวพุทธ ก็ต้องทำบุญ โดยเฉพาะผู้สูงอายุผู้เฒ่าผู้แก่ ต่างหันหน้าทุ่มเทให้กับการทำบุญ เหมือนเชื่อว่าเป็นการสะสมเสบียงเอาไว้ในภพภูมิหน้าหากได้ตายไป..
เพื่อนผมคนหนึ่งชื่ออ้ายเปี๊ยก มันชอบทำบุญ วันไหนวันพระ มันจะตื่นแต่เช้าอาบน้ำแต่งตัวเป็นพิเศษ เข้าตลาดหาซื้อสิ่งของต่างๆเพื่อนำไปทำบุญที่วัด กลับจากวัดหน้าตาเบิกบานมีความสุข

“เอาไว้กินชาติหน้า” มันมักพูดบอกกับผม..

ผมนั้นเป็นคนกิเลศหนา คือไม่ชอบทำบุญ วัดก็ไม่ค่อยได้เข้า คือนับถือศาสนาก็นับถือกันไปตามพ่อแม่พี่น้องไม่ได้ศรัทธาอะไรมากมาย คือเฉยๆกับการทำบุญ แต่ก็ไม่อคติอะไรเพียงแต่ไม่ได้สนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มากนัก ผมมักคิดว่าไปทำทานดีกว่า
อาชีพของผมต้องออกทำงานในต่างจังหวัด ได้ทั้งเบี้ยเลี้ยงและเงินเดือน ตัวคนเดียวไม่มีลูกเมีย เงินที่ได้ก็ใช้จ่ายเพื่อความสนุกและความอยาก เท่าที่เงินในกระเป๋าจะบัลดาลให้ ใช้ชีวิตไปเรื่อยเปื่อย ไม่มีอนาคตอนางออะไร ได้เงินมาก็ใช้ไป  ผมคงมีบุญอยู่บ้างตรงที่ไม่ชอบการเป็นหนี้ เมื่อเกษียณอายุราชการ เงินบำนาญจึงได้ครบทุกเม็ดไม่มีแหว่งหายไปไหน

เมื่อครบเกษียณอายุราชการ จึงเดินทางกลับมายังต่างจังหวัดบ้านเกิด ที่บ้านไม่มีใคร มีแม่แก่ๆอาศัยอยู่คนเดียว ที่แม่ยังอยู่คนเดียวได้ก็เพราะ พื้นที่แถบนั้นมักเป็นญาติพี่น้องหรือไม่ก็คนคุ้นเคย ทำให้ไม่รู้สึกเปลี่ยวเหงาแต่อย่างใด สมัยที่ยังไม่เกษียณอายุ ผมกลับบ้านนับครั้งได้ แต่คนแถวนั้นก็รู้จักผมดี เพราะเห็นกันมาตั้งแต่เด็ก ทั้งเพื่อนรุ่นเดียวกัน และพวกพี่ป้าน้าอาอีกหลายคน

แม่เป็นคนพื้นที่ ส่วนพ่อผมนั้นเป็นคนเข้ามาทำกิจการในพื้นที่ ในฐานะเจ้าของกิจการ พบกันชอบพอและก็ตกลงอยู่กินกัน มีงานแต่งงานเล็กๆพอเป็นพิธี หลายปีต่อมา เมื่อโครงการในพื้นที่สิ้นสุดลง พ่อผมก็เก็บข้าวของเครื่องมือเครื่องใช้ กลับเข้ากรุงแล้วก็เงียบหายไป แต่แม่ก็ไม่ทุกข์ร้อนอะไร เพราะได้ทั้งที่ดินทั้งบ้าน เงินอีกก้อนหนึ่ง  และผมอีกหนึ่งหน่อ แม่เป็นคนเฉยๆไม่ค่อยมากเรื่องมากความ จึงไม่คิดจะติดตามหรือค้นหาพ่อ

“ช่างหัวมัน” แม่มักจะบอกกับใครๆหากมีการถามเรื่องพ่อ ไม่เว้นแม้ผมด้วย

แม่เป็นคนใจเด็ดไม่เคยคิดมีใหม่ เลี้ยงดูลูกชายคนเดียวได้ แม่รู้จักใช้เงินและขยันจึงไม่มีความเดือดร้อนเกี่ยวกับการใช้จ่าย  พ่อของผมแกคงเป็นคนหัวดี ผมจึงได้รับเชื้อมา ผมเรียนเก่งกว่าเพื่อนๆในแถวบ้าน สอบได้ที่หนึ่งตลอด ทุกชั้นทุกปี เรียนดีจนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผุ้ช่วยครู

อานิสงค์จากกการเรียนเก่งทำให้เกิดวิสัยทัศน์กว้างไกล ผมรู้ว่าเราควรจะเรียนอะไรและควรจะไปที่ไหน ต่างกับเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ไม่มีความคิดที่จะต่อยอดไปไหน เขาคิดกันแต่เรื่องทำไร่ทำนาช่วยพ่อแม่ นี่พูดถึงเมื่อ 40 กว่าปีก่อนนะครับ
ผมได้รับการสนับสนุนจากครูในโรงเรียนและบุคลากรทางการศึกษาในอำเภอ จนสามารถไต่เต้าเรียนจนจบถึงระดับ ป.ว.ช ในสถาบันของรัฐแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ คือการเรียนระดับอาชีวะ 3 ปีหรือเรียกกันว่าจบ ปี่ 3
หากต้องการเพิ่มวุฒิก็ต้องต่อ ปี4และ ปี5  จะได้รับวุฒิบัตร ป.ว.ส  แต่ผมไม่ได้สอบเรียนต่อเพราะ เมื่อจบปี 3 ผมสามารถสอบติดหน่วยราชการระดับกรมแห่งหนึ่ง เป็นตำแหน่งช่าง มีหน้าที่ออกไปทำงานโครงการต่างๆในพื้นที่ต่างจังหวัด ..ผมทำแต่งานสนุกกับเงินที่หามาได้ จึงไม่คิดแต่งงานมีลูกเมีย เพราะอยู่คนเดียวสบายกว่ากันแยะ

ทำงานไต่เต้าจากช่างตำแหน่งเล็กๆจนตำแหน่งสุดท้าย เป็นหัวหน้างาน  หลังจากนั้นไม่นานก็เกษียณ

ผมมีข้อเสียคือไม่ชอบทำบุญไม่ชอบเข้าวัด ใครจะเป็นจะตาย มักจะฝากไปแต่ชอง ไม่ว่างานศพ งานบวช หรืองานแต่ง จนเป็นที่รู้กันของพรรคพวกเพื่อนฝูง มันมักพูดกันว่าผมไม่มีศาสนา ก็ช่างหัวมัน
เมื่อกลับมาอยู่บ้านกับแม่ใหม่ๆรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง เพราะความที่ไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกัน ปีนี้อายุแม่เข้าเลข 8 แล้วแต่ยังเดินเหินได้ ช่วยเหลือตัวเองได้ดี ทุกเช้าแม่จะนำข้าว กับข้าวไปรอใส่บาตรพระที่หน้าบ้าน พระจะเดินผ่านประมาณ 6 โมงเช้า เดินกันเป็นแถว 3 องค์..ไม่ใช่มีแม่คนเดียวคนอื่นๆแถวบ้านก็ออกมาใส่บาตรกันหลายคน

แม่เคยชวนผมออกไปใส่บาตรกัน แต่ผมไม่ได้สนใจอีกทั้งผมชอบนอนตื่นสายอีกด้วย แม่ก็ไม่ว่าอะไรเพราะแม่เป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว

วันหนึ่งมีญาติต่างอำเภอมารับแม่ไปธุระ แม่บอกผมว่าอาจไปหลายวัน ผมก็รับปากเพราะที่บ้านไม่มีภารกิจอะไรเป็นพิเศษ ใครจะไปจะมาก็ไม่มีปัญหาอะไร..

มันแปลก เพราะพอแม่ไม่อยู่ผมนอนไม่ค่อยหลับ ต้องตื่นแต่เช้าทำให้แลเห็นพระที่เดินผ่านหน้าบ้าน พระมองตรงที่แม่เคยยืนใส่บาตร เหมือนสงสัยว่าหญิงแก่เจ้าของบ้านหายไปไหน หรือจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร พระผ่านมามองทุกวัน จนผมอดไม่ได้ที่ต้องออกไปทักทายกับท่าน และได้แจ้งว่าแม่ไม่อยู่ไปธุระต่างอำเภอ หลวงตาแก่ๆที่อยู่หัวขบวน ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน พร้อมพยักหน้ารับรู้...

ผมมองไปรอบๆเห็นคนแก่หลายบ้านออกมารอใส่บาตรกันที่หน้าบ้าน ทำให้เกิดความรู้สึกว่าอายุผมก็ไม่ใช่น้อยๆขึ้นเลขหกแล้ว เป็นได้ทั้ง ปู่ ตา  เป็นคนไทยเต็มร้อย ทั้งยังนับถือศาสนาพุทธ ทำไมเราไม่ปฎิบัติอย่างที่ชาวบ้านเขาทำกัน  อย่าเป็นแกะดำดีกว่า 

“เก็บไว้กินชาติหน้า โว๊ย” ผมหวนนึกถึงคำพูดไอ้เปี๊ยกเพื่อนรัก

คงเป็นเพราะอายุมากขึ้น หรือนึกกลัวขึ้นมาว่าชาติหน้าถ้าตายไปแล้วจะไม่มีอะไรกิน ผมจึงรู้สึกอยากทำบุญใส่บาตรบ้าง

“เอา วะ” คิดว่าจะใส่บาตรวันพรุ่งนี้

ช่วงบ่ายจัดการออกไปหาชื้อ กับข้าวคาวหวานมาเตรียมไว้

ผมตื่นแต่เช้า ตอนตี 5 เพราะความตื่นเต้น อาบน้ำประแป้งอย่างดี ใส่เสื้อคอกลมสีขาว กางเกงสามส่วนสีน้ำเงิน คว้าผ้าขาวม้าผืนโปรด มาคล้องที่คอ  พลางนึกว่าที่ผ่านมาหลายสิบปี ทำไมถึงไม่ชอบทำบุญ ไม่ชอบใส่บาตร แต่วันนี้กลับอยากทำบุญใส่บาตร จนเนื้อตัวเต้น เหมือนวันที่เข้าไปรายงานตัวเพื่อเข้ารับราชการ..

พระจะมาประมาณ 6 โมงเช้าทุกวัน มองดูนาฬิกาข้างฝาบ้าน ตีห้าครึ่งแล้ว ผมยกขันใส่ข้าวที่แม่ใช้ทุกวัน ข้าวสวยร้อนๆเกือบครึ่งขัน ยังมีกับข้าวคาวหวานอีก 3 อย่างใส่ถาดสังกะสีใบย่อม

มี่หน้าบ้านจะมีโต๊ะหินเล็กๆ ผมวางของทั้งหมด  ท้องฟ้ายังมืด มองไม่เห็นคนอื่นๆที่รอใส่บาตรเหมือนทุกวัน บนถนนว่างเปล่า คงเป็นเพราะยังเช้าอยู่มาก ผมเดินไปมาแกว่งแขนออกกำลังกาย อากาศดีจริงๆเย็นสบาย แหงนหน้าสูดอากาศ อย่างสดชื่น

ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้น จนมองเห็นสิ่งต่างๆได้ชัดเจน แลมองไปบนถนนซึ่งทอดยาวไปทางท้ายหมู่บ้าน ซึ่งเป็นจุดที่พระท่าน จะเดินตรงมา เวลาผ่านไป ผู้คนเริ่มออกมานอกบ้าน เพื่อปฎิบัติภารกิจประจำวัน ผมยังคงยืนรอๆๆๆๆ

“ลุงๆๆๆวันนี้วันพระ  เขาไม่ใส่บาตรกัน “

 ไอ้น้อยขี่จักรยานผ่านมา ร้องตะโกนเสียงดัง จนผู้คนข้างเคียงโผล่หน้าออกมามอง...             
บันทึกการเข้า
SKGuerra
Newbie
*
กระทู้: 11


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 30, 2015, 08:14:56 am »

สวัสดีค่ะคุณราสส์ ขอบคุณสำหรับเรื่องสั้นอ่านแล้วบันเทิงอารมณ์ดีค่ะ
บันทึกการเข้า
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2015, 05:39:14 pm »

ขอบพระคุณพี่เพกกี้ครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF