www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: แค้น.  (อ่าน 1027 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: มิถุนายน 28, 2015, 03:19:58 am »

แค้น....

ราสส์ กิโลหก

สุชัย หนุ่มใหญ่วัย 45 ปีลุกขึ้นจากที่นอนด้วยความเชื่องช้า เพราะเสียงนาฬิกาปลุกที่ส่งเสียงระรั่วอย่างเมามัน เข็มที่นาฬิกาบ่งชี้เวลาตีห้าครึ่ง มันเป็นความประสงค์ของเขาเองเพราะเมื่อคืนเขาฉลองดึกไปหน่อยกลับเข้าบ้านเกือบตีสอง  ถ้าไม่อาศัยมัน เขาคงต้องไปทำงานสาย และถูกเจ้านายด่า ถูกไล่ออก ตกงาน ไม่มีเงิน ไม่มีกิน อดตาย เขาคิดไปเรื่อยเปื่อย ลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ กระดูกลั่นดัง กรุบๆๆ

จากนั้นเดินเข้าห้องน้ำเพื่อปฏิบัติภารกิจประจำวัน เป็นคนโสดไม่มีภาระอะไรอย่างอื่น ไม่ต้องทำอะไรให้ใครกิน ไม่ต้องไปส่งใครที่โรงเรียน ไม่ต้องๆๆๆๆๆๆ ชีวิตช่างสันโดษดีแท้  ได้เงินมาก็ใช้คนเดียว ไม่มีอะไรมาหนักที่คอ นึกชมตัวเองที่คิดถูกตั้งแต่สมัยยังหนุ่มๆ

หลังจากจบการศึกษาระดับวิชาชีพชั้นสูง ทางสายช่าง สุชัยได้ทำงาที่โรงงานแห่งหนึ่งแถบชานเมือง จากนั้นก็เปลี่ยนที่ทำงานอีก 2-3 แห่งจนมาได้งานที่บริษัทใหญ่และมั่นคงแห่งหนึ่งและทำงานอยู่ที่บริษัทนี้จนถึงปัจจุบัน การเดินทางจากบ้านพักไปถึงที่ทำงานใช้เวลาประมาณ ชั่วโมงเศษๆ...ด้วยรถเก๋งคู่ชีพกลางเก่ากลางใหม่ ส่วนใหญ่จะออกจากบ้านในเวลาไม่เกิน 7 โมงเช้า

สุชัยเป็นคนร่างเล็กใส่แว่นสายตา เพราะสายตาสั้น เป็นคนเงียบๆไม่ค่อยมีปัญหากับใครๆ เรียกตามภาษาชาวบ้านคือเป็นคนใจเย็น ใจดี มีคนรักมากกว่าคนเกลียด การดำเนินชีวิตเต็มไปด้วยความเรียบง่าย พรรคพวกชักชวนไปไหน ถ้าไม่มีธุระจำเป็นอะไร ไม่เคยขัด เพราะตัวคนเดียว จะไปที่ไหน นอนที่ไหนก็ได้ ไม่เป็นเรื่องสำคัญอะไร..

ขับรถมาตามเส้นทางเดิมที่ขับจำเจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เป็นเวลานับสิบปี จนแทบจะจำทุกสิ่งที่อยู่ตามข้างเส้นทางได้  เปิดวิทยุฟังเพลงโปรด บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยความวุ่นวายสับสนของรถราที่วิ่งกันขวักไขว่บนถนน เสียงเร่งเครื่องเสียงแตรรถ ดังสลับกันไปมา แต่สำหรับสุชัย มันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่รู้สึกหงุดหงิดอะไร มันชินหูชินตาไปแล้ว..

เมื่อถึงสี่แยกไฟแดงแห่งหนึ่ง สุชัยชะลอความเร็วลงเมื่อสัญญาณไฟกำลังเปลี่ยนจากสีเขียวมาที่เหลือง เขาไม่รีบร้อนที่จะขับฝ่าไฟเหลืองไป จึงเหยียบเบรก เพื่อหยุดรถ... ..
ทันใดนั้นต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อมีเสียงยางรถบดกับถนนเสียงดังสนั่น เมื่อเงยหน้ามองไปที่กระจกเพื่อมองหลัง มองเห็นหน้ารถโดยสารสองแถวหกล้อ วิ่งทื่อเข้ามาจนเกือบชิดที่ท้ายรถ จากนั้นเสียงแตรรถดังรัวก้องขึ้นมา มันแสดงถึงอารมณ์คนขับรถที่โมโหสุดขีด...

สุชัยตกใจไม่น้อย เขาไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ทำอะไรไม่ถูก.เปิดกระจกด้านข้างเพื่อหันหน้าไปดู ไม่ใช่เพื่อไปหาเรื่อง เพียงแต่ต้องการขอโทษเจ้าคนขับขี้โมโหคนนั้น ..
แต่อีกฝ่ายไม่คิดแบบนั้น เขาคิดว่าไอ้แว่นหน้าจืดหันไปมองหน้าเพื่อหาเรื่อง มันชะโงกหน้าออกมา ยื่นมือชี้มาที่สุชัย แต่ไม่ใช่มือเปล่า มีรองเท้าข้างหนึ่งอยู่ที่มือ พลางชี้โบ้ชี้เบ้ไปมา ทั้งยังมีเสียงด่า มาให้ได้ยิน
สุชัยรีบหันหน้ากลับ และภาวนาให้ไฟเขียวขึ้นมาเร็วๆ  พอไฟเขียวขึ้น รีบออกรถและพยายามหาจังหวะชิดซ้ายเพื่อให้รถเจ้ากรรมคันนั้นแซงออกไป แต่ผิดคาดเพราะมันยังขับจี้ตามมา ไม่ยอมแซงตามที่สุชัยต้องการ  ทั้งยังบีบแตรไล่อีก เหมือนแกล้งและหาเรื่อง..

ในสภาวะคับขันทำอะไรไม่ถูก เพื่อให้เรื่องร้ายผ่านไป สุชัยรีบเปิดไฟเลี้ยวซ้ายเพื่อจอดชิดที่ว่างริมถนน และพยายามไม่หันหน้าไปมอง เพื่อให้รถคันหลังแซงไป...
แต่สถานการณ์ไม่เป็นดังใจ คันที่แซงผ่านไปไม่ใช่รถคู่กรณี หากแต่มีเสียงกดคันเร่งเบิ้ลเสียงดัง บึมๆๆอยู่ที่ด้านหลังรถ มันไม่ยอมแซงแต่กลับขับมาอยู่ที่ท้ายรถของสุชัย ใจของเขาเต้นโครมครามเพราะรู้ว่าเหตุการณ์ร้ายคงจะต้องเกิดขึ้นในเวลาอีกไม่ช้า

สุชัยพยายามมองหาผู้คนหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจในบริเวณใกล้เคียง แต่ต้องผิดหวังเพราะไม่มีใครให้ความสนใจอะไร ทั้งไม่มีเงาของเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เห็น

เขาจะทำยังไง ?

“ปัง..” เสียงดังอันเกิดจากมีบางอย่างมากระทบกับประตูรถด้านข้างคนขับ

สุชัยต้องหันไปมอง เห็นเจ้าคนขับรถสองแถว ตัวดำรูปร่างสูงใหญ่ ใส่หมวกไหมพรมที่หัว ในมือถือมีดดาบเล่มโตขาววับ มันกำลังใช้เท้าถีบมาที่ประตูรถของเขา มือที่ถือดาบชูขึ้นเหมือนพร้อมรบ หน้าตาบอกบุญไม่รับ
ไม่มีอย่างอื่นทำที่ดีกว่านี้ ถ้าลงไปเขาคงแย่แน่ จึงลดกระจกลง

“ไอ้ เหี้ย ! มึงขับรถภาษาพ่อมึง เหรอ ! ออกมาเลย ไอ้สัตว์” เสียงด่าจนแสบหู ไม่พูดเปล่ามันเอื้อมมืออีกข้าง มาที่ประตูรถพยายามดึงประตูรถออก

 “ขอโทษครับพี่ ผมไม่ได้ตั้งใจ ขอโทษจริงๆ”  สุชัยยกมือไหว้อันธพาลคราวลูก

“ขอโทษ ซ่นตีน เล่นเอากูเกือบชน”  มันตะโกนใส่หน้าสุชัย

ไม่ทันได้ระวังตัว หมัดข้างหนึ่งของอ้ายดำตัวใหญ่ซัดเปรี้ยงมาที่ครึ่งปากครึ่งจมูกของ สุชัย ความแรงและหนัก ทำให้เลือดที่ปากและจมูกทะลักออกมาตามหมัด สมองมึนงง.ไปชั่วขณะ..เพราะเหตุการณ์มันเกิดขึ้นรวดเร็วจนตั้งรับไม่ทันนึกไม่ถึง ..เท่านั้นยังไม่พอมันยังตบเข้าที่บ้องหูเขาอีกหลายครั้ง จนไม่รู้ถึงความเจ็บปวดเพราะประสาทด้านชาไปหมด  สักพักยังได้ยินเสียงของแข็งกระกับหลังคารถซึ่งอยู่ตรงหัวของเขา ดังปึกๆๆอีกหลายครั้ง อันเกิดจาก เจ้าอันธพาลใช้มีดดาบฟันไปบนหลังคารถ ..
เมื่อระบายอารมณ์จนหนำใจ มันเดินกลับ.ไปที่รถ แล้วขับออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น.

สุชัยถอนหายใจหลังเหตุการณ์ร้ายผ่านไป เอามือลูบที่ปาก พร้อมหยิบแว่นตาที่ตกอยู่บนพื้นรถมาใส่ เจ็บจนระบมเหมือนปากกับจมูกจะบวมพองออกมา แม้จะเจ็บจนคิดอะไรไม่ออก แต่สิ่งที่เกิดกับความคิดของเขาโดยอัตโนมัติในขณะนี้ คือ ความแค้น มันเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาคิดว่าเกือบทุกคนที่ถูกรังแกโดยไม่มีเหตุผล จะต้องคิดแบบนี้…เรื่องราวแค่เล็กน้อย แต่สิ่งที่ได้รับมันเกินรุนแรงเกินไป และมันสามารถจุดประกายบางสิ่งบางอย่างในตัวเขาโชติช่วงออกมา... เขาเพ่งสายตามองตามรถสองแถว และจดจำสิ่งต่างของรถให้มากที่สุด โดยเฉพาะทะเบียนรถ รีบจดลงในกระดาษ. และสาระสำคัญคือตัวอักษรด้านข้างรถ ที่ระบุต้นทางปลายทางที่รถโดยสารคันนี้วิ่งประจำ ทั้งยังมีหมายเลขประจำวินอีกด้วย........ความคิดด้านร้ายได้เริ่มทำงาน มันเป็นเพียงแค่เริ่มต้น ...

“ไอ้ ฉาด” เขาสบถด่าออกมาฟังไม่ชัดเพราะปากบวม จนลิ้นคับปาก..

“พี่ๆๆ” เสียงเรียกจากด้านข้างรถ...

สุชัย ผวารีบเบี่ยงตัวไปทางซ้ายอย่างรวดเร็ว..มือสองข้างยกขึ้นกุมที่หัว ด้วยความตกใจ

“พี่ครับ ผมพลเมืองดี พี่เป็นอะไรหรือเปล่า? เดี๋ยวผมจะเรียกรถมูลนิธิฯให้” พร้อมเอื้อมมือมาเขย่าที่ตัว
                                     
                                              ****************
“อ้าวสุชัย ไปทำอะไรมา ปากเป็นครุฑแบบนั้น วันนี้มาสายด้วยนะนี่” หัวหน้าสุชัยทักด้วยความห่วงใยและตำหนิไปในตัว

เขาไม่อยากพูดมากเพราะเจ็บปาก บอกเพียงว่าประตูรถมาโดนปาก ไม่ว่าเจอใครทุกคนจะต้องทักต้องถามกันวุ่นไปหมด สิ่งเหล่านี้ทำให้ความแค้นของสุชัย เพิ่มเป็นทวีคูณ

“กูเป็นคน ไม่ใช่ กระต่ายหรือแมว ที่มึงจะตบตีเล่นเป็นของสนุก กูแก้แค้นแน่ อ้ายเบื๊อก” เขานึกอยู่ในใจ แต่หน้าตาฝืนยิ้มให้กับพรรคพวก

ความสงบสุขในจิตใจสุชัย ถูกทำลายลงไป ความคิดมีเพียงการรอคอยชำระแค้น บางครั้งเขาคิดว่าไม่ควรจองเวรจองกรรม อโหสิกันไป แต่ไม่สามารถชนะจิตใจเบื้องต่ำได้ เขาไม่ได้คิดว่าการทำบางสิ่งบางอย่างลงไป อาจทำให้อนาคตต้องดับวูบลง ต้องติดคุกติดตะราง หรืออาจเสียท่า จนถึงแก่ชีวิตก็ตาม

และความชั่วก็ชนะความดี สุชัยเล็งหาซื้อปืนเถื่อน เขาเลือกเส้นทางนี้แล้ว..

สุชัยเปลื่ยนแปลงตัวเองจากหน้ามือเป็นหลังมือ เก็บตัวมากขึ้น ห่างเหินจากเพื่อนฝูงจนผิดสังเกต ไม่ไปสังสรรค์เฮฮาเหมือนเคย หนวดเคราขึ้นเต็มใบหน้า ใส่คอนแทคเลนส์แทนแว่นสายตา  ธรรมดาวันหยุดเขามักไปเที่ยวหาพรรคพวก เพื่อสังสรรค์เฮฮา แต่เขางดทั้งหมด เพื่อต้องการสืบหาเจ้าของรถเจ้ากรรมคันนั้น ไอ้ดำร่างใหญ่ ลักษณะของมันหน้าตาท่าทางของมัน เขาไม่มีวันลืม สุชัยมักไปที่ท่ารถ บ่อยๆ เพื่อเผ้าดูพฤติกรรมของมัน บางครั้งก็นั่งรถของมันด้วย เจอหน้ามันจังๆ แต่มันก็จำเขาไม่ได้..
สุชัยเคยไปนั่งที่ท่ารถที่ไอ้ดำวิ่งวินอยู่ ทำให้รู้ว่าไอ้นี่เป็นคนเกเร มักมีเรื่องกับเขาไปทั่วไม่เว้นแม้พวกวิ่งรถด้วยกัน  มันเป็นตัวแสบ ไม่มีใครอยากมีเรื่องกับมัน

ยิ่งเห็นหน้าท่าทางของไอ้ดำ  ความแค้นก็ยิ่งกำเริบมากขึ้นจนแทบอดใจไม่ไหว แต่ต้องอดทนเอาไว้ ต้องใช้สมองให้มาก ..

ใช้เวลาพอสมควรในการสืบหาพฤติกรรมของมัน แผนการถูกกำหนดขึ้น ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ที่วัดแห่งหนึ่ง สุชัยถวายเครื่องสังฆทานให้กับพระ นั่งพนมมือรับจนพระสวดเสร็จ  อย่ามีเวรกรรมต่อกันเลยนะ ไอ้ดำ ดวงตาของเขาแวววาวเหมือนตาพยัคฆ์...
                                   
                                                  ******************

เวลาที่ข้อมือ บอกเวลา 3 ทุ่มเศษ สุชัยเดินทางด้วยพาหนะมอเตอร์ไซค์ไปถึงยังจุดที่เขาหมายตาเอาไว้ ตรงจุดนี้จะเป็นเส้นทางที่มันต้องขับรถผ่านในเวลา 4-5ทุ่มของ ทุกวันเพื่อเข้าบ้าน แต่เขาไม่เคยตามไปถึงบ้านเพราะอาจเป็นพิรุธ เส้นทางนี้แยกจากซอยไปอีกและบริเวณนี้เป็นที่เปลี่ยวไม่มีบ้านผู้คน เป็นถนนลูกรังมีหลุมบ่อ ทำให้รถใช้ความเร็วมากไม่ได้ ซึ่งเหมาะแก่การทำงาน  จุดที่ซุ่มอยู่จะตรงกับด้านขวาของรถเป้าหมาย ด้านคนขับ ระยะแค่ 4 เมตร ไม่ควรพลาด เพราะเขาได้ไปฝึกยิงปืน ที่สนามยิงปืนจนชำนาญ

สุชัยนั่งอยู่บนเบาะรถซึ่งจอดอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ถ้ามีรถใหญ่เข้ามาแสงไฟจะสาดเข้ามาก่อน เป็นการเตือนให้รู้ว่าเหยื่อกำลังมา ขนาดของไฟและเสียงเครื่องรถเป็นสิ่งที่สุชัย จดจำไว้หมด เพื่อไม่ให้งานพลาด..
จุดบุหรี่อัดควันมรณะเข้าปอด ความมืดความเงียบ ทำให้ความคิดล่องลอยว่างเปล่า หวนนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมา ที่เขาต้องมาลำบากยุ่งยากแบบนี้ไม่น่าเชื่อว่า เหตุจากเรื่องไม่เป็นเรื่อง จากจุดเล็กๆมันสามารถขยายบานปลายไปจนถึงเรื่องคอขาดบาดตาย คิดว่าเรื่องแบบนี้ทำไมมันมาเกิดกับเขาได้อย่างไร เขาไม่มีความผิดอะไรเลย มันเป็นความสูญเปล่าไม่มีประโยชน์อะไร คนหนึ่งอาจตายและอีกคนต้องหนีระหกระเหิน หรือติดคุก หรือโดนตามล่า เป็นไปได้ทั้งนั้น
สถานการณ์อาจจบลงด้วยดี ถ้าใช้สติ แต่อย่างว่ามนุษย์มีสมอง มีความเจ็บมีความปวด ย่อมระงับความรู้สึกไม่ได้ ถ้าทุกคนสามารถระงับได้ บ้านเมืองคงสงบสุขไม่มีเรื่องมีราวที่เดือดร้อนวุ่นวายเหมือนทุกวันนี้..

แสงไฟสว่างวาบมาแต่ไกล ดีดกันบุหรี่ลงพื้นใช้เท้าเหยียบจนแบบติดดิน เงี่ยหูฟังเสียงรถ ใช่แล้ว ไม่ผิดคันเสียงเครื่องดีเซลหลวมๆมันดังติดหูตั้งแต่วันแรกที่เขาโดน ตึ๊บ...

เบี่ยงตัวมายังหลังต้นไม้ใหญ่ หยิบทูตมรณะจากเอว ตรวจกลไกเพื่อพร้อมการใช้งาน หัวใจเต้นจนแทบบังคับไม่อยู่ ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยฆ่าคน แต่ยังไงก็มั่นใจว่า จะทำได้สำเร็จ เพราะความแค้น อย่างเดียว..
เสียงรถเริ่มได้ยินดังขึ้นเรื่อยๆ รถเคลื่อนตัวไม่เร็วนัก มือขวาถือปืน ส่วนอีกมือหยิบท่อนไม้ขนาดเหมาะมือเตรียมไว้ เพราะวางแผนว่าจะโยนท่อนไม้ใส่หน้ารถเพื่อให้คนขับตกใจ จากนั้นจึงประกบเข้าลั่นไกทันที ต้องยิงสาดไม่น้อยกว่า 5 นัด..เพื่อความแน่นอน..คือตายแน่..

เสียงรถดังเข้ามาใกล้..แสงไฟหน้ารถก็สว่างจ้ามากขึ้นเรื่อยๆตามระยะทางที่ใกล้มากขึ้นจากจุดที่แอบยืน.อยู่.

แอบมองคำนวณด้วยสายตา รถอยู่ห่างไปประมาณ 30 เมตร เตรียมพร้อม หยิบเอาหมวกไหมพรมมาคลุมที่หน้า...

หันสายตาแอบมองอีกครั้ง...

สุชัยลืมตาโพลงด้วยความตกใจ..ความสว่างจาก.แสงไฟหน้ารถ ปรากฏมีเงาดำของคนสองคนวิ่งเข้าหารถ มีเสียงกระจกรถแตก เสียงร้องด้วยความตกใจ ตามด้วยดังสนั่นในความมืด 2 ครั้ง เสียงอัดแน่นดังจนรู้สึกถึงความรุนแรง  แสงไฟที่สาดยาวเบี่ยงเปลี่ยนทิศทางออกไป สักไม่กี่อึดใจ เสียงรถมอเตอร์ไซค์ดังขึ้น ขับเลยผ่านจุดที่เขาซุ่มอยู่หายไปในความมืด..

เสียงรถยนต์เงียบหายไปแต่แสงไฟหน้ารถยังไม่ดับ สภาพของรถเหออกเส้นทางไปทางซ้ายทิ่มอยู่กับต้นไม้ข้างทาง ไม่มีเสียงอะไรให้ได้ยินอีก

เขายัง งงงวย กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสดๆร้อน ..

“อะไรกันวะ” พึมพำเบาๆ ก่อนคว้ารถคู่ชีพบึ่งไปที่รถสองแถวใหญ่..

จากแสงไฟเพียงเล็กน้อยจากหน้ารถ พอให้เห็นเป็นลางๆ ไม่ใช่ใคร ไอ้ดำนั่นเอง กระหน้ารถแตกเป็นรูใหญ่ ประตูด้านคนขับเปิดออก ตัวของมันหล่นลงมากองที่พื้น เลือดไหลออกจากบาดแผล 2 รูตรงหน้าอกด้านขวา 1 รูท้องอีก 1 รู เสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดแต่ไม่ดังมากเพราะความฉกรรจ์ ของบาดแผล เรียกวาสาหัส.

สายตามันเหลือบมองมาที่สุชัย พูดเบาๆพอจับใจความว่า ไอ้ต๋อยกับไอ้น้อย  มันยิงผม ช่วยผมด้วย.มันคงไม่รู้ว่าคนที่มายืนอยู่ตรงหน้าเป็นผู้ซึ่งจะมาปลิดชีวิตของมันเช่นกัน   สุชัยมองดูด้วยสายตาดุดัน มือขยับไปที่เอวจับที่ด้ามปืน..พลางคิดว่า ตายยากตายเย็นจริงๆ
                                 
                                         ******************
สุชัยกลับมาเป็นสุชัยคนเดิม โกนหนวดเครา ใส่แว่นตา  สนุกสนานเฮฮา กับเพื่อนฝูงเหมือนเดิม ภารกิจอันหนักอึ้งได้จบสิ้นลง เขาไม่มีอะไรคาใจหรือหนักใจอะไรอีก

วันนี้เขาปลีกตัวมานั่งดื่มคนเดียวเงียบๆ.. ลมเย็นๆจากชายทะเล มองดูคลื่นกระทบฝั่งเสียงดัง ซ่าๆๆตลอดเวลาไม่มีหยุด ..

เขานึกถึงเหตุการณ์ในคืนหฤโหด

 ไอ้ดำยังไม่ตาย มันคงร้องคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวด สภาพของคนใกล้ตายช่างอดสูนัก  มองดูแล้วไม่ใช่เสือเจ็บแต่เป็นหมาที่โดนควายขวิดจนยับเยิน   ยืนมองด้วยความรู้สึก 2 อย่าง  คืออุ้มมันไปส่งโรงพยาบาล หรือยิงมันซ้ำให้ตายตามที่ตั้งใจ กำลังชั่งใจระหว่างความดีกับความชั่ว คิดว่าคนเช่นนี้เป็นขยะสังคม เมื่อเป็นขยะก็สมควรถูกกำจัดไป มันเป็นคนชั่วโดยสันดานแก้ยังไรก็ไม่หาย .
ในที่สุด ความดีก็ชนะความชั่ว เชาเลือกที่จะพามันไปส่งโรงพยาบาล อาการมันสาหัสมากเพราะเสียเลือด แต่ข่าวสุดท้ายที่ได้รับคือ มันพ้นขีดอันตรายแล้ว .. 

สุชัยสลัดความคิดออกไป..

พลางนึกว่า “ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดี”. ที่ไอ้ดำยังไม่ตาย และเขาได้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้หรือเปล่า ?.แต่อย่างน้อยก็คิดว่าได้สติกลับคืนมา ถ้าคิดอย่างนี้ตั้งแต่ครั้งแรก เขาคงไม่หลงทางไปในวังวนอันนี้ และเป็นโชคดีที่ไม่มีอะไรไปมากกว่านี้ มิเช่นนั้นคงทำนายไม่ได้ว่าชีวิตของเขาจะหักเหไปทางใด....


 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 25, 2016, 07:45:44 pm โดย Rass » บันทึกการเข้า
SKGuerra
Newbie
*
กระทู้: 11


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2015, 07:52:41 am »

[color=เขียนได้ดีมากค่ะคุณราสส์ โดนใจอย่างจัง เพราะพี่เพ็กกี้ก็เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ตามประสาคนที่ยังตัดกิเลสไม่ได้ แต่ว่า...มันก็มีเหตุการณ์หลายอย่างที่ทำให้เราไม่ต้องทำบาป เรียกว่าธรรมะจัดสรร ธรรมะก็คือธรรมชาติ กฎของธรรมชาติก็ลงโทษผู้ประพฤติไม่ดี ไม่มีใครหลีกเลี่ยงกรรมได้พ้น เหมือนตัวละคร
ในเรื่องของคุณ

การโดนทำร้ายเจ็บกายไม่นานก็หาย แต่เจ็บใจนี่ซิมันหายยากมาก เหตุการณ์ที่เกิดกับตัวเอง(อย่างน้อย)สองครั้ง ทำให้ตัวเราสงบลงได้เยอะ และเห็นสัจธรรม สองรายที่จะยกตัวอย่างพูดจาให้เจ็บใจ เราก็ด่าตอบไปแล้ว แต่ยังไม่สะใจ คิดอยู่เสมอว่าจะต้องเอาคืนให้มากกว่านี้ นี่แหละกิเลสมนุษย์เวลาถูกกระทำก็มักจะคิดว่ากรูจะเอาคืนสักสิบเท่า แบบนี้ไม่ดีนะคะอย่าเอาอย่า


รายแรกเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งหลังจากมีเหตุพิพาทกันประมาณหกเดือน ก่อนตายเขาทรมานมาก เป็นมะเร็งที่กระดูกระยะสุดท้าย ปวดไปทั้งตัว นอนลงก็ไม่ได้ ต้องนั่งหลับบนรถเข็น ก่อนเขาเสียชีวิตประมาณหนึ่งสัปดาห์ พี่เพ็กกี้โทรศัพท์ไปเมืองไทย (ผู้ตายเป็นฝรั่งยอยู่เมืองไทย พี่เพ็กกี้อยู่เมกา) เพื่อนขอเขารับสาย พี่เพ็กกี้ฝากบอกเขา แปลเป็นไทยได้ว่า "ขอให้ยูผ่านพ้นไปได้ด้วยดี อย่าให้เจ็บปวดไปมากกว่านี้" อโหสิกรรมกันนะ เพื่อนบอกว่าเขายิ้มรับทั้งๆที่มีอาการปวดมาก ถ้าจะบอกว่าขอให้หายเร็วๆฟังดูแล้วมันสะตอเบอรรี่ไปหน่อย เจ้าตัวเขาก็รู้ตัวเองดีอยู่ว่าจะไม่รอด เราก็พยายามกลั่นกรองคำพูดให้ออกมาเป็นกลางๆ เฮ้อ...

อีกรายหนึ่งมีจุดจบด้วยการติดคุก เรื่องคดีความไม่เกี่ยวกับพี่เพ็กกี้ เขามีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับคนอื่น และหญิงสาวคู่กรณีเขาเอาเรื่องจนถึงที่สุด เหตุเกิดประมาณหกเดือนหลังจากที่พิพาทเช่นเดียวกัน พอได้ยินข่าวไม่ได้สมน้ำหน้าเขาเลย คิดเพียงว่า โธ่ไม่น่าเลย นำเรื่องพวกนี้มาเล่าเป็นอุทาหรณ์นะคะ เตือนตัวเองเสมอให้มีสติ โกรธได้ แต่อย่าทำร้ายคนอื่น
บันทึกการเข้า
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2015, 05:48:54 pm »


...ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ตัวเราครับ...ถ้าเราไม่วิ่งไปหากรรม   เราก็ไม่เดือดร้อน...

..แต่บางคนอาจบอกว่า....กรรมมันอาจวิ่งมาหาเรา....

..จึงทำให้คิดว่า ทุกคนต่างมีกรรม....มีชีวิตอยู่เพื่อใช้กรรม   แล้วแต่ว่ากรรมมากหรือน้อย   

..สรุปว่า...พยายามใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังเป็นดีที่สุดครับ .....รู้สู้..รู้หลบ.....รู้คิด  รู้อภัย...
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF