www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: บทที่ 16 ลัเลใจ  (อ่าน 948 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
SKGuerra
Newbie
*
กระทู้: 11


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: มิถุนายน 30, 2015, 08:35:41 am »

หลังจากที่เจอคุณนาถแล้ว แตงก็ครุ่นคิดถึงสิ่งที่คุณนาถพูดเรื่องเงินประกันชีวิตของคุณกร ถึงแม้ว่าตอนที่คุณกรยังมีชีวิตอยู่เขาจะไม่ได้แสดงความรักใคร่แตงมากนัก แตงรู้อยู่เต็มอกว่าคุณกรไม่ได้รักแตง แต่เป็นเพราะความรับผิดชอบ ชาลีเป็นลูกของคุณกร ลูกที่คุณกรไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสจะมีด้วยซ้ำ คุณกรแสดงความห่วงใยถึงอนาคตของชาลีโดยการใส่ชื่อชาลีเป็นผู้รับผลประโยชน์ร่วมกับเมียของเขา

   คืนนั้นแตงนอนกระสับกระส่ายทั้งคืน คิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรดี เงินประกันชีวิตเป็นของชาลีโดยชอบธรรม เพราะผู้ตายระบุไว้อย่างชัดเจน แต่แตงจะทำอย่างไรถึงจะเอาเงินจำนวนนี้มาได้ ชาลีโตขึ้นทุกวัน ต้องกินต้องใช้มากขึ้น ลำพังเงินเดือนอันน้อยนิดของแตงจะเลี้ยงลูกให้รอดได้หรือไม่แตงก็ยังไม่แน่ใจ
   แตงเผลอหลับไปตอนใกล้รุ่ง แต่ก็นอนได้ไม่เต็มตา เพราะต้องตื่นขึ้นมาดูแลหาอาหารเช้าให้ชาลีกินก่อนเขาไปโรงเรียน เจออุไรเพิ่งกลับมาจากทำงาน อุไรบอกว่าคืนนี้เธอหยุดไม่ต้องไปทำงาน จะรอจนกว่าแตนจะกลับจากทำงาน อุไรมีเรื่องจะคุยด้วย แตงก็เลยบอกว่าแตงเองก็มีเรื่องอยากคุยกับอุไรเหมือนกัน

   วันนั้นทั้งวันแตงทำงานอย่างไม่เป็นสุขนัก เพราะนอนไม่เต็มอิ่ม ไหนยังจะหมกมุ่นครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรกับเงินประกันชีวิตของคุณกร ช่วงเบรคตอนบ่ายสามโมง แตงกลับบ้านเพื่อเตรียมอาหารเย็นให้ชาลี แตงเผลอหลับไป ตื่นขึ้นมาอีกทีก็เกือบห้าโมงเย็น แตงรีบร้อนกลับไปที่ร้าน โชคดีที่เจ้าของร้านออกไปซื้อของยังไม่กลับ แตงเลยรอดตัวไปไม่ถูกด่าว่ากลับมาสาย

   กว่าจะกลับถึงบ้านคืนนั้นก็ปาเข้าไปห้าทุ่มครึ่ง อุไรรอแตงอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าจะทั้งเหนื่อยและง่วงแต่แตงก็ต้องฝืน เพราะมีเรื่องสำคัญอยากคุยกับอุไร อุไรเริ่มก่อนว่า “ฉันได้งานใหม่ เป็นงานกะกลางวัน เริ่มเจ็ดโมงเช้า แต่ฉันก็ต้องใช้เวลาเดินทางครึ่งชั่วโมง เลิกงานบ่ายสาม กว่าจะกลับมาถึงก็คงสักบ่ายสามครึ่ง ฉันจะได้มีเวลาดูชาลีจนกว่าเธอจะกลับมา”
   “ดีใจจังเลย เธอก็ไม่ต้องอดหลับอดนอนอีกแล้วซิ นอนกลางวันมันไม่เหมือนกับนอนกลางคืนนะ”  แตงรู้สึกยินดีด้วย
   “นั่นซิ นอนกลางวันมันไม่เต็มอิ่มเหมือนนอนกลางคืนนะ ว่าแต่เธอมีอะไรอยากจะปรึกษาฉันรึ”
   “คุณกรทำประกันชีวิตใส่ชื่อชาลีเป็นผู้รับผลประโยชน์คนละครึ่งกับเมียเขา ฉันจะทำยังไงดีล่ะ”
   “คุณกรเคยบอกเธอไว้หรือเปล่าว่าทำประกันไว้กับบริษัทอะไร”
   “ไม่ เขาไม่เคยพูดอะไรเลย”
   “แล้วเธอรู้เรื่องเงินประกันมาจากใครล่ะ”
   “เผอิญได้ยินเมียคุณกรพูดกับเจ๊หวิน เมื่อวานนี้เมียคุณกรไปที่ร้าน แต่เขาคลับคล้ายคลับคลาว่าจำฉันได้ แต่ฉันเลี่ยงเดินหนีไปเสียก่อน”
   “เธอเคยเจอเขาที่ไหนล่ะ แล้วเขารู้ไหมว่าเธอเป็นอะไรกับคุณกร”
   “เคยเจอเขาไปทำบุญกับคุณกรที่วัดไทย ฉันไปวัดกับป้าจวน ตอนนั้นเขาไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร”
   “ก่อนอื่นเธอต้องสืบให้ได้ก่อนว่าคุณกรซื้อประกันไว้กับบริษัทอะไร”
   “ฉันจะสืบยังไงล่ะ”
   “ถ้าเป็นฉัน ฉันจะเข้าไปพบเมียคุณกร”
   “อุ๊ย ไม่เอาหรอก” แตงอุทานอย่างตกใจ
   “ถ้าไม่ถามจากเมียคุณกรแล้วเธอจะได้ข้อเท็จจริงจากไหนล่ะ ถ้าเป็นฉัน ฉันจะเข้าไปแสดงตัวบอกว่าเป็นแม่ของชาลี”
   “โอ๊ย ฉันไม่กล้า กลัวเขาด่าเอา”
   “เธอนี่ก็แปลก เธออยู่กับคุณกรมาร่วมสิบปี แต่เธอไม่เคยกลัวว่าเมียเขาจะรู้ ตอนนี้คุณกรก็ตายไปแล้ว เขาจะมานั่งหึงหวงอะไร อีกอย่างหนึ่งเขาก็ได้เงินประกันด้วย”
   “ฉันไม่รู้ว่าเขาจะมีปฏิกิริยาอะไรบ้างถ้าฉันแสดงตัว แล้วฉันก็ไม่รู้ว่าจะไปตามเขาได้ที่ไหน”
   “ลองถามเจ๊หวินดูซิ เขาเคยเป็นหุ้นส่วนกันไม่ใช่หรือ”
   “ฉันไม่อยากให้เจ๊หวินรู้เรื่อง เจ๊หวินไม่รู้ว่าฉันเคยเป็นเมียคุณกร”
   “ถ้าเธอมัวแต่กลัวเธอก็จะไม่ได้เงินให้ลูก เมียคุณกรไม่มีสิทธิขัดขวางในเมื่อในกรมธรรม์ระบุไว้ชัดเจนว่ามีผู้รับผลประโยชน์ถึงสองคน ข้อสำคัญเธอต้องมีหลักฐานว่าชาลีเป็นลูกของคุณกร”
   “เอ้อ...ฉันไม่มีหลักฐาน”
   “อ้าว ก็สูติบัตรของชาลีไงล่ะ”
   “ฉันไม่มี รู้สึกว่าจะอยู่ที่คุณกร”
   “เฮ้อ...............” อุไรถอนใจอย่างเอือมระอา “สรุปว่าเธอไม่รู้อะไรสักอย่าง ไม่เคยสนใจจะรับรู้ ว่างั้นเถอะ”

   ถึงตอนนี้แตงร้องไห้ออกมาอย่างอัดอั้น รู้สึกโมโหตัวเองที่ไม่เคยสนใจอะไรเลย พอถึงเวลาจำเป็นก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อุไรเองถึงแม้จะระอาความซื่อบื้อของแตง แต่ก็อดสงสารไม่ได้ “เอาเป็นว่าเธอลองรวบรวมความกล้าถามเจ๊หวินว่าเธอจะเจอเมียคุณกรได้ที่ไหน”
   “แล้วถ้าเจ๊หวินซักฉันว่ามีธุระอะไรกับคุณนาถ จะให้ฉันตอบว่ายังไง”
   “อืม... เอางี้ อ้างว้าป้าจวนส่งข่าวมาถึงเมียคุณกร ถ้าเจ๊หวินซักมากเข้าก็บอกปัดไปว่าป้าเขาฝากจดหมายถึงเมียคุณกร เธอไม่รู้ไม่ได้อ่าน โอเคไหม”
   แตงยังลังเล แต่เมื่อถูกอุไรคาดคั้นมากๆเข้าก็แบ่งรับแบ่งสู้ “ฉันจะลองดูนะ”

   กว่าแตงจะรวบรวมความกล้าพูดกับเจ๊หวินก็สายเกินไปแล้ว เจ๊หวินบอกว่า “นาถเขาเพิ่งกลับไปเมืองไทยเมื่อวานนี้เอง ก็ยังไม่แน่ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ ถึงยังไงลูกเขาก็อยู่ที่นี่ เขาก็ต้องกลับมาดูลูกเขา มันขึ้นอยู่กับว่าลูกคนเล็กอยู่เมืองไทยได้นานแค่ไหน ถ้าเจ้าคนเล็กไม่ชอบเมืองไทยนาถก็คงกลับมาเมกาเร็วขึ้น”
   แตงรู้สึกผิดหวัง ต่อจากนี้แตงจะไปหาข้อมูลได้จากใคร นี่เป็นเพราะความลังเลชองแตงที่ทำให้เสียเรื่อง

 ความเห็นของผู้เขียน ฟังดูแล้วเหมือนกับว่าแตงจะหมดหนทาง แล้วเรื่องที่อุไรได้งานใหม่ฟังดูแล้วไม่น่าจะเป็นสาระสำคัญ แต่ต่อมามันกลายเป็นจุดหักเหที่พวกเราคาดไม่ถึง
คนต่างชาติในต่างประเทศเป็นแบบแตงเยอะค่ะ บางคนอยู่เมการ่วม40ปี แต่ภาษาอังกฤษยังไม่กระดิกหูก็มี ต้องอาศัยจมูกคนอื่นหายใจอยู่ตลอดเวลา เรื่องจริงค่ะ มีอยู่ในทุกประเทศไม่เฉพาะในอเมริกาแห่งเดียว คือไม่สนใจรับรู้สังคมและสิ่งแวดล้อมที่ตัวเองอาศัยอยู่
บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 17, 2015, 09:42:47 pm »

ก่อนหน้านี้ก็อ่านทางมือถือไปแล่้วค่ะ แต่ไม่ได้เข้าระบบ ด้วยความกระหายใคร่รู้ว่า อนาคตของแตงจะเป็นเช่นไร และได้คุยกับคุณเพ็กกี้ใน Inbox ไปแล่้ว แต่ดูเหมือนคุณเพ็กกี้ยังไม่ได้อ่าน เลยวันนี้มีโอกาสเข้ามาเม้นท์ในคอมพ์ ค่ะ

ตอนที่ 16 นี้ สอดแทรกความคิดเห็นของผู้เขียนไว้ด้วยแหละ อิๆ ทีนี้ผู้อ่านของแสดงความคิดเห็นบ้างนะคะ แตงช่างเป็นคนที่ไม่สนใจอะไรเลยสักอย่าง แบบนี้ลำบากแน่ อ่อนอกอ่่อนใจกับเธอจริงๆ ไม่พัฒนาเพื่อความอยู่รอดเลยนะคะ ไอ้เรารึก็เอาใจช่วยมาตั้งแต่ตอนแรกเลย แล้วนี้จะทำอย่างไรดี จะได้เงินประกันมั้ยเนี่ย


กระซิบนิดค่ะ คุณเพ็กกี่้เลงตอนที่ 16-17 ผิดห้องหรือเปล่าคะ หาตั้งนานกว่าจะเจอ
ค่ะ 
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF