www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: บ้านข้างเคียง  (อ่าน 971 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2016, 06:02:20 am »


บ้านข้างเคียง...

ราสส์ กิโลหก

“ขาย”

ข้อความสีแดงตัวใหญ่มองเห็นชัดเจน บนแผ่นป้ายขนาด 0.50 เมตร คูณ 0.50 เมตร ติดอยู่ที่ประตูไม้บานใหญ่สีเขียวขี้ม้า หน้าบ้านหลังหนึ่ง ด้านล่างของคำว่าขาย มีหมายเลขโทรศัพท์อยู่ด้วย

ข้อความบนป้ายสะกิดใจผมทันที เป็นเพราะผมต้องการหาซื้อบ้านอยู่พอดี ความจริงผมไม่ได้ตั้งใจจะมาที่นี่ เพียงแต่มีธุระกับเด็กรุ่นน้องคนหนึ่ง แต่หาบ้านมันไม่เจอ  มันคงให้ที่อยู่ไว้คลาดเคลื่อนจึงทำให้หลงเข้ามาที่ซอยแห่งนี้ และที่ประจวบเหมาะก็
คือธุระของผมก็คือให้มันหาบ้านมือสองให้สักหลัง เพราะมันเป็นคนพื้นที่ของอำเภอนี้ ส่วนผมเป็นคนต่างถิ่นแต่อยากมีบ้านสักหลังเพราะชอบบรรยากาศของที่นี่

ผมลืมนึกถึงเรื่องตามหาเจ้าเด็กรุ่นน้องชั่วขณะ  ชะลอรถมองดูด้วยความสนใจ จอดรถแอบข้างทางซึ่งเป็นถนนลูกรัง พร้อมเดินลงจากรถตรงไปที่หน้าป้ายดังกล่าว สอดสายตาหาที่กดออดเพื่อจะพุดคุยกับเจ้าของบ้านหลังนี้สักหน่อย เพราะทำเลถูกใจโดนใจ รู้สึกชอบใจบ้านหลังนี้ขึ้นมาทันที

มองหาออดไม่มี แต่ด้านข้างๆประตูไม้ มีกระดิ่งอันเล็กๆแขวนอยู่ จับมันเขย่าจนเกิดเสียงดัง แคร้งๆๆๆๆยืนรอสักพัก ไม่มีอะไรแสดงให้เห็นว่ามีการรับรู้เสียงกระดิ่ง ผมเขย่าอีก แต่เงียบเหมือนเดิม
บริเวณหน้าบ้านเป็นรั้วคอนกรีต สูง 1.5 เมตร ยาวตลอดแนว ประตูเข้าออกเป็นบานไม้ขนาดใหญ่ 2 บานประกบกัน ความกว้าง บานละ 2 เมตร เป็นประตูติดบานพับขนาดใหญ่ ใต้บานประตูเป็นล้อเลื่อน การปิดเปิดใช้ดันเข้าไปในตัวบ้าน

เมื่อเขย่ากระดิ่งไม่ได้ผล ผมจึงชะเง้อมองผ่านรั้วเข้าไปในตัวบ้าน อยากจะตะโกนเรียกคนในบ้าน แต่ก็เปลี่ยนความตั้งใจใหม่ เมื่อแลเห็นสภาพภายในบริเวณบ้าน ทำให้แน่ใจว่าบ้านหลังนี้ไม่มีคนอาศัยอยู่แน่นอน เพราะภายในรกครึ้มด้วย ต้นไม้วัชพืช ต่างขึ้นกันจนเต็มพื้นที่ โดยเฉพาะตัวบ้าน ซึ่งเป็นบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ 2 ชั้น มีวัชพืชเลื้อยไต่ไปตามผนังบ้าน จนดูน่ากลัว..

ถนนซอยนี้เป็นถนนลูกรัง กว้างประมาณ 5 เมตร ระยะทางจากปากซอยมาถึงหน้าบ้านกะว่าประมาณ 1 กิโลเมตร แต่ยังไม่สุดเพราะปลายซอยไปสุดที่ลำคลอง ซึ่งมีน้ำอยู่เต็มคลอง ที่สำคัญยังมีบ้านอีกหลังอยู่ติดเป็นข้างเคียงกับบ้านที่ผมสนใจจะซื้อ โดยอยู่ถัดไปทางลำคลอง และมีเขตติดคลอง นั่นคือ ถ้าเข้ามาจากปากซอยจะถึงบ้านที่ต้องการขาย แล้วก็บ้านอีกหลังที่ติดคลอง บ้านหลังที่ติดคลองเป็นบ้านไม้สองชั้น แต่ดูสะอาดกว่าแสดงว่ามีคนอาศัยอยู่ เนื้อที่นั้นใกล้เคียงกัน มีรั้วเป็นคอนกรีตเหมือนกัน

บริเวณนี้เป็นปลายซอย มีบ้านที่ว่าเพียง 2 หลัง ถัดห่างไปทางต้นซอย จะมีบ้านเป็นหย่อมๆ หย่อมละ 2-3 หลังอยู่ห่างๆกัน นับได้เกือบ 20  หลังถือว่าไม่เปลี่ยวมากนัก แต่สองหลังนี้ออกเปลี่ยวเนื่องจากอยู่ท้ายซอย ซ้ำยังติดคลองอีกด้วย กลางคืนอาจจะดูรกครึ้มน่ากลัว..พอสมควร..

แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่เปลี่ยนใจ รีบจดเบอร์โทร กะว่าช่วงกลางคืนจะโทรไปติดต่อเพื่อขอซื้อ...
                                 
                                                                                     ***********************

ผมเก็บโฉนดและเอกสารที่เกี่ยวข้องต่างๆใส่กระเป๋าเอกสาร หลังจากการโอนกรรมสิทธิ์เรียบร้อย ณ สำนักงานที่ดินฯ ผมไม่ได้เจอหน้าคนขายเพราะมีทนายมาดำเนินการแทน เป็นการซื้อง่ายขายคล่องที่สุด เพราะคนซื้ออยากซื้อ คนขายอยากขาย ไม่มีการเข้าไปดูหรือตรวจสอบบ้านก่อน ผมได้กุญแจเข้าบ้านในวันที่โอนกรรมสิทธิ์ ใครก็หาว่า บ้า  โดยเฉพาะอ้ายป๋องเด็กรุ่นน้อง มัน บ่นเป็นหมีกินผึ้ง ทำนอง ไม่ดูบ้านเสียก่อน เผื่อมีอะไรเสียหายผุพัง จะได้ขอส่วนลดกับเจ้าของบ้านบ้าง

สำหรับผมนั้น เป็นคนไม่ค่อยเรื่องมาก ถ้าชอบใจแล้วถึงไหนถึงกัน อีกทั้งตอนโทรไป ทนายบอกว่าเจ้าของเป็นหม่อมหลวงแก่มากแล้ว อายุ เก้าสิบกว่า ถ้าชักช้าเรื่องมาก แกอาจจะไปสวรรค์ซะก่อน จะกลายเป็นเรื่องมรดก เกิดความยุ่งยากในการโอนกรรมสิทธิ์.. ผมจึงไม่ลังเลอะไร...

ผมให้อ้ายป๋องช่วยจัดการหาคนงานมาทำการถากถางและทำความสะอาดบ้าน เพราะมันเป็นคนในพื้นที่ ถึงแม้บ้านมันจะห่างจากบ้านที่ผมซื้อไปหลายลี้หลายสิบกิโลก็ตาม แต่ก็ถือว่ามันก็เป็นเจ้าถิ่นอยู่ดี ฉะนั้นใช้อ้ายป๋องดูจะสะดวกที่สุด

 หลังทำความสะอาดถากถางเรียบร้อย บ้านก็กลับมาเป็นบ้านอีกครั้ง อายุของบ้านคงหลายสิบปี แต่โครงสร้างดูแข็งแรง ไม่มีส่วนไหนที่แตกหรือผุพังจนน่าเกลียด มีกะเทาะลอกบ้างตามอายุบ้าน อ้ายป่องยุให้ทาสีใหม่แต่ผมไม่เอา  เพราะไม่สนใจเรื่องความสวยงาม ขอให้แข็งแรงเป็นใช้ได้

ลืมบอกไปว่าผมเป็นคนโสดไม่มีครอบครัว และราคาบ้านหลังนี้พอรับได้ ไม่ถูกไม่แพง สำหรับพื้นที่นอกเมืองแบบนี้ และจังหวัดนี้ไม่ใช่จังหวัดท่องเที่ยว ราคาที่ดินจึงไม่แพงมากนัก...
เมื่อการทำความสะอาดเรียบร้อย ผมก็ขนของเข้ามาอยู่ทันที ของผมไม่มีอะไรมาก รถปิคอัพคู่ชีพคันเดียวก็ขนได้หมด

เย็นนี้เก็บของเสร็จ ก็ฉลองกันเสียหน่อย ที่โต๊ะม้าหินหน้าบ้าน อากาศเย็นสุดยอดจริงๆ เป็นกลิ่นไอธรรมชาติล้วนๆ

จนช่วงหนึ่ง

อ้ายป่องเสนอหน้า ว่า

“ พี่จะทำบุญบ้านเมื่อไหร่ จะได้อยู่เย็นเป็นสุข”

 ผมส่ายหัวบอกมันว่า

“ ยังไม่ถึงเวลาโว๊ย !  ไม่ต้องเรื่องมาก รีบๆกินเข้าจะเที่ยงคืนแล้วนะมึง แล้วคืนนี้จะนอนนี่หรือกลับบ้านล่ะมึง”

“นอนนี่ ซิพี่ “  อากาศดีจะตาย  ..
                                     
                                                                                   **************************
ผมนั้นเกษียณอายุราชการแล้ว โดยตำแหน่งสุดท้ายคืออยู่ในพื้นที่นี้ และอ้ายป๋องมีตำแหน่งเป็นอดีตลูกน้องผมเองและถือว่าสนิทกัน เพราะผมเอ็นดูช่วยเหลือมันมาตลอด การเรียกใช้ไหว้วานมันจึงไม่ต้องเกรงใจ อีกทั้งลักษณะนิสัยของมันถือว่าเป็นคนกตัญญูรู้คุณ จึงไม่เสียแรงที่คบมันไว้   

มัวแต่ยุ่งเรื่องจัดการบ้านจึงไม่มีเวลาไปทักทายกับบ้านข้างเคียง คิดว่าวันสองวันนี้จะไปคารวะทำความรู้จักเสียหน่อยในฐานะผู้มาใหม่ 

วันนี้ ตื่นเช้าขึ้นมาผมออกเดินสำรวจรอบบ้าน คิดว่าจะปลูกต้นไม้เพิ่มเติมอะไรดี มองดูนั่นนี่ คิดแผนการไปเรื่อยตามประสาคนไม่มีภาระเรื่องงานเรื่องการ ไม่มีอะไรมารกสมองเหมือนสมัยตอนทำงาน การเป็นโสดเหมือนไม้ที่ปักลงในลำคลองที่กว้างใหญ่ มันดูโดดเดี่ยวเดียวดาย แต่สำหรับผมคิดว่าเป็นการสบายตัว ไม่มีภาระอย่างอื่นให้วุ่นวาย นึกอยากจะทำอะไรก็ทำได้ตามใจ จะไปไหนนอนที่ไหน หรือจะหายหัวไปกี่วันก็ได้เสมอ 

มาถึงจุดนี้แล้วผมถือว่าได้กำไรสำหรับชีวิตที่เกิดมา การจะเป็นหรือตายไม่กลัว ผมยังสูบบุหรี่กินเหล้าตราบเท่าที่ทำได้ แต่กติกาของผมที่ใช้มาช้านานคือไม่กินเหล้านอกบ้านถ้าไม่จำเป็น ผมจะกินเหล้าในบ้านเสมอ มันปลอดภัยด้วยประการทั้งปวง และจะกินเฉพาะตอนเย็นหลังเลิกงาน ไม่มีเพื่อนกินก็กินคนเดียว มีเพื่อนก็กินหลายคน เมาก็นอน ตรงไหนก็ได้บ้านเรา ทุกตารางนิ้วในบ้านปลอดภัยเสมอ......
                                       
                                                                                   **************
ตอนเย็นอ้ายป่อง พาพรรคพวก 2 คน ในมือหิ้วเหล้าพร้อมกับแกล้ม มาหาที่บ้าน แดดล่มลมตกพอดี ไม่ต้องบอกอะไรมาก บ้านผมก็เหมือนบ้านมัน ผมบอกกับมันเสมอ อ้ายป๋องทำหน้าที่แทนเจ้าของบ้านได้อย่างดี ไม่นานทุกอย่างก็พร้อมตั้งวง  ก็ที่เก่าเวลาเดิมโต๊ะหินหน้าบ้านนั่นเอง..

การดื่มกินในครั้งนี้ มีกันหลายคน เสียงคุยกันจึงดังกว่าทุกครั้ง ยิ่งดึกเสียงพูดคุยเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นเรื่อยๆตามปริมาณของเหล้าที่เข้าปาก บรรยากาศเงียบๆแบบนี้ เสียงจะดังก้องในความมืดและเงียบ แต่คนกินคนคุยมันสนุก เรื่องคุยในวงเหล้ามีมากมาย วนไปวนมาได้หลายรอบหลายตลบ ..จนได้เวลาที่สมควรแก่เวลา

วันนี้อ้ายป๋องมีเพื่อนมามันจึงต้องกลับพร้อมเพื่อน วงเหล้าเลิกราเกือบเที่ยงคืน...

ส่งอ้ายป่องกลับแล้ว เข้าบ้านปิดประตูเสร็จ น้ำท่าไม่ต้องอาบ ง่วงเต็มที พอล้มตัวก็หลับ แทบจะทันที..
                                         
                                                                            ***************                   
กำลังหลับเพลินๆเสียงเพลงดัง ตุงๆๆแว่วมาจากข้างบ้าน มันไม่ดังธรรมดาแต่มันดังจนกระจกสั่น ทำเอาผมต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาในยามดึก พลังของเสียงจนรู้สึกว่ามันเหมือนมีอะไรกระแทกที่หน้าอก เกิดอารมณ์ฉุนจนหายง่วง..
หยิบนาฬิกาที่หัวเตียงมาดู ตี 2 เศษๆ แสดงว่าผมหลับตาไปแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น ..

“เป็นบ้าอะไรวะ !” ผมบ่นกับตัวเองเบาๆ

แข็งใจลุกจากที่นอน เงี่ยหูเพื่อหาที่มาของเสียง มันมาจากบ้านข้างเคียงนี่เอง มองผ่านหน้าต่างไปยังบ้านต้นเสียง 

ความจริงตัวบ้านที่ผมนอนไม่ได้อยู่ติดกับบ้านต้นเสียงเสียที่เดียว เพราะที่ดินของเขากว้างกว่าของผม ทั้งตัวบ้านก็อยู่ห่างไปทางริมคลอง มองตัวบ้านแทบจะมองไม่เห็น ทั้งต้นไม้บ้านเขาและบ้านผม แต่กระนั้นเสียงเพลงที่ดังเข้าหูดังมากขนาดนี้ แสดงว่าเขาเปิดเสียงดังมาก

“อะไรกันมาอยู่ไม่ทันไร เจอของดีซะแล้วเรา..” พูดกับตัวเองด้วยความอ่อนใจ..

เสียงดังอยู่ประมาณ 10 นาทีก็เงียบไป.... ผมถอนหายใจ พร้อมกับหนักใจ ผมไม่อยากมีศัตรู เราเพิ่งมาอยู่ใหม่ หรือเรากินเหล้าเสียงดัง แต่มันก็เกินไป  แค่กรูกินเหล้าคุยกันนี่นะ  อารมณ์ผมเริ่มแปรปรวน เพราะทั้งง่วงทั้งเพลีย  แม่ง ! บ้าป่าววะ วิญญาณเพชฌฆาตเริ่มเข้าสิง ..

คิดว่าพรุ่งนี้จะขอไปดูหน้าสักหน่อย  คงเป็นพวกวัยรุ่นเลือดร้อน  จริงๆแล้วเรื่องแบบนี้ผมไม่ค่อยกลัวอยู่แล้วและเคยผ่านเรื่องแบบนี้มาหลายครั้ง...เดี๋ยวเช้าเจอกัน   อ้ายเวร. !.....ความฉุนยังไม่หมด....

ผมรีบตื่นแต่เช้า กะว่าอาบน้ำเสร็จ จะเดินไปที่บ้านข้างเคียงต้นเหตุ ต้องคุยกันเสียหน่อย ถ้าคุยกันไม่ได้ก็ต้องมีปัญหา บ้านเพิ่งมาซื้อ ถอยไม่ได้แล้ว เป็นไงเป็นกัน แต่เพื่อความรอบคอบผมโทรบอกอ้ายป่อง เกี่ยวกับเรื่องเมื่อคืน ..อ้ายป๋องทำตัวเป็นลูกน้องที่ดี มันบอกว่าจะรีบตามมาสมทบ ทั้งยังออกอาการโมโหมากกว่าผมเสียอีก นี่แหละเป็นทั้งเพื่อนกินและเพื่อนตาย คำสุดท้ายก่อนวางหู มันบอกว่า เพื่อความมั่นใจ มันจะเอาของติดตัวมาด้วยกันเหนียว ของๆมันคือปืน...

เมื่อเสร็จภารกิจส่วนตัว ผมเดินมาที่หน้าบ้านต้นเหตุ ประตูรั้วหน้าบ้านเป็นประตูเหล็กสามารถมองเข้าไปในตัวบ้านได้ ส่งสายตามองเข้าไป ไม่เห็นใคร กำลังจะตะโกนเรียก พอดีมองเห็นกริ่งที่มุมเสา
รีบเดินรี่เข้าไปกดทันที เสียงดังกังวานในตัวบ้านทั้งที่ผมยืนอยู่นอกบ้านยังได้ยินชัดเจน กริ่งนี่มันดังดีจริงๆ อันคงใหญ่น่าดู..รอสักพักยังเงียบ จึงกดซ้ำอีกครั้ง เงียบอีก  นึกโมโห..คราวนี้กดรัวเลย....

เห็นผลทันที...

แต่เป็นผลร้าย...เพราะมีเสียงตอบกลับมาดังพอๆกับเสียงกริ่ง...

“อ้าย เอี้ย ! “  เข้าเต็มสองรูหูเลย  เล่นเอาผมทำอะไรไม่ถูก..

“มึง ซิ เอี้ย !” เสียงดังลั่นที่ข้างหูผม เสียงอ้ายป่องนั่นเอง มันมายืนข้างผมตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่ทันเห็น..

สังเกตว่าเสียงที่ด่าออกมา ไม่ใช่เสียงวัยรุ่น เป็นเสียงคนมีอายุ..

“เดี๋ยวยิงหัวแม่ง ! เลย” เสียงเดิมมาจากข้างใน

อ้ายป๋องก็ไม่ลดละ มันท้าให้ออกมานอกบ้าน

“ แน่จริงออกมาเลย เฮ้ย ! อย่าเห่าแต่ในบ้าน ปืนกูก็มี” เสียงอ้ายป่องดังลั่นเพราะความโมโห

ทั้งสองฝ่ายยืนด่ากันไปมา หลายตลบ  จนกระทั่ง..

“ ทนไม่ไหว แล้ว โว๊ย “ เสียงดังออกอาการโมโหสุดขีด

ประตูตัวบ้านซึ่งห่างจากรั้วเหล็ก ประมาณ 20 เมตร เปิดออกมา พร้อมมีคนใส่กางเกงขาสั้นสีขี้ม้า ด้านบนเปลือยเปล่าไม่สวมเสื้อ วิ่งพรวดออกมา ที่สำคัญในมือถือปืนยาวออกมาด้วย
“เฮ้ย ป่องหลบ” พวกเรารีบเบี่ยงตัวหลบไปยืนแอบที่ข้างเสาเพื่อความปลอดภัย อ้ายป่องควักปืนสั้น ขนาด 9 ม.ม. ออกมาจากเอววางแนบที่ข้างตัวเตรียมพร้อม 

พอเห็นผู้ที่วิ่งออกมาเต็มตา ผมนึกสังเวชเพราะ หัวขาวโพลนผมหงอกเต็มหัว อายุคงถึง 60 ปีแน่นอน เขาวิ่งออกมาครึ่งทางพร้อมยกปืนขึ้นเล็ง หน้าตาถมึงทึง......พร้อมกับเสียงดังลั่น ปังๆๆๆๆๆๆ บึมๆๆๆฆ่ามันๆๆๆๆ
แต่เสียงที่ว่าออกมาจากปากแกทั้งนั้น ปืนที่แกถือก็เป็นปืนฉีดน้ำ ที่เขาฉีดเล่นกันในวันสงกรานต์
                                               
                                                                       ***********************
“แก ไปสงครามแล้วสติแตก กองทัพส่งตัวกลับมารักษา แต่ก็ไม่หาย เป็นมาเกือบ 10 ปีแล้วครับ” ชายหนุ่มวัย 40 ปี ในมือของเขามีอาหาร น้ำ และขนมหวาน

“ผมไม่ได้อยู่กับ พ่อ เพราะอยู่กันไม่ได้ ได้แต่เอาอาหารมาส่งตอนเช้า เข้าไปดูทำความสะอาดนิดหน่อย แล้วก็กลับ ต้องขังแกไว้ บ้านผมอยู่ปากซอยนี่เอง ” พูดแล้วก็ไขกุญแจรั้วเหล็กเปิดเดินเข้าไปในบ้าน..

ผมกับอ้ายป่องพากันเดินกลับบ้าน.....”ปืนมึงอยู่ที่ไหน ลูกชายเขาเห็นหรือเปล่า วะป่อง”

ผมมองเห็นอ้ายป่องส่ายหน้าอย่างระอาใจ....

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 13, 2016, 11:15:17 am โดย Rass » บันทึกการเข้า
SKGuerra
Newbie
*
กระทู้: 11


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2017, 10:54:08 pm »

ขอบคุณคุณราสส์มากๆๆๆ ที่มีน้ำใจมาเล่าเรื่องสนุกๆให้ฟัง พี่จะพยายามเข้ามาเล่าเรื่องบ้างนะคะ ตอนนี้พอจะมีเวลาบ้าง
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF