www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: กลัว  (อ่าน 182 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: สิงหาคม 14, 2016, 09:08:21 am »

กลัว...

ราสส์ กิโลหก

รถเก๋งคันงามวิ่งฝ่าความมืด ไปตามถนนสายเปลี่ยว แสงไฟหน้ารถสาดส่องไปข้างหน้า มาลีสาวใหญ่วัย50 ปี ต้องเปิดไฟสูงตลอดเวลา นาฬิกาที่หน้าปัดรถบอกเวลา สี่ทุ่มเศษๆ แต่ในพื้นที่ที่ห่างไกลแบบนี้มันเงียบสงัดจนน่ากลัว  บนถนนไม่มีอะไรให้เห็นสักอย่าง บ้านเรือนข้างถนนก็ไม่มีให้เห็น ท้องฟ้าก็มืดมิดเพราะเป็นวันคืนแรม มันมืดจนรู้สึกว่าบนโลกใบนี้มีเธออยู่เพียงเดียวดาย ผู้คนไปไหนกันหมด มองข้างหน้า หรือมองกระจกหลัง ไม่มีแสงไฟของรถคันอื่นให้เห็น มีแต่ความมืดเปลี่ยว เสียงแอร์ในรถครางเบาๆพร้อมส่งความเย็นเข้าตัวจนหนาว จนเธอต้องเอื้อมมือไปปิด และแง้มกระจกข้างรถลงมาเล็กน้อย อากาศภายนอกที่เย็นเยือกไหลเข้ามากระทบตัวทันที ความเย็นจากธรรมชาติกับความเย็นของเครื่องปรับอากาศช่างต่างกันจนรู้สึกได้   

มาลีใช้ความเร็วไม่มากนักเพราะเธอไม่ชินทางเส้นนี้

การที่ต้องเดินทางมาที่อำเภอซึ่งห่างไกลแห่งนี้ เป็นธุระของเจ้านายของเธอเอง ซึ่งแม้จะไกลอย่างไรเธอก็ไม่อาจปฏิเสธได้ กว่าจะเสร็จธุระ ก็มืดค่ำจะหาที่พักค้างคืนก็ไม่สะดวก จึงจำเป็นต้องรีบเดินทางกลับ แม้สถานการณ์จะไม่ราบรื่นนัก 
มองดูที่หมายเลขหลักกิโลฯข้างทาง อีกหลายสิบกิโลฯ กว่าจะถึงเส้นทางหลัก นั่นหมายความว่าเธอจะสบายใจขึ้น ไม่มีอะไรต้องกังวล เพราะเส้นทางหลักจะมีรถราวิ่งกันไม่ขาดสาย เป็นเหมือนมีเพื่อนในการเดินทาง.

ไฟสูงที่เปิดสว่างจ้า ทำให้แลเห็นต้นไม้ใหญ่ ซึ่งขึ้นทะมึนตามข้างทาง เห็นกิ่งใบปลิวไหวไปตามแรงลม ถ้าเป็นต้นสูงๆ มันเหมือนผีเปรต ที่ยืนโยกตัวไปมา ขนลุกขึ้นมาโดยอัตโนมัติ มันซ่าจนขนลุกไปทั้งตัว  ถ้ามีเพื่อนั่งอยู่ด้วยคงจะดีกว่าที่เป็นอยู่ใน
ขณะนี้ แต่ไนความเป็นจริงเธออยู่คนเดียวในความมืดที่แสนจะน่ากลัว

ด้านข้างหน้าเป็นถนนช่วงโค้งเลาะไปตามแนวเขา แนวไฟสูงส่องเป็นเส้นตรง มองเห็นภูเขาขนาดใหญ่อยู่ข้างหน้า พอรถเข้าโค้ง แนวไฟค่อยๆฉายไปตามหน้ารถที่กำลังเข้าโค้ง ขณะที่เข้าเส้นทางตรง
ทันใดนั้นมีบางสิ่ง เคลื่อนไหวออกมาจากพุ่มไม้ข้างทาง มันเป็นเงาก้อนใหญ่กำลังเคลื่อนตัวมาที่กลางถนนอย่างช้าๆ จนขึ้นมาอยู่บนถนน แต่กลับไม่เดินต่อไป  มันหยุดอยู่กลางถนน ยังหันหน้ามาทางแสงไฟ พอเห็นได้ชัดเจน หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว

“ เฮ้ย ! ควาย” มาลีร้องสุดเสียง ด้วยสัญชาติญาณ ยกขาละจากคันเร่ง มาที่แป้นเบรกกดลงไปอย่างแรง แต่ด้วยความเร็วและระยะกระชั้นชิด เพราะทัศนะวิสัยการมองไม่ดีเนื่องจากเป็นช่วงที่เข้าโค้งพอดี

การบังคับรถให้หยุดก่อนที่จะเข้ากระแทก สิ่งแปลกปลอมที่อยู่ข้างหน้า จึงเป็นได้ยาก เธอต้องตัดสินใจหักพวงมาลัยรถเพื่อหลบเข้าข้างทาง แต่ด้วยความแรงของรถเธอไม่สามารถบังคับให้หยุดเพียงข้างทางได้ ตัวรถได้ไถลลงไปพื้นด้านข้างๆซึ่งต่ำกว่าถนนประมาณ 50 เซนติเมตร ไปกระแทกกับขอบร่องน้ำซึ่งเป็นคอนกรีต ที่ทางการทำไว้เพื่อให้น้ำจากภูเขาไหลออกข้างถนนไม่ให้น้ำเจิ่งไปบนถนน

“โครม !” เสียงดังลั่น พร้อมแรงกระแทก จนทำให้ผู้ขับแทบจะกระเด็นตกจากเบาะรถ

เมื่อทุกอย่างสงบลง มาลีไม่บาดเจ็บอะไร ไฟหน้ารถฉายจ้าเข้าไปในป่าข้างทาง เพราะรถเสียหลัก หันหน้าเอียงจากถนน เสียงเครื่องยนต์ ยังครางอยู่ รถเอียงไปข้างหนึ่งจนรู้สึกได้

สาวใหญ่ใจหายวาบ นึกด่าอ้ายควาย บ้า อยู่ในใจ ยังตำหนิตัวเองที่ไม่ระมัดระวัง จะทำยังไงล่ะทีนี้ รถหัวทิ่มลงไปแบบนี้คงไปต่อไม่ได้แล้ว ในสถานการณ์แบบนี้ต้องมีคนมาช่วยสถานเดียว แล้วมืดค่ำแบบนี้จะมีใครหน้าไหนโผล่มาบ้าง  แต่ถึงอย่างไรก็ต้องช่วยตัวเองก่อน เครื่องยังไม่ดับ ใส่เกียร์ถอยหลัง พยายามถอยรถ เสียงล้อตะกุยดิ้นดังปาดๆๆๆเป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลิ่นเหม็นไหม้ของยางรถแตะจมูกจนฉุน...ต้องหยุดเพราะคิดว่าไม่มีประโยชน์แล้ว

“กรรมเวร ซวยแล้วฉัน”

จะทำยังไงล่ะทีนี้ มืดก็มืด เปลี่ยวก็เปลี่ยว  เปิดประตูรถออกมา เดินมาดูบริเวณด้านหน้ารถ ล้อหน้าด้านหนึ่งกระแทกขอบร่องน้ำที่เป็นคอนกรีตจนแตกกระจาย ล้อด้านนี้บิดจนผิดรูป อาการแบบนี้ถึงเอารถขึ้นมาได้ก็คงไปไม่ได้ เพราะมันคงมีอะไรหักสักอย่าง มองไปทางไหน ก็มีแต่ความมืด มีเพียงแสงสว่างจากไฟหน้ารถ ………………

ขณะเดียวกันมีเสียงดังอื้ออึงมาจากยอดเขา มันเป็นลมพายุฝน ไม่นานลมก็พัดมาถึงตัว ลมเย็นพัดแรงขึ้น แรงขึ้น จนหญิงสูงอายุต้องกอดอก เดินมาหลบที่ข้างรถ อาการแบบนี้เหมือนฝนกำลังจะตก และก็เป็นดังคาด ไม่นาน เสียงฟ้าร้องครวญครางมาแต่ไกล สายฟ้าวิ่งเป็นสายบนท้องฟ้า สลับกันไปมา ลมพัดกิ่งไม้ใบไม้เสียงดังซู่ซ่า ดังก้องในความมืด เพราะบริเวณนี้เป็นเหมือนช่องเขา ความรู้สึกของเธอเหมือนมีคนจำนวนมากตะโกนโห่ร้องกันจนฟังไม่ได้ศัพท์ ...ผมที่หัวปลิวว่อนไปตามแรงลม.. สักพักเสียงฝนซ่ามาจากด้านใดด้านหนึ่ง เสียงมันไล่มาเรื่อยๆ จนใกล้จะถึงตัว มาลี รีบเปิดประตูเข้าไปนั่งในรถ

“ปุงๆๆๆๆ”  เม็ดฝนก้อนโต สาดใส่หลังคารถ ดังลั่น..เม็ดฝนตัดกับแสงไฟหน้ารถเห็นเป็นสายขาวโพลน จนมองอะไรไม่เห็น ไม่มีประโยชน์อะไรกับไฟอีก เธอเอื้อมมือปิดไฟหน้ารถทันที แต่เปิดไฟฉุกเฉินทิ้งเอาไว้ เพื่อให้ใครสักคนที่ผ่านมาจะได้มองเห็น และช่วยเหลือ   

ผู้หญิงตัวคนเดียว ตกอยู่ในสภาพที่สุดจะน่ากลัว ยกมือสองข้างพนม ไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ภาวนาให้มีรถผ่านมาสักคัน มองไปรอบตัวนอกรถมีแต่ความดำมืดสลับเสียงฝนที่ตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง ไม่ลืมหูลืมตา.... .
โทรศัพท์ไง  นึกขึ้นมาได้ ไม่รอช้ารีบหยิบขึ้นมาโทร กดไปที่เบอร์ฉุกเฉินเพื่อขอความช่วยเหลือ กดไปทุกที่ ที่จำเบอร์ได้ ไม่ติดๆๆๆๆ  จนมาติดที่หนึ่ง มาลีถอนหายใจดังเฮือก เมื่อมีปลายทางรับสาย

“มีอะไรให้ช่วยเหลือครับ”  เสียงผู้ชาย

“ดิฉัน ขับรถตกถนน ค่ะ โปรดออกมาช่วยด้วย”

มาลีบอกตำแหน่งไม่ถูก บอกแต่เพียงเส้นทาง ว่าถนนเส้นนี้ใช้เชื่อมจากจังหวัดไปอำเภออะไร

“ครับๆๆ ผมจะให้เจ้าหน้าที่ออกไป” พร้อมขอเบอร์มือถือ มาลีไว้ด้วย.....

ใจชื้นขึ้นมามาก อย่างน้อยก็มีความหวัง มาลีเปิดไฟสูงหน้ารถอีกครั้ง เพราะจะให้มีที่สังเกตมากขึ้น ผู้จะมาช่วยเหลือจะได้มองเห็นได้ชัดเจน...
ขยับเบาะรถเอนลง ทิ้งตัวไปตามเบาะเพื่อผ่อนคลาย ความหวาดกลัวน้อยลง เพราะเชื่อว่าเดี๋ยวต้องมีคนมาช่วย..และคงจะเดินทางมาถึงในระยะเวลาไม่นาน..
เอื้อมมือเปิดวิทยุในรถ เอาเสียงเป็นเพื่อนแข่งกับเสียงสายฝนที่กระหน่ำใส่หลังคารถ...

หลับตาลงเพลียจริงๆๆเพลียกายแล้วยังมาเพลียใจ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

กำลังเคลิ้มๆๆ  มีเสียงหนึ่งดังมาจากถนนด้านหลัง เป็นเสียงรถ เสียงรถจริงๆด้วยแม้จะมีเสียงฝนแต่เสียงเครื่องยนต์ก็ได้ยินได้ชัดเจน แต่เสียงมันดังเหมือนขับด้วยความเร็วมาก

“ทางก็โค้ง ถนนก็ลื่น ทำไมเขาขับเร็วจัง” มาลีหันไปมองมองเห็นลำแสงของไฟหน้ารถพุ่งเป็นสาย และกำลังจะหันมาตามทางเส้นตรง ที่รถมาลีตกถนนอยู่ แต่ผิดคาดเพราะแสงไฟไม่หันมาตามถนน มันพุ่งตรงดิ่งไปข้างหน้า..
พระเจ้าช่วย ทำไมรถไม่เข้าโค้ง...

“เปรี้ยง  โครม  เคร๊งๆๆๆๆ” เสียงมันดังยิ่งกว่าฟ้าผ่า เพราะตัวรถวิ่งเข้ากระแทกสันเขาอย่างแรง ด้วยความเร็วของรถ แรงกระแทกยังไม่หมด ตัวรถยังกลิ้งไถลจากสันเขา พุ่งลงมาที่ถนนไถไปตามถนน เลยตำแหน่งที่รถของมาลีตกร่องข้างทางไปไม่มากนัก ก่อนที่รถจะหยุดนิ่งลง ...

มาลีตาเบิกโพลง เหตุการณ์สุดสยองเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา มันทำให้เธอจะเป็นลมหายใจติดขัด โรคประจำตัวคือโรคหัวใจทำท่าจะกำเริบขึ้นมา หัวใจเต้นสั่นรัวเหมือนไปวิ่งแข่งในสนาม.. ...

 ไม่นานเสียงเงียบลงมีเพียงเครื่องยนต์ที่ยังดัง และลำแสงไฟหน้ารถที่ยังไม่ดับ...

ดูลักษณะแล้วเป็นรถตู้ สภาพรถหงายท้องชี้ฟ้า จะทำยังไงดี ต้องลงไปช่วย  แต่ขายังสั่นและสภาพร่างกายไม่อำนวย จึงต้องนั่งทำจิตใจให้สงบ..

ไม่กี่พริบตา

“บึ้ม..มมมม”

เสียงระเบิดดังสนั่น ลูกไฟลุกพรึบ แดงฉานคลุมตัวรถอย่างรวดเร็ว เสียงคนร้องด้วยความเจ็บปวดอยู่ในรถ เสียงตะโกนขอความช่วยเหลือ ดังระงม แสดงว่าในรถคันนี้มีคนอยู่หลายคน  ต่างติดอยู่ในรถและพยายามดิ้นรนหนีตาย.................
หญิงสูงอายุ ถึงกับขาสั่นดิกๆ  ไม่คิดว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา จะทำอย่างไร จะลงไปช่วยก็ไม่กล้า ลูกไฟลุกไหม้อย่างรุนแรงจากเชื้อเพลิงที่เป็นแก๊ส

 มันสยองเกินกว่าที่จะรับได้ เสียงร้องโหยหวนของคนซึ่งใกล้ความตาย ..มันกระชากความรู้สึกจนแทบอยากจะตายตามไปด้วย ไม่นานเสียงร้องที่สั่นประสาท ก็เงียบสงบลง  ..มีแต่เสียงเพลิงไฟที่กัดกินตัวรถ มีเสียงต่างๆดังขึ้นประปรายในกองเพลิง เกิดจากการเผาไหม้เบาะหรือเศษวัสดุ และที่สำคัญ กลิ่นเหม็นไหม้ร่างกายมนุษย์..   

คนดวงไม่ดี ผุดลุกผุดนั่ง ทำอะไรไม่ถูก ภาวนาให้เจ้าหน้าที่ทีเธอโทรไปขอความช่วยเหลือ มาถึงเร็วๆ

เหมือนพระเจ้าจะรับรู้สิ่งที่เธอร้องขอ...

“กริ้งๆๆๆ” เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น   

รีบกดรับด้วยความดีใจ

“ ฮัลโหลๆๆๆๆ ถึงไหนแล้วคะ”

“ถึงไหน อะไร  แล้วนั่นใคร ล่ะ”  เสียงผู้ชายสูงอายุ

“ดิฉันที่โทรไปขอความช่วยเหลือ ไง”

“ช่วยอะไรอีก ล่ะ คราวก่อนให้ไปแล้ว ตั้ง 5000”

“5000 อะไรวะ” มาลีชักเดือด..

“เฮ้ย  ไม่ใช่แต๋วหรือ” เสียงเครียดออกดุๆ..

“แต๋ว ห่าเหวอะไร  กูจะบ้าตายอยู่แล้ว อ้ายเวร” แล้วกดปิดทันที..

สาวใหญ่อารมณ์เสียสุดๆ  เหตุร้ายที่เกิดขึ้น ก็อยู่แค่เอื้อม เธอจะทำอะไรได้ ได้แต่นั่งตัวแข็งอยู่ในรถ ทำอะไรไม่ถูก..

ฝนเริ่มซาเม็ดลง และหยุดในที่สุด สถานการณ์ดีขึ้นกว่าเดิม อย่างน้อยได้ลืมหูลืมตาบ้าง...

นึกขอบคุณความมืดเพราะอย่างน้อย เธอจะไม่ได้เห็นภาพที่เกิดขึ้นกับผู้เคราะห์เหล่านั้น ถ้าสว่างกว่านี้เธอคงทนเห็นไม่ได้..
มองดูนาฬิกาอีกครั้ง เที่ยงคืนแล้ว...ทำไมเจ้าหน้าที่ยังไม่มาอีก  บ่นอยู่ในใจ

หัวใจสั่นขึ้นมาอีกจนเจ็บร้าวที่หน้าอก เหมือนมีใครมาเหยียบ คงเป็นเพราะเพลียและเครียด โรคแบบนี้จะได้รับผลกระทบมาก จึงคิดว่าควรนอนพักผ่อนเป็นดีที่สุด ไม่มีคนเป็นเพื่อน เอาผีเป็นเพื่อนก็แล้วกัน ปรับเบาะเอนให้มากที่สุด แล้วล้มตัวนอน....จนหลับไปในที่สุด...
                                                 
                                                                  ************************************
“ก๊อกๆๆๆๆ” เสียงเคาะกระจก..

“คุณๆๆๆๆ” เสียงดังของผู้ชาย พร้อมกับเอามือทุบที่ประตูรถ...

“ว๊ายๆๆๆๆ  อะไรกันนี่ “ คนที่นอนหลับเป็นตาย สะดุ้งพรวดขึ้นมาจนตัวโยน...

ลืมตาขึ้นมา แสงอาทิตย์สว่างจนต้องขยี้ตา

“ผมเจ้าหน้าที่กู้ภัย มีคนแจ้งว่ามีรถตกถนน...”

“ทำไมเพิ่งมาตอนนี้ เหตุเกิดก่อนเที่ยงคืน นานจังกว่าจะมา” มาลีบ่นกับเจ้าที่..

“คนแจ้งครั้งแรกบอกรายละเอียดไม่ชัด หากันยังไงก็ไม่เจอ นี่เป็นเพราะมีคนขับรถผ่านตอนเช้ามืดแล้วแจ้งไป ผมโทรหาคนแจ้งครั้งแรกไม่ได้ ไม่มีคนรับ คุณคงหลับจนไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์”

 “ เออ  น่าสงสารนะคะ คงตายหลายศพ” เธอยังไม่กล้ามองที่ถนน

“ตายยกคันเลย ครับ ทั้งผู้หญิง เด็ก ตายหมด”

“ไม่อยากมองเลย  กลัวจริงๆ “

“มองอะไรครับ  เหตุเกิดเมื่อวานนี้ เขาเก็บศพไปหมดแล้วครับ”....
 

บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF