www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: แผนที่วิวาท  (อ่าน 289 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: สิงหาคม 24, 2016, 12:26:54 pm »


แผนที่วิวาท..

ราสส์ กิโลหก

ผมเป็นข้าราชการกรมที่ดิน ทำหน้าที่ในฝ่ายรังวัด ตำแหน่งช่างรังวัด จัตวา ก็คือเพิ่งสอบบรรจุใหม่ได้ไม่นาน เมื่อปี พ.ศ. 2518  หลังจากทดลองงาน ครบ 6 เดือน กรมที่ดินได้ส่งตัวไปประจำที่
จังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคกลาง แต่ไปอยู่จังหวัดยังไม่ได้ทำอะไร เจ้านายในจังหวัดทำหนังสือส่งตัวไปช่วยงานอำเภอ เพราะแต่เดิมได้รับรายงาน จากเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอว่าขาดแคลนไม่มีช่างรังวัด
และมีปริมาณงานรังวัดมาก พวกที่ประจำอยู่ต่างไม่ใช่ช่างรังวัด วัดที่ดินกันไม่เก่ง จึงอยากได้ช่างรังวัดสัก 1 คนมาช่วยงาน   ..

อำเภอนี้อยู่ห่างไกลไปจากตัวจังหวัดหลายสิบกิโล   ความจริงผมอยากอยู่ประจำที่สำนักงานที่ดินจังหวัดมากกว่า เพราะเท่ห์กว่ากันแยะ แต่เจ้านายสั่งก็ขัดไม่ได้ จะเหลียวซ้ายแลขวา
หาเส้นสายสักเส้นสองเส้นก็ไม่มี เพราะเพิ่งบรรจุใหม่ยังไม่รู้จักใคร  รู้จักแต่ภารโรงตอนที่มารายตัววันแรก

ภารโรงเล่าให้ฟังว่า อำเภอนี้ขอช่างมานานแล้ว แต่ไม่มีใครอยากไปเพราะไกล เจ้านายก็อึกๆอักๆเพราะที่จังหวัดงานก็แยะ สมัยนั้นอัตรากำลังเจ้าหน้าที่มีน้อย จะส่งช่างไปก็กลัวเสียงานที่จังหวัด
จึงยังทำอะไรไม่ได้ ขอให้รอไปก่อน พอดีมีเหยื่อตัวใหม่มารายงานตัว ความโชคดีจึงมาลงที่ผมโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้...

ไปก็ไปวะ กลัวอะไร ตัวคนเดียวไม่ต้องกังวลอะไร ไปไหนไปกัน  ผมปลอบใจตัวเอง

ข้อแตกต่างระหว่างอำเภอกับจังหวัดคือ 

สำนักงานที่ดินจังหวัดจะดำเนินการเกี่ยวกับหลักฐานโฉนดที่ดินในพื้นที่ทั้งจังหวัด  แต่สำนักงานที่ดินอำเภอจะดำเนินการเฉพาะในพื้นที่อำเภอนั้นๆ  เกี่ยวกับหลักฐาน น.ส.3 (ครุฑดำ)
สมัยนั้นยังไม่มี น.ส.3ก(ครุฑเขียว)  พวก น.ส.3 ก เพิ่งเริ่มจัดทำในปี พ.ศ. 2518 หรือ 2519 จำไม่ค่อยได้

ฉะนั้นเกรด โฉนดที่ดินกับ น.ส.3 มันต่างกัน เหมือนช่างซ่อมเครื่องบินกับช่างซ่อมรถสามล้อ ว่าไปนั่น...

อำเภอนี้อุดมไปด้วยป่าไม้ มีป่าดงดิบมากมาย ผู้คนเริ่มอพยพเข้ามาจับจองพื้นที่ทำไร่ ส่วนใหญ่จะทำไร่ ทำนาทำสวนมีน้อย ถนนหนทางมีแต่ลูกรัง เต็มไปด้วยหลุมบ่อเล็กๆ
ช่างรังวัดจะมีคนงานประจำตัว 2 คน แต่ช่างหัวดีบางคนไม่ใช้คนงานให้เปลืองเงินในกระเป๋า พี่แกใช้ให้เจ้าของที่ดินมาช่วยลากเส้นลากโซ่วัดระยะ แกบอกว่า คนในพื้นที่อดทนบึกบึนกว่าคนงานรังวัด
 ถากถางก็เก่ง สบายกว่ากันแยะ ก็ว่ากันไป สมัยนั้นชาวบ้านไม่ค่อยมีปัญหาอะไร เขาให้ความร่วมมือเสมอ ขอให้บอกมา

คนงานของผมเป็นคนในพื้นที่ อายุมาก 1 คน แกอายุห้าสิบเศษๆเป็นคนธรรมะธรรมโม ตามตัวสักลายพร้อยเป็นนักเลงโบราณ แต่จริงๆแล้วเป็นคนไม่มีอะไร แกเล่าว่าเห็นเขาสักกันในสมัยหนุ่มๆนึกสนุกก็สักกับเขาบ้าง
แต่ไม่เคยได้ไปลองของกับใครสักทีเพราะแกไม่ใช่มีนิสัยนักเลง แต่ชอบไปทางเข้าทรงองค์เจ้า เพราะเคยเป็นลูกศิษย์สำนักทรงเจ้าแห่งหนึ่งมาก่อน

ถ้าไม่มีงานรังวัดแกก็จะไปช่วยงานหลวงพ่อที่วัดใกล้บ้าน  ส่วนอีกคนอายุน้อยกว่าผม อ้ายนี่กระล่อนพูดมาก แต่ทั้งสองสนิทกัน เพราะมาจากที่เดียวกัน ทั้งสองคนจะเรียกผมว่าลูกพี่ มันเป็นธรรมเนียม
คนงานรังวัดจะเรียกช่างแบบนั้น ไม่ว่าอายุอานามจะมากหรือน้อยกว่ากัน เป็นการให้เกียรติกัน..

มีคำขอรังวัดสอบเขตที่ดิน น.ส.3 รายหนึ่ง ผู้ขอชื่อ นางเฉย ใจด่วน อายุ 60 กว่าปี ที่ดินตั้งอยู่ตำบลที่ห่างออกไปอีก หลายสิบกิโล  ได้กำหนดนัดรังวัด ในอีก 1 เดือนข้างหน้า
ผมบอกให้แก ช่วยหาไม้ลวกเอาไว้ทำธง ให้ทำไว้หลายๆอัน ที่สำคัญถากถางที่ดินให้ด้วยอย่าให้รกมากนัก เดี๋ยวรังวัดไม่ได้ ...ถามตำแหน่งที่ดินว่าอยู่ตรงไหน
แกบอกว่าบอกไม่ถูกให้ไปเจอกันที่วัดแห่งหนึ่งซึ่งไม่ไกลจากที่ดิน..แกจะไปรอที่นั่น..

เมื่อถึงวันนัดรังวัด 8.00 น  เราสามคน ผม ลุงแก้ว และ อ้ายหนุ่ย แต่งตัวอย่างรัดกุมเพื่อสะดวกแก่การทำงาน ฝุ่นแยะมาก ผมต้องใส่อ้ายโม่งพร้อมแว่นดำ และหมวกชนิดรัดหัวแน่นๆกันลมพัดเวลาขี่รถ
 ลืมบอกไปว่า รถของเราก็คือมอเตอร์ไซค์ สองล้อ ขนาด 100 ซีซี..

ลุงแก้วก็แว่นดำ อ้ายหนุ่ย ก็แว่นดำ มันดูแปลกๆเพราะนั่งกันสามคน สมัยนั้นไม่มีหมวกกันน๊อคเหมือนสมัยนี้ เอาสบายเข้าว่า ขี่ไปเรื่อยๆเพราะถนนไม่ค่อยดี ทุกครั้งที่มีรถสวนหรือแซงเราไป
ฝุ่นที่อยู่บนถนนมันจะลอยตามหลังรถมากลุ่มใหญ่ ซัดเข้าหารถเราเต็มๆ

แต่ก็ไม่มีรถมากนักจึงไม่สร้างความลำบากอะไรมาก เกี่ยวกับเรื่องรถ  ผมจำได้ติดตา ในสมัยนั้น เวลามีประชุมของอำเภอประจำเดือน พวกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย
ตามหมู่บ้านในตำบลต่างๆ จะมาประชุมกันที่อำเภอ สำนักงานที่ดินอำเภออยู่ติดกับที่ว่าการอำเภอ ผมจะเห็นรถหกล้อเก่าๆอาจเป็นของกำนันหรือคนในหมู่บ้าน ด้านหลังจะเป็นคอกเหล็กสูงๆ
เพื่อใช้ประโยชน์ในการขนพืชไร่ บนรถด้านหลังจะแน่นไปด้วยผู้นำท้องถิ่น ก็คือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ใส่ชุดสีกากี หัวหูแดงเถือกไปด้วยฝุ่น พอลงจากรถต่างปัดเอาฝุ่นออกจากตัว เสียงเอามือตบตามเสื้อกางเกงดัง ปับๆๆๆๆ...
เวลากลับก็จะต้องรอกลับพร้อมกัน เพราะรถประจำทางมีน้อย วิ่งวันละ 2 เที่ยวไปกลับ เช้าเย็น ใครกินเหล้าเมาตกรถก็ซวยไป เพราะจะหารถกลับบ้านไม่ได้ ต้องหาที่นอนตามบ้านคนที่รู้จักหรือไม่ก็นอนที่อำเภอเป็นเพื่อนกับพวกที่อยู่เวร

 ผิดกับสมัยนี้ เวลามีประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้านประจำเดือน ที่อำเภอ ไม่ว่าอำเภอไหน พวกจะขับกันมาคนละคัน ที่จอดรถแน่นจนล้นพื้นที่  คนมาติดต่องานที่อำเภอ ต้องลำบากไม่น้อยที่เดียว..

เราใช้เวลาในการเดินทาง ชั่วโมงเศษๆ จึงไปถึงวัดที่นัดกันไว้ ป้าเฉยมารออยู่แล้ว แกขี่จักรยานมาคนเดียว พอเจอหน้าแกรีบบอกว่ามารอตั้งแต่ 7 โมง ถามว่าทำไมมารอตั้งแต่เช้า
แกบอกว่ากลัวเจ้าหน้าที่มาแล้วไม่เจอ  นี่คือความซื่อของชาวบ้าน เขาให้ความสำคัญกับเจ้าหน้าที่มาก...

บ้านของป้าเฉย อยู่ห่างจากวัดไปประมาณ 2 กิโล แกขี่จักรยานตัวปลิวนำหน้า นำทางไป จนถึงบ้านที่จะทำการรังวัด เนื้อที่ทั้งแปลงประมาณ 10 ไร่ ตั้งอยู่ริมลำธาร มีบ้านไต้ถุนสูงด้านบนโล่งๆสร้างอยู่ข้างลำธาร
ดูร่มเย็นตามธรรมชาติ  บันใดที่พาดขึ้นบ้านชั้นบน มันสูงชัน ถ้าไม่ชำนาญอาจตกบันใดแข็งขาหัก ไม้ที่ทำบ้านเป็นไม้เนื้อแข็ง ซึ่งก็คงตัดเอาตามป่าแถวนั้น เพราะดินแดนนี้มีแต่ป่าไม้

ถามแกว่า ทำไมถึงสอบเขต เพราะ ที่ดิน น.ส.3 ส่วนมากจะใช้การครอบครองตามสภาพอยู่แล้ว ถึงสอบเขตก็ไม่มีหลักปักให้เหมือนโฉนดที่ดิน หรือจะสอบเพื่อขาย ผมถามแก 

แต่พอแกพูดออกมา ผมเกิดความกังวลขึ้นมาทันที เพราะแกบอกว่ามีปัญหากับที่ดินแปลงข้างเคียงเกี่ยวกับการรุกล้ำพื้นที่  ..

ผมหันไปมอง ลุงแก้ว กับอ้ายหนุ่ย ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล และได้ยินที่ป้าเฉยพูดกับผมเมื่อครู่ เห็นทั้งสองทำหน้าไม่ค่อยดี

การรังวัดที่ดิน ถ้าเจ้าของที่ดินทั้งสองฝ่ายต่างมีปัญหากันเกี่ยวกับแนวเขตเป็นสิ่งที่ยุ่งยากมาก เพราะพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง ต่างฝ่ายต่างก็คิดว่าตัวเองถูกและอีกฝ่ายผิด ผู้ทำการรังวัดต้องตั้งหลักให้ดี
บอกอีกฝ่ายถูกอีกฝ่ายก็พาลเกลียดเอา บางครั้งไปเจอสายโหดอาจถึงกลับออกมาไม่ได้     

บ้านป้าเฉยมีคนอยู่ 4 คนเป็นผู้หญิงทั้งหมด แม่ป้าเฉยยังอยู่อายุร่วม 80 ปีแต่ยังเดินได้ และอีก 2 คนเป็นลูกสาวป้าเฉย เป็นสาวโสดทั้งคู่ อายุเลยสี่สิบมาไม่กี่ขีด

ผมบอกว่าให้ไปแนวเขตตรงที่มีปัญหาก่อน ทุกคนเดินตามกันไป เมื่อไปถึงบอกป้าเฉยว่า ให้ใครไปตามเจ้าของที่ดินข้างเคียงด้านนี้ออกมาดูแนวเขตกันหน่อย..

เจ้าของที่ดินด้านนี้ ชื่อ นางอึ่ง อายุรุ่นราวคราวเดียวกับ ป้าเฉย. แกไม่ได้มาคนเดียวแต่มากันเป็นกลุ่มเหมือนกัน พอมองเห็น ผมยิ้มได้เพราะมีแต่ผู้หญิงทั้งหมด
ถ้ามีผู้ชายผสมโรงอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้เสมอ

เบาใจไปเปาะหนึ่ง  เมื่อพร้อมหน้ากัน ผมเริ่มสอบสวน ก็ได้ความว่าพิพาทเกี่ยวกับต้นไม้ที่อยู่ริมเขต เป็นต้นยางนาขนาดใหญ่มากอายุคงหลายสิบปี เวลาแลมองขึ้นไปที่ยอด หน้า งี้ แหงนสุดๆ 

สำหรับแนวเขตของที่ดินทั้งสองแปลงนี้ เนื่องพื้นที่เป็นที่ทำไร่ แนวเขตจึงไม่เห็นชัดเจน มีเพียงรอยไถดิน เป็นแนวไปเท่านั้น ไม่เหมือนคันนาซึ่งชัดเจนกว่า 

อันต้นยางนาเจ้าปัญหา มันตั้งอยู่ตรงกลางเขตตรงที่เป็นรอยไถพอดี จริงแล้วจากการสอบถามปรากฎว่าเรื่องนี้มิใช่เพิ่งเกิดแต่เกิดมานานนมแล้ว แต่ไม่มีการตัดสินชำระความกัน
เพราะต่างคนก็ไม่ใช่เป็นผู้ปลูกหากแต่มันขึ้นมาเอง ก่อนที่พวกเขาจะมาจับจองเข้าทำประโยชน์

ผมต้องตั้งหลักให้ดี เพราะ น.ส.3 เทคนิคการรังวัดยังไม่สูง รูปแผนที่เหมือนวาดเอา ดีที่ยังมี ระยะ รอบด้านประกอบไว้ มาตราส่วนก็ไม่มี  ต้องชี้แจงให้ฟังนิดหนึ่ง น.ส.3 ฉบับของยายเฉยนี้ 
มีการรังวัดออก เป็น น.ส.3 มาก่อน เมื่อปี พ.ศ. 2509 คนที่รังวัดไม่ใช่ช่าง เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียน หรือไม่ก็เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอ ซึ่งก็ไม่ใช่ช่างเช่นกัน ถ้ารกมาก พี่แกก็ใช้นับก้าว
ที่ดินสมัยนั้นเป็นที่ดินได้มาเปล่าๆ ที่ว่างเปล่าเยอะแยะมากมาย ใครชอบตรงไหนก็ถากถางเอา จากที่รกทึบจนโล่งเตียนและเมื่อเข้าทำประโยชน์ได้ เช่นปลูกพืชไร่ต่างๆ จากนั้นก็ไปแจ้งเจ้าหน้าที่
เพื่อขอออกหลักฐานการทำประโยชน์ ฉะนั้น หลักฐาน น.ส.3 ย่อมาจาก หนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน นั่นเอง คือให้เจ้าหน้าที่มารับรองว่า ฉันได้ทำประโยชน์แล้วจริงๆ..

มันน่าสนุกนะ ใครมีปัญญาถางถางให้เตียนได้ ก็ได้ที่ดินส่วนที่ทำประโยชน์นั้น  สมัยนี้อย่าไปหาให้ยาก..

ทีนี้มาถึงสาระสำคัญ ผมให้ลุงแก้วลองเล็งแนวดู เมื่อดูแล้ว ยังไม่ทันพูด อะไร อ้ายหนุ่ย ตะโกนสอดขึ้นมา ว่า กลางต้นเลย ลูกพี่..แสดงว่ามันไปแอบเล็งมาแล้ว

“ แต่กิ่ง มันเข้ามาอยู่ในที่ฉันมากกว่านะ ช่าง” ป้าเฉยออกความเห็น

“แก ก็ตัดแต่กิ่งไป ซิ ยายเฉย แต่ต้นห้ามยุ่งนะ” เสียงดังมาทางฝ่ายป้าอึ่ง

“กูนะ มาอยู่ก่อนมึง   ทั้งรดน้ำทั้งใส่ปุ๋ย”

“หนอยๆ ต้นยางแบบนี้ไม่ต้องใส่น้ำใส่ปุ๋ย มันโตมาก่อนแล้ว”

ทั้งสองฝ่าย ยังโต้เถียงกันไม่หยุดหย่อน ต่างจะเอาชนะกันให้ได้ มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ยอมความไม่ได้ ต้องแตกหัก รู้ดำรู้แดงกันไป

มีคนแก่ฝ่ายป้าอึ่ง มือขวาถือไม้เท้า เดินยักแย่ยักยัน มาที่กลุ่มป้าอึ่ง  ตัวแกผอมๆดำๆหน้าตาเหี่ยวย่นเหมือนตุ๊กแก ผมที่หัวขาวโพลน ไม่มีอะไรรัดไว้ มันจึงกระเซิงเหมือนงูเก็งกอง
ถ้าเจอกลางคืนผมว่า  คงต้องคิดหนักนิดนึง...

“ต้นไม้นี้ มันเป็นของกู เพราะเจ้าที่ยกให้กูแล้ว” เสียงแกเล็กๆเหมือนตุ๊กแก..

พวกผมยังคงทำอะไรไม่ถูก คิดว่าเรื่องนี้น่าถึงกำนัน....เดี๋ยวต้องให้ใครไปตาม...ถ้าเหตุการณ์ไม่ดีขึ้น

“ช่างตัดสินมาเลย ว่า ต้นไม้นี้อยู่ ฝั่งที่ดินของใคร ว่ามา จะได้จบกันไปขี้เกียจรำคาญ ไม่ได้มาตายห่าอยู่ตรงนี้ แค่คืบแค่ศอก” เป็นเสียงคนแก่มากๆ แกคือย่าแก้ว เป็นแม่ของป้าเฉย

เอาแล้วไง โยนอุจจาระสุนัขมาให้ช่างซะแล้ว   ใครจะกล้าตัดสิน ผมมาวัดที่ดิน ไม่ใช่มาวัดต้นไม้ และแนวเขต น.ส.3 ทั้งสองฝ่ายต้อง นำชี้กันเอง ไม่มีหลักฐานหรือข้อมูลใดๆที่จะตัดสินได้...

“ช่างบอกไปเลย ว่าต้นไม้อยู่ในเขตที่ฉัน เพราะฉันเป็นคนไปจ้างช่างมา” ป้าเฉยมากระซิบที่ด้านหลัง แกอาศัยความได้เปรียบ และคิดว่าช่างเป็นพวกเดียวกันกับแก..

ผมยังยืนเฉยคิดอะไรไม่ออก..ปวดหัวตึ๊บๆๆ

ทันใดนั้นมีลมหมุนเกิดขึ้น ใบไม้ใบหญ้าถูกแรงลม พัดพาขึ้นไปบนที่สูง ลมค่อยเคลื่อนตัวผ่านมาทางต้นยางนา เมื่อกระทบกับต้นไม้ ใบไม้ต่างพากันสั่นระริกเพราะแรงลมเกิดเสียงดังลั่น .
.ส่วนคนที่ยืนกันอยู่รอบๆต้นไม้ ต้องเอามือปิดหน้าปิดตา  เพราะ ฝุ่นจากดินก็ปลิวฟุ้งขึ้นมาด้วยจำนวนมาก.....จนสักพักลมก็จางหายไป..

“เฮ้ย ! พวกมึงทะเลาะอะไรกัน วะ” เสียงดังก้องในที่โล่ง จนทุกคนต้องหันไปมอง 

เป็นลุงแก้วจอมขมังเวทย์นั่นเอง  หน้าตาของแกถมึงทึง ท่าทางดุดัน กำลังเดินย่างสามขุมไปที่ริมต้นยางนา หย่อนตัวนั่งลง ในท่าขัดตะหมาด ทุกคนรวมทั้งผมด้วยต่างพากันตกใจ

“กู คือ ปู่คง อายุ หลายร้อยปี กูเป็นผู้ดูแลป่าแห่งนี้ รวมทั้ง ต้นยางนานี้ด้วย” เสียงปู่คงดังขึ้น  เสียง หน้าตา ท่าทางเปลี่ยนจากลุงแก้วคนเดิม จนไม่แทบจำไม่ได้..

“อีแก้ว มึงนี่แก่จะเข้าโลงอยู่แล้ว ยังหวงต้นไม้อีก รึ” ปู่คงหันมาทางย่าแก้ว..

ถึงจุดนี้ ทุกคนต่างนั่งลง ย่าแก้วยกมือขึ้นไหว้ ..

“อิชั้น...ไม่หวงแล้ว ค่า “

“อีเฉย มึงอยากได้ต้นไม้หรือเปล่า ?”

“ไม่เอาแล้วเจ้าค่ะ”
“เอาละนะ ทีนี้ ฟังกู” ปู่คงชี้นิ้วมือกราดมาที่ทุกคน...

“ต้นไม้ต้นนี้เป็นของกู ห้ามใครมาทำลาย ตัดโค่น หากใครไม่เชื่อ กูจะจับหักคอให้หมด ถ้าใครคิดลองดีกับกู ก็ลองดู” ปู่คงกราดสายตาไปที่ทุกคน ไม่มีใครกล้าสบตาต่างก้มหน้านิ่ง..

“หากใครอยากมีโชคลาภ ให้มากราบไหว้ กู ที่โคนต้นไม้นี้ แล้วพวกมึงจะร่ำรวยกัน ฮะๆๆๆๆๆๆ กูไปละ”...ร่างทรงของปู่คง หงายหลังผึ่ง  ลงกับพื้นไร่ ..
                                           
                                                                  ***********************************
ป้าเฉย ขอยกเลิกคำขอรังวัดสอบเขต ผมให้แกเซ็นชื่อในเอกสารเป็นหลักฐาน มองเห็นสองครอบครัว เข้าจับมือทักทายกัน ด้วยความชื่นมื่น ภาพแบบนี้ไม่เคยมีมาก่อน
ต่างคนต่างยิ้มแย้มแจ่มใส ความเครียดความทุกข์ หลุดออกจากใจของทุกคน นี่คือความสุขที่แท้จริง คนเราชอบวิ่งเข้าไปหากรรมหาทุกข์ ทั้งที่ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ตัวเราทั้งนั้น
 อยู่ที่ว่าเราจะบังคับใจตนเองได้หรือเปล่า ?

หลังจากล่ำลาจากลุ่มป้าเฉย ป้าอึ่ง

ขณะ...กำลังจะเดินทางกลับ...

“แหม ลุงแก้ว เล่นได้สมบท ดีบทแตก กระจุยไปเลยนะนี่ ”  อ้ายหนุ่ยพูดขึ้นพลางหัวเราะอย่างสนุก..

“ตีบท เตี่ยมึง ซิ กูไม่รู้เรื่องเลย เมื่อยไปทั้งตัว”

“ล้อเล่น หรือเปล่า ลุงแก้ว” ผมคิดเหมือนอ้ายหนุ่ย..

“โธ่ ลูกพี่ ผมไม่รู้เรื่องจริงๆ มันเหมือนหลับไป ปู่คงมาเข้าตัวผมจริง ปู่คงมีจริงนะเนี่ย” .

“อ้าวนึกว่าลุงแก้วเล่นละครเสียอีก เห็นเคยเป็นลูกศิษย์ของร่างทรงมาก่อน” ผมยังข้องใจ..

“จริงไม่จริงไม่รู้ แต่ผมคงมาที่นี่บ่อยๆๆ อยากรวยกับเขาบ้างครับ ลูกพี่ ฮ่าๆๆๆ” เสียงหัวเราะแกน่าเกลียดจัง

“ผมมาเป็นลูกศิษย์ด้วย นะลุงแก้ว” อ้ายหนุ่ยรีบบอก....
                                           
                                                              ************************************                       


 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 24, 2016, 12:28:52 pm โดย Rass » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF