www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ชีวิตวัฒนา...  (อ่าน 516 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: กันยายน 09, 2016, 10:01:23 am »

ชีวิตวัฒนา

ราสส์ กิโลหก

เมื่อผมเกษียณอายุราชการแล้ว...ความรู้สึกมีทั้งดีใจ และเหงา ดีใจตรงที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรอีก หัวเบาตัวเบาไม่มีภาระอะไรให้รกสมอง  และเหงาคือเราไม่ได้ไปเจอพรรคพวกเพื่อนฝูงในที่ทำงาน ไม่มีอะไรให้ตื่นเต้นเหมือนทุกวันที่ยังไม่เกษียณ เช่นตื่นแต่เช้า รีบไปทำงาน คุยสนุกเฮฮา พบคนนั้น เจอคนนี้

แต่วันนี้ ตื่นกี่โมงก็ได้  ไม่มีอะไรให้เร่งรีบ จะนั่งจะนอนจะกินเวลาไหนก็ได้ นึกอยากทำอะไรก็ทำได้ ไม่มีกำหนดการอะไรให้ยุ่งยาก เพราะเราว่างเสมอ..
ผมเป็นคนโสด  ญาติพี่น้องมีไม่มากนัก จึงไม่มีปัญหาอะไรให้วุ่นวาย...

ผมมีสมบัติเป็นที่ดินอยู่ 2 แปลงตั้งอยู่ในจังหวัดที่ติดกับกรุงเทพฯ  ซื้อไว้ตั้งแต่สมัยเข้าทำงานใหม่ๆ ซื้อกับพรรคพวกที่สนิทกัน เขาแบ่งขายเป็นล็อกๆ....เนื้อที่แปลงละ 2 ไร่สมัยนั้นเขาเรียกสวนเกษตร ผมตกลงซื้อ 2 แปลงรวมเป็นเนื้อที่ 4 ไร่ ราคาไม่แพงเพราะอยู่ห่างไกลความเจริญในขณะนั้น จะเรียกเป็นป่าก็ว่าได้ ที่สำคัญผ่อนส่งได้นานเป็น 10-20ปี กับธนาคาร เงินที่ส่งก็ไม่มาก แค่หลักร้อย...

สมัยนั้นเงินเดือนตอนบรรจุใหม่ๆ(พ.ศ. 2518) พันบาทต้นๆ ไม่ถึง พันห้า...เจียดมาส่งที่ดิน สองแปลง หกร้อยกว่าบาท ไม่เดือดร้อนอะไร

หน้าที่การงานของผม โยกย้ายไปมาหลายจังหวัด เมื่อมีเวลาก็ไปดูที่ดินสักครั้งกันลืม ผมจะให้ความสำคัญกับหมุดเขต และแนวเขตมาก ที่ดินซึ่งเราไม่ได้อยู่อาศัยหรือทำประโยชน์ ขอบเขตสำคัญมาก ต้องดูแลให้ชัดเจนและแข็งแรง มิเช่นนั้น อาจเกิดปัญหากับที่ดินแปลงข้างเคียง ซึ่งจะวุ่นวายและเดือดร้อน..

มุมเขตที่มีหมุดหลักเขต จะใช้เสาคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาด 4 นิ้ว คูณ 4 นิ้ว ยาว 1.50 เมตร ทาสีแดงที่หัวเสา ฝังลงดิน ประมาณ 0.60 เมตรคู่กับหมุดเขตทุกหลัก ระหว่างหมุดเขต ซึ่งเป็นแนวตรง จะปักอีก ช่วงละ 5 เมตร เพื่อบังคับแนวเขต...ปักให้รอบแปลง..

แม้ว่าที่ดินของผมอยู่จังหวัดที่ติดกับเขตเมืองกรุงเทพฯ แต่ก็ยังเป็นที่รกร้างรกทึบ ในสมัยนั้นไม่ต้องพูดถึง ถ้าไม่จำเป็นไม่อยากเข้าไป ทั้งรกทั้งทึบ เพราะห่างไกลความเจริญ แต่ที่ซื้อเพราะผมไม่เคยมีที่ดิน ไม่มีมรดกตกทอดอะไรทั้งนั้น อยากมีที่ดินกับเขาบ้าง เลยกัดฟันซื้อเอาไว้ ซึ่งนับว่าเป็นบุญกุศลอันใหญ่หลวงในเวลาต่อมา..

ปีสองปีจะเข้าไปดูสักครั้งเพราะหน้าที่การงาน ประจำอยู่ต่างจังหวัด  และจะโยกย้ายไปทั่วทุกภาค  ทุกครั้งที่เขาไปดู ผมจะตรวจสอบหลักที่ปักไว้ ว่ายังอยู่คงเดิมหรือไม่ หากมีบางหลักที่ชำรุดเสียหาย จะรีบซ่อมแซมให้เหมือนเดิมทันที

การเขาไปดูพื้นที่แต่ละครั้ง จะพบความเปลี่ยนแปลงคือการเจริญเติบโต ที่เกิดขึ้นเรื่อยๆ  ความรกทึบความเงียบเหงา ค่อยเปลี่ยนไป จากถนนดิน เป็นลูกรัง เป็นลาดยาง และเป็นคอนกรีต และเป็นอะไรต่อมิอะไร จนแทบจะไปไม่ถูก สิ่งก่อสร้างเกิดขึ้นมากมาย ทั้งผู้คน บ้านเรือน ถนนหนทาง การเดินทางไปที่ดินจึงแสนสะดวกสบาย

สิ่งก่อสร้างต่างๆเริ่มลามไปในพื้นที่ดิน ที่อยู่ติดกับที่ดินของผม ต่อมากลายเป็นว่ารอบๆที่ดินของผมเต็มไปด้วยตึกสูงใหญ่ ส่วนที่ดินของผมยังว่างเปล่า ในพื้นที่เต็มไปด้วยต้นไม้ต่างๆที่เกิดขึ้นมาเองโดยไม่ได้ปลูกด้วยเนื้อที่ขนาด 4 ไร่มันเป็นเหมือนป่าย่อมๆในดงคอนกรีต

ตอนใกล้เกษียณ ผมได้มีโอกาสได้รับความเมตตาจากเจ้านาย ได้ย้ายมาดำรงตำแหน่งใกล้กรุงเทพฯ จึงมีเวลาไปดูที่ดินได้บ่อยขึ้น พร้อมกับวางแผนในการใช้ที่ดิน หากเกษียณอายุแล้ว.. 

ขณะนี้ที่ดินของผม กลายเป็นไข่ทองคำไปแล้ว ไปดูที่ดินครั้งใด จะมีพวกนายหน้าหรือเจ้าของที่ดินแถวๆนั้น เข้ามาติดต่อสอบถาม เพื่อขอซื้อ หรือขอนำไปเสนอขายจากพวกนายหน้า บางพวกมาชวนหุ้นสร้างคอนโด ก็มี แต่ผมยังไม่ตัดสินใจขาย เพราะยังไม่มีแผนการอะไร เนื่องจากผมไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน

ผมไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่หาหนี้สินใส่ตัว บ้านของตัวเองไม่มีเพราะไม่อยากเป็นหนี้ รถที่ใช้เป็นรถปิ๊คอั๊พมือสอง เพิ่งซื้อเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว และไม่เคยอยากเปลี่ยนใหม่ ไม่สนใจรุ่นใหม่รุ่นเก่าอะไร ดูแลเขาให้ดีเขาก็ซื่อสัตย์ ไม่เกเรให้เป็นที่เดือดร้อนต้องไปกินข้าวลิงกลางทาง

ผมคำนวณเบี้ยบำนาญ ประมาณ สามหมื่นกว่าๆ เฉลี่ยวันละ พันกว่าบาท กินอย่างไรก็ไม่มีหมด ดำรงชีวิตอยู่ได้สบายๆ แต่เมื่อเหลียวมองไปยังเพื่อนข้าราชการ ที่ทำงานด้วยกัน บางคนซื้อบ้านราคาหลายล้าน ซื้อรถยนต์ราคาแพง ลูกหลานเรียนที่แพงๆ เมื่อเกษียณออกมา สิ่งที่ติดตัวมาด้วยคือหนี้สิน หนี้สหกรณ์บ้าง หนี้ธนาคารบ้าง บ้านใหญ่ รถสวย แต่ยังต้องส่งเงินให้เขาอีกทุกเดือน มันคงไม่ค่อยสนุก ..

เมื่อถึงวันเกษียณ ผมตัดสินใจพำนักอยู่ที่จังหวัดที่ผมดำรงตำแหน่งครั้งสุดท้าย ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพฯไม่มาก  เป็นบ้านเช่าชั้นเดียวราคาค่าเช่า 2500 บาท และยังไม่คิดขยับขยายไปไหน เพราะเจ้าของบ้านเคยทำงานที่เดียวกัน และตัวบ้านอยู่ในรั้วเดียวกับเจ้าของบ้าน จึงมีความปลอดภัย หากผมไม่อยู่หรือไปค้างแรมที่อื่น...

หลังจากนั้น  จึงมีเวลาว่างมากขึ้น มีเวลาเข้าไปดูแลที่ดินมากขึ้น ไปทีไร พวกที่อยากได้ที่ดินมักเข้ามาต้อนรับขับสู้ แสดงความเป็นมิตร เพราะพวกเขาอยากซื้อที่ดินแปลงนี้ เนื่องจากบริเวณนี้ไม่มีที่ดินแปลงใหญ่ขนาดนี้ จึงเป็นที่หมายตาของพวกนักลงทุนจำนวนมาก...

การที่เราไม่สนใจจะขาย ทำให้ราคาที่ดินมีราคาสูงขึ้น แต่หากเราต้องการขายและเสนอขาย ราคาที่ดินมักไม่ได้ราคาเพราะเราอยากขาย มันเป็นเรื่องจริง...เมื่อผมไม่สนใจจะขาย จึงมีผู้เสนอราคาขยับขึ้นเรื่อยๆ..
วันหนึ่ง ผมแวะเข้าไปดูที่ดินเหมือนเคย

เฮียตี๋ เจ้าของอพาตเม้นแถวๆนั้น ซึ่งก็คุ้นเคยกันเพราะแกชอบมาขอซื้อที่ดินกับผม แต่ก็ยังไม่สำเร็จ เพราะผมยังไม่อยากขาย  คราวนี้เจอหน้า ก็เหมือนเดิมคือแกเข้ามาพูดคุย  แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือ การเข้ามาพูดคุยครั้งนี้ แกดูท่าทางจะขอซื้อให้ได้ และที่สำคัญ ราคาที่เสนอมาครั้งนี้ มันสูงกว่าเดิม อีกทั้งแกยังให้ข้อคิดว่าตัวคนเดียวจะเก็บที่ดินเอาไว้ทำไม ต้องเสียเวลามาดูแล ....อีกหน่อยอายุมากๆก็คงมาดูไม่ไหว .และอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการเข้ามาบุกรุกของบุคคลอื่น อาจทำให้ต้องเสียเวลาและเดือดร้อนโดยไม่จำเป็น ผมขอเวลาเฮียตี๋ สัก2-3 วัน

มานั่งคิดนอนคิด ผมไม่มีแผนการในการพัฒนาที่ดิน เพราะไม่รู้จะทำไปทำไม เงินทองก็มีใช้ไม่เดือดร้อนอะไร ที่ดินตอนนี้ไม่เหมือนก่อนแล้ว เพราะความเจริญเติบโตขยับเข้ามาจนชิดพื้นที่ดิน ผู้คนเข้ามาอยู่อาศัยมากมายและอาจเข้ามาวุ่นวายในที่ดินของผมก็เป็นได้...เพราะผมไม่ได้ไปเฝ้าทุกวัน ไปครั้งหลังสุดได้เห็นกองขยะหลายกองในที่ดิน และมีคนบอกว่ามีพวกขี้ยา แอบเข้าไปทำสิ่งผิดกฎหมายด้วย

ผมตกลงขายให้ เฮียตี๋ หลังจากนอนคิดจนรอบคอบแล้ว..

ในวันโอนที่ดิน เจ้าหน้าที่จากธนาคารซึ่ง เฮียตี๋ ใช้บริการอยู่ ได้มาติดต่อเพื่อขอรับเงินฝากจากผม ซึ่งก็ไม่มีปัญหา เงินจำนวนเกือบร้อยล้าน เข้าไปอยู่ในบัญชีของผมในทันที หลังจากการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เรียบร้อย                                   

ผมเอาสมุดบัญชีมานั่งมองทุกวัน ไม่น่าเชื่อว่าคนแบบผมจะมีเงินเป็นร้อยล้าน 

ผมวางแผนในการใช้เงินทันที อันดับแรกต้องหาที่อยู่อาศัย แต่ไม่ใช่บ้านหรือตึกใหญ่โต แต่เป็นที่ดินแปลงสวยๆนอกเมือง ผมเบื่อความแออัด ความเร่งรีบ อยากใช้ชีวิตสบายๆ..ผมคิดว่าใครๆเขาก็เป็นอย่างที่ผมคิดทุกคน เพียงแต่จะมีโอกาสมากน้อยแค่ไหน..

ผมไม่อวดรวยกับใคร เรื่องขายที่ดินของผม 4 ไร่นั้น นอกจากเฮียตี๋และพนักงานธนาคารที่มารับเงินฝากแล้ว ผมไม่ปริปากแพร่งพรายให้ใครรู้....คนอวดรวยมักรวยไม่จริง  แต่คนรวยจริงๆเขาไม่กล้าอวดรวย เพราะไม่รู้จะอวดไปทำไม....

เพื่อความรอบคอบ ผมแยกเงินออกมาเป็นห้าส่วน หนึ่งส่วนไว้ธนาคารเดิม และซื้อสลากออมสินหนึ่งส่วน ที่เหลือสามส่วน ไปฝากไว้ที่ธนาคารต่างๆแห่งละหนึ่งส่วน ส่วนที่เป็นสลากออมสินจะได้เงินจากการถูกรางวัลทุกเดือน จำนวนเป็นหมื่นบาททีเดียว..

ตระเวนหาที่ดิน ตามที่ใจต้องการเพื่อปลูกบ้านและอยู่อาศัยในบั้นปลายของชีวิต ไม่ถึงเดือน ไปพบที่ดินที่ถูกใจแห่งหนึ่ง ที่ดินไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก ห่างถนนสายหลักไม่มาก ประมาณกิโลเศษๆ ด้านหน้าและด้านข้างติดถนนซอย อีกด้านติดที่ดินของกำนันในท้องที่นั้น  ด้านหลังติดลำธารกว้างประมาณ 8 เมตร มีน้ำตลอดปี เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่..

ที่ดินสวยจริงๆ มีต้นไม้ใหญ่อยู่ในพื้นที่ เกือบสิบต้น ร่มรื่นร่มเย็น โดยเฉพาะด้านติดลำธาร บรรยากาศเหมือน อยู่ในป่าลึกๆ ทั้งที่ความจริงอยู่ห่างตัวเมืองแค่สิบกว่ากิโล ไปมาสะดวกมาก
เจ้าของที่ดินขอราคา 2 ล้านบาท ผมตกลงทันที โดยกำนันเป็นนายหน้าพาไปซื้อ ..

แต่ก่อนชำระเงิน ผมขอให้เจ้าของที่ดินนำที่ดินไปยื่นขอสอบเขตเสียก่อน เพื่อให้ได้แนวเขตที่แน่นอน ผมต้องการหลักเขตให้มีครบทุกหลัก และตรงตามโฉนด ป้องกันไม่ให้มีปัญหากับที่ดินแปลงข้างเคียง

ผมบอกเจ้าของที่ดินว่าตกลงซื้อยกแปลง  โดยไม่คำนึงว่าเมื่อเจ้าหน้าที่มาทำการรังวัดแล้ว เนื้อที่จะมากหรือน้อยกว่าเดิมก็ตาม  เจ้าของที่ดินยิ้มออก รีบไปดำเนินการยื่นคำขอสอบเขต ทันที..

หลายเดือนต่อมา การดำเนินการรังวัดสอบเขตเรียบร้อย เนื้อที่น้อยกว่าเดิมเล็กน้อย เจ้าหน้าที่นัดวันไปรับโฉนด และผมขอนัดโอนโฉนดในวันนั้นเลยเพื่อความสะดวก...

บอกกำนันว่า เงินที่นำมาซื้อที่ดิน เป็นเงินจากการเกษียณอายุราชการ..... 

เมื่อได้ที่ดินมาเป็นของตนเองเรียบร้อยแล้ว  อันดับแรกคือการทำรั้ว แต่เป็นรั้วลวดหนาม ด้านหน้าที่ดินที่ติดถนนซอย สร้างเป็นรั้วคอนกรีตบางส่วน เพื่อให้แลดูสวยงาม บริเวณทางเข้าบ้านทำช่องทางไว้กว้าง 4 เมตร ส่วนประตูรั้ว เป็นเหล็กดัด ด้านล่างทึบ ด้านบนเป็นลวดลายโปร่งๆตามสมัยนิยม โดยมีล้อเลื่อนเพื่อเปิดและปิด..

จ้างคนมาถากถางต้นไม้  ถางเท่าที่จำเป็นเพราะผมต้องการความร่มรื่น  และเพื่อเป็นการแสดงน้ำใจ ด้านที่ติดทางสาธารณประโยชน์ ผมกันที่ดินของตนเองตลอดแนว กว้าง 2 เมตร เพื่อยกให้เป็นทาง  ทำให้เขตทางด้านนี้จะกว้างกว่าด้านอื่นๆ......

จ้างรถขุดดิน(แบคโฮ)มาขุดเป็นร่องน้ำ กว้าง 4 เมตร รอบแปลงที่ดิน โดยให้ห่างจากรั้วลวดหนามประมาณ 6 เมตร เอาดินที่ขุดได้มาทำเป็นถนน ทำให้ที่ดินแปลงนี้ มีถนนและร่องน้ำรอบแปลง ด้านที่ตรงกับทางเข้าออก ก็ขุดวางท่อลอดใต้ดิน เฉพาะด้านที่ติดลำห้วย ได้วางท่อขนาด 1 เมตร 2 แถว ต่อลงไปที่ริมห้วย แล้วทำประตูน้ำ เพื่อใช้ปิดเปิดบังคับน้ำ ระหว่างลำห้วยกับ ร่องน้ำที่ขุดไว้ในบริเวณที่ดิน จะทำให้มีน้ำไหลเข้า ร่องน้ำจนเต็ม เมื่อไม่ต้องการให้น้ำเข้ามากเกินไป ก็ปิดประตูน้ำเสีย...

เสารั้วลวดหนาม ผมใช้เสาขนาดใหญ่ (6 คูณ 6)สูง 2 เมตร เป็นเสารั้วปักไปตลอดแนว ระยะห่าง 2.50 เมตร และลงต้นมะขามเทศแซมไว้ที่รั้ว จนรอบแปลงที่ดิน 

ถนนที่สร้างจากดินที่ขุดขึ้นมา ได้จ้างเขามาบดอัดและลาดยางมะตอยทั้งเส้น ด้านริมถนน หาต้นไม้ยืนต้น ต่างๆ มาปลูก เช่นต้นคูณ ต้นสน ต้นสัก ต้นยาง ฯลฯ...ถ้าดูจากภาพรวม ถนนกับร่องน้ำจะอยู่คู่กัน
เมื่อจัดการกับที่ดินเรียบร้อยแล้ว...

ผมได้หารือกับกำนัน เพื่อให้หาช่างมาทำบ้าน เอาช่างบ้านนอกนี่แหละ ให้ช่าง อ.บ.ต. เขียนแบบให้ อย่าคิดว่าจะสร้างใหญ่โตนะครับ เปล่าเลย  ทำเป็นบ้านชั้นเดียว ทรงจั่ว กว้าง 9 คูณ 6 เมตร ผนังเป็นอิฐบล็อก ประตูหน้าต่างก็ธรรมดาๆ  สร้างเดือนเศษๆก็เสร็จเพราะไม่มีอะไรมาก ในตัวบ้านมีห้องนอนห้องเดียว

แต่ที่สำคัญที่สุด ผมให้ช่างขุดบ่อน้ำใต้ดิน ขนาด 4 เมตร คูณ 4 เมตร ลึก 2 เมตร เป็นบ่อคอนกรีตอย่างดี อันนี้ต้องย้ำว่าอย่างดี มีระบบปั๊มน้ำอัตโนมัติเพื่อดึงน้ำจากบ่อขึ้นมาใช้ . บ่อนี้ใช้รองรับน้ำฝนจากหลังคา เพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน

ผมตั้งชื่อบ้านว่า “ชีวิตวัฒนา” จ้างเขาเอาปีกไม้มาแกะสลัก แล้วทำที่แขวนไว้หน้าบ้าน พรรคพวกจะได้มาหาถูก

เมื่อทุกอย่างลงตัว ผมก็ขนของอันน้อยนิดเข้ามาอยู่ และหวังว่าจะอยู่ที่นี่ตลอดไป ในพื้นที่จังหวัดนี้ผมมีคนรู้จักมากพอสมควร เพราะเกษียณอายุที่นี่ เสาร์-อาทิตย์ คงมีพรรคพวกมาเยี่ยมเยือนกันบ้าง...

ลืมบอกไป  นั่นคือผมเป็นคนกินเหล้าครับ แต่ชอบกินที่บ้าน พรรคพวกมาก็กิน อยู่คนเดียวก็กิน แต่กินแบบถนอมสุขภาพ คือกินให้รู้ว่ากิน ไม่หักโหม จนเหล้ากินคน  ..
ที่ดินตรงนี้ไม่เปลี่ยวมากนัก ห่างที่ทำการ อ.บ.ต. ไม่มาก ที่ทำการกำนันก็ไม่ไกล ตรงปากซอยมีร้านค้าด้วย อยู่สบายๆ

ผมชอบซื้ออาหารตุนไว้แยะๆ เหล้าซื้อที ยกเป็นลัง  พักหลังๆไม่ต้องไปซื้อ โทรศัพท์บอกที่ร้านใหญ่ในตลาด เขาจะเอามาส่งให้

ตอนเย็นๆขี่จักรยานรอบๆที่ดินตามถนนลาดยางของเรา สัก 3 รอบ จากนั้น ก่อไฟในเตา เอา หมู ไก่ หรือ หอย มาปิ้ง แกล้มเหล้า น้ำแข็งโซดาเย็นๆ  ถือแก้วเหล้าเดินดูปลาในร่องน้ำ ซึ่งเริ่มมีให้เห็น ดูกระรอกวิ่งไปตามต้นไม้ เมื่อได้เวลาอันสมควร ก็เข้าบ้านอาบน้ำ กินข้าว ดูทีวี จนหลับไปเอง

อย่าคิดว่าผมเหงา ผมไม่เหงานะเพราะตอนเย็นๆ หรือเสาร์-อาทิตย์ พรรคพวกที่เริ่มรู้ก็จะพากันมาเยี่ยม ทุกคนที่มาแล้ว ส่วนใหญ่ ติดใจจนต้องมาอีก และบ้านผมนั้น เสรีครับ ใครอยากนอนก็นอน กลับได้ก็กลับ ที่นอนกว้างขวาง นอนตรงไหนก็เลือกเอา...เพราะบ้านมันโล่ง  มีห้องนอนส่วนตัวผม ห้องเล็กๆห้องเดียว...

บางคนเมามากก็นอนบนโต๊ะใต้ต้นไม้ก็ได้ บรรยากาศธรรมชาติเย็นสบายดี

และที่ห้ามกันเสียงแข็งคือ ห้ามจับสัตว์ทุกชนิดในเขตบ้านนี้..ใครไม่ฟัง ต่อไปห้ามมา...

วันหนึ่งหน้าหนาวมีลมพัดเฉื่อยๆ  ผมนั่งละเลียดเหล้าอยู่คนเดียว อยู่นอกบ้านตรงโต๊ะม้าหินที่เก่าเวลาเดิม  กับแกล้มสองอย่างบนโต๊ะ เป็นผัดเผ็ดปลาดุก และ หมูแดดเดียว วันนี้เป็นวันกลางสัปดาห์ ไม่มีใครมาเยี่ยมเหมือนเคย

อากาศกำลังจะมืด จึงไปหาฟืนมาก่อเป็นกองไฟเล็กๆเป็นเพื่อน อากาศเริ่มเย็น แต่ได้รับความร้อนจากกองไฟ จึงไม่รู้สึกอะไร..

นั่งนึกถึง วิถีชีวิตที่ผ่านมา คนเราเกิดมา ก็จะมีการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกันไป มันหลากหลายจนแยกแยะไม่ไหว บางคนรวย บางคนจน  บางคนดี บางคนเลว มันคละกันไปหมด

ผมมองเห็นการดิ้นรนเพื่อหากินของคน คนที่ร่ำรวยก็มีโอกาสสูง นั่งกินนอนกิน นึกอยากกิน อยากได้อะไร ก็สมปรารถนา แต่คนอีกจำนวนมากยังไม่เป็นเช่นนั้น ต่างต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด..

สำหรับผม เงินเกือบร้อยล้าน ใช้ยังไงก็ไม่มีหมด มันมีมากจนล้นเกินไป มันเกินความต้องการ มันเหมือนเรานั่งเรือลำใหญ่สวยงามอยู่คนเดียว กำลังลอยไปตามลำน้ำที่กว้างใหญ่ มองลงไปที่ผิวน้ำ มีคนจำนวนมากกำลังแหวกว่าย ไปตามน้ำ เพื่อไปยังที่ใดที่หนึ่งตนเองต้องการ บางครั้งน้ำเชี่ยว บางแห่งน้ำลึก ทำให้บางคนหมดแรงจมหายไปในลำน้ำ  ..แต่เราสบายนั่งกินนอนกินอยู่บนเรือใหญ่......

คืนนี้ ผมกินมากกว่าทุกครั้ง อาจเป็นเพราะได้คิดอะไรต่ออะไรไปเรื่อย  ความสุขอยู่หนใด บางครั้งความสุขที่ล้นเกินไป  ก็เป็นทุกข์ได้...
ผมคิดว่าเราควรทำอะไรให้เป็นประโยชน์บ้าง   
                                               
                                                                       ***********************************
หลายปีต่อมา....

เช้ามืดวันหนึ่ง...

“กำนันครับกำนัน....” เสียงตะโกนของ อ้ายนพ ดังลั่นอยู่หน้าบ้านกำนัน อ้ายนพเป็นลูกชาวบ้านแถวนั้น เรียนหนังสือไม่จบ มันจึงมาช่วยพ่อ-แม่ ทำนาทำไร่  มันมักไปรับจ้างตัดไม้ใบหญ้าที่สวน “ชีวิตวัฒนา” ทั้งยังรับอาสาไปซื้อข้าวของเล็กๆน้อยให้กับเจ้าของสวนอีกด้วย ซึ่งเจ้าของบ้านก็เอ็นดูมันเหมือนลูกหลาน เพราะมันมีนิสัย ว่าง่ายใช้คล่อง  บางครั้งยังได้รับเงินพิเศษอยู่เนืองๆ จึงเป็นผู้ที่คุ้นเคยกับเจ้าของสวนมากที่สุด...

กำนันในวัยใกล้หกสิบ  เอาผ้าขาวม้าพาดที่ไหล่ เดินออกมาที่อ้ายนพยืนอยู่...ยังไม่ทันได้พูดอะไร..

“คุณลุงเจ้าของสวน ชีวิตวัฒนา ตายแล้วครับ ศพยังอยู่ที่บ้าน”..อ้ายนพพูดด้วยความตื่นเต้น

“อ้าว !”  กำนันเกาหัวยิกๆๆ
                                     
                                                           *******************************************
เจ้าหน้าที่,แพทย์ และ, มูลนิธิฯเข้าไปสอบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตตามระเบียบ และเก็บศพ  ผู้ตายไม่มีทรัพย์สินอะไรมากนัก พบเพียงโฉนดที่ดิน เนื้อที่ 5 ไร่ เพียงใบเดียว และบัตรข้าราชการบำนาญ และเงินสดไม่มากนัก..

หลังจากวินิจฉัยว่าเป็นการตายไม่ผิดธรรมชาติ  ไม่มีการฆาตกรรม  จึงได้มอบศพให้ผู้เกี่ยวข้อง มาทำพิธีทางศาสนาต่อไป..

พรรคพวกเพื่อนฝูง กำนันและชาวบ้านในพื้นที่ ช่วยกันจัดงานศพ ไปอย่างเรียบง่าย...ส่วนโฉนดที่ดินแปลงที่ผู้ตายอาศัยพัก   จะได้ติดตามหาทายาทเพื่อให้มารับมรดกต่อไป...
                                           
                                                           *******************************************

อ้ายนพ ไปที่สวนท้ายบ้านของมัน ขุดเอากล่องเหล็กใบเล็กออกมา ในกล่อง เป็นสมุดธนาคาร 4 เล่มและสลากออมสิน ที่ระบุชื่อเจ้าของและจำนวนฉบับ   ...มันหยิบขึ้นมา และคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป  มันเรียนหนังสือถึงชั้น ม.3 ซึ่งแน่นอนว่ามันรู้ว่าสิ่งของเหล่านี้คืออะไร   .......เพียงแต่มันจะแกะทุเรียนเหล็กใบนี้มากินด้วยมือเปล่าได้อย่างไร ?  .......       
     
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 09, 2016, 10:05:09 am โดย Rass » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF