www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: กระท่อมผีหลอก  (อ่าน 296 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: มกราคม 30, 2017, 01:09:18 pm »


กระท่อมผีหลอก..

ราสส์ กิโลหก
       
เสียงฟ้าร้อง เสียงลมที่พัดกรรโชกกระแทกเข้ามาที่ฝากระท่อมที่เป็นเพียงไม้ลวกที่นำมาสานเป็นแผ่นดังแฟกๆจนเกิดการสั่นไหวจากแรงลม   ทำให้ทั้งลมทั้งฝนกระเด็นเล็ดลอด เข้ามาตามช่องเล็กช่องน้อยของฝากระท่อม  กระทบเข้ากับตัวเราสองคนซึ่งอาศัยหลบฝนอยู่ภายใน ความหนาวเย็น และความเปียกชื้น เกาะกุมไปทั่วทั้งตัว…ฝนตกแรงจริงๆ
       
ก่อนหน้านั้น  เรากำลังเดินทางกลับหลังจากเดินทางไปทำงานที่ตำบลหนึ่งซึ่งอยู่ห่างไกลจากที่พักในตัวอำเภอหลายสิบกิโลเมตร เนื่องจากถนนไม่ดี เต็มไปด้วยหลุมบ่อ เมื่อฝนเกิดเทกระหน่ำลงมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ..
       
ผมไม่มีทางเลือกอื่น มันฉุกละหุกจนตั้งตัวแทบไม่ทัน จะไปต่อก็ไม่ได้เพราะฝนตกแรงเหลือเกิน กระท่อมโกโรโกโสหลังนี้ จึงเป็นที่พึ่งในยามคับขันได้ในระดับหนึ่ง..
       
ผมเป็นเจ้าหน้าที่รังวัดประจำอยู่สำนักงานที่ดินอำเภอแห่งหนึ่ง ได้ไปรังวัดที่ดินให้กับเจ้าของที่ดินรายหนึ่ง   โดยที่ดินแปลงนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ ห่างไกลจนเกือบสุดเขตอำเภอ (สมัย ปี พ.ศ. 2522) พื้นที่นี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าเขา ต้นไม้สูงใหญ่มีมากมาย ป่าที่เป็นป่าจริงๆ ผู้คนและสิ่งปลูกสร้างยังไม่มีมากนัก ถนนหนทางเป็นเพียงดินลูกรัง บางช่วงก็เป็นดินล้วนๆ
       
ผู้คนที่เข้ามาบุกเบิกจะอาศัยกันเป็นหย่อมๆ จึงทำให้พื้นที่ส่วนมาก จะรกร้างไปด้วยป่าไม้ ไอป่าและความเยือกเย็นจากป่าธรรมชาติ สัมผัสได้ตลอดทางที่เข้าไป
       
ผมใช้พาหนะเป็นรถมอเตอร์ไซค์ สมัยนิยม คือ ซูซูกิ เอ-100 ไปกันสองคนกับลูกน้องชื่อ อ้ายหนุ่ย สมัยนั้น ค่าจ้างแรงงาน เพียงวันละ 30 บาท (สมัยนั้นทองบาทละ 400 )
       
ทั้งที่พยายามรีบรังวัดที่ดินให้เสร็จโดยเร็วเพราะกลัวจะมืดค่ำ แต่ระหว่างทางก็เจอปัญหาจนได้  ฝนที่ตั้งเค้าอยู่แล้ว ตกกระหน่ำลงมาแบบไม่มีปีมีขลุ่ย
           
เราติดอยู่ในกระท่อมร้างตั้งแต่ หกโมงเย็นและไม่มีทีท่าว่าจะหยุด  ฝนกลางป่าจะเป็นแบบนี้ ตกรุนแรงและยาวนาน ภาวนาให้หยุดตกเสียที อย่าให้ถึงมืดค่ำเลย แถบนี้ไม่มีบ้านเรือนผู้คน รอบข้างเต็มไปด้วยต้นไม้ รกครึ้มจนเหมือนอยู่ในกลางป่าดงดิบ ถนนก็เป็นเพียงถนนดินเส้นเล็กๆรถใหญ่ไม่ค่อยมีวิ่งผ่านหรือไม่มีผ่านเลยก็ว่าได้
           
พากันนั่งกอดเข่าอยู่บนพื้นกระท่อมซึ่งยกสูงจากพื้นดินประมาณ เมตรเศษๆทำให้พอได้เข็นรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปจอดหลบฝนได้..แล้วรีบวิ่งขึ้นไปหลบฝนบนกระท่อม แต่ไม่มีใครอยู่ จึงถือวิสาสะเข้ามาหลบฝนเพราะมันจำเป็น..
           
การภาวนาให้ฝนหยุดตก ไม่เป็นผลฝนยังคงตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา จนกระทั่งแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ กำลังจะจางหายไป อีกไม่นานรอบๆตัวคงเต็มไปด้วยความมืดมิด
         
ตอนที่ขึ้นมาบนกระท่อมครั้งแรกสังเกตว่า น่าจะไม่มีคนอยู่ หยากใย่ใยแมงมุมขึ้นเต็มไปหมด ที่ด้านในเป็นที่นอนเก่าๆ มีมุ้งเก่าเขรอะ จากสีขาวกลายเป็นสีน้ำตาลแก่ หูมุ้งกางไว้สองหูที่ผนัง คงไม่มีคนมาใช้นอนเป็นเวลานาน สภาพจึงเป็นแบบนั้น มุมด้านอื่นๆมีขวดน้ำแก้วน้ำเก่าๆ มีกระป๋องตะเกียงน้ำมันด้วย 2 กระป๋อง ตรงชานกระท่อมมีโอ่งน้ำใบเล็ก มีจานชามวางอยู่ข้างๆโอ่ง.
       
เจ้าของไปไหน ? ตอนนั้นไม่มีเวลามาคิดเกรงใจอะไรเพราะฝนตกลงมาแบบฟ้ารั่ว ยังไงก็ต้องขอเข้ามาก่อน เรื่องขออนุญาตเอาไว้ที่หลัง แต่ก็พบว่ากระท่อมหลังนี้คงไม่มีคนเข้ามาใช้นานแล้ว...

เมื่อความมืดกำลังจะมาเยือน ผมเดินไปที่กระป่องตะเกียงน้ำมัน เอามือเขย่าดู ..
       
“เอ๊ะ ! มีน้ำมันอยู่ในกระป่อง” ผมอุทานด้วยความดีใจ อย่างน้อยก็ครึ่งกระป่องคะเนจากน้ำหนัก
       
“หนุ่ย เอ็งเอาไฟแช๊ก ซิปโป้ มาจุดตะเกียงหน่อย ดวงดีจริงๆที่น้ำมันยังมีอยู่ ไม่งั้นมืด ตายเลย ”
เปลวควันสีดำ ลอยขึ้นมาจากใส้ตะเกียง ความสว่างกระจายออกมาจากดวงไฟ แสงไฟสะบัดวูบวาบ เพราะลมที่พัดเล็ดลอดเข้ามาตามร่องรูของฝากระท่อม
         
บรรยากาศด้านนอก นอกจากเสียงฝนเสียงฟ้าที่ดังสลับกันไปมา  ตอนนี้ผสมความมืดมิดเข้าไปด้วย เราสองคนไม่ได้พูดอะไรกัน ได้แต่มองตากัน เราไม่เคยเจอกับสถานการณ์แบบนี้ ตอนช่วงเย็นยังไม่เท่าไหร่เพราะยังมีแสงอาทิตย์เป็นเพื่อน แต่ตอนนี้เมื่อความมืดเข้ามาเยือน มันเริ่มน่ากลัว
       
 เสียงสรรพสัตว์ต่างๆเริ่มดังกันขึ้น มันมีมากมายหลายเสียง จนเดาไม่ถูกว่าเป็นเสียงของสัตว์อะไรกันบ้าง..ป่าคงตื่นแล้ว สัตว์ป่าต่างๆเริ่มออกมาหากิน..
       
คำว่าป่าดงพงไพร มันดูลึกลับและแปลกหูแปลกตา เสียงฝนที่เทลงมากระทบหลังคากระท่อม เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าเป็นพักๆ  เสียงลมที่พัดต้นไม้ใบไม้เกิดเสียงดังต่างๆแปลกหูแปลกตา ความหวาดกลัวเริ่มเข้าคุกคาม ความคิดฟุ้งซ่านคิดไปต่างๆนานา.. 
       
ผมยกมือขึ้นไหว้ไปรอบทิศ ขอให้ฝนหยุดเสียที เราอยากกลับบ้านเต็มที นึกอยากจะลุยออกไปเลยก็ไม่อยากเสี่ยงเพราะรถคู่ใจคันนี้ ถ้าโดนน้ำหนักๆจะพาลดับเอาดื้อๆ..
       
ฝนยังคงตกเหมือนเดิมไม่มีทีท่าว่าจะหยุด จากหนึ่งทุ่ม สองทุ่ม แลมองดูนาฬิกาครั้งสุดท้าย จะสามทุ่มแล้ว  ถ้ารู้แบบนี้นอนค้างที่บ้านเจ้าของที่ดินดีกว่า แต่อย่างว่าใครจะไปรู้สถานการณ์ข้างหน้า ที่สำคัญเราออกมาจากบ้านของเขาไกลมากแล้ว มันเกือบครึ่งทางเลยที่เดียว..
       
ง่วงก็ง่วงแต่ความกลัวมีมากกว่า มองออกไปมีแต่ความมืดมิด เสียงสิงสาราสัตว์ มันดังอยู่ตลอดเวลา อ้ายหนุ่ยทำท่าจะเอนตัวลงนอน ผมต้องรีบบอกมันอย่าพึ่งนอน เพราะหากมันนอนผมก็เหมือนตัวคนเดียว

“มันเหงานะ โว๊ย” ผมตะโกนอยู่ในใจ..

ท่ามกลางความมืด เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากใต้กระท่อม

“ จ๋อมๆๆๆๆ จ๋อมๆๆๆๆ” เสียงดังเหมือนมีการย่ำลงไปในน้ำ เพราะฝนตกหนักน้ำคงท่วมพื้นดิน เมื่อมีการย่ำลงไปในน้ำจึงเกิดเสียงแบบนี้..

เราสองคนขยับตัวเข้าหากันโดยไม่นัดหมาย..

“เสียงอะไร วะ หนุ่ย” เสียงผมแหบเต็มที..

อ้ายหนุ่ยสั่นหน้า มันคงพูดอะไรไม่ออก..

หรือจะเป็นสัตว์อะไรสักอย่าง

อีกไม่กี่อึดใจ มีเสียงใหม่ดังขึ้น..แต่เบามาก..

“กรูบอกแล้ว ว่าอย่ากลับบ้านมืดค่ำ.” เป็นเสียงผู้หญิง

“ฮือๆๆๆๆๆๆๆกลัวแล้ว  เจ็บๆๆๆ” เป็นเสียงเด็กผู้ชายอายุคงไม่มากนักไม่น่าเกิน สิบขวบ

“เฮ้ย ! เจ้าของกระท่อมกลับมาแล้ว” ผมหันหน้าไปบอกอ้ายหนุ่ย ใจชื้นขึ้นมา มีคนมาเป็นเพื่อนแล้ว

แต่อ้ายหนุ่ยทำท่าเฉยๆ ไม่ได้แสดงอาการดีใจอะไร..

“มรึง เป็นอะไรวะ ไม่ดีใจหริอ ไง ?”

“โธ่ ลูกพี่ สภาพกระท่อมร้างแบบนี้ คนอยู่ได้ก็เก่งละ คงไม่ใช่เจ้าของหรอก”

ผมลืมนึกถึงข้อนี้ไป เพราะสภาพกระท่อมที่เรามองเห็นตอนแรกนั้น มันร้างจนรกแบบนั้น แสดงให้เห็นว่าไม่มีใครอยู่อาศัยมานานแล้ว..เอาแล้วไง แล้วเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงคนแน่ๆ  แต่ผู้หญิงกับเด็กมาทำอะไรแถวนี้ แถบนี้ไม่ปรากฏมีบ้านคนให้เห็นเลย

“ไป ขึ้นไปบนบ้าน เดี๋ยวกูจะตีให้หลังลาย ชอบนัก เรื่องหนีไปเล่นน้ำ บอกแล้วว่าอย่าไป”

เสียงดังขึ้นมาอีก ทั้งเสียงย่ำน้ำยังมุ่งไปที่ตีนบันใด

ผมกับอ้ายหนุ่ย มองตากัน อ้ายหนุ่ยยกตะเกียงขึ้นเหลือหัว เพื่อให้ความสว่างกระจายไปให้ถึงหัวบันใด.เพื่อจะได้มองเห็นสิ่งที่จะไต่บันใดขึ้นมา..

เสียงลั่นของลูกบันใดที่เป็นไม้ไผ่ แสดงถึงมีสิ่งที่มีน้ำหนักกดทับลงไป 

“เอียดๆๆๆๆ”

จนเสียงมาสุดที่หัวบันใด....

“เฮ้ย ! “ เราสองคนแหกปากออกมาพร้อมกันอย่างลืมตัว..

มันบ้าไปแล้ว มีแต่เสียง แต่ไม่มีสิ่งใดปรากฏแก่สายตาเลย

ผมขนลุกซู่ด้วยความตกใจ และคิดว่าอ้ายหนุ่ยก็คงมีอาการไม่แตกต่างจากผม..ฝนบ้าก็ยังตกไม่หยุด ข้างนอกอย่าให้พูดถึงมันมืดมิด มองออกไปไม่เห็นอะไรเลย
กำลังตกใจจนทำอะไรไม่ถูก มีเสียงดังมาจากมุ้งริมห้องด้านใน ซึ่งสองหูของมุ้งกางอยู่ข้างฝาห้อง อีกสองหูกองอยู่กับพื้น เสียงตบหมอนผัวะๆๆ อยู่ในมุ้งซึ่งกางอยู่เพียงสองหู ด้วยสัญชาติญาณ อ้ายหนุ่ยยกตะเกียงชูขึ้นอีกครั้ง .

“เหวอๆๆ” มีเงาตะคุ่ม สอง เงา กำลังขยับไปมาอยู่ในมุ้ง

“พี่ๆๆๆๆ” เสียงไม่เป็นมนุษย์ของอ้ายหนุ่ย  จนฟังแทบไม่เป็นภาษา..

“เฮ้ย ! อยู่ไม่ได้แล้ว “ ผมตะโกนดังลั่น

ผมคว้ากระเป๋า กระโจนพรวดออกมาอย่างเร็ว อ้ายหนุ่ยยังมีสติ มันถือตะเกียงติดมือมาด้วย..ยังไงเราก็ต้องออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด

“ฮิๆๆๆๆ  ฮ่าๆๆๆจะรีบไปไหน”

“แม่ๆๆๆหนุง่วงแล้ว”.....

เสียงดังตามหลังมา..

ไม่มีเวลาคิดอะไร เราวิ่งลงมาถึงใต้ถุน ตรงที่รถมอเตอร์ไซค์ จอดอยู่ พื้นดินมีน้ำท่วมถึงตาตุ่ม ผมลากรถออกมาอ้ายหนุ่ยชูตะเกียงให้ความสว่าง ..

“เฮ้ย จะไปไหนๆๆๆๆ” เสียงบ้ายังตามมารบกวน..

ทั้งเข็นทั้งลากรถจนมาถึงถนน ซึ่งห่างจากกระท่อมไม่มากนัก

บิดกุญแจด้วยมือที่สั่นเป็นเจ้าเข้า เสียงเครื่องรถติดดังก้องในความมืด ไฟหน้ารถสว่างเป็นลำไปข้างหน้า มองเห็นเม็ดฝน ตัดกับแสงไฟ เป็นเส้นร้อยเส้นพันเส้น

“จะไปไหนๆๆๆๆ” เสียงดังมาจากในกระท่อม

กระตุกเกียร์เตรียมออกรถ หันไปมองอีกครั้ง ในกระท่อมตอนนี้มีแสงสว่างขึ้นจากตะเกียง  ที่ตรงหน้าต่างมีเงาเป็นร่างคนสองคน ยืนมองออกมา ...

อ้ายหนุ่ย โยนตะเกียงในมือทิ้งลงพื้น..

ผมบิดคันเร่งกระชากรถออกไป   ด้วยความแรง...

“ไปตายเอาดาบหน้า โว้ย หนุ่ย “..

เสียงเครื่องยนต์และแสงไฟส่องเป็นลำ วิ่งฝ่าสายฝนที่ตกกระหน่ำอย่างไม่ลิมหูลืมตา ตรงไปยังความมืดมิดที่อยู่เบื้องหน้า  ......

 
           
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF