www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ดาวจ๋าอย่าร้องไห้  (อ่าน 2108 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
กะทิ
บุคคลทั่วไป


อีเมล์ : Email
« เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2008, 11:34:45 pm »

[ 10 ก.พ. 2550 23:30:32 ] แจ้งลบ พิมพ์ 61.19.182.247

user posted image user posted image user posted image


หนูหาดาวของหนูมาให้ตามสัญญาแต่หนูเพิ่งรู้ว่ามันถูกปลดจากระบบสุริยะแล้วน่าสงสารจัง แต่ดาวของพี่พร้าว(ดาวเสาร์ยังอยู่ค่ะ) เขาตัดสินที่ไหนก็ไม่ทราบแต่เขาไม่ได้ถามหนู ผู้เป็นเจ้าของดาว หนูเสียใจมากหนูอยากร้องขอความเป็นธรรมได้มั้ยคะ

ภายหลังเกิดข้อถกเถียงกันว่า "ดาวพลูโต" นับเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งหรือไม่ ในที่สุดนักดาราศาสตร์ก็ลงมติออกมาเป็นที่เรียบร้อย เรื่องการถอดดาว “พลูโต” ออกจากสถานภาพ “ดาวเคราะห์” หลังอยู่ในระบบมานานถึง 76 ปี การถอดดาวพลูโตออกส่งผลให้ระบบสุริยะวันนี้มีดาวเคราะห์เหลือเพียง 8 ดวง เท่านั้น

โดยดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า การตัดดาวพลูโตออกจากระบบสุริยะและเปลี่ยนสภาพจาก “ดาวเคราะห์” โดยจัดชั้นใหม่ให้เป็น “ดาวเคราะห์แคระ” นั้นไม่มีอะไรเสียหาย เพราะดาวพลูโต ถูกค้นพบเมื่อปี 1930 และตลอด 76 ปีเรียกเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์พบว่าดาวพลูโตมีความแตกต่าง จากดาวเคราะห์ทั้ง 8 ดวงมากขึ้นเรื่อย ๆ และด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี กล้องดูดาวในปัจจุบัน ทำให้นักดาราศาสตร์ค้นพบ ดาวอื่น ๆ ที่มีลักษณะเหมือนดาวพลูโตอีกหลายดวง

ซึ่งเมื่อวันที่ 14-24 สิงหาคมที่ผ่านมา ในที่ประชุมของสมาพันธ์ดาราศาสตร์สากล หรือ ไอเอยู (International Astronomical Union's : IAU) มีนักดาราศาสตร์ราว 3,000 คน จาก 75 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วมประชุมที่กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ค ได้ลงมติถอด “ดาวพลูโต” ออกจาก หมู่ “ดาวเคราะห์ชั้นเอก” แห่งระบบสุริยะ ด้วยเหตุผลที่ว่า “พลูโต” มีลักษณะต่างจากดาวเคราะห์อีก 8 ดวงที่อยู่ในระบบมาก ไม่ว่าจะเป็นระยะทางที่อยู่ไกลจากดวงอาทิตย์และมีขนาดเล็กกว่าดาวเคราะห์อีก 8 ดวง

และในการประชุมไอเอยูครั้งนี้ได้ร่วมกันนิยามความหมายของ “ดาวเคราะห์” ซึ่งในอดีตไม่มีการกำหนดนิยามไว้ ซึ่งได้ข้อสรุปว่า “ดาวเคราะห์” (planet) ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

1.เป็นวัตถุบนท้องฟ้าที่โคจรรอบดาวฤกษ์ แต่ตัวเองต้องไม่ใช่ดาวฤกษ์

2.มีมวลมากพอที่จะมีแรงโน้มถ่วงดึงดูดตัวเองให้อยู่ในสภาวะสมดุลอุทกสถิต (hydrostatic equilibrium) และ

3.มีวงโคจรที่ชัดเจนและสอดคล้องกับดาวข้างเคียง

ทั้งนี้ หลังไอเอยู นิยามลักษณะดาวเคราะห์แล้วส่งผลให้ “พลูโต” หลุดจากความเป็นดาวเคราะห์ทันที เพราะมีวงโคจรเป็นวงรีที่ทับซ้อนกับดาวเนปจูน และทำให้ระบบสุริยะมีดาวเคราะห์เหลืออยู่เพียง 8 ดวง
บันทึกการเข้า
มนตราแห่งทะเล
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 463



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2008, 11:52:35 pm »


กะทิ
10 ก.พ. 2550 23:43:29

กราบลุงภัสสรและป้าชุ

ดาวพลูโตถูกถอด แม่บอกว่าเขาจะส่งท่านนายกคนก่อนไปไว้ที่นั้นจริงมั้ยคะ หนูสงสารจังคะ msn_cry.gif msn_cry.gif


รักและเคารพ

กะทิ



ป้าชุค่ะ
11 ก.พ. 2550 00:02:28

กะทิจ๋า อย่าเพิ่งร้องไห้

ไม่อยากเห็นน้ำตาของกะทิเลยค่ะ นี่แสดงว่ากะทิสนใจ และรักเรื่องราวเกี่ยวกับดวงดาวเป็นชีวิตจิตใจจริง ๆ ป้าต้องรีบหาความรู้เพิ่มเติมบ้างแล้ว จะได้คุยกันได้ยาว ๆ

ถึงดาวพลูโตของหนูกะทิ จะถูกเขาตัดออกจากระบบสุริยะจักรวาลไปแล้ว แต่เขาก็ยังอยู่ในใจเรา ยังอยู่ในความสนใจของเราไม่ใช่หรือคะ จำได้ว่า ตอนที่มีข่าวออกมาในช่วงที่ประชุมให้ตัดออกนั้น มีหลายคน หลายกลุ่มออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยแยะเลยละค่ะ ป้าก็ตามอ่านด้วยความสงสารเช่นกัน

เลยรีบเข้ามาปลอบกะทิว่าอย่าร้องไห้ไปเลยค่ะถึงอย่างไร เราก็คงไม่คิดจะตัดความรู้สึกที่ดีที่เราเคยมีต่อพลูโต ความรู้ต่าง ๆ ที่ได้เรียนรู้เรื่องดาวพลูโตออกไปจากความรู้สึกของเราไม่ใช่เหรอคะ...

อย่าร้องไห้ไปเลยนะคะกะทิ แต่ถ้ากะทิยังคิดที่ร้องไห้อยู่ ป้าจะร้องเป็นเพื่อนกะทิค่ะ



กะทิ
11 ก.พ. 2550 00:15:27

เขาตัดแล้วเขาคงไม่ศึกษาว่ามันจะเป็นยังไง แล้วมันก็จะเลือนหายไปจากความทรงจำ จริงมั้ยคะ ทำไมคนใจร้ายจัง แม้แต่กับดวงดาวก็ไม่เว้น เขาคิดว่าเขาเก่งและทำถูก เกิดวันหนึ่ง หนูพิสูจน์ได้ว่าดาวหนูอยู่ในระบบแล้วเขาจะยอมรับมั้ย

ป.ล.หนูจะไม่หาดาวดวงใหม่ เพราะดาวของหนูชื่อพลูโต msn_cry.gif msn_cry.gif msn_cry.gif



กะทิ
11 ก.พ. 2550 00:31:10


 
 
 
ดาวพุธ (Mercury)  ดาวเคราะห์วงในสุดของระบบสุริยะที่มีการเปลี่ยนตำแหน่งเร็วที่สุด มีคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์สั้นมากเพียง 88 วัน ทำให้การเปลี่ยนตำแหน่งของดาวพุธจากซีกหนึ่งของดวงอาทิตย์ไปอีกซีกหนึ่งกินเวลาเพียง 44 วันหรือราวเดือนครึ่ง เราจะมองเห็นดาวพุธได้ในระดับต่ำทางของฟ้าตะวันออกหรือขอบฟ้าตะวันตกเท่านั้น ตำแหน่งที่เราสามารถมองเห็นดาวพุธได้ดีที่สุดคือตำแหน่งที่เรียกว่า Greatest Elongation หรือตำแหน่งสูงสุดทางปีกของดวงอาทิตย์ซึ่งมีอยู่สองตำแหน่งคือ Greatest Elongation West หรือสูงสุดทางขอบฟ้าซีกตะวันออกจะเห็นได้ก่อนรุ่งเช้า  และ Greatest Elongation East  หรือสูงสุดทางขอบฟ้าด้านทิศตะวันตกเห็นได้หลังอาทิตย์ตก โดยมีความสว่างสูงสุด -0.45   ซึ่งจะทำให้ดาวพุธอยู่สูงสุดบนขอบฟ้าได้ราว 28 องศา (แต่ในความเป็นจริงเราเห็นดาวพุธได้สูงไม่เกิน 17 องศา เนื่องจากต้องรอให้แสงอาทิตย์อ่อนไปเสียก่อน) ทั้งสองตำแหน่งจะทิ้งระยะเวลาห่างกันราวเดือนครึ่ง


 

      ตำแหน่งที่เราไม่สามารถมองเห็นดาวพุธได้มีอีก 2 ตำแหน่ง คือ  Inferier conjunction หรือตำแหน่งหน้าดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือทำให้ดาวพุธมีโอกาส Transit ดวงอาทิตย์ด้วยแต่ก็ไม่ทุกครั้ง ดาวพุธจะมีขนาดเชิงมุมสูงสุด 10 arcsec เมื่ออยู่ใกล้โลกหรือที่ตำแหน่ง inferier conjunction นี้   และ ตำแหน่ง Superier conjunction หรือตำแหน่งด้านหลังดวงอาทิตย์ ก็เป็นตำแหน่งที่เราไม่เห็นดาวพุธเช่นกัน  โดยจะทิ้งระยะห่างกันเดือนครึ่ง     




กะทิ
11 ก.พ. 2550 23:36:16


 


 

โอ้ย!!!!! ทนไม่ไหวแล้ว เร็ว เข้า...Charon Nix Hex......ช่วยกันตะโกนดังๆว่า "หนูไม่ยอม เอาพลูโตคืนมา"





ป้าชุ
15 ก.พ. 2550 22:46:26

คิดถึงกะทิค่ะ มะพร้าวด้วย (คุณแม่ คุณพ่อ มะพร้าวกะทิชาวเกาะด้วยค่ะ) สรุปแล้วคิดถึงหมดทุกคนเลย

จะบอกกะทิว่า ป้าชุ ลุงภัสสร กับทีมงาน ต้องขอแวบไปอาร์เจนติน่าสัก 5-6 วันนะคะ แต่จะเข้ามาอ่านบ่อย ๆ และก็คงได้คุยกันเหมือนเดิม ยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังไม่เล่าหรือตอบให้ทราบเลย

โรงเรียนทางเมืองไทยกำลังจะปิดเทอม แต่ทางชิลี กำลังจะเปิดเรียนในต้นเดือนมีนาคมนี้ค่ะ พี่ ๆ ทีมงานถ่ายรูปเด็กนักเรียนชิลีไว้ให้มะพร้าวกับกะทิแล้วนะคะ คงจะเอาลงได้ก่อนไปค่ะ

ป้าชุก็เลยเข้ามาบอกกล่าวไว้ก่อน แล้วค่อยคุยกันอีกทีนะคะ



กะทิ
27 ก.พ. 2550 22:02:59

ดาวพุธเป็นดาวเคราะห์ซึ่งอยู่ใกล้กับ ดาวอาทิตย์ มากที่สุด และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 8 ดาวพุธมีขนาดเล็กกว่าดวงจันทร์ กันนึมมีด และ ไททัน แต่มีมวลมากกว่า

วงโคจร: 57,910,000 ก.ม. (0.38 หน่วยดาราศาสตร์) จากดวงอาทิตย์
เส้นผ่านศูนย์กลาง: 4,880 ก.ม.
มวล: 3.30 x 1023 ก. ก.

ในเทพนิยายโรมัน เมอร์คิวรี่ เป็นเทพแห่งการค้าขาย เดินทาง และฉกฉวย เทียบได้กับเทพเฮอร์เมส ของกรีก ผู้เป็นคนส่งสาส์นของเทพเจ้า ดาวพุธอาจถูกตั้งชื่อตามนี้เพราะว่ามันเคลื่อนที่รวดเร็ว

ดาวพุธเป็นที่รู้จักกันตั้แต่สมัยสุเมเรียน (สามพันปีก่อนคริสต์กาล) มันมีชื่อเรียกสองชื่อคือ อะพอลโล่ในตอนเช้า และเฮอร์เมสในตอนเย็น นักดาราศาสตร์กรีกโบราณทราบว่ามันคือดาวดวงเดียกัน เฮรัคลิตุสเชื่อว่าทั้งดาวพุธและดาวศุกร์โคจรรอบดวงอาทิตย์ มิใช่รอบโลก

ดาวพุธถูกเยี่ยมเยือนด้วยยานอวกาศเพียงลำเดียวคือ ยานมาริเนอร์ 10มันบินผ่านสามครั้งในปี พ.ศ.2516 และ 2517 และทำแผนที่ได้เพียงร้อยละ 45 ของพื้นที่ทั้งหมด (และโชคไม่ดีที่มันอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มาก จึงไม่สามารถส่องมองด้วย กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล)

วงโคจรของดาวพุธเป็นวงรีมาก; มันทีระยะห่างจากดวงอาทิตย์ 46 ล้านกิโลเมตรที่ เพอริฮีเลียนและมีระยะห่างถึง 70 ล้านกิโลเมตรที่ แอปพีเลียน ดาวพุธโคจรรอบดวงอาทิตย์ในอัตราที่ช้ามากที่เพอริฮีเรียน นักดาราศาสตร์ในศตวรรษที่ 19 ได้ทำการสังเกตการณ์อย่างละเอียดถึงค่าพารามิเตอร์ในวงโคจร แต่กลไกตามกฏของ นิวตัน ก็มิสามารถให้คำอธิบายได้เพียงพอ ข้อแตกต่างระหว่างการสังเกตการณ์และการพยากรณ์แม้มีเพียงเล็กน้อย แต่ก็เป็นปมปัญหานานหลายทศวรรษ เป็นที่เชื่อกันว่ามีดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่ง (ชื่อ วัลแคน) โคจรอยู่ใกล้ ๆ และรบกวนวงโคจรของดาวพุธ ต่อมาคำตอบที่แท้จริงได้จาก ทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไป ของ ไอสไตน์ ซึ่งสามารถพยากรณ์การเคลื่อนที่ของดาวพุธได้อย่างถูกต้อง

ก่ อน พ.ศ.2505 เราเชื่อกันว่า "วัน" ของดาวพุธยาวนานเท่า "ปี" และหันด้านเดียวเข้าหาดวงอาทิตย์ เช่นเดียวกับที่ดวงจันทร์หันด้านเดียวเข้าหาโลก จนกระทั่งปี พ.ศ.2508 การสังเกตการณ์ด้วย ด๊อปเปล้อเรดาร์ ทำให้ทราบว่า ขณะที่ดาวพุธหมุนรอบตัวเอง 3 รอบ มันจะโคจรรอบดวงอาทิตย์ได้ 2 รอบ ดาวพุธเป็นเทห์วัตถุเดียวในระบบสุริยะที่มีการสัดส่วน resonance ระหว่างคาบการโคจรและหมุนรอบตัวเองในอัตรา 1:1

การที่วงโคจรของดาวพุธรีมาก ทำให้เกิดผลกระทบแปลก ๆ แก่ผู้สังเกตการณ์ที่อยู่บนดาว กล่าวคือ ผู้สังเกตการณ์จะมองเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นพร้อมกับขนาดค่อย ๆ ใหญ่ขึ้น มันเคลื่อนช้า ๆ และมาหยุดอยู่ที่จุดเหนือศีรษะ จากนั้นจะเคลื่อนถอยหลังเล็กน้อย และหยุดอีกครั้งหนึ่ง ต่อจากนั้นจึงเคลื่อนต่อไปยังขอบฟ้าด้านตรงข้าม และขนาดก็จะค่อย ๆ เล็กลง ดวงดาวทั้งหลายจะเคลื่อนข้ามท้องฟ้าเร็วขึ้นสามเท่า ผู้สังเกตการณ์ที่จุดอื่นจะเห็นแตกต่างไปบ้าง แต่ก็จะเห็นการเคลื่อนที่แปลกประหลาดเช่นเดียวกัน

อุณหภูมิบนดาวเคราะห์มีความแตกต่างกันมาก ตั้งแต่ 90 เคลวิน จนถึง 700 เคลวิน อุณหภูมิบน ดาวศุกร์ ร้อนกว่าเล็กน้อย แต่คงที่กว่ากันมาก

ดาวพุธมีลักษณะหลายอย่างคล้ายคลึงกับ ดวงจันทร์ : พื้นผิวเต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาตและมีอายุมาก ( old ); ไม่มี การเคลื่อนตัวของเปลือกผิว แต่ดาวพุธมีความหนาแน่นมากกว่าดวงจันทร์มาก (5.43 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร แล 3.34 กรัม/ลบ.ซม.) ดาวพุธเป็นเทห์วัตถุที่มี ความหนาแน่นที่สุด ของระบบสุริยะ เป็นอันดับสองรองจาก โลก ที่จริงแล้วความหนาแน่นของโลกส่วนหนึ่งเกิดจากแรงอัดตัวของแรงโน้มถ่วง ถ้าไม่นับแรงนี้แล้ว ดาวพุธคงมีความหนาแน่นกว่าโลก นี่แสดงให้เห็นว่าแกนเหล็กของดาวพุธมีขนาดใหญ่กว่าแกนของโลก ดาวพุธมีแมนเทิลและเปลือกบาง เป็นสารจำพวก ซิลิเกท

ภายในของดาวพุธเป็นแกนเหล็กขนาดใหญ่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1,800 ถึง 1,900 ก.ม. ล้อมรอบด้วยชั้นที่เป็นซิลิเกท (ในทำนองเดียวกับที่แกนของโลกถูกห่อหุ้มด้วยแมนเทิลและเปลือก) ซึ่งหนาเพียง 500 ถึง 600 ก.ม. บางส่วนของแกนอาจจะยังหลอมละลายอยู่

ดาวพุธมีบรรยากาศที่บางมาก เกิดจาก ลมสุริยะพัดเป่าอะตอมของพื้นผิวให้หลุดออกมา กอปรกับดาวพุธร้อนมาก อะตอมเหล่านี้จะลอยหลุดไปสู่อวกาศอย่างรวดเร็ว บรรยากาศของดาวพุธเกิดขึ้นและสลายไป ไม่คงตัวอย่าง เช่นบรรยากาศของดาวศุกร์และโลก พื้นผิวของดาวพุธ มีเนินชันขนาดยักษ์ บ้างยาวหลายร้อยกิโลเมตรและสูงถึงสามกิโลเมตร บ้างตัดตรงพาดหลุมอุกกาบาต ลักษณะเช่นนี้แสดงถึงการบีบตัวของพื้นผิว มันแสดงให้เห็นว่าพื้นผิวของดาวพุธมีการหดตัวในราว 0.1% (ลดลง 1 ก.ม.เมื่อเทียบกับความยาวรัศมีของดาว)

มีแอ่งที่ราบขนาดใหญ่ชื่อ แอ่งคาลอริส มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางค้ายกับแอ่งที่ราบ (ทะเล) บน ดวงจันทร์ ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการชนกับอุกกาบาตขนาดใหญ่ ในยุคเริ่มแรกของระบบสุริยะ จะเห็นได้ว่าการชนก่อให้เกิดแรงปฏิกริยาให้ภูมิประเทศของพื้นที่ด้านตรงข้ามของดาวกลายเป็นที่สูง (ซ้าย)

พื้นที่ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาต แต่ก็มีบางย่านเป็นที่ราบเรียบ ซึ่งอาจเกิดจากลาวาจากภูเขาไฟโบราณไหลท่วม แต่กระนั้นบางทีก็มีรอยอุกกาบาตรุ่นหลังพุ่งชน

จากผลการวิเคราะห์ข้อมูล ของยานมาริเนอร์อีกครั้ง ตรวจพบหลักฐานเบื้องต้นของภูเขาไฟรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตามยังต้องการข้อมูลเพิ่มเติมมายืนยัน

การสังเกตการณ์ด้วยเรดาร์ พบว่าในบริเวณขั้วเหนือ (เป็นบริเวณที่ยานมาริเนอร์ยังมิได้สำรวจ) พบว่ามีหลักฐานว่าอาจมีน้ำแข็งซ่อนอยู่ในเงาของขอบหลุม

ดาวพุธมีสนามแม่เหล็กขนาดเล็ก ซึ่งกำลังเพียง 1% ของสนามแม่เหล็กโลก

ดาวพุธไม่มีดวงจันทร์บริวาร

เราสามารถมองเห็นดาวพุธได้ด้วยตาเปล่า หรือให้กล้องส่องทางไกล มันมักจะปรากฏตัวใกล้กับดวงอาทิตย์ ทำให้เรามองเห็นมันยาก มี เว็บไซต์หลายแห่ง ที่แสดงตำแหน่งปัจจุบันของดาวพุธ (และดาวเคราะห์ดวงอื่น) บนท้องฟ้า; รายละเอียดต่าง ๆ สามารถจัดทำเป็นแผนที่ดาวด้วย โปรแกรมท้องฟ้าจำลอง เช่น Starry Night



กะทิ
28 ก.พ. 2550 19:16:31


 

ดาวพฤหัส เป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 5 แห่งระบบสุริยะ และเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ใหญ่ที่สุดมีมวลเป็นลำดับที่ 2 รองจากดวงอาทิตย์ และมีมวลมากกว่าดาวเคราะห์ดวงอื่นรวมกัน มีขนาดใหญ่กว่าโลก 318 เท่าJupiter เป็นชื่อของกษัตริย์แห่งเทพ ดาวพฤหัสเป็นดาวเคราะห์ที่สว่างเป็นลำดับที่ 4 ในท้องฟ้าถัดจากดวงอาทิตย์,ดวงจันทร์

<!--DWLayoutTable-->
และดาวศุกร์ แต่บางครั้งดาวอังคารก็มีความสว่างมากกว่า อยู่กับระยะห่างจากโลก ดาวพฤหัสยุคก่อนประวัติศาสตร์ จนกระทั่ง Galileo ได้ใช้กล้องส่องและสังเกตเห็นเป็นที่รู้จักกันมาตั้งแต่ดวงจันทร์ 4 ดวงของดาวพฤหัสในปี ค.ศ.1610 คือ Io,Europa,Ganymede และ Callisto หรือที่รู้จักกันในนาม Galilean moons และยังเป็นข้อมูลยืนยันว่า โลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะและเอกภพ ตามที่ Capernicus ได้เสนอเป็นทฤษฎีการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ไว้ (Heliocentric)


 

 


 

 


 

 


ยานไพโอเนีย 10 (Pioneer 10) เป็นยานลำแรกที่เดินทางเข้าใกล้กับดาวพฤหัสในปี ค.ศ.1973 หลังจากนั้นก็มียานอีกหลายลำเดินทางตามไป เช่น Pioneer 11,Voyager 1,Voyager 2 และ Ulysses นอกจากนี้ยังมียาน Galileo ได้โคจรอยู่รอบดาวพฤหัสและถ่ายภาพกลับสู่โลก

 

ดาวพฤหัสมีไฮโดรเจน 90% อีก 10% เป็นฮีเลียม มีเทน น้ำ แอมโมเนียและหินปะปนกัน สัดส่วนโครงสร้างของธาตุที่ก่อตัวเป็นดาวพฤหัสนี้ มีค่าใกล้เคียงกับโครงสร้างของเนบิวลา ที่ก่อตัวกำเนิดเป็นระบบสุริยะในช่วงแรก ๆ ดาวที่มีส่วนประกอบโครงสร้างของธาตุใกล้เคียงลงมาอีกคือ ดาวเสาร์ ส่วนดาวยูเรนัสและเนปจูน มีฮีเลียมและไฮโดรเจนน้อยลงไปอีก




<!--DWLayoutTable-->


 

ในปัจจุบัน การศึกษาดาวพฤหัสเราทำได้เพียง การสังเกตโดยใช้กล้องโทรทรรศน์ แต่ภายในใต้เมฆหมอกที่หนาทึบยังเป็นปริศนา มีเพียงข้อมูลที่ได้จากยานสำรวจที่โคจรไปถึงบางครั้งคราวเท่านั้น เช่น ยานกาลิเลโอที่ทำได้เพียงสำรวจชั้นบรรยากาศ ในระยะต่ำลงไปแค่ 150 km. เท่านั้น


 

นักวิทยาศาสตร์คาดว่าดาวพฤหัสน่าจะมีแกนเป็นหินแข็ง โดยมีมวลเป็น 10 ถึง 15 เท่าของมวลของโลก ถัดจากแกนด้านในขึ้นมาจะเป็นโลหะเหลวของไฮโดรเจน ที่ถูกอัดแน่นด้วยแรงกดดันมหาศาล ลักษณะประหลาดนี้เกิดขึ้นได้โดยทั่วไปกับธาตุทุกชนิด ที่อยู่ใต้ความกดดันที่มากกว่า 4 พันล้านบาร์ ในกรณีนี้เกิดขึ้นภายในดาวพฤหัสและดาวเสาร์ โลหะไฮโดรเจนเหลวประกอบด้วยไอออนของโปรตอน (protons) และอิเล็กตรอน (electron) ที่อุณหภูมิและความดันภายในของดาวพฤหัส ไฮโดรเจนจะไม่คงตัวอยู่ในรูปของก๊าซแต่กลายเป็นของเหลว ซึ่งเป็นตัวนำกระแสไฟฟ้าและเป็นแหล่งกำเนิดสนามแม่เหล็กบนดาวพฤหัส นักวิทยาศาสตร์คาดว่าในชั้นนี้ยังมีฮีเลียมและน้ำแข็งปนอยู่เล็กน้อย

 

ชั้นถัดออกมาอีกมีลักษณะส่วนใหญ่ประกอบด้วย โมเลกุลปกติของไฮโดรเจนและฮีเลียม ของเหลวและก๊าซก็จะอยู่ไกลออกไป ชั้นบรรยากาศที่เราสังเกตเห็นเป็นชั้นเหนือสุดของชั้นนี้โดย น้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทนและโมเลกุลของธาตุอื่นมีเพียงเล็กน้อย

 

ดาวพฤหัสเป็นดาวเคราะห์ที่แผ่รังสีของพลังงานออกสู่อวกาศมากกว่า พลังงานที่ได้รับจากดวงอาทิตย์ สภาพภายในมีความร้อนมากที่แกนกลางมีอุณหภูมิประมาณ 20,000 K ความร้อนเกิดขึ้นตามกฎกลศาสตร์ของ Kelvin-Helmholtz (ไม่ได้เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นเหมือนดวงอาทิตย์ และแกนภายในมีขนาดเล็ก พลังงานมีไม่มากพอจะทำให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์) ความร้อนภายในจะขึ้นสู่พื้นผิวด้วยการพา เมื่อเจอกับสภาพการเคลื่อนที่ที่หลากหลายจึงทำให้เกิดเป็นแถบเมฆ

 

ดาวพฤหัสมีสนามแม่เหล็กที่ใหญ่โตและเข้มข้นกว่าโลกมาก ชั้น magnetosphere ขยายไปไกลกว่า 650 ล้านกิโลเมตร (ล้ำไปถึงวงโคจรของดาวเสาร์) ทำให้ดวงจันทร์ของดาวพฤหัสเรียงกันอยู่ภายในชั้น magnetosphere เห็นได้ชัดจากปฏิกิริยาที่กระทำกับดวงจันทร์ Io และไม่เป็นผลดีกับยานอวกาศที่เดินทางไปสำรวจ สภาพแวดล้อมเหนือดาวพฤหัส ประกอบด้วยอนุภาคพลังงานระดับสูงที่จับไว้ด้วยสนามแม่เหล็กของดาวพฤหัส สภาพแบบนี้ที่เกิดกับโลกคือ แถบแวนอัลเลน (Van Allen belts) แต่บนดาวพฤหัสมีความเข้มมากกว่าหลายร้อยเท่า ถ้ามนุษย์ไม่มีชุดป้องกันอาจจะมีอันตรายถึงเสียชีวิต

 

ดาวพฤหัสมีวงแหวนเช่นเดียวกับดาวเสาร์ แต่มัวและเล็กกว่า วงแหวนถูกค้นพบจากยาน Voyager องค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นเศษหิน ไม่เหมือนวงแหวนของดาวเสาร์ที่มีน้ำแข็งประกอบ



<!--DWLayoutTable-->
   





<!--DWLayoutTable-->
ปรากฏการณ์แสงเหนือ-ใต้เกิดจากลมสุริยะ
สนามแม่เหล็กที่เข้มข้นของดาวพฤหัส

อนุภาคที่อยู่ในวงแหวนของดาวพฤหัสจะไม่อยู่คงที่ (ขึ้นอยู่กับสภาพบรรยากาศและสภาพสนามแม่เหล็ก) จากข้อมูลของยาน Galileo พบว่าแถบวงแหวนมีความต่อเนื่องกัน โดยเกิดจากกลุ่มฝุ่นจากการชนกันของอนุภาคขนาดเล็ก กับดวงจันทร์บริวารชั้นในทั้ง 4 ดวง และคงอยู่ได้ด้วยแรงกระตุ้นจากสนามโน้มถ่วงของดาวพฤหัส รัศมีภายในของวงแหวนแผ่ขยายไปโดยปฏิกิริยาของสนามแม่เหล็ก

ในปี ค.ศ.1994 ดาวหาง Shoemaker-Levy 9 ได้พุ่งเข้าชนดาวพฤหัส ผลที่เกิดขึ้นสามารถสังเกตเห็นได้โดย กล้องโทรทรรศน์ของนักดาราศาสตร์สมัครเล่นทั่วไป และกลุ่มฝุ่นที่เกิดจากการชนสามารถสังเกตเห็นได้เป็นเวลาอีก 1 ปีจากกล้องอวกาศฮับเบิล

ถ้าไม่นับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ของโลก เมื่อเรามองไปบนท้องฟ้าดาวพฤหัสจะเป็นดาวที่สว่างเป็นลำดับที่ 2 รองจากดาวศุกร์ ดวงจันทร์ 4 ดวง บริวารของดาวพฤหัสสามารถสังเกตได้ด้วยกล้องสองตา และสัญลักษณ์ประจำดาวพฤหัสคือ จุดแดงใหญ่ (Great Red Spot) สามารถเห็นได้จากดล้องดูดาวขนาดเล็ก

[doHtml] #Comment : 9 28 ก.พ. 2550 19:19:46 กะทิ [ 58.136.198.4 ] [doHtml]

ดาวศุกร์ เป็นดาวเคราะห์ลำดับที่สองถัดจากดาวพุธ และมีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่หกของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ วงโคจรของดาวศุกร์มีลักษณะใกล้เคียงกับวงกลม มากกว่าวงโคจรของดาวเคราะห์อื่น ๆ ด้วยกัน



<!--DWLayoutTable-->


วงโคจร : 108,200,000 km. (0.72 AU.) จากดวงอาทิตย์
เส้นผ่าศูนย์กลาง : 12,103.6 km.
มวล : 4.869x1024 kg.

Venus เป็นชื่อเทพของโรมันเป็นตัวแทนของความรักและความสวยงาม เหตุที่ได้รับการขนานนามเช่นนี้ เพราะเป็นดาวเคราะห์ที่มีความสว่างมาก เมื่ออยู่บนท้องฟ้า ซึ่งสังเกตเห็นและรู้จักมาตั้งแต่อดีต


หากจะยกเว้นดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์แล้ว ดาวศุกร์นับเป็นวัตถุที่สว่างที่สุดในท้องฟ้า เช่นเดียวกับดาวพุธ ดาวศุกร์จะปรากฏให้เห็น 2 ช่วงคือ เห็นในตอนเช้าหรือเห็นในตอนเย็น ถ้าช่วงใหนที่ปรากฏให้เห็นในตอนเช้าจะไม่สามารถสังเกตเห็นในตอนเย็น และช่วงใหนที่ปรากฏให้เห็นในตอนเย็นก็จะไม่เห็นในตอนเช้าเช่นกัน ดาวศุกร์ที่สังเกตเห็นในตอนเช้ามีชื่อเรียกอย่างไทยว่า ดาวประกายพรึก และปรากฏให้เห็นในตอนเย็นมีชื่อเรียกว่า ดาวประจำเมือง


เนื่องจากดาวศุกร์เป็นดาวเคราะห์ชั้นใน ดังนั้นเมื่อเราสังเกตด้วยกล้องโทรทรรศน์จากโลก เราจะเห็นดาวศุกร์มีลักษณะเป็นเสี้ยว ในอดีต Galileo ได้สังเกตเห็นปรากฏการณ์นี้ และต่อมาก็เป็นส่วนสนับสนุนแบบจำลองระบบสุริยะของ Capernicus



<!--DWLayoutTable-->


ขนาดของดาวศุกร์เมื่อเทียบกับโลก

ยานลำแรกที่เดินทางไปสำรวจดาวศุกร์คือ Mariner 2 ในปี ค.ศ.1962 และต่อมาก็มียานลำอื่นเดินทางไปสำรวจด้วย(มากกว่า 20 ลำ) เช่น Pioneer Venus และยานของโซเวียต Venera 7 ซึ่งเป็นยานลำแรกที่สามารถลงจอดบนดาวเคราะห์ได้ ยาน Venera 9 สามารถส่งภาพถ่ายแรกของพื้นผิวกลับมายังโลกได้ ยานที่สามารถทำแผนที่ของดาวศุกร์อย่างละเอียดคือยาน Magellan ของสหรัฐอเมริกา โดยโคจรรอบดาวศุกร์และใช้เรดาร์ในการสำรวจ


ดาวศุกร์หมุนรอบตัวเองตามเข็มนาฬิกา ซึ่งเป็นทิศทางตรงข้ามกับการหมุนรอบตัวเองของดาวเคราะห์ดวงอื่น ดาวศุกร์หมุนรอบตัวเองใช้เวลา 243 วัน ในขณะที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ครบ 1 รอบใช้เวลาประมาณ 225 วัน


หากพิจารณาจะเห็นได้ว่าดาวศุกร์เป็นเหมือนกับดาวพี่น้อง ของโลก ซึ่งมีความคลายคลึงกันอยู่หลายส่วนดังนี้

 
# ดาวศุกร์มีขนาดที่เล็กกว่าโลกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น (95% ของเส้นผ่าศูนย์กลางโลก,80% ของมวลโลก)
# หลุมอุกกาบาตที่ปรากฏบนโลกและดาวศุกร ์บ่งบอกถึงพื้นผิวของดาวที่มีอายุมาไม่นานเช่นเดียวกัน
# ความหนาแน่นและส่วนประกอบทางเคมีเหมือนกัน

จากความคล้ายคลึงกันนี้ จึงทำให้มนุษย์คิดว่า ภายใต้เมฆอันหนาทึบสภาพทุกอย่างของดาวศุกร์จะต้องเหมือนกับโลกและต้องมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ แต่เมื่อศึกษาอย่างละเอียดแล้วมีหลายสิ่งหลายอย่างที่มีความแตกต่างกันมาก


ความดันบรรยากาศที่พื้นผิวของดาวศุกร์มีค่าประมาณ 90 เท่าของโลก (เทียบได้กับความดันที่ความลึกประมาณ 1 km.ในมหาสมุทร) ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยสารประกอบคาร์บอนไดออกไซด์ เมฆหมอกที่ปกคลุมบนดาวศุกร์มีอยู่หลายชั้น และมีความหนาแตกต่างกันและส่วนใหญ่เป็นกรดกำมะถัน (sulfuric acid) เมฆเหล่านี้มีส่วนในการปิดบังพื้นผิว เมื่อเรามองดูดาวศุกร์จากล้องโทรทรรศน์ด้วย จากชั้นบรรยากาศที่หนาทึบบนดาวศุกร์ ทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกชึ้น (greenhouse effect) มีผลทำให้อุณหภูมิพื้นผิวของดาวศุกร์สูงขึ้นประมาณ 400-740 K. (ความร้อนที่ใช้ในการหลอมตะกั่ว) ดาวศุกร์จึงเป็นดาวเคราะห์ที่ร้อนที่สุดในระบบสุริยะ นอกจากนี้เมฆชั้นบนยังมีความเร็วลมสูงถึง 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ที่พื้นผิวความเร็วลมมีค่าไม่เกิน 1 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้นเอง



<!--DWLayoutTable-->


ภาพมุมสูงของภูเขาไฟ Sif Mons

นักดาราศาสตร์เชื่อว่า บนดาวศุกร์เคยมีน้ำอยู่เป็นจำนวนมากคล้ายกับโลกของเรา แต่น้ำทั้งหลายได้ระเหยออกไปจากชั้นบรรยากาศหมด จึงทำให้ดาวศุกร์มีสภาพที่แห้งแล้งมาก พื้นผิวส่วนใหญ่ของดาวศุกร์มีทั้งที่ราบและที่สูง พร้อมกับมีแอ่งขนาดใหญ่ คือ Altalanta Planitia,Guinevere Planitia,Lavinia Planitia พื้นที่ราบสูงมีอยู่ 2 แห่งคือ Ishtar Terra เป็นพื้นที่สูงทางขั้วเหนือ (มีขนาดใกล้เคียงกับทวีป ออสเตรเลีย) และ Aphrodite Terra ที่แผ่ยาวไปตามแนวเส้นศูนย์สูตร (ขนาดประมาณทวีปอเมริกาใต้) นอกจากนี้ภายในที่ราบสูง Ishtar ก็ยังมีที่ราบสูง Lakshmi Planum ปรากฏซ้อนอยู่ซึ่งล้อมรอบไปด้วยภูเขาสูงรวมทั้งยอดเขาที่ใหญ่มโหราฬอย่าง Maxwell Montes ด้วย

ข้อมูลภาพจากสัญญาณเรดาร์ของยานแมกเจลแลน (Magellan) ได้แสดงให้เห็นพื้นผิวของดาวศุกร์ที่ปกคลุมไปด้วยลาวา จากภูเขาไฟหลาย ๆ ลูก (คล้ายกับภูเขาไฟ Hawaii หรือ Olympus Mons.) เช่น Sif Mons จากข้อมูลที่ได้แสดงว่าภายในดาวศุกร์ยังมีภูเขาไฟที่ยังครุกรุ่นอยู่

บนพื้นผิวของดาวศุกร์ไม่พบร่องรอยหลุมอุกกาบาตขนาดเล็ก ซึ่งอาจจะเกิดจากถูกเผาใหม้ให้หมดไปในชั้นบรรยากาศ ก่อนที่จะตกกระทบพื้น แต่ร่องรอยหลุมอุกกาบาตที่ปรากฏบนดาวศุกร์ มีลักษณะเหมือนกับเกิดจากดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ ที่ถูกดึงดูดแล้วระเบิดแตกกระจายก่อนที่จะตกถึงพื้นด้วยชั้นบรรยากาศ



<!--DWLayoutTable-->


Maat Mons ภูเขาไฟที่ดับแล้วสูงประมาณ 8 km.

ภูมิประเทศที่เก่าแก่ที่สุดบนดาวศุกร์ นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ว่ามีอายุประมาณ 800 ล้านปีมาแล้ว ซึ่งแผ่ขยายไปถึงแหล่งของภูเขาไฟที่เกิดใหม่ด้วย

ส่วนประกอบภายในของดาวศุกร์คล้ายโลกมาก โดยแกนกลางเป็นเหล็กที่หลอมเหลว จากแรงดันมหาศาลของดาวศุกร์เอง มีรัศมีประมาณ 3,000 km. ถัดออกมาเป็นชั้นแมนเทิลและเปลือกนอกที่มีความหนาและแข็งมาก ดาวศุกร์ไม่มีสนามแม่เหล็ก เพราะการหมุนรอบตัวเองที่ช้ามาก และดาวศุกร์ไม่มีบริวาร

 

 
ป้าชุ
28 ก.พ. 2550 21:21:19

อ่านเพลินเลยค่ะ ชอบมากค่ะ แต่ยังไม่มีเวลาคุยด้วยตอนนี้ ขออ่านอย่างเดียวก่อนนะคะ



กะทิ
 28 ก.พ. 2550 22:19:20 

30ตุลาเตรียมแหงนดู ''''ดาวอังคาร''''


 

เกี่ยวกับปรากฏการณ์ “ดาวอังคาร” โคจรมาใกล้โลกมากที่สุด (ห่างเพียง 69.4 ล้านกิโลเมตร) ซึ่งจะทำให้สามารถส่องกล้องโทรทรรศน์มองดูเห็นความชัดเจนของขั้วน้ำแข็งด้านใต้และโครงสร้างรอยแยกพื้นผิวของดาวอังคาร เมื่อวันที่ 30 ต.ค. น.ส.สาลิน วิรบุตร์ ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์ เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลอง) สำนักบริหารการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) เปิดเผยว่า ทางศูนย์วิทยาศาสตร์ ท้องฟ้าจำลอง และศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ศว.) ทั่วประเทศ รวม 14 ศูนย์ ได้จัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับดาวอังคาร รวมทั้งมีการตั้งกล้องเพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าไปส่องกล้องดูดาวอังคาร โดยในส่วนของท้องฟ้าจำลอง จะติดตั้งกล้อง จำนวน 5 ตัว และคิดว่าน่าจะมีประชาชนนำกล้องเข้ามาร่วมด้วยอีกจำนวนหนึ่ง โดยจะเริ่มสังเกตุดาวอังคารโคจรมาใกล้โลก ตั้งแต่เวลา 18.00-21.00 น.ที่สำคัญไม่ต้องส่องกล้องก็สามารถดูดาวอังคารได้ ดังนั้นอยู่ที่ไหนก็ดูได้เพียงแต่ท้องฟ้าต้องสดใสและไม่มีเมฆบดบัง

“ดาวอังคารจะมาอยู่ใกล้โลกและเกิดขึ้นทุกๆ 2 ปี โดยในวันอังคารที่ 30 ต.ค.จะเห็นชัดในช่วงเวลา 20.00 น. ทางทิศตะวันออก โดยจะเห็นเป็นสีแดงสุกใส กลางท้องฟ้า และสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่ถ้าต้องการจะเห็นรายละเอียดชัดๆต้องส่องมองด้วยกล้องดูดาว จะสังเกตเหตุด้านทิศใต้ของดางอังคาร เป็นสีขาว ซึ่งประกอบด้วยน้ำแข็ง และคาร์บอนไดออกไซด์แข็ง การดูดาวอังคารยังสามารถดูได้อีกหลายเดือนจากนี้ แต่แสงสีแดงจะค่อยๆจางลง เนื่องจากดาวอังคารจะห่างจากโลกไปเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามไม่อยากให้ทุกคนคาดหวังว่าจะเห็นดาวอังคารใหญ่โตเหมือนในภาพถ่ายซึ่งเกิดจากการขยายภาพเท่านั้น”น.ส.สาลิน กล่าว

สำหรับบรรยากาศที่บริเวณท้องฟ้าจำลอง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ไม่ค่อยคึกคักเท่าที่ควร มีประชาชนพาบุตรหลานทยอยแวะเวียนเดินทางมาดูปรากฏการณ์ธรรมชาติจำนวนหนึ่ง  แต่ในช่วงหัวค่ำจะส่องเห็นไม่ค่อยชัดเจนเท่าไรนัก เนื่องจากสภาพท้องฟ้าทางทิศตะวันออกปิดต้องรออยู่นานหลายชั่วโมงกว่าท้องฟ้าจะเปิดทุกคนถึงได้ยลโฉม ประชาชนที่มีโอกาสเห็นส่วนใหญ่ก็ประทับใจเพราะนานๆใครจึงจะได้มีโอกาสส่องมองเห็นดาวอังคารได้ลักษณะเช่นนี้ ส่วนจุดที่ตั้งกล้องดูดาว เปิดให้ประชาชนได้ร่วมชมดาวอังคาร นอกจากที่ท้องฟ้าจำลองแล้ว ยังมีที่หอดูดาวสิริธร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ คลอง 5 จ.ปทุมธานี ฯลฯ

เกี่ยวกับปรากฏการณ์ “ดาวอังคาร” โคจรมาใกล้โลกมากที่สุด (ห่างเพียง 69.4 ล้านกิโลเมตร) ซึ่งจะทำให้สามารถส่องกล้องโทรทรรศน์มองดูเห็นความชัดเจนของขั้วน้ำแข็งด้านใต้และโครงสร้างรอยแยกพื้นผิวของดาวอังคาร เมื่อวันที่ 30 ต.ค. น.ส.สาลิน วิรบุตร์ ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์ เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลอง) สำนักบริหารการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) เปิดเผยว่า ทางศูนย์วิทยาศาสตร์ ท้องฟ้าจำลอง และศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ศว.) ทั่วประเทศ รวม 14 ศูนย์ ได้จัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับดาวอังคาร รวมทั้งมีการตั้งกล้องเพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าไปส่องกล้องดูดาวอังคาร โดยในส่วนของท้องฟ้าจำลอง จะติดตั้งกล้อง จำนวน 5 ตัว และคิดว่าน่าจะมีประชาชนนำกล้องเข้ามาร่วมด้วยอีกจำนวนหนึ่ง โดยจะเริ่มสังเกตุดาวอังคารโคจรมาใกล้โลก ตั้งแต่เวลา 18.00-21.00 น.ที่สำคัญไม่ต้องส่องกล้องก็สามารถดูดาวอังคารได้ ดังนั้นอยู่ที่ไหนก็ดูได้เพียงแต่ท้องฟ้าต้องสดใสและไม่มีเมฆบดบัง

“ดาวอังคารจะมาอยู่ใกล้โลกและเกิดขึ้นทุกๆ 2 ปี โดยในวันอังคารที่ 30 ต.ค.จะเห็นชัดในช่วงเวลา 20.00 น. ทางทิศตะวันออก โดยจะเห็นเป็นสีแดงสุกใส กลางท้องฟ้า และสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่ถ้าต้องการจะเห็นรายละเอียดชัดๆต้องส่องมองด้วยกล้องดูดาว จะสังเกตเหตุด้านทิศใต้ของดางอังคาร เป็นสีขาว ซึ่งประกอบด้วยน้ำแข็ง และคาร์บอนไดออกไซด์แข็ง การดูดาวอังคารยังสามารถดูได้อีกหลายเดือนจากนี้ แต่แสงสีแดงจะค่อยๆจางลง เนื่องจากดาวอังคารจะห่างจากโลกไปเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามไม่อยากให้ทุกคนคาดหวังว่าจะเห็นดาวอังคารใหญ่โตเหมือนในภาพถ่ายซึ่งเกิดจากการขยายภาพเท่านั้น”น.ส.สาลิน กล่าว

สำหรับบรรยากาศที่บริเวณท้องฟ้าจำลอง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ไม่ค่อยคึกคักเท่าที่ควร มีประชาชนพาบุตรหลานทยอยแวะเวียนเดินทางมาดูปรากฏการณ์ธรรมชาติจำนวนหนึ่ง  แต่ในช่วงหัวค่ำจะส่องเห็นไม่ค่อยชัดเจนเท่าไรนัก เนื่องจากสภาพท้องฟ้าทางทิศตะวันออกปิดต้องรออยู่นานหลายชั่วโมงกว่าท้องฟ้าจะเปิดทุกคนถึงได้ยลโฉม ประชาชนที่มีโอกาสเห็นส่วนใหญ่ก็ประทับใจเพราะนานๆใครจึงจะได้มีโอกาสส่องมองเห็นดาวอังคารได้ลักษณะเช่นนี้ ส่วนจุดที่ตั้งกล้องดูดาว เปิดให้ประชาชนได้ร่วมชมดาวอังคาร นอกจากที่ท้องฟ้าจำลองแล้ว ยังมีที่หอดูดาวสิริธร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ คลอง 5 จ.ปทุมธานี ฯลฯ



กะทิ
28 ก.พ. 2550 22:23:07

ดาวเสาร์ ของพี่ท้อป ดาวพุธ เป็นของหนูแล้วก็พลูโต ดาวอังคารเป็นของ พ่อ แล้วก็ดาวพฤหัสของแม่



อภิญญา
6 มี.ค. 2550 22:08:22 

หนูกะทิ ขอบคุณมากสำหรับเรื่องดีๆ มีความรู้อย่างนี้ อ่านเพลินเลยค่ะ



กะทิ
7 มี.ค. 2550 19:33:19

หนูไปกรุงเทพกับแม่มาเพิ่งกลับค่ะ หนูขอมอบดาวศุกร์ให้กับผู้ที่เกิดวันศุกร์ค่ะ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 19, 2008, 11:58:34 pm โดย มนตราแห่งทะเล » บันทึกการเข้า
มนตราแห่งทะเล
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 463



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2008, 11:56:38 pm »

7 มี.ค. 2550 22:23:10
ดาวจระเข้


 


 

ดาว 7 ดวง สว่าง ชัด เจน อยู่ ทาง ทิศ เหนือ ของ เมือง ไทย คน ไทย เห็น ดาว กลุ่ม นี้ มา นาน ตั้ง แต่ โบราณ มี เรื่อง เล่า กำ เนิด ดาว จระ เข้ คน จีน เรียกดาวจระเข้( อยู่ ใน ตำ นาน กิน เจ)เรียก Men's wagon ( หมีเล็กเป็น women's wagon )อเมริกาเหนือเรียก BIG DIPPER...ละติน / กรีก...เรียก ดาว หมี ใหญ่อินเดีย ฮินดู เห็น เป็น....ดาว ฤาษี เจ็ด ตน ญี่ปุ่นเห็น เป็น... ดาว ปลาคาร์ฟ..ทำ ไม ดาว หมี ใหญ่ คน ไทย จะ มอง เห็น เป็น ดาว จระเข้...ไม่ ได้  ดาว ...จระ เข้ ได้ ชื่อ มา ยัง ไง ....มี เศรษฐี คน หนึ่ง ร่ำรวย มหาศาล มี เงิน มี ทอง  เก็บ ไว้ ไม่ ยอม ใช้...กระ เหม็ด กระ แหม่....จะ ใช้ จะ จ่าย คิด ยี่สิบ ตลบ......ลูก หลาน...ญาติ มิตร... ไม่ เคย จะ ช่วย เหลือ เข้า วัด ทำ บุญ ทำ ทาน ก้ อย่า...หวัง ว่า จะ คิด ทำ กับ เค้า ตั้ง หน้า ตั้ง ตา เก็บ เงิน ...กอด เงิน ...หวง นอน สะ ดุ้ง ....กลัว ใคร จะ มา ลัก เอา ไป .ใน ที่ สุด ..เศรษฐี ขี้งก  ต้องตาย ไป หวง เงิน มาก เท่า ไหร่ เอา เงิน ไป ไม่ ได้ สัก บาท ก่อน ตาย ท่าน เศรษฐี...แอบ เอา เงิน ส่วน ใหญ่ ไป แอบ ...ฝัง ไว้ ...ที่ หัว สะ พาน....ด้วย กรรม ที่ ไม่ เคย ..ทำ บุญ ...เศรษฐี...ไป เกิด ใหม่ เป็น จระเข้ ใหญ่....มา ว่าย วน เวียน อยู่ ....หัว ตะ พาน....ไม่ ทำ ร้าย ใคร ....แต่ ว่าย วน ไป มา ....ชาว บ้าน นึก กลัว.....เป็น ที่ เล่า ลือ กัน อย่าง รวด เร็ว ....ใน ชาว บ้าน ละ แวก นั้น ตก คืน หนึ่ง...ลูก สาว เศรษฐี....หลับ ฝัน ไป ....และ ได้ ทราบ ว่า จระเข้ ใหญ่ ตัว นั้น คือ...ท่านเศรษฐี บิดาของ ตน..ที่ ว่าย วน ไป มา เพราะ หวง สม บัติ ตน ที่ ฝัง เอา ไว้ .ให้ ลูก สาว ไปขุด เอา มา .....ตน จะ ได้ เลิก ห่วง ซะ ที....เช้า ลูก สาว ตื่น ขึ้นมา จึง ไป ขุด ดิน หัวสะพาน ตาม ที่ ตน ฝัน พบ สมบัติ มาก มาย ดัง ที่ พ่อ จระเข้....เข้า ฝัน มา บอก .....เห็น เป็น ดัง นั้น ...จึง สำ นึก ถึง กรรม ของ พ่อ ที่...ไม่ ยอม ทำ บุญ ทำ ทาน ...มัว แต่ หวง สม บัติเห็น แก่ เงิน มาก กว่า...เห็น หัว มนุษย์....นาง จึง นำ สมบัติ...ส่วน หนึ่ง ..ไป ทอด กฐิน..เพื่อ อุทิศ ส่วน บุณ ส่วน กุศล...ให้ แก่ พ่อ ที่ ต้อง มา ทน รับ บาป เป็น จระ เข้ อยู่ อย่าง นี้ ใน ทุก วัน นี้ เรา จึง เห็น ธง รูป จระเข้ อยู่ ใน ..ขบวณ ทอด กฐิน ...ของ ชาว ไทย ภาค กลางกุศล ครั้ง นั้น จึง ส่ง ให้ เศรษฐี.....ไป เกิด เป็น ดาว จระเข้.....เพือ่ ให้ ชาว พุทธ...รำลึก. ถึง ว่า อย่า ..หวง อย่า ห่วง...แต่ สม บัติ จน ลืม ทำ บุญ ทำ ทาน ..ตำ นาน นี้  ได้...ยิน มา จาก เพลง แหล่ ดาว จระเข้...ของ พร ภิรมย์...หา ฟัง ยาก ลอง หา ตาม ร้าน เทป เก่า ดู ดาว จระ เข้ ทาง เหนือ...เค้า เรียก ดาว ช้างมี ดาว ช้าง หลวง ....กับ ดาว ช้าง น้อย



กะทิ
7 มี.ค. 2550 22:37:00

โลกที่เคลื่อนไปตามดาวเหนือ
ในคืนที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งปราศจากเมฆหมอก ในตอนค่ำจะปรากฏดวงดาวมากมายระยิบระยับเต็มท้องฟ้า ดูสวยงามราวกับเพดานห้องที่ประดับประดาด้วยกาบเพชร
เรามาตั้งนาฬิกาปลุก ให้ปลุกตอน ตีสี่ กันดีมั๊ยครับ
….กริ้ง...กริ้ง....
เอาล่ะสมมุติว่า ตอนนี้เป็นตอนตีสี่ นาฬิกาปลุกสงบลงแล้ว
ขอเชิญทุกท่านมองไปทางท้องฟ้าด้านทิศเหนือกัน
จะปรากฏดวงดาวระยิบระยับดังในภาพข้างบนนั้นขอรับ

ท่านมองไปที่ขอบฟ้า แล้วเงยหน้าขึ้นราว ๒๐ องศา มองจากกึ่งกลางไปทางซ้าย
นั่นไงครับ ดาวจระเข้ เป็นกลุ่มดาวกลุ่มแรกที่ขอให้ท่านหาให้เจอก่อน
กลุ่มดาวจระเข้ของไทย มี ๗ ดวง
แต่ทางฝรั่งเขาต่อขาออกไปอีก ๔ ขา กลายเป็นกลุ่มดาวหมีใหญ่ นั่นแหละครับ

เมื่อได้ตำแหน่งของกลุ่มดาวจระเข้แล้ว ขั้นต่อไปเราจะหา ดาวเหนือ กันแล้วนะ
ท่านลองลากเส้นผ่านดาว ๒ ดวงแรกของกลุ่มดาวจระเข้
ครับ จะชี้ตรงไปยังดาวที่มีแสงโดดเด่นดวงหนึ่ง นั่นแหละครับ
ดาวเหนือ หรือภาษาปะกิตขนานนามว่า POLARIS
ดาวเหนืออยู่ในกลุ่มดาว หมีเล็ก ตรงตำแหน่งปลายหางพอดี

ดาวเหนือดวงปัจจุบัน เพิ่งจะรับหน้าที่ต่อจากดวงก่อนราว ๓๐๐๐ ปีมานี่เอง
ก่อนหน้านั้น ในสมัยอียิปต์ ดาวเหนือคือ ดาว ทูบาน ซึ่งอยู่ในกลุ่มดาวมังกร ( DRACO ) ปิรามิดของชาวอียิปต์ทุกอัน จึงเจาะช่องหน้าต่างหันไปทางตำแหน่งดาว ทูบาน ตรงกันหมดและในอีกราว ๘๐๐๐ ปีจากนี้ ตำแหน่งดาวเหนือจะย้ายไปที่ ดาวเดเนบ ( DENEB ) แล้วต่อไปอีก ๔๐๐๐ ปีก็จะย้ายไปที่ ดาววีก้า (VEGA )
ทำไมตำแหน่งดาวเหนือจึงต้องเปลี่ยนไป แล้วการเปลี่ยนแปลงของชะตาโลกจะมีความสัมพันธ์กันอย่างไร เชื่อกันว่า ชนชาติ บาลิโลน มีความเชี่ยวชาญในเรื่องดวงดาวบนท้องฟ้าสูงมาก จนสามารถจับการเปลี่ยนแปลงของดาวเหนือบนฟากฟ้าได้ก่อนชนชาติอื่นใดในโลก
นอกจากนั้นยังเป็นชาติแรกที่จับดาวมารวมเป็นกลุ่มต่างๆ ที่ใช้กันมาปัจจุบันนี้ความลับของรหัสดาวเหนือ ได้ถูกถอดความหมายออกโดยโหราจารย์ชาวบาบิโลน ทำให้สามารถล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้เป็นเวลาพันๆปีอย่างแม่นยำจากการที่ชาวบาบิโลนสามารถล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าก่อนนี้เอง จึงสามารถปรับตัวให้สอดคล้องได้ก่อนชนชาติอื่นๆ ในที่สุดชาวบาบิโลนจึงมีความรุ่งโรจน์เกิดเป็นมหาอาณาจักรที่ใหญ่โตในสมัยนั้นความรู้ในเรื่องดาวเหนือได้ถูกถ่ายทอดลงในตำราเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า "มรรคาแห่งดาวเหนือ"ต่อมาตำราเล่มนี้ได้ตกไปอยู่ในกลุ่มชาวไอยคุปต์ แล้วชาวไอยคุปต์ได้อาศัยความรู้ในตำราปรับตัวให้สอดคล้องล่วงหน้า จนในที่สุดก็รุ่งเรืองจนเป็นมหาอาณาจักร อียิปต์ นั่นเองครั้นเวลาเนิ่นนานไป ตำรานี้กลับตกไปอยู่ในกลุ่มชนชาวกรีก ชาวกรีกจังวิวัฒนาการจนกระทั่งรุ่งเรืองเป็นมหาอาณาจักร การสูญหายของตำรามรรคาแห่งดาวเหนือ

ขณะที่อาณาจักรกรีกกำลังทอแสงรุ่งเรืองอยู่ใน กลุ่มชนชาวโรมันก็สืบรู้ถึงตำราอันน่าอัศจรรย์นั้น จึงส่งคนปลอมแปลงเข้าไปเป็นนักปราชญ์ในอาณาจักรกรีก แล้วในที่สุดก็จารกรรมตำรามรรคาแห่งดาวเหนือมาครอบครองได้สำเร็จต่อมากลุ่มชาวโรมันก็สามารถสร้างอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ขึ้นมาในที่สุดครั้นต่อมา บรรดาชนชาติที่เคยครอบครองตำราเล่มนี้ ก็ใช้วิธีเดียวกันกับที่โรมันได้มาคือส่งคนปลอมแปลงเข้ามาจารกรรม จนจักรพรรดิ์โรมันเกิดวิตกถึงภัยคุกตามนี้ ในที่สุดก็วางแผน สร้างสถานการณ์เผากรุงโรมขึ้นบังหน้า แล้วแสร้งทำเป็นว่าตำราเล่มนั้นได้ถูกเพลิงเผาสูญหายไป เพื่อให้ชนชาติอื่นยุติการทำจารกรรมเสียทีจนกระทั่งบัดนี้ ก็ยังไม่มีผู้ใดรู้ว่าตำราเล่มนั้นถูกซ่อนไว้ที่ใด จนลืมเลือนไปจากความทรงจำ

[doHtml] #Comment : 17 8 มี.ค. 2550 14:56:37 ปลิวลชุติมา
8 มี.ค. 2550 20:33:03

หนูกะทิกับคุณแม่หนูกะทิ นี่สุดยอดจริง ๆ ค่ะ อ่านสนุกได้ความรู้และถ้าคนไหนที่หลงไหลดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืนด้วยแล้ว โอ...ยอดเยี่ยมไปเลย จะตามอ่านนะคะ และขอบคุณสำหรับดาวศุกร์ ค่ะ



ปลิวลม
9 มี.ค. 2550 20:57:15
ขอบคุณสำหรับคำชมค่ะ



กะทิ
11 มี.ค. 2550 18:30:29

รูปนี้เป็นรูป กลุ่มดาวนายพราน หรือคนไทยเรียกว่า "ดาวเต่า"
เห็นดาว 3 ดวงที่เรียงกันตรงกลางไหม
นั่นแหละคือ ดาวไถ

ดูรูปดาวจริงซะหน่อย...


 


 

กลับมาสู่สากล ..."ดาวนายพราน"
มันเป็น นายพรานตรงไหนนะ? นี่ไง...นายพราน


 


 

มอง ตำแหน่งดาวคู่ไปกับรูปนะ ---
นายพรานกำลังยืนค้อนและหัวสิงโตอยู่


 


 

ดาวไถ ก็คือ "เข็มขัดของนายพราน" [Orion’s belt]
แล้วใต้เข็มขัดนายพราน จะเห็นดาวอยู่กระจุกนึง
ก็คือ "ดาบของนายพราน" [Orion’s sword]
หรือคนไทยเห็นเป็น ด้ามไถ นั่นเอง

กลุ่มดาวนายพรานนี่ สามารถใช้ชี้บอกดาวกลุ่มอื่นได้อีกเยอะแยะเลยนะ ดังนั้นเราควรจะรู้จักกลุ่มดาวกลุ่มนี้ก่อนไง ... เอาละ จำให้ได้นะ ละก็ออกไปมองดูสิ ...ว่าเห็นกลุ่มดาวดวงนี้หรือยัง ... (ไม่เอาแบบเห็นแต่เข็มขัดนะ เอาเห็นทั้งตัวน่ะ)


 


 

เอาละ ... แบบทดสอบ

ลองสักนิดละกันนะ เพื่อดูว่า คุณ ๆ พอจะทำได้หรือไม่ ^o^ ละ เข้าใจจริงไหม
ลองดูนะ ว่าหากกลุ่มดาวนายพรานเจอไหม ...
ถ้าเจอเต็มตัว ก็โอเค ..คุณผ่านบทนี่ค่ะ ^^
(ออกไปดูของจริงด้วยนะ จะได้เห็นนายพรานตัวโตๆ บนฟ้า)


 





ชุติมา
19 มี.ค. 2550 09:14:51


อ่านเพลินเลยค่ะ ชอบ แต่ดูของจริงเดาไม่ค่อยถูกหรอกค่ะ
แต่ได้ไปดูดาวเสาร์ที่หอดูดาวเมือง ลา เซเรน่า มาแล้วค่ะ ก็ได้บรรยากาศดี ที่จริงใกล้ๆ บ้านที่ซันติอาโกตอนนี้ ก็มีหอดูดาวด้วย แต่ไม่เปิดให้คนนอกเข้าไปดู ก็เลยได้แต่มองดูโดมของเขาจากหน้าต่างห้องนอนเป็นประจำ ก็เก๋ไปอีกแบบหนึ่งค่ะ



ชุติมา
19 มี.ค. 2550 09:21:07

รู้สึกต้องขอบคุณผ่านไปยังคุณพ่อของกะทิด้วยมั้งคะ...

เก่งกันทั้งครอบครัวเลยนะคะ ชื่นชม ๆ ค่ะ [/size]
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF