www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ไปมาแล้ว..สะพานมัฆวานรังสรรค์, ร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ  (อ่าน 9046 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
สีน้ำฟ้า
Newbie
*
กระทู้: 6



ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์ : Email
« เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2008, 10:36:20 pm »

โพสต์เมื่อ: Jun 4 2008, 03:22 PM

 สวัสดีค่ะ ทุกท่าน

หายหน้าไปป้วนเปี้ยนแถวสะพานมัฆวานรังสรรค์หลายวัน โดยเริ่มเดินทางจากจังหวัดกระบี่ในวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ช่วงเวลา ๑๘.๐๐ น. หลับตาแต่ใจไม่หลับอยู่บนรถอย่างจรดจ่ออยู่ ๑๒ ชั่วโมงโดยประมาณ ถึงกรุงเทพฯ เช้าวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ท้องฟ้าสว่างสดใส ไร้เมฆฝน



แม้จะเคยทำงานในเมืองหลวง แต่ก็ไม่ใช่นักเดินทาง ฉะนั้นสะพานมัฆวานรังสรรค์เคยได้ยินแต่ชื่อและเห็นภาพในโทรทัศน์

ความร้อนใจครั้งนี้ นึกอยากจะมาก็เก็บเสื้อผ้าซุกกระเป๋ามาหนึ่งชุด วิ่งขึ้นรถสองแถวหน้าบ้าน แล้วก็มาโดยมิได้หาข้อมูลการเดินทางมาก่อน จึงต้องดำดิน..เอ๊ย!!! ดุ่มๆ เดาๆ เอาว่าไปถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแล้วคงไม่ไกลกันนัก เพราะถ้าหากจะออกจากสายใต้ ไปยังจุดต่างๆ เดินไปขึ้นรถเมล์ก็โค-ตะ-ระ ไกลแน่ๆ เนื่องจากจุดที่ยืนอยู่นั้นเป็นสายใต้ใหม่ ที่เพิ่งเปิดใช้และ ข้าพเจ้าก็มาใช้บริการเป็นครั้งแรก ขนาดห้องน้ำ ยังวนขึ้น วนลง หาซะหลายรอบ แล้วจะไปประสาอะไรกับเดินดุ่ยๆ ออกไปหาป้ายรถเมล์ ซึ่งนาทีนี้ไม่รู้แล้วว่าตรงไหน

ตัดสินใจเดินไปขึ้นรถตู้ สายไหนล่ะ?

เข้าใจกลางเมืองดีที่สุด (สำหรับคนที่ไม่รู้จักเส้นทาง แต่พอจำสถานที่ได้บ้าง) ตอนแรกกะลง โรงพยาบาลวชิระ เพราะเคยได้ยินคุณอัญชลีบอกว่าเป็นโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด บอกคนขับไว้ก่อนว่าจอดให้ด้วย แต่พอนั่งรถไปคนขับลืม.. ก็เลยตามเลยไปสุดสายปลายทางที่อนุสาวรีย์ นั่งมองความสับสนวุ่นวายในกรุงเทพฯ ก็คึกครื้นปกติสุขดี คนกำลังออกเดินทางไปทำงานทำการ นี่เป็นเช้าวันศุกร์

บอกตัวเองในใจ ว่านั่งก่อนๆ หาที่นั่งได้แถวๆ ร้านโจ๊ก ได้ของแถมเป็นโจ๊กใส่ไข่ ราคา ๒๐ บาทเป็นอาหารมื้อแรกในเมืองหลวง หยิบเงินจ่ายค่าโจ๊กก็เดินตรงไปที่ตู้โทรศัพท์ งัดมุขเดิมมาใช้ 184 บริการบอกเส้นทาง

จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิได้ความว่าต้องใช้สาย 503 สายเดียวเท่านั้น รอ.. จากรอเป็นรอ.. เป็นรอ.. แล้วก็เลิกรอ เพราะแอบจำความมาจากพนักงานของ กทม. ที่บอกจุดสังเกตว่าสะพานมัฆวานรังสรรค์อยู่ใกล้กระทรวงศึกษาธิการ

บอกแท็กซี่ว่าไปกระทรวงศึกษาฯ เขาถามว่าไม่กลัวม็อบรึ.. ได้แต่ยิ้ม ไม่ได้ตอบ เขาก็บอกเองเสร็จสรรพว่า ไม่ใช่เส้นทางม็อบ รถไม่ติดไปได้ และ

"อย่ามาเรียกรถผมไปส่งร่วมม็อบนะ เกลียดเข้าไส้"

ที่เกลียดเพราะอะไร ขี้เกียจจะซักไซร้ แปลงประเด็นพูดไปเสียก็หมดเรื่อง อีกอย่างแม้จะกางเกงยีนส์ เสื้อยืด ก็ไม่ได้ทำหน้าตาเลิ่กลั่ก และวิธีการพูดจาก็ไม่ได้ส่อเค้าอะไรให้เป็นภัยแก่ตน เนื่องจากเป็นเพียงผู้หญิงตัวกลมๆ คนหนึ่ง ที่อาจจะแพ้แรงหากเขาถีบลงจากรถ (ฮา)

ลงหน้ากระทรวงศึกษาฯ ประตูที่เขาไปส่งลงนั้น หันหน้าเข้าหากระทรวงฯ ทางซ้ายมือมองเห็นแต่ไกลตำรวจติดแผงเหล็กกั้นและช่วงที่แท็กซี่ผ่านมาเมื่อกี้มองผาดๆ ผ่านๆ เห็นว่ามีตำรวจเฝ้าอยู่ราวๆ ๑๐ นาย มองลึกเข้าไปสีกากีเต็มแผง กะคร่าวๆ ด้วยสายตาก็ประมาณไม่ต่ำกว่า ๕๐ นาย

ดุ่ยๆ ไปทางนั้น ผู้หญิง..คนเดียว คงผ่านด่านเข้าไปไม่ได้แน่ จึงเดินไปทางขวา เพราะเดาผังเมืองแถวนี้ออก ว่าน่าจะเป็นลักษณะบล็อก มีถนนทะลุหากันได้ทุกบล็อกไป ว่าแล้วก็เดินท่อมๆ อากาศเริ่มระอุ อบอ้าว เหงื่อซึมออกมา ก่อนหน้าที่จะมากรุงเทพฯ ได้ซ้อมเดินที่จังหวัดกระบี่ไปแล้วหลายวัน เดินได้ไกลสุดประมาณ ๕ กิโลเมตรโดยไม่หอบลิ้นห้อย หรือว่าหยุดพัก การเดินหนนี้จึงไม่อนาทร เดินมันไปเรื่อยๆ จนพบสี่แยก ซึ่งแน่นอนว่าต้องเดินขนานไปกับถนนที่ตำรวจที่เห็นตอนลงรถ หันหน้าไปมองสี่แยกเลี้ยวซ้ายเดินต่อไป

มาถึงบางอ้อ..เมื่อพบป้ายคุรุสภา จำได้ว่าเคยมาพักที่คุรุสภาครั้งหนึ่งสมัยที่เข้ามาทำธุระที่กรุงเทพฯ เริ่มอุ่นใจกับความคุ้นเคยเล็กๆ เดินต่อไปลัดเลาะคุรุสภาตามฟุตบาธ มีคลองขวางขนาบไว้ มีสะพานเป็นช่วงๆ ระยะห่างกันราวๆ ๕๐๐ เมตร และแล้วก็มาพบทางเข้ากระทรวงศึกษาฯ อีกแถบหนึ่ง

'โธ่..รู้งี้เดินลัดจากประตูโน้นมาก็ดีหรอก' ไม่รู้จักกล้าเสียแต่ทีแรก มองตรงไปข้างหน้าเห็นตำรวจยืนอยู่ เดินตรงไปกะจะลุยแล้ว

'ตำรวจไทยคงไม่ทำร้ายประชาชนตัวกลมๆ หรอกน่า' คิดเอาเองในใจแผงกั้นปิดถนน และตำรวจนั่งๆ ยืนๆ กันอยู่ตรงแผงกั้นอีกประมาณสิบกว่านาย เหลือบไปเห็นฝั่งตรงข้าม เห็นสีกากียืนตรงแหน็วเป็นแผง คิดในใจว่าข้ามคลองไปน่าจะเข้าท่ากว่าไปลุยกับตำรวจ ณ ที่ตรงนี้

เดินย้อนกลับมา..ข้ามสะพานเล็กๆ ที่หน้าวัดมกุฎกษัตริย์ ค่อยๆ เดินไปสายตาสังเกต ปากปิดสนิท มีแผงกั้น(อีกแล้ว) ตำรวจยืนแผงกั้น 3-4 นาย และนั่งอยู่ที่ศาลาริมทางด้วย ริมคลองด้วยอีกกลุ่มหนึ่ง 6-7 นาย

เห็นคนเดินผ่านตำรวจไป ตำรวจก็ไม่สนใจ ทอดน่องต่อไป คนอื่นๆ ก็ทยอยเดินผ่านหน้าข้าพเจ้าไปเรื่อยๆ ข้าพเจ้าก็ผ่านบ้างสิ.. ใจกล้าหน้ามึนเดินผ่านไป

'เออ ดีแฮะ กระป๋ง กระเป๋าเราก็ไม่ตรวจ' เดินผ่านไปเจอรถสุขาของ กทม. จอดอยู่ 4 คัน น้ำไหลนองที่พื้นถนนแฉะไปหมด กลิ่นโชยหน่อยๆ ยังเช้าอยู่มากไม่มีคนมารอคิว ก็เลยตัดสินใจเดินเข้าไปที่รถคันหนึ่ง เปลี่ยนเสื้อเพราะเหงื่อท่วม เหม็นตัวเองเต็มที เดินออกมาจากสุขาเคลื่อนที่ เลาะๆ มาแถวหน้าตึกยูเอ็น (United nation) ซ้ายมือเป็นสะพานมัฆวานรังสรรค์ มีป้ายคลองผดุงเกษมเด่นหราอยู่ตรงหัวสะพาน มีแผงเหล็กกั้นอยู่แน่นหนากว่าที่เห็นจากอีกฝั่งของคลองเมื่อครู่ คนใส่ชุดสีกากี สวมหมวกกันน็อค ถือโล่ ยืนเรียงอยู่เป็นแถว ตัวตรง

เสียงจากเวทีได้ยินชัดขึ้น มีเต้นท์ มีป้าย กระจุกอยู่ที่หัวถนน แล้วจะเข้าไปรวมกลุ่มกับเขาอย่างไรล่ะ ไม่เห็นมีใคร มีแต่เสียงซึ่งก็น่าจะเป็นคุณไก่ แมลงสาบและเพื่อนที่เล่นดนตรีอยู่ เหลือบเห็นชุดญาติธรรมท่านหนึ่ง สงสัยว่าจะเพิ่งกลับมาจากห้องน้ำ ก็เลยยกมือไหว้

"สวัสดีค่ะ หนูจะเข้าไปตรงนั้นได้ไหมคะ" ชี้สุ่มๆ ไปทางเต้นท์ที่กางอยู่ตรงหัวมุมถนนราชดำเนิน

"จะเข้าไปหลังเวทีเหรอ เขาสงวนไว้เฉพาะเจ้าหน้าที่ เพราะกลัวอันตรายน่ะ" สงสัยจะเข้าใจกันผิด คือข้าพเจ้าหมายถึงเข้าไปร่วมชุมนุม ไม่ได้เข้าหลังเวที แต่ก็ยังเขินๆ ไม่กล้า ก็เลยยิ้มแล้วก็ให้ทางญาติธรรมท่านนั้นเดินจากไป มองไปข้างหน้าเว้นเฉพาะช่วงประตูเข้า-ออกไว้ นอกนั้นฟุธบาธที่ติดกับกำแพงของอาคารยูเอ็น มีเต้นท์กางอยู่ มีคนนั่งๆ นอน บ้างคนกินข้าว ผู้คนกระจายตัวไปสองฝั่ง คือริมฟุตบาธหน้าตึก กับเกาะกลางถนน ตัดสินใจเดินดุ่มๆ ไปที่หัวถนน มีผู้ชายคนหนึ่งใส่เสื้อลายทหาร เปิดกระดุมให้เห็นเสื้อขาวตัวใน สวมหมวกปีก มีกล้องถ่ายภาพตัวใหญ่ๆ สีดำคล้องคอ คาดศรีษะนอกหมวกด้วยผ้าสีขาว เขียนทำนองว่ากู้ชาติ ก็เลยไปนั่งแหมะอยู่ด้วย เขาหันมามองก็ยิ้ม

มองบนเวทีไม่เห็น เพราะผ้าเต้นท์ที่กางคาดจากถนนฝั่งนี้ ไปจรดถนนอีกฝั่ง ทิ้งตัวลงต่ำ แม้จะมีไม้ค้ำไว้เป็นจุดๆ ผ้าใบก็ทิ้งตัวโค้งลง สูงกว่าศีรษะคนนั่งไม่กี่คืบ นั่งฟังเพลงโดยมองไม่เห็นหน้าคนร้องอยู่อย่างนั้น ใช้สายตาสังเกตสิ่งรอบข้าง มีคนนั่งอยู่กลางถนน ใต้หลังคาผ้าเต้นท์ประมาณสัก ๕๐ คน ถือว่าเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดแล้ว นอกนั้นคนกระจายตัวไปทั่วบริเวณ มีเต้นท์ของญาติธรรมเรียงรายอยู่ตรงเกาะกลางถนน ทางด้านที่ปักป้ายว่าถนนราชดำเนิน


ที่นี่สินะถนนแห่งประวัติศาสตร์ ราชดำเนิน



เรื่องเล่าค่อนข้างยาว โปรดดติดตามตอนต่อไปในวันพรุ่งนี้ค่ะ

----------------------
คิดถึง..ไปหาได้ทุกเมื่อนะคะ...
-----------------------------------------------------------
ลานอักษร สีน้ำฟ้า ณ โอเคเนชั่น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 18, 2008, 08:45:43 pm โดย มนตราแห่งทะเล » บันทึกการเข้า

ขอเพียงแค่ "เข้าใจ"  ชีวิตย่อมเป็นไปอย่างเรียบง่าย และเป็นสุข
มนตราแห่งทะเล
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 463



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2008, 10:38:06 pm »


สีน้ำฟ้า     
โพสต์เมื่อ: Jun 5 2008, 02:43 AM

'ถนนราชดำเนิน ถนนแห่งประวัติศาสตร์'

ครั้งแรกของชีวิตที่มานั่งอยู่ ณ ที่นี้ พอรู้สึกว่าตัวเองน่าจะเกะกะคนที่เข้ามาใหม่ ก็เปลี่ยนมุมไปนั่งฝั่งตรงข้าม ทรุดนั่งยึดเอาเสาป้ายถนนราชดำเนินเป็นที่ตั้ง มีชาย-หญิงคู่หนึ่ง นั่งอยู่ก่อนแล้ว ยุทธการชวนสนทนาเริ่มขึ้น พอรู้ที่มา ที่ไป ว่าพี่เขามากันทุกวัน อยู่กรุงเทพฯ นี่แหละ ไป-กลับ พี่ผู้ชายบ้านอยู่แถวฝั่งธนฯ เขาถลกกางเกงโชว์มีรอยเย็บเป็นตะเข็บยาวตลอดจากหัวเข่าถึงข้อเท้าทีเดียว เสียงปนกันเลยฟังไม่ชัดว่าแผลจากอะไร

ดนตรีกับคนร้องเพลงจบไปนอนไหนมิทราบ คุณอัญชลีขึ้นมายืน 'กรี๊ด คุณอัญชลีตัวเป็นๆ ไม่ใช่ที่เราคนในทีวี' รีบซูมกล้องเข้าไป จากโบกไม้โบกมือ เธอก็ยกมือไหว้ จับติดพอดี..



ขยับๆ ไปด้านหน้ายึดโคนเสาซุ้มประตู ขยับไปเรื่อยๆ จนถึงหน้าสุด มีสาวใหญ่นางหนึ่ง ส่งเสียงถาม ก็เล่าให้ฟัง..ยิ้ม ยิ้ม และยิ้ม ความว่า ๔ สาวแห่งจังหวัดน่านมาตั้งแต่วันที่ ๒๕ กลับไปรอบหนึ่งแล้ว และมาใหม่อีก นั่งคุยกันพอเพลินๆ สลับสายตาไปบนเวที คุณสำราญ คุณยุทธิยง คุณสุวัฒน์ และอีกท่านหนึ่งจำชื่อไม่ได้ กำลังสนทนากันไป ไอร้อนเริ่มระอุขึ้น พื้นถนนที่อุ้มน้ำฝนเมื่อคืนรับกับไอแดดที่แผดกล้าตอนนนี้ส่งไอร้อนมาปะหน้า อบอ้าวมากๆ เหงื่อเริ่มซึม นั่งฟังทั้งบนเวที และล่างเวที ไม่ได้เรื่อง ไม่ได้ราวอะไรมากนัก หันมามองด้านหลังสบตากับสาวน้อยนางหนึ่ง หน้าตาดี สูง ขาว ตาสวย ขนตางอนเช้ง แหม..ใครนะ ช่างว่าได้ม็อบ สว. (สูงวัย) น้องคนนี้สวย น่ารัก และจิตใจดีออก มาทนร้อนกับพี่ป้าน้าอาตั้งแต่เช้า

มองข้างหลังทีไร ก็สบตากับน้องสาวคนนั้นตลอด ข้างบนเวทีพูดกันไป ข้างล่างเวทีก็คุยแข่งบ้างเป็นระยะๆ อาการอยู่ไม่สุข เริ่มบังเกิด ข้าพเจ้าขอตัวจากบรรดาพี่ป้า แถวนั้นๆ ออกเดินสำรวจ เขากำลังลงน้ำดื่มล็อตใหม่ น่าจะราวๆ ๓๐๐-๔๐๐ แพ็คได้ กดชัตเตอร์ไว้ฉับๆ จากนั้นก็รีบเก็บกล้องเข้าไปช่วยเรียงขวดน้ำกันเสร็จสรรพ



เรียงเสร็จนึกขึ้นได้ว่าตัวเองเป็นคนมีโรคประจำตัว ยกของหนักไม่ได้ เคยอาการหนักขนาดเลือดไหลมาแล้ว แต่นี่เห็นเขาทำงานกันก็ลืมเจ็บ เข้าไปช่วย โชคดีจริงๆ ที่รอดมาได้

เรียงน้ำเสร็จ เดินกลับมาพบคนบ้านเดียวกัน
นั่งเครื่องบินมา สามคน พ่อ-แม่-ลูก

กำลังเตรียมเอกสารไปให้ศูนย์อำนวยการ ร่วมถอดถอน สส. สว.



พอบอกว่ามาม็อบพันธมิตร การบินไทยแถมขนมมาให้ด้วย

ปรบมือให้การบินไทยหน่อยค่ะ



เห็นภาพความร่วมมือ ร่วมใจแล้วชื่นใจนะ

น้องๆ ระวังนะ

เป็นห่วงต้นไม้จะหัก (ฮา)



หลังจากนั้นก็ไปสำรวจครัว คนทยอยมาตักเข้าแถวกันเรียบร้อยดี ไม่มีใครกินไปบ่นไปสักคน (ฮา)

กินข้าวก้อง ราดด้วยใบเบญจรงค์ผัดน้ำมันหอย (มั๊ง) ไปประมาณสามช้อนโต๊ะ (ฮา) นำไปเก็บเรียบร้อยก็บุกหาต้นตอ



นั่งช่วยเขาเด็ดใบเบญจรงค์

เราก็เด็ดกันไปเรื่อยๆ คนกินเขาไม่เหนื่อย

แม้เราเมื่อย ก็สุขใจ



มีอีกไหม..ไม้หน้าสาม

จับมาทำเขียงพรึด..

นอกจากนี้ ท่ามกลางบรรยากาศการชุมนุม ในครัวเราเฮฮา สนุกสนาน (มิน่าล่ะ อาหารอร่อย) คนที่หั่นฟัก บอกว่า เดี๋ยวคอยดูนะ จะแกะสลักเรื่องราว ตั้งแต่เธอร่วมชุมนุมครั้งแรกจนถึงครั้งนี้ให้ได้ชมกัน

ไม่ทราบใครได้รับประทานบ้าง พอดีข้าพเจ้าไปไม่ทัน อิอิ จริงๆ อาหารหลักของสองวันที่ร่วมด้วย คือนมถั่วเหลืองกล่อง เพราะเป็นห่วงกลัวว่าท้องไส้จะปั่นป่วนเอาน่ะค่ะ

สำรวจจนพอใจก็กลับมานั่งที่เดิม เริ่มยึด ๔ สาวจังหวัดน่านเป็นเพื่อน มีสองคนบอกว่าจะกลับไปอาบน้ำ ไปด้วยกันไหม.

'โอ้..กุศล ดลพี่มาพบเจ้า....' (ร้องในใจน่ะ) ยิ้มแต้รับคำ

'สวรรค์โปรดแล้วพี่น้องเอ้ย..'

รีบพยักหน้า และตอบตกลงโดยไม่เหนียมสักนิด เพิ่งทราบว่าท่านหนึ่งเป็นแม่ครูลาออกแล้ว กับป้าครู เกษียณแล้ว และอีกสองท่านที่อยู่ที่สะพานฯ ก็เกษียณแล้วเช่นกัน มากันด้วยใจมุ่งมั่น และใจนักสู้ "สตรี ศรีเมืองน่านแต้ๆ เจ้า"

คำเริ่มบอกเล่าความ การเล่าสู่ แลกเปลี่ยนกัน แน่นอนว่าผู้น้อยอย่างข้าพเจ้าซึ่งเป็นคนแปลกหน้าย่อมต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจ บอกเล่าทุกอย่าง..อันเป็นพื้นเพ และหลักฐานพอที่จะสร้างความไว้วางใจให้ป้าครู และแม่ครูได้

ขอบคุณพระเจ้าที่เมตตาประทานเพื่อนที่แสนดีให้ข้าพเจ้า แม่ครู ป้าครู และพี่หัวหน้ากลุ่ม ๔ สาวจังหวัดน่านจะเมตตาให้ที่พักในยามค่ำคืนนั้น แก่ลูกหมูขี้กลัว

หลังจากอาบน้ำเสร็จ ก็กลับไปสู่ถนนราชดำเนินอีกครั้ง คราวนี้ให้สองสาวปักหลักที่เดิมผลัดให้อีกสองสาวไปอาบน้ำ อาบท่ากันบ้าง ส่วนข้าพเจ้าเริ่มไปหางานทำตามประสาคนไม่อยู่สุข นิ่งต้องหลับ เลยขยับๆ ไปหาอะไรทำ

ไปกระแซะๆ ในครัวซึ่งเป็นแหล่งงานชั้นดีอยู่แล้ว ตรงไหนก็แทรกได้ ได้นั่งถัดไป ถัดมา วนๆ วุ่นๆ เด็ดผัก หั่นผัก อยู่ในครัว สลับกับเดินสำรวจ สังเกตการณ์ต่างๆ ถ่ายภาพ ความที่เดินไป เดินมา

ช่วยงานไปเท่าที่จะทำได้ เมื่อยก็หยิบๆ จับๆ เอาขนมหรือผลไม้มาฝากคนที่นั่งชุมนุมอยู่บ้าง จนกระทั่งมืดค่ำ ร่างกายที่เหนื่อยล้า ศรีษะจะโขกกับพื้นอยู่แล้ว ก็เลยกลับที่คุรุสภา คุณป้าๆ ไม่ได้ฝากกุญแจไว้ ก็เลยนั่งรออยู่ที่ล็อบบี้ แอบสัปหงกไปบ้าง บางที เพราะว่านั่งรถมาตั้งแต่หกโมงเย็น ไม่ได้หลับ ไม่ได้นอน จนกระทั่งสี่ทุ่มเข้าไปแล้ว อดรนทนไม่ได้ เช็คจำนวนเงินในกระเป๋า หักค่ารถแล้วยังพอค่าห้องสักคืนอยู่หรอก ก็เลยไปถามเจ้าหน้าที่ว่าพอมีห้องว่างไหม ซึ่งเขาบอกว่าเต็ม..ก็กลับไปนั่งรอต่อ

ทนไม่ได้สุดๆ เดินไปถามเจ้าหน้าที่ว่า ป้าเขาเอากุญแจไปด้วย แต่ข้าพเจ้าอยากเข้าไปอาบน้ำ ตอนนั้นกลิ่นคงจะบ่งบอกได้ว่าเน่าขนาดไหน เจ้าหน้าที่เขาเห็นใจก็เลยไปเปิดประตูให้ และแนะนำวิธีเปิดไฟให้..

ต้องขออภัยป้าๆ ที่ทำเหมือนอุกอาจ แอบขโมยเข้าไปนอนก่อน ซึ่งมันสุดๆ จนไม่ทราบจะบอกอย่างไร อาบน้ำเสร็จก็หาที่นอน ซึ่งก็คงเป็นบนเตียง แต่ไม่กล้าทำอะไรให้ยับ คุดคู้ห่มผ้าขนหนูที่เขาเอามาวางบริการไว้นั่นแหละ หลับๆ ตื่นๆ ฝันหรือจริงยังไม่แน่ใจ เพราะภาพมันสลับกันมั่วไปหมดในหัว หูก็เหมือนยังได้ยินเสียงจากเวทีอยู่เนืองๆ

บรรดาป้าๆ กลับมาเห็นคนแปลกหน้านอนก่อนไม่ทราบจะโกรธกันไหม.. กราบขอโทษป้าๆ อีกครั้งค่ะ หลังจากที่ขออภัยกันไปแล้วรอบหนึ่ง คือหนูเป็นผู้หญิงตัวกลมๆ คนหนึ่งที่ไม่เคยนอนในที่สาธารณะ และคนเยอะขนาดนั้น ช่วงที่เดินออกจากที่ชุมนุม คนก็ยังหลั่งไหลกันมาไม่ขาดสาย แทบจะไม่มีที่นั่ง หนูก็เลยไม่รู้จะทำอย่างไรจริงๆ จึงได้กระทำการเห็นแก่ตัวเข้ามานอนก่อนเจ้าของห้อง

ผ่านพ้นไปลุ่มๆ ดอนๆ หนึ่งคืน แต่เมื่อได้เปรียบเทียบกับพี่น้อง ที่นอนอยู่ ณ ถนนราชดำเนินแล้ว รู้สึกว่าข้าพเจ้าผิดอยู่ในใจจริงๆ ม้วนแบ็งค์ร้อยเป็นกลมๆ สองใบขอสมทบให้ค่าห้องพัก บอกว่าถ้าป้าๆ ไม่รับให้ป้าๆ เอาไปบริจาคก็ได้ สรุป..ป้าไม่ยอมรับเด็ดขาด บอกว่าแค่หนูมาก็เป็นสำนึกที่ดีแล้ว.. "ขอบพระคุณอีกครั้งนะคะแม่ครู"

ติดตามตอนจบ..คืนนี้ค่ะ

----------------------
คิดถึง..ไปหาได้ทุกเมื่อนะคะ...
-----------------------------------------------------------
ลานอักษร สีน้ำฟ้า ณ โอเคเนชั่น



สีน้ำฟ้า    
โพสต์เมื่อ: Jun 11 2008, 05:04 AM
   
เช้าวันต่อมา ตื่นกันแล้ว ผลัดกันอาบน้ำ ที่เหลือก็กระจายตามเตียง ตามระเบียง ออกกำลังกาย ยืดแข้ง ยืดขา กันพอแก้เมื่อยขบ มติในที่ประชุมบอกว่าให้รอดูข่าวนายกรัฐมนตรีแถลงการณ์ก่อนค่อยออกจากห้อง

ระหว่างนั้นกดรีโมทกันจนพรุน 3 5 7 9 ก็คงเหมือนๆ คนกรุงเทพฯ ที่เห็นม็อบเป็นเรื่องรำคาญใจ ไม่มีใครเสนอข่าวอะไร นอกจากออกอากาศผังปกติของตนเองไป

ที่พอดูได้ก็เห็นจะเป็นช่อง NBT เพราะนายกฯ จะออกช่องนี้

แทน..แท๊น แถ้น.. ๐๙.๐๐ น. โดยประมาณ วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๑ นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย นายสมัคร สุนทรเวช ได้ออกมาเต็มหน้าจอ ...

"บลา ..บลา .. บลา ......"



ไม่ถึงสองนาทีถัดมา ป้าครูท่านหนึ่งก็พับผ้าพันคอ เราก็มองกันแบบงงๆ แล้วก็ถึงบางอ้อ เมื่อป้าครูเอาผ้าที่พับไปปิดโทรทัศน์ไว้ครึ่งหนึ่ง เสียงปรบมือเกรียวกราวอยู่ในห้อง พร้อมกับเสียงหัวเราะเฮฮา ป้าครูโค้งรับ

จนกระทั่งมาถึงช่วงที่นายสมัครกล่าวว่า..

"...ผมมีหน้าที่มาบอกว่าจะต้องจัดการตามกฎหมาย เพราะคุณใช้สิทธิไม่ได้ ผมจะต้องเอาคุณออกจากตรงนี้ ผมไม่ยอมหรอกครับ ตำรวจ ทหารก็ไม่ยอม เพราะบ้านเมืองนี้ต้องการความสงบ การค้าการลงทุนเสียหาย ผมจึงต้องลบลอยแผลเป็นออก คุณมีสิทธิ์ แต่คุณต้องไปที่อื่น และขอย้ำว่าผมจะทำตามหน้าที่ของผม ที่ต้องพูดวันนี้เพราะวันนี้จะเอากันให้แตกหัก เพราะผม ตำรวจ และทหารต้องรับผิดชอบ ถามว่าจุดหมายปลายทางอยู่ที่ไหน แล้วใครจะมาปฏิวัติ คนทั้งบ้านทั้งเมืองเขารู้จักผม ผมจะต้องดำเนินการ เพราะคุณทำตรงนี้ไม่ได้ ผมไม่มีวันยอม เพราะบ้านเมืองนี้เป็นของผม....”

"บลา..บลา..บลา..... " ทั่นนาย-ก เริ่มพล่ามต่อไป จบหนึ่งชั่วโมง โอ้..ประเทศไทยของฉัน นี่หรือคือแถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรี นึกว่ารายการวาไรตี้ซะอีก

๕ สาวต่างวัย เดินออกจากห้องพัก ระหว่างทางเดิน มีแม่-ลูกคู่หนึ่ง เดินอยู่ข้างหน้า พอตามทันก็ชวนกันคุย น้องผู้หญิงคนเป็นลูกหน้าตาสวยมาก อายุไม่น่าจะเกินยี่สิบเลยมั๊ง มาจากเมืองห้อยบุรี เดินคุยกันมา น้องเขาเป็นการ์ดด้วย 'โอ้โห..สุดยอดเลยหนูเอ้ย!!!'

ไม่ทันพ้นประตูคุรุสภาก็พบคุณอมรที่ประตูทางเข้า พี่อมรดูสดชื่น แจ่มใส ทั้งที่เชื่อว่าพี่เขาคงไม่ได้นอนทั้งคืน ก็เลยเกณฑ์บรรดาป้าๆ ให้ถ่ายภาพร่วมกับพี่เขา วันนี้ทำงานตอบแทนความดีของป้าๆ ด้วยการเป็นตากล้องให้ เก็บภาพบรรยากาศต่างๆ และถ่ายภาพป้าๆ เผื่อว่าจะนำไปเก็บไว้เป็นที่ระลึก

แล้วก็ไปช่วยงานครัวเหมือนเดิม วันนี้ไม่ต้องเด็ดผัก เด็ดไม้เนื่องจากวันนี้นายกรัฐมนตรี คนที่น่าจะเป็นผู้ดูแลทุกข์-สุข ของประชาชนทั่วประเทศ ประกาศว่าจะแตกหักกับประชาชนกลุ่มหนึ่ง ที่กีดขวางการจราจรตามคำของท่าน ทำให้ในครัวเก็บไวกว่าปกติ เพราะหากท่านเข้าชาร์จตอนไหน พบมีด พบพร้า ที่ทำอาหารจะเอาไปอ้างเสียได้ ว่าพวกเรามีอาวุธ

ก็เลยนั่งช่วยเขาทำน้ำใบย่านาง .. สรรพคุณของใบย่านางก่อนนะคะ.. ใบย่านางเป็นสมุนไพรธาตุเย็น ดังนั้นจึงแก้ร้อนใน แก้กระหาย ผู้ที่ดื่มใบย่านางแล้วจะสดชื่น, เคลือบแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ และช่วยปรับสมดุลของกรดในกระเพาะอาหาร ซึ่งหากดื่มหรือรับประทานที่ถูกต้อง สามารถรักษาโรคมะเร็งตับได้ด้วยจะให้ดี ให้สอบถามไปทางสันติอโศกดีกว่า

และสัญญาว่าคราวหน้าจะถามสูตรที่แน่นอนแล้วเปิดกระทู้เพื่อให้พี่น้องบล็อกเกอร์ได้อ่านกันอีกครั้ง

มาเล่าเฉพาะของวันนี้ก็พอนะคะ (ขออนุญาตค่ะ) ลักษณะของน้ำใบย่านางจะเหม็นเขียว คล้ายๆ น้ำใบบัวบกแต่สรรพคุณดีกว่า และที่เราทำกันวันนี้มีบีบน้ำมะนาวเข้าไปด้วย จะช่วยให้รสชาดน่าดื่มมากขึ้น

นับกันแบบคร่าวๆ ไม่เข้าข้างคนทำ 5-6 ชีวิต น่าจะได้น้ำราวๆ 200 ขวดเห็นจะได้

วิธีทำก็คือ โขกใบย่านางเบาๆ จากนั้นก็นำไปแช่น้ำสะอาด แล้วใช้มือ (ล้างมือด้วยนะพี่น้อง..ฮา) ซักเหมือนขยี้ผ้า



เอาน้ำสีเขียวสด ผสมน้ำให้ได้สัดส่วนนะ ยึดหลักสีเจือจางประมาณน้ำใบบัวบกก็น่าจะพอใช้ได้ล่ะ แล้วพวกเราก็กรอกใส่ขวด วางตรงนั้น แจกกันตรงนั้นค่ะ



มีคุณอาผู้ชายท่านหนึ่ง ดื่มแล้ว ติดใจ นั่งเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ เล่ากันขำๆ นะ อย่าซีเรียส

"เชิญครับๆ หยิบได้เลย น้ำใบย่านาง น้ำคอโรฟิลด์ ดื่มทันทีเลยครับ สรรพคุณแก้กระหาย แก้ร้อนใน ดื่มแล้วสดชื่นอายุยืน ที่แก่จะสาวขึ้น ที่เฒ่าก็หนุ่มขึ้นทันตา.."

พวกเราๆ ก็ลงมือทำงาน บ้างก็กรอกน้ำใส่ขวด บ้างก็ขยี้ บ้างบีบมะนาว บ้างก็ล้างขวดน้ำเพื่อนำมาใส่น้ำใบย่านาง

"เชิญครับๆ หยิบได้เลย น้ำใบย่านาง ดื่มทันทีเลยครับ สรรพคุณแก้กระหาย แก้ร้อนใน ดื่มแล้วสดชื่นอายุยืนร้อยปี.... "

มีเสียงเฮฮา หัวเราะรื่นเริงกันตลอด ในขณะเวทีก็อภิปรายกันไป พวกเราก็ทำงานกันไป ครู่เดียว เสียงคุณอาท่านนั้นก็..เชียร์น้ำใบย่านาง ว่าเป็นยาอายุวัฒนะ หากดื่มแล้วจะอายุยืนเป็นหมื่นปี สามหมื่นปีตามลำดับ

เป็นบรรยากาศเก็บตกเล็กๆ ที่ประสบด้วยตนเองแล้วนำมาเล่าสู่กันฟังค่ะ..

คือคุณอา คงเป็นคนอารมณ์ดี มานั่งเป็นเพื่อน มานั่งช่วยให้กำลังใจ คนทำงานก็ไม่ได้เหน็ดเหนื่อยอะไรเลย.. ไม่รู้สึกจริ&
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 18, 2008, 09:00:21 pm โดย มนตราแห่งทะเล » บันทึกการเข้า
ใบไผ่
Newbie
*
กระทู้: 40



ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: เมษายน 09, 2009, 10:31:30 pm »

เสื้อแดงชุมนุมปิดถนน รถติดแหง็กเลย  uhu
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF