www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ผีเมืองกระซิบ  (อ่าน 1647 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
จุรีแสด
บุคคลทั่วไป


อีเมล์ : Email
« เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2008, 10:28:14 pm »

[ 24 มี.ค. 2550 12:40:46 ]

ผีเมืองกระซิบ



๑.จากวันนั้นถึงวันนี้ที่มีขวาก

หนามวิบากสร้างวิโยคโศกไม่หาย

สามจังหวัดชายแดนแสนเดียวดาย

ปัญหาใต้ร้อนระอุคุไม่จาง



๒.เป็นเพราะพุทธมุสลิมจริงๆหรือ

จึงเกิดมือวางระเบิดกด เปรี้ยงป้าง

เป็นเพียงเพราะไม่เข้าใจไร้แนวทาง

หรือเพราะบ่างช่างยุแยงแบ่งแผ่นดิน



๓.เสียงเรียกร้องสมานฉันท์ก้องทั่วหล้า

หยาดน้ำตาคนไทยผู้สูญสิ้น

เสียงเด็กเล็กร้องระงมตรมชีวิน

พ่อแม่สิ้นถูกยิงทิ้งกลิ้งเกลือกกาย



๔.เขาฆ่าครูตำรวจและทหาร

อีกทั้งหมอพยาบาลก็หดหาย

ไม่มีใครอยากมาอยู่สู้แล้วตาย

ชีพวางวายดับดิ้นสิ้นลมปราณ



๕.ดูเหมือนพระก็ไม่เว้นการถูกฆ่า

ท่านไม่กล้า บินฑบาตร น่าสงสาร

พระยังแพ้กลายเป็นแพะในหมู่มาร

เหยื่อสังหารแดดิ้นสิ้นชีวา



๖.ยามหลับฝันผีเมืองคอยกระซิบ

ว่าจงรีบเร่งแก้ไขกันเถิดหนา

อย่าปล่อยให้แม่ธรณีหลั่งน้ำตา

เสมือนว่าอุราแยกแตกยับเยิน



๗.ได้โปรดเถิดพี่น้องเพื่อนพ้องข้า

ขอเจ้ามาสร้างอุดมการณ์อย่าขัดเขิน

เราคนไทยเลือดเป็นไทยใช่ขาดเกิน

ยังประวัติสรรเสริญเนิ่นนานมา



๘.ชีวิตนี้สั้นหนักโปรดจงคิด

อย่าได้ติดบิดเบือนพระศาสนา

อกที่ตรมขมไหม้ในอุรา

เจ้าจะมีชีวาอยู่อย่างไร



๙.โอ้นกเอ๋ยนกขมิ้นสีเหลืองอ่อน

เจ้าโบยบินสัญจรนอนที่ไหน

ชีวิตไม่มีสุขทุกข์ทางใจ

อีกทั้งกายก็ไร้ที่พักพิง



๑๐.ครอบครัวต้องโหยหารอหน้าเจ้า

ลูกก็เฝ้าร้องหาพ่อท้อทุกสิ่ง

เป็นเพียงเพราะพ่อต้องการแยกแดนจริง

แล้วทุกสิ่งจะจบลงจริงหรือไร



๑๑.ขอวิงวอนให้คิดซักนิดเถิด

กมลเปิดให้กว้างขวางสักหน

หากแม้ได้ดินแดนเป็นของตน

ต้องผจญกับอะไรควรไตร่ตรอง



๑๒.ผู้ปกครองเข้ามาแล้วเปลี่ยนผ่าน

อำนาจนั้นมีในมือคือสิ่งของ

แลกโอนกัน เปลี่ยนแปรผันตามครรลอง

ผองเราต้องไม่ยึดติดกับรูปนาม



๑๓.แผ่นดินนี้คือที่อยู่อาศัย

ของผองไทยแต่เก่ากาลเนิ่นนานข้าม

ศตวรรษหลายร้อยเคลื่อนคล้อยตาม

สิ่งดีงามถือเกิดกำเนิดมา



๑๔.ขอพี่น้องผองเพื่อนจงได้คิด

กว่าชีวิตถึงจุดนี้ยากนักหนา

กว่าจะมีแผ่นดินสมจินตนา

บรรพบุรุษสร้างมาอย่างอยาก



๑๕.มาวันนี้เรามีพร้อมเกือบทุกอย่าง

มีพ่อหลวงไม่ทิ้งขวางอย่างที่เห็น

เรามีบ้านมีแผ่นดินสุดร่มเย็น

ธ.ทรงเป็นหลักชัยนำไทยมา



๑๖.ผีเมืองร้องไห้กระซิกระริกรี้

อย่าต่อตีกันเลยคนไทยจ๋า

ด้ามขวานทองเนื่องนองด้วยน้ำตา

คนยิ้มร่า คือ ศัตรูคู่แผ่นดิน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 22, 2008, 01:45:51 am โดย มนตราแห่งทะเล » บันทึกการเข้า
มนตราแห่งทะเล
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 463



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2008, 10:41:21 pm »

จุรีแสด
24 มี.ค. 2550 12:47:55

บทที่๑๔ ตกคำว่าเข็ญ



มุงมัง
24 มี.ค. 2550 18:17:39

ตันหยงมาศ

๑.จับตัวประกันสองนาวิกตันหยงมาศ

บทเรียนชาติที่พึงคิดอันล้ำค่า

สองทหารหลั่งเลือดด้วยน้ำตา

เพราะไม่อยากให้บีฑาฆ่ากันเอง



๒.หนีก็ได้ทำไมเขาไม่หนี

ทำไมเขาต้องทนถูกข่มเหง

ถูกทุบตีโดยคนไม่ยำเกรง

ต่อบาปกรรมศีลธรรมอันดีงาม



๓.ตันหยงมาศคือตำนานที่ต้องเล่า

ให้ลูกหลานของเราได้ไถ่ถาม

สองนาวิกต้องมาตายไร้สิ้นนาม

เพราะคนทรามใช้ผู้หญิงกำบังตน



๔.หากวันนั้นเขาไม่ตายไร้ชีวิต

คงมีคนทวงสิทธิ์สตรีกันปี้ปน

หาว่าไทยไร้น้ำจิตคิดฆ่าคน

โลกคงบ่นพร่ำรำพันกันเนิ่นนาน



๕.แต่สองชาติทหารข้ากล้าหาญนัก

เขาเป็นหลักแนวคิดควรกล่าวนขาน

คนตันหยงออกมากล้ากราบกราน

ว่าหลงผิดให้พาลสังหารคน



๖.สองนาวิกตายไปไม่ไร้ค่า

แต่ทว่าสร้างความดีไม่สับสน

คนตันหยงรู้ถูกหลอกยอกแยบยล

มิหลงกลให้ไพรีชี้อีกครา



๗.พวกเขากลายเป็นพี่น้องของทางการ

มีข่าวสารเร่งรีบต้องช่วยหา

ไม่เก็บปิดมิดชิดดังก่อนมา

เพราะเกรงว่าเชื่อคนผิดสมคิดพาล



๘.ชาวตันหยงร่วมใจสู้เพื่อกู้หน้า

ว่าเคยฆ่าสองนาวิกที่อาจหาญ

ชี้เบาะแสโจรใต้ใจสามานย์

เพื่อรัฐบาลรู้สายสนอีกกลใน



เบญจกาย
24 มี.ค. 2550 18:21:55

ครูจูหลิน



๑.ครูจูหลินเป็นอีกเหยื่อเหลือแต่ซาก

ครูลำบากสร้างคุณค่ามหาศาล

เสียสละเพื่อมวลชนมายาวนาน

อีกตำนานต้องจารึกไม่รู้เลือน



๒.นึกถึงครูผู้สร้างทางแห่งค่า

นองน้ำตาด้วยใจรักจากผองเพื่อน

จูหลินสถิตในดวงใจเตือน

เปรียบเสมือนวีรสตรีที่เกรียงไกร



๓.หลายคนท้อล้อว่าคิดผิดเสียแล้ว

จะเป็นแก้วในมือลิงได้ไฉน

ครูกลับตอบด้วยความคิดที่กว้างไกล

เกิดเป็นไทยต้องรู้ค่าคุณแผ่นดิน



๔.มาเถิดมาพี่น้องผองเพื่อนรัก

จงประจักษ์ในความดีที่สูญสิ้น

ชีวิตครู ถูกศัตรูจู่โจมกิน

จูหลินสิ้นแต่ชื่อยังตราบเท่านาน



๕.แผ่นดินนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก

ครูผู้รักศักดิ์ศรีและกล้าหาญ

ครูผู้พลีชีวิตอุดมการณ์

สร้างปณิธานวิญญาณครูกู้ธรณินทร์



๖.ยังคงมีสักกี่จูหลินเล่า

ที่คอยเฝ้าปักษ์ใต้ไม่โผผิน

ไม่เที่ยวบินบินหลาลืมแผ่นดิน

มอบชีวินเพราะรู้ค่าความเป็นไทย



๗.ความตายของจูหลินอาจไร้ค่า

หากประชาไร้สำนึกซึ่งความหมาย

ว่าครูสิ้นเพื่อยังดินไว้ถมกาย

ชีพมลายเพราะรักถิ่นแผ่นดินทอง



๘.ขอวิญญาณจูหลินอยู่คู่ขวาน

ทองอีกนานเป็นหนึ่งไม่มีสอง

ผู้คนขานดุจตำนานเป็นทำนอง
เสียงแซ่ซ้อง ก้องกังวานยาวนานเทอญ



ปลิวลม
24 มี.ค. 2550 18:25:15

ยะหา-บันนังสตา



๑.โอ้ชีวิตลิขิตแล้วผองเพื่อนเอ๋ย

บันนังสตาเคยเป็นแหล่งแห่งพบเห็น

ความสงบและพบสุขที่ร่มเย็น

ต้องว่างเว้นหยุดชะงักลงกลางครัน



๒.มาบัดนี้เขาฆ่าคนทุกคนแล้ว

พุทธดวงแก้วมุสลิมที่กีดคั้น

ไม่ละเว้นแม้แต่คนละหมาดกัน

มัสยิดมันไม่หวั่นพรั่นกริ่งเกรง



๓.เคอร์ฟิวคือกฎเหล็กที่รัฐสร้าง

หมดหนทางต้องงดสิทธิ์อย่างกล้าแข็ง

เหมือนสิ้นคิดไล่คนติดกำแพง

ไม่อาจแบ่งปันความสุขเช่นก่อนมา



๔.พระไม่ช่วย อัลเลาะห์ มองไม่เห็น

บันนังสตาจึงเป็นเมืองคนฆ่า

ยะหาหมดสิ้นสุขทุกข์อุรา

ชาวประชาน้ำตานองร้องคร่ำครวญ



๕.ขอแผ่นดินแห่งนี้คืนเราเถิด

เรานั้นเกิดบนแผ่นดินสิ้นกำสรวล

ท่านมาระรานเราจนรัญจวน

จิตคร่ำครวญหวนไห้ไร้แนวทาง



๖.เราอยากอยู่เช่นเก่าก่อนขอวอนว่า

มีการค้ามีแหล่งกินไม่กีดขวาง

เช้ามืดเข้าทำสวนล้วนกรีดยาง

ตามแนวทางวิถีชนพ้นลำเค็ญ



๗.เราเป็นไทยพ่อแม่ก็เป็นไทย

อีกหัวใจรักแผ่นดินไม่อยากเห็น

เลือดท่วมนองขวานทองอย่างที่เป็น

ขอจงเห็นใจประชาอย่าฆ่าฟัน



๘.ไม่เชื่อหรอกว่าชาวพุทธคิดเข่นฆ่า

ไม่เชื่อหรอกว่ามุสลิมจะเห็นขัน

ไม่เชื่อหรอกว่าผู้คนที่ฆ่ากัน

เพียงเพราะฝันแผ้วทางให้ประชา



๙.ขอสันติสุขจงกลับมายะหาเถิด

ขอจงเปิดใจกว้างทางค้นหา

ขอผู้คนอำมหิตจงจากลา

ขอให้ฟ้าเห็นใจประชาชน



บัวรำไพ
24 มี.ค. 2550 18:29:25

ร้านน้ำชา



๑.เช้าวันนี้วันที่ฟ้ายังมืดมิด

มุรินเดินปิดหน้าฝ่าลมหนาว

เพื่อละหมาดดังที่เป็นทุกครั้งคราว

ตามรอยเท้าศาสดานำพาทาง



๒.ขออุทิศส่วนกุศลผลบุญ

ให้โลกหมุนหลุดพ้นสิ่งกีดขวาง

ขอ อัลเลาะห์ บันดาลแสงสว่าง

ให้โลกพ้นจากหลุมพร่างเศร้าห่างไกล



๓.มุรินเดินออกจากมัสยิด

มุ่งตรงไปร้านน้ำชาดั่งใจหมาย

ทุกๆเช้าเขาพบปะเพื่อนมากมาย

ต่างวุ่นวายซักถามความเป็นมา



๔.วันนี้ก็เป็นเช่นวันก่อน

ดุจละครที่สร้างด้วยหัตถา

ปณิธานของพระเจ้าก่อนเก่ามา

ให้มนุษย์ได้พบพากันและกัน



๕.มุรินชอบร้านน้ำชาเป็นยิ่งนัก

เขามักดื่มกาแฟพร้อมเล่าฝัน

อ่านหนังสือกินยกล้อพร้อมจำนรรจ์

รอตะวันโผล่พ้นขอบนภา



๖.มุรินนั่งล้อมวงกับผองเพื่อน

ตะวันเลื่อนเคลื่อนขึ้นพ้นขอบฟ้า

แสงสีทองทาทาบอาบยะหา

ทั้งพาราคึกคักรับตะวัน



๗.เสียงปังเปรี้ยง ดังสนั่นลั่นทั้งร้าน

มุรินพล่านคลานเข้าหลบหลังเพื่อนขวัญ

ที่นั่งนิ่งไม่ไหวติงอิงตู้ชั้น

ระเบิดมันรุนแรงแทงกายา



๘.เขาเจ็บแปลบไปทั้งร่างร้างความคิด

ไม่มีสิทธิ์ร้องเรียกพร่ำเพรียกหา

รู้แต่ว่าแสงเพลิงมันแยงตา

หรือเพราะว่าตะวันนั้นร้อนแรง



๙.มุรินมารู้สึกตัวอีกครั้ง

แม่มานั่งข้างกายไม่หน่ายแหนง

มองหน้าเขาเศร้ารันทดดูเปลี่ยนแปลง

แม่เข้มแข็งแต่หดหู่น่าดูเชียว




๑๐.มุรินลูบไปที่ขาทั้งสองข้าง

พบแต่ความอ้างว้างช่างเจ็บเสียว

เอ๊ะ! ขาผมหายไปไหนเหลือข้างเดียว

เขาเที่ยวเหลียวมองหน้าแม่จ้องดวงตา

๑๑.แม่ไม่พูดว่าอะไรใดทั้งสิ้น

เขาได้ยินเสียงลอดออกมาว่า

พระเจ้าสร้างขาไว้ให้ลูกมา

ถึงเวลาก็มารับกลับคืนไป

๑๒.ทุกสิ่งเกิดตามลิขิตของพระเจ้า

เจ้าอย่าเศร้าเลยลูกน้อยค่อยๆไข

มีปัญหาต้องแก้ต้องทำใจ

ไม่มีใครลิขิตชีวิตตน

๑๓.มุรินฟังคำของแม่แล้วร่ำไห้

เขาหม่นใจหมองจิตคิดสับสน

โลกทั้งโลกหล่นมาทับดับมืดมน

เขาจะทนความพิการได้อย่างไร

๑๔.ชีวิตของมุรินสิ้นสุดแล้ว

เขาเหมือนแก้วแตกยับดับความใส

มุรินหมดสิ้นหวังพลังใจ

จะอยู่ในโลกใบนี้อย่างไรกัน

๑๕.ชีวิตของหนุ่มน้อยมุสลิม

ผู้ตั้งมั่นศรัทธาฝ่าความฝัน

ต้องดับมืดเพราะฝีมือผู้โรมรัน

เขาจะมั่นในพระเจ้าได้เพียงใด

๑๖.มุรินไม่นำพาสิ่งที่เกิด

เขาไม่อาจเปิดใจกว้างรับมันได้

เขาอยากปลิดชีวิตจากโลกไป

เพราะหัวใจที่แหลกยับดับทั้งดวง

๑๗.แต่ทุกครั้งที่เขาเหลียวมองหน้าแม่

เขามองเห็นความแน่วแน่แท้แหนหวง

แม่เฝ้าปลอบกอดประทับเขากับทรวง

แม่เฝ้าหวงห่วงหาและอาทร

๑๘.มุรินนั่งมองฟ้าฝ่าลมหนาว

เขาปวดร้าวกับความจริงที่แม่สอน

ให้ศรัทธาในพระเจ้าแม่เฝ้าวอน

ก้องสะท้อนในหัวเขาทุกวี่วัน

๑๙.จะต้องมีอีกกี่ชีวิตเล่า

ที่ต้องเศร้าไม่อาจตามหาความฝัน

เพียงเพราะเป็นเหยื่อการเมืองเรื่องฆ่าฟัน

หลายชีวันต้องบรรลัยกลายเป็นดิน

๒๐.ท่านจะบ้าการเมืองเรื่องของท่าน

แต่จงอย่าท้าประจัญจนทรัพย์สิน

ของคนอื่นต้องพินาศชาติพังพิน

หลายคนสิ้นอนาคตกำสรดทรวง



ปลิวลม
24 มี.ค. 2550 18:37:29


มองหน้าเขาเศร้ารันทดดูเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนเป็น

มองหน้าเขาเศร้ารันทดหมดเรี่ยวแรง



ยูงทอง
24 มี.ค. 2550 18:47:04

หญิงโพกผ้า



๑.ตะวันเลื่อนเคลื่อนจนพ้นขอบฟ้า

ท้องนภาสุกสกาวและขาวใส

แสงสีทองส่องฟ้าแสนอำไพ

ทาบทาไปทั่วถิ่นแผ่นดินทอง



๒.มายาซุ่มเดินดุ่มออกจากบ้าน

เธอสร้างงานด้วยแรงแห่งมือสอง

มีผู้ชายมากมายต่างหมายปอง

มายาครองตนเป็นโสดลิงโลดใจ

๓.วันนี้มีคนมาว่าจ้าง

ให้เดินทางไปที่กุฎีใหญ่

เพื่อประท้วงพวกไทยพุทธที่หยามใจ

หาญทำลายมุสลิมที่ดีงาม

๔.เขาให้เงินคนละห้าร้อยบาท

ให้นั่งพาดขวางถนนคนเดินข้าม

ไม่ให้คนสัญจรและติดตาม

คนเกรงขามเพราะเป็นอิสตรี

๕.มายาโพกหน้าด้วยผ้าดำ

นั่งก้มหน้าอยู่ท่ามกลางหว่างวิถี

มายาไม่เข้าใจในคดี

เธอทำตามหน้าที่แลกเงินตรา

๖.เสียงคนข้างๆกระซิบซาบ

ให้ตะโกนตามคำสั่งของหัวหน้า

ให้ปล่อยตัวมุสลิมที่จับมา

มายาตะโกนก้องร้องรำพัน

๗.เธอนึกขำงานนี้ช่างง่ายนัก

แค่ป้องปากแล้วร้องกู่ก้องขัน

“เอาพวกกูคืนมาอย่างเร็วพลัน

มิฉะนั้นกูจะนั่งทั้งวันคืน”

๘.มายาเฝ้าร้องขอต่อพระเจ้า

อย่าให้เขาคืนคนและขัดขืน

อีกสักห้าหกวันคงเฮครืน

ห้าร้อยยืนต่อวันไม่พรั่นพรึง

๙.มายาไม่รับรู้คำขอร้อง

จากพี่น้องตำรวจทหารที่วางขึง

หลวดหนามกั้นเป็นกำแพงแข็งแน่นตรึง

ทหารดึงปืนรอจ่ออยู่เชียว

๑๐.ไม่มีใครคิดกลัวพวกทหาร

เพราะรู้จักรักกันสัมพันธ์เหนียว

แน่นกว่าต้นเถาวัลย์ที่ควั่นเกลียว

เรื่องจะเหนี่ยวไกยิงนั้นไม่มี



๑๑.มีทหารคนหนึ่งเดินมาถาม

ว่าจะนั่งอีกกี่ยามกันหละนี้

คนข้างๆตอบแบบอารมณ์ดี

สักหนึ่งปีเป็นไงเล่าพ่อคุณ

๑๒.มายาช่วยตักน้ำให้ทหาร

แดดร้อนๆเจือจานเป็นแรงหนุน

เสียงโทรโข่งดังก้องออกชุลมุน

มีคนหมุนมาเพิ่มเติมอีกครา

๑๓.พวกทหารเริ่มงงในฝูงชน

มีบางคนเดินตรงเข้ามาหา

ถามผู้หญิงที่นั่งโพกผ้า

ว่ามาจากแห่งหนตำบลใด

๑๔.หญิงคนนั้นไม่ตอบแถมก้มหน้า

มายาเองก็งงและสงสัย

ไม่คุ้นหน้าเลยสักนิดสะกิดใจ

ไม่ใช่คนบ้านเราแท้แน่ๆเลย

๑๕.พอตกเย็นแดดร่มลมตก

มีคนยกข้าวมาให้ไข่ลูกเขย

ข้าวหมกไก่ก็น่ากินกลิ่นอบเชย

ผู้คนต่างเผยหน้าผ้าโพกกัน

๑๖.พวกผู้หญิงที่มาใหม่นั้นใสขาว

ผิวแวววาวไม่ดำคล้ำเหมือนฉัน

มายาออกจะงงๆสุดจำนรรจ์

แต่ยายจันฮาดีแกดักคอ

๑๗.ไม่เคยมาละซิท่าแม่หนูน้อย

เลยไม่รู้เรื่องฉงนคนขี้ฉ้อ

เขาพาพวกเรามานั่งประดับจอ

แล้วค่อยต่อด้วยพม่าหน้าละห้อย

๑๘.จริงๆหรือมายาไม่อยากเชื่อ

นึกว่าเพียงทวงคนแค่ให้ปล่อย

กลับกลายเป็นค้ามนุษย์สุดต่ำต้อย

เพื่อใช้สอยเป็นแรงงานย่านปีนัง

๑๙.จริงนะซิจะโกหกทำไมเล่า

เขาเรียกร้องคนจากห้องขัง

เพื่อสร้างความวุ่นวายเป็นกำบัง

แต่เบื้องหลังค้าคนผ่านดินแดน

๒๐.โธ่..โธ่..มายาเอ๋ย

ไม่นึกเลยจะโง่เง่าเข้ากับแผน

ให้คนชั่วได้พาคนหนีข้ามแดน

สู่ดินแดนมลายู....อดสูใจ




*จินตนาการส่วนตัวของผู้เขียนไม่มีข้อท็จจริงแต่อย่างใด



เบญจกาย
24 มี.ค. 2550 18:51:51

ดินที่ฝั่งรกและราก




๑.พระเจ้าตากหยิบดินขึ้นหนึ่งก้อน

แล้วสั่งสอนทหารเสืออย่างกล้าหาญ

ให้เอาดินติดชายพกยามรบราญ

ขุนทหารต่างจดจำคำบัญชา



๒.ดินที่พกนั้นฝั่งรกอีกทั้งราก

น้ำตาพรากยินคำท่านพร่ำว่า

เราทุกคนนั้นเกิดกำเนิดมา

ต้องรู้ค่าคุณถิ่นแผ่นดินทอง



๓.ทหารกล้าที่ตายพ่ายอังวะ

ยามปะทะต้องทุกข์ทนหม่นและหมอง

มีเพียงดาบกับมือถือประคอง

น้ำตานองไร้สิ่งสู้กู้ธานี



๔.เมื่อวันนั้นเจ้าชีวาไม่กล้าแข็ง

อีกออกญายังแย่งแบ่งศักดิ์ศรี

คิดแต่สุขความสนุกทับทวี

ไพรีตีกรุงศรีแตกแยกลับลา



๕.สมรภูมิวัดโปรดสัตว์นั้นล้ำลึก

เพียงผนึกกำลังพลของคนกล้า

ท่านเจ้าขรัวส่งจีนช่วยบีฑา

แม้พ่ายแพ้แต่ทว่าได้ใจคน



๖.จริงซินะหากหยุดคิดสักนิดหนึ่ง

ด้วยใจซึ่งไม่คิดคดกันซักหน

ผืนดินนี้มีคุณอุ่นกมล

ยามสิ้นชนม์ก็สลายกลายเป็นดิน



๗.พระเจ้าตากท่านรู้คุณแผ่นดินเกิด

บุรุษผู้ควรถูกเทิดชื่อว่าสิน

กู้พาราสร้างเมืองมาคู่ธรณินทร์

ด้วยเพียงดินติดชายพกยามรบรา



๘.อุทาหรณ์เรื่องดินฝังรกราก

ควรเป็นสิ่งที่ผู้คนได้ศึกษา

ได้รู้ซึ้งถึงใจในปรัชญา

ที่มีมาแต่ก่อนเก่าเนิ่นเนานาน



๙.พระปัญญาล้ำเลิศประเสริฐนัก

จึงได้รับศรัทธามหาศาล

กอบกู้เมืองสร้างแผ่นดินเป็นตำนาน

ได้สืบลูกถึงหลานเนิ่นนานปี



ปลิวลม
24 มี.ค. 2550 18:55:57

สุวรรณภูมิ



๑.สุวรรณภูมิคือความหวังที่แรงกล้า

ว่าจะสร้างศรัทธาเชิดหน้าได้

เป็นความหวังของสนามบินในถิ่นไทย

สร้างยิ่งใหญ่รองรับคนทั้งโลกา



๒.เหมือนฟ้าแกล้งสวรรค์สร้างทางลิขิต

มีคนคิดคดทรยศกันถ้วนหน้า

กินทั้งอิฐหินดินปูนทุกอย่างนา

แม้แต่สุขายังโกงกิน



๓.ลีลาวดีที่ถูกปลูกรอบสนาม

คือคำถามที่กังขาไม่สูญสิ้น

ดอกไม้บ้าอะไรแพงกว่าดิน

อิฐและหินที่สร้างโบสถ์พระพุทธา



๔.เขากินกันไม่ใช่บาทสองบาท

ยี่สิบล้านร้อยล้านพันล้านกว่า

เงินของใครที่ถูกโกงโก่งราคา

ของประชาตาดำดำเศร้าจริงจริง



๕.พระท่านว่าพวกที่โกงสิ่งก่อสร้าง

ยามละโลกกลายเป็นร่างผีเที่ยวสิง

ตามซากปรักหักพังไร้ที่อิง

เป็นเปรตสิงขอส่วนบุญหนุนนำทาง



๖.ช่างไม่กลัวบาปกรรมกันสักนิด

ไร้ความคิดไร้สมองทั้งสองข้าง

ทั้งภาครัฐเอกชนร่วมอับปาง

กับความโลภที่สิงร่างห่างความดี



๗.คงเป็นเพราะความชั่วตัวมืดมิด

ที่ลิขิตสุวรรณภูมิให้เป็นผี

สนามบินน่าอับอายขายชีวี

ขอสาปคนอัปรีย์และจัญไร



๘.คนโกงกินแผ่นดินกินทั้งชาติ

คนอุบาทว์ตายไปอยู่ที่ไหน

นรกเป็นแหล่งแห่งพักพำนักใจ

จิตไม่ใสใจที่ขุ่นวุ่นนักเอย



อภิญญา
24 มี.ค. 2550 22:57:21

โห..คุณปลิวลม มาเป็นขบวนเลยนะคะ

อ่านแล้วทั้งซึ้งทั้งเศร้า และเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น...ขออย่าให้เกิดอีกเลย....



นิค่ะ
25 มี.ค. 2550 00:11:44

คุณปลิวคะ ส่งใจให้นะคะ ตามอ่านตลอดค่ะ



ปลิวลม
25 มี.ค. 2550 00:42:12

ชอบบทจูหลินนะชอบจริงๆ



ประภัสสร
25 มี.ค. 2550 03:00:56

คุณปลิวลมครับ

ได้อ่าน "ผีเมืองกระซิบ" คำกลอน แล้ว ชอบ และเห็นว่าลงตัวกว่าฉบับเรื่องสั้น ซึ่งในฉบับเรื่องสั้น เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีประเด็นทางปัญหาและข้อเท็จจริงอยู่มาก เมื่อนำมาเขียนเป็นเรื่องสั้นจึงต้องทำความรู้ความเข้าใจกับต้นเหตุ บริบท และความเกี่ยวพันในเชิงประวัติศาสตร์ ศาสนา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความเป็นไปในโลกปัจจุบัน รวมทั้งเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิต ของผู้คนที่เกี่ยวข้องอย่างมาก ผมจึงอยากแนะนำให้คุณเขียน "ผีเมืองกระซิบ" เป็นกลอนมากกว่า เพราะสามารถใช้ความสามารถทางวรรณศิลป์ สร้างอารมณ์และความรู้สึก โดยลดน้ำหนักด้านข้อมูลลง และการแบ่งเหตุการณ์เป็นช่วง ๆ เช่นที่ทำอยู่ก็ดีแล้วครับ




ปลิวลม
25 มี.ค. 2550 11:32:34

ขอบคุณอาจารย์



ปลิวลม
25 มี.ค. 2550 11:34:52

ขอบคุณอาจารย์อย่างสูงรับปฏิบัติ



ปลิวลม
25 มี.ค. 2550 20:30:32

ชายผ้าเหลือง



๑.แสงทินกรส่องสาดพาดทิวไม้

เสียงไก่ไพรกู่ก้องร้องขับขาน

เป็นบทเพลงกล่อมบรรเลงมาช้านาน

สอดประสานให้หมู่ชนได้ยล



๒.พระปานท่านลุกขึ้นจากเสื่อสาด

ออกปัดกวาดลานวัดขัดเสาหิน

เพราะท่านเองก็เป็นเช่นนกบิน

ต้องโผผิน บินฑบาตร โปรดสัตว์ไป



๓.ชายผ้าเหลืองปลิวไสวไล่เป็นริ้ว

น้ำค้างพริ้วเกาะเป็นเม็ดเกล็ดสดใส

ต่างแช่มชื่นชุ่มช่ำดื่มด่ำใจ

ผู้คนใส่บาตรด้วยจิตคิดศรัทธา



๔.พระปานเดินนำหน้าพาลูกวัด

เพื่อโปรดสัตว์ให้ได้บุญกันถ้วนหน้า

ต่างยิ้มย่องผ่องใสในอุรา

นบวันทาผ้าเหลืองกระเดื่องคุณ



๕.พระทุกรูปต่างให้พรและศีลสัจ

เพื่อขจัดความเขลาเผาทางขุ่น

ให้มนุษย์รู้จักสร้างทางบุญ

เพื่อได้หนุนแนวทางสว่างไกล



๖.จากท้องทุ่งมุ่งสู่ย่านตลาด

ต้องเดินผ่านกุฎีแขกไม่แปลกใหม่

ไม่ว่าพุทธมุสลิมต่างร่วมใจ

แบ่งปันในถิ่นทำกินเสมอมา



๗.ต่างเคารพนบนอบมอบกราบไหว้

พระของใครใครก็นบจบหัตถา

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ตรึงไว้ในอุรา

คือเป็นข้าแผ่นดินถิ่นแหลมทอง



๘.พระปานเดินมุ่งหน้าเข้าตลาด

เสียงกระสุนปืนสาดดังกึกก้อง

เสียงอื้ออึงต่างกรีดและหวีดร้อง

เลือดไหลนองท่วมพื้นพสุธา



๙.ท่านเหลียวหน้ามองหาพระลูกวัด

ก็เห็นพลัดล้มลงไปต่อหน้า

ตัวท่านเองไม่อาจคงทรงกายา

บาตรในมือถือมาหล่นลงดิน



๑๐.เสียงร้องเรียกพ่อหลวงก้องสนั่น

พระปานมั่นในสติไม่จบสิ้น

ปากยังว่า อรหัง อรหัง ให้ได้ยิน

ชีพสูญสิ้นแต่ยังมั่นในศรัทธา



๑๑.เย็นวันนั้น ณ.ที่กุฎีแขก

บทสวดแปลกกว่าที่คิดเป็นนักหนา

เสียงบทสวดกึกก้องสะท้อนมา

ส่ง วิญญา ผ้าเหลืองเลื่องลือบุญ



ปลิวลม
25 มี.ค. 2550 20:36:07


ท่อน๑ บาทสุดท้าย ตกคำว่ายิน ยลยิน



มุงมัง
25 มี.ค. 2550 23:58:21

อุทาหรณ์แต่กาลเก่า



๑.ประวัติศาสตร์มีไว้ให้รำลึก

ให้ตรองตรึกเรียนร่ำพร่ำเพรียกหา

ไม่ลืมความเจ็บปวดรวดอุรา

ที่ผ่านมาควรสำนึกอีกตรึกตรอง



๒.อยุธยาต้องแตกแหลกเป็นผง

ประชาชนชีพปลดปลงลงทั้งผอง

เพราะมีคนเปิดประตูให้เข้าครอง

เมืองจึงล่องเป็นจุลสุดลำเค็ญ



๓.พระเจ้าตากยกดาบขึ้นสู่ฟ้า

กูจะฆ่าต่อตีราวีเห็น

เป็นสำคัญแม้ว่าจะยากเย็น

ไม่ละเว้นไพรีที่เข้าครอง



๔.น้ำตาท่านไหลพรากอาบสองแก้ม

เหมือนหนามแหลมตำทิ่มตาทั้งสอง

ดูพม่าฆ่าราวีตีเลือดนอง

ไทยทั้งผองดับสิ้นอยุธยา



๕.ประชาชนล้มตายหนีหายหมด

ปล่อยคนคดครองแผ่นดินถิ่นหรรษา

พระเจ้าตากท่านก้มฝืนกลืนน้ำตา

วันข้างหน้าข้าจะมาขอทวงคืน



๖.อุทาหรณ์กาลเก่านั้นเศร้านัก

แต่วันนี้ก็ประจักษ์ยากขัดขืน

ผู้คนยังแย่งชิงสุดกล้ำกลืน

อำนาจหื่นในมือยื้อแย่งกัน



๗.พระเจ้าตากจะมาเกิดกำเนิดไหม

จะมีใครเป็นต้นแรงคิดแข็งขัน

รวบรวมพลคนไทยไม่ฆ่าฟัน

อีกสานฝันไทยยิ่งใหญ่ใจปรองดอง



๘.อยากได้ใครสักคนเป็นหัวหน้า

ที่สุดกล้าคิดดีมีสมอง

ทรงคุณธรรมดำเนินความตามครรลอง

ไม่คิดครองเมืองใหญ่ใจทมิฬ

๙.จะมีมั้ยอัศวินขี่ม้าขาว

ที่แข็งกร้าวสู้ได้ใจดั่งหิน

มีเลือดรบ ครบเครื่อง เฟื่องรบิล

กู้รัตนโกสินทร์เลื่องชื่อระบือนาม



ปลิวลม
26 มี.ค. 2550 10:41:19

อยากเห็นอัศวินขี่ม้าขาวเร็วๆ



โคลอน
26 มี.ค. 2550 17:45:49

ขออธิษฐานกับพระสยามเทวาธิราชช่วยปกป้องประเทศไทยให้ผ่านพ้นวิกฤติต่างๆไปได้ด้วยดีด้วยค่ะ



สีน้ำฟ้า
27 มี.ค. 2550 01:37:45

เข้ามาชื่นชมพี่ปลิวลมค่ะ..

และเช่นเดียวกับน้องโคลอนค่ะ.. ขออธิษฐานให้ชาติพ้นภัย



ชุติมา-ประภัสสร
27 มี.ค. 2550 08:00:43

คุณปลิวลมคะ คุณประภัสสร ลองปรับคำให้ดังนี้นะคะ

3. เสียงเรียกร้องสมานฉันท์ก้องทั่วหล้า
แต่น้ำตาคนไทยไหลไม่สิ้น
เสียงเด็กเล็กร้องระงมตรมชีวิน
พ่อแม่สิ้นถูกยิงทิ้งกลิ้งเกลือกกาย

4. เขาฆ่าครูตำรวจและทหาร
อีกทั้งหมอพยาบาลก็หดหาย
ไม่มีใครอยากมาหาที่ตาย
ชีพวางวายดับดิ้นสิ้นลมปราณ

5. แม้แต่พระก็ไม่เว้นถูกเข่นฆ่า
จนไม่กล้าบิณฑบาตรขาดอาหาร

พระยังแพ้กลายเป็นแพะในหมู่มาร
เหยื่อสังหารแดดิ้นสิ้นชีวา

7. ได้โปรดเถิดพี่น้องเพื่อนฟ้องข้า
ขอเจ้ามาสร้างอุดมการณ์อย่าขัดเขิน
เราคนไทยเลือดเป็นไทยใช่ขาดเกิน
ประวัติศาสตร์สรรเสริญเนิ่นนานมา

8. ชีวิตสั้นหนอขอจงคิด
อย่าวิปริตบิดเบือนศาสนา
หากอกตรมขมไหม้ในอุรา

เจ้าจะมีชีวาอยู่อย่างไร



ปลิวลม
27 มี.ค. 2550 09:03:53

ขอบพระคุณอาจารย์และคุณป้าชุอย่างสูงค่ะ หากเป็นไปได้ทีมงานช่วยแก้บนเว็บให้ด้วยค่ะ



อภิญญา
27 มี.ค. 2550 16:36:05

ตามมาชื่นชมด้วยคนค่ะ



ปลิวลม
31 มี.ค. 2550 07:02:39

ขอบพระคุณทุกท่านที่เป็นกำลังใจ



ปลิวลม
7 เม.ย. 2550 00:40:43


รัฐบุรุษ

๑.บุรุษหนึ่งนามว่าเปรม

มาดท่านเข้มแต่นุ่มลึก

ชีวิตท่านผ่านศึก

เหนือเสือใต้แสนเก่งกล้า

๒.พณ.ท่านเป็นองคมนตรี

มีความดีเลื่องลือชา

เอกบุรุษทหารม้า

เทิดบูชาองค์ภูวนัย

๓.ปวงชนต่างก็รู้

ทหารคู่พระหทัย

จงรักภักดีใน

จักรีวงศ์องค์ราชัน

๔.รัฐบุรุษทรงคุณค่า

มีเมตตาต่อเขตขันธ์

มีคุณอเนกอนันต์

เพราะท่านรู้คุณแผ่นดิน

๕.ป๋าเทิดแผ่นดินแม่

ศรัทธาแน่ดุจแท่นหิน

คือเพชรแท้คู่ธรณินทร์

นฤบดินทร์ทรงวางใจ

๖.ทำไมจึงคิดคด

กบฏต่อท่านได้

ท่านจะรัฐประหารไปทำไม

สาดโคลนใส่ไร้ปราณี

๗.หากแม้ว่าเป็นจริง

คือขิงแก่ทรงคุณค่า

รัฐประหารเปี่ยมศรัทธา

นำประชาพ้นปวงภัย

๘.ใครจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา



ปลิวลม
7 เม.ย. 2550 08:56:00
 
ไม่ทราบเกิดอะไรขึ้นเว็บมาสเตอร์ช่วยลบความคิดเห็นที่ว่างนี้ด้วยค่ะ ขอบคุณ



ปลิวลม
9 เม.ย. 2550 01:12:52

รัฐบุรุษ

๑.บุรุษหนึ่งนามว่าเปรม

ชนอิ่มเอมและยินดี

ชื่นชมบารมี

คุณความดีมาเนิ่นนาน

๒.ใครใครต่างกล่าวขวัญ

นิยามท่านผู้อาจหาญ

รัฐบุรุษผู้สร้างการ

เป็นตำนานแห่งแผ่นดิน

๓.ชาวไทยต่างรับรู้

ท่านคือคู่หทัยบดินทร์

ขุนทหารผู้ตงฉิน

ทั้งจงรักและภักดี

๔.ทหารม้าผู้อาจหาญ

เก่งด้วยงานและบารมี

เป็นผู้เปล่งวจี

"เกิดมาต้องรู้คุณแผ่นดิน"

๕.มาวันนี้กลับมีคน

เที่ยวพร่ำบ่นท่านกังฉิน

ล่ารายชื่อสาดมลทิน

ร่วมรัฐประหารผลาญปฐพี

๖.องคมนตรีถูกลบหลู่

น่าอดสูวิญญาณผี

บรรพบุรุษบรรดามี

คงสาปแช่งพวกจัญไร

๗.หยุดเถิดผองพี่น้อง

กราบขอร้องหยุดสงสัย

เอกบุรุษแห่งเมืองไทย

ชื่อว่าเปรมนั้นทรงคุณ

๘.ทุกสิ่งที่ท่านทำ

เพื่อน้อมนำและเกื้อหนุน

เมืองไทยให้อบอุ่น

เป็นเมืองทองอีกยาวนาน

๙.โปรดเถิดหยุดจ้วงจาบ

หยุดทำบาปสมคบพาล

พระคุณคนต้องสืบสาน

ต้องตอบแทนอย่าเณรคุณ

๑๐.วันนี้ฎีกาองคมนตรี

วันหน้ามีฎีกาใหม่

หลู่เบื้องสูงตามชอบใจ

คนไทยเราไม่ทำ

๑๑.ฟ้าก็คือฟ้า

พสุธาอยู่เบื้องต่ำ

อย่าลืมจนก้าวล้ำ

พระราชอำนาจองค์ราชัน



ปลิวลม
9 เม.ย. 2550 01:18:18

ต้องตอบแทนอย่าเณรคุณ แก้เป็น

ต้องตอบแทนอย่าเกรงใคร



อภิญญา
9 เม.ย. 2550 09:42:22

ได้มีโอกาสไปฟังคุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ พูดเรื่องการเขียนบทกวี ท่านบอกว่า

ในโลกความเป็นจริงนั้น "เราใกล้ชิดกันในความเป็นจริง แต่เราห่างไกลกันเหลือเกิน แทบไม่รู้จักกัน"

แต่ในโลกของวรรณกรรมนั้น "เราดูเหมือนห่างไกลกัน แต่เราใกล้ชิดกันมากในโลกของวรรณกรรมโดยผ่านทางตัวหนังสือ"

สำหรับท่านนั้น "ต้นทางของวรรณกรรม" คือ ชีวิต จะเขียนอะไรให้มีชีวิต ต้องเข้าใจชีวิต

จากเรื่องจริง ...เป็นเรื่องเล่า...เป็นตำนาน...เป็นนิทาน...เป็นวรรณกรรม...เป็นบทกวี...เป็นลำนำ...เป็นบทเพลง

ท่านยกตัวอย่างว่า เวลาเกิดความรู้สึก เราจะเอามาเขียนอย่างไร เช่น เรารักใคร จะมาบอกว่า รัก ๆ ๆ ๆ นั้นไม่ได้ ต้องเข้าใจพูด สื่อให้เขาเข้าใจ

ท่านยกตัวอย่างผลงานของท่าน เรื่อง "สมภารเซ้งโบสถ์" ว่า เด็กวัดไปเห็นสมภารกินข้าวเย็นก็โวยวายขึ้น สมภารก็ไล่เด็กวัดไป เด็กวัดเลยไปตั้งโต๊ะด่าสมภาร ต่อมาสมภารจะเซ้งโบสถ์ ชาวบ้านรู้ก็มาไล่สมภารออกจากวัด เด็กวัดก็ย้ายโต๊ะมาร่วมด่ากับชาวบ้านด้วย ทุกคนต่างก็บอกว่าอุตส่าห์มีศรัทธาและไว้ใจจึงได้ยกให้เป็นสมภารกลับทำตัวไม่เหมาะสมกับตำแหน่งสมภาร...

เรื่องสมภารเซ้งโบสถ์นี้ ก็นำมาจากเรื่องการขายหุ้นชินคอร์ปของ...แล้วนำมาสื่อให้ชาวบ้านฟังโดยสมมุติเป็นสมภารเซ้งโบสถ์ เพื่อให้ผู้อ่านสืบสาวกลับไปหาต้นธารให้ได้ อย่าไปติดอยู่ที่เนื้อหาที่กำลังอ่านอยู่

สรุป คือ ฝีกฝนว่าจะเอาเรื่องจริงมาเขียนได้อย่างไร ทำอย่างไรจะให้ผู้อ่านเข้าใจได้เช่นเรื่องสมภารเซ้งโบสถ์เป็นต้น

- ต้องคิด (เรื่องจริงที่จะเอามาเขียน)
- ถ่ายทอดความคิดออกมา
- ให้สิ่งที่ถ่ายทอด มีคามพอดี ไม่ลึกเกินไป ผู้อ่านอ่านแล้วเข้าใจได้

เอาเรื่องดีๆ มาแบ่งปันกันอ่านค่ะจากงานเสวนา "เขียนได้เขียนดี เขียนให้มีชีวิตค่ะ สนุกมาก วันหลังจะทะยอยลงของท่านอื่นให้อ่านกันค่ะ



ปลิวลม
9 เม.ย. 2550 09:51:01

ดีจังค่ะที่เอามาใส่ไว้เป็นวิทยาทาน ขอบคุณนะคะ



ปลิวลม
9 เม.ย. 2550 23:50:46


อ๊บ...อ๊บ..กบเลือกนาย

๑.เสียง..อ๊บ..อ๊บ..กู่ก้องสนามหลวง

พวกประท้วงอยากได้อะไรหว่า

พิราบขาวบินโอบโฉบลงมา

เสียงเรียกชื่อก้องหล้าฟ้าเมืองไทย

๒.วิญญาณนกพิราบขาวตื่นอีกหน

ผองมวลชนเรียกร้องท่องบ่นให้

ผู้ปกครองจงล่าถอยออกไป

เพราะอยากได้เสรีภาพหวนกลับมา

๓.ต้นมะขามลู่ลมขื่นข่มนัก

ฝูงชนจักรู้คุณเจ้าเฝ้าเรียกหา

ก็ยามเมื่อเกิดคดีเร่งบีฑา

สนามหลวงทรงค่าเท่านั้นลือ

๔.ฉันยินเสียงร้องเรียกพร่ำเพรียกหา

พิราบขาวกางปีกปักษ์ป้องจริงหรือ

ประชาธิปไตย..คืออะไร..ใครยึดยื้อ

จึงต้องถือไมโครโฟนตะโกนกัน

๕.เกิดเป็นไทยนี้ง่ายจริงๆหนอ

ร้อง อ๊บ อ๊บ ขอ..ขอ..ไอ้นี้..นั้น

พอได้มาแล้วก็โยนขว้างทิ้งกัน

จริงหรือนั้นคือเสรี.พลีเพื่อชน

๖.ระวังนะ..เจ้ากระสาจะบินโฉบ

อินทรีโลภคอยท่าหลังห่าฝน

มีครุฑอยู่คู่เมืองกลับลานลน

เที่ยวถอนขนครุฑาน่าเสียดาย

๗.พิราบขาวบินผ่านงานนี้เบื่อ

ช่างเหลือเชื่อคนไทยนี้ใจง่าย

วันก่อนยังมอบดอกไม้กันเกือบตาย

พอหนาวคลายฝนมาพากันลืม

๘.แผ่นดินนี้ชื่ออะไรก็ช่างเถอะ

ขอเพียงอย่าทำให้เปรอะฉันไม่ปลื้ม

ความเป็นไทอยู่ที่ใจใช่ต้องยืม

อ๊บ..อ๊บ..หืม เกรงเป็นกบในกะลา

๙.แม่ธรณีร่ำไห้ใจเจียนขาด

เกศาพาดบีบมวยสวยนักหนา

ท่านคงเบื่อสิ่งที่เห็นจนชินตา

ใครอยากด่าก็มานั่งล้อมวงกัน

๑๐.พวกเสียงดังคือพวกหาอำนาจ

ความเปรื่องปราดมีได้ไว้ร้องขัน

เก่งคงเพียงเฝ้าร้องป้องจำนรรจ์

ตถาตามันก็เป็นเช่นนั้นเอง



ปลิวลม
10 เม.ย. 2550 00:02:37

ต้นมะขามลู่ลมขื่นข่มนัก แก้เป็น

ต้นมะขามลู่ลมขมขื่นนัก

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 22, 2008, 01:52:18 am โดย มนตราแห่งทะเล » บันทึกการเข้า
มนตราแห่งทะเล
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 463



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2008, 10:43:28 pm »

ปลิวลม
14 เม.ย. 2550 20:12:47

พระกับโจร

๑.สัญญาณร้อนบอกเหตุเกิดวิโยค

ห้าบุรุษลงหอกยอมไม่ได้

ที่จะยอมให้โจรนั้นกลับใจ

สุดวิสัยที่จะทนพ้นรำพัน

๒.พระกับโจรอยู่ด้วยกันมั่นรักใคร่

พระสอนให้โจรกลับใจได้หรือนั้น

บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ตอบเร็วพลัน

พระพุทธศาสนาสอนไว้ให้อภัย

๓.ห้าบุรุษหาญกล้าท้าประลอง

ประกาศก้องผองข้ายอมไม่ได้

ไม่เชื่อว่าองคุลีมาลจะกลับใจ

ไม่มีทางเป็นไปได้สักนิดเดียว

๔.โบราณว่าชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหน

คนบางคนเลวชั่วช้าขาดคนเหลียว

ความฉลาดพาตนผ่านพ้นเสี้ยว

วิกฤติเหนี่ยวผลแห่งกรรมที่ทำมา

๕.หลายหลายคนเป็นคนดีมีความคิด

แต่มาผิดเพราะการเมืองเรื่องหรูหรา

เกียรติประวัติที่ดีศรีพารา

ถูกผลาญพล่าทำลายยับดับลงพลัน

๖.การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ

ต้องพิฆาตเข่นฆ่าให้อาสัญ

ตีงูหลังหักมักกดดัน

อาจแว้งหันกัดขบไม่รู้ตัว

๗.ด้วยดวงใจเคารพสุดนบนอบ

บุรุษผู้ให้อภัยไม่ไสหัว

องคุลีมาลกบดานไม่พันพัว

ท่านคงกลัวบาปกรรมจะตามทัน

๘.แต่อยากเตือนท่านบุรุษผู้ยิ่งใหญ่

การเมืองไม่ใช่เรื่องเล่นขำขัน

เกรงว่าท่านจะหลงกลคำจำนรรจ์

จนจาบัลย์สุดระทมตรอมตรมใจ

๙.ไม่อยากให้ท่านประลองห้าบุรุษ

ผลที่สุดคนที่ช้ำคือพวกไหน

หากมิใช่ชาวประชาผู้กล้าไซ้

รักผองไทยผืนถิ่นแผ่นดินทอง

๑๐.บางครั้งคงต้องตัดการกุศล

เลิกทำบุญทำทานเพื่อหารสอง

เอกบุรูษต้องตัดกรรมตามทำนอง

เพื่อพี่น้องประชาชนได้พ้นภัย

๑๑.อย่าปล่อยให้ปฐพีต้องนองเลือด

แผ่นดินเดือดจนหม่นเป็นไฟไหม้

เป็นผู้นำต้องกล้าคิดกล้าทำใน

สิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้แน่แท้เชียว



ปลิวลม
14 เม.ย. 2550 21:00:54

ปรีดี พนมยงค์ ประดับไว้ในใจชน



พ่อสร้างชาติด้วยสมองและสองแขน

พ่อสร้างแคว้นธรรมศาสตรประกาศศรี

พ่อของกูนามระบือชื่อปรีดี

แต่คนดีเมืองไทยไม่ต้องการ

มาบัดนี้พ่อลาลับไปจากโลก

ยังความโศกความอาลัยให้สุดแสน

ลูกชาวธรรมศาสตร์ประกาศแทน

จะยึดแน่อุดมการณ์ที่ท่านทำ



คือวิญญาณเสรีชื่อปรีดี พนมยงค์

คือดาวที่ดำรงอยู่คู่ฟ้าสถาวร

คือเทียนที่ลาล้างแต่ส่องทางไว้สุนทร

คือเกียรติที่กำจรและจากใจผู้ใฝ่ธรรม

คือแสงธรรมที่นำฉาย

คือความหมายที่เลิศล้ำ

คือผู้ประศาสน์คำธรรมศาสตร์และการเมือง

ผู้พลิกประวัติศาสตร์ประชาราษฎร์ให้โลกเลื่อง

คือเสรีรองเรืองระยับอยู่คู่ฟ้าดิน



อำลาอาลัย

อำลาอาลัย จากดวงใจทั่วธานินทร์

แต่เจตนจินจักสืบห้วงเป็นพลัง



คือหรีดและมาลัยจากดวงใจคนรุ่นหลัง

สายใยไม่หยุดยั้งและยังอยู่อย่างยืนยง

แม่โดมจักผงาด ธรรมศาสตร์จักดำรงค์

ปรีดี พนมยงค์ ประดับไว้ในใจชน

ปรีดี พนมยงค์ ประดับไว้ในใจชน

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 22, 2008, 01:52:59 am โดย มนตราแห่งทะเล » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF