www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: คุยเรื่องกลอน 5  (อ่าน 2521 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ประภัสสร
Global Moderator
Newbie
*****
กระทู้: 8



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2008, 11:34:37 pm »

[ 22 มี.ค. 2550 00:25:16 ]

คุยเรื่องกลอน 5



ในสมัยก่อนสนามวรรณศิลป์สำหรับผู้สนใจด้านการเขียนบทกวีมีอยู่มากมาย นิตยสารทุกฉบับไม่ว่าจะเป็นสตรีสาร ศรีสัปดาห์ สกุลไทย แม่บ้านการเรือน เดลิเมล์วันจันทร์ แสนสุขวันอาทิตย์ คุณหญิง ศรีสยาม นพเก้า รุ้งทอง ฯ จะต้องมีคอลัมน์กลอนให้แสดงฝีมือกัน แม้แต่หนังสือเพลงสากลหรือหนังสือดาราก็เช่นกัน เช่น I.S.Song Hits ของคุณเล็ก วงศ์สว่าง ซึ่ง นอกจากจะมีคอลัมน์อารมณ์เพลงซึ่งลงลำนำเพลงสากลตามที่ผมเคยเล่าให้ฟังแล้ว ก็ยังมีคอลัมน์ศาลาคนเศร้า ที่ลงบทกลอนประเภทอกหัก รักสลาย หัวใจเดาะ คอลัมน์ใครกันแน่หญิงร้ายหรือชายเลว ที่เป็นการโต้คารมระหว่างนักกลอนหญิงชายอย่างแสบสันต์ ซึงคอลัมน์กลอนทั้งหมดนี้ ควบคุมโดยคุณสินี เต็มสงสัย มาทางฟาก Current Song Hits ของคุณเจียม ลิ้มสดใส ซึ่งถือเป็นคู่กัดอมตะนิรันดร์กาลกับ I.S.Song Hits ก็มีคอลัมน์กลอนเหมือนกัน แต่หนักไปทางบทกลอนสั้น ๆ คนคุมคอลัมน์ใช้ชื่อว่า ตู๋ ชื่นหทัย แต่ผมไม่เคยรู้จักหรือพบหน้าค่าตา ทราบแต่ว่ามีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดปราจีนบุรี แม้แต่หนังสือดาราที่ออกใหม่ในตอนนั้นอย่าง Starpics ก็มีคอลัมน์กลอนด้วย และผมก็ส่งกลอนไปลงใน Starpics ตั้งแต่ฉบับที่ 2 หนังสือเล่มนี้จัดว่าเป็นหนังสือในระดับมาตรฐานทั้งคอลัมน์ การจัดหน้า การพิมพ์ และรูปในเล่ม ซึ่งก็ไม่น่าประหลาดใจอะไร เพราะเจ้าของหนังสือคือห้องภาพสุวรรณ สี่แยกบางขุนพรหม มีประสบการณ์ในการจำหน่ายภาพดารามาก่อน ในยุคนั้น หากใครต้องการรูปดาราคนโปรดก็ต้องตรงไปที่ห้องภาพสุวรรณเพียงแห่งเดียว แถมยังเคยเป็นนายทุนให้คุณเปี๊ยกโปสเตอร์ในการสร้างภาพยนต์ที่ถือว่าเป็นการเปิดมิติใหม่ของโลกภาพยนต์ไทย ซึงได้รับทั้งคำชมและรายได้อย่างดียิ่ง ภาพยนต์ที่ว่านี้ก็คือเรื่อง “โทน” ที่มีไชยา สุริยัน แสดงคู่กับอรัญญา นามวงศ์ ร่วมด้วยสายัณห์ จันทรวิบูลย์ และจารุวรรณ ปัญโญภาส คุณแม่ของหมิว-ลลิตา รวมทั้งสังข์ทอง สีใส

สำหรับคอลัมน์ยอดฮิตในนิตยสาร Starpics ก็ได้แก่คอลัมน์ตอบปัญหาเรื่องเพลง โดยเกจิคนสำคัญของวงการเพลงสากล คือ “ทิวลิป” หรืออาจารย์กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน และคอลัมน์เกี่ยวกับดาราฮอลลีวู้ด โดยคุณธีระ อุษณะกรกุล ซึงใช้นามปากกาว่าอะไรก็จำไม่ได้แล้ว

แต่ตอนหลังเมื่คุณธีระมาเปิดโรงพิมพ์เองชื่อธีระการพิมพ์อยู่แถวมักกะสัน ผมก็ได้มีโอกาสร่วมงานกับคุณธีระ โดยเริ่มด้วยการพิมพ์หนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มแรกของผม ซึ่งพี่ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์เป็นคนตั้งชื่อให้ว่า “กลีบนั้นและกลีบนี้บนแดงดอกงิ้ว” ภาพปกลายเส้นฝีมือวิจิตรของคุณช่วง มูลพินิจ หลังจากนั้นก็รับหน้าที่เป็นบรรณาธิการหนังสือดาราฝรั่งชื่อ Friends และนิตยสารขวัญดาว ซึ่งเล่มหลังนี้มีนิยายของพี่สุวรรณี สุคนธา กับพี่ชูวงศ์ ฉายะจินดา ลงด้วย ผมยังจำได้ว่าตอนที่ไปขอเรื่องจากพี่สุวรรณีทีสำนักงานนิตยสารลลนา พี่สุวรรณามองหน้าผมอย่างชั่งใจอยู่พักหนึ่ง ก่อนพยักหน้าว่า “เอาซื แต่เขียนให้แล้วต้องลงให้จบเรื่องนะ” ส่วนพี่ชูวงศ์นั้น ผมมีประสบการณ์ที่จำได้แม่นมาจนถึงเดี๋ยวนี้ เพราะตอนนั้นพี่ชูวงศ์มีบ้านพักอยู่แถวลาดพร้าว ค่อนไปทางหัวหมาก ผมเบิกเงินค่าเรื่องจากคุณธีระแล้วก็ขึ้นรถเมล์ไปรับต้นฉบับที่บ้านพี่ชูวงศ์ แต่พอรถแล่นไปถึงกลางทาง เด็กหนุ่ม 4-5 คนบนรถ ก็ออกลายด้วยการชักมีดมาจี้ผู้โดยสาร ผมเองโดนมีดจ่อคอต้องถอดแหวนให้ไป.. แหวนวงนี้เป็นแหวนที่ผมซื้อด้วยเงินรางวัลจากการประกวดบทกลอนของสภาสตรีแห่งชาติ แต่ก็นับว่าโชคดีที่มันไม่ได้ค้นตัวหรือให้ส่งกระเป๋าสตางค์ให้ ไม่เช่นนั้นผมก็คงไม่มีค่าเรื่องไปให้พี่ชูวงศ์ – ต่อมาพี่ชูวงศ์ย้ายไปอยู่ที่เมลเบิร์น ออสเตรเลีย ตอนที่ผมไปเรียนที่เมลเบิร์น ก็เคยแวะไปหาแต่ไม่พบ เพิ่งจะได้เจอกันอีกครั้งเมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว เมื่อพี่ชูวงศ์กลับมาเขียนนิยายใหม่ในสกุลไทย หลังจากวางปากกาไปเป็นสิบปี และเดินทางจากออสเตรเลียมากรุงเทพฯ และพี่ชูวงศ์ก็ยังคงเป็นพี่สาวใหญ่ที่ใจดี มีเมตตาต่อน้อง ๆ เช่นเดิม

นอกจากนิตยสาร Friends และขวัญดาวแล้ว คุณธีระก็ยังให้ผมเป็นบรรณาธิการหนังสือรวมเรื่องสั้นชุดนาคร ซึ่งเริ่มด้วยสิบเรื่องสั้น สิบความคิด สิบเสน่หา และสิบมนุษย์ หน้าตาของหนังสือชุดนี้แตกต่างจากหนังสือรวมเรืองสั้นทั่วไป ตรงที่ส่วนหลังของเล่มจะเป็นคอลัมน์ต่าง ๆ

ทำนองนิตยสาร สำหรับเรื่องสั้นนั้นผมได้รับความกรุณาจากนักเขียนที่กำลังมีชื่อเสียงอยู่ในเวลาอาทิ พี่ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์, พี่สุวรรณี สุคนธา, พี่ประเสริฐ พิจารณ์โสภณ, พี่ณรงค์ จันทร์เรือง,

พี่ โกวิท สีตลายัน, พี่นพพร บุณยะฤทธิ์, คุณต๊ะ ท่าอิฐ และคุณเฉลิมศักดิ์ ศิลาพร ฯ ซึ่งตอนนั้นเป็นบรรณาธิการผู้ช่วยนิตยสารฟ้าเมืองไทย และผู้เขียนบทกลอนวรรคทอง “ดอกรักบานในหัวใจใครทั้งโลก แต่ดอกโศกบานในหัวใจฉัน” กับเจ้าของนามปากกาหยก บูรพา อันลือลั่นสำหรับคุณเฉลิมศักดิ์นั้น นอกจากเขียนเรื่องสั้นให้แล้ว ยังทำคอลัมน์ข่าวคราวในวงการนักเขียน และช่วยติดต่อขอเรื่องจากนักเขียนบางท่านให้ด้วย ที่สำคัญก็คือชื่อหนังสือชุดนาครนี้ ผมหยิบยืมมาจากชื่อหนังสือรวมบทกลอน “ใบไม้แห่งนาคร” ซึ่งคุณเฉลิมศักดิ์เขียนรวมกับเพื่อนนักกลอนหนุ่มสาวร่วมสมัย

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศแล้ว และที่กระทรวงฯ ผมได้มีโอกาสรู้จักนักกลอนท่านหนึ่ง ซึ่งผมเคยได้ยินแต่ชื่อเสียงของท่านมานานในฐานะ 1 ใน 4 มือทองของชมรมวรรณศิลป์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้าของวรรคทองที่หลายคนจำได้ขึ้นใจ

“ไม่อยากเป็นศรีใจคนหลายรัก

แม้ว่าจักเป็นเพชรเหนือเศษหิน

ไม่อยากเป็นดอกฟ้าเกินค่าดิน

ขอเป็นปิ่นฤทัยคนใจเดียว”

ครับ นักกลอนท่านนั้นคือ พี่ดวงใจ รวิปรีชา เจ้าของนามปากกา ปิ่นฤทัย รวิปรีชา นั่นเอง



(ยังมีต่อครับ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 26, 2008, 11:38:15 pm โดย มนตราแห่งทะเล » บันทึกการเข้า
มนตราแห่งทะเล
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 463



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2008, 11:37:26 pm »

สีน้ำฟ้า 
22 มี.ค. 2550 01:57:52

สวัสดีค่ะ..คุณครู..

มาปูเสื่อรอตอนต่อไปค่ะ ^___^ เท่าที่ฟังจากเรื่องเล่า..

ประมาณอายุสิบสองค่ะ (ปอหก..ก็น่าจะเป็น 2527) แจมทันเหตุการณ์ด้วยอย่างหนึ่งก็คือ.. ศาลาคนเศร้าค่ะ ซื้อมาเลือกอ่านแต่หน้ากลอน สมัยที่อ่านกลอนจากศาลาคนเศร้า (เล่มละ 12 บาทไหม ไม่แน่ใจ) และหนังสือบันเทิงภาพยนตร์ ดาราภาพยนตร์ (นี่น่าจะเป็นเล่มละ 7 บาท) สยามรัฐ สัปดาห์วิจารณ์ คุณไพลิน รุ้งรัตน์ (ชอบตามอ่านมาก) ทานตะวัน สกุลไทยบ้าง บางโอกาส (เพราะไม่ค่อยมีขาย) แล้วต่อมาก็คงเป็นวัยหวาน เธอกับฉัน ทราย รุ่นแรก ๆ แล้วค่ะ

น่าจะเคยเขียนส่งไปกับเขาบ้างเหมือนกัน .. แต่แหม.. ขนาดตอนนี้ฝีมือยังไม่ดี สมัยก่อนก็คงไม่ติดฝุ่นอยู่แล้วล่ะ .. ..

ไปล่ะค่ะ เห็นกระทู้ใหม่เลยรีบเข้ามาทักทายค่ะ ช่วงนี้มีงาน แจมกำลังนั่งจัดหน้าทำหนังสือทำมือให้พี่นักเขียน ที่พันทิปท่านหนึ่ง... เสร็จเมื่อไหร่ ค่อยมาโพสให้ดูกันค่ะ แต่แจมจัดหน้าเฉย ๆ นะคะ.. ปกอะไรพี่เขาออกแบบมาให้แล้ว

สนุกดีค่ะ ช่วงปิดเทอมอย่างนี้ หน้าร้านไม่ค่อยมีลูกค้า ก็ยังดีที่มีงานมาให้ทำเรื่อย ๆ ค่ะ ..

ขอบคุณอีกครั้งค่ะ.. ไปจริง ๆ แล้วล่ะ เผื่อพี่ปลิวลมหาเห็นเข้า..ได้ล้อแจมเล่นอีก วันละสามเวลาหลังอาหาร แถมก่อนนอนกะเว็บที่นี่

รักษาสุขภาพนะคะ

แจม




เทาแดง
22 มี.ค. 2550 09:45:39

เมื่อคืนไปเลี้ยงฉลองกันเป็นกลุ่มเล็กกับพี่ ๆ น้อง ๆ ที่ทำงาน เนื่องในโอกาสคล้ายวันเกิดพี่โชคฯ ก็ยังได้คุยเรื่องกลอนแถมมีการต่อกลอนสดกลางวงสนทนา สร้างสีสันกันไม่ใช่น้อย นอกนั้นยังคุยเรื่องเพลงลูกทุ่งซึ่งสร้างสีสันกันไปใหญ่ เพราะพี่แกมีความรู้เรื่องนี้ดีเหมือนกัน สุดท้ายสุราปร่าขมจอกแล้วจอกเล่าก็หมดไปหนึ่งขวดพอดี (ขวดสองลิตร) ตีหนึ่งร้านปิดถึงจะได้กลับบ้าน ฮ่า ฮ่า

เช้ามาเข้าชมเว็บไซต์ของพี่ ก็ได้พบกับ คุยเรื่องกลอน 5 ยิ่งปราถนาจะได้ตามอ่านตอนต่อไป ยิ่งถึงตอนสี่มือทองธรรมศาสตร์ ยิ่งจะต้องตามติดกันหน่อย เหมือนครั้งหนึ่งที่เปิดอ่านเรื่อง"ลานมยุเรศ" ของพี่ถ้ายังอ่านไม่จบจะไม่ยอมละสายตาจากหนังสือเป็นอันขาด

ตามอ่านอยุ่ครับพี่ และขอให้พี่กับพี่ต๋อยมีความสุขครับ



สีน้ำฟ้า
22 มี.ค. 2550 10:31:57

สวัสดีอีกรอบค่ะ คุณครูและคุณเทาแดง

ฟังเรื่องเล่าจากคุณเทาแดงแล้วอดแซวมิได้.. แบบว่า เมรัยอันขมปร่าช่างเข้ากันได้ดี กับกวีหนุ่ม ๆ จริง ๆ นะคะ

เอ... วันที่ 6-7 กลุ่มแจมและน้อง ๆ ห้องกวีพันทิปไประยองกัน คงจะมิกล้าขอเรียนเชิญคุณเทาแดง เพราะเกรงจะหมดสนุกเสีย


... อิอิ หรือจะสนใจน๊า... สาว ๆ ไปกันก็หลายคนค่ะ คุณเทาแดง..



อภิญญา
22 มี.ค. 2550 11:01:41

แหม...คราวนี้แพ้น้องแจมและคุณเทาแดงในการเข้ามาทักทายคุณครูเป็นคนแรก แต่ไม่เป็นไรค่ะ คึกคักดี

กระทู้นี้ชอบมาก ๆ ค่ะ ได้ฟังเรื่องเก่า ๆ รุ่น ๆ เรา แล้วรู้สึกกระชุ่มกระชวย ล้วนชื่อคุ้น ๆ ทั้งนั้น แต่น้องแจมยิ่งคุ้นมากกว่าขนาดจำราคาหนังสือได้นี่นับถือจริง ๆ

สนุกมากค่ะ โดยเฉพาะมีคุณเทาแดงเข้ามาร่วมแจมทุกครั้ง อย่าหนีไปไหนนะคะ ส่งข้อความเข้ามาคุยเรื่อย ๆ นะคะ สนุกค่ะ



นิค่ะ
27 มี.ค. 2550 07:26:35

คุณแจม คุณเทาแดง และคุณอภิญญาคะ.....รู้สึกจะทัน ๆ ช่วงเหตุการณ์ต่าง ๆ กันนะคะ อย่างศาลาคนเศร้านี่ก็เป็นอะไรที่ฮิตฮอตมาก คุณแจมเคยพูดถึงคุณวันทนีย์ ยังไม่ได้บอกคุณแจมว่าพี่จุ๊นั้นน่ารักมากเลยละค่ะ ยังคิดถึงอยู่ทุกวัน ไป ๆ มา ๆ ก็ล้วนคนคุ้นเคยกันทั้งนั้นนะคะ หรืออย่างคุณเทาแดงนี่ไม่แน่ใจว่าเป็นเงา ๆ ของโชคชัยหรือเปล่าคะเนี่ย พี่ต๋อยขอแหย่หน่อยนะคะ ท่าทางสนุกสนานกันดี แต่พี่กับพี่ภัสสรก็เปิดอ่านในประพันธ์สาสน์เหมือนกันนะคะ แม้จะไม่บ่อยนักแต่ก็คอยตามอ่านละค่ะ ว่าง ๆ มาชวนแฟน ๆ เวบนี้คุยบ้างซิคะ น่ารักทุกคนเลยละ



เทาแดง
30 มี.ค. 2550 10:33:13

ตามลุ้นอยุ่ว่า คุยเรื่องกลอนตอนที่ 6 ของพี่ประภัสสรจะนำมาลงอีกทีวันไหน ยิ่งยุกต์นั้นกวีเพื่อชีวิตมีอิทธิพลต่อประชาชนเป็นอย่างมาก ประมาณปีพ.ศ.2510 มีกลอนบทหนึ่งของคุณนภาลัย สุวรรณธาดา ซึ่งถือเป็นวรรคทองของท่านก็ว่าได้ หากแต่หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าเป็นการประพันธ์ของใครกันแน่ (เทาแดงเองก็ทราบชื่อผู้แต่งทีหลังเหมือนกันหลังจากท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทองอยู่นาน)

"ทุกวันนี้ศึกไกลยังไม่ห่วง แต่หวั่นทรวงศึกใกล้ไล่ข่มเหง

ถ้าคนไทยหันมาฆ่ากันเอง จะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง"

ส่วนอีกท่านหนึ่งซึ่งผันตัวเองมาเป็นนักประวัติศาสตร์ตามที่ตนเองชอบอย่าง สุจิตต์ วงษ์เทศ ที่สร้างสรรค์ผลงานเด่น ๆ เช่น

"กูเป็นนิสิตนักศึกษา วาสนาสูงส่งสโมสร

ย่ำค่ำนี้จะย่ำไปงานบอลล์ เสพเสน่ห์เกษรสุมาลี" เป็นต้น

หรือจะเป็นนักเลงกลอนที่มีสไตล์ดุดันแบบเลือดท่วมจอ

"สิ้นเอ็งแล้วข้าก็พร้อมจะยอมบ้า ฆ่าเอ็งก็เหมือนฆ่าน้าผู้ใหญ่

ลูกกำนันบุญน้อยขอคล้อยไกล ข้ามิใช่ลูกชายนายอำเภอ"

ซึ่งบทนี้นี่เองโดยส่วนตัวแล้วเทาแดงจะชอบมาก อีกอย่างคุณพ่อก็เป็นกำนันด้วย เวลาจีบผู้หญิงสักทีเมื่อก่อนยังไม่มีโทรศัพท์อย่างสมัยนี้ การติดต่อและการสื่อสารหรือแม้แต่การถ่ายทอดอารมณ์ที่ดีที่สุดก็ไม่พ้นจดหมายไปได้ ซึ่งบทนี้เองสามารถมัดใจใครอ่านให้ใหลหลงได้เหมือนกัน

คุยโม้มาซะนานจริง ๆ แล้วอยากให้พี่ประภัสสรเล่าถึงนักกลอนยุกต์นี้ด้วยครับ และขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วย



ประภัสสร
30 มี.ค. 2550 20:08:42

คุณเทาแดงครับ

ขอบคุณที่เข้ามาร่วมวงสนทนา และก็กะไว้เหมือนกันว่า คุยเรื่องกลอน ตอนที่ 6 จะคุยถึงวรรคทองช่วงการเปลี่ยนแปลงทางความคิด สังคม และการเมือง ขอเวลาอีก 2-3 วันครับ ตอนนี้ถ้าคุณเทาแดงหรือเพื่อนสมาชิกจะเข้ามาช่วยคุยไปพลาง ๆ ก่อน ก็จะทำให้ คุยเรื่องกลอน สนุกขึ้น




ทิววาริณ รัตน์ราตรี
15 เม.ย. 2550 20:27:37

เนื้อหาใน "กลอน ๖" น่าสนใจมากครับ คุณลุงประภัสสร

ผมจะติดตามอ่านศึกษาความเคลื่อนไหวของกลอนไทยในอดีต แต่ผมสนใจบทกวีของ "คนเดือนตุลาฯ" มากๆ เลยครับ เข้าใจว่าคุณลุงประภัสสรทราบเหตุการ์ในปี 2516 และ2519 ดี บทกวีของนิสิตในขณะนั้นทรงพลัง และเปี่ยมด้วยอุดมการณ์จริงๆ ครับ
เปรียบดังวารวันที่ผ่านพ้น ป้อม-ความรักของเธอเพียงพอแล้วสำหรับตอบความรัก และนัต...เราได้รับฉายาเดียวกันนะ

--------------------



อินทีวร
โพสต์เมื่อ: May 17 2007, 11:35 AM
   
เอ๋....ตั๊ดเด็กสุดเลยนี่

แวะเข้ามาอ่านคะ ..... ช่วงนี้ คงได้แต่อ่าน

ยังไงก็สวัสดีนะคะ ..... พี่ๆ ทุกท่าน



อภิญญา
โพสต์เมื่อ: May 17 2007, 04:21 PM
   
น้องตั๊ด

พี่รำคาญเจ้าตัวข้างซ้ายของน้องตั๊ดจังเลยค่ะ ร้องไห้ไม่หยุด ฮิ ๆ ...อยากเห็นหน้าน้องตั๊ดผู้น่ารักมากกว่าจ้ะ ....


--------------------
จะขี่ไม้กวาดไปตามหาฝัน...เข้าไปเยื่ยมชมบ้านในฝันได้ที่นี่ค่ะ
http://apinya07.spaces.live.com



อินทีวร
โพสต์เมื่อ: May 18 2007, 11:54 AM
   
แหะๆๆ ....

เปลี่ยนแล้วคะพี่อภิญญา ...... อย่ารำคาญนู๋นะ .....

ขอทดสอบไปด้วยในตัว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 08, 2009, 05:21:49 pm โดย มนตราแห่งทะเล » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF