www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ด้ายแดง  (อ่าน 5414 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
บัวรำไพ
บุคคลทั่วไป


อีเมล์ : Email
« เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2008, 11:05:28 pm »

เรียนเชิญคุณประภัสสรและเพื่อนนักอ่านกรุณาอ่านและวิจารณ์เรื่องสั้นขนาดยาวเรื่องนี้ด้วย ท่านที่เคยอ่านแล้วไม่ต้องตกใจนึกว่าปลิวลมถูกลอกงานโดยบัวรำไพนะคะ เพียงแต่ใช้นามปากกาอื่นเท่านั้น และใช้ชื่อเรื่องเพียงหนึ่งเดียว

ด้ายแดง

บทที่1

แรงเสน่หา

เสียงนาฬิกาปลุกดังลั่นกวนประสาทจนต้องเอื้อมมือไปกดสวิทช์ให้หยุด วันนี้วันอาทิตย์แต่ไม่มีเวลานอนแล้วต้องรีบลุกขึ้นจากเตียงเพราะเดี๋ยวเจ้าทโมนไพร สร้างเมือง ก็คงวิ่งวนรอบเตียง นั่นไงเสียง วิ่งมาแต่ไกล

"แม่ครับ แม่ วิทยุบอกว่าอากาศที่ฝรั่งเศสหนาวมากเลยครับ....ขอโทรหาพ่อได้ไหม"

ทรายทอง ไม่ตอบเพราะรู้ว่าเด็กชายร้องขอไปอย่างนั้นแต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เดือนนี้คงลำบากหน่อยเพราะเมื่อเดือนที่แล้วค่าโทรศัพท์ทางไกล หลายบาท ทรายทองไม่อยากประหยัดกับลูกเรื่องการติดต่อกับพ่อ แต่บางทีก็รู้สึกสงสัยว่าทำไม ตนถึงต้องมารับผิดชอบรับภาระตรงนี้ทั้งที่อดีตสามีของเธอเองไม่เคยสนใจที่จะโทรมาถามข่าว ของ สร้างเมือง แม้แต่น้อย

"เอาอย่างนี้ดีไหม พอหิมะตกแล้วค่อยโทรหาพ่อ แม่สัญญา" ทรายทองบอกลูก

"ซะวาปะ อิล แนชปะตุเลซันเน่ มาม็อง"(1) สร้างเมืองพูดเร็วปรือเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า หิมะไม่ตกทุกปีนะแม่

ทรายทองอมยิ้มกับอาการรู้ทันของลูกชาย สร้างเมืองอายุแค่ 8 ขวบ แต่ด้วยเติบโตที่เมืองนอกทำให้เด็กชายตัวใหญ่และมีวุฒิภาวะแปลกจากเด็กไทยปกติ หน้าตาของเด็กชายหล่อเหลาตามแบบลูกครึ่งตะวันตก พ่อของเด็กชายเป็นลูกครึ่งฝรั่งเศสเวียดนาม หล่อไม่แพ้สร้างเมือง ทรายทองหวนนึกถึงภาพที่เจอกับ กามี เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เมื่อเจอกันครั้งแรก กามีเป็นอาสาสมัครขององค์การฝรั่งเศส เพื่อมาทำงานในศูนย์อพยพ ที่ค่ายอพยพในเมืองไทย ส่วนทรายทอง เป็นครูสอนภาษาฝรั่งเศส อยู่ในค่าย การสานสัมพันธ์ของทั้ง 2 คนดำเนินไปอย่างรวดเร็ว เพราะต่างฝ่ายต่างอกหักรักคุด และกำลังว้าเหว่ไม่มีใคร สำหรับทรายทองแล้วรักนี้เป็นรักที่ตรึงใจยิ่งเพราะ กามี ทั้งหล่อทั้งมีเสน่ห์ เหมือนชายในฝันที่เฝ้ารอมาแสนนาน เธอไม่เคยจินตนาการว่า รักของเธอครั้งนี้จะต้องบูชาด้วย น้ำตาและพันธนาการด้วยลูกน้อย "สร้างเมือง"

ทรายทองจำการออกเที่ยวครั้งแรกของเธอและกามีได้ดี เพราะเป็นครั้งแรกที่เธอได้สัมผัส กับ ความอบอุ่น ของความเป็นชาย

“คุณสวยเหลือเกินทรายทอง มีเสน่ห์จริงๆ”

“คุณ ก็เหมือนกัน กามี”

ทรายทองไม่ใช่สาวน้อยไร้เดียงสา จนไม่เคยพานพบกับการสัมผัสของชายใดมาก่อน เธอเคยมีแฟนมาแล้ว นัดกับเพื่อนชายบ้าง สัมผัสภายนอกดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับทุกครั้งที่มีการนัดเจอกัน แต่ก็จบลงโดยไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น แต่กับกามีไม่ใช่ เขาเอาใจใส่ดูแล เธอมากมาย เป็นสุภาพบุรุษ จริงใจ มีสัมผัส โอบกอด อย่างเป็นธรรมชาติ เขาจะสัมผัสตัวเธอมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทำให้ทรายทองรู้สึกถึงค่าของความเป็นหญิงของ เธออย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทุกครั้งที่ไปเที่ยวด้วยกัน กามีจะกระตือรือร้นที่ จะปรนนิบัติเธอ เขาผิดจากผู้ชายที่เธอรู้จักมาทุกคน กามีไม่ใช่ผู้ชายมักง่ายที่มีนิสัยชอบลวนลามผู้หญิงแต่สัมผัสที่เขามอบให้เธออบอุ่นนุ่มนวล ไม่กักขฬะหยาบคายและแล้วในที่สุดเธอก็ยอมเป็นของเขา ความรู้สึกซาบซ่านดื่มด่ำในคืนนั้นยังตราตรึงซึ้งใจอยู่มิคลาย แม้ว่าจะเนิ่นนานมาหลายปี แล้วก็ตาม เธอจำเสียงกระซิบข้างหูที่เขาพร่ำบอกพร่ำถามความรู้สึกของเธอได้เป็นอย่างดี

“เป็นไงบ้างที่รัก ดีไหม”

“ดีค่ะ”

“ผมอยากให้คุณมีความสุขมากๆ เหมือนผม คุณวิเศษจริงๆ ทรายทอง”

ทรายทองเลิกกับสามี 1 ปีเต็มๆ เธอหอบลูกมาอยู่เมืองไทย เพราะคิดว่าด้วยวิชาความรู้ที่มีคงพอทำมาหากินเลี้ยงตัวเองได้ดีกว่าอยู่ที่ฝรั่งเศส เธอเบื่อที่จะรับจ้างทำงานนอกระบบ หรือที่เรียกจนติดปากว่า ทราวายโอนัวร์(2)(Travail au noir) เพราะค่าแรงต่ำ และงานหนัก เธอรับจ้างทำงานในร้านอาหารเวียดนามถูกใช้จนคุ้มเกินคุ้ม ทั้งเตรียมของ ยันล้างจาน เลยทีเดียว สวัสดิการอะไรก็ไม่มี การทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายสำหรับคนต่างชาติไม่ใช่เรื่องง่ายในประเทศฝรั่งเศส ดังนั้นเพื่อปากท้องและความอยู่รอดเธอจึงต้องทนทำงานทุกอย่างตลอดระยะเวลา 10 ปีที่นั้น

“แม่ครับ ผมหิว” สร้างเมือง เอาหน้ามากระซิบที่ข้างหูแม่

“ถ้าอย่างนั้นลูกตั้งโต๊ะนะแม่จะไปจัดการตัวเองสักหน่อย”

“ดั๊กกอร์ วิท มาม็อง” (D’accord…. vite maman)(3) สร้างเมืองเร่งแม่ด้วยน้ำเสียงสูง

เด็กน้อย ลงมือจัดโต๊ะอาหารตามที่บิดาเคยสอน เอาที่รองจาน ถ้วยนม และมีดทาเนยออกวางทั้งของตนเองและของแม่ ทั้งแม่และเขาพอใจที่จะมีชีวิตอยู่แบบฝรั่งเศสดังนั้นอาหารเช้าของเขาจึงเป็นขนมปังปิ้งเนยแยม และนมร้อน หรือ ชอกโกแลต เมื่อทรายทองออกมาจากห้องน้ำโต๊ะอาหารเช้าก็พร้อมสำหรับเธอและลูกชาย เงินที่ได้จากการหย่ากับกามีและจากที่เธอสะสมอีกทั้งสมบัติเก่าที่บิดามารดาทิ้งไว้ให้ทำให้เธอพอมีเงินที่จะเลี้ยงลูกชายได้อย่างไม่ลำบาก ทรายทองพอใจที่จะให้ลูกชายยังคงรักษาวัฒนธรรมฝรั่งเศสควบคู่กับการเรียนรู้วัฒนธรรมไทยไปพร้อมๆกัน เธอไม่เคยกีดกันในเรื่องของการเรียนรู้ของ สร้างเมือง เพราะรู้ว่าเด็กชายรักประเทศฝรั่งเศสมาก กามีรักสร้างเมืองมาก เธอยังจำวันที่ออกจาก สนามบิน ครัวซี (Roissy)(4) ได้ สองพ่อลูกกอดกันกลมร้องห่มร้องไห้ จนเธอเองก็อดร้องไห้ไม่ได้ แต่ก็แปลกที่กามีไม่โทรหาลูกชายเลยหลังจากนั้น มีแต่ สร้างเมือง ที่ร่ำร้องที่จะโทรหาพ่อเป็นประจำ ทรายทองได้รับเงินจากรัฐบาลฝรั่งเศสเป็นเงินประจำทุกเดือนเพื่อเลี้ยงดูสร้างเมืองในฐานะคนฝรั่งเศส ดังนั้นเธอจึงมีเงินซ่อมแซมตกแต่งบ้านเก่าของบิดามารดา บนเกาะแห่งนี้เพื่ออยู่กับลูกชาย โต๊ะทรงกลมหันหน้าลงทะเลปูด้วยผ้าสีเขียวอ่อน มีอุปกรณ์อาหารเช้า ถ้วยทรงสูงสีเขียวใบเล็กตั้งอยู่ ในบ้านหลังนี้ ของหลายชิ้นเป็นสีเขียวก้านมะลิเพราะมารดาของเธอชอบสีนี้เป็นชีวิตจิตใจ แม้แต่ตัวบ้านก็เช่นกัน

“แม่ครับ ผมไปเล่นน้ำได้ไหม” เสียงสร้างเมืองพูดขึ้น

“ได้ซิลูกแต่ห้ามไปไกลและห้ามเข้าไปในเขต บังกะโลด้วย ดั๊กกอร์ (D’accord)?”(5)

“วุย มาม็อง” (Oui, Maman)(6) เด็กชายรับคำอย่างดีใจ รีบวิ่งลงไปยังชายหาดอย่างไม่รีรอ

อันที่จริงเขตบังกะโลข้างๆ ก็เป็นคนในพื้นที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีครอบครัวฉัตรสุภางค์เป็นตระ***ลเก่าแก่ของเกาะนี้เป็นที่รู้จักนับหน้าถือตาเพราะคน
ในครอบครัวถึงสองคนเป็นผู้ปกครองเกาะ เธอเองก็สนิทสนมกับทั้งผู้เป็นบิดามารดาและลูกๆทั้ง 3 คน ของฉัตรสุภางค์ แต่เธอโชคร้ายที่ทั้งบิดามารดาของเธอด่วนจากไปเสียก่อน คงมีแต่ครอบครัวของ อาทอง ที่คอยเกื้อหนุนเธอตลอดมา เสียงสร้างเมืองคุยกับใครบางคนแว่วๆ เธอจึงหันไปมองทางต้นเสียง ชายหนุ่ม ร่างใหญ่ สวมกางเกงยีนส์สีจางๆเสื้อคอโปโลสีเหลือง เดินตามหลังเด็กชายมาอย่างว่องไว เห็นแต่ไกลเธอก็จำได้ว่าเขาคือ ชลทิตย์ ฉัตรสุภางค์ ลูกชายคนสุดท้องของตระ***ล ทรายทองรีบรุกขึ้นไปหยิบเสื้อคลุมอาบน้ำมาสวมใส่ 10 ปีที่ฝรั่งเศสทำให้เธอรับวัฒนธรรมตะวันตกมามากมาย แต่ก็ยังอายที่จะอวดโฉมต่อหน้า ชายไทยที่ชื่อชลทิตย์

“อิลเวอเตอวัว มาม็อง” (IL veut te voir maman.)(7) สร้างเมืองตะโกนก่อนเดินมาถึง

“สวัสดีค่ะ พี่ทิตย์ ไม่ได้เจอกันเสียนาน เป็นไงบ้างค่ะ”

“สบายดีครับ ว่า แต่ทองเถอะ เป็นไงบ้าง นี้ขนาดมีเรือพ่วงยังสวยไม่สร่าง”

“พี่ทิตย์ก็ยัง หล่อเฟี้ยว เลยนะค่ะ เชิญนั่งก่อนค่ะ กาแฟไหมค่ะ” ทรายทองถามตามประสาเจ้าของบ้านที่ดีและคนคุ้นเคย

“ไม่ล่ะ ขอบคุณ ทองไม่ต้องพูดกับพี่แบบนี้ก็ได้ พี่อยากให้ทองเป็นทองของพี่เหมือนเดิม” ชลทิตย์พูดพร้อม ก้มหน้าลงมาต่ำกว่าเดิม

“เซะ กี มาม็อง” (C’est qui maman?) (8.) เสียงสร้างเมืองแหวกอากาศมา ทรายทองหันไปมองลูกชาย

“สร้างเมือง สวัสดี คุณลุงเสียซิลูก พี่ทิตย์คะ นี้สร้างเมือง ลูกทองค่ะ”

สร้างเมืองยกมือไหว้ ชลทิตย์ หนุ่มใหญ่รับไหว้อย่างเป็นทางการ

“ว่าไงเราหล่อเอาเรื่อง นะ”

“พ่อเขาหล่อมากๆค่ะ” ทรายทองอดชมกามีไม่ได้ เพราะเธอรู้สึกเช่นนั้น จริงๆ เขาเหมือนภาพแกะสลัก ใบหน้ายุโรปแต่ตา-ผมสีดำแบบเอเชีย ผิดกับชลทิตย์ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ต่อหน้าเธอร่างสูงใหญ่ดูแข็งแรงผิวสีแทนทำให้ดูบึกบึนน่าเกรงขาม

“ครับผม ไม่อย่างนั้นคุณทรายทองคงไม่หนีตามไปอยู่ด้วยหรอก” ชลทิตย์พูดสัพยอกแต่กลับจี้ใจดำหญิงสาวอย่างแรง

ทรายทองหลุบตาลงต่ำเอามีดเขี่ยขนมปังไปมา

ชลทิตย์รู้ตัวรีบออกตัวว่า “พี่ล้อเล่นนะทอง แล้วตอนนี้อยู่ไหนละพระเอก” ชลทิตย์แกล้งซ้อมค้าง หญิงสาว ทั้งที่พอรู้มาเลาๆว่า ทรายทองหย่าขาดกับสามีฝรั่งเรียบร้อยแล้วก่อนจะเดินทางกลับมาเมืองไทย ก็อาสะใภ้ของทรายทองเองนะแหละที่เอาไปคุยเสียฟุ้งทั่วตลาด ตามประสาคนปากอยู่ไม่สุข

ทรายทองเงยหน้าขึ้นมองชลทิตย์ด้วยสายตาขอร้อง และหันไปมองสร้างเมืองที่ทำท่าไม่สบอารมณ์

“ ตูวาชูเอ้ เชครี” (Tu vas jouer chéri?) (9)

“ผมอยากไปหา เพื่อนที่ตลาดได้ไหม” สร้างเมืองถามขึ้น

“ได้ครับ แต่ต้องกลับมาก่อนเที่ยงนะ”

“วุย ม็อง”(Oui man.ครับแม่) (10)สร้างเมืองวิ่งลงบันไดไปอย่างไม่รอช้า คว้ารถจักรยานคู่ชีพออกไปอย่างรวดเร็วโอกาสแบบนี้มีไม่ค่อยมากนักเพราะทรายทองชอบให้ลูกอยู่ในสายตาตลอดเวลาที่สำคัญ
เธอจะหมดสิทธิเลี้ยงดูสร้างเมืองทันที หากเขาได้รับอันตราย กฎหมายฝรั่งเศสเข้มงวดเรื่องการเลี้ยงดูเด็ก นี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เธอได้รับสิทธิอย่างเต็มที่จาก กามี ในเรื่องนี้

กามีเป็นอาจารย์สอนหนังสือ เขาไม่มีเวลาที่จะให้กับลูกมากนักที่สำคัญเขาต้องเดินทางไปสอนอีกเมืองหนึ่ง ขับรถไปกลับ ในที่สุดเขาเลยหาที่พักในเมืองที่สอนหนังสือ บ้านพักของสามีสวยกว่าแฟลตที่เธออยู่มากนัก เธอนึกตัดพ้อในใจว่าเขาน่าจะพาเธอมาอยู่ด้วย แต่ก็อย่างที่เขาบอกนั้นแหละว่าเกรงจะสูญสิทธิในแฟลตที่พัก จึงขอให้เธออดทนอยู่ที่แฟลตไปก่อน จนกว่าเขาจะขอย้ายมาทำงานที่ Marseilleได้

“เราต้องอดทนนะที่รัก แฟลตดีๆราคาถูกใกล้ทะเลไม่ใช่หาง่ายๆนะ”

กามีชอบทะเลเขาอยากอยู่ใกล้ทะเล เธอเอง ก็เหมือนกัน ดังนั้น Marseille (11) จึงเป็นสถานที่ที่สองสามีภรรยาเลือกอยู่ ส่วน Ex en Province(12) เป็นเมืองที่ไม่มีอะไรน่าดึงดูดใจ ในที่สุดเขาก็ทิ้งเธอกับลูกให้อยู่บ้านเพียงลำพัง และนั้นคือจุดเริ่มต้นของความร้าวฉานในครอบครัว ใหม่ๆเขากลับบ้านดีแต่หนักเขาก็หายไปโทรหาก็ไม่ยอมรับสาย

“กามีทำไมอาทิตย์นี้ไม่กลับบ้าน ที่รัก”

“ผมงานยุ่งมากๆเลยแล้วก็เหนื่อยมากด้วย ฝากลูกด้วยนะหรือว่าคุณจะมาหาผม”

“ไม่ดีกว่า เจอกันอาทิตย์หน้าก็ได้

จนกระทั่งวันหนึ่งในฤดูที่หนาวเหน็บตอนนั้น สร้างเมืองอายุได้ 3 ปี เธอก็ขับรถฝ่าหิมะไปยังบ้านพักของเขา พร้อมลูกน้อย เธอยังจำได้ดีว่า เมื่อไปถึงประตูบ้านพัก เธอเห็นไฟริบหรี่ที่เตาผิง ทรายทองจำได้ว่า เธอเดินไปที่ประตู ประตูไม่ได้ลงกลอน แถมเปิดแง้มไว้ เธอจึงผลักประตูเข้าไป ในห้องโถงไม่มีใคร มีแต่ไฟในเตาผิงที่ใกล้จะมอด เธอได้ยินเสียงคนพูดกันในห้องนอน เสียงไม่ใช่การพูดคุยธรรมดา เธอวางลูกน้อยลงบนโซฟาพร้อมหาผ้ามาห่มทับไม่ให้ลูกหนาว แล้ววิ่งไปหยุดที่หน้าประตูห้องนอนที่มีกระจกติดอยู่ที่บานประตูทำให้มองเห็นข้างในจากบานกระจก เพราะประตูเปิดแง้มไว้ เสียงครวญครางที่เล็ดลอดออกมาและเสียงเตียงที่ลั่นสนั่นดังบอกให้รู้ถึงกิจกรรมที่ดำเนินอยู่ภายในห้อง ทรายทองเอื้อมมือไปผลักประตูให้เปิดออกกว้างพอที่ทุกฝ่ายจะมองเห็นกัน แต่ดูเหมือนทั้งคู่จะหยุดไม่ได้หรือมองไม่เห็นเธอ จนทั้งคู่กรีดร้องอย่างสุขสมโดยมีเธอ ยืนเป็นพยานอยู่ตรงนั้น กามีตกใจมากที่เห็นทรายทอง เขาหน้าซีดเผือด พูดไม่ออก เธอจำอะไรไม่ได้ รู้แต่ว่าหญิงสาวยังเด็กมาก อายุคงซัก 17-18 ไม่เกินและคืนนั้น เธอได้แต่ร้องไห้ และร้องไห้ กามีปลอบโอบกอดเธอไว้ในวงแขน พร่ำพรรณนาถึงแต่ความรักที่เขามีต่อเธอและสาวน้อยคนนั้นเป็นเพียงแค่ทางผ่าน ทรายทองหัวใจแตกสลายย่อยยับ ไม่ว่ากามีจะเริงรักกับเธอด้วยกลเม็ดเด็ดพรายเพียงใดในคืนนั้น เธอก็คือซากศพดีๆนี้เอง

“ทอง ครับ ทอง” ชลทิตย์ปลุกเธอจากภวังค์เพราะเห็นอาการที่สั่นเทิ้มของเธอ

“ขอโทษ ค่ะพี่ทิตย์ ทองเผลอตัวไปหน่อย”

“ไม่เป็นไร ว่าแต่ยังไม่ตอบเลยว่า สามีทองไปไหน”

“เราเลิกกันแล้วค่ะ ปีหนึ่งแล้วค่ะพี่ทิตย์” ทรายทองตอบด้วยเสียงสั่นๆ

“โอ้.....ขอโทษนะถ้าทำให้ทองไม่สบายใจ พี่ไม่ได้ตั้งใจ”

“ไม่เป็นไรค่ะ”ทรายทองกล่าวพร้อมกับหลบตาต่ำลง เพราะสายตาของชลทิตย์ที่มองเธอนั้นมีแววเห็นใจแฝงไปด้วยความยินดีอย่างออกนอกหน้า เธอรู้ว่า ชลทิตย์คิดอย่างไรกับเธอ เธอไม่เคยลืมเหตุการณ์ใต้ต้นก้ามปูที่ริมหาดคืนนั้นก่อนที่ชลทิตย์จะเดินทางไปเรียนต่อที่อเมริกา

“พี่ต้องไปหลายปีนะทอง ทองรอพี่ได้ไหม”

ทรายทองพยักหน้ารับ พร้อมซุกตัวเข้าหาอ้อมกอดของชลทิตย์ ตอนนั้น เธอยังเด็กมาก อายุแค่ 17 ปี ยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย ส่วนชลทิตย์จบวิศวกรรมศาสตร์ แก่กว่าเธอ 5 ปี เธอจำอะไรไม่ได้มากไปกว่าอาการเจ็บปวดรวดร้าวจากอาการจับต้องของชลทิตย์ไปทั่วตัว แต่เขาเป็นสุภาพบุรุษที่จะไม่ล่วงเกินเธอมากไปกว่านั้น ชลทิตย์จากไป ส่วนเธอก็เรียนจนจบและเดินทางเข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพ ระยะปีแรกเขาเขียนถึงเธอทุกอาทิตย์ เล่าถึงแต่ความเหงาเปล่าเปลี่ยวที่เขามีในต่างประเทศ แล้วอยู่ดีๆจดหมายก็เงียบหายไป จนกระทั่งเมื่อตอนเธอเข้าเรียนปีหนึ่ง กลางๆปี ชลทิตย์เขียนมาให้เธอลืมเขาเสียเพราะตอนนี้เขาอยู่กินกับแหม่มและไม่คิดกลับมาเมืองไทย


ทรายทองยอมรับว่าเธอเสียใจมากๆ จนในที่สุด เธอก็ได้คิดว่า ชีวิตต้องก้าวเดินต่อไป





“แล้วพี่ทิตย์ละค่ะ สบายดีหรือเปล่า”

“ก็เรื่อยๆนะทอง ตามประสาคนแก่ พี่มีลูก 3 คน โตๆหมดแล้ว ส่วนแฟนพี่เป็นพยาบาลอยู่ที่อเมริกา”

“ยินดีด้วยค่ะ”

“หมายความว่ายังไง ยินดีด้วย”

“ก็ยินดีด้วยที่ไม่หย่าร้างและมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ”

“จริงใจหรือประชด” ชลทิตย์หยั่งน้ำเสียงของทรายทอง เขารู้ว่าทำให้เธอเจ็บช้ำ แต่ทรายทองตอนนั้นกับตอนนี้ไม่เหมือนกันตอนนั้นเธอดู สวยใส สมวัยแรกแย้ม ไม่ประสีประสากับโลก ไม่ว่าเขาจะว่าอย่างไร เธอก็ยอมเขาทุกอย่าง ตอนนี้เธอดูแกร่ง เข้มแข็ง สวยเซ็กซี่ กว่าเดิมมากมาย ผิวสีแทนกับผมที่เหยียดตรงและร่างที่บอบบางทำให้ภาพของแคทเธอรีน กลายเป็นยายแก่ไปในทันทีทันใด

ชลทิตย์รู้จักกับ แคทเธอรีนที่อเมริกา แคธี่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดที่เขามีอยู่ในขณะนั้น เธอช่วยเขาทุกเรื่อง รวมถึงเรื่องบนเตียง การอยู่ไกลบ้านทำให้คนเราสามารถทำอะไรหลายๆอย่างที่ผิดแผกจากเดิม เรื่องลงเอยด้วยแคธี่ท้อง และเด็กเป็นลูกเขา ความที่เขาเป็นคนต่างชาติทำให้เขากลัวและคิดหลายเรื่อง เขาจึงตอบตกลงอยู่กินกับแคธี่ แคธี่แก่กว่าเขาหลายปี มีงานทำช่วยเหลือเขาด้านการเงิน จนเขาเรียนจบ เขาไม่เคยมีใครนอกจากแคธี่ จนกลับมาเที่ยวบ้านคราวนี้ เรื่องราวของทรายทอง หวนกลับมาในชีวิตอีกครั้ง เขารู้ดีว่าเขาอยากโอบกอดเธอในวงแขนเหมือนเดิม

“พี่ทิตย์ค่ะ” เสียงทรายทองทำลายความเงียบ “ทองดีใจกับพี่จริงๆค่ะ ทองอยากให้พี่มีความสุขในชีวิตครอบครัว ไม่ใช่เหมือนทอง พี่มีความสุขไหมค่ะ” โง่จริงๆทรายทองเอ๋ยไปถามเขาทำไม ถ้าเขามีความสุขเธอต้องอิจฉาตามประสามนุษย์ ปถุชน และถ้าเขาทุกข์ละ................... เธอยังไม่ทันพูดอะไร สร้างเมืองก็ขี่รถมาพร้อมกับเพื่อน

“แม่ครับ นพขอมาเล่นเกมด้วย”

“ได้ลูก”

สร้างเมืองพาเพื่อนเดินเขาไปอีกห้องหนึ่งพร้อมปิดประตูตามหลัง

“พี่ทิตย์มาคนเดียวหรือมากับครอบครัวคะ”

“คนเดียว กะจะมาดูลาดเลาทำธุรกิจ”

“แล้วงานที่อเมริกา........”

“พี่เบื่ออเมริกาทอง อยากกลับมาอยู่บ้านเรา หลังถล่ม เวิลด์เทรด เศรษฐกิจทรุดสุดๆ อาชีพที่ดีที่สุดคือเป็นทหาร ขอไปรบ”

“แล้วแฟนพี่เขาจะยอมไหมคะ”

ชลทิตย์เงียบไปเขาไม่แน่ใจว่าแคธี่จะเห็นด้วยกับเขา เธอยินดีให้เขากลับมาเยี่ยมบ้านแต่ไม่เคยปล่อยลูกมากับเขาหรือเดินทางมาด้วย เธอไม่สนใจบ้านเกิดของเขา เธอไม่สนใจวิถีชีวิตชาวเกาะ คนอเมริกันส่วนใหญ่ชอบดินทางแต่แคธี่ไม่ใช่ เธอชอบทำงาน อ่านหนังสือและใช้ชีวิตหรูๆ ผิดกับชลทิตย์เขารักครอบครัวและอยากมีชีวิตง่ายๆกับครอบครัวมากกว่า แคธี่ไม่รู้จักคำว่าเรียบง่าย ทุกอย่างของเธอต้องเลิศหรูอลังการ แต่โทษเธอไม่ได้ เพราะทั้งบิดามารดาเธอเป็นหมอ ดังนั้นเรื่องเงินทองไม่ต้องเป็นห่วง เพราะเธอมีน้องชายอีกคนเท่านั้น พ่อแม่ของแคธี่มิได้รังเกียจชลทิตย์ แต่มักมองด้วยแววตาสงสัยว่า เขามาอยู่กับแคธี่เพราะอะไร จนเมื่อแคธี่มีลูก แม่ยายก็เริ่มแนะนำให้เขารู้จักกับคนรอบข้างและนำมาซึ่งตำแหน่งหน้าที่การงาน ในปัจจุบัน ชลทิตย์พรั่งพร้อมทุกอย่าง ยกเว้นกลิ่นไอของแผ่นดินที่มีน้ำทะเลล้อมรอบ แผ่นดินแม่ที่เขายืนอยู่ตรงนี้ เขาผูกพันกับเกาะแห่งนี้มาก ยิ่งตอนนี้ มีทรายทองหวนกลับมาเขายิ่งมีความรู้สึกว่า เกาะนี้เพิ่มสีสันเร้าใจยิ่งขึ้น

“ว่าไงคะพี่ทิตย์ แฟนพี่เขาจะยอมไหม”

“ไม่รู้ยังไม่เคยคุยกันแต่คิดว่าคงยอมเพราะเขารักพี่มาก” ชลทิตย์เชื่ออย่างนั้นจริงๆ ความรักของแคธี่เป็นรักที่เขาเชื่อมั่นว่ากุมบังเ***ยนทุกอย่างในชีวิตของเธอ

“ก็ดีค่ะ จะได้ไม่ทะเลาะกันทีหลัง ว่าแต่ว่าครั้งนี้จะมาอยู่นานแค่ไหนคะ”

“อาทิตย์เดียว”

ทรายทองพยักหน้ารับ พร้อมลุกขึ้นยืน แต่เจ้ากรรมเข่าไปกระแทกของบนโต๊ะหล่นพื้น ชลทิตย์รีบเข้ามาช่วยเก็บมือของชายหนุ่มโดนมือทรายทองอย่างตั้งใจ และเหมือนมีคลื่นไฟฟ้า ทรายทองชงักอยู่กับที่ ไม่นะต้องไม่ใช่แบบนี้ เขามีภรรยาอยู่แล้ว เธอร่ำร้องบอกตัวเอง แต่ไม่ปลดมือจากการถูกเกาะกุม ชลทิตย์ดูเหมือนจะเดาความรู้สึกของเธอได้ เขาเลื่อนจากการกุมมือ มาช้อนใบหน้าของเธอขึ้นมองเขา สายตาที่เขามองเธอไม่ปิดบังความต้องการแม้แต่น้อยนิด ทรายทองได้แต่เบือนหน้านี้ มารู้ตัวอีกทีริมฝีปากของชลทิตย์ก็ประกบกับริมฝีปากของเธอแนบแน่น ทรายทองปราศจากการควบคุมตนเอง รสจูบที่แสนหวานหวนคืนมาเหมือนฝัน นานเหลือเกินแต่เธอก็ไม่เคยลืมเลือนรสชาติของมัน หอมหวาน ชวนให้คะนึงหา นี้แหละหนอที่เขาว่า จูบแรกนั้น สำคัญ ไฉน ผู้หญิงมักไม่ลืมรักครั้งแรกและจูบแรกที่ได้รับ เธอเพิ่งตระหนักเดี๋ยวนี้เอง ชลทิตย์พรมจูบไปทั่วใบหน้าของทรายทองพร้อมซุกไซ้ซอกคอ เขาดึงเธอเข้าไปกอดแน่น ทั้งคู่เนื้อตัวสั่นเทาด้วยแรงเสน่หา

“ทองจ๋า พี่ขอโทษ ยกโทษให้พี่นะ” ชลทิตย์กระซิบข้างหู


ทรายทองพูดไม่ออก ยกโทษเรื่องอะไร เรื่องที่เขาทิ้งเธอไปอยู่กับผู้หญิงคนอื่นหรือ เธอลืมหมดแล้ว เรื่องที่เขาจูบเธอขณะนี้หรือ เธอโหยหามันด้วยซ้ำ



หลังจากคืนนั้นที่ Ex en Province เธอก็ปฏิเสธ กามีมาตลอด ทุกครั้งที่กามีหลับนอนกับเธอ กลายเป็นการข่มขืน มากกว่าร่วมรัก ดูเหมือน กามีจะไม่งอนง้อเธอในเรื่องนี้เพราะเขามีสาวๆมาประเคนให้ไม่เว้นแต่ละวัน แต่ที่ พยายามมอบความเป็นสามีให้กับเธอก็เพราะไม่ต้องการให้เธอนำเรื่องนี้มาเป็นข้อกล่าวหา ในทุกกรณี โดยเฉพาะการขอเลิกจากเขาไป แต่กามี ลืมไปว่า คนไม่ใช่สิ่งของ มีชีวิต มีวิญญาณ เลือดเนื้อ ทรายทองกลายเป็นคนเก็บตัวไม่คบค้าสมาคมกับใคร ชีวิตเธอมีแต่ลูก งานและบ้านเท่านั้น ในที่สุดวันหนึ่ง เธอก็ทนต่อไปไม่ได้

“กามี ฉันอยากกลับเมืองไทย” เธอบอกเขาในคืนวันหนึ่งขณะนั่งรับประทานอาหารด้วยกัน

“อะไรนะ ไม่เอาน่าทอง ผมรักคุณนะแล้วลูกจะทำอย่างไร”

“ฉันจะเอาลูกไปด้วย และดูแลจนกว่าจะอายุ 18 หลังจากนั้นลูกจะตัดสินใจเองว่าจะอยู่กับใคร”

กามีนิ่งไปพักหนึ่ง แล้วพูดขึ้นว่า

“ทำไมคุณถึงรังเกียจผมนัก คุณให้อภัยผมไม่ได้หรือ”

“ฉันควรให้อภัยคุณสักกี่ครั้งดีละ กามี”

“หมายความว่าอย่างไร สักกี่ครั้ง ผมไม่เคยมีใครอีกเลยหลังจากคืนนั้น”

ทรายทองเดินไปที่มุมห้องพร้อมหยิบกล่องเล็กๆออกมาน้ำตาคลอเบ้า

“ถ้าอย่างนั้น ช่วยตอบหน่อยซิว่าของพวกนี้มันมาอยู่ใต้เบาะรถ ในกระเป๋าเดินทาง และที่อื่นๆที่เกี่ยวข้องกับคุณได้อย่างไร”

กามีเอื้อมมือมาหยิบของในกล่องพลิกดู มีทั้งกางเกงในเสื้อชั้นในและของอื่นๆของผู้หญิง เขามักร่วมหลับนอนกับผู้หญิงในรถ แต่ไม่เคยคิดว่าพวกหล่อนจะลืมของพวกนี้เอาไว้ สาวน้อยบางคนต้องการให้เขาถวิลหาก็จะมอบกางเกงในให้ก่อนจาก บ่อยครั้งเขาจะเก็บไว้เป็นที่ระลึก ให้ตายเถอะทรายทองไปเอามาได้อย่างไร

“กามี ฉันรู้มานานแล้วว่า คุณมีอะไรกับใครตลอดเวลา” เธอโยนภาพถ่ายระหว่างเขากับสาวน้อยคนหนึ่งให้ วันที่ในภาพฟ้องว่าเพิ่งสดๆร้อนๆเมื่อ 2 วันที่แล้ว

“คุณตามผมเหรอ”

“ไม่ใช่ฉันแต่เป็นช่างมือสมัครเล่น”

“กามี ฉันไม่รักคุณอีกต่อไปแล้ว เราจากกันด้วยดีเถอะ อย่าต้องขึ้นศาลเลย สงสารลูก”

“คุณจะไม่เรียกร้องอะไรจากผม ใช่ไหม”

“ไม่ กามี”


คืนนั้น กามีพยายามใช่ความเป็นชายเปลี่ยนความรู้สึกของเธอ เขายังรักเธออยู่แต่ทรายทองหมดศรัทธาที่จะอยู่กับเขาต่อไป เธอไม่ได้ยินดีกับสิ่งที่เขามอบให้ และนั้นเป็นครั้งสุดท้ายที่กามี นอนข้างกายเธอ เธอแยกกันอยู่กับสามีอีก 6-7เดือนตามกฎหมายและทั้งคู่ก็จูงมือกันไปหย่าอย่างเป็นทางการ กามีแสดงความเป็นสุภาพบุรุษมากมาย เขายินดีจ่ายให้เธอทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่คัดค้าน เสียเวลาไม่นาน เธอกลายเป็นแม่ม่ายเรือพ่วงและ เศรษฐีนีรายย่อยในพริบตา กฎหมายฝรั่งเศสคุ้มครองสิทธิผู้หญิงในเรื่องการหย่าร้างและสิทธิของความเป็นแม่เป็นอย่างดี วันนั้นเธอบอกกับตัวเองว่า สวรรค์มีตาจริงๆเงินไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ แต่ความยุติธรรม ศักดิ์ศรีลูกผู้หญิง และอิสรภาพต่างหากคือสิ่งที่เธอโหยหา

“พี่ทิตย์คะ ปล่อยทองก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยว สร้างเมืองมาเห็นเข้า”

ชลทิตย์เรียกสติคืนมาตามคำขอของหญิงสาว

“พี่หวังว่าทองจะยังรู้สึกดีๆกับพี่เหมือนเดิม”

“มันสำคัญนักหรือคะว่าทองจะรู้สึกอย่างไรกับพี่ พี่ทิตย์แคร์ทองมากมายขนาดนั้นหรือคะ”

“ถ้าไม่รับปากพี่จะไม่ปล่อยทองนะ”

“ก็ได้ค่ะ ปล่อยทองได้หรือยัง”

“ได้ซิจ๊ะ สาวน้อย”

เสียงประตูห้องเปิดทำให้ทั้งสองผละออกจากกันโดยอัตโนมัติ สร้างเมืองวิ่งออกมาพร้อมเพื่อน เด็กชายมองชลทิตย์เป็นเชิงถามว่า ยังอยู่อีกหรือ ชลทิตย์เข้าใจสายตา เลยรีบกล่าวลาเจ้าของบ้านน้อยก่อนถูกไล่

“ลุงกำลังจะกลับพอดี ขอมาเยี่ยมเรากับแม่อีกได้มั้ย” ชายหนุ่มหันไปมองสร้างเมือง

“ได้แต่ต้องเวลาที่ผมอยู่เท่านั้น”

“อ้อ.....ฉลาดเป็นกรด เอาอย่างนี้มั้ย ลุงอยู่ที่นี้แค่อาทิตย์เดียวคืนรับคำเราก็คงไม่ได้คุยกับแม่เราแน่เป็นว่าลุงขอมากินข้าวเย็นด้วยทุกวันได้ไหม จะได้มีเวลาเพิ่มอีกหน่อย”

“โอเค ผมขอไปส่งเพื่อนก่อน แม่ต้องการอะไรที่ตลาดหรือเปล่าครับ” เด็กชายหันมาถามทรายทอง

“ไปตลาดทำไมละลูกนพกลับเองก็ได้” ทรายทองกลัวใจตัวเองที่จะอยู่กับชลทิตย์สองต่อสองพยายามยึดลูกไว้

ชลทิตย์มองออกจึงรีบบอกว่า “เอาอย่างนี้ พอดีลุงกำลังจะไปตลาดพอดีเดี๋ยวลุงพาเพื่อนไปส่งให้ สร้างเมืองอยู่กับแม่เถอะ แม่เขากลัวผี”

ทรายทอง นึกในใจว่า ใช่ซิผีตัวนี้น่ากลัวจะตาย เพราะเป็นผีเสน่หา




(1) Ça ne va pas. Il neige pas tous les années Maman. ได้ยังไง หิมะไม่ตกทุกปีนะแม่
(2) travail au noir งานนอกระบบที่ส่วนใหญ่ชาวต่างชาติจะแอบทำ และนายจ้างชอบจ้างเพราะไม่เสียภาษีและค่าแรงถูกกว่าปกติ
(3) D’accord…. vite maman ตกลงเร็วๆหน่อยนะแม่
(4) Roissy สนามบินนานาชาติที่ฝรั่งเศส
(5) D’accord? ตกลงมั้ย
(6) Oui, Mamanครับแม่
(7) IL veut te voir maman.

ผู้ตั้งกระทู้บัวรำไพ ( ) ::วันที่ลงประกาศ 15-01-2007 23:27:04 IP : 61.19.182.119
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 02, 2008, 11:58:28 pm โดย มนตราแห่งทะเล » บันทึกการเข้า
บัวรำไพ
บุคคลทั่วไป


อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2008, 11:06:47 pm »

ความเห็นที่ 1 (486139)

ด้ายแดง

บทที่2

คดีปริศนา



“มีใครอยู่มั้ยคะ” เสียงผู้หญิงดังอยู่หน้าบ้าน

ทรายทองเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ มองออกไปนอกหน้าต่างท้องฟ้าเริ่มโพล้เพล้ เดินผ่านห้องลูกชายเห็นกำลังนอนอยู่เหมือนกัน เธอสาวเท้าไปหน้าบ้าน สาวน้อยชุดรีสอร์ทของฉัตราลัย ยืนอยู่

“สวัสดีค่ะ คุณทรายทองใช่ไหมค่ะ” ยิ่งสาวพนมมือไหว้

“ค่ะ” ทรายทองเสยผมที่ปรกรุ่ยร่าย

“คุณชลทิตย์ ให้มาเรียนว่าวันนี้พอดีมีลูกค้าเช่าเรือออกไปดินเนอร์กลางทะเลถ้าเพื่อคุณอยากจะไปร่วมด้วยก็เชิญค่ะ อีก 1 ชั่วโมง คุณชลทิตย์จะมารับไปลงเรือ”

“เดี๋ยวขอถามลูกชายก่อน”

ทรายทองเดินเข้าไปปลุกลูก เด็กชายงัวเงียลุกขึ้นและรับคำที่จะไปด้วย

อีก 1 ชั่วโมงต่อมา ชลทิตย์พารถส่วนตัวมาจอดหน้าบ้านของทรายทอง ชายหนุ่มสวมเสื้อยืดสีขาว สกรีนปลาที่หน้าอก และใส่กางเกงชาวเลสีน้ำเงินทำให้ผิวที่เข้มดูเข้มขึ้นไปอีก ผมหยิกหยักโสกของเขาทำให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย สร้างเมืองวิ่งนำหน้าไปขึ้นรถ เด็กชายสวมชุดเก่ง กางเกงยีนส์ขายาวสีขาว และเสื้อคอเชิ้ตมีลายต้นมะพร้าวและกระท่อมที่ชายเสื้อ สีเหลืองทำให้สร้างเมืองดูดีกว่าทุกวัน

“อื้อฮื้อ......ทองเซ็กซี่จริงๆ”

ทรายทองยิ้มรับ เธอเป็นคนชอบแต่งตัวสะดุดตาเพราะรู้ว่านอกจากอาภรณ์ที่ประดับกายแล้วส่วนอื่นๆของร่างกายไม่มีอะไรดึงดูดใจเท่าไหร่เธอสวมเสื้อเกาะอกสีเขียวอ่อนและกางเกงชาวเลสีเปลือกมังคุดมีผ้าคลุมไหล่สีเดียวกับกางเกง เท่านั้น

ชลทิตย์พาสองแม่ลูกไปลงเรือที่เช่าไว้ เรือมีสองชั้นแบบเรือสำราญมีดาดฟ้า

“เรือจะไปจอดที่ไหน คะ”

“ไม่ไกลหรอกครับ น่าจะแถวพะลวย”

“ดีค่ะ เพื่อพายุเข้า” ทรายทองไม่มีความรู้เรื่องทะเลมากนัก แต่จำได้ว่า บิดามักจะบอกว่า คืบก็ทะเลศอกก็ทะเล เป็นคติเตือนใจของชาวทะเล ไม่ให้ประมาทก่อนออกเรือ ทะเลเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของชาวเกาะแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกปีมีคนมากมายสังเวยชีวิตกับทะเล ลมฝนลมพายุอาจมาเยือนแบบไม่บอกกล่าว อันที่จริงชาวประมงหรือชาวเกาะจริงจะรู้จักธรรมชาติเป็นอย่างดี โดยดูจากสัตว์ที่อยู่รอบกายและลักษณะก้อนเมฆ มีแต่ชาวเกาะแบบเธอกับชลทิตย์ นี้แหละที่ไม่รู้จักวิธีดูลมฟ้าอากาศ

“ไม่ต้องห่วงหรอกทอง พี่เช็คหมดแล้ว”

“มีคนเยอะมั้ยคะ”

“ไม่มากหรอกส่วนใหญ่เขาจะตั้งวงนะ”

ทรายทองเข้าใจดี ฝรั่งส่วนใหญ่ชอบลงเรือเพื่อไปเล่นการพนัน สร้างเมืองตื่นตาตื่นใจ กับเก๋งเรือ ชลทิตย์อนุญาตให้เด็กชายขับเรือ ทำให้สร้างเมืองไม่มายุ่งกับแม่ ทรายทองเดินไปที่ห้องอาหารกับชลทิตย์

“ไม่ต้องกังวลนะ เด็กพี่จะดูแลสร้างเมืองอย่างดี เดี๋ยวพอง่วงก็จะพามานอน ลูกทองเก่งนะ ช่วยเหลือตัวเองอย่างดีสมกับที่โตเมืองนอก”

“ทองพยายามให้ลูกเข้าใจสถานการณ์ รอบข้างไม่อยากให้เขาฝันเฟื่อง ที่สำคัญในสภาพที่ครอบครัวแตกแยกเด็กต้องเข้มแข็งเพื่อก้าวไปข้างหน้า”

“เสียใจมั้ยทองที่หย่ากับพ่อของสร้างเมือง”

ทรายทองยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มพร้อมกับตอบว่า “ไม่เลยค่ะ” เธอคิดอย่างนั้นจริงๆ แน่นอนคงปฏิเสธตนเองไม่ได้ว่า เธอมีความต้องการการเอาใจใส่จากเพศตรงข้ามเหมือนผู้หญิงทั่วไป แต่ 1 ปีที่ผ่านมา เธอพบว่าชีวิตสงบสุข เพราะเลิกยึดมั่นว่าเขาคือของเรา เขาก็คือเขา เราก็คือเรา เป็นสัตว์ร่วมโลกก็เท่านั้น

ชลทิตย์รินไวน์เพิ่มให้ทรายทองอีก เพราะหญิงสาวเริ่มคุยออกรส ทรายทองคุยได้ทุกเรื่องกับชลทิตย์โดยเฉพาะเรื่องราวครั้งเยาว์วัย ชายหนุ่มรินเหล้าองุ่นเติมไม่ให้พร่องและป้อนปลาดิบให้เธอเป็นครั้งคราว ชลทิตย์ อยากปรนนิบัติเธอ เขาเคยทำผิดกับเธอ เขาบอกกับตัวเองว่า เขาต้องใช้ช่วงเวลาที่เหลือกับทรายทองให้มากที่สุด

“ทองเมาหรือเปล่า ไปนอนมั้ย”

“ไม่ค่ะ ไม่เมา เบื่อทองแล้วหรือค่ะ

“เปล่าครับ เพียงแต่พี่เกรงว่าทองจะหาว่าพี่มอมเหล้า”

“แล้วมอมจริงหรือเปล่า รินไม่หยุดแบบนี้”

“เปล่านะพี่ให้เกียรติทองเสมอ”

ทรายทองหัวเราะร่วนตามประสาคนเริ่มเมา

“ออกไปรับลมข้างนอกดีกว่า”

“สร้างเมือง ละคะ”

“หลับแล้วครับ เด็กพาไปนอนเรียบร้อย”

“ทองเป็นแม่ที่แย่ ปล่อยให้คนอื่นพาลูกไปนอน”

“ไม่เอาน่าทองมาทางนี้ดีกว่า” ชลทิตย์ประคองทรายทองไปที่หัวเรือไม่มีใครอยู่ที่นั้น ลมเย็นๆปะทะหน้าสองหนุ่มสาว ทรายทองมีสติกลับคืนมา ชลทิตย์โอบกอดหญิงสาวไว้กับตัว เขามีความสุขประหลาดที่ได้อยู่ใกล้ทรายทอง ผู้หญิงคนนี้มีความหมายกับเขามากกว่า แคธี่

“พี่ทิตย์ ขา”

“ครับ”

“ทอง.........หนาวค่ะ”

ชลทิตย์ยืนกอดเธอข้างหลังเขากระชับวงแขนแน่นขึ้นเขาเคล้าเคลียจมูกที่แก้มและซอกคอของทรายทอง กลิ่นเหล้าองุ่นโชยมาต้องจมูก ยิ่งทำให้เขาเกิดอารมณ์ พิศวาสมากขึ้น หันตัวเธอกลับมาประกบปากหญิงสาวแนบแน่น รสชาติเหล้าองุ่นซาบซ่านยิ่งนัก ชายหนุ่มช้อนร่างบอบบางขึ้นจากพื้นเดินตรงไปยังห้องนอนของเขาที่หัวเรือปิดประตูตามหลังกลิ่นการบูรโชยมาต้องจมูกแอร์ที่เปิดทิ้งไว้ดังกระหึ่ม เขาวางทรายทองบนเตียง เธอหายใจรวยริน แผ่วเบา เนื้อตัวร้อนผ่าวหญิงสาวมีความต้องการเฉกเช่นเดียวกับเขา ชลทิตย์เปิดไฟสลัวหัวเตียงเพื่อมองหน้าทรายทอง เขาก้มลงกระซิบที่หูเธอด้วยเสียงสั่นเครือ

“ทองเป็นของพี่นะ”

ทรายทองไม่มีเสียงจะตอบ ความตื่นเต้นกับสัมผัสที่ได้รับทำให้คอหอยตีบตัน เธอได้แต่พยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต ตอนนี้ เธอคิดอะไรไม่ออกจริงๆ ใจร่ำร้องให้เขาดำเนินการต่อเพราะทุกอณูในร่างกายเกร็งเขม็ง แทบจะปริออกจากกัน

“ทองจ๋าสวยเหลือเกิน”

ชลทิตย์พูดด้วยเสียงสั่นเครือ เมื่อปลดเกาะอกและชั้นในลูกไม้ของทรายทองออก หน้าอกของทรายทองไม่หย่อนคล้อยทั้งที่มีลูก ทรายทองดูแลตัวเองอย่างดี ร่างกายทุกส่วนของเธอยังอ้อนแอ้น บอบบางน่าถนุถนอม ชลทิตย์พรมจูบไปทั่วตัว แบบไม่รังเกียจว่าเธอเคยผ่านมือชายและมีลูกแล้ว ทรายทองเพริดเพลินกับการเล้าโลมของชลทิตย์ จนลืมว่าตนเองกำลังปีนต้นงิ้ว เธอได้แต่ครวญครางร้องขอให้เขาเร่งมือพาเธอท่องสวรรค์ ชลทิตย์รู้ว่าตอนนี้ไม่มีอะไรหยุดยั้งทรายทองได้ นรกสวรรค์ก็ต้องดั้นด้นให้ถึงปลายทาง เขาพาเธอเหยาะย่าง ชมดงเด็ดดอกไม้ริมทาง และควบกระหน่ำข้ามลำธารอย่างเต็มแรงม้า ในที่สุดทรายทองก็มาถึงขอบเหว ร่างของเธอปลิวลอยคว้างกลางอากาศเธอเกาะชายหนุ่มไว้แน่นพยายามเบียดร่างเข้าหาความอบอุ่น

ทั้งคู่นอนเบียดกันอยู่บนเตียงเสียงคลื่นข้างนอกซัดกระทบกาบเรือ ทรายทองลืมตาขึ้นอย่างอ่อนล้าเธอผ่านสงครามรักอย่างทรหด แต่บอกกับตัวเองว่าไม่เสียใจเลยเพราะเธอถวิลหาวันนี้มาแสนนาน



“มาม็อง มาม็อง”(Maman Maman)[1] เสียงสร้างเมืองร้องเรียกอยู่ข้างนอก ทรายทองผลุดลุกขึ้นทันที ชลทิตย์หลับเป็นตายไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย ทรายทองจัดแจงสวมเสื้อผ้าและออกไปข้างนอกเห็นลูกชายเดินร้องไห้ย้อนกลับไปทางท้ายเรือ

“สร้างเมือง แม่อยู่นี้ลูก” ทรายทองตะโกนเรียกลูก

“มาม็อง อูตูเอเต้”(Maman où tu étais?)[2]

“เชเต้......ดองลากวิซีน” (J’étais dans la cuisine)[3]

“ผมหาแม่ไม่เจอ........ผมฝันร้าย”


“แม่อยู่นี้แล้วลูก” ทรายทองรู้สึกผิดที่ปล่อยสร้างเมืองไว้คนเดียวเธอรีบพาลูกเข้าห้อง พาลูกไปนอนบนเตียง หลับไปด้วยความเหนื่อยล้า ตกใจตื่นขึ้นมาอีกทีได้ยินเสียงคนเดินมาตามทางเดินและเคาะประตูห้อง มีเสียงเปิดประตูห้องข้างๆ และได้ยินเสียงชลทิตย์กระซิบกระซาบกับใครบางคน เธอพยายามเงี่ยหูฟัง แต่เสียงคลื่นซัดกาบเรือและเสียงเครื่องปรับอากาศดังกระหึ่ม จนไม่สามารถฟังออกว่า พูดอะไรกัน





ทรายทองลืมตาขึ้นอีกที ได้ยินเสียงเคาะประตูห้องอย่างแรงนึกฉุนอยู่ในใจว่าใครมาปลุกแต่เช้า เปิดประตูออกไป เห็นชลทิตย์ยืนหน้าเครียด อยู่กับผู้ชายคนหนึ่งตัดผมเกรียน

“ทอง ขอโทษนะรบกวนแต่เช้าพอดีเกิดเรื่องและทางตำรวจต้องการสืบสวนอะไรบางอย่าง”

“คะ.....” ทรายทองตอบรับแบบงงๆ

สายตานายตำรวจหนุ่มสำรวจเธออย่างไม่มีมารยาท

“ขอเชิญพร้อมกันที่ห้องโถงเรือ ครับ”

“ขอเวลาอาบน้ำแต่งตัวสักครู่นะคะ”

“คงไม่จำเป็นหรอกครับ เพราะดูเหมือนคุณจะยังไม่ได้เปลี่ยนใส่ชุดนอนเลยด้วยซ้ำ”

ทรายทองก้มลงมองตัวเอง จริงซินะ เธอไม่ได้เปลี่ยนชุดไม่ได้เอาชุดอะไรมาเลยและไม่ได้คิดจะค้างบนเรือด้วยซ้ำ ถ้ามิใช่เพราะสงครามพิศวาสที่ทำให้เธอลืมเวลา เธอคงกลับไปนอนบ้านเรียบร้อยแล้ว ชลทิตย์ขยิบตาให้เธอเป็นเชิงรู้กันว่า อย่าเพิ่งพูดอะไร

“เอาอย่างนี้ดีกว่าเดี๋ยวให้คุณผู้หญิงล้างหน้าล้างตาแล้วค่อยตามไปที่ห้องโถง”

“ก็ได้ครับ”

ทรายทองถอยหลังกลับเข้าไปในห้องและปิดประตู เข้าห้องน้ำชำระร่างกาย ริ้วรอยที่เกิดจากฝีมือของชลทิตย์มีให้เห็นอยู่ทั่วไปตามร่างกาย เธอออกจากห้องมาอีกทีหยิบลิปสติกมาเติมปากและเขียนขอบตาพร้อมฉีด 4711 มองหาผ้าคลุมไหล่ไม่มี ไม่รู้ว่าลืมวางไว้ที่ไหน สร้างเมืองยังคงหลับสนิทเหลือบมองนาฬิกา เพิ่งจะ 9 โมงเช้า เธอตัดสินใจไม่ปลุกลูกและเดินออกจากห้อง ตรงไปยังห้องโถงกลาง ชลทิตย์ รีบออกมาดักเธอที่หน้าประตูและกระซิบว่า

“อย่าเอ่ยเรื่องของเราเมื่อคืนนะ โอเค”

ทรายทองพยักหน้ารับ เธอเองก็ไม่อยากเป็นขี้ปากคนอื่นว่าแย่งสามีชาวบ้าน ทั้งสองก้าวเข้าไปในห้องโถงปรับอากาศที่มีคนนั่งอยู่ ทั้งหมด 8 คน มีคนไทย 3 คน และฝรั่ง 5คน รวมชลทิตย์และเธอเป็น 10คนพอดี คนอื่นๆได้รับการสอบสวนและส่งขึ้นฝั่งหมดแล้ว หนึ่งใน 3 คนไทยเป็นผู้หญิง ดวงตาแดงช้ำแสดงถึงการผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก นายตำรวจหนุ่มที่ชลทิตย์เรียกว่า หมวด เดินออกมาจาก ฉากกั้นที่จัดไว้เพื่อแบ่งผู้ถูกสัมภาษณ์ออกจากกลุ่ม

“สวัสดีครับ ก่อนอื่นผมขอแจ้งให้ทราบว่าเกิดเหตุคนตกเรือ ซึ่งเรากำลังสงสัยว่าเป็นการฆาตกรรม” เขาสำรวจทุกคนอย่างละเอียดเพื่อสังเกตท่าทางอากัปกิริยา เขาพบว่าทุกคนทำหน้าเหมือนไม่รู้เรื่องมาก่อน ยกเว้นหญิงสาวที่มากับฝรั่ง เธอ เริ่มสะอึกสะอื้น อีกครั้ง นายตำรวจหนุ่มพูดอะไรอีก ยืดยาวเช่น เขาจำเป็นต้องสอบสวนที่ละคนและไม่สามารถเร่งให้เร็วได้ และเนื่องจากเรือลอยลำอยู่คงต้องรอให้เรือที่พาคนไปขึ้นฝั่งกลับมาทั้งหมดจึงกลับขึ้นฝั่งได้ ทรายทองนั่งฟังอย่างเหม่อลอย

“เชิญครับ คุณ......”

“ทรายทอง ค่ะ”

หญิงสาวถูกพาตัวเขาไปหลังฉาก ที่นั่นมีตำรวจอยู่อีกคน พร้อมเครื่องพิมพ์ดีด

นายตำรวจหนุ่ม ผายมือเชื้อเชิญให้เธอนั่งลง

“คุณอยู่ที่ไหน เมื่อคืนระหว่าง 5 ทุ่มถึง ตี 2”

“ฉันอยู่กับลูกค่ะ”

“บริเวณไหนของเรือ”

“ในห้องนอน”

“ห้องหมายเลข 2 ที่ถัดจากห้องของคุณ ชลทิตย์ ใช่มั้ยครับ”

“ค่ะ”

“ตลอดเวลาเลยหรือครับ”

“ค่ะ” หญิงสาวหลบตาลงต่ำ

“แต่มีคนเห็นคุณในห้องอาหารช่วง 5 ทุ่มเศษๆ กับคุณ ชลทิตย์”

“เอ่อ......เป็นไปได้ค่ะ....ฉันอาจสับสนเรื่องเวลาเล็กน้อย เพราะดื่มไวน์”

“แล้วหลังจากนั้นล่ะครับ”

“หลังจากนั้นฉันกลับเข้าห้องค่ะ”

“แน่ใจหรือครับเพราะตอนตีหนึ่งมีคนเห็นคุณคุยกับลูกชายอยู่นอกห้องที่ระเบียงประมาณห้อง เบอร์ 6-7”

“แกเดินละเมอนะค่ะ ก็เลยออกมาตาม”

“ช่วยบอกได้ มั้ยครับว่าตอน 5 ทุ่ม15 คุณไปยืนทำไมที่หัวเรือ”

“เอ่อ....รับลมค่ะ เพราะรู้สึกมึนๆ”

“สรุปว่าคุณไม่ได้อยู่ในห้องกับลูกชายตลอดเวลา คุณทรายทอง”

นายตำรวจหนุ่มหยิบบันทึกแผ่นหนึ่งขึ้นมาอ่านทบทวนให้เธอฟัง

“พนักงานของฉัตราลัยพาลูกชายคุณเขานอนตอน 4 ทุ่ม แน่นอนว่าคุณกำลังคุยอย่างออกรสกับคุณชลทิตย์ในห้องอาหาร หลังจากนั้น 5 ทุ่มเศษถึง 15 นาที คุณอยู่ที่หัวเรือ คุณอยู่คนเดียวหรือครับ”

หญิงสาวพยักหน้ารับ

“การโกหกเจ้าพนักงานถือเป็นความผิดนะคุณทรายทอง”

“คือฉัน....เอ่อ”

“ผมจะบอกให้ว่าคุณกำลังยืนพลอดรักอยู่กับคุณชลทิตย์ มีพยานครับ”

ทรายทองหน้าแดง บ้าจริงใครนะดอดมาเห็นได้ เห็นแค่ไหนก็ไม่รู้

“หลังจากนั้นละครับ”

“ฉันกลับเข้าห้องค่ะ”

“ไม่ได้แวะที่ห้องคุณชลทิตย์”

“ไม่ค่ะ”

นายตำรวจหนุ่มรู้ดีว่าหญิงสาวโกหกอย่างไรก็ตามหล่อนไม่น่าเป็นผู้ต้องสงสัยเพราะช่วงเวลาที่หล่อนไม่สามารถบอกที่อยู่ได้ ไม่ใช่ช่วงฆาตกรรม ที่สำคัญฝรั่งที่ถูกโยนลงน้ำตัวเท่าตึก หล่อนคนเดียวคงทำไม่ได้หรอก แต่พวกนี้แหละที่ชอบโกหกจนตำรวจปวดหัว หน้าตาก็ดีไม่น่าพูดโกหกเลย นายตำรวจหนุ่มคิดในใจ

“ฉันไปได้หรือยังค่ะ”

“เชิญครับ แต่เรายังต้องสอบสวนคุณเพิ่มกรุณาทิ้งชื่อที่อยู่ไว้ด้วยนะครับ ตอนนี้ลูกชายคุณอยู่ที่ไหน”

“นอนอยู่ในห้องค่ะ”


นายตำรวจหนุ่มนึกในใจว่าเขาคงไม่จำเป็นต้องสอบถามเด็กน้อยเพราะแน่ใจว่าต้องไม่ตรงกับที่แม่เล่าแน่





ชลทิตย์พาทรายทองมาส่งบ้านพร้อมยืนหน้ามาจูบแก้มอย่างไม่แคร์สายตาสร้างเมือง

ทรายทองเบี่ยงหลบ เมื่อหันมาเห็นสีหน้าของสร้างเมืองที่แสดงความไม่พอใจอย่างออกนอกหน้า

“คืนนี้เจอกัน นะทอง”

“ค่ะ”

สร้างเมืองเปิดประตูรถวิ่งตรงไปที่บันได ปล่อยให้ชลทิตย์สั่งลาทรายทองด้วยการจูบอย่างเร้าร้อน ทรายทองเองรู้สึกไม่สบายใจ เธอแคร์ความรู้สึกของลูก

“พี่ทิตย์ค่ะ ทองไปก่อนนะค่ะ สร้างเมืองยืนหน้าหงิกอยู่นั้นนะค่ะ”

“ทองควรบอกให้สร้างเมืองรู้ถึงความสัมพันธ์ของเรา”

“หมายความว่ายังไงคะ ไหนพี่ทิตย์ให้ทองโกหกตำรวจเรื่องเรา”

“แต่ไม่ใช่กับสร้างเมือง ยังไงเขาก็ต้องรู้ เพราะคืนนี้พี่คงมาค้างที่นี้”

“เอ่อ.....เราไปเจอกันที่ต้นก้ามปูดีมั้ยคะ ทองไม่อยากให้ลูกเห็น”

“ตามใจ แต่พี่ว่าทองไม่ควรปิดลูก”

“แล้วพี่ทิตย์จะบอกลูกเมียพี่ทิตย์เรื่องทองไม่ละคะ”

ชลทิตย์เงียบสนิท เพราะทรายทองจี้ใจดำจนเขาอึ้ง

ทรายทองเห็นเขาเงียบไปเลยถือโอกาสเปิดประตูลงจากรถและเดินเข้าบ้าน

“ตู แลม มามอง” สร้างเมืองถามมารดาด้วยเสียงราบเรียบ

“แต่แม่ก็รักลูกมากกว่า” ทรายทองตอบเลี่ยงไปอีกทาง

“ผมรู้แต่แม่ก็รักเขามากเช่นกัน” สร้างเมืองจ้องหน้ามารดาแบบต้องการคำตอบ

“สักวันลูกจะเข้าใจว่า โลกของผู้ใหญ่ไม่สดใส เหมือนโลกของเด็ก” ทรายทองพยายามใจเย็นกับลูก

สร้างเมืองวิ่งหนีเขาห้องโดยปิดประตูตามหลังอย่างแรง ทรายทองเข้าใจลูกดีเพราะเธอเองก็ติดสร้างเมือง การมีสองคนแม่ลูกและมีบุคคลที่3 เข้ามาย่อมก่อปัญหาความสัมพันธ์ เป็นธรรมดา


ตัวเธอเองก็ไม่แน่ใจนักว่า ชลทิตย์จะเข้ากับสร้างเมืองได้







“มาม็อง มาม็อง” สร้างเมืองเขย่าตัวมารดาอย่างแรง

“ฮือ..........” ทรายทองค่อยๆ เผยอ เปลือกตาขึ้น เหลือบมองนาฬิกา นี้เกือบ ทุ่มแล้ว เธอนอนหลับ จนลืมเวลา มองเลยไปทางประตู เห็น นายตำรวจหนุ่มที่สอบสวนเธอบนเรือยืนอยู่ ทรายทองค่อยๆขยับตัวลุกขึ้นนั่ง

“สวัสดีครับ” ชายหนุ่มกล่าวทักทาย อย่างสุภาพ เขาไม่ได้สวมเครื่องแบบ ทำให้ดูสบายๆเป็นกันเอง ไม่เคร่งเครียด ทรายทองมีเวลาสังเกตเขาเต็มที่ เธอพบว่าเขาเป็นคนหน้าตาคมคาย มีลักษณะ ของคนขี้สงสัย แต่เธอรู้สึกว่าเขาเป็นมิตรมากกว่าศัตรู

“เชิญนั่งก่อนซิคะ คุณ.....เอ่อ”

“พระพัน.......ขอบคุณครับ”

“รับอะไรดีค่ะ ชา กาแฟ หรือน้ำหวาน”

“ไม่ละครับ ขอน้ำเปล่าดีกว่า”

ทรายทองเดินเข้าไปในครัว หยิบเหยือกน้ำยาอุทัยที่แช่เย็นไว้ ยกใส่ถาดออกมา เอาแก้วกดที่ทำน้ำแข็งจากตู้เย็น ออกมา เดินผ่านห้องเห็นสร้างเมืองกำลังนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ น่าจะกำลังเขียนจดหมายคุยกับพ่อ ดีแล้วจะได้ไม่ต้องมาฟังเธอคุยกับตำรวจ

“ขอบคุณครับ” นายตำรวจหนุ่มกล่าวขอบคุณพร้อมกับรับแก้วน้ำไป

“คุณ พระพัน มีอะไรหรือเปล่าค่ะ”

“ครับผม......คืออย่างนี้......เราพบผ้าคลุมไหล่ของคุณในห้อง คุณชลทิตย์ ผมก็เลยอาสาเอามาคืนให้” เขาสบตาหญิงสาวตรงๆ แบบไม่หลบเลี่ยง เป็นเชิงถามว่าแล้วจะว่าอย่างไร

“คุณแน่ใจได้ยังไงว่าเป็นของฉัน”

“ผ้าคลุมไหล่ของคุณหายไป คุณทรายทอง สีเปลือกมังคุด ใช่มั้ยครับ”

“ค่ะ .....ใช่”

หมวด พระพัน หยิบเอาผ้าคลุมไหล่ที่กล่าวถึงออกมาจากถุงแล้วส่งให้ทรายทอง

“ใช่ของคุณมั้ยครับ”

ทรายทองได้แต่นั่งเงียบ

“ผมจะช่วยทบทวนความจำให้คุณ ทรายทอง”

“คุณอยู่ในห้องคุณ ชลทิตย์ ตั้งแต่เวลา ประมาณ 5 ทุ่มครึ่ง ถึง ตีหนึ่ง เมื่อลูกชายคุณร้องหาคุณได้ยินเสียงจึงออกมาและพาลูกเข้านอน”

ทรายทองพยักหน้ารับ หลักฐานมัดตัวจะเลี่ยงได้อย่าไร



วันที่ลงประกาศ 17-01-2007 12:54:16
บันทึกการเข้า
มนตราแห่งทะเล
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 463



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2008, 11:16:58 pm »


ประภัสสร
วันที่ลงประกาศ 18-01-2007 20:49:31

คุณบัวรำไพ ครับ

ตามอ่านอยู่ครับ ขอยังไม่ออกความเห็นตอนนี้นะครับ ไว้จบก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที


บันทึกการเข้า
บัวรำไพ
บุคคลทั่วไป


อีเมล์ : Email
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2008, 11:22:03 pm »

ตอนที่ 3



สีดา


“หา.....อะไรนะ” ชลทิตย์ตะโกนสุดเสียง

“สีดา มันตายแล้ว ครับนาย มันแขวนคอตายที่ต้นเคียนครับนาย”

“เป็นไปไม่ได้ ฉันเพิ่งเห็นสีดาตอนเย็นนี้เอง” ชลทิตย์พูดด้วยความตกใจ

“กี่โมงครับ คุณ” หมวดพระพันถามต่ออย่างรวดเร็ว

“คงสัก 6 โมงนะครับ”

“เย็นใช่มั้ยครับ”

“ก็ใช่นะซิคุณตำรวจผมจะเจอตอนเช้าได้อย่างไร”

“ผมก็ถามเพื่อความแน่ใจคุณชลทิตย์”

“เราคงต้องเปลี่ยนแผนแล้วล่ะครับ ผมคงต้องขอเชิญ คุณชลทิตย์ ไปกับผม”

“โอ้ยเบื่อจริงๆ มันอะไรกันนักหนา” ชลทิตย์ตะเบ็งเสียงอย่างเหลืออด

“คุณทรายทองจะไปกับเราหรือไม่ก็ได้นะครับ แต่สร้างเมืองคงต้องไปชี้ตัวว่าเป็นคนเดียวกับที่ออกมาจากห้องฝ รั่งหรือไม่”

“งั้นทองคงต้องไปด้วย”

“ไปรถผมนะครับ เดี๋ยวผมกลับมาส่ง”

“คงไม่จำเป็นมั้งคะ หมวด ต้นเคียนที่เขาบอก อยู่ระหว่างบ้านทรายกับบ้านพี่ทิตย์เราเดินเลาะหาดไปสะดวกกว่า แต่ทองอยากให้สร้างเมืองชี้รูปจะดีกว่ามั้งคะ เพราะให้แก่ไปดูศพคงไม่เหมาะ”

พระพันนึกขึ้นได้เข้ารีบร้อนจนลืมนึกถึงความเหมาะสมที่ควรเป็นส ำหรับเด็กน้อย

“ก็ดีครับ งั้นคุณทรายทองรอฟังข่าวที่นี้จะดีกว่า”

ทั้งหมดจากไปแล้ว เหลือแต่ทรายทองกับสร้างเมือง

“ตู วา โอลี เชครี่”(1) ทรายทองบอกกับสร้างเมือง

“ซิล เครอเวียน”(2) สร้างเมืองถามมารดา

“คงไม่หรอกลูกดึกแล้ว แม่ว่าลูกไปนอนดีกว่า” ทรายทองสำทับลูกอีกที

สร้างเมืองเข้าห้องอย่างเสียไม่ได้ โดยมีทรายทองตามมาดูให้แปรงฟันและดื่มน้ำก่อนนอน เด็กชายถอดกางเกงขายาวที่ใส่อยู่เหลือแต่ กาเรอซง(3) และเสื้อกล้ามตัวเก่งที่สำหรับใส่นอน คนฝรั่งเศส นิยมใส่ กาเรอซงข้างในแทนกางเกงในบิกินี่ สร้างเมืองก็ยังคงปฏิบัติอยู่ ทรายทองเปิดเพลง คลาสสิคเบาๆให้ สร้างเมืองฟัง เพื่อเด็กน้อยจะได้นอนหลับฝันดี

“มาม็อง ตูวาโอลี”(4) สร้างเมืองถามทรายทอง

“วุย เชอเว่ตุแฟคเม่ ดาบอร์”(5) ทรายทองบอกลูก เธอทำจนเป็นกิจวัตรที่จะปิดหน้าต่างประตูทุกบานก่อนจะเข้านอน บ้านของเธอเป็นเรือนไทยทางใต้หลังคาทรงปั้นหยา มีห้องนอนอยู่สองฟากมุข และมีพื้นที่ใช้สอยรวมกันตรงกลางยกสูงลอยเด่น มีระเบียงด้านนอกหน้าบ้าน ซึ่งเธอมาปรับให้เป็น ระเบียงรอบบ้านแทนดังนั้นบ้านของเธอจึงสามารถเข้าได้ทุกทิศทางห ากผ่านระเบียงเข้ามาหน้าต่างที่เคยเป็นไม้ เธอเปลี่ยนเป็นหน้าต่างกระจกและประตูบ้านพับเธอก็ทำเป็นกระจกเล ื่อนเพื่อความสะดวกและติดม่านสีส้มโอโรส หลังคาสีเดียวกันและตัวบ้านสีเขียวก้านมะลิ

ทรายทองผ่านไปดูที่ห้องของสร้างเมืองเพื่อหรี่แอร์ให้ลดลง เด็กชายหลับไปแล้ว โชคดีที่เป็นช่วงปิดเทอมมิเช่นนั้นสร้างเมืองคงขาดเรียนแบบไม่ม ีเหตุผล เธอเดินตรงไปยังห้องนอนของตัวเอง เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้น เธอกดรับ

“คุณทรายทอง ผมหมวด พระพัน สีดาถูกฆาตกรรมครับ บริเวณบ้านของคุณไม่ปลอดภัย ผมกำลังจัดเจ้าหน้าที่ไปคุ้มครองอยู่”

ทรายทองอ้าปากค้างนี้มันอะไรกัน ยังไม่ได้ตอบอะไร รถสายตรวจสองนายก็มาจอดที่หน้าบ้านพร้อมบีบแตร

“ลูกน้องคุณมาถึงแล้วค่ะหมวด”

“เยี่ยมครับ ผมก็คงถึงภายในไม่กี่นาทีนี้”

เธอมองนาฬิกา ห้าทุ่ม สิบห้านาที

“หมวดมีอะไรกับทองหรือคะ”

“ไม่มีครับ ยกเว้นผมไม่อยากทานข้าวต้มคนเดียว ก็เท่านั้น”

ทรายทองนึกในใจ มาแปลก แต่สัญชาติญาณบอกเธอว่า นายตำรวจหนุ่มเป็นมิตรมากกว่าศัตรู

“โอเคค่ะ อย่าช้านะค่ะ ทองจะคอย”

เธอเปิดไฟให้ตำรวจที่อยู่ข้างล่าง บ้านเธอชั้นล่างเป็นโถงโล่ง และมีห้องครัวพร้อมห้องน้ำ มีเปลยวนและชุดรับแขกไม้ตั้งอยู่ พอดีกับเสียงรถของหมวดพระพันมาจอดหน้าบ้าน เสียงเขาสั่งลูกน้องให้ตรวจตราบริเวณและรับประทานอาหารที่ซื้อม าฝาก เอาใจใส่ลูกน้องดี เขาเดินขึ้นบันไดมาเธอจึงเปิดประตูรับ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

“มีอะไร หมอ .............กี่เดือน.......4 เดือน โอเค....ขอบใจพรุ่งนี้จะไปดู ขอบใจมากหมอ”

ทรายทองมองอาหารที่หมวดพระพันเตรียมมา เป็นไข่เค็ม ข้าวต้ม กุ้งแห้งยำ และจับฉ่าย

“เอ้อ .....คุณพระพันบอกให้ตำรวจบริการตัวเองเลยนะคะ ทั้งชากาแฟ ไม่มีปัญหา”

“ขอบคุณครับ นานๆประชาชนจะเห็นใจตำรวจ”

“ทองซิค่ะต้องขอบคุณที่อุตส่าห์ ส่งกำลังมาอยู่เป็นเพื่อน”

“จำเป็นครับเพราะคุณตกอยู่ในอันตราย”

“หมายความว่าอย่างไรคะ” ทรายทองรู้สึกสงสัย

“คดีนี้เกี่ยวข้องกับคดีบนเรือครับ และคุณชลทิตย์เกี่ยวข้องด้วยแน่นอน ทางเรากำลังสงสัยว่าเป็นการหักหลังกันของแกงค์ค้ายาข้ามชาติ ครับ”

“อะไรนะคะ”ทรายทองย้อนถามอย่างตื่นเต้น

“ครับคุณฟังไม่ผิดหรอก คุณกำลังอยู่ท่ามกลางสนามรบยาเสพติด และผมไม่อยากให้คุณหรือ สร้างเมืองกลายเป็นตัวประกัน ที่สำคัญ ผมสืบได้ว่าสีดา เป็นเมียลับๆของคุณชลทิตย์มานานแล้ว มีพนักงานเห็นเธออกจากห้อง คุณชลทิตย์บ่อยๆ และตอน 6 โมงเย็นที่ผ่านมาก็เช่นกัน แต่ด้วยสีหน้า และดวงตาบวมปูด ที่สำคัญหมอบอกว่า เธอท้องได้ 4 เดือนแล้ว”

ทรายทองพยายามตั้งสติกับสิ่งที่เธอได้ยิน เป็นไปได้ยังไง ชลทิตย์ไม่มีวี่แวว ของพ่อค้ายาแม้แต่น้อย แล้วกับ สีดา...........

“คุณนึกไม่ถึงใช่ไหม คุณทอง”

“ ค่ะ.......ทองรู้จักพี่ทิตย์มานานไม่น่าเชื่อว่าเขาจะมีส่วนร่ว มกับคดี”

“คุณทรายทอง คุณคิดผิดแล้วควรจะใช้คำถามว่ากี่ปีแล้วที่คุณไม่ได้เจอคุณชลทิ ตย์ และลมเพิ่งพัดหวนเมื่อ 2-3 วันนี้เอง ต่างหาก” พระพันกล่าวอย่างจริงจัง

เขาพูดถูก ทรายทองไม่เจอชลทิตย์มานานมาก แต่เธอยอมหลับนอนกับเขา ด้วยความคุ้นเคยในอดีตต่างหาก จริงๆแล้วเธอแทบจะไม่รู้จักเขาเลยด้วยซ้ำ ว่ามีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร นายตำรวจหนุ่มตักข้าวต้มเข้าปาก อย่างรวดเร็ว คงจะหิว ทรายทองส่งกระดาษให้พร้อมแก้วน้ำยา อุทัย

“คุณทองไม่ทานข้าวต้มหรือครับ” เขามองถ้วยข้าวต้มที่ทรายทองไม่ได้แตะเลยแม้แต่น้อย

“ขอโทษนะคะ ทองตื่นเต้นเกินกว่าจะทานอะไรได้” เธอตอบเขาตามตรง

“ครับ ผม เข้าใจตอนทำคดีใหม่ๆผมก็เป็น แต่ตอนนี้ชินแล้ว ไม่มีปัญหา”

เสียงโทรศัพท์ของทรายทองดังขึ้น เธอมองดูที่หน้าปัดเป็นชื่อ ชลทิตย์จึงชี้ให้นายตำรวจหนุ่มดู พระพันพยักหน้าให้เธอรับโทรศัพท์

“อย่าพูดถึงผมถ้าเขาอยากมาให้มา บางที่ผมอาจได้ตัวคนร้ายคืนนี้เลย”

ทรายทองรับโทรศัพท์ ชลทิตย์

“ทอง พี่ทิตย์นะ นอนหรือยัง”

“ยังคะ อยู่คนเดียวไหม”

“ค่ะ”

“พี่กำลังจะไปหานะทอง มีเรื่องจะคุยด้วย”

“เอ้อ....ดึกแล้วนะค่ะ”

พระพันโบกมือเป็นทำนองให้ตอบรับ

“พี่อยู่ไม่นานหรอก นะทอง”

“ได้ค่ะ”

เธอกดโทรศัพท์ปิด พระพันรีบวอบอกลูกน้องให้หลบและเก็บของให้เรียบร้อยพร้อมสั่งให ้ทรายทองปิดไฟเหมือนกับเข้านอนแล้วเขารีบรวบทุกอย่างที่อยู่บนโ ต๊ะใส่ถังขยะ แล้วเข้าไปอยู่ในห้องของสร้างเมือง

เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทรายทองเดินไปเปิดประตู ชลทิตย์โผเข้ากอดทรายทองอย่างสิ้นแรง

“ทองๆต้องช่วยพี่นะ......พี่กำลังลำบาก”

“ยังไงละคะ พี่ทิตย์”

“เขาไปคุยในห้องเถอะ พี่มีเรื่องปรึกษายาวเลย”

ทรายทองไม่อยากให้เขาเห็นร่องรอยอาหารที่หมวดพระพันทิ้งไว้ จึงยอมตกลง แต่ก็เปิดประตูแง้มไว้ พอให้ตำรวจหนุ่มได้ยิน พระพันออกมายืนแอบฟังที่บานประตูห้องทรายทอง ชายหนุ่มมองเห็นภาพข้างในจากกระจกเงาที่สะท้อนออกมา เขาเห็นชลทิตย์กำลังซบลงไปที่ตักของทรายทอง เธอไม่ได้ผลักไส ในใจของพระพันกลับเดือดดาลอย่างประหลาด

“ทอง พี่มีปัญหา สีดาถูกฆ่าตาย ฝีมือของแกงค์ ยูซิน”

“แกงค์ ยูซินเป็นอะไรคะ”

“พี่บอกทองไม่ได้ แต่รู้ไว้ว่ามันโหดมาก สีดามันซื่อบื้อ คิดคาบความลับไปบอกฝ่ายตรงข้าม ก็เลยถูกเก็บ”

“แล้วพี่ทิตย์รู้จักพวกนี้ได้ยังไง ค่ะ”

“เล่าก็ยาวนะทอง พี่อยากให้ทองช่วยอะไรนิดหน่อย ได้ไหม”

“อะไรละคะ พี่ทิตย์”

“ไม่มีอะไรมากพรุ่งนี้ เราลงเรือไปด้วยกันแล้วพี่จะบอกแผนในเรืออีกที”

“ไปไหนคะ”

“ไปเกาะแตน พี่มีนัดที่นั้น เราจะไปค้างสักคืน รับรองสนุก” แต่น้ำเสียงกลับมีแววกังวล

“นัดอะไรค่ะ พี่ทิตย์”

“เอาน่า......พี่สัญญาว่าทองจะไม่มีอันตรายใดๆทั้งสิ้น”

“ทองมีสร้างเมืองนะคะ ทองทิ้งลูกไม่ได้”

“ก็เอาไปด้วย ไม่เป็นไร”

“ขอทองคิดดูก่อนนะคะ แล้วทองค่อยโทรบอกอีกที”

ชายหนุ่มดึงทรายทองมากอดและจุมพิตที่ริมฝีปาก ทรายทองไม่ได้หลบเลี่ยงแต่ก็ไม่คล้อยตาม เพราะรู้ว่าตนเองอยู่ในสายตาของผู้หมวดพระพัน ชลทิตย์คิดว่าทรายทองคงตกใจกับเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นปัจจุบ ัน ทำให้ไม่มีอารมณ์ร่วมกับเขา

“งั้นพี่ไปก่อนนะทอง พรุ่งนี้พี่จะมาฟังคำตอบแต่เช้า”

“ค่ะ”

ชลทิตย์จากไปโดยไม่รู้สักนิดว่าตนเองอยู่ในเป้าสายตาของตำรวจ พระพันบอกให้ลูกน้องที่ตามประกบชลทิตย์ ตามดูห่างๆ

“เป็นยังไง คุณทอง อดโรมานส์เลยครับ” หมวดพระพันเดินเข้ามาในห้องของทรายทองอย่างถือวิสาสะ

“คุณเห็นและได้ยินทั้งหมด โรคจิตชอบแอบดู” หญิงสาวกล่าวเบาๆ

“เปล่า เลยคุณทองผมมีหน้าที่ต้องทำก็เท่านั้น” ชายหนุ่มปฎิเสธเสียงแข็งแต่ในใจนั้นเดือดพล่าน เขาริษยาชลทิตย์ แต่บอกไม่ได้ว่าเพราะอะไร

ทรายทองเห็นอาการของชายหนุ่มแล้วนึกขัน เขาแสดงท่าทางเหมือนว่าไม่ใส่ใจในสิ่งที่เห็น แต่แววตาบ่งบอกอาการไม่พอใจอย่งชัดเจน นี้แหละน่านิสัยผู้ชาย เหมือนเด็ก เห็นขนมอย่างจะกินแต่ไม่กล้ากลัวยาพิษ

“พรุ่งนี้ผมอยากให้คุณตอบรับที่จะไป คุณทรายทอง ส่วนสร้างเมืองผมจะพาไปฝากที่ปลอดภัย”

“ทำมันต้องไป ไม่เห็นจำเป็น”

“คิดดูให้ดีนะ คุณทอง คุณมีความสัมพันธ์กับคุณชลทิตย์ หากเขาคิดหนีหรือว่าอะไรก็ตาม พวกค้ายาต้องเล็งมาที่คุณเพื่อเค้น ความลับ ที่สีดาตายก็เพราะอย่างนี้ เด็กหลายคนในบังกะโลเดินยาให้ คุณชลทิตย์ แต่สีดาทุ่มเททุกอย่างและรู้เรื่องเขามากมาย เมื่อตอนหัวค่ำเธอไม่ยอมเพราะเขาจะมาหาคุณคืนนี้ เธอประกาศลั่นเรื่องนำความลับไปขาย เลยถูกสั่งเก็บ

“ใครสั่งเก็บ พี่ทิตย์ เหรอคะ”

“ไม่แน่ใจ ผมสงสัยว่าน่าจะมีใครอยู่เหนือคุณชลทิตย์”

“แล้ว ทองต้องทำอย่างไรบ้าง”

“คุณเดินไปตามแผนของคุณชลทิตย์แล้วที่เหลือผมจัดการเอง”

“นี้ขอร้องบังคับหรือว่าอะไรค่ะ ผู้หมวด”

“ไม่ใช่ทั้งหมดแต่ถ้าคุณไม่ช่วยราชการคุณเองก็จะเดือดร้อน คุณทรายทอง”

ทรายทองรู้ว่าพระพันพูดจริง ไม่ได้หลอกหรือล้อเล่นแต่อย่างไร เฮ้อ เธอไม่ได้ต้องการให้เป็นเช่นนี้เลย นี้แหละหนาชีวิต เมื่อ วันก่อนเธอยังปกติสุขดีอยู่แท้ๆ ไม่น่าต้องเข้ามาอยู่ท่ามกลางสงครามยาบ้าเลย

“ฝรั่งคนที่ตายเป็นพวกที่มาติดต่อยา และเกิดไม่พอใจเพราะยาที่ส่งไม่ครบ หรืออะไร บางอย่าง คุณชลทิตย์ เลยส่งให้สีดาเข้าเคลียร์ สีดาจัดการเคลียร์ตามความชำนาญ และฉีดยาเข้าเส้นให้ฝรั่งจนเกินขนาด เสียงที่สร้างเมืองได้ยินคือเสียงที่เขาพยายามดิ้นให้หลุดจากพั นธนาการ”

“แสดงว่าคนที่ออกจากห้องคือสีดา” ทรายทองกล่าวเสริม

“พรุ่งนี้ คงได้คำตอบจากสร้างเมือง แต่ผมมั่นใจ” พระพันกล่าวอย่างหนักแน่น

“เอ้อ คุณพระพันค่ะ.....”

“ครับผม”

เขามองตาทรายทองตรงๆ ตาดำขลับของเธอต้องแสงไฟทำให้ดูสวยงามยิ่งขึ้น ผู้หญิงคนนี้มีเสน่ห์ดึงดูดได้อย่างประหลาด ปรกติพระพันเป็นคนไม่อ่อนไหวกับผู้หญิง แต่กับทรายทองมันทำให้เขานึกถึงกลอนที่เคยแต่งเล่นกับเพื่อนๆสม ัยเด็กว่า

เนตรน้องดำขลับรับกับผม อยากได้ชมร่มรื่นสิเน่หา

เนตรดั่งกวางแปลงร่างเป็นสีดา พระพันข้าคงไม่สมภิรมย์ปอง



กิริยาท่าทางที่ชายหนุ่มจ้องเธอทำให้ ทรายทองเขินอายและอึดอัดบอกไม่ถูกเพราะความไม่คุ้นเคยหรือความร ู้สึกลึกๆ เธอบอกไม่ได้

“คือ เมื่อคีนบนเรือ ฉันพอจำได้ว่า พี่ทิตย์บอกว่า ให้จัดการอะไรบางอย่างแล้วมีเสียง ของตกน้ำ”

พระพันกลั้นยิ้มเขาพอใจที่ทรายทองบอกเขา เพราะแสดงว่าเธอเริ่มไว้ใจเขาแล้ว

“เข้านอนเถอะครับ พรุ่งนี้คุณยังต้องเจออะไรอีกมาก พรุ่งนี้หากตื่นมาแล้วไม่เจอใครไม่ต้องตกใจผมจะพาสร้างเมืองไปไ ว้ในที่ปลอดภัย หากคุณชลทิตย์ถามก็บอกว่า สร้างเมืองไปอยู่บ้านอาทอง ก็แล้วกัน”

“ค่ะ”


เธอรับคำอย่างว่าง่าย นี้คือจุดอ่อนของทรายทอง เธอเชื่อใจทุกคนที่อยู่รอบข้างไม่เคยคิดคัดง้างใดๆ กามีเคยบอกเธอว่า ควรเป็นตัวของตัวเองบ้าง




(1) Tu vas au lit chéri? ไปนอนมั้ยลูกรัก

(2) S’il revient……….. ถ้าเพื่อเขากลับมา

(3) Galeçon กางเกงในสำหรับผู้ชายฝรั่งเศส

(4) Maman tu vas au lit? คุณไปนอนมั้ย

(5) oui, je vais tout fermé d’abord . จ้ะ แต่แม่จะปิดให้ทั่วก่อน


วันที่ลงประกาศ 19-01-2007 10:24:26
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 27, 2008, 11:34:03 pm โดย มนตราแห่งทะเล » บันทึกการเข้า
บัวรำไพ
บุคคลทั่วไป


อีเมล์ : Email
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2008, 11:36:03 pm »

ความเห็นที่ 4 (487722)

ตอนที่ 4



เข้าถ้ำเสือ



เสียงคนเคาะกระจกหน้าต่าง ปลุกทรายทองให้ลุกขึ้น เหลือบมองนาฬิกา 9 โมง 20 แล้ว เธอมองไปทางต้นเสียงเห็น ชลทิตย์ยืนหน้าเข้มอยู่ ลุกขึ้นจากเตียงด้วยอาการโงนเงน เธอจำได้ว่าเข้านอนเมื่อตอนเกือบ ตีห้าแล้วเป็นธรรมดาที่ต้องมีอาการแบบนี้ เธอเดินไปเปิดประตูให้ ทรายทองสังเกตรอบๆว่าพระพันจัดการทุกอย่างสะอาดเอี่ยม และแน่นอน สร้างเมืองไม่ได้อยู่ในห้องแล้ว มืออาชีพจริงๆ

“ทองนอนขี้เซาจริงๆ พี่เคาะมือเกือบหัก”

“มีธุระอะไรค่ะ”

“อ้าว.....เรื่องที่คุยว่าไง พี่มารับ”

“เอ้อ........ไม่ไปไม่ได้เหรอค่ะ”

“ไม่เอาน่า ไปเถอะไปเป็นเพื่อนพี่ เอาสร้างเมืองไปด้วย”

“สร้างเมืองไปบ้านอาทองแล้วค่ะ แกไม่อยากไปเรือ”

“แสดงว่าทองบอกลูกแล้ว”

“ใช่ค่ะ”

“งั้นรีบไปอาบน้ำแต่งตัวเลย ทูนหัว พี่รีบมากๆๆ” เขาลากเสียงยาว

ทรายทองผลัดผ้าขนเดินออกมาเข้าห้องน้ำๆเป็นห้องประตูกระจกสามาร ถมองเห็นเป็นเงา แต่หากชักผ้าคลุมก็จะไม่เห็นอะไร กำลังฟอกตัวถูสบู่ชำระร่างกาย ก็รู้สึกว่ามีคนมากอดรัดด้านหลัง เธอหันหน้าไปมอง เห็นเป็นชลทิตย์

“เอ้อ พี่ทิตย์ไม่รีบหรือค่ะ”

“รีบซิ แต่ไม่นานหรอกนะ นะขอพี่ชื่นใจหน่อย”

ทรายทองเพิ่งรู้ว่าชลทิตย์สามารถเสพสพได้ตลอดเวลาน่ารังเกียจจร ิงๆ แม้แต่คนที่เขานอนด้วยเพิ่งตายไปเมื่อคืน เขายังไม่รู้สึกอะไร

“สีดาท้องได้ 4 เดือน เขาท้องกับใคร”

“กับใครก็ช่างมันเถอะ นังนี้มันก็เหมือนหมานั้นแหละผสมพันธ์ได้ไม่เลือกที่ กับใครไม่เลือกหน้า”

ทรายทองสุดกลั้นความรู้สึก เธอผลักชลทิตย์ออกอย่างแรง

“พอเถอะค่ะ ให้เกียรติผู้หญิงบ้าง ทองก็เป็นผู้หญิงนะคะ”

ชลทิตย์งงกับกิริยาท่าทางของทรายทอง ทรายทองเดินตรงเข้าห้องนอนเพื่อแต่งตัว ชลทิตย์มายืนพิงประตูห้อง เขาแต่งตัวเสร็จแล้ว เขาจ้องมองทรายทองอย่างพิจารณา

“ทองรู้ได้ยัไงว่า สีดาท้อง” เธอมองชลทิตย์ตรงหน้า

“หมวดพระพันโทรมาบอกทอง”

“***ลูกหมา” ชลทิตย์สบถออกมา

“ทำไมค่ะ เด็กเป็นลูกพี่เหรอ” เธอแกล้งถาม

ชลทิตย์ไม่ตอบเขาไม่ต้องการให้เสียการใหญ่ ทรายทองยังมีความหมายกับเขาอยู่มาก

“ลูกใครก็ช่าง เถอะ ยังไงก็เป็นผีไปแล้ว”

“คนที่ตายไปแล้วนะ เมียและก็ลูกพี่นะ” ทรายทองกรี๊ดสุดเสียง

“พิสูจน์ดีเอ็นเอหรือยัง อย่าหูเบานักทอง ไม่ใช่มีแต่พี่หรอกนะที่นอนกับสีดา เด็กออกมา หัวดำหรือแดงยังไม่รู้” ชลทิตย์ตะเบ็งเสียงแข็ง

“ทองไม่นึกเลยว่า พี่ทิตย์จะเป็นคนแบบนี้”

“ไม่ต้องเรื่องมาก ไปได้แล้ว”

“ว้าย...........จะพาทองไปไหน”

ชลทิตย์หยุดพูดสันดานดิบเขาเริ่มออกลาย เขากระชากลากถูทรายทองลงบันได ทรายทองนึกขอบใจที่พระพัน พาสร้างเมืองไปเสียมิฉะนั้น ลูกต้องเจ็บตัวแน่ ทรายทองขัดขืนเพียงเล็กน้อย ชลทิตย์จับเธอโยนใส่เรืออย่างไม่ปราณี คนขับเรือใส่หมวกหลุบปิดหน้า

“ออกเรือได้”

เรือแล่นอ้อมไปอีกทางฝากหนึ่งของเกาะ ไม่นานก็มาถึงเกาะแตน ดังคาดหมาย ชลทิตย์กับทรายทอง นั่งเงียบมาตลอดทาง ชลทิตย์มีอาการเครียดเห็นได้ชัด สีดาทำแผนเขาพินาศหมด เขาติดต่อกับพวกยูซินเป็นสายเดินยาให้ในอเมริกาแต่ครั้งนี้ เกิดผิดพลาดฝรั่งไม่ยอม ยาไม่ตรงเสป็ค ปรกติสีดาจัดการได้ตลอด แต่เธอนึกบ้าอะไรไม่รู้อัพยา ฝรั่งมากไปจนมันตาย เขาต้องให้ลูกน้องมัดมือขา จับมันโยนทะเล แถมเธอยังมาข่มขู่เขาว่าจะเอาความจริงไปบอกกับคนอื่นว่าเขาผสมย า บ้าที่สุด แต่สาบานได้เขาไม่รู้จริงๆว่าเธอท้อง ***พวกลูกน้องหนักมือจนเธอตาย เลยแขวนไว้ที่ต้นตะเคียน นายใหญ่ของยูซินต้องการพบตัวเขาคืนนี้ เขาเลยเอาทรายทองมาด้วยเพราะรู้ว่านายใหญ่ของยูซินบ้าผู้หญิงขน าดไหน

“ลงมาทอง”

ทรายทองก้าวลงจากเรือเดินตามชลทิตย์ไป พระพันจะมายังไงกัน

ชลทิตย์พาทรายทองเดินลัดเลาะโขดหินจนพบบ้านหลังใหญ่มหึมา ไม่น่าเชื่อว่าจะมีบ้านหลังขนาดนี้บนเกาะที่ไม่มีไฟ เกาะแตนเป็นเกาะที่ยังไม่มีการโยงสายเคเบิ้ลแก้วข้ามทะเลไปดังน ั้น แต่ละหมู่บ้านจึงมีเครื่องปั่นไฟของตนเองใช้ได้เป็นช่วงๆเท่านั ้น ชลทิตย์พาเธอเดินลงไปตามห้องใต้ดิน จนถึงประตูห้องหนึ่ง มีฝรั่งเปิดประตูออกมา ตรวจค้นอาวุธ แล้วพาทั้งสองเข้าไปในห้อง มีคบไฟเสียบตามฝาผนังให้แสงสว่าง ทรายทอง เห็นผู้ชายที่นั่งหัวโต๊ะ หน้าตาท่าทางดี ผมสีทองตาสีฟ้า เธอเดาว่าน่าจะเป็นนายใหญ่ของยูซิน เขามองจ้องมาทางเธอไม่กระพริบตา

สักพักมีคนเดินมาจับแขนเธอให้เดินตามไป เธอหันไปมองชลทิตย์ แต่เขากลับไม่มองหน้าเธอด้วยซ้ำ ทรายทองใจดีสู้เสือ ไหนๆก็ไหนๆ แล้ว ขอแต่ให้พระพันมาพาออกจากที่นี้ได้ก็พอ เธอถูกพาไปอีกห้องหนึ่งในห้องตกแต่งแบบไทยโบราณ มีเตียงไม้และที่นอนปูลาดด้วยผ้าขาวฉลุลาย ผ้าโยงทั้งสี่ด้านเดินดิ้นทองอย่างสวยงาม ในตู้ชิดฝามีโถแก้วคริสตอล และลายเบญจรงค์เต็มไปหมด พวกค้ายานี้มันเสพสุขจริงๆเลย เธอคิด ผู้หญิงที่พา เธอมากลับมาพร้อมกับคน อีก 3 คน ทั้ง4

ช่วยกันเปลื้องผ้าเธออก เธอก็ยืนให้ทำไม่ขัดขืน หนึ่งในสี่พูดไทยไม่ชัดว่า

“สวยมากๆ”

ว่าแล้วก็เอา ขมิ้นโชลมทั่วร่างของ เธอ ขัดถูไปทั่วร่างกาย พร้อมทั้งนวด กระตุ้นเลือดลม เธอหวนนึกถึงสมัยเรียนวรรณคดีไทยที่นางในจะเข้าเฝ้าต้องขัดสีฉว ีวรรณให้สะอาดสอ้าน ทรายทองหลับเปลือกตาลงรู้สึกสบายอย่างประหลาด ดีเหมือนกันอยู่ดีๆก็ได้เข้าสปา เธอไม่รู้ว่าถูกขัดถูนานเท่าไหร รู้แต่ว่า ถูกจับพลิกไปมาทุกซอกหลืบได้รับการประทินผิวอย่างไม่เคยเป็นมาก ่อน



ประทินผิวด้วยกลิ่นร่ำคร่ำบุหงา เยาวพาประทินโฉมโลมไล้ถัน

หยดด้วยกลิ่นกุหลาบหอมอบรมควัน เจ้าจอมขวัญนั่งนิ่งทอดทิ้งกาย

เยาวศรีจะต้องเลิศบรรเจิดโฉม ยามเล้าโลมต้องให้กลิ่นไม่จางหาย

เป็นเคล็ดลับแห่งมณีศรีเมืองปาย บุรุษชายชื่นชมภิรมย์ปอง

เกศาถักมุ่นเกล้าเป็นมวยผม แซมลั่นทมขาวเลิศศรีไม่มีสอง

ไรผมติดช่อจำปาจำปีทอง อุบะคล้องมะลิร้อยห้อยปิดถัน



ทรายทองรู้สึกเคลิ้มหลับด้วยกลิ่นกำยานที่สูดดม มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่มีมือใครบางคนมาลูบที่ผมของเธอ เงยหน้าขึ้นมองเห็นพระพัน นั่งที่ขอบเตียงจ้องเธออยู่ ร่างกายของเธอมีผ้าต่วนสีขาวพันทับ เธอคงเผลอหลับไปเลยไม่ได้แต่งองค์ทรงเครื่องตามที่นายใหญ่ยูซิน ต้องการ พระพันมองเธออย่างไม่วางตาทั้งกลิ่นเรือนร่างทุกอย่างเป็นใจให้ นายตำรวจหนุ่มเคลิบเคลิ้มไปกับจินตนา-การบรรเจิด



สมันน้อยเจ้าทอดร่างบนพื้นนุ่ม ใจพี่รุมเร้ารึงเสน่หา

อยากจับต้องเยาวมาลย์เคล้ากานดา แต่มิกล้ากลัวนางไม่วางใจ

พี่นี้รักน้องแล้วเจ้าทองเอ๋ย อยากจะเชยชมชิดพิศมัย

ขอเพียงเจ้าเผยท่าที่ว่ามีใจ จะโลมไล้โฉมเฉลาเยาวพา

พระพันพี่นี้ถูกรักปักในอก ตกนรกสุมในไฟเสน่หา

พระพันพี่คงแดดิ้นสิ้นชีวา หากว่ารักไม่สมภิรมย์ปอง



“คุณทองลุกขึ้นเถอะครับ เรากลับบ้านกันได้แล้ว”

“แล้ว......เอ้อ” ทรายทองเกือบจะเอ่ยถามถึงนายใหญ่ ยูซิน และชลทิตย์แต่พอจะเดาเหตุการณ์ได้เลยนิ่งเสีย

“คุณ พาเรามาทะลายรังใหญ่ของมัน เลยครับ”


“เหรอค่ะ”

ทรายทองหยิบผ้าขึ้นมาสวมข้างหลังฉากกั้น จัดการรวบผมด้วยรัดเกล้าที่วางอยู่หน้าหิ้งแป้ง พระพันพาเธอมาที่หาดมีตำรวจและเรือเต็มไปหมด เธอเห็นชลทิตย์อยู่ในเรืออีกลำ หน้าตาเคร่งเครียด เขาโทรศัพท์ตลอดเวลาและมองไม่เห็นทรายทอง

ในเรือเธอหนาวจนสั่นเพราะอากาศเริ่มเย็นมีแต่ฟ้ากับน้ำ พระพันเอื้อมมือมาโอบไหล่เธอไว้เขาคงเห็นว่าเธอมีอาการสั่น เพราะเสื้อผ้าที่ใส่ก็ชิ้นเล็กน้อยไม่สามารถให้ความอบอุ่นได้ พระพันถอดเสื้อแจ็กเก็ตที่สวมอยู่ให้เธอ เป็นครั้งแรกที่เธอได้ใกล้ชิดกลิ่นกายของพระพัน เป็นกลิ่นที่คุ้นแบบประหลาด เหมือนเคยได้สัมผัสที่ใดมาก่อน ทรายทองหวนคิดถึงชลทิตย์เขาคงติดคุกอีกนานเพราะทั้ง 2 คดี อุกฉกรรจ์ทั้งคู่ เรื่องเกิดขึ้นเร็วมากจนเธอไม่สามารถเรียงลำดับได้ และไม่รู้ว่าควรโทษชะตากรรมหรืออะไรดี ที่ทำให้เขาและเธอต้องมามีจุดจบแบบนี้




ผู้แสดงความคิดเห็นบัวรำไพ ( ) วันที่ลงประกาศ 19-01-2007 11:00:20 IP : 61.19.182.177

#Comment : 6 20 ม.ค. 2550 01:07:40
บัวรำไพ




( 200.83.101.64 )
ความเห็นที่ 5 (487725)

ตอนที่ 5



รางวัลชีวิต





หลังจากวันนั้นที่พระพัน พาเธอมาส่งที่บ้านแล้ว เธอก็ไม่ได้เจอเขาอีกเลย เขาได้เลื่อนขั้นเลื่อนยศ เป็นที่รู้จักของผู้คนบนเกาะและถูกย้ายไปประจำที่แผ่นดินใหญ่ สำหรับทรายทองแล้ว การได้ช่วยราชการกลับเป็นการประจานเธอด้วยซ้ำทุกคนรู้ว่าเธอมีอ ะไรกับชลทิตย์และถูกพาไปสังเวยนายใหญ่ ยูซินและสีดาตายเพราะตรอมใจที่ถูกทิ้ง โดยมีเธอเป็นต้นเหตุ เธอพยายามไม่สนใจใดๆทั้งสิ้น หลายคนมาเยือนถึงบ้านเพื่อถามไถ่อยากรู้อยากเห็น โดยเอาความหวังดีมาบังหน้า มีแต่สร้างเมืองที่ชื่นชม วีรกรรมของเธอ เด็กชายเขียนเล่าให้กามีฟังว่า

“ปาปา ตูเซ่ มาม็อง เอ ***คราสเชิส แอล ลา แอดเด่ เล โปลิสสิเย่ อัททรัปเป่ เล ซัสซัสแซง”(1)

สร้างเมืองคุยฟุ้งที่โรงเรียนว่าแม่ของเขาเก่งกาจมากมายขนาดไหน แม้จะมีเด็กหลายคนพยายามเอาปมพิศวาสมากลบความดีของเธอ แต่สร้างเมืองก็ไม่หวั่นไหว เด็กชายกลับปกป้องมารดาเพิ่มขึ้น

ชลทิตย์และนายใหญ่ยูซินถูกศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิตข้อหาค้ายาบ้าแ ละ ฆ่าคนตาย เธอไม่เคยคิดจะไปเยี่ยมเยียนชลทิตย์ เพราะไม่แน่ใจว่าจะอภัยให้เขาได้

วันเวลาผ่านไปเหมือนสายน้ำ ทรายทองไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากเขียนหนังสือ ลงนิตยสาร แต่ก็ยังไม่ได้รวมเล่มเสียที เธอดำเนินชีวิตราบเรียบไม่ข้องแวะกับใคร จนกระทั่งวันหนึ่ง เธอได้รับ อีเมล จากกามี ว่าเขาป่วยหนักและต้องการพบ เธอและสร้างเมือง สร้างเมืองอายุได้ สิบปี แล้ว ทรายทองตัดสินใจ จองตั๋วเพื่อเดินทางไปฝรั่งเศส แต่เรื่องกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะคืนวันก่อนเดินทางอยู่ๆพระพันก็มาหาทรายทองที่บ้าน เขาเดินเข้ามายืนตรงหน้าเธอทรายทองทั้งดีใจและตกใจเพราะไม่นึกว ่าจะได้เจอเขาอีก เธอรู้ว่าน้ำตาออกมาปริ่มที่ขอบตา

“พระพัน” อยากจะโผเข้ากอดแต่ชงักความดีใจไว้แค่นั้น คงไม่เหมาะเพราะเขาไม่เคยแสดงอะไรมากมาย

“คุณทองกำลังเก็บของจะเดินทางไปไหน” พระพันพยายามบังคับเสียงให้ราบเรียบ แต่เขาสังเกตกิริยาของทรายทองว่าดีใจที่ได้เจอเขาอย่างยิ่งแต่ส งวนท่าทีไว้ด้วยความเป็นหญิง นี้แหละหนาที่เขาว่ามารยาหญิงร้อยเล่มเกวียน

“ทองกำลังจะไปฝรั่งเศส” ทรายทองก้มหน้าพยายามหลบสายตาไม่มองพระพัน

“ทำไมเมืองไทยไม่น่าอยู่เหรอครับ” เขาจับเธอให้หมุนหันมามองหน้าเขา นัยน์ตาของเธอยังมีหยาดน้ำคลออยู่ เธอเองก็รู้สึกกับเขาไม่น้อยเช่นกัน พระพันขยับตัวเขาชิดหญิงสาวและโอบเธอไว้

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ พอดีพ่อของสร้างเมืองไม่สบายและต้องการพบเราสองแม่ลูก ก็เลยจำเป็นต้องไป” เธอตอบเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบและมองลึกเขาไปในดวงตาของพระพัน

พระพันถอนหายใจอย่างแรง เขาไม่ได้โทรหาเธอไม่พยายามติดต่อเธอ และพยายามหาคนอื่นมาทดแทน แต่เขาลืมทรายทองไม่ได้

ทุกวันฝันถึงคนึงหา ดวงยิหวาห่างเหินเมินหน้าหาย

พี่เป็นทุกข์ผู้เดียวเปล่าเปลี่ยวกาย รักไม่คลายรักนั้นนิรันดร

เจ้ารังเกียจเคียดพี่ว่าไม่รัก แต่อกปักรักเพียงเจ้าเท่าสิงขร

ไม่อาจกินนอนนั่งดังว่าวอน ดวงสมรอย่าขึงเครียดเกลียดพี่เลย

แม้เจ้าเป็นเช่นกากีพี่ก็รัก ดวงใจภักดิ์เพียงเจ้าเล่าเฉลย

จะขอเป็นคนธรรพ์เช่นดังเคย แม้ใครเย้ยไยไพไม่ร้างเรือน

พี่นี้รักน้องนุชสุดสวาท บุปผชาติอื่นแสนไม่แม้นเหมือน

กลีบของเจ้าถ้าได้เคล้าคงเฝ้าเยือน ไม่แชเชือนหนีร้างจากดวงใจ

โอ้ เจ้าดวงจันทราขวัญฟ้าพี่ เจ้าจะหนีเบือนหน้าไปอยู่ไหน

พี่มาแล้วขวัญแก้วโปรดอภัย รับรักไว้แนบอุราสุขารมณ์



ทรายทองเองนึกประหลาดใจที่พระพันมาวันนี้วันที่เธอกำลังจะจากไป ไกล 2 ปีที่ผ่านมาเขาไม่ติดต่อ ไม่เคยโทรศัพท์ ไม่เคยเยี่ยมเยือน อยู่ดีๆวันนี้เขามาแล้วทำท่าเหมือนจะตายที่เธอต้องจากไป นี้มันบ้าบออะไรกัน

“แล้วคุณรู้ได้อย่างไรว่าทองกำลังจะเดินทาง”

“สร้างเมืองบอกผม ผมอาจไม่ได้ติดต่อกับคุณ แต่ผมติดต่อกับสร้างเมืองตลอดนะทองผมรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับคุ ณ ทรายทอง”

“แต่สร้างเมืองไม่เคยพูดถึงคุณ”

“ผมขอเขาเอง เพราะผมยังไม่แน่ใจตัวเอง.......... ขอโทษนะทองที่ต้องพูดตรงๆ”

“แล้ววันนี้ แน่ใจแล้วหรือค่ะ ถึงได้มา”

แทนคำตอบพระพันโผเข้ากอดทรายทองพร้อมซุกหน้ากับผมของเธอ เขาจุมพิตที่หน้าผากและริมฝีปากอย่างดูดดื่ม แน่ใจซิยอดรักพระพันคิดในใจเขาไม่มีอะไรจะรังเกียจทรายทอง ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน คนอื่นไม่เกี่ยว ก็เท่านั้น

ทรายทองไม่สามารถจะกล่าวอะไรได้เพราะเธอเองก็ปล่อยชีวิตให้ล่อง ลอยมาถึง 2 ปี โดยไม่สนใจใคร ใบหน้าของพระพันผลุดขึ้นในมโนสำนึกอย่างสม่ำเสมอ แต่ทรายทองไม่ใช่คนวิ่งหาในสิ่งที่ต้องการ เธอมักฉกฉวยสิ่งที่เดินเข้ามาหาเธอมากกว่า

“เอ้อ.......เดี๋ยวสร้างเมืองคงมาแล้ว” เธอกล่าแก้เขิน พร้อมหลบตาลงต่ำ

“วันนี้สร้างเมืองไปค้างบ้านเพื่อนผมรู้ เขาเป็นคนเปิดโอกาสให้ผมเอง”

นั้นไงละ ผีบ้านเป็นใจเสียแล้วทรายทองเอ๋ย

พระพันจูงทรายทองไปที่ห้องนอนของเธอ เขากดไหล่ให้เธอนั่งลงแล้วค่อยๆรูดเกาะอกของเธอลงมาเหลือแต่ชั้ นในตัวจิ๋ว ทรายทองเอามือป้องอกของเธอไว้ เธอไม่เคยอายใครมาก่อนแต่กับพระพันเธอยอมรับว่าเธอรู้สึกประหม่ าและอายเหมือนสาวแรกรุ่น



ยอดดรุณขวัญพี่เอย ฟังพี่เอ่ยเอื้อนเฉลยเผยคำไข

อย่าเอาแต่ป้องปกอกจากไฟ ชื่นดวงใจขอพี่ชมภิรมย์ปอง

โอ้ว่าโอ้อกน้องไม่หมองคล้ำ พี่งึมงำดอมดมชมเต้าสอง

เป็นภุมรินทร์บินวนบนเต้าทอง ละเลียดลองสองเม็ดเด็ดอุรา

ขวัญเจ้าเยาวเรศของพี่เอย ขอเชิญเผยกลีบเจ้าเฝ้าปองหา

ให้พี่ได้เยือนย่ำถ้ำนงพงา แม้ชีวาดับดิ้นก็ยินดี

ทรายเอ๋ยทรายทอง พี่นี้ปองรักเจ้ามารศรี

ทั้งเต้าทองหนองน้ำของนารี พี่ยินดีดื่มกินตราบสิ้นลม

สุขใดไหนเล่าเท่าสุขรัก ยามเจ้าผลักพี่ยิ่งรักให้สุขสม

ยามเจ้าผ่อนคล้อยตามความรื่นรมย์ พี่หยุดชมดมมาลีศรีผกา

เจ้าโอดโอยร้องอ้อนวอนขอพี่ ให้จรลีเร็วร่ำย่ำคูหา

ไหนว่าไม่ไยดีเล่ากานดา ไยผวาร้องขออย่ารอรี

พระเอ๋ยพระพัน เจ้าจอมขวัญยอมสยบซบบาทศรี

เฝ้าแต่พร่ำร่ำขอต่อภุมรี ให้ย่ำยีกลีบอ่อนสะท้อนทรวง

พระพันเจ้าไม่ใช่เท่าพ่อขุนแผน แต่ก็แน่นด้วยคาถาฝ่าแสนสรวง

นารีใดได้ชมภิรมย์ควง จะเฝ้าหวงห่วงหาร่ำอาทร

ทรายทองนอนซบอยู่บนอกของพระพัน เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอรู้สึกถึงพิษสงของผู้ชาย

เธอรู้ว่าพระพันอ่อนกว่าเธอหลายปีแต่ไม่คิดว่าเขาจะเข้าใจความร ู้สึกของเธอได้ขนาดนี้ เธอจำไม่ได้ว่าเธอสุขสมกี่ครั้งต่อกี่ครั้งรู้แต่ว่า เธอโหยหาความรักจากเขา

“พรุ่งนี้ทองเดินทางตอนเย็นใช่มั้ย ผมจะไปส่ง”

“ค่ะ” เธอไม่อยากจากเขาไปเลยอยากอยู่ใกล้ชิดเขาตลอด

“แล้วจะกลับมาเมื่อไหร”

“เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

“ทำไมล่ะ”

“คิดถึงพระพัน”

คืนนั้นทั้งพระพันและทรายทองพลัดกันรุกพลัดกันรับตลอดทั้งคืนจน พระย่ำกลองสวดมนต์เช้า ทั้งสองถึงได้กอดกันหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

พระพันพาสองแม่ลูกมาส่งที่สนามบิน เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นสร้างเมืองกอดผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อ พระพันมองเธออย่างซาบซึ้งเขาดึงเธอไปกระชับกอด

“ขอบคุณสำหรับทุกอย่างทองผมจะจดจำทุกอย่างไว้ในความทรงจำ”

ทรายทองพยักหน้า เธอยอมรับมานาน สำหรับคำคม คนว่าไม่เท่าฟ้าลิขิต ทุกอย่างถูกขีดเส้นไว้แล้ว ถ้าเธอและพระพันจะได้ใช้ชีวิตร่วมกันก็จะได้กลับมาเจอกันอีก






(1) Papa, tu sais maman est courageuse . Elle a aidé les policiers attrapper les assasains. พ่อรู้ไหมว่าแม่กล้าหาญมากเขาช่วยตำรจจับผู้ร้าย


วันที่ลงประกาศ 19-01-2007 11:02:07
บันทึกการเข้า
บัวรำไพ
บุคคลทั่วไป


อีเมล์ : Email
« ตอบ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2008, 11:38:42 pm »

ความเห็นที่ 6 (487727)

ตอนที่ 6



เหลือเพียงความทรงจำ



สองแม่ลูกเดินทางถึง ชาร์ล เดอ โกล (Charles de Gaule)(1) สนามบินของฝรั่งเศส อากาศฤดูปลายใบไม้ร่วงหนาวเหน็บ 3 ปีที่เมืองไทยเธอเฝ้าเรียกหาแต่เครื่องปรับอากาศ เธอนั่ง รถไฟด่วน(TGV) (2) ไปลงที่มาร์ซายตามคำสั่งของ กามี พอถึงสถานี แซง ชาร์ล กำลังมองหารถแท๊กซี่

“เซะ ทรายท้อง”(3) เสียงผู้หญิงฝรั่งเศสดังขึ้นข้างหลัง

“วุย”(4) ทรายทองตอบรับก่อนหันหลังไปดูด้วยซ้ำ แล้วภาพที่เธอเห็นก็คือ ผู้หญิงกับเด็กอายุ ประมาณ 1 ปี

“เซะ มาครี่ บงชู เชอเวียงเตอแชคเช่”(5)

“แมคซี่......... บงชู”(6)

ผู้หญิงคนนี้อายุไม่น่าเกิน 25 ปี ระหว่างทางไปโรงพยาบาล เธอบอกว่า กามี เจ็บหนักมากเขาเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายและคาดว่าคงอยู่ได้ไม่นาน ส่วนเธอคือภรรยานอกสมรสของเขา และเด็กชายคือลูกชายอีกคนของ กามี ทรายทองคาดไม่ถึงมิน่าเขาไม่ค่อยโทรหาสร้างเมือง เธอมองกระจกหลังเห็นสร้างเมืองมองออกไปนอกกระจก ไม่แสดงอะไรออกมาทางสีหน้า ส่วนนิโคลา เด็กชายพยายาม จับมือสร้างเมือง

ทรายทองกับสร้างเมืองเข้าเยี่ยม กามี เมื่อเห็นกามี สร้างเมืองโผเข้าหาและร่ำไห้

“ปาปา เชอซุยละ เนอเมอร์คปะมงแปเคอะ”(7)

ทรายทองได้แต่ยืนน้ำตาไหลพราก กามีซูบผอมผิดรูปร่าง เขายื่นซองสีขาวให้ทรายทอง ในนั้นมีใบโอนชื่ออพาร์ตเม้นท์ที่มาร์คซายเป็นชื่อของสร้างเมือ ง โดยมีเธอเป็นผู้ดูแลพร้อมทั้งรถคันที่เขาขับอยู่ทรายทองไม่ทันไ ด้ถามอะไร กามี ยื่นมือมาจับเธอและลูกไว้

“รับ....ไว้เถอะ....ทอง ผม.....ให้สร้างเมือง คุณดูแลใ...ห้ลูกจนกว่าเขาจะ....บรรลุนิติภาวะ”

กามีพูดตะกุกตะกักเขาเหนื่อยหอบอย่างเห็นได้ชัด

“สร้างเมืองสัญญานะ ว่าจะมาเยี่ยมหลุมฝั่งศพพ่อบ้าง”

“ครับ ผมสัญญา” สร้างเมืองตอบด้วยน้ำเสียงปนสะอื้น

กามีทรมานอยู่อีกเกือบอาทิตย์ และเขาก็จากไป มีแต่หมอกับพยาบาลที่วิ่งวุ่น เพื่อฟื้นชีวิตเขา แต่ไม่มีอะไรหยุดยั้งความตายได้ เขาจากไปแล้ว อย่างไม่มีวันกลับ ทรายทองเลื่อนลอย กามีคือสามี คือพ่อของลูก เคยร่วมชีวิตมีสุขมีทุกข์แม้จะจบลงอย่างข่มขื่นก็ตาม สร้างเมืองร้องไห้อย่างหนัก มาครี่ก็เช่นกัน ส่วนนิโคลา ยังเล็กเกินกว่าจะเข้าใจ

ทรายทองจัดงานให้กามีอย่างสมเกียรติ เงินประกันที่ กามีทิ้งไว้ทรายทองแบ่งออกเป็น 3 ส่วนๆ หนึ่งฝากไว้ให้นิโคลา สามารถเบิกดอกใช้ได้เท่านั้น อีกส่วนฝากให้สร้างเมือง และอีกส่วนเธอใช้ในการจัดทำพิธีศพของกามี เธอเป็นผู้กล่าวคำไว้อาลัยให้กับเขาด้วยตัวเอง พร้อมสร้างเมือง

“ปูค มง โชลี่ อามู ตูเซอคร่าตุชูดองมองเกอร์ ตูเอมงไมเยออามี เชอแตม เอ เชอ ตาดอร์ เชอเตอพรี่มงแซนเยอร์เดอเครอพรอง มงมาครี่ อะแวคตัว แซนเยอร์”(Cool

“ปาปา อูตูวา ตูทรูฟครา เลอ โชลี ชาคแดง ปาสเกอะตู เอ เลอบงปาปา อัตตองมัวลาบะเชอ เตอแวคเคร่ เซะโพรมี อะแวคมงเกอ มงกรอง ปาปา”(9) สร้างเมืองปล่อยโฮ เมื่อกล่าวจบ

ทรายทองไม่ห้ามปล่อยให้ลูกร้องไห้ให้พ่อ เด็กชายบ้านแตก พ่อจากไปไม่มีวันกลับ จะมีสิ่งใดในโลกทดแทนได้ ร่างของกามีถูกฝั่งเรียบร้อย มาครี่พาลูกกลับไป Ex en provence เธอไม่พูดมาก ทรายทองจูบลา นิโคลา เด็กชายน่าสงสารยิ่งกว่าใคร เธอยื่น ที่อยู่ที่เมืองไทยให้ มาครี่ เพื่อเธอมีโอกาสได้ไปเที่ยว ทรายทองนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกที่กามีชอบ ในที่สุด กามีก็ซื้ออพาทร์เมนท์แห่งนี้เป็นของขวัญให้ลูกชาย สร้างเมือง จากหน้าต่างห้องสามารถมองเห็นทะเลอย่างสวยงามโลกใบเดียวกันแต่ท ะเลคนละแบบ ทะเลยามหนาวน่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งใด ไม่สวยใสเหมือนที่เกาะ

ทรายทองรู้สึกเหมือนมีใครมาโอบกอดเธอทางด้านหลัง เธอแน่ใจว่าเป็นกามี เขาคงหวนมาหา สถานที่ที่เคยอยู่ ทรายทองไม่นึกกลัว เธอรู้ว่ากามีรักอพารต์เมนท์แห่งนี้มาก เธอก็เช่นกัน ทุกส่วนของอพาร์ตเมนท์มีความทรงจำระหว่าง เธอ กามีและสร้างเมือง อย่างในห้องโถงกลางของ

อพาร์ตเมนท์ แห่งนี้ เธอกับกามีเป็นคนช่วยกันทาสีเพดาน

“ที่รัก ช่วยเลื่อนสีมาให้ผมหน่อย”

“อีนที่จริงน่าจะเป็นสีขาวนะคะ”

“เอาน่า ห้องนี้ ผมขอให้ทุกอย่าง เป็น pink นะครับ”

“ดูเหมือนลูกกวาด”

“คุณชอบลูกกวาดนี้ที่รัก” เขาขยิบตาให้เธอ

“ชอบลูกกวาด......ยังไง......บ้า กามี....ทลึ่ง”

แล้วยังโซฟาที่มุมห้องนั้นอีกไปได้มาจาก Bordeaux โน่น เธอกับกามีไปเที่ยวบ้านเพื่อนที่เคยทำงานด้วยกัน ที่บ้านนั้น เป็น ปราสาทโบราณขนาดเล็กเลยมีของเก่ามากมาย และโซฟานี้ก็มีประวัติว่า เจ้าของบ้านเป็นขุนนางเก่าในสมัยของ หลุยส์ที่ 16 และได้รับพระราชทานมา เป็นเนื้อไม้อย่างดี บุด้วยนวมและทับด้วยกำมะหยี่สีน้ำเงินเดินดิ้นทอง เหมาะกับห้องนี้ ทรายทองชอบโซฟาตัวนี้มากเพราะมันทำให้เธอฝันถึงอะไรที่โบราณๆขอ งฝรั่งเศส

เธอเดินไปที่ชั้นหนังสือที่กามีทำขึ้นมาเอง เมื่อตอนที่ยังไม่มีสร้างเมือง กามีใช้เวลาทั้งหมดอยู่กับเธอ และอพาร์ตเมนท์ ทรายทองหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาเป็นหนังสือภาษาไทยที่กามีเค ยฝึกอ่านโดยมีทรายทองเป็นครู เธอเปิดไปถึงหน้าที่กามีเขียนไว้ที่ด้านบนของหน้ากระดาษว่า “กามีลักทอง” ล้อมรอบด้วยหัวใจ



กามีลักทอง



ทรายทองจำได้ว่าเธอใช้เวลานานมากกว่าจะอธิบายความแตกต่างของคำว ่า “รัก” กับ “ลัก”

ให้กามีเข้าใจเพราะเธอเองก็ ร.เรือและ ล. ลิง วิบัติมาตลอด ตาเธอพร่ามัวด้วยหยาดน้ำตา ทำไมน่า

เธอถึงทนความเจ้าชู้ของกามีไม่ได้ทั้งๆที่เขาเองก็เปิดโอกาสให้ เธอได้หลับนอนกับผู้ชายอื่นหากเธอต้องการ ทรายทองจำได้ว่า เธอร้องกรี๊ดใส่เขาเมื่อเขาอนุญาตให้เธอนอนกับชายอื่น

“เซ็กซ์ เป็นเรื่องธรรมชาติ ทอง” กามีบอกกับเธอแบบนั้น

“บ้า.....ฉันไม่ใช่สัตว์ ผสมพันธ์ ไม่เลือก”

แต่กับพระพันและ ชลทิตย์เธอกลับไม่ขัดเขินที่จะมีสัมพันธ์สวาทด้วย จริงๆแล้วเธอก็ไม่ต่างอะไรกับ กามี เพียงแต่คนละเวลาและสถานการณ์ก็เท่านั้น แต่เธอก็มั่นใจว่าทุกครั้งที่เธอมีเซ็กซ์เธอมีความรักเป็นองค์ป ระกอบ แม้รักนั้นจะไม่นิรันดรก็ตาม นี้ถ้าเธอเพียงแต่เข้าใจกามีซักนิด ชีวิตคู่อาจไม่อัปปาง เธอย้อนเวลาไม่ได้ กามีตายแล้ว เขาไม่มีตัวตนอีกแล้ว ทรายทองปล่อยให้หยาดน้ำตาไหลออกมาเป็นทางคนเรามักเห็นค่าของคนท ี่เรารักเมื่อไม่มีเขาอีกต่อไป

มีอัลบั้มวันที่ สร้างเมืองรับศีลจุ่ม มีฟิลลิปกับ นาดีน เป็นพ่อและแม่ทูนหัว กามีดีใจมากวันนั้นเขาบอกกับเธอว่า

“ลูกจะได้ไปสวรรค์ ผมมั่นใจ”

เธอดีใจที่สร้างเมืองพูดถึง สวนสวยงาม ในวันฝั่งศพพ่อ เพราะนั้นคือสัญญลักษณ์ของดินแดนสวรรค์ที่กามีฝันหา ความร้าวฉานระหว่างเธอกับกามีอาจจะเกิดจากสาเหตุของระยะทาง ความเหงา และระยะหลังคลอดลูก ทรายทองต้องทำงานและเหนื่อยกับการดูแลลูกและที่สำคัญเธอไร้อารม ณ์กับเขาอย่างสิ้นเชิง นี้คงเป็นข้อเตือนใจสำหรับเธอจนตาย เซ็กซ์เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและสวยงามหากเรารู้จักใช้มันให้ ถูกเวลาและสถานที่ กามีทองขอโทษที่ไม่เข้าใจคุณ

เมื่อเธอมาอยู่ฝรั่งเศสใหม่ๆ กามีเอาใจใส่เธอทุกเรื่อง ไม่เคยต้องอนาทรร้อนใจ คืนแรกที่ฝรั่งเศส เธอหนาวสุดๆใส่เสื้อกันหนาวนอน กามีสั่งให้เธอถอดออกให้หมด เขาให้เหตุผลว่าถ้าอยู่ในตัวอาคารมีเครื่องทำความร้อนยังห่อหุ้ มร่างกายมากมายถ้าออกไปอยู่ข้างนอก คงต้องเอาผ้าห่มคลุม แล้วในที่สุดจะเป็นหวัด ดังนั้นคืนนั้นจึงเป็นครั้งแรกที่เธอไม่สวมอะไรนอนเลย เพราะต้องการชินกับอากาศ กามีพาเธอไปเรียนขับรถ เพื่อสอบใบขับขี่ ที่ฝรั่งเศสหากต้องการสอบใบขับขี่ต้องเข้าคอร์สเรียน ตามเกณฑ์ แล้วนำใบรับรองไปขอสอบ ซึ่งสำหรับทรายทองก็เป็นการช่วยทบทวนเพราะพวงมาลัยอยู่คนละด้าน ทรายทองเรียนรู้จากกามี ในเรื่องการมีชีวิตอยู่ในฝรั่งเศส ทุกเย็นเขาจะพาเธอไปเดินเล่นที่ท่าเรือ มีเรือจอดเทียบท่าหลายๆลำ เขาเคยพาเธอลงเรือออกไปไม่ไกลนักกับเพื่อนๆ กามีชอบทะเลมาก แต่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสเป็นมหาสมุทรดังนั้น สีของน้ำจึงต่างกับทะเลที่เกาะ

“แม่ครับ ทำ สปาเก็ตตี้กามีเย่ กินกันนะครับ”

เสียงสร้างเมืองทำลายความเงียบพร้อมเปิดไฟในห้อง สว่างพรึบ ดึงทรายทองออกจากวังวนแห่งความหลัง สปาเก็ตตี้กามีเย่ เป็นตำหรับของกามี ก็ไม่มีอะไรมากเพียงแต่น้ำซอสไม่ใช้ซอสมะเขือเทศ แต่ใช้ กะทิเคี่ยวกับเครื่องแกงอาหรับที่มีขายเป็นกระปุกในซุปเปอร์มาร ์เก็ตและใช้ปลาทูน่าผสมหลงไปเคี่ยวปนกันชิมปรุงรส ตามชอบและราดบน สปาเก็ตตี้ เท่านี้ก็อร่อยสุดๆ

กามีชอบทำอาหารเขามีสูตรมากมาย บูยาเบส ร้านโปรดที่ไปทานกันก็อยู่แถวท่าเรือ แซง

ชาร์ล ทรายทองจำได้ว่า กามีเคยพาเธอกับสร้างเมืองไปเดินป่าพร้อมกับเพื่อนอีก 2-3 คน แล้วก็ทำ ฟองดูกินกันในป่า ฟองดู เป็นอาหารฝรั่งเศสที่ใช้เนยแข็งต้มในหม้อและใช้ขนมปังจิ้มยิ่งใ ส่เนยแข็งปนกันหลายๆชนิดยิ่งอร่อย สร้างเมืองชอบมาก เพราะอากาศมันหนาวได้กินของอุ่นๆ ยิ่งดี ทรายทองไม่มีปัญหาเรื่องการกินอาหารฝรั่งเศส เธอกินได้ทุกอย่าง โซสซิสซง หรือที่อิตาลีเรียกว่า เซลามี่ เป็นของโปรดของเธอ เพราะ ของฝรั่งเศสจะแข็งแห้งและอร่อย ต้องหันชิ้นบางๆแล้วกินกับ บาแกต ขนมปังฝรั่งเศส ยาวๆ แข็งนอกนุ่มใน อร่อยสุดๆ ทาเนยนิดหน่อยยิ่งดี กามีชอบทานเนยแข็ง เขาทานทุกมื้อทรายทองเองก็พลอยชอบไปด้วย ชีวิตในฝรั่งเศสช่วงนั้น เป็นช่วงที่เธอมีความสุขที่สุด

ทรายทองทำสปาเก็ตตี้ หวนนึกถึงความหลังแล้วน้ำตาไหลพราก เธอยังจำได้ว่า กามีพยายามเสาะหาเครื่องเทศอาหารไทยมาให้ตอนที่เธอท้องสร้างเมื อง กลิ่นอาหารไทยแรงมากคลุ้งทั้งอพารต์เมนท์ กามีไม่ชอบทานข้าวเพราะเขากลัวอ้วน ดังนั้นข้าวจึงไม่ใช้อาหารหลักของครอบครัว นานๆทรายทองจะทำอะไรที่ทานกับข้าวให้ทุกคนทาน อาหารจานหลักคือ สลัดโดยเฉพาะถั่วงอก ทรายทองเดินตรงไปยังหลังอพาร์ตเมนท์ในตู้เก็บของด้านล่าง เธอเปิดออกมายังมีถั่วงอกที่กามีเพาะไว้หลงเหลืออยู่

“ผมเอาเมล็ดพันธ์ของพ่อ มาโรยเมื่อคืนมันงอกแล้วใช่มั้ย”

สร้างเมืองโผล่หน้าเข้ามาดู

“เราจะกลับเมืองไทยใช่ไหมแม่”

“ลูกต้องเรียนหนังสือ”

“ผมเรียนที่นี้ก็ได้นี้ครับ”

“สร้างเมืองการอยู่ในฝรั่งเศสต้องมีงานทำ และค่าใช้จ่ายสูงนะลูก”

“ผมรู้ว่านั้นไม่ใช่เหตุผลหลักที่แม่ไม่อยากอยู่ในฝรั่งเศส แม่อยากกลับไปหาพระพัน”

ทรายทองอึ้ง สร้างเมือง พูดความจริงที่เธอปฏิเสธไม่ได้

“แม่สัญญาว่าจะพามาหาพ่อบ่อยๆ”

“ประเทศไทยไม่ใช่แผ่นดินเกิดของผม”

“แต่ลูกก็มีแม่เป็นคนไทยและมีสัญชาติไทยโดยกำเหนิด”

“ผมรู้ แต่ผมรู้สึกดีที่นี้และรักที่นี้มากๆๆๆ”

“แม่รู้ แต่เราไม่มีทางเลือกลูก แม่ไม่สามารถทนทำงานรับจ้างได้ตลอดเวลา สร้างเมือง อยู่ที่โน้นแม่ยังมีอะไรทำมากมาย สมัยก่อนพ่ออยู่ เงินของพ่อเป็นหลักในครอบครัว แม่จะทำหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่ตอนนี้ไม่มีพ่อแม่จำเป็นต้องทำเพราะเงินค่าเลี้ยงดูลูกที่รั ฐบาลให้พอมาใช้ในฝรั่งเศส มันก็นิดเดียวเอง เอาไว้ลูกค่อยมาเรียนหนังสือที่นี้ตอนโต ดีมั้ยลูก ส่วนภาษาฝรั่งเศสไม่ต้องห่วงแม่จะสอนให้นะลูกนะ”

“ผมรักแม่” เขาหอมแก้มแม่ทั้ง สองข้าง

“แม่ก็รักลูกที่สุดในโลก สร้างเมือง” ทรายทองตอบลูกเสียงสั่น ลูกคือดวงใจแม่

สร้างเมืองยอมจำนนด้วยเหตุผล ทรายทองตัดสินใจเปิดให้เช่าอพาร์ทเมนท์ โดยให้เอเย่นต์เป็นคนจัดการ ส่วนรถเธอเอาไปฝากไว้ที่บ้านนาดีน เพื่อนที่อยู่ไม่ไกลนัก เขาจะช่วยสตาร์ทให้บ่อยๆ เธอไม่แน่ใจว่าจะได้กลับมาที่นี้มั้ย แต่สร้างเมืองคงต้องมาแน่ เธอรู้จักลูกดีกว่าใคร สร้างเมืองเหมือนพ่อแม่ ชอบการเดินทาง ชอบการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ดังนั้นหากมีที่อยู่มีรถขับคงดีกว่าต้องมาขึ้นรถไฟใต้ดิน

สองแม่ลูกนั่งดื่มกาแฟ และช้อกโกแลตที่ร้าน เลอบาโต้ ปล่อยใจให้ล่องลอยไปตามปรารถนา ทรายทองรู้สึกสบายเธอคุ้นเคยกับที่นี่และรักมันไม่แพ้บ้านที่เก าะ การมานั่งดื่มกาแฟที่ร้านเป็นอีกกิจวัตรหนึ่งที่เธอและกามีชอบท ำ มองดูผู้คนเดินผ่านไปมา เสวนากับคนที่รู้จัก เจ้าของร้านรู้เรื่องกามี ออกมาแสดงความเสียใจกับเธอ และสร้างเมือง เธอตื้นตันใจ ที่อย่างน้อยก็ยังมีคนใส่ใจครอบครัวเล็กๆของเธอ

สร้างเมืองก็เช่นกัน เขารักฝรั่งเศส เพราะเขาไม่แปลกแยกที่นี้ ผู้คนมีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับเขา พูดภาษาเดียวกัน และมีชีวิตของตนเอง ที่เกาะในเมืองไทย ไม่มีชีวิตส่วนตัว ไม่ว่าจะทำอะไร คนรอบข้างรู้หมด อบอุ่นจนร้อน แม่บอกว่ามันคือความแตกต่างทางวัฒนธรรม สร้างเมืองยังไม่เข้าใจแต่เขารู้ว่า เขาต้องกลับมา กลับมาที่บ้านของพ่ออีกครั้งและอาจฝั่งรกรากตลอดไป

เขารู้ว่าแม่เองก็รักประเทศนี้มาก แต่ไม่อาจทนอยู่ได้ เพราะเสียใจเรื่องพ่อ เลยหาทางย้อนรอยอดีตและตอนนี้เขารู้ว่าถึงขอให้แม่อยู่แม่คงไม่ อยู่เพราะแม่มีพระพันรออยู่ที่เมืองไทย เขาไม่น่าเปิดทางให้พระพันเลย แต่ก็รู้ว่าทั้งคู่รู้สึกอย่างไร เขาชอบพระพัน พระพันเก่งและเป็นฮีโร่ในใจ เด็ก 10 ขวบอย่างเขาจะทำอะไรได้ นอกจากรอวันฟ้าเปลี่ยนสีก็เท่านั้น สร้างเมืองหันไปมองแม่อย่างรักใคร่ และบอกกับแม่ว่า

“เชอแตม มาม็อง เอ เชอเวตุแฟปูคตงบอนเน่อ”(10)






(1) Charles de Gaule นายพลที่มีชื่อเสียงของฝรั่งเศส ถูกนำชื่อมาตั้งเป็นชื่อสนามบินเพื่อเป็นที่ระลึก


(2) Train de grand vitess เป็นรถด่วนวิ่งด้วยความเร็วสูงมากๆ


(3) c’est Saithong? ทรายทองใช่ไหม


(4) oui. ใช่


(5) c’est Marie. Bonjour je viens te chercher. มาครี่ สวัสดีค่ะ ฉันมารับคุณ


(6) Merci,Bonjour. ขอบคุณ สวัสดีค่ะ


(7) Papa je suis là. Ne meure pas mon père. พ่อครับผมอยู่นี้ อย่าตายนะครับ


(Cool Pour mon joli amour, tu seras toujours dans mon coeur. Tu es mon meilleur ami. Je t’aime et je t’adore. Je te prie mon Seigner de reprendre mon mari avec toi, Seigner. สำหรับความรักที่งดงามของฉัน เธอจะอยู่ในใจฉันตลอดไป เธอเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน ลูกขอร้องพระองค์ให้ช่วยรับสามีของลูกไว้กับพระองค์ด้วย


(9) Papa où tu vas ,tu trouveras le joli jardin parce que tu es le bon papa. Attends –moi là bas.Je te verrai . C’est promis avec mon coeur, mon grand papa. พ่อครับที่ที่พ่อจะไปพ่อจะได้พบกับสวนสวยงาม เพราะพ่อเป็นพ่อที่ดี คอยผมที่นั้น ผมจะไปหา ผมสัญญาด้วยใจครับพ่อ พ่อผู้ยิ่งใหญ่ของผม




(10) Je t’aime Maman et je vais tout faire pour ton bonheur. ผมรักแม่ และจะทำทุกอย่างเพื่อความสุขของแม่



วันที่ลงประกาศ 19-01-2007 11:03:26
บันทึกการเข้า
บัวรำไพ
บุคคลทั่วไป


อีเมล์ : Email
« ตอบ #6 เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2008, 11:41:00 pm »

ตอนที่ 7



หญิง 3 ผัว



“หวัดดี ครับพระพัน” สร้างเมืองกล่าวทักทายอย่างสนิทสนม เด็กชายชอบพระพันและรู้ว่าเขาก็เป็นมิตรกับตนเช่นกัน

“หวัดดี ครับผม” พระพันรับแบบติดตลก และหันมากอดทรายทองไว้

สองแม่ลูกมาถึงสนามบินที่เกาะมีพระพันมาคอยรับตามที่คาดหวัง ทรายทองดีใจที่พระพันมารับ เกือบเดือนที่ ฝรั่งเศสทำให้ทรายทองเริ่มไม่แน่ใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกั บเขาคืออะไร

พระพันให้ลูกน้องมาทำความสะอาดบ้าน โดยเธอมิได้เอ่ยปากแต่อย่างไร เขากุลีกุจอช่วยขนของรื้อของเข้าที่เข้าทางอย่างไม่รังเกียจ

“แม่ครับ ผมจะไปหานพได้มั้ย” สร้างเมืองขออนุญาตหลังอาบน้ำเสร็จ

“ได้ซิลูก” ทรายทองตอบรับ แล้วหันมาทางพระพัน เขาจ้องเธออยู่แล้ว ดวงตาของเขามีประกายความหวังบางอย่างเรืองรอง ทรายทองบอกกับตนเองว่าพระพันไม่รุ่มร่าม เหมือนชลทิตย์ และที่สำคัญ พระพันแคร์สร้างเมือง ชายหนุ่มไม่แสดงอาการชู้สาวต่อหน้าเด็ก นี้เป็นสิ่งที่ทรายทองต้องการ ทรายทองรู้สึกแปลกที่จะกอดจูบใครให้ลูกเห็น ถึงอย่างไรพระพันก็ไม่ใช่พ่อของ สร้างเมือง สร้างเมืองวิ่งลงบันไดไป

“ทอง ผมคิดถึงทองจัง” พระพันออกอาการเจ้าชู้ทันทีที่สร้างเมืองพ้นสายตา

“ทองก็คิดถึงคุณค่ะ” เธอตอบรับ ด้วยการปล่อยให้เขาดึงเข้าไปอยู่ในวงแขน ทรายทองรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาดที่มีพระพันอยู่เคียงใกล้ เมื่อวานนี้เองที่หลุมฝั่งศพของกามี เธอยังรู้สึกอ้างว้างเดียวดาย แม้ชีวิตจะมีสร้างเมืองเป็นเพื่อน แต่ทรายทองก็ยังต้องการเกราะกำบังที่แข็งแกร่ง พระพันกอดเธอไว้เนิ่นนานสมกับที่เขาคิดถึงเธอ พระพันไม่เหมือนชลทิตย์ตรงที่การจูบกอดของเขาไม่ต้องจบที่บทรัก เร่าร้อน แต่เขากลับพร้อมที่จะมีเธอไว้ในวงแขนและหลับสนิทโดยไม่ร้องขออะ ไร ทั้งคู่หลับไปพร้อมกัน ไม่รู้ว่านานเท่าไหร ตกใจตื่นอีกทีเมื่อเสียงรถยนต์มาจอดหน้าบ้าน พระพันรีบลุกขึ้นดูตามนิสัยตำรวจ

“อาทอง มาครับ” พระพันหันมาบอกทรายทอง

ทรายทองหันไปหาเสื้อยืดมาสวมทับเกาะอกที่เธอสวมอยู่ เธอไม่อยากให้อาของเธอเห็นการแต่งตัวที่ไม่สุภาพ อาทองเป็นน้องแท้ๆของพ่อเธอ ชื่อเต็มๆคือ ทองถม พรหมศรี เป็นที่รู้จักมักคุ้นของคนบนเกาะ ตอนนี้ท่านอายุประมาณ 70 ปีแต่ยังแข็งแรง ความที่เป็นทหารเก่าทำให้อาทองแต่งตัวเนี้ยบ และดูมีราศรี ผมขาวแซมดำทำให้ท่านดูเป็นที่น่าเกรงขามยิ่งนัก สร้างเมืองไม่ค่อยชอบชายชราเท่าไร เพราะ อาทองค่อนข้างมีระเบียบแบบแผน ไม่หยอกล้อกับเด็กเหมือนพระพัน

“สวัสดี ค่ะ อาทอง” ทรายทองกระพุ่มมือไหว้

“เอ้อ หวัดดี หวัดดี” ชายชราตอบรับ

“ทองกำลังว่าจะแวะไปที่บ้านพอดี มีของฝากมาให้อาด้วยค่ะ”

“ไม่เป็นไร อาผ่านมาเห็นบ้านเปิดก็เลยแวะมา พอดีวันนี้ศรีไปเกาะงัน ก็เลยต้องออกมาหาข้าวกินข้างนอก” เกาะงัน หรือเกาะพงัน ที่อาทองกล่าวถึงเป็นเกาะที่ตั้งอยู่ในอ่าวไทย

“ไง หมวด ตอนนี้ไม่ใช่หมวดแล้วซินะ เป็นผู้กองแล้ว” ชายชราหันมาทักทายพระพัน

“ครับผม” พระพันตอบรับ

“ว่าแต่ว่าเมื่อไหรจะมาขอหลานสาวผม โฉบไปโฉบมาแบบนี้ผมว่าไม่เหมาะนะ”

“แล้วแต่ท่านจะกรุณาครับ ผมพร้อมเสมอ”

“คุณว่า คุณพร้อม แล้ว คุณนายฉลวย พร้อมด้วยหรือเปล่า เมื่อวานเห็นประกาศในงานวัดว่าจัดหาลูกสะใภ้ไว้พร้อมแล้ว”

ทรายทองหันไปมองพระพันแต่ชายหนุ่มส่ายหัว จริงซินะเธอไม่เคยถามพระพันว่าเขาเป็นใครมาจากไหน ลูกเต้าเหล่าใคร คนเกาะหรือเปล่า

“แล้ว เรานะรู้ไม่ว่าเขานะลูกใคร ถึงยอมให้มาหาถึงบ้านแบบนี้” ประโยคหลังหันมาถามทรายทอง หยิงสาวได้แต่หลบตาผู้เป็นอา

“ทอง เอ๊ย อาเตือนด้วยความหวังดีนะ ลูกจะใช้วัฒนธรรมฝรั่งที่นี้นะไม่เหมาะแน่ เกาะมันแคบ ไปไหนใครก็ถาม เรามันคนมีพรรคพวกพี่น้อง นะทอง ไม่ใช่ตัวคนเดียว สมบัติก็มากมาย ใครเขาจะนินทาว่าร้ายเอา คราวชลทิตย์ก็ที่แล้วอย่าปล่อยให้ซ้ำรอยเดิมเลยลูก ถ้าคิดจะอยู่ด้วยกันก็จัดการให้เป็นเรื่องเป็นราว อานะรักลูกเหมือนลูกแท้ๆนะทอง” ชายชราพูดเสร็จก็เอื้อมมือมาลูบหัวทรายทอง

“ค่ะอา” หญิงสาวรับคำ

“ผมคอยอยู่นะ ผู้กอง รีบไปตกลงกับแม่แล้วพามาหาผมจะได้จัดการเป็นเรื่องเป็นราว ผลุบเข้าผลุบออกนะผมไม่ชอบ”

“ครับผม”

อาทองไปแล้วเหลือแต่พระพันกับทรายทองนั่งมองหน้ากัน ไม่ใช่ง่ายอย่างที่คิด พระพันคงกลัวเธอกังวลใจ เขารีบบอกทรายทองว่า

“ทองไม่ต้องกลัวนะผมจะไปคุยกับแม่เย็นนี้เลย พอดีผมได้พักร้อน หลายวันเพื่อยังไงก็ได้พามาหา อาทองเป็นเรื่องเป็นราว พรุ่งนี้ผมจะพาทองไปหาท่านที่บ้านดีมั้ย”

ทรายทองไม่ตอบว่าอะไร เพราะคิดอะไรไม่ออก เธอไม่รู้แม้แต่ว่าพระพันเป็นลูกของคนบนเกาะเดียวกัน

“เกอะ เวอ ติล กรองปา” (1)สร้างเมืองแทรกขึ้นมาในความเงียบ

ทรายทองไม่ได้ยินเสียงว่าสร้างเมืองกลับมาตอนไหน

“เลอมาครี่อาเชอะ” (2)ทรายทองบอกลูกราบเรียบไร้ความรู้สึก

“เซอเน่ปะลุยกิเดซิด”(3) สร้างเมืองบอก

“ไม่ใช่ก็เหมือนใช่ เราอยู่เมืองไทยนะลูกเราต้องอยู่แบบครอบครัวใหญ่” ทรายทองพยายามอธิบายให้ลูกฟัง

“ แต่พวกเขาไม่จริงใจกับเราผมเห็นยายเที่ยวเอาแม่ไปว่าที่ตลาดและ เรียกผมว่า ***ลูกหรั่ง” คำสุดท้ายเด็กชายพยายามออกเสียงเป็นสำเนียงคนเกาะ

ทรายทองอดหัวเราะไม่ได้ เธอไม่เคยสอนให้ลูกพูดสำเนียงคนเกาะเพราะคิดว่าเด็กชายคงเรียนร ู้จากคนรอบข้าง ก็จริงดังคิด

“ตกลงสร้างเมือง จะยกแม่ให้พระพันมั้ยละ จะได้มาขอ” พระพันพูดที่เล่นที่จริงกับพระพัน

“แม่ไม่ใช่สิ่งของ จะได้ยกให้คนโน้นคนนี้ แม่ตัดสินใจเองได้ไม่ต้องถามผม” เด็กชายตอบเร็วปรื๋อ

สร้างเมืองโตกว่าที่ทรายทองคิดมากเด็กชายมีความคิด เกินอายุ

“แล้วถ้าเกิดเป็นจริง ลูกจะว่ายังไง” ทรายทองถามลูกเบาๆไม่กล้ามองหน้า

“เอาเป็นว่าผมกลับก่อนแล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้จะมารับทั้งคู่ไปหา แม่ที่บ้าน” พระพันเอ่ยขึ้น เพราะเห็นบรรยากาศระหว่างแม่ลูกเริ่มตึงเครียด

พระพันจากไปเหลือแต่ทรายทองกับสร้างเมือง

“ผมแล้วแต่แม่ แม่คิดให้ดีนะ ผมอยู่ข้างแม่เสมอ” เด็กชายกล่าวซ้ำ

“ลูกชอบพระพันมั้ย” ทรายทองถามลูก

“ชอบครับ จริงใจไม่เสแสร้ง ผมว่าเขารักแม่” เด็กชายเอ่ยลอยๆ

“ลูกรู้ได้ยังไง” ทรายทองถามลูกแบบสนใจ

“รู้ซิ ผมคบกับเขา มา 2ปีเต็มๆเขาเคารพในสิทธิของผม ไม่กล้ามาหาแม่ถ้าผมไม่อนุญาต อดทนจนวินาทีสุดท้าย เขาไม่อยากสร้างปัญหาให้แม่”

“โอ๊ย มันมีดีอะไรนักหนา ถึงมีผู้ชายมาหาไม่ว่างเว้น”

“สงสัยจะหุ้มทองแน่ๆ ศรีเอ่ย” มีเสียงหัวเราะร่วน

เสียงลอยมาตามลม ทรายทองไม่ต้องลุกขึ้นไปดูก็รู้ว่าเป็นเสียงของอาสะใภ้กับเพื่อ นที่มายืนคุยกันริมรั้วเพื่อให้เธอได้ยิน อันที่จริงบ้านเธอกับบ้านอาทองอยู่ห่างกันหากไม่จงใจมายืนติดกั บรั้วบ้านแล้วพูดก็คงไม่ได้ยินหรอก

นี้แหละมั้งที่ สร้างเมืองเรียกว่าปัญหา เพราะนี้เป็นวันแรกที่เธอกลับมาเธอเพิ่งเจอกับพระพันเพียงสองคร ั้ง เรื่องราวยังฉาวโฉ่ขนาดนี้ หากตลอดระยะเวลา สองปี พระพันเทียวไปเทียวมา เธอคงโดนนินทาเละไปแล้ว

คืนนั้น พระพันโทรมาหาเธอ ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยดีนัก

“ทองนอนหรือยัง” พระพันถาม

“ยังค่ะ ทานข้าวหรือยังคะ”

“เรียบร้อยแล้วครับ ทองพรุ่งนี้ซัก 10 โมงแต่งตัวรอนะผมจะไปรับแต่ผมบอกก่อนนะว่าอย่าสนใจแม่ผม เรื่องนี้เป็นเรื่องของเราสองคน แต่ยังไงทองก็ต้องมาไหว้ท่านในฐานะลูกสะใภ้”

“ทำไมคะท่านไม่ชอบทองเหรอ” ทรายทองทอดเสียงต่ำไม่อยากให้สร้างเมืองได้ยิน

“แม่ไม่เคยชอบลูกสะใภ้คนไหน ผมมีพี่ชาย 5 คน แม่รังเกียจทุกคน จนบ้าง ไม่ใช้คนเกาะบ้าง ไม่มีการศึกษา บ้างแล้วแต่แม่จะหาข้ออ้างได้”

“แล้วกับทองละท่านว่ายังไง”

พระพันไม่ตอบคำถามทรายทอง เฉไฉไปเรื่องอื่นแทน

“ผมคิดถึงทองจังเลย”

“ฮึ.....อยากกลับบ้านไปทำไมละ” ทรายทองทำเสียงดุ

“ทองผมใจจะขาดเวลาคิดถึงทอง รู้มั้ย”

“อย่ามาโกหกหน่อยเลย ที่ทนมาได้ 2 ปีทำไมไม่บ่น”

“เฮ้อ พระพันเอ๋ย มีเมียๆ เมียก็ไม่รัก”

“อย่ามาตู่นะ ใครเป็นเมียพระพัน”

“ทรายทอง”

“บ้า.........พระพันเนี่ยะ แค่นี้นะ ทองง่วงแล้ว”

“เดี๋ยวขอผมจูบตรง...........”


ทรายทองฟังจบรีบกดโทรศัพท์หนี จะเซ็กซ์โฟนหรือยังไงพระพัน เธออมยิ้มพร้อมกับปิดเปลือกตา อย่างน้อยเขาก็ต้องการเธอ



“เนี่ยะเหรอบ้านพระพัน” เสียงสร้างเมือดังสอดแทรกความเงียบออกมา

“ใช่........ชอบมั้ย สร้างเมือง” พระพันตอบ

“สวยดี บ้านไม้หลังใหญ่ขนาดนี้หายากนะ” สร้างเมืองชวนคุย

“อยู่กันหลายคน เหรอคะ”ทรายทองถามขึ้นบ้าง

“อยู่กันแค่ 2 คนเท่านั้นครับ พ่อกับแม่ ส่วนคนอื่นๆก็อยู่บ้านข้างๆรอบๆที่เห็นนั้นแหละครับ” พระพันตอบ

ทรายทองเข้าใจดีประเพณีของคนเกาะนิยมให้ลูกอยู่ใกล้ๆถึงแต่งงาน แล้วก็นิยมให้ปลูกบ้านอยู่นบริเวณเดียวกัน ไม่ห่างจากกันมากนัก ครอบครัวขนาดใหญ่ก็แบบนี้ เพียงแต่ว่าเธอเป็นลูกคนเดียวสภาพแบบนี้จึงไม่ใช่ชีวิตประจำวัน

“แล้วใครเป็นลูกบนเรือนคะ” ทรายทองถามขึ้น

คำว่าลูกบนเรือนก็เป็นประเพณีชาวเกาะนั้นแหละหมายถึงลูกที่พ่อแ ม่ฝากผีฝากไข้ให้ดูแล ส่วนใหญ่ไม่ต้องทำอะไร มีหน้าที่หุงหาอาหาร และดูแลส่วนอื่นๆที่พ่อแม่มอบหมาย มักจะเป็นลูกรักของพ่อแม่ ส่วนใหญ่จะเป็นลูกชายคนสุดท้อง

“ผมเอง” พระพันตอบ

ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นคงดีใจเพราะนั้นหมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่า งที่เห็นอยู่ตรงหน้าจะตกเป็นของพระพัน รวมทั้งบ้านไม้หลังนี้ด้วย และเธอในฐานะสะใภ้ก็จะต้องเป็นผู้จัดการดูแลกิจการทุกอย่างของค รอบครัว แต่ทรายทองไม่ใช่เพราะเธอเข้าใจความหมาย และมองเห็นอนาคตอันยุ่งยากที่รออยู่ข้างหน้า

“พระพัน คุณเป็นตำรวจไม่ได้อยู่บ้าน แล้วจะเป็นลูกบนเรือนได้อย่างไร” ทรายทองถามขึ้น

“เมียผม จะอยู่ที่นี้” พระพันเอ่ยขึ้นเบาๆ

“ทองว่าไม่เหมาะแน่ค่ะ” ทรายทองตอบทันที

“เราอย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้กันเลยนะครับมันก้อแค่ธรรมเนียม ถึงผมไม่ทำก็ต้องมีคนทำแทนผมนะทอง” พระพันหันมาบีบมือทรายทองแบบเข้าใจ บางครั้งเขาก็นึกอยู่เหมือนกันว่าการเป็นลูกบนเรือนไม่ใช่เรื่อ งโชคดีอย่างที่คนอื่นคิด ที่เขาแต่งงานช้า เพราะอะไร ด้วยหน้าที่การงานและการหาคนที่ถูกใจบิดามารดานั้นยากยิ่งนัก

“ทองไม่ต้องกังวลใดๆทั้งสิ้นนะอย่างไรก็ตามเราจะใช้ชีวิตร่วมกัน”

“โอ้โฮ.......ทำท่าเหมือนไปรบเลย” สร้างเมืองเอ่ยขึ้น

“สร้างเมือง แม่ไม่อยากให้ลูกพูดอะไรทั้งสิ้นเวลาอยู่ที่นี้ แม่ไม่ต้องการให้มีการผิดใจกันในทุกเรื่อง” ทรายทองหันไปบอกลูก เด็กชายพยักหน้ารับ

“ทอง ซีเรียสไปแล้ว พ่อแม่ผมไม่ใช่เสือนะ” พระพันกล่าวติดตลก ยังไม่ทันที่ทรายทองจะตอบว่าอะไร ก็มีผู้หญิงกลางคนเดินออกมา

“เอ้า.....นั้นจะนั่งกันอยู่ในรถหรือไง พระพัน” เสียงแหลมเล็กดังออกมาจากปากของหญิงกลางคน

“ครับผมกำลังจะลงไปเดี๋ยวนี้ ครับ” พระพันตอบรับ

“อาผมเอง....สนิทกับผมมาก แต่ไม่ค่อยถูกกับแม่” พระพันหันมาบอกทรายทอง ทรายทองไม่แปลกใจเพราะสะใภ้กับสะใภ้มักเข้ากันได้ยาก

“สวัสดีค่ะ” ทรายทองกระพุ่มมือไหว้ทันทีที่อยู่ในระยะพอเหมาะ มารดาของเธอสอนเสมอว่าอย่าไหว้คนในระยะที่ไม่พอเหมาะเพราะนอกจา กไม่สุภาพยังทำให้ผู้รับไหว้ไม่สามารถตั้งตัวได้ทัน

“จ้ะ......เหมือน แข จริงๆ สวยเหมือนแม่” อาของพระพันเอ่ยขึ้น แขเป็นเพื่อรักของเธอที่แต่งงานไปอยู่อีกฝากหนึ่งของเกาะ ไปมาหาสู่กันบ้างแต่ก็ไม่บ่อยนัก เพราะการแต่งงานของเทียมแข ไม่เป็นที่สบอารมณ์ของคนหลายคนที่นี้ มีแต่เธอที่เข้าใจและเห็นใจเพื่อนรัก

“เอ้าว่ายังไงละ แม่เจียมจะยืนกันอยู่ตรงนั้นละหรือ” เสียงผู้ชายสูงอายุดังมาจากในบ้าน

ทรายทองก้าวเข้าไปในบ้านของพระพันที่เป็นเรือนไม้ยกพื้น ระดับพอพ้นน้ำไม่สูงไม่ต่ำ พื้นไม้กระดานแต่ละแผ่นที่ขัดมันวาวแวบแสดงฐานะมีอันจะกินของเจ ้าของบ้าน คนในบ้านนั่งล้อมวงกันอยู่หลายคน เธอนั่งที่เก้าอี้ไม้สักที่พระพันพาไปและเขาก็นั่งลงข้างๆเธอ สร้างเมืองเองก็นั่งข้างๆ เด็กชายมีสีหน้าตื่นๆเพราะคนเยอะกว่าที่คาด

“ทอง....ครับนี้ คุณพ่อ คุณแม่ผม นั้นพี่ชาย พี่สะใภ้ แล้วก็ครูทัศน์ ป้าพวง........”พระพันสาธยายต่อไปเรื่อยๆจนครบคนแต่ หูของสายทองเริ่มอื้อ ตั้งแต่กระพุ่มมือไหว้คุณนายฉลวย แล้วนางเมินหน้าหนี มารดาของพระพันน่าจะอายุ60 ต้นๆ นางดูมีสง่าราศรี ถ้ามารดาของเธอยังอยู่ก็คงอายุรุ่นราวคราวเดียวกันแต่แววตาของน างไม่แสดงการต้อนรับทรายทองแม้แต่นิดเดียว ส่วนบิดาของพระพันนั้นเคยเป็นทหารเรือรับราชการและเคยเป็นหัวหน ้าหน่วยปฏิบัติงานบนเกาะและนี้เป็นที่มาของคำว่าคุณนายฉลวยเพรา ะมีสามีเป็นผู้การ

“ไหว้พระเถอะหนู.....หน้าตาเหมือนแขมากจริงๆ” บิดาของพระพันกล่าวขึ้น ชายชราย้อนนึกอดีตถึงหญิงที่เคยหมายปองอายุอ่อนกว่าหลายปี

“แล้วนี้กะจะแต่งกันเมื่อไหรล่ะ” ครูทัศน์เอ่ยขึ้น

“ใครอนุญาต ฉันไม่ยินดีด้วยหรอกนะ พันเอ๋ย หญิงสามผัวชายสามโบสถ์นะเลี้ยงไม่ได้นะลูก” คุณนายฉลวยจ้องมองมาที่ทรายทองอย่างเอาเรื่อง

“แม่ครับผมบอกแล้วไงว่า ผมรักผู้หญิงคนนี้และจะแต่งด้วยไม่ว่าแม่จะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตา ม” พระพันกล่าวอย่างหนักแน่น

“ พอเถอะหลวย........จะคิดแค้นอะไรนักหนาแล้ว***เรื่องที่พูดมานะ ก็ฟังเขาเล่ามาทั้งนั้น”

บิดาของพระพันกล่าวขึ้น

“เด็กมันรักกันนะ......ยากที่จะกีดกัน แล้วจริงๆก็คนกันเองนะพี่หลวย” อาของพระพันช่วยเสริม

“แม่ครับ ผมขอนะครับ ผมคงไม่มีความสุขถ้าไม่ได้อยู่กับทอง” พระพันทรุดลงไปนั่งกับพื้นก้มกราบมารดาที่ตัก เขาหันมามองทรายทองให้ทำตาม ทรายทองเข้าใจและกราบที่ตักของหญิงชรา นางลุกขึ้นยืนทันที

“ใครจะทำอะไรก็ทำ แต่ห้ามทำที่นี้ และห้ามเอาอีกาลกิณีนี้เข้าบ้านเด็ดขาด” คุณนายฉลวยขึ้นเสียงสูงและเดินจากไป

ทรายทองเหมือนจะเป็นลม เธอรู้แต่ว่าม่านน้ำตาเต็มเบ้า ในชีวิตไม่เคยถูกดูถูกขนาดนี้มาก่อน พระพันดูเหมือนจะเข้าใจเขารีบเข้ามาประคองหญิงสาวและพาขึ้นนั่ง เก้าอี้เหมือนเดิม สร้างเมืองเอื้อมมือมาโอบกอดทรายทองไว้

“เอายังไง ละผู้การ......ฉันว่าตกลงกันให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยไปหาฤกษ์ด ีมั้ย”

“ไม่ต้องหรอก ครูทัศน์ แม่พระพันนะเดี๋ยวผมจัดการเอง” บิดาของพระพันกล่าวอย่างมั่นใจ

“เอา งั้นก็ได้เดี๋ยวผมหาฤกษ์หายามแล้วก็จะได้จัดขบวนขันหมากแห่ไปที ่บ้านเขาดีมั้ย ต้องใหญ่หน่อยนะเงินมาต่อเงินนี้”

“ครับ......ได้เลย....” บิดาของพระพันหันมามองทรายทองอย่างปราณี

“ แต่งแล้วก็แยกไปอยู่เสียต่างหากอย่าอยู่ชิดติดกันนะพี่จัน...จะ ได้ไม่มีเรื่อง” อาเจียมเอ่ยขึ้น

“พี่ก็คิดแบบนั้นละเจียม.....” ผู้การเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

แล้วผู้ใหญ่ก็ปรึกษาหาลือเรื่องต่างๆอีกมากมายทรายทองจับความอะ ไรไม่ได้นอกจากสมองที่ตื้อไปหมด ทำไมมารดาของพระพันถึงเกลียดเธอนัก คำว่าหญิงสามผัวก้องอยู่ในโสตประสาทของเธอ จนยุคนี้แล้วก็ยังตั้งแง่เรื่องนี้อีกหรือ พระพันพาเธอมาส่งบ้านโดยที่ทรายทองไม่รู้เนื้อรู้ตัว เธอเหมือนวิญญาณออกจากร่าง

“ทอง.....ทำไมเงียบจัง” พระพันเอ่ยขึ้น

“พระพันว่าเราจะไปกันรอดมั้ยคะ” ทรายทองเอ่ยถามเขา

“รอดซิ....ชีวิตคู่เป็นของเรานะทองไม่ใช่ของพ่อหรือแม่”

เขาดึงทรายทองเข้าไปกอดอย่างถนุถนอม พระพันรู้จักมารดาดีเขาไม่แปลกใจที่ทรายทองจะต้องโดนแบบนี้ เขายังนึกว่านางจะทำมากกว่านี้ด้วยซ้ำเพราะพี่สะใภ้คนอื่นๆที่เ ข้ามาร่วมวงศ์สกุลต่างถูกติเตียนกันคนละเรื่อง 2 เรื่องทั้งนั้น

“พระพันไม่รังเกียจเรื่องหญิง 3 ผัวเหรอ”

“ ทองผมไม่ใช่เด็กนะผมรู้ว่าผมต้องการอะไร.....ผมรักคุณเพราะคุณเ ป็นคุณไม่ใช่เพราะคุณเป็นอย่างที่คนอื่นๆต้องการ ” พระพันจ้องหน้าเธอไม่กระพริบตา ทรายทองมีค่าเหนือสิ่งอื่นใดสำหรับพระพันตอนนี้ เขาหันไปมองที่ห้องสร้างเมืองเด็กชายหลับไปแล้วด้วยความอ่อนเพล ีย สร้างเมืองดูไม่ใคร่เดือดร้อนกับเหตุการณ์เท่าไหร เพราะรู้ว่าอย่างไรเสียก็คงไม่ต้องเข้าไปอยู่บ้านนั้นแน่นอน

“ทองไปอาบน้ำกันนะ” พระพันเอ่ยขึ้น “เดี๋ยวก็ลืม” เขาเอ่ยเสียงต่ำ

ทรายทองพยักหน้ารับคำ เธอเองก็ต้องการความอบอุ่นจากเขาเพื่อเป็นเครื่องยืนยันความสัม พันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างเธอกับเขา ทรายทองเดินนำหน้าเข้าไปในห้องนอนของเธอ ที่มีห้องน้ำในตัว เธอกดพระพันให้นั่งลงบนเตียง เธอมีความรู้สึกอย่างปรนิบัติเขาเพื่อแสดงให้เห็นว่านี้แหละค่า ของหญิงสามผัว เธอเปิดเพลงอาหรับเบาๆที่มีท่วงทำนองเร้าใจ เธอค่อยๆถอดเสื้อผ้าออกที่ละชิ้นๆอย่างช้าๆ เพื่อให้พระพันมองเห็นเธออย่างกระจ่างตา แววตาของพระพันที่จ้องมองสรีระของเธอนั้นทำให้เธอมั่นใจว่า เขารักเธอ รักทุกอย่างที่มีอยู่ในตัวเธอ

“ทอง.....”พระพันโผเข้าหาเธออย่างหมดความอดกลั้น

เธอผลักเขาออกห่างและค่อยๆปลดอาภรณ์ของชายหนุ่มออกจากร่างอย่าง ช้าๆ เธอรู้จากสรีระของชายหนุ่มว่าเขาคงยอมเธอได้อีกไม่นาน ทรายทองจูงมือพระพันเข้าไปในห้องน้ำปล่อยฝักบัวให้น้ำไหลลงมาบน ร่างของเธอและเขา เธอเอื้อมมือไปหยิบสบู่เหลวมาถูทั่วร่างของชายหนุ่มพระพันมองกา รกระทำของหญิงสาวไม่วางตา นี้แหละคือสิ่งที่เขาต้องการเขาไม่ต้องการผู้หญิงที่ไม่รู้จักก ลกามเพราะมันไม่สร้างความเร้าใจเลยสักนิด เขาเอื้อมมือไปจับหน้าอกของทรายทองอย่างถนุถนอมหญิงสาวมีหน้าอก ที่สวยสะดุดตาจริงๆ เขาย่อตัวลงสูดดมความหอมหวานจากเต้าเต่งคู่นั้นทรายทองปล่อยให้ พระพันเชยชมร่างของเธอตามใจปรารถนา แต่เมื่อใดก็ตามที่เขาพยายามจะจบเกมรัก เธอก็จะรั้งเขาไว้ มิให้เดินไปตามเกม พระพันขัดใจอยู่บ้าง เป็นครั้งแรกที่เขามีความรู้สึกว่าถูกกระทำมากกว่าเป็นผู้กระทำ แต่เขาก็จนด้วยลีลาของทรายทองที่ไม่ยอมง่ายๆเธอแตะต้องทุกส่วนใ นร่างกายของเขาอย่างถนุถนอม จนพระพันแทบจะระเบิดออกมา คืนปล่อยอย่างนี้ เขาต้องเสียเชิงชายแน่ พระพันเอื้อมมือไปปิดฝักบัวรวบร่างทรายทองขึ้นมาอุ้มพาเดินไปที ่เตียง หญิงสาวหัวเราะร่วนกับอาการหน้านิ่วคิ้วขมวดของชายหนุ่ม

“ไม่ไหวทอง แบบนี้ผมแย่” เขาเอ่ยด้วยเสียงกระเซ้า

“ทำไมคะไม่ชอบเหรอ” ทรายทองถามจากใจจริง

“ชอบครับผม แต่ไม่ไหว” พระพันเอ่ย พร้อมกับพรมจูบไปทั่วร่างของทรายทอง

“อื้อ.....เบาซิค่ะเดียวทองช้ำหมด” ทรายทองใส่จริตในน้ำเสียงแบบไม่เคยทำมาก่อน เธออยากยั่วยวนให้เขาหัวปั่นเล่น อยากทำให้เขาถวิลหา มารยาหญิงร้อยเล่มเกวียนถูกงัดออกมาใช้ และเธอรู้ว่ามันได้ผลเพราะพระพันหัวปักหัวปำอยู่กับเกมรักแบบเก มต่อเกม ชายหนุ่มแข็งแรงกว่าที่ทรายทองคิดมาก และเขาต้องการเป็นผู้ชนะ ทรายทองไม่โง่ เธอรู้ว่าเธอยั่วเขาได้แต่ต้องปล่อยให้เขาชนะในที่สุด ไม่มีผู้ชายคนไหนต้องการพ่ายแพ้เกมรัก

“ทองจ๋า มีความสุขมั้ย” พระพันเอ่ยถาม

“ยอดเยี่ยมค่ะพระพัน” ทรายทองตอบเสียงเบาหวิว เพราะฤทธิ์เสน่หา

“คุณน่ารักมากเลยทอง....ผมเจอในสิ่งที่ผมค้นหาแล้วทอง” พระพันมองลึกเขาไปในดวงตาทรายทอง

“คุณก็วิเศษสุดสำหรับทองค่ะ” ทรายทองกล่าวเสริมให้พระพันมั่นใจในตัวเอง

“เราจะมีน้องให้สร้างเมืองอีกนะทอง สักโหลเป็นไง แม่อยากยั่วดีนัก” พระพันเอ่ยพร้อมกับลูบผมทรายทองเล่น

“โอ้ยไม่ไหวหรอกค่ะ สักคน สองคนก็พอ” ทรายทองรีบปฏิเสธ เธอหันไปซบอกพระพัน

บันทึกการเข้า
บัวรำไพ
บุคคลทั่วไป


อีเมล์ : Email
« ตอบ #7 เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2008, 11:42:14 pm »

ตอนที่ 8



สร้างเมือง



ทรายทองแต่งงานกับพระพันอย่างใหญ่โต คนทั้งเกาะมาร่วมงานนับพันคน ยกเว้นคุณนายฉลวยที่ประกาศก้องไม่ยอมเสวนากับลูกสะใภ้คนนี้เด็ดขาด ทรายทองอาศัยอยู่ที่บ้านของเธอเหมือนเดิมส่วนพระพันก็ไปเยี่ยมพ่อแม่เป็นประจำ เขาถูกย้ายกลับมาประจำที่เกาะตามคำขอและได้เป็นสารวัตร ทรายทองมีลูกให้พระพันอีก 4 คน ชาย 2 หญิง 2 รวมทั้ง สร้างเมืองเป็น 5 คน ทั้งหมดเข้ากันได้ดีเพราะสร้างเมืองโตกว่าทุกคน และพระพันก็ให้สิทธิสร้างเมืองในการดูแลน้อง พระพันไม่ได้มองสร้างเมืองเป็นเด็กในปกครอง แต่มองสร้างเมืองเป็นเสมือนเพื่อนในชีวิตที่สามารถพูดคุยเช่นเดียวกับทรายทอง ราบรื่นเป็นสุข จนกระทั่ง...................

“ทอง......ทอง” เสียงพระพันกระหืดกระหอบมา

ทรายทองกำลังดูเด็กเตรียมอาหารในครัว รีบชะโงกออกมาดูต้นเสียง

“ทองทำใจดีๆนะ สร้างเมืองถูกรถชน” พระพันกล่าวเสียงตระหนก

ทรายทองยืนนิ่ง เหมือนโลกจะถล่มลงมาทับเธอ

“ลูกอยู่ไหน พระพัน” ทรายทองถามเสียงสั่น

“โรงพยาบาล” พระพันเอื้อมมือมาบีบมือทรายทอง

“พาทองไปหาลูก” ทรายทองกล่าวพร้อมปาดน้ำตา

“ได้.......เดี๋ยวขอผมจัดการที่บ้านก่อนแล้วไปกันเลย”

พระพันพาทรายทองมาที่โรงพยาบาลประจำเกาะ สร้างเมืองยังอยู่ในห้องฉุกเฉิน ทรายทองนั่งเฝ้ารออาการลูกชาย

“ญาติคุณสร้างเมืองใช่มั้ย ครับ

“ค่ะ”

“เลือดคั่งในสมองต้องผ่าตัด อาการสาหัสมากต้องทำใจนะครับ”

ทรายทองเซ็นยินยอมให้ดำเนินการผ่าตัด สร้างเมืองอายุได้ 16 ปีกำลังจะจบมัธยมปลายและเข้ามหาวิทยาลัย

“แม่ครับ ผมอยากไปเรียนที่ฝรั่งเศส” สร้างเมืองกล่าวกับทรายทองในเย็นวันหนึ่ง

“ตอนนี้เลยหรือลูก” ทรายทองถาม ทั้งที่รู้ว่าวันนี้ต้องมาถึงไม่ช้าก็เร็ว วันที่สร้างเมืองจะจากเธอไป

“อีก 3 เดือน ผมติดต่อมหาวิทยาลัยที่ฝรั่งเศสไว้แล้ว” สร้างเมืองกอดมารดา

“แม่คงคิดถึงลูกมากๆเลยสร้างเมือง เราไม่เคยห่างกันเลยนะลูก” ทรายทองกล่าวเสียงสั่น

“ผมจะเมลล์แล้วก็โทรหาแม่บ่อยๆ ไม่ต้องห่วง” สร้างเมืองบอกมารดา

ลูกเพิ่งบอกเธอเมื่อ อาทิตย์ที่แล้วทรายทองพยายามบอกกับตนเองว่าจากเป็นดีกว่าจากตาย อย่างไรเสียสร้างเมืองก็ต้องกลับไปฝรั่งเศส ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

“ฝรั่งเศสก็แค่นี้คิดถึงก็บินไปหา” พระพันบอกเธอเมื่อเธอเล่าให้ฟัง

“เขาต้องการมีชีวิตที่อิสระ” ทรายทองบอกพระพัน

“เขาไม่ใช่คนไทยนะทอง เขามีเลือดยุโรปเต็มตัว ไม่แน่นะเขาอาจอยากกลับมาอยู่เมืองไทยหลังจากใช้ชีวิตที่โน้น ก็ได้ ใครจะรู้” พระพันกล่าวติดตลก

ห้องผ่าตัดเปิดออกมา ทรายทองผวาเข้าหารถเข็นคนไข้ สร้างเมืองมีผ้าโผกหัว มีรอยเลือดซึม

“ญาติเฝ้ามั้ยคะ” พยาบาลถาม

“ครับผม” พระพันตอบ

“ดีค่ะงั้นเดียวเอาห้องพิเศษเลยนะคะ สารวัตร”

“ขอบคุณครับ”

“ทองใจเย็นๆนะลูกพ้นขีดอันตรายแล้ว” พระพันกล่าวขึ้น

ทรายทองได้แต่นิ่งเงียบสัญชาตญานของความเป็นแม่บอกให้เธอรู้ว่า ลูกกำลังอยู่ในอันตราย

“พระพันคะต่อโทรศัพท์ หา แม่ชีให้ทองหน่อย”

“ทำไมละ.......ทอง” พระพันถาม “นี้มันก็ 3 ทุ่มกว่าแล้วนะ” ยังไม่ทันที่พระพันจะได้กล่าวอะไร ร่างของแม่ชีเจียมก็ปรากฏตรงหน้า แบบเหลือเชื่อ

พระพันอ้าปากค้าง ทรายทองก้มลงกราบที่พื้น เงยหน้าทั้งน้ำตา

“ช่วยลูกทองด้วยนะคะ แม่ชี”

“ไม่มีใครหนีกฏแห่งกรรมพ้นหรอกทรายทอง” แม่ชีกล่าวขึ้นอย่างแผ่วเบา

พระพันนึกสงสัยว่า แม่ชีเจียมผู้เป็นอารู้ได้อย่างไรว่าสร้างเมืองถูกรถชน

“พ่อเรา เขาโทรไปบอก.....แม่ชี ก็เลยรีบมา” แม่ชีตอบแบบเดาใจพระพัน

ทรายทองไม่สงสัยใดๆในการปรากฏตัวของแม่ชีเพราะเธอเฝ้าเพ่งกระแสจิตหานางอยู่อย่างไรเสียนางก็ต้องได้รับโทรจิตนี้แน่นอน แม่ชีเจียมออกบวชได้ 5ปีแล้ว ปฏิบัติเคร่งครัด ระยะหลังทรายทองสมัครเป็นลูกศิษย์เรียนรู้การปฏิบัติธรรมกับนางบ่อยๆ แม่ชีออกกธุดงค์ทุกปีและนี้ก็เพิ่งกลับมาได้ไม่กี่วัน

“ลองดูนะ คิดว่าอีก 2-3 ชั่วโมงข้างหน้าคงต้องเจอศึกหนัก” แม่ชีหันมามองหน้าทรายทอง

พระพันพาทรายทองและแม่ชีเจียมมาที่ห้องพิเศษมีร่างของสร้างเมืองนอนนิ่งอยู่ พยาบาลเดินเข้ามาอธิบายวิธีการเฝ้าไข้ และการเรียกเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน

“เตรียมตัว เถอะทรายทอง ได้เวลาแล้ว พระพันไปเฝ้าหน้าห้องไว้ห้ามใครเขาออกเด็ดขาด”

แม่ชีหันไปมองพระพัน

“ครับผม” พระพันรับคำ เขาอาจไม่เชื่อในพลังจิตของแม่ชีเท่ากับทรายทองแต่เขาก็รู้ว่า นางไม่ธรรมดา ครั้งหนึ่ง แม่ชีโทรเตือนเขาว่า ให้ระวังการจับยาเสพติดที่พงัน เข้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแต่เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้พระพันเชื่อมั่นว่าแม่ชีเจียมผู้เป็นอา สามารถหยั่งรู้ได้อย่างน่าอัศจรรย์

“ทอง......ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ขอให้ทำใจให้สงบอย่าฟูมฟายเสียสติ เราทำดีที่สุดในฐานะแม่ แต่ไม่มีใครฝืนกรรมได้หรอกทอง......เขามากันแล้วรีบเข้าสมาธิเถอะ” แม่ชีเจียมกล่าวขึ้น

ทรายทองศรัทธาและผูกพันกับแม่ชีเจียมตั้งแต่สมัยเธอยังไม่ออกบวช เพราะในครอบครัวของพระพันก็มีแต่นางนี้แหละที่เอาใจใส่เธอ คอยช่วยชี้แนะและปลอบใจยามมีปัญหา การเข้ากับคุณนายฉลวยไม่ได้อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่เพราะไม่ได้อยู่ด้วยกันแต่นางก็สร้างความไม่สบายใจกับพระพันและทรายทองบ่อยครั้ง มีก็แต่แม่ชีเจียมผู้เป็นอาที่คอยสั่งสอนตักเตือนทรายทองให้เชื่อในเรื่องของกฎแห่งกรรม

“ทอง ตั้งจิตให้มั่นอย่าวอกแวก ต้องช่วยอา” แม่ชีเตือนสติ

ทรายทองรีบรวมร่วมพลังจิตให้เป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาลเธอมองเห็นแสงหลากสีที่พุ่งเข้าหาเธอ และแยกแยะตามขั้นตอน จนเหลือแต่แสงสีม่วงที่สงบนิ่ง โสตประสาทปิดไม่รับรู้สิ่งใดนอกจากคลื่นเสียงแห่งพลังจักรวาล เสียงอื้ออึงอลวนดังลั่นสนั่นมารอบกายเธอ และเธอก็เห็นเงาของคนสองคนเดินตรงไปที่เตียงของสร้างเมือง เธอรับรู้ว่าแม่ชีเจียมเพ่งกระแสเข้าประสานกับกระแสจิตเธอจนเป็นลำแสงใหญ่ดึงดูดความสนใจของ ชายสองคนให้หันหน้ามามอง ทรายทองไม่สามารถบรรยายสภาพใดๆได้เกี่ยวกับร่างทั้งสอง เพราะสำหรับเธอมันคือเงาเท่านั้น

“มีอะไรหรือ ถึงมาขวางเช่นนี้ แม่ชี” ร่างหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยเสียงแหบพร่าน่ากลัวเป็นที่สุด

“ไม่มีอะไรหรอก เพียงแต่ยากจะขอวิญญาณตนนี้ไว้ก่อน” แม่ชีเจียมกล่าวขึ้น

“เจ้าใช้สิทธิใดมาขอ วิญญาณถึงที่ย่อมดับสูญ…….แม้ข้าเองก็ไม่อาจลิขิตได้”

“แต่วิญญาณตนนี้ยังไม่ถึงที่....”แม่ชีเจียมโต้ตอบ

“ผีตายโหง วิญญาณออกจากร่างก่อนเวลาทั้งนั้น พอถึงเวลาก็ไปชดกรรม ก็เหลืออีกไม่นาน”

“ไม่นานสำหรับท่านแต่สำหรับแม่ลูกแล้วมันมีค่ายิ่งนัก”

“แล้วจะเอาอย่างไรเมื่อถึงเวลามันไม่ไป เกิดมันหนี เจ้ารับผิดชอบไหวหรือ” ประโยคหลังเสียงหัวเราะดังลั่น

“ข้าเป็นผู้ทรงศีล.....ข้ายินดีรับผิดชอบ” แม่ชีเจียมกล่าวด้วยอำนาจพลังจิตที่เหนือกว่า

ทรายทองรับรู้แต่เพียงว่า เงาทั้ง 2 ร่างนั้น พยามยามดึงวิญญาณของสร้างเมืองออกจากร่างแต่แม่ชีเจียมกลับสร้างเกราะใสขึ้นกำบังกายและวิญญาณสร้างเมืองไว้ ลูกมองมาทางเธอให้ช่วย เงาทั้งสองร่างพุ่งทะยานเข้าหาร่างของเธอและแม่ชี แต่ก็ต้องผงะถอยหลังไป

“ดีละเจ้าทำผิดกฏผู้ทรงศีลย่อมมีโทษ” เงาหนึ่งเพ่งจิตใส่แม่ชี

ทรายทองวูบไปนานเท่าไหรไม่รู้ได้ เธอคืนสติอีกทีรู้แต่ว่า แม่ชีเจียมจากไปแล้วทิ้งจดหมายไว้ให้เธอมีข้อความว่า “ทรายทองใช้เวลาที่มีอยู่ให้คุ้มค่าถึงไม่นานก็ตาม แม่ชีช่วยได้เท่านี้”หมอออกมาบอกว่า สร้างเมืองฟื้นแล้ว ต้องการพบแม่ ทรายทองรีบเข้าไปหาลูก

“สร้างเมืองเป็นยังไง บ้างลูก”

สร้างเมืองไม่พูดอะไรสักคำ น้ำตาไหลออกมาเป็นทาง ทรายทองทรุดลงนั่งปล่อยโฮ ลูกอาการสาหัส เธอรู้อยู่แก่ใจ ทำอย่างไรดี ถึงจะรั้งชีวิตสร้างเมืองไว้ได้ แม้แลกด้วยชีวิตของทรายทองเธอก็ยินดี คืนนั้นทั้งคืนและอีก 2 คืน ต่อมา ทรายทองก็ไม่ได้นอน เธอเฝ้าสร้างเมือง ปรนิบัติลูก แต่อาการสร้างเมืองทรุดลงเรื่อยจนอย่างเข้าวันที่ 5 สร้างเมืองก็เริ่มไม่รู้สึกตัว เขานอนนิ่งไม่ไหวติง โลกดำมืดสำหรับทรายทอง เธอเคยสูญเสียมานับไม่ถ้วน แต่ครั้งนี้หนักหนากว่าครั้งใด ลูกคือแก้วตาดวงใจ เธอรับสภาพไม่ได้จริงๆ

“ทอง....ผมว่าทองกลับบ้านก่อนดีมั้ย” พระพันกล่าวขึ้นท่ามกลางความเงียบ

“ทองจะอยู่เป็นเพื่อนลูก”

“ผมอยากให้ทองเผื่อใจไว้บ้างนะ เพราะหมอบอกแล้วว่า......สร้างเมืองมีโอกาสฟื้นตัวยากมาก”

“เมื่อไรค่ะ พระพัน”

“คืนนี้”

ทรายทองก้มหน้าสะอึกสะอื้น พรุ่งนี้จะไม่มีสร้างเมืองจริงๆหรือ สร้างเมืองรักแม่มาก และทรายทองเองก็รักลูกไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน สร้างเมืองคือเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุข ทรายทองไม่เคยห่างจากลูกเลยแม้แต่น้อย ลูกจ๋า.....แม่จะอยู่ยังไง สร้างเมืองอย่าทิ้งแม่นะ แม่รับไม่ได้ ทรายทองเฝ้ารำพึงรำพันอยู่ในอก เธอเฝ้าแต่ร้องไห้จนเหนื่อยอ่อนแล้วเผลอหลับไปข้างเตียงสร้างเมือง

ทรายทองตกใจตื่นขึ้นมาอีกทีเสียงพระพันกับพยาบาล ชุลมุนอยู่ที่ร่างของสร้างเมือง มีคนพาเธอมานั่งที่โซฟาปลายเท้าสร้างเมืองอย่างไม่รู้ตัว พระพันหันมากอดเธอไว้

“ทอง หนักแน่นนะ ลูกกำลังไปสบาย”

ทรายทองได้แต่ร้องไห้ น้ำตาไหลพราก เธอโผเข้าหาสร้างเมืองกุมมือเย็นเฉียบของลูกรักไว้

“คนไข้สิ้นลมแล้วค่ะ เวลา 23.57 นาที เสียใจด้วยนะคะ” พยาบาลกล่าวอย่างสุภาพ

“สร้างเมือง......” ทรายทองพูดได้แค่นั้น แล้วก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย เธอมารู้ตัวอีกทีนอนเหยียดยาวที่เตียงเล็กข้างเตียงคนไข้ ร่างของสร้างเมืองสงบนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนเตียง หน้าซีดขาว พระพันรีบลุกมาประคองเธอ

“เป็นยังไงบ้าง ทอง”

ทรายทองพูดอะไรไม่ได้ นึกอะไรไม่ออก การพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์แต่การพลัดพรากจากสร้างเมือง เป็นยิ่งกว่าทุกข์สำหรับทรายทอง ดวงใจของเธอเจ็บปวด เหมือนถูกเชือด ทีละชิ้นๆ ลูกจ๋า.........สร้างเมืองทำไมทิ้งแม่ได้ลงคอ

พระพันจัดการทุกอย่างที่สมควรทำให้กับสร้างเมือง ศพของสร้างเมืองตั้งเผาตามปะเพณีคนไทยที่วัดบนเกาะ มีญาติพี่น้องเพื่อนฝูงมากันมากหน้าหลายตา ทรายทองไม่ได้หยิบจับอะไรนอกจากนั่งร้องไห้ ก็เท่านั้น

คืนสุดท้ายก่อนเผา แม่ชีเจียมเดินมาหาทรายทองแล้วพูดว่า

“ทอง อยากเจอลูกมั้ย ลูกอยากเจอทองเป็นครั้งสุดท้าย”

“ค่ะ........”

“ไหวหรือเปล่า”

“ค่ะ”

แม่ชีให้ทรายทองเข้าสมาธิ แสงวูบวาบรอบกายหายไป ทรายทองเหมือนเดินบนปุยเมฆ เธออ่อนล้าเกินกว่าจะออกเสียง

“ม็อง ม็อง ผมอยู่นี้”

ทรายทองเหลียวหาเสียงนั้นและเธอก็เห็นสร้างเมืองเดินตรงเข้ามาหา และหยุดในระยะหนึ่ง

“สร้างเมือง ลูกกลับมาหาแม่”

“ผมมาลาแม่ ผมกำลังจะเดินทางไปหาพ่อที่สวนสวรรค์ พ่อรอผมอยู่ที่นั้น แต่ผมไม่อยากให้แม่เสียใจขนาดนี้ แม่ครับ ผมจะเกิดเป็นลูกแม่ทุกชาตินะครับ”

“สร้างเมืองลูกแม่ อย่าทิ้งแม่ แม่ทนไม่ได้ สร้างเมือง”

ทรายทองไคว้คว้าตัวสร้างเมืองแต่ลูกไม่รอกลับเดินหนีหาย ทรายทองสะอึกสะอื้นสุดทรมาน

“ทรายทอง ตั้งสติให้มั่นนะ ชีวิตเป็นของไม่เที่ยงอย่ายึดมั่นถือมั่นนะลูก” แม่ชีเจียมพูดขึ้น

วันรุ่งขึ้นร่างของสร้างเมืองก็กลายเป็นเศษธุลีดิน เธอพาขี้เถาและกระดูกบางส่วนไปลอยทะเล บางส่วนเก็บไว้ที่วัดเพื่อจะได้ไปเยี่ยมเยียนลูก พระพันทำทุกอย่างที่สมควร ทรายทองยังนึกไม่ออกว่าถ้าไม่มีพระพันในช่วงวันเหล่านี้เธอจะทำอย่างไรเขากล้าหาญเข้มแข็งกว่าเธอหลายเท่า วันที่เผาสร้างเมือง เธอแอบเห็นเขาร้องไห้ เขาคงคิดถึงสร้างเมืองเหมือนที่เธอคิดถึงลูก ถึงไม่ใช่พ่อแต่พระพันก็ทำทุกอย่างที่พึงทำเมื่อสร้างเมืองต้องจากไป

ลูกเอ๋ย......ชีวิตลิขิตแล้ว

ดั่งดวงแก้วลี้ลับดับชีพหาย

เจ้ารักแม่แม่รู้อยู่มิคลาย

เจ้าลูกชายจากแม่ไปแต่ตัว

ไม่มีใครแทนที่สร้างเมืองได้

ไม่มีใครทิ้งกายลงหนุนหัว

ไม่มีใครติงแม่ยามเข้าครัว

ไม่มีใครเสียงระรัวเรียกมาม็อง

ชีวิตแม่ดับสูญพร้อมกับลูก

เจ้าบุญปลูกเป็นหนึ่งไม่มีสอง

สร้างเมืองคือขวัญชีวิตของทรายทอง

ชีพจำต้องลาร้างห่างจากเรือน

แม่รักลูก.....ลูกก็รู้อยู่ว่ารัก

คนอื่นสักหมื่นแสนไม่แม้นเหมือน

จะกินนอนอ้อนหาแม่มาเยือน

สร้างเมืองเลือนร้างแม่แท้ห่างไกล

แม่จะรอวันที่ลูกหวนกลับ

แม่จะรับเจ้าไว้ดังคำไข

เจ้าขอเกิดเป็นลูกแม่ทุกชาติไป

ขอบุญไซร้หนุนกันนิรันดร

ขอลูกรักรอแม่ที่ปลายฟ้า

แม่จะฝ่าเหลี่ยมเขาเงาสิงขร

ไปพบเจ้าสร้างเมืองดังว่าวอน

กล่อมเจ้านอนหลับฝันขวัญชีวี

เจ้ารักแม่แม่รักเจ้าเฝ้าพันผูก

สองแม่ลูกผูกสมัครรักสุขี

อธิษฐานจิตล้นท้นทวี

เกิดอีกทีเป็นแม่ลูกผูกดวงใจ

ชีวิตส่วนหนึ่งของทรายทองตายไปพร้อมกับสร้างเมือง แต่ร่างกายของเธอยังคงต้องอยู่ต่อไปตราบที่ลมหายใจยังไม่สิ้น เธอยังมีพระพันที่แสนดี มีลูกอีก 4 คน ลมน ลมุน ลมัย และละเมียด ที่ต้องดูแล เธอผูกพันกับทั้ง 5 ชีวิตยิ่งหนักแต่เธอก็ไม่อาจลืมสร้างเมืองได้ บ่อยครั้งที่เธอแอบร้องไห้ถึงลูกชาย คนที่จากไป อย่างไม่มีวันกลับมา รอแต่ว่า เมื่อไร กงกรรมจะหมุนให้สร้างเมืองและเธอได้กลับมาเจอกันอีกหน แม่จะเฝ้ารอทุกภพทุกชาติ............สร้างเมือง
บันทึกการเข้า
บัวรำไพ
บุคคลทั่วไป


อีเมล์ : Email
« ตอบ #8 เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2008, 11:43:44 pm »

บทที่ 9

ห่วงหาและอาทร

ดารารายมองลูกชายที่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ แล้วก็หวนนึกถึงวันเก่าๆระหว่างเธอกับทรายทอง ความสนิทชิดเชื้อฉันเพื่อนกลายเป็นความสัมพันธ์แนบแน่นแบบครอบครัวด้วยนิสัย ใจคอ และวิถีชีวิตที่คล้ายคลึงกันทำให้มิตรภาพแน่นแฟ้น ยิ่งนัก ภาพแห่งความหลังหวนกลับมาในความทรงจำ เธอยังจำวันที่ ลูกชาย "สร้างเมือง" เกิดได้ดี

ดารารายนอนเหยียดยาวอยู่บนโซฟาสีแดงตัวโปรด วันนี้ เธอรู้สึกไม่ค่อยสบายตั้งแต่เช้าแล้ว ท้องที่โย้ใกล้คลอด ทำให้เธอไม่อยากออกไปไหน เธอนอนคิดอะไรเรื่อยเปื่อยถึงทรายทอง เพื่อนที่อยู่เมืองไทย สมัยที่ทรายทองอยู่ฝรั่งเศส เธอทั้งสอง สนิท กันมาก ทรายทองมักจะมาปรับทุกข์สุขให้เธอฟังสม่ำเสมอ เธอก็เช่นเดียวกัน ชีวิตไทยในต่างแดนไม่ใช่เรื่องง่ายเลยซักนิด เธอกับ ปิแยร์ (Pierre) มาเจอกันที่ฝรั่งเศส เธอมาเพื่อเรียนหนังสือ ส่วน ปิแยร์ เป็นเจ้าของร้านขายขนมปัง อยู่บนถนนสายเดียวกับที่เธอพักอยู่

เสียง Messenger ของ Yahoo ดังขึ้น เธอเอื้อมมือไปกด แป้นพิมพ์เพื่ออ่านข้อความ

ทรายทอง : เป็นยังไงบ้าง สบายดีมั้ย เจ็บท้องหรือเปล่า

เธอกดแป้นพิมพ์ๆ ตอบว่า

ดาราราย :เหนื่อยมากเลย

ทรายทอง:งั้นหรือ วันนี้ไปทำบุญมา วันครบรอบวันตายของสร้างเมือง

ดาราราย :อื้อ จำได้ แต่ไม่ไหว ออกไปข้างนอกไม่ไหวหมอนัดคลอดอาทิตย์หน้าแล้วนะ เลยไม่ได้ทำบุญให้

ทรายทอง:ไม่เป็นไร แค่คิดถึงก็พอแล้ว รักษาสุขภาพนะ

ดาราราย:ถ้าลูกเกิดมาจะให้ชื่อว่าสร้างเมืองได้มั้ย ทอง

ทรายทอง:จริงหรือ ขอบใจนะที่คิดถึงลูกทองนะ

ดาราราย :คิดถึงซิ อย่าลืมนะว่า เลี้ยงมาแต่เล็กแต่น้อยพอกันกับทองแหละ

ทรายทอง:ขอบใจมากนะ ดารารายที่รักสร้างเมืองเหมือนลูก เอาซิเสียดายนะว่า ทองอยู่ไกลไม่ได้ดูแลเลย

ดาราราย:ไม่เป็นไรหรอกทอง แค่แชตมาก็พอแล้ว

ทรายทอง:จ้ะ ต้องไปรับลูกแล้วนะ เดี๋ยวกลับมาแชตใหม่

ดาราราย:จ้า

ทรายทองออกจากเน็ตแล้ว ดารารายเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม เสียงปิแยร์ไขประตูเข้ามา

"Bonjour, tu vas bien"(1)

"pas trop, j'ai beaucoup d'eau qui coule.(2)

"quoi? aller!!!! vite on va à l'hôpital (3)

ทรายทองเสร็จภาระกิจ กับครอบครัว ลูกๆ กำลังดูทีวี พระพันกำลังอ่านหนังสือ เธอหันไปมองเครื่องคอมพิวเตอร์มี Message ถึงเธอ

ดาราราย:Elle a accouché un beau garçon. On va l’appelé "Sangmoeung". Bisous , Pierre.(4)

ทรายทอง น้ำตาไหลพราก หรือ จะเป็นสร้างเมืองกลับชาติมาเกิด จริงๆ

"มีใครอยู่มั้ย ครับ เอาดอกไม้มาส่ง"

พระพันรีบเดินออกไปรับช่อดอกไม้ เป็น ช่อดอกไม้ที่ประหลาดที่สุดที่เขาเคยเห็นมา เพราะเป็นช่อดอกบัวสีม่วง ช่อใหญ่ที่สำคัญ มีด้ายแดงผูกติดมาด้วย พร้อมนามบัตร ที่เขียนว่า

"สวัสดี ครับแม่" จากสร้างเมือง พระพันอ้าปากค้าง เดาไม่ออกว่าอะไรเกิดขึ้น จะหันไปถามว่าใครส่งมา คนส่งไปเสียแล้ว เลยถือเอาดอกบัวสีม่วงช่อใหญ่ เดินเข้าไปหาทรายทอง เธอรับเอาไว้ พร้อมกอดพระพันร้องไห้ หลังอ่านนามบัตร ทรายทองนำเอาดอกบัวจัดใส่แจกันถวายพระและสวดมนต์ พร้อมตั้งจิตอธิษฐานว่า หากเป็นสร้างเมืองกลับชาติมาเกิด ก้อขอให้ได้เจอกันดั่งปรารถนา

"แม่ครับ น้าทองถามว่าปีนี้แม่จะไป ประเทศไทยวันไหน" สร้างเมืองถามแม่ด้วยสำเนียงไทยที่ได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก ดารารายไม่เคยลืมว่าตัวเองเป็นคนไทย เธอสอนภาษาไทยลูกทั้งอ่านและเขียน ดูเหมือนสร้างเมืองเอง ก็จะภูมิใจกับสายเลือดไทย อยู่ไม่น้อย ไม่อย่างนั้นคงไม่เลือกเรียน สาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มหาวิทยาลัย

"ยังไม่รู้เลย สุขภาพแม่แย่ลงทุกวัน 3 วันดี 4วันไข้ ไม่รู้จะเอายังไงดี ปีนี้ ลูกก็จะจบแล้วใช่มั้ย" ดารารายถามลูก

"ครับแม่ สอบสองวิชานี้เสร็จ ก็หมดแล้ว" สร้างเมืองลุกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ สร้างแชตกับทรายทองทุกวัน เริ่มตั้งแต่แม่เป็นคนเขียนให้จนกระทั่งเขียนได้เอง เขารู้จักทรายทองดีพอๆกับแม่เพียงแต่ไม่เคยเห็นตัวจริงเท่านั้น ทรายทองส่งรูปถ่ายมาให้ดูเป็นประจำ สร้างเมืองบอกไม่ถูกว่าทำไมเขาถึงผูกพันกับผู้หญิงคนนี้นัก ทรายทองฉลาด สามารถพูดคุยได้ทุกเรื่อง ที่สำคัญทรายทองไม่เคยทำกับเขาเหมือนเขาเป็นเด็กเล็กๆ ถ้าเธอจะแนะนำอะไร จะเป็นเชิงให้คำปรึกษามากกว่า ทรายทองจึงเป็นเสมือนเพื่อนที่ดีที่สุด สำหรับเขา

"ลูกน่าจะตัดผมได้แล้วนะ แม่ว่ามันรุงรังนะ" ดารารายมองลูกชายที่มีผมสีน้ำตาลเข้ม รับกับนัยน์ตาสีน้ำตาลและผิวที่เข้มแบบคนเอเซีย แบบชื่นชม เพื่อนๆ ของเธอหลายคนชมว่า สร้างเมืองเป็นคนมีเสน่ห์และหล่อมาก แต่อาจเพราะความเคยชิน ทำให้ ดารารายมองลูกชายแบบธรรมดา สร้างเมือง ร่างกายไม่สูงใหญ่แบบคนยุโรป ทั้งที่เธอให้กินนมเป็นประจำ เขาสูง 175 ซม. แต่ด้วยผิวกายที่เข้มและตาคม ทำให้เขาดูดีไม่ขาวซีด เหมือนคนทั่วไป เขาชอบว่ายน้ำ ออกกำลังกาย เล่นบาร์โหน ทำให้ร่างกายมีมัดกล้าม ดูแข็งแรง ทรายทองบอกกับเธอว่าสิ่งที่สร้างเมืองคนนี้มีและเหมือนกับสร้างเมืองคนก่อนก็คือ นัยน์ตา

"Maman tu ne vas pas recommencer, ce sont mes cheveux."(5) สร้างเมืองออกสำเนียงฝรั่งเศสแบบไม่พอใจ

ดารารายเงียบเสีย เธอไม่ชอบ ที่สร้างเมืองไว้ผมยาวเทียมบ่า และรวบเป็นหางม้าไว้ข้างหลัง เธอมีความรู้สึกว่าไม่สุภาพ แต่ทรายทองกลับชอบ และเห็นว่าน่ารัก ปิแยร์อีกคนเห็นดีเห็นงามไปด้วย เธอพยายามคุยกับสร้างเมืองหลายครั้งให้เขาตัดผม แต่ไม่เคยสำเร็จ เธอไม่ชอบทะเลาะกับใคร ผมของสร้างเมืองจึงยาวอยู่อย่างนี้

"แต่เรียนจบแล้ว ผมจะไป ฝึกงาน ที่ Lyon (ลิยง)เพื่อฝึกเป็น Logisticien(6) ผมชอบการเดินทาง" สร้างเมืองบอกกับแม่

ดารารายไม่ตื่นเต้นกับสิ่งที่สร้างเมืองบอก เพราะเธอและ ปิแยร์ก็ชอบการเดินทาง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ สร้างเมืองจะมีนิสัยเช่นนั้นทุกครั้งที่มีโอกาส เธอกับปิแยร์จะพาลูกเดินทาง ดูเหมือนใกล้ๆ แถบยุโรปสร้างเมืองจะไปมาหมดแล้ว โดยเฉพาะ ที่สเปน เขาไปมาแล้วหลายครั้งทีเดียว ดาราราย ไม่เคยคิดกีดกันให้ สร้างเมืองอยู่กับเธอชั่วชีวิต แต่ก็ยังไม่เคยคิดที่จะพาสร้างเมือง ไปเมืองไทยเพราะ เธอเกรงว่า เขาจะไม่กลับมาฝรั่งเศส อีก!!!!!!!!!!!!!!

สร้างเมืองเดินไปตามไหล่ถนน ที่ทอดยาว เป็นขั้นสู่เนินเขา เพื่อมุ่งตรงไปที่ร้านขายขนมปังของพ่อ เขาช่วยพ่อทำงานที่ร้านและได้ค่าจ้างเช่นเดียวกับคนงาน พ่อบอกว่าอยากให้เขาได้ฝึกที่จะรับผิดชอบตัวเอง ซึ่งสร้างเมืองก็ยินดี พ่อของเขาเป็นพ่อค้าขนมปังที่มีลูกค้ามากมายเพราะเปิดมานาน และทำสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน คนฝรั่งเศส นิยมสืบต่ออาชีพของบรรพบุรุษ จนเมื่อเอ่ยนามสกุล จะรู้ทันทีว่าตระกูลนี้ประกอบอาชีพอะไร เป็นต้น สร้างเมืองเองถึงแม้จะเรียนมหาวิทยาลัย แต่ก็ไม่เคยคิดที่จะละทิ้งอาชีพทำขนมปัง พ่อสอนเสมอว่าควรเรียนรู้ทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเพื่อสามารถนำไปใช้ได้ในยามคับขัน ดังนั้นหลายปีมาแล้วที่ สร้างเมืองต้องไปที่ร้านทุกวัน หลังเลิกเรียน หรือ ก่อนไปเรียน แต่ก่อนเมื่อแม่ยังแข็งแรงแม่จะเป็นคนขาย และพ่อ จะเป็นคนทำ พ่อจะตื่นแต่เช้าประมาณตี 3 เพื่อลุกมาจัดการกับแป้งที่เตรียมไว้ ทำ บาแก็ต ครัวซอง และขนมปังชอคโกแลต ระยะหลังเมื่อสร้างเมืองเริ่มช่วยพ่อได้เต็มที่ ก็ช่วยทำและช่วยขายเมื่อไม่ต้องไปมหาวิทยาลัย ในร้านจะมีอีก2 คนที่ช่วยทำขนมปัง ขายและทำความสะอาด คือ Jean (ฌ็อง) และ ฟาติมา

สร้างเมืองสาวเท้ายาวขึ้นใกล้เวลา ฟาติมากลับบ้านแล้วเขาอยากเจอเธอก่อนกลับเพื่อให้เธอช่วยหาคนมาแทน ก่อนที่จะไปอยู่ลิยง สร้างเมืองเดินมาถึงหน้าร้าน เห็นฟาติมากำลังเช็ดกระจกด้านนอก ฟาติมา อายุ แก่กว่าเขาสัก 2-3 ปี สร้างเมืองชอบเธอ ใจกว้างเป็นผู้ใหญ่ และไม่วุ่นวาย

“สวัสดี ฟีฟี” เขาเรียกชื่อเล่นของเธอ

“เฮลโล คริส” ฟาติมาชอบพูดภาษาอังกฤษ

เธอเงยหน้าขึ้นรับการหอมแก้มจากเขา

“หอมจังเลย ฟีฟี” สร้างเมืองสัพยอก

“จริงเหรอ แวะไปดมบ้างซิ” ฟาติมาพูดพร้อมส่งสายตาเจ้าชู้ให้เขา

สร้างเมืองได้โอกาสรีบรับคำ

“พูดจริงเหรอ ไม่ได้ชวนนานแล้วนะ”

“จริงๆ อยากเจอ คริสจริงๆนะ”

“เมื่อไหร่” สร้างเมืองถามแบบทีเล่นทีจริง

“คืนนี้” ฟาติมาเชื้อเชิญเขาด้วยสายตาอย่างเปิดเผย

สร้างเมืองไม่ใช่คนเจ้าชู้ แต่เขาสนิทกับฟาติมามานานจนรู้ดีว่า เธอไม่ได้มีเขาคนเดียวและพร้อมที่จะมี ... โดยไม่หวังผลตอบแทนและไม่ใส่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันต่อมา นี้แหละผู้หญิงที่เขาต้องการ ไม่ผูกมัด ไม่เรื่องมาก และสนุกกับเกม

สร้างเมืองขับรถวนรอบใจกลางเมือง ปัวทิเย่ (Poitier) ในที่สุดเขาก็หาที่จอดได้ไม่ไกล จากอพาร์ทเมนท์ของ ฟาติมา พ่อยอมให้เขาเอารถมาใช้ เขาเดินผ่านโบสถ์เล็กๆของเมือง เมื่อเล็กๆเขาตามพ่อมาโบสถ์บ่อย พ่อไม่ใช่คนที่เคร่งศาสนา แต่พ่อก็พยายามมาโบสถ์ เท่าที่มีเวลา แต่แม่ไม่เข้าโบสถ์ แต่จะหาเวลาเดินทางไปวัดที่ ปารีส สร้างเมือง ถือ ดอกกุหลาบ สีแดง มาให้ ฟาติมา พร้อม ไวน์แดง เขารู้ว่า ฟาติมาชอบสิ่งเหล่านี้ ม ตัวเขาเองก็ไม่ปฏิเสธว่า ความนุ่มนวลที่มอบให้กัน เป็นสะพานสู่ความรู้สึกและการสร้างบรรยากาศที่สวยงามในการพลอดรัก สร้างเมืองไม่สามารถตอบได้ว่าเขารัก ฟาติมาหรือไม่ แต่ที่ผ่านมาเขาไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับใครนานเท่ากับฟาติมา ผู้หญิงของเขาส่วนใหญ่ ไม่นานก็ทำให้เขาเบื่อ เพราะออกอาการแสดงความเป็นเจ้าของ แต่ฟาติมาไม่ใช่ เธอไม่เคยแสดงออกเช่นนั้น

สร้างเมืองกดออดเรียกให้ฟาติมาเปิดประตูให้ เขาเดินขึ้นบันไดไปหยุดที่หน้าประตู ห้องของฟาติมา เธอเปิดประตูออกมา ฟาติมาอยู่ในชุดสีแดง ผ่าหน้าหอมกรุ่นด้วยน้ำหอมชั้นดี

“Bonsoir”(7) สร้างเมืองพูดอะไรไม่ได้มากไปกว่านั้น เขาซาบซึ้งในความงามที่ฟาติมาบรรจงแต่งลงบนเรือนร่าง เขาห้อมแก้มเธอ และเรื่อยไปถึงต้นคอ

“Doucement Christ, on a encore beaucoup de temps(Cool” ฟาติมารีบบอก

เธออยากอยู่กับ เขาให้นานที่สุด เธอรู้จักคริสดีว่าเขาป็นคนใจร้อน ไม่ชอบรับผิดชอบอะไรและต้องการการเป็นอิสระ

“ว้าว สวยจัง” คริสอุทานเมื่อเห็นโต๊ะอาหาร “ไม่ต้องขนาดนี้ก็ได้ แค่นี้ผมก็หลงคุณจะแย่” คริส

กล่าวเสริม

“เพื่อคุณ คริส ฟีฟีทำได้ทุกอย่าง คุณก็รู้ว่าฟีฟีรักคุณแค่ไหน” ฟาติมาเงยหน้าขึ้นจ้องมองเข้าไปในสายตาของคริส แล้วเธอก็เย็นยะเยือกเข้าไปถึงขั้วหัวใจ เพราะในสายตาคู่นั้นไม่มีแววตอบสนองแต่อย่างใด คำพูดที่ว่าแววตาเป็นหน้าต่างของหัวใจดูเหมือนจะเป็นจริง

“ไม่เอาหน้า ฟีฟี เราเคยคุยเรื่องนี้กันแล้ว คุณเองก็เคยบอกว่าชอบการไม่ผูกมัดไม่ใช่เหรอ

“ใช่ คริส แต่ตอนนี้ ฟีฟีต้องการครอบครัวที่อบอุ่นมากกว่า รักที่เลื่อนลอย”

“งั้นเหรอ ทำอะไรทาน หอมจัง”

“ของโปรด ของคุณ ไก่อบชีส”

“ขอบคุณมากๆเลย” ฟาติมาทำไก่อบชีสอร่อยมากๆ เธอใช้ไก่ชิ้นบางๆแล้วเอาชีสโรยวางไว้ข้างบน พร้อมด้วยหัวหอมและเครื่องเทศ และเอาเข้าเตาอบประมาณ 30 นาที อร่อยแบบสุดๆจริง มันคืออาหารจานโปรดของสร้างเมือง อันที่จริงฟาติมาก็เหมือนผู้หญิงอาหรับเชื้อสายฝรั่งเศสทั่วไปที่ถูกฝึกให้เก่งงานบ้านและทำกับข้าวเพื่อเอาใจสามีและลูก แถมมีความสวยเป็นเครื่องการันตีคุณภาพ แต่สิ่งหนึ่งที่ฟาติมาไม่มีและผู้หญิงเอเชียส่วนใหญ่มีก็คือความนอบน้อมถ่อมตนและการไม่แสดงออกจนเกินงาม สร้างเมืองชอบทุกอย่างในตัวฟาติมา ยกเว้นการแสดงออกทางเพศที่เกินงาม มันทำให้ไม่น่าค้นหาและดึงดูดใจ ฟาติมามีเสน่ห์พร้อมพรั่งคุณสมบัติที่ผู้ชายจะหลงใหล แต่สำหรับสร้างเมือง เขาต้องการอะไรบางอย่างที่แตกต่าง ซึ่งเขาเอง ก็ยังบอกไม่ได้ว่ามันคืออะไร

“คริส เป็นอะไรไป” ฟาติมาเรียกสร้างเมือง

สร้างเมืองรู้สึกตัวจากเสียงเรียก เขาอยู่บนร่างของฟาติมาแต่จิตใจล่องลอยไปแสนไกล ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ เขายังคงโรมเร้าฟาติมาอย่างไม่หยุดหย่อน เสียงหายใจของฟาติมาดังถี่ขึ้น เธอโน้มคอเขาลงไปจุมพิตอย่างดูดดื่ม ในที่สุด ฟาติมาก็ปลดปล่อยความรู้สึกของเธอออกมา เล็บของเธอจิกลงไปบนแผ่นหลังของสร้างเมือง เขาปล่อยเธอระบายออกอย่างเต็มที่ แต่กระตุ้นเร่งเร้าอย่างต่อเนื่อง

“พอเถอะ คริส ฟีฟีใจจะขาดอยู่แล้ว” ฟาติมา กระซิบที่ข้างหูสร้างเมือง

สร้างเมืองดึงผ้าแพรมาคลุมร่างกาย เขาเอ่ยช้าช้า กับฟาติมา

“ฟีฟี ผมจะย้ายไปอยู่ลิยง ช่วยหาคนมาแทนผมที่ซิ”

“อะไรนะ” ฟีฟีหันหน้ามามองสร้างเมือง

“คุณก็รู้ว่าผมชอบการเดินทาง และตอนนี้ ผมสอบฝึกงานที่ลิยงได้แล้ว”

“คุณมานอนกับฉัน เพราะอย่างนี้ใช่มั้ย”

“คุณก็รู้ว่าไม่ใช่ ฟีฟี ผมอาจไม่เคยคิดแต่งงานกับคุณแต่ผมไม่เคยดูถูกคุณนะ”

“ฉันจะฆ่าคุณ สร้างเมือง คุณดูถูกความรักของฉันมากไปแล้ว”

สร้างเมืองหันไปมอง ฟาติมา สายตาของเธอมีแต่แววโกรธแค้นชิงชังแต่ที่มือของเธอ มีปืนกระบอกเล็ก .38

“เปรี้ยง เปรี้ยง”


สติของสร้างเมืองดับวูบพร้อมกับความดำมืดที่ปกคลุมเข้ามาอย่างรวดเร็ว

สร้างเมืองขับรถจากตัวเมืองอรัญประทศเข้าสู่เขาอีด่างด้วยความเร็ว 90 กม. ต่อชั่วโมง ผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างๆเขา แนะนำตัวเองว่าชื่อ แคทอง เธอเป็นลูกจ้างของ SIPAR เช่นเดียวกับเขา แต่ทำงานมา เกือบ 5 ปี แล้ว ภาษาฝรั่งเศสของเธอใช้ได้ดีที่เดียว แคทองเป็นผู้หญิงผิวเข้ม ผมตัดสั้นแค่บ่า รูปร่างเล็กแบบผู้หญิงเอเชียทั่วไป

“Avez - vous faim?”แคทองเอ่ยขึ้น

“ยังครับ” สร้างเมืองตอบด้วยสำเนียงไทยเรียบๆ

“อ้าว พูดไทยได้ด้วย” แคทองอุทานอย่างทึ่ง

“เรียนที่ไหนมาค่ะ”

“เรียนที่บ้านครับ แม่ผมเป็นคนไทย”

“เหรอคะ นั้นซินะ หน้าคุณออกลูกครึ่ง”

“ที่ถามนะ เพราะว่าเกรงว่าคุณจะทานอาหารไทยไม่ได้นะแถวนี้มีร้านอาหาร เวียดนามอยู่ร้านอร่อยมาก เย็นนี้เราคงได้มาทานกันจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับคุณนะ”

“ผมยังไม่หิวเลยครับ แคทอง อยากไปดูที่ทำงานก่อนมากกว่า”

“ได้เลยคะ สร้างเมือง” แคทองเอ่ยชื่อเขาแบบติดตลก


เขาอีด่างเป็นศูนย์อพยพของ ชาวกัมพูชา ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในไทย เขา เซ็นสัญญา กับ องค์การ SIPAR 3 ปี เพื่อทำงานในฐานะผู้ช่วยผู้บริหารโครงการ เขาจำวันที่ไป พบกับ Madame Petitmengin (9)ได้ดี

“ตอบมาซิ คริส ว่าทำไมถึงอยาก ไปทำงานที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

“แม่ ผม เป็นคนไทย และพ่อก็เคยเดินทางไปอยู่ที่นั้นด้วย ผมได้แต่ฟังพ่อแม่เล่าไม่เคยได้มีโอกาสเดินทางไปเอง”

“แม่เธอก็ไปบ่อยไม่ใช่ เหรอ ประเทศไทยนะ”

“ครับ แต่ผมไม่เคยไป”

“เธอ ไม่รู้สึกว่าตัวเอง เป็น ฝรั่งเศส ใช่มั้ยคริส”

“มาดาม ผมเป็นคนฝรั่งเศส แน่นอน ผมถึงชอบการเดินทาง การผจญภัย เปิดโลกใหม่ของตนเอง ผมบอกไม่ได้ว่าทำไม และ เพราะอะไรแต่ ที่นั้นมีแรงดึงดูดให้ผมไป” คริสกล่าวอย่างมั่นใจ

“ดี คริส ฉันจะเล่าเรื่องของฉันให้ฟัง เธอจะได้เก็บเอาไปคิด ก่อนการเดินทาง”

มากาลี เปอติมงแช็งเล่าให้เขาฟังหลายเรื่องเกี่ยวกับตัวเธอ แต่ที่สร้างเมืองประทับใจและจำได้ ก็คือมูลเหตุของการก่อตั้ง องค์การ SIPAR

“SIPAR เป็นชื่อย่อจากภาษาฝรั่งเศสว่า Soutien Initiative Privé pour Aider les Refugiés de L’Asie Sud Est โดยรวมคือองค์การเอกชนของฝรั่งเศสที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้อพยพ ชาวเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ คือ กัมพูชา ลาว และ เวียดนาม ผู้ก่อตั้งและเป็นประธานองค์การคือ ตัวฉันเอง ฉันเคยเป็นพยาบาล และในปี 1975 ได้เดินทางไปที่เขาอีด่าง ในเขตจังหวัดปราจีนบุรี เป็นช่วงระยะเวลาที่ผู้อพยพ ชาวกัมพูชาได้เดินทางหนีตายเขามาอยู่ในไทย ตอนนั้นฉันเป็นอาสาสมัครของ Medecin sans frontière เพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ และคนไข้ในขณะนั้น ฉันทำงาน อยู่ในแคมป์ 2 ปี และต้องเดินทางกลับฝรั่งเศสเนื่องจากหมดสัญญาการทำงาน แต่ในความเป็นจริงแล้วฉันไม่เคยลืมภาพของผู้อพยพชาวกัมพูชาที่วนเวียนอยู่ในจิตใต้สำนึกได้ เลยคริส

ฉันไม่เคยลืมพวกเขา ไม่สามารถลืมได้ พ่อของฉันเป็นทหารในสงครามอินโดจีนเขากลับมาเล่าเหตุการณ์หลายอย่างให้ฉันฟัง ทำให้ฉันอยากเห็นอินโดจีนด้วยตัวเอง และฉันก็เดินทางไปยังชายแดนของประเทศไทยที่เขาอีด่าง กับ MEDCIN SANS FRONTIEREและที่นั้นฉันก็ได้พบกับความอัปยศและผลพวงของสงคราม ภาพทุกภาพที่เกิดขึ้นที่นั้นภายในระยะเวลาสองปีถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของฉัน



“เช้าวันหนึ่งฉันลุกขึ้นและบอกกับ Jacques ว่า จะเดินทางกลับไปประเทศไทยเพื่อทำงานต่อเพราะชีวิตในฝรั่งเศสไร้ค่าสำหรับฉัน Jacques พยายามทำความเข้าใจกับสภาพจิตของฉันที่ย่ำแย่ในขณะนั้นและคุณพ่อ Bernard ผู้คร่ำหวอดในเอเซียเดินทางมาพบฉันถึงบ้าน พร้อมเสนอโครงการให้ฉันโครงการหนึ่ง ซึ่ง MEDCIN SANS FRONTIERE ไม่สามารถรับไว้ได้คือการช่วยเหลือให้ความรู้ด้านภาษาและวัฒนธรรมแก่ผู้อพยพเพื่อลดภาระของฝรั่งเศสในการจัดการภายในประเทศ ฉันดีใจเป็นที่สุดตกปากรับคำ เดือดร้อนถึง Jacques ผู้กว้างขวางในหมู่นักการเมืองต้องช่วยฉันวิ่งหากองทุนโดยมีคุณพ่อ Bernard ช่วยอีกแรง ในระยะเวลาไม่นานนักเราก็ได้กองทุนก้อนใหญ่มีผู้เข้าร่วมเป็นกรรมการกองทุนจำนวนมากและในที่สุด การเดินทางกลับมาสู่เอเซียตะวันออกเชียงใต้ของฉันก็เป็นจริง ในปี คศ.1980 องค์การซีปาร์เกิดก่อนหน้านั้น 2 ปี และเข้าดำเนินการช่วยเหลือผู้อพยพจากเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ภายในประเทศฝรั่งเศส เพื่อเรียนรู้ สถานการณ์ที่ต้องเจอก่อนเดินทางไปยังพื้นที่เป้าหมาย”



“Créteuille จึงเป็นเสมือนโรงเรียนกวดวิชาสำหรับเราชาวSIPARและการเริ่มต้นทำงานของฉันกับทหารฝรั่งเศส เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังในปี 1980 ในยุคเริ่มต้นปีแรกๆนั้นฉันยอมรับว่าการทำงานเป็นไปอย่างยากลำบากเพราะเราไม่มีบุคคลากรทางการศึกษาที่จะช่วยเหลือด้านการสอนเราจำเป็นต้องใช้ทหารฝรั่งเศสมาช่วยสอน ช่วงนั้นหากใครมาเห็นกระบวนการจัดการเรียนการสอนของเรา คงมีข้อโต้แย้งมากมาย แต่การจัดตั้งศูนย์การเรียนการสอนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะรัฐบาลไทยต้องการให้จ้างงานคนไทยด้วยดังนั้นจึงต้องมีการจ้างงานครูสอนภาษาฝรั่งเศสคนไทย คุณพ่อ Bernard ช่วยเหลือพวกเรามาโดยตลอดจนกระทั่งฉันได้พบกับ Olivier de Bernon ฉันเริ่มมั่นใจว่าโรงเรียนจะเป็นโรงเรียนเสียที Olivier เป็นครูสอนทหารนอกราชการเขาเข้ามาช่วยพวกเรา และในที่สุด SIPAR ก็ได้ดำเนินการสอนมาจนถึงทุกวันนี้ ฝันของยายแก่อย่างฉันที่มีต่อผู้อพยพก็เลยเป็นจริงและหวังว่าจะยืนยาวตราบนานเท่านาน”



“คริส ตอนนี้ฝันของฉันเป็นจริงและขยายวงกว้างจากผู้อพยพกัมพูชาเป็น ลาว ชาวเขาและ เวียดนาม มีผู้อพยพเดินทางผ่านองค์การสู่ฝรั่งเศสจำนวนมาก มีทั้งสมหวังผิดหวัง เรื่องราวมากมายไหลผ่านโรงเรียนนอกระบบแห่งนี้ มีทั้งเสียงหัวเราะ ร้องไห้ให้จดจำ ฉันกล้าพูดว่าการทำงานในศูนย์อพยพแห่งนี้สร้างสำนึกความภาคภูมิใจในความเป็นคนอย่างใหญ่หลวง แผ่นดินไทยมี พื้นดินพื้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์ การรักษาชาติท่ามกลางมรสุมที่โหมกระหน่ำ ประเทศไทย ยังคงผาสุข โชคดีนะที่ได้เกิดเป็นคนไทย มีพื้นดินที่อาศัยไม่ต้องระหกระเหิน ฉันอดไม่ได้ที่จะสะท้อนใจเพราะในยุคนี้สมัยนี้ยามที่ชาติไทยพัฒนาถึงจุดหนึ่ง คนไทยกำลังแบ่งแยกเป็น 2 ฝ่าย ลืมภาพในประวัติศาสตร์ ไม่ยอมทบทวนบทเรียนที่เกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือจะเป็นจริงที่ว่าประเทศไทยช้ากว่า กัมพูชา ลาว และ เวียดนาม ในเรื่องของการแบ่งแยกทางการเมือง จนถึงกับแบ่งแยกประเทศในที่สุด ขออย่าให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นกับประเทศไทยเลย เพราะในฐานะที่เคยใกล้ชิดกับผู้ที่ประสบภัยเช่นนี้มาก่อน ฉันรู้ดีว่า สถานการณ์ไม่น่าพิสมัย มีแต่ความทุกข์ระทม เราพยายามทำอย่างดีที่สุด แต่ไม่มีอะไรสมบูรณ์ หรอก คริส”



วันนั้น เขาอยู่คุยกับ มากาลี จนเย็น เธอเชิญเขาทานข้าวเย็นด้วย เรื่องราวอีกมากมายพรั่งพรูออกจากปากของหญิงชรา ผู้เปี่ยมล้นด้วยความดีงาม

สร้างเมืองเดินสำรวจแคมป์ไปเรื่อยๆ จนถึงเนินเขา ด้านหลัง มีป้อมยามตั้งอยู่ ทหารส่งสัญญาณไม่ให้เขาเดินต่อไป เขายิ้มเป็นเชิงตอบรับ

"ร่มรื่นดีนะครับ " สร้างเมืองบอกแคทอง ที่เดินมาข้างๆ แบบเงียบสงบ ไม่ปริปากแม้แต่คำเดียว เธอคงกำลังชื่นชมกับธรรมชาติอยู่ สร้างเมืองมองธารน้ำที่ไหลริน แล้วรู้สึก สบาย เขาเริ่มชอบที่นี้แล้วซิ

"เราคงต้องกลับกันแล้วละคะ สร้างเมือง" แคทองเอ่ยขึ้น "ได้เวลาต้องออกจากแคมป์แล้ว อาสาสมัครทุกคนต้องออกจากแคมป์ก่อนมืด ไม่งั้น ทหารไม่รับรองความปลอดภัย

สร้างเมืองพยักหน้ารับ งั้นเราก็กลับไปที่ โรงเรียน SIPAR ดีมั้ยครับ" สร้างเมืองมองหน้าแคทอง เขาเห็นเธอพยักหน้ารับ พร้อมกับออกเดินนำ ไปก่อน โรงเรียนอยู่ต้นลำธาร มีดอกคูณสีเหลืองอยู่ข้างหน้า โรงเรียน

"ซรัวเดย Christophe" เสียงผู้ชายดังแหวกอากาศมาข้างหลัง

สร้างเมืองหันไปมองทางต้นเสียง คงเป็น Serge นั้นเอง

Serge เป็นผู้ดูแลโรงเรียนในขณะนี้ ตอนที่สร้างเมืองมาถึง ไม่รู้ว่า เขาไปไหน พบแต่ Nanou และJohann สร้างเมืองไม่รู้หรอกว่า ที่Serge พูดแปลว่าอะไร แต่ก็ตอบไปตามนั้น

"ซรัวเดย Serge" สร้างเมืองพยายามออกเสียงเลียนเสียงของSerge ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าเขา อายุน่าจะมากกว่าเขา พอสมควร ดูจากผมขาวที่แซมอยู่ประปราย แต่ท่าทางเป็นคนใจดีไม่น้อยเลย

"เป็นไง บ้างการเดินทางสะดวกมั้ย" Serge ถามเขาเป็นภาษาไทย" สร้างเมืองรู้ว่า Serge พูดภาษาไทยได้ แต่ไม่นึกว่า เก่งขนาดนี้

"คุณพูด ภาษาไทย ได้ เก่งมากเลย Serge" สร้างเมืองชม

"ฮา ฮา ผมก็มีวิธีการเรียนของผม ซิ Christophe" Serge กล่าวปนหัวเราะ

"ดี ดี ทุกอย่าง โรงเรียนดูร่มรื่นมากเลย ผมชอบ ต้นไม้เยอะดีจัง" สร้างเมืองชวนคุย

"วันนี้ พวกเราจะจัดงานเลี้ยงฉลองให้กับคุณ นะ Christophe เพื่อเป็นการต้อนรับไง"

"อ้อ ขอบคุณมาก" สร้างเมืองตอบรับด้วยความยินดี

สร้างเมือง กำลังอาบน้ำ มือไปโดนเอาแผลที่เป็นแผลเป็น เนื่องจากถูกยิง เมื่อ 3 ปี ก่อน หน้าของฟาติมาลอยเด่นเข้ามาอย่างยากที่จะลืมเลือน เขาจำได ้แต่เพียงว่า ฟาติมาพูดอะไรกับเขา แล้วก็ลั่นไก เขานึกไม่ถึง และไม่มีใครคาดคิด เขาฟื้นอีกที ที่โรงพยาบาล มีแม่นั่งอยู่ข้างๆ แม่บอกให้เขาวางใจได้ ไม่มีปัญหาอะไร หมอผ่ากระสุนที่ฝั่งในออก เขาจะสามารถกลับบ้านได้ในไม่ช้า

"ฟีฟี เป็นยังไงบ้าง" สร้างเมืองถามด้วยความเป็นห่วง เพราะเขาเองยังสงสัยว่าเป็นเพราะอะไรที่ฟีฟี ได้ยิงเขา

"ฟีฟี ตายแล้วสร้างเมือง" แม่หลบตาเขา

"อะไรนะ" สร้างเมืองตาโตมองแม่

"แม่ขอโทษนะ สร้างเมือง เป็นความผิดของแม่เอง"

สร้างเมืองเงยหน้ามองดารารายแบบสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น

"ฟีฟี คงยังไม่ได้บอกลูกว่า เธอท้อง" ดารารายหลุบตาลงต่ำ

"กับใคร" สร้างเมืองเอ่ยขึ้น

"เธอบอกว่ากับลูก" ดารารายมองหน้าลูกชาย

"เป็นไปไม่ได้ ผมไม่ได้ยุ่งกับเธอตั้งนานแล้ว" สร้างเมืองพูดอย่างมั่นใจ

"แม่ก็คิดอย่างนั้น พอดีตอนนั้นลูกกำลังสอบ แม่ก็เลยตัดบทว่า ให้ไปทำแท้งแล้ว แม่จะคุยกับลูกเอง ค่าใช้จ่าย แม่จะจัดการให้ แต่แม่ก็ยังไม่ได้คุยกับลูก แม่ไม่คิดว่าจะนัดเจอกันอีก"

"มิน่า ฟีฟี ทำท่าเหมือนมีเรื่องจะพูดกับผมตลอดเวลา แม่อย่าคิดมากเลยครับ ไม่ใช่ความผิดของแม่หรอก แล้วตอนนี้ฟีฟีอยู่ที่ไหน"

"สร้างเมือง ฟีฟี ตายแล้ว เขายิงตัวตาย และเขียนจดหมายลาตายไว้ด้วย สร้างเมือง ฟีฟีบอกว่าเด็กไม่ใช่ลูกของลูก"

สร้างเมืองไม่ตอบอะไรแม่เพราะเขารู้ดีว่าเด็กไม่ใช่ ลูกเขาและ ฟาติมาเองก็คงทำเพียงเพื่อจะหาพ่อให้เด็ก แต่เขายังสงสัยว่าทำไม ฟีฟี ไม่ยิงพ่อเด็กทำไมถึงยิงเขา คำตอบของดารารายที่ตามมาทำให้ เขาตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม "พ่อของลูกในท้อง คือ ปิแยร์"

เขาไปงานศพของฟาติมา แต่พ่อไม่ได้ไป แม่เขาและพ่อไม่เคยพูดกันถึงเรื่องนี้อีก เขาเองพยายามที่จะลืมสิ่งที่เกิดขึ้น นี้คงเป็นเหตุผลที่สมควรที่ฟีฟี ยิงเขา เธอสับสนคิดแก้แค้น ก็เลยลั่นไกปืน ก็เท่านั้น ฟีฟี รู้ดีว่าพ่อแม่รักเขาแค่ไหน การทำให้เขาเจ็บหรือตายมันจะทำให้ทั้งพ่อแม่ทุกข์ระทม แต่เขายังโชคดี รอดมาได้เขาโดนยิงที่หัวไหล่ นัดเดียว อีกนัด โดนกำแพง เขาตัดสินใจออกจากบ้าน ไปเรียนที่ลิยง พยายามหลบหน้าพ่อ ไม่อยากเจอ ไม่อยากพูดคุยด้วย 3ปีที่ลิยง เขาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ อีกมากมาย พร้อมที่จะเดินทางออกเผชิญชีวิตอย่างที่ต้องการ

สร้างเมืองนั่งอยู่ในร้านอาหารเวียดนาม ที่ แคทองชี้ให้ดูตอนเดินทางเข้า แคมป์ Serge นั่งตรงข้าม แคทองนั่งข้างๆ เขา Nanou และ Johann นั่งข้างสร้างเมือง ถัดไป เป็นครูคนไทยอีก 3 คน

ณรงค์กรด มนัสวินทร์ และ ทอปัด

"Chin Chin" Serge กล่าวขึ้น "Bienvenue Christophe"(1)

"ขอบคุณครับ" สร้างเมืองกล่าวด้วยสำเนียงไทยชัดเจน

"คุณพูดไทยได้ คริสตอฟ" มนัสวินทร์ ถามขึ้นพร้อมรินไวน์เพิ่มให้สร้างเมือง

"ครับแม่ผมเป็นคนไทย" สร้างเมืองตอบอย่างภาคภูมิ

ร้านอาหารร้านนี้เป็นร้านอาหารที่มีนักร้องร้องเพลงและเด็กเสริ์ฟเป็นผู้หญิงส่วนใหญ่ ทุกคนกินดื่ม คุยกันอย่างออกรส อาหารถูกสั่งมาตั้งเต็มโต๊ะ เป็นอาหารเลิศรส ทั้งแหนมเนือง ไก่ตะกร้า เมี้ยงญวน และอื่นๆ อีกหลายอย่างที่เขาจำชื่อไม่ได้ ทุกคนอิ่มหนำสำราญ เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ ไวน์อย่างดี ถูกเสริ์ฟแก้วแล้วแก้วเล่า แล้ว Serge ก็เอ่ยขึ้นว่า

"ถ้าใครอยากกลับก็ได้นะ แคทองจะขับรถไปส่งที่บ้าน พรุ่งนี้ ก็นัดกันให้ดีนะ ใครต้องการไปรถผมก็ 7 โมงครึ่งนะ ตรงทางแยกส่วนแคทองจะออกก่อน ตอน 6 โมงเช้า นัดกันเองแล้วกัน"

Serge หันไปหอมแก้มแคทอง พร้อมกับบอกว่า "กลับไปนอนก่อนนะ เดี๋ยวผมตามไป ขอดูแล เด็กๆก่อน"

แคทองพยักหน้ารับ เหมือนนัดกันไว้ ที่ลุกไปมีแต่ผู้หญิงทั้งนั้น ส่วนผู้ชายยังคงนั่งมองหน้ากันตาปริบๆ มนัสวินทร์ลุกขึ้นไปคุยกับใครคนหนึ่งที่เคาน์เตอร์

Johann หันมาทางสร้างเมือง "Tu n'es pas trop fatiqué,non Christophe?" (2)

"Non, pas du tout" (3) สร้างเมืองตอบรับ

"ดีแล้วถ้างั้น เดี๋ยวไปต่อกัน ผมมีเพื่อนคนไทยบ้านอยู่ไม่ไกลจากที่นี้" Serge พูดพร้อมยกแก้วขึ้นดื่ม สร้างเมืองสังเกตว่า Serge ดื่มจัดที่เดียว มนัสวินทร์ กลับมาพร้อมด้วยหญิงสาวน่ารัก 3 คน สร้างเมืองพอจะเดาออกว่า อะไรจะเกิดขึ้น ในวินาทีนี้ Serge ผายมือมาทางเขา พร้อมกล่าวว่า "เลือก เลยครับผู้มาใหม่" สร้างเมืองมองหน้าเพื่อนทุกคน เขาไม่ปฏิเสธ ผู้หญิงแต่หญิงสาว พวกนี้ เป็น ผู้หญิงหากิน เขาไม่ค่อยนิยม

"ว่าไง Christophe ผมเลือกให้แล้วกัน" Serge กล่าวแบบเดาใจเข้าออก แล้วในที่สุด เขาก็นั่งคู่มากับหญิงสาวคนหนึ่งน่าตาน่ารัก รถเลี้ยวเข้าไปจอด ที่บ้านทรงไทยหลังใหญ่ มีคนนั่งจับคู่คุยกันอยู่ที่สนามหญ้า ส่วนใหญ่ เป็นชาวต่างชาติ และคนเอเซีย ที่ไหนกันนี้ สร้างเมืองรำพึงในใจ

(1)Bienvenue Christophe ยินดีต้อนรับ คริสตอฟ

(2)Tu n'es pas trop fatiqué,non Christophe" ไม่เหนื่อยใช่มั้ย คริสตอฟ

(3)Non, pas du tout.ไม่เลย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 27, 2008, 11:46:55 pm โดย มนตราแห่งทะเล » บันทึกการเข้า
บัวรำไพ
บุคคลทั่วไป


อีเมล์ : Email
« ตอบ #9 เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2008, 11:45:45 pm »

############################################################ ##

"ที่นี้ที่ไหน" สร้างเมืองเอ่ยถามอย่างอดไม่ได้

"บ้านเพื่อนผมเอง ปลอดภัยจากตำรวจ ปาร์ตี้ ได้เต็มที่" Serge กล่าวตอบอย่างภาคภูมิ

"T'aimes la fete Christophe"(1) Johann หันมาถามสร้างเมือง

"Pourquoi pas?(2) สร้างเมืองตอบแบบไม่ใส่ใจนัก ทำไมสร้างเมืองจะไม่ชอบงานปาร์ตี้ แต่เขาไม่ชอบการมั่สุมเสพยาเสพติด โดยเฉพาะยิ่งมากับผู้หญิงด้วยแล้ว ดูไม่ค่อยสุภาพเท่าไหร่ รถแล่นเข้าไปจอดที่ลานหน้าบ้าน มองเขาไปภายใน ดูโอ่อ่า บอกสถานะของเจ้าของบ้านว่าร่ำรวยมหาศาล ชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งเข้ามาคำนับอย่างนอบน้อม ทั้งหมดลงมายืนที่ลานบ้าน Serge เดินนำไปข้างหน้า สาวน้อยที่มากับเขาเริ่มกระสับกระส่ายเมื่อรู้ว่าอะไรกำลังจะเก ิดขึ้น สร้างเมืองรับรู้ความรู้สึกนั้นได้เป็นอย่างดี เขาจึงเดินเข้าไปโอบกอดเธอไว้ เนื้อตัวเธอสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด

"ไม่เคยเหรอ" Serge หันไปถามเพื่อนของเธอ หญิงสาวของ Serge ส่ายหัว

"ว้าว ได้เปิดบริสุทธิ์งานนี้" Serge พูดอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง

สร้างเมืองไม่ตอบอะไร เข้าถูกพาขึ้นไปยังชั้นบนของบ้านที่ได้รับการประดับประดา ดูแลเป็นอย่างดี หญิงสาวที่อยู่ในอ้อมกอด ยิ่งสั่นสะท้านราวกับต้องหิมะ เมื่อเข้าไปในห้อง เขาต้องปลอบเธอ

"ชื่ออะไรครับ" สร้างเมืองเอ่ยถาม

"เคยเจีย" หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงปนสะอื้น

"คุณไม่ใช่คนไทย" สร้างเมืองมองจ้องเข้าไปในดวงตาคู่งาม

"ไม่คะ เป็นเวียดนาม" เธอกล่าวช้าๆ

"แล้วออกมาที่นี้ได้ยังไง" สร้างเมืองกล่าวแบบฉงน

"ทางศูนย์ส่งมา" หญิงสาวตอบเสียงต่ำ

สร้างเมืองนอนเอามือก่ายหน้าผาก น่ากลัวจะเป็นการค้าเนื้อมนุษย์สดอีกแล้ว

"ผมต้องจ่าย คุณเท่าไหร่เคยเจีย" สร้างเมืองถามตรงๆ

"เพื่อนคุณจ่ายเรียบร้อยแล้ว"เคยเจียตอบ

"ดี งั้นเรามาคุยกันนะไม่ต้องทำอะไร ดีมั้ย" สร้างเมืองพูดจากใจ

เคยเจียกระพุ่มมือไหว้ น้ำตาไหลพราก ชีวิตของคนทุกข์ยาก เพียงหนึ่งหยดน้ำใจจากคนรอบข้าง ก็ทำให้ชีวิตชุ่มชื่นได้อย่างประหลาด

(1) "T'aimes la fete Christophe" คุณชอบ ปาร์ตี้มั้ย คริสตอฟ

(2) pourquoi pas? ทำไมจะไม่ชอบละ

##########################################################



สร้างเมืองรู้สึกสงสาร เคยเจียจับใจ เขาบอกไม่ถูกว่าเป็นเพราะอะไรที่ทำให้รู้สึกอยากช่วยหญิงสาว หลังจากพาผู้หญิงไปส่ง สร้างเมืองนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เขาบอกตัวเองว่ามีอะไรบางอย่างที่ไม่ธรรมดา เขาอีด่างไม่มีคนญวน มีแต่ เขมร พรุ่งนี้ต้องถาม Serge ดูให้แน่ใจ เขาจะขอให้ Serge พาเคยเจียมาทำงาน ที่โรงเรียนจะได้ไม่ต้องออกไปขายตัวข้างนอก อีก

Serge เป็นคนรับผิดชอบงานถึงนอนดึกแต่เขาก็ไม่สาย 7.00 น.เขาจอดรถคอยตรงทางแยก สร้างเมืองถือโอกาสนั่งข้างSerge เพื่อชวนคุย

"Serge เคยเจียมาจากแคมป์ เป็นไปได้ยังไง"

" ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ ผู้อพยพอยู่ในกำมือของคนไทย"

"แต่มันไม่ถูกต้อง" สร้างเมืองพูดขึ้น เขาไม่แน่ใจว่า Serge พูดประชด หรือบอกข้อเท็จจริง

"ผมรู้ แต่ใครทำอะไรได้" Serge เงยหน้ามองสร้างเมืองเป็นเชิงถาม

"ผมสงสารเธอ" สร้างเมืองเอ่ยขึ้น

"แล้วไง อย่ายุ่งดีกว่าน้องชาย ไม่ใช่เรื่อง อย่าหาเหาใส่หัวดีกว่า

"เป็นไปได้มั้ย Serge ที่เราจะให้ เคยเจียมาทำงานกับเราที่โรงเรียน

"ติดใจขนาดนั้นเลย" Serge ถาม

"เปล่าผมไม่ได้มีอะไรกับเธอเลย แต่ผมสงสารเคยเจีย" สร้างเมืองหลบสายตา Serge

"เดี๋ยวผมดูก่อนนะ ยังให้คำตอบไม่ได้" Serge บอกสร้างเมือง

"ขอบคุณ Serge ผมเป็นหนี้คุณ 1 ครั้ง แล้วนะ" สร้างเมืองเอ่ยขึ้น

"ใจเย็น ผมยังไม่ได้บอกว่าได้ไม่ได้"

แล้วเย็นนั้นสร้างเมืองก็ได้รับคำตอบที่น่าชื่นใจ

"โอเค ผมคุยกับทหารเจ้าของโซนแล้ว ไม่มีปัญหา เคยเจียจะมาทำงานกับเรา"

"ทำไมเขาตอบรับง่ายจัง"

"ฮะฮะฮ้า Serge ซะอย่าง พวกนี้วัวสันหลังวะทั้งนั้นแหละมีแผลทุกคน แค่จี้เขาหน่อยก็โอเคแล้ว ว่าแต่ว่าอย่าประเจิดประเจอนะสร้างเมืองไม่รู้ผู้หญิงมีภูมิหลังยังไง ผมยังไม่ได้สอบเลย"

"ครับ Serge ไม่ต้องเป็นห่วง ผมไม่มีอะไรต้องกลัวอยู่แล้ว" สร้างเมืองตอบด้วยความเชื่อมั่น เขาแน่ใจว่าไม่มีความรู้สึกชู้สาวกับเคยเจีย มีแต่ความสงสารมากกว่า

สร้างเมืองรู้สึกสงสาร เคยเจียจับใจ เขาบอกไม่ถูกว่าเป็นเพราะอะไรที่ทำให้รู้สึกอยากช่วยหญิงสาว หลังจากพาผู้หญิงไปส่ง สร้างเมืองนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เขาบอกตัวเองว่ามีอะไรบางอย่างที่ไม่ธรรมดา เขาอีด่างไม่มีคนญวน มีแต่ เขมร พรุ่งนี้ต้องถาม Serge ดูให้แน่ใจ เขาจะขอให้ Serge พาเคยเจียมาทำงาน ที่โรงเรียนจะได้ไม่ต้องออกไปขายตัวข้างนอก อีก

Serge เป็นคนรับผิดชอบงานถึงนอนดึกแต่เขาก็ไม่สาย 7.00 น.เขาจอดรถคอยตรงทางแยก สร้างเมืองถือโอกาสนั่งข้างSerge เพื่อชวนคุย

"Serge เคยเจียมาจากแคมป์ เป็นไปได้ยังไง"

" ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ ผู้อพยพอยู่ในกำมือของคนไทย"

"แต่มันไม่ถูกต้อง" สร้างเมืองพูดขึ้น เขาไม่แน่ใจว่า Serge พูดประชด หรือบอกข้อเท็จจริง

"ผมรู้ แต่ใครทำอะไรได้" Serge เงยหน้ามองสร้างเมืองเป็นเชิงถาม

"ผมสงสารเธอ " สร้างเมืองเอ่ยขึ้น

"แล้วไง อย่ายุ่งดีกว่าน้องชาย ไม่ใช่เรื่อง อย่าหาเหาใส่หัวดีกว่า

"เป็นไปได้มั้ย Serge ที่เราจะให้ เคยเจียมาทำงานกับเราที่โรงเรียน

"ติดใจขนาดนั้นเลย" Serge ถาม

"เปล่าผมไม่ได้มีอะไรกับเธอเลย แต่ผมสงสารเคยเจีย" สร้างเมืองหลบสายตา Serge

"เดี๋ยวผมดูก่อนนะ ยังให้คำตอบไม่ได้" Serge บอกสร้างเมือง

"ขอบคุณ Serge ผมเป็นหนี้คุณ 1 ครั้ง แล้วนะ" สร้างเมืองเอ่ยขึ้น

"ใจเย็น ผมยังไม่ได้บอกว่าได้ไม่ได้"

แล้วเย็นนั้นสร้างเมืองก็ได้รับคำตอบที่น่าชื่นใจ

"โอเค ผมคุยกับทหารเจ้าของโซนแล้ว ไม่มีปัญหา เคยเจียจะมาทำงานกับเรา"

"ทำไมเขาตอบรับง่ายจัง"

"ฮะฮะ ฮ้า Serge ซะอย่าง พวกนี้วัวสันหลังวะทั้งนั้นแหละมีแผลทุกคน แค่จี้เขาหน่อยก็โอเคแล้ว ว่าแต่ว่าอย่าประเจิดประเจอนะสร้างเมืองไม่รู้ผู้หญิงมีภูมิหลังยังไง ผมยังไม่ได้สอบเลย"

"ครับ Serge ไม่ต้องเป็นห่วง ผมไม่มีอะไรต้องกลัวอยู่แล้ว" สร้างเมืองตอบด้วยความเชื่อมั่น เขาแน่ใจว่าไม่มีความรู้สึกชู้สาวกับเคยเจีย มีแต่ความสงสารมากกว่า

สร้างเมืองต่อโทรศัพท์ถึง ทรายทอง ทันทีที่มีเวลา เขาอยากได้ยินเสียงน้าทอง เคยแต่เห็นรูปถ่ายและ แชต เป็นตัวหนังสือ ครั้งนี้จะได้ยินเสียงทรายทอง เขารู้สึกตื่นเต้นมากๆ ติดแล้ว แต่เสียงปลายสายกลับ เป็นผู้ชาย

"สวัสดีครับ ผมขอพูดกับน้าทอง ครับ"

"ใครต้องการพูดสายด้วยครับ" เสียงฝ่ายโน้นถามมา

"สร้างเมือง ครับ" เขาตอบแผ่วเบา

"หา......สร้างเมือง เหรอ นี้ผมพระพันนะ " เสียงด้านโน้นแสดงความดีใจ

"ครับ" สร้างเมืองรู้จักพระพันตามคำบอกเล่าของทรายทอง แต่เขาไม่เคยคุย กับพระพันเลย แม้แต่น้อย

"ตอนนี้ ทองไม่อยู่ครับเดี๋ยวพอกลับมาแล้วผมจะให้โทรหา นะ"

"ครับผม" สร้างเมืองวางสาย ดูท่า พระพันจะรักทรายทองมากๆ ทรายทองเคยเล่าถึงลูกชายที่ชื่อเดียวกับเขาที่ตายจากไปตั้งแต่เล็ก และสาเหตุที่แม่เขาตั้งชื่อเดียวกัน ทรายทองรักลูกคนนี้มาก และบ่อยครั้งที่เขาเองก็รู้สึกเหมือนว่าตัวเอง คือ สร้างเมือง ที่กลับมาเกิด ไม่รู้เป็นเพราะอะไรที่เขาผูกพันกับประเทศไทย ผูกพันกับทรายทอง เขาสามารถคุยทุกอย่างให้ทรายทองฟัง และเธอรับฟังอย่างอดทน ผิดกับแม่ของเขา ดารารายที่จะคอยบังคับให้เขาทำตามใจเสียทุกเรื่อง สร้างเมืองรู้ว่าแม่หวังดีกับเขาแต่บางครั้งเขาอึดอัด จนเบื่อหน่าย ผิดกับทรายทอง ที่มีความละมุนละม่อม และพูดคุยเข้าใจง่ายกว่า เขามาประเทศไทยเพื่อแสวงหาประสบการณ์ เพื่อการเรียนรู้ เพื่อทำงานที่ชอบ แต่สร้างเมืองรู้ดีว่า ทรายทองเป็นแรงบันดาลใจอีกหนึ่งที่ดึงให้เขามาที่นี่.........เมืองไทย

************************************************************

สร้างเมือง ยังจำวันที่เขาไปถึงลิยง วันแรกได้ วันที่มีการปฐมนิเทศก์ นักศึกษาใหม่

"หวัดดี ขอนั่งตรงนี้ได้มั้ย" เสียงเล็กแหลม เสียดเข้าไปในหูของสร้างเมือง เขาเหลียวหน้าไปดู ผมกับใบหน้าผู้ชายเอเชีย ตาชั้นเดียว ซึ่งแนะนำตนเองว่า "ผมชื่อ เต้าจิ้น ยินดีที่รู้จัก คุณละชื่ออะไร"

"สร้างเมือง"

"คุณเป็นลูกครึ่งใช่มั้ย" เต้าจิ้น เอ่ยถาม

"ครับ ไทยฝรั่งเศส"

"หรือครับ ผมเป็นลูกครึ่งฝรั่งเศสเวียดนาม"

"คุณมาจาก ปารีสหรือ" สร้างเมืองถามขึ้น

"ไม่ผมอยู่ที่นี้เอง ที่ลิยง ผมอยากกลับไปเวียดนาม ไปเรียนรู้ชีวิตของคนเวียดนามที่โน้น คุณละอยากกลับ เมืองไทยมั้ย"

"แน่นอน"

สร้างเมือง อยู่อพารต์เมนท์ เดียวกับ เต้าจิ้น , Florence , Ahmed และ Virginie

เต้าจิ้นเป็นลูกครึ่งฝรั่งเศสเวียดนาม อายุประมาณ 21 ปี ส่วน Florence เป็นอิตาลี ฝรั่งเศส อายุประมาณ 23 ปี Ahmed เป็นอาหรับ Morocco เขาถูกส่งมาที่นี้ เพื่อฝึกงานโดยตรง อายุ 26 ปี ส่วน Virginie เป็น คนปารีส ฝรั่งเศสขนานแท้ดั้งเดิม อายุ 22 ปี

------------------------------------------------------------ ------------------

ขอโทษนะสร้างเมือง น้าทองออกไปข้างนอกตอนที่โทรมา

ไม่เป็นไรครับ เสียดายไม่ได้ยินเสียงน้าทอง ครับ

ไม่ต้องกลัว อยู่นานไม่ใช่เหรอ ต้องได้เจอกันแน่ เดือนหน้ามีวันหยุดยาว 3-4 วันมาเที่ยวเกาะซิ

ครับผมก็คิดอย่างนั้น

คริส โทรหาแม่บ้างแม่คิดถึง

ครับแม่

อย่ากินลูกนะดาราราย

ทองก็แบบนี้แหละชอบให้ท้าย คอยดูอีกหน่อยจะเสียคน ว่าแต่จะไปหาน้าทองเมื่อไหร่

คงเป็นวันหยุดยาวนะครับ

อ้อ เต้าจิ้นมาบ้านนะ เขาอยากได้ เมล์ล เพื่อติดต่อแม่ก็ให้ไป โอเคมั้ย

ครับ

เป็นไง แคมป์เป็นไงบ้าง

ดีครับ โรงเรียนสวยมาก อยู่ติดเขา มีลำธาร

โรแมนติค วันหลังน้าจะไปเที่ยว

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

สักครู่ เดี๋ยวมาครับ

จ๊ะ

เร็วนะ แม่มีเรื่องคุยเยอะ

สร้างเมืองกลับมาอีกทีเน็ตหลุดไปแล้ว เขาเลยไม่ต่อ เขาอยากให้เต้าจิ้นติดต่อมาโดยเร็ว






(1) Bon jour, tu vas bien? สวัดดี เป็นไงบ้าง


(2) pas trop, j'ai beaucoup d'eau qui coule. ไม่ค่อยดี มีน้ำไหลออกมามาก


(3) quoi? aller!!!! vite on va à l'hôpital. อะไรนะเร็วเข้ารีบไปโรงพยาบาล


(4) Elle a accouché un beau garçon. On va l’appelé "Sangmoeung". Bisous , Pierre. เธอคลอดแล้วเป็นเด็กชาย รูปหล่อ เราจะเรียกเขาว่า สร้างเมือง ด้วยรัก จาก ปิแยร์


(5) Maman tu ne vas pas recommencer. Ce sont mes cheveux. แม่ครับ เอาอีกแล้ว นี้มันผมของผมนะ


(6) Logisticien : สหวิทยาการด้านการช่างและอื่น เพื่อสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เมื่อต้องการเดินทางไปในประเทศที่ด้อยพัฒนา ที่ Lyon จะมีศูนย์ฝึกชื่อ Bioforce Development


(7) Bonsoir สวัสดีตอนกลางคืน


(Cool Doucement Christ, on a encore beaucoup de temps. ช้าๆ คริสเรายังมีเวลาอีกเยอะ


(9) Mme. Petitmengin ประธานองค์การ SIPAR หน่วยงานช่วยเหลือผู้อพยพ ชาวกัมพูชา เวียตนาม ลาว และม้ง
บันทึกการเข้า
บัวรำไพ
บุคคลทั่วไป


อีเมล์ : Email
« ตอบ #10 เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2008, 11:49:31 pm »

บทที่ 10

ลำนำแห่งรัก

สร้างเมืองขับรถไปตามถนนสายเอเชีย มุ่งหน้าสู่เกาะที่อยู่ของทรายทอง เขาพา Johann Nanou และเคยเจียมาด้วย หญิงสาวไม่มีสิทธิออกจากศูนย์อพยพ แต่Serge ช่วยขออนุญาตให้ สร้างเมืองอยากให้สิ่งดีๆกับเคยเจีย เขาบอกไม่ได้ว่า รักสาวน้อยคนนี้หรือไม่ แต่แน่นอน เขาปรารถนาดีกับเคยเจียมากมาย อยากใกล้ชิด และให้สิ่งดีๆกับเธอ สร้างเมืองมองทิวทัศน์สองข้างทาง มีทุ่งนา และทุ่งโล่ง แบบเมืองร้อน เขียวชอุ่ม ประเทศไทยสวยจริงๆ มีแต่ความอุดมสมบูรณ์ มิน่า ดารารายถึงรักนักหนา

"วันหนึ่งแม่จะกลับเมืองไทย สร้างเมือง แม่รักบ้านเกิดและอยากตายที่เมืองไทย หากเกิดอะไรก็ตามกับแม่ พาแม่กลับบ้านนะสร้างเมือง" เสียงสั่นระรัวของดาราราย ยังก้องในโสตประสาทของสร้างเมือง โดยเฉพาะหลังการตายของฟีฟี ดารารายโหยหาเมืองไทย อาจเป็นเพราะความเจ็บช้ำจากการกระทำของ พ่อ ทำให้แม่ยิ่งคิดถึงบ้าน สร้างเมืองพยายามหาเหตุผล

เขาเปลี่ยนให้ Johann ขับบ้าง และมานั่งข้างเคยเจียข้างหลังเขาเพิ่งสังเกตเห็นว่า เคยเจียสวมเสื้อยืดตัวที่เขาซื้อให้กางเกงยีนส์ด้วย เคยเจียหันมาส่งยิ้มให้เขาแบบสนิทสนม สร้างเมืองให้เกียรติเคยเจียในฐานะเพื่อนร่วมงานและคนที่เขาต้องการสานสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด เขาตอบไม่ได้ว่าควรเป็นแบบใด แต่ที่แน่ๆ เคยเจียเป็นบุคคลพิเศษสำหรับเขาหญิงสาว เริ่มสัปหงก เขาเอื้อมมือไปจับตัวของ เคยเจียให้เอนมาพิง หญิงสาวผ่อนตามแรงดึงเอาหัวซบกับอกของเขาอย่างว่าง่าย เขามองเห็นว่า Johann แอบมองทางกระจก และอมยิ้ม เขาไม่ปฏิเสธว่าต้องการสัมผัสเคยเจีย แต่ไม่เหมือนกับที่ต้องการจากผู้หญิงคนอื่นๆ เคยเจียบอบบางและน่าถนุถนอมผมยาวสลวยเหยียดตรง ผิวขาวเหลืองชวนมอง เขาเอามือลูบหัวหญิงสาวเบาๆ เขาอยากปกป้องเธอ

"หนาวเหรอ เคยเจีย" เขากระชับหญิงสาวในวงแขนและกระซิบถาม เคยเจีย พยักหน้ารับ และซุกหน้ากับอกสร้างเมืองมากขึ้น

ทั้งหมดหยุดพักที่หัวหิน หนึ่งคืน

"เปิดกี่ห้องดีคะ" พนักงานต้อนรับเอ่ยถาม

"สองห้องครับ" สร้างเมืองตอบแทนทุกคน

" เตียงคู่หรือเดี่ยวคะ"

"คู่ครับ"

"นี้คะ กุญแจ ทั้งหมด 1000 บาท พอดี "

สร้างเมืองส่งการ์ดให้พนักงานรูดบัตร สร้างเมืองหันไปหาเคยเจีย

"กล้าอยู่ห้องเดียวกับผมมั้ย"

แทนการพูด เคยเจียพยักหน้าตอบรับ สร้างเมืองกับเพื่อนเดินตามไปห้องพักที่อยู่ ติดทะเล หน้าห้องมีเก้าอี้สำหรับนอนตากแดด สร้างเมืองล้มตัวลงนอน ปล่อยให้เคยเจียขนกระเป๋าเข้าไปในห้อง เขารออยู่พักใหญ่ไม่เห็นเคยเจียเดินกลับออกมา เลยเปิดประตูเข้าไป เห็นเคยเจียนอนหลับอยู่บนเตียง เคยเจียดูเหมือนภาพวาดมากกว่าคนจริง เขาก้มลงจูบที่แก้มหญิงสาวแผ่วเบาไม่อยากปลุกให้ตื่น แต่ผิดคาดเคยเจียลืมตามองเขาเมื่อจมูก โดนแก้ม แต่ไม่หลบ สัญญานแบบนี้สร้างเมืองรู้ดีว่าสามารถสานสัมพันธ์ได้ไกลเท่าใจน ึก แต่สร้างเมืองยังไม่ต้องการให้หญิงสาวตกใจ เขาไม่ชอบตะกรุมตะกราม ตรงข้ามสร้างเมืองต้องการความมั่นใจ ที่สำคัญเขาไม่อยากให้หญิงสาว มองเขาในแง่ลบ เขาอยากให้เคยเจียประทับใจในตัวเขาก่อนที่จะสานสัมพันธ์ลึกซึ้ง

"ไปเล่นน้ำกันมั้ย" สร้างเมืองถามแผ่วเบา

"คะ" เคยเจียตอบรับ

สร้างเมืองถอดเสื้อผ้าออก ฉวยผ้าขนเช็ดตัว แล้วยื่นมือมาให้เคยเจียเกาะ หญิงสาวยื่นมือให้อย่างว่าง่าย

"ชุดสวยดีนะ"สร้างเมืองเอ่ยชมชุดว่ายน้ำของเคยเจีย เป็นทูพีซ สีเขียวอ่อน แบบโชว์สัดส่วน ทำให้เคยเจียดูกล้า กว่าปกติ

"Nanou หามาให้" เคยเจียตอบ

"ดี ว่ายน้ำเป็นมั้ย"

"เป็น"

สร้างเมืองพาเคยเจียเดินลงน้ำ อาทิตย์กำลังอัสดง สวยงามตา สร้างเมืองอดไม่ได้ที่จะโอบกอดเคยเจียไว้ในวงแขน หญิงสาวโอนอ่อนผ่อนตามรับความรู้สึกดีๆที่ชายหนุ่มมอบให้

"มานี้ซิ เคยเจีย" สร้างเมืองพาเคยเจียเดินลงน้ำจนถึงอกหมุนตัวหญิงสาวให้หันหลังมาพิงอกเขา ในทะเลไม่มีใครอยู่เลย ฟ้าใกล้มืด สร้างเมืองสอดมือเข้าไปไล้โลมเม็ดที่ชูชันบนอกของเคยเจีย หญิงสาวเบี่ยงตัวหลบ เมื่อแรกแตะ แต่แอ่นรับเมื่อเขาโลมไล้ไปทั่ว สร้างเมืองเริ่มระงับใจไม่ได้ เขาก้มลงไซ้ซอกคอของเคยเจีย งับติ่งหูหญิงสาวเบาๆเป็นเชิงถามความรู้สึก เคยเจียรู้สึกเซียวซ่านไปทั่วร่างกาย เธอหันหน้ามาเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม ซบกับอกของเขาแบบหมดความอดกลั้น และเงยหน้าขึ้นรับจูบที่สร้างเมืองมอบให้แบบถนุถนอม สร้างเมืองป้ายมือสะเปะสะปะไปที่ส่วนล่างของหญิงสาวแต่หญิงสาวกลับหนีบขาแน่น ไม่ยอมให้มือของเขาล้ำลึกเข้าไป สร้างเมืองชักมือออกมาลืมตามองเคยเจีย เป็นเชิงถาม หญิงสาวหลบตาลงต่ำ สร้างเมืองพอเข้าใจความหมายแต่ออกจะอึดอัดกับคำตอบที่เธอมอบให้ ช่างเถอะนี้ก็พัฒนามาไกลพอสมควรแล้ว

สร้างเมืองนอนกอดเคยเจียอยู่บนเตียง เป็นครั้งแรกที่เขามีความรู้สึกว่า รักกับเซ็กซ์ เป็นคนละเรื่องกัน เขาไม่ปฏิเสธว่าต้องการเคยเจียมากมาย แต่เขาแคร์ความรู้สึกหญิงสาวมากกว่า เสียงเคาะประตูหน้าห้อง

"ใครนะ" สร้างเมืองตะโกนถาม

"ครับผม จะอยู่ต่อมั้ยครับ" เสียงบริกรตอบมา

"ไม่ครับไม่"สร้างเมือง มองนาฬิกา พร้อมตอบปฏิเสธ

ทั้งหมดเดินทางออกจากรีสอร์ท สร้างเมืองสังเกตว่าเคยเจียจิตใจเหม่อลอยมองสองข้างทางตลอดเวลา

"คิดถึงบ้านเหรอ เคยเจีย"สร้างเมืองถาม

"คะ ที่นี่กับ เวียดนามเหมือนกันมากๆ" เธอตอบโดยไม่ละสายตาจากทิวทัศน์

สร้างเมืองลูบหัวหญิงสาวเบาๆอย่างเข้าใจ

"เร็วๆๆๆ เข้า เรือจะออกแล้ว" เสียงคนตะโกน โหวกเหวก

"เคยเจียเร็วเดี๋ยวไม่ทัน"เสียงผู้หญิงเร่งให้เด็กหญิงรีบวิ่งสาวเท้าไปที่เรือ

"อุ้ย อะไรหล่นไม่รู้"เสียงเด็กสาวแหวกอากาศ

"อะไรละ ไปก่อนเถอะเดี๋ยวไม่ทัน"ผู้เป็นแม่ กึ่งลากกึ่งจูงลูกสาว

"เอา จะไปหรือไม่ไป ชักช้า" เสียงคนบนเรือตะโกนถาม

"ไหนละเงิน" คนที่อยู่ข้างล่างตะคอก

"นี้จ้ะ"ผู้เป็นแม่ยื่นถุงเล็กๆให้

"แค่นี้ไม่พอหรอก ตั้งสองคน"

"ขอเถอะจ้ะ ฉันจะช่วยทำงานบนเรือทุกอย่าง"

"พูดไทยได้ดีนิ" อีกคนตั้งขอสังเกต

ในที่สุดสองแม่ลูกก็ขึ้นมาอยู่บนเรือ ใต้ท้องเรือ มีคนชายหญิงและเด็กอยู่เกือบร้อยคน กลิ่นเหม็นคลุ้ง ผู้เป็นแม่รีบพาลูกสาวไปนั่งอยู่ที่มุมใกล้ช่องลม

"ลุกขึ้น ลุก ไต้ก๋งอยากพบ" เสียงห้าวของผู้ชายดังฝ่าความมืด

"ไม่ ไม่ไป" เสียงผู้หญิงร้อง

"อย่าสะดิ้งได้มั้ย มาเร็ว"

2 คนช่วยกันลากผู้หญิงขึ้นไปที่ดาดฟ้าเรือ คืนนั้นทั้งคืนเสียงกรีดร้องของผู้หญิงคนนั้นดังก้องในหูสองแม่ลูก

ใกล้สว่างผู้เป็นแม่รีบเรียกลูกสาวลุกขึ้น และเอามีดที่ติดตัวมาจับผมลูกสาวหัน กร่อน จนสั้นเหมือนเด็กผู้ชาย ลูกสาวนั่งร้องไห้ กระซิกๆ แต่ไม่กล้าขัดขืน

"ต่อไปนี้ ห้ามพูดจ๊ะ จ๋า กับแม่ ต้องพูด ครับ รู้ไหม"

"ทำไมละจ๊ะ แม่จ๋า"

"เอาเถอะน่า เชื่อแม่แล้วจะปลอดภัย"

"จ๊ะ"

พวกผู้หญิงและผู้ชายหลายคนถูกเกณฑ์ขึ้นไปทำงานทำอาหารเลี้ยงคนในเรือ ส่วนเด็กสาวในร่างชายคอยอยู่ข้างล่าง ไม่รู้กี่วันกี่คืนที่ลอยเรืออยู่ในทะเล ทั้งฝนและลมพายุพัดกระหน่ำจนสองแม่ลูกไม่แน่ใจว่าจะรอดจากทะเลบ้า ได้

กลางทะเลบ้าฟ้าคำรน ผู้เป็นแม่รีบผูกลูกสาวไว้กับถังที่หาเจอใต้ท้องเรือ

"เคยเจีย ฟังแม่ให้ดีนะ ลูกมีญาติอยู่ที่เมืองไทย ถ้ารอดชีวิตจากคืนนี้ไปได้ ไปให้ถึงเมืองไทยแล้วไปที่เกาะสมุย นะลูก ไปถามหา คนที่ชื่อพระพันนะลูกเขาเป็นญาติของลูก นี้นะพระ หลวงพ่อแดง แม่จะกลัดไว้ที่อกเสื้อ ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้"

เคยเจียจำได้ว่าน้ำทะลักเขามาเต็มลำเรือ เด็กสาวพยายามตะเกียกตะกายลอยคอจับมือแม่ให้เกาะถังไว้ เสียงผู้คนวี้ดร้องก้องระงม คลื่นกระแทกฝาเรือแตกออกจากกัน เคยเจียดำผุดดำว่ายเอาตัวรอด รู้ตัวอีกทีเด็กสาวกำลังลอยอยู่ กลางทะเลมืดมิด ไม่มีเสียงอะไรนอกจากเสียงคลื่น เธอพยายามนอนหงายอยู่บนถัง เพื่อให้หน้าพ้นน้ำเค็ม

"แม่จ๋า แม่จ๋า" เคยเจียเฝ้าร่ำร้องเรียกหาแม่

เคยเจียหลับๆตื่นๆอยู่กลางทะเล เด็กสาวพร่ำเพ้อถึงแต่แม่ ความหิว ความเหนื่อย ทำให้หมดสติไปในที่สุด เด็กสาวมารู้ตัวอีกที เมื่อมีความรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างหนุนถังให้ลอยพ้นน้ำโต้คลื่นอยู่ในทะเล เมื่อมองดูให้ดีก็เห็นเป็นหางปลาขนาดใหญ่ ความกลัวแล่นเข้าจับขั้วหัวใจ แต่อย่างไรเสียก็ต้องสู้

ริมฝีปากที่แห้งผากเปลวแดดที่ร้อนระอุ ทำให้เด็กสาวมีความรู้สึกทอดอาลัยในชีวิต มีแต่น้ำกับฟ้าจริง ๆ แล้วก็นึกถึงแม่ ปานนี้แม่จะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้ มือป่ายไปมาเจอพระที่แม่กลัดไว้ให้ที่อก แล้วก็นึกถึงคำแม่ที่ว่า "ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้"

เคยเจียตั้งจิตอธิษฐานในใจว่า หลวงพ่อแดง ช่วยให้พ้นภัย ครั้งนี้และขอให้เจอแม่อีกครั้ง เคยเจียเอามือล้วงเข้าไปในกระเป๋า เจอของฝากที่เพื่อนมอบให้ก่อนเดินทาง เป็นเครื่องเป่าล่อนก ความคิดหนึ่งแวบเข้ามา

"ปรี๊ด ปรี๊ด ปรี๊ด"เคยเจียเป่าสุดเสียง ไม่มีเสียงตอบมาจากทิศใดนอกจากเสียงคลื่นและนกเท่านั้น เคยเจียยังคงเป่าต่อไปเป็นระยะๆ และ หลับไปด้วยความเหนื่อยล้า

"เฮ้ย ไอ้ทิด เอ็งมาช่วยข้าเอาอวนขึ้นทีวะ หนัก ฉิบ"

"ไง หมดแรงเหรอ พี่มาก มาๆฉันช่วยเอง เอา อึ๊บ เฮ้ย หนักจริงเว้ย เฮ้ยมาช่วยกันหน่อย ปลาใหญ่เว้ย"

"เฮ้ย คนวะ ตายยัง"เสียงคนตะโกน

"ช่วยด้วย ช่วยด้วย"

"หญิงชายวะ"

เสียงแม่ก้องเข้ามาในหู "ห้ามพูดจ้ะจ๋านะเคยเจีย แล้วจะปลอดภัย"

"ชายครับ ชาย"

คนอ้วนดำ เอาน้ำกับผ้าห่มให้เคยเจีย

"ค่อยๆกินนะไอ้หนู เดี๋ยวจุกตาย"

"เอ็งเป็นใครมาจากไหนวะ ทำไมมาลอยอยู่ในทะเลแบบนี้"

"เรือแตกจ๊ะ เอ๊ยครับ"

"เอา เอาให้แน่ตกลงเป็นหญิงหรือชาย อ้อนแอ่นแบบนี้....ข้าว่า"

"ชายครับชาย ผมเรือแตก" เคยเจียรีบบอก

"อ้าว เอ็งไม่ใช้คนไทยหรือวะ"

"แม่ผม เป็นไทย แต่ ผม เกิดที่เวียดนาม"

"ถ้างั้นข้าเห็นต้องส่งตัวเอ็งให้เจ้าหน้าที่วะ ขี้คร้านมีปัญหา"

"เจ้าหน้าที่ไหนครับ อย่าส่งผมไปเลยนะครับ"

"ไม่ต้องกลัวหรอกไอ้หนู ที่นั้นมีข้าวมีน้ำมีที่ซุกหัวนอนแล้วเอ็งก็จะได้ไปอยู่เมืองนอ ก" ชายอ้วนดำเสริมต่อ

"เอ่อ....."เคยเจียยังไม่ทันได้ตอบอะไร เสียงวูดเรืออีกลำก็เปิดแล่นเข้ามาใกล้ วู้ด.......วู้ด

เสียงจากโทรโข่งดังลอยมา

"เรือราชาวดี กรุณาหยุดเรือให้เจ้าหน้าที่ตรวจด้วย" เสียงจากโทรโข่งดังมา สักพักเรือลำดังกล่าวก็มาจอดเทียบ

"มีเรือญวนแตก เจอใครบ้างมั้ย"

"ครับ เจอไอ้หนูนี้" ชายอ้วนดำตอบ

"เออ มาจากไหนไอ้หนู แล้วนี้รอดคนเดียวเหรอ"

"ผมเจอคนเดียวผมกำลังว่าจะเอาไปส่ง"

"งั้นดีแล้ว เอาหนูมานี้มาขึ้นเรือเลย"

"มันพูดไทยได้ครับ"

"ดี ดี"

และในที่สุด เคยเจียก็ถูกส่งไปอยู่ในค่ายอพยพ 2 ปีในค่าย เป็นชีวิตที่สุดแสนทรมาน

เคยเจียเดินสำรวจรอบๆบ้านของทรายทองอย่างชื่นชม เจ้าของบ้านจัดสัดส่วนอย่างพอเหมาะ เห็นหลังคนไวไว อยู่ไม่ไกลเลยเดินตามไปดู คนที่ถูกไล่ตาม หันมามอง เป็นเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ หญิงสาวหันมายิ้มให้อย่างเป็นมิตร

"หวัดดี มาทำอะไรแถวนี้"หญิงสาวเอ่ยขึ้น

"มาเดินเล่นนะพอดีข้างบนคุยกัน ก็เลยออกมาเดินเล่น

"งั้นเหรอ เธอมากับพี่สร้างเมืองใช่มั้ย"เด็กสาวถาม

"ใช่ ฉันชื่อเคยเจีย"

"เหรอ เพราะดีนะ ฉันชื่อละเมียด"

"แม่ของละเมียดรักสร้างเมืองมากนะ" เคยเจียถาม

"ใช่ แม่รักสร้างเมืองมากทั้งคนนี้ และคนที่ตายไปแล้ว"

"มีสร้างเมือง คนที่ตายไปแล้วด้วย"เคยเจียถามอย่างสงสัย

"คะ ถูกรถชน เมียดยังเล็กมาก ตอนนั้น"

"มิน่า น้าทองถึงรักสร้างเมืองมาก"

"สร้างเมืองก็รักเคยเจียนะดูๆๆๆๆ"ละเมียดเสริม

"ไม่รู้ซิเขาไม่เคยบอก"เคยเจียเอ่ยลอยๆ

"เมียดมองดูว่าเขาเอาใจใส่เคยเจียมากเลยนะ แล้วเคยเจียนะรักเขามั้ย"

"ไม่รู้ซิ มีแต่สร้างเมืองที่คอยดูแลเอาใจใส่เคยเจีย คงรักมั้ง" ประโยคสุดท้ายเคยเจียรำพึงกับตัวเอง

"แล้วแม่เคยเจียละ อยู่ที่ไหน"

"ไม่รู้เหมือนกัน ไม่รู้ยังอยู่หรือตาย" เคยเจียกล่าวอย่างเลื่อนลอย

"มาอยู่ตรงนี้เอง เคยเจีย ละเมียด แม่ให้มาตามไปกินข้าว"เสียงของชายหนุ่มดังขึ้น ลมนนั้นเอง

หลังทานข้าวเสร็จทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อน น้าทองพาสร้างเมืองไปที่ห้องพระ

"นี้เป็นด้ายแดงที่มีคนส่งมาให้ น้า พร้อมดอกบัวสีน้ำเงิน มันแห้งหมดแล้ว" ทรายทองพูดด้วยเสียง

"ยังเก็บทุกอย่างไว้อย่างดีนะครับ"สร้างเมืองกล่าวอย่างตื้นตัน

"น้าอธิษฐานทุกวันหากสร้างเมืองกลับชาติมาเกิดขอให้ได้เจอกันแล้วด้ายแดงก็แสดงอิทธิฤทธิ์ ดังหวังจริงๆ"ทรายทองกล่าวอย่างดีใจ พร้อมดึงตัวสร้างเมืองเข้าไปกอด สองน้าหลานนั่งคุยกัน ขณะที่พระพันกำลังคุยกับเคยเจีย

"เคยเจียเป็นลูกครึ่งไทยเวียดนาม หรือ"

"คะ"

"แล้วมาอยู่แคมป์ได้ยังไงละ"

"เรือแตกตำรวจพามาส่งที่แคมป์"

"งั้นหรือ แล้วที่เวียดนามอยู่ที่ไหน"

"ดาลัดคะ"

"ผมมีคนรู้จัก อยู่ที่ดาลัด แต่ไม่ได้ติดต่อนานแล้ว"

"จริงเหรอคะ" เคยเจียกล่าวอย่างดีใจ

"ครับ เธอเป็นญาติของผมเองแต่ไม่ได้ข่าวนานแล้ว" พระพันตอบ

"พระพันคะ เย็นนี้เราพาเด็กๆไปทานอาหารนอกบ้านดีมั้ยคะ" ทรายทองพูดกับพระพัน แล้วทรุดตัวลงนั่งข้างๆ สร้างเมืองเดินเลยมานั่งข้างเคยเจีย พร้อมโอบไหล่หญิงสาว

"คุณชื่อพระพัน" เคยเจียกล่าวอย่างตื่นเต้น

"ครับ"พระพันตอบรับแบบสงสัย

เคยเจียเอาหลวงพ่อแดงออกมาจากกระเป๋า พร้อมยื่นให้พระพัน

"พระองค์นี้มีความหมายอะไรกับคุณบ้างมั้ยคะ" เคยเจียถามเสียงสั่น

พระพันรับพระไปดู แล้วเอ่ยขึ้นว่า "หลวงพ่อแดง ไปเอามาจากไหน รุ่นนี้มีไม่กี่คนที่มี" พระพันหันมามองหน้าเคยเจีย

"แม่ให้ไว้ก่อนเรือล่ม แม่บอกให้เคยเจียมาที่นี่ เพราะมีญาติชื่อพระพัน คุณเป็นญาติของเคยเจียใช่มั้ยคะ" เคยเจียพูดเร็วปรือ

"แม่ชื่ออะไร พระพันพูดเสียงในลำคอ" เขากลัวว่าคำตอบจะไม่เป็นดังที่ตั้งใจ

"แม่ของเคยเจีย เป็นคนไทย ชื่อ อุบล"เคยเจียตอบเสียงดัง

พระพันหลับตาแน่น เขาหายใจถี่อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ภาพของอุบลหวนกลับมาในความทรงจำอีกครั้ง อุบลเป็นญาติผู้พี่ของเขาเอง เธอแก่กว่าเขา 4-5 ปี ทั้งคู่สนิทกันมาก เล่นกันมาแต่เล็ก ไปเรียนหนังสือด้วยกัน จนกระทั้งวันหนึ่ง

"มึงท้องกับใคร บล บอกพ่อซิ " เสียงลุงพระนายดังลั่นบ้าน

พระพัน เงี่ยหูฟัง แต่ไม่กล้าเดินไปดู

"โอ๊ยๆๆๆๆ พ่อจ๋า พ่อ นุ้ยกลัวแล้ว พ่อจ๋าพ่ออย่าทำนุ้ย" พระพันไม่แน่ใจว่า อุบลโดนตีด้วยอะไรแต่ต้องเจ็บนักจึงร้องไห้คร่ำครวญเช่นนี้

"ดีดี ตีให้ตาย อีลูกจัญไร นำแต่เรื่องอัปรีย์เข้าบ้าน" เสียงป้าดีแผดแข่งกับลุงพระนาย

อุบลไม่มีแม่ มีแต่แม่เลี้ยงที่ใจดำไม่รัก และรังเกียจหล่อนยิ่งกว่าไส้เดือนกิ้งกือ แม่ของพระพันเคยบอกกับลูกๆว่า

"ถ้าแม่ตายนะอย่ายอมให้พ่อมีเมียใหม่ ดูอุบลเป็นตัวอย่าง"

เสียงคนห้ามปรามลอยมาพระพันชะโงกหน้าออกไปดู พ่อกับแม่เขานั้นเอง พระพันรีบออกไปดูคนมุงดูกันอยู่เต็ม เขาเห็นอุบลนอนหมดสติจมกองเลือดอยู่

"ดีดี ตายเสียดายก็ดี จัญไรคน"

"พอทีเถอะพี่ดี เติ้นก็มีลูกสาวระวังกรรมมันจะตามทันนะ" พ่อของเขาพูดเสียงดังขึ้น ทำให้ป้าดีเงียบเสียงลง

อุบลถูกนำส่งโรงพยาบาลเด็กในท้องยังไม่ตาย แต่เสียเลือดมาก ลุงพระนายไม่มาเยี่ยมเยียน มีแต่พระพันที่เวทนามาคอยอยู่เฝ้าไข้ แล้วเย็นวันหนึ่งคนที่ทำให้อุบลท้องก็ปรากฏตัวขึ้น เป็นผู้ชายหน้าจีนๆ ร่างเล็ก ทั้ง 2 กอดกันร้องไห้น่าเวทนา พูดคุยกันอยู่พัก แล้วอุบล ก็เอ่ยขึ้นว่า

"พระพัน พี่คงอยู่ที่นี้ไม่ได้แล้ว พ่อเชื่อคำยุของแม่ต้องเอาพี่ตายแน่" พี่คงต้องหนี

"แล้วจะไปไหน"พระพันถามขึ้น

"ไปที่ไหนก็ได้ให้พ้นจากพ่อไม่งั้นลูกพี่คงไม่รอด"อุบลกล่าวอย่างเหม่อลอย

"ก็ให้แฟนพี่ไปสู่ขอก็สิ้นเรื่อง" พระพันให้ความคิดเห็น

"พระพันคิดว่าเรื่องจะจบแค่นั้นหรือ แม่ต้องหาเรื่องพี่อีกจนได้"

"คุณละว่าอย่างไรจะแสดงความรับผิดชอบยังไงดี" พระพันกล่าวอย่างไม่พอใจ

แฟนของอุบลมองหน้าเขาแล้วหันไปมองอุบลแบบไม่เข้าใจ

"แฟนพี ไม่ใช่คนไทย พูดภาษาไทยไม่ได้ เขาเป็นคนเวียดนาม มาทำงานเป็นพ่อครัวอยู่ที่โรงแรม"

พระพันมองเห็นเค้าของความยุ่งยากที่รออยู่ข้างหน้า ขนาดยังไม่รู้ว่า ว่าที่ลูกเขยคือใคร อุบลยังเกือบเอาตัวไม่รอด นี้ถ้าลุงกับป้ารู้ต้องรับไม่ได้แน่ๆ

พระพันมองหน้าเคยเจียแบบพินิจพิเคราะห์ เด็กสาวมีเค้าของอุบลอยู่มากจริงๆ ทำไมเขาไม่สะดุดตาตั้งแต่แรก

"แล้วได้ข่าวแม่ มั้ยเคยเจีย" พระพันเอ่ยถามอย่างสงสาร

"ไม่เลยค่ะ" เคยเจียตอบ

พระพันเดินไปที่หน้าต่างมองออกไปนอกหน้าต่าง คลื่นกระทบฝั่งภาพวันที่อุบลออกจากเกาะหวนเข้ามาในความทรงจำ

พระพันเดินเข้าไปห้องพักฟื้นของอุบลตามปกติ แต่เขาไม่เห็นอุบลนอนอยู่บนเตียง เช่นเคย เขารีบเดินออกไปถามพยาบาล

"คนไข้ห้องสุดท้ายด้านโน้น ไปไหนครับ" พระพันถาม

"คนไข้กลับบ้านแล้วค่ะ มีญาติ มารับ อ้อ เธอฝากจดหมายไว้ให้คุณด้วยคะ คุณพระพัน"

"พระพันขณะที่เธออ่านจดหมาย พี่ได้เดินทางออกจากเกาะแล้ว ขอโทษด้วยนะที่ไม่ได้อยู่ลา พี่รู้เธอต้องเสียใจ แต่พี่ไม่อยากให้เธอเดือดร้อน เพราะพี่ ขอบใจสำหรับทุกสิ่ง เมื่อพี่ไปถึงเวียดนามแล้วจะส่งข่าวมาพี่จะเก็บพระที่เธอมอบให้ พี่ไว้ ติดตัว เพื่อคุ้มครองตลอดไป หวังว่าคงได้เจอกันอีก รักเสมอ อุบล"

พระพันจำได้ว่าวันนั้นเขาตามไปที่ท่าเรือแต่ไม่เจอ อีกหลายปีต่อมา อุบลส่งข่าวมาหาเขาว่า อยู่ดาลัด

พระพันพาเคยเจียและสร้างเมืองนั่งรถไปที่บ้านของเขาเพื่อพบกับพระจันผู้เป็นพ่อ

"นี้นะเหรอลูกอุบล" พระจันเอ่ยถาม

"ครับพ่อ"

พระจันมองเคยเจียอย่างพินิจพิเคราะห์แล้วก็บอกตัวเองว่า หญิงสาวมีใบหน้าละม้ายคล้ายอุบลเป็นอย่างยิ่ง

"แล้วนี้จะเอายังไงต่อละ"พระจันเอ่ยถาม

"ผมว่าน่าจะโอนทรัพย์สินส่วนของอุบลให้เคยเจีย"พระพันให้ความเห็น

เมื่อลุงพระนายเสียชีวิตพร้อมป้าดีเนื่องจากเรือล่ม พ่อของเขาเป็นผู้ดูแลทรัพย์สมบัติและแบ่งให้กับลูกๆทุกคนของพระ นาย และมีส่วนที่เป็นของอุบลรวมอยู่ด้วย

"ดีเหมือนกัน แต่เคยเจียไม่ได้ถือสัญชาติไทยจะทำได้เหรอ" พระจันเอ่ยขึ้น

"ผมว่าจะให้ทนายจัดการดูครับ คงไม่ยุ่งยากอะไร"พระพันบอกกับพ่อ

เคยเจียฟังทั้งสองคนพูดแบบไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ชีวิตที่เดียวดายของหญิงสาวกำลังจะไม่แห้งแล้งอีกต่อไป นอกจากสร้างเมืองแล้ว หญิงสาวยังมีพระจันและพระพันเป็นหลักยึดในชีวิต

หลังกลับมาจากบ้านพระจัน พระพันขอตัวไปติดต่อทนาย สร้างเมืองพาเคยเจียไปเดินเล่นริมทะเล

"ไงเคยเจีย ตอนนี้มีทั้งตาทั้งน้ารู้สึกยังไงบ้าง"สร้างเมืองเอ่ยถาม

"J'ai pas"(1) เคยเจียเอ่ยเบาๆ

"Comment ça?(2) สร้างเมืองทำท่าฉงน

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 27, 2008, 11:51:10 pm โดย มนตราแห่งทะเล » บันทึกการเข้า
บัวรำไพ
บุคคลทั่วไป


อีเมล์ : Email
« ตอบ #11 เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2008, 11:52:13 pm »

พระพันกลับมาบ้านแล้ว แต่เขายังนั่งครุ่นคิดอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้าน ทรายทองเดินเข้ามาหา เพราะเห็นสามีนิ่งเงียบ

"มีอะไรหรือเปล่าคะพระพัน"ทรายทองเอ่ยถาม

"ไม่มีหรอก ผมกังวลใจก็เท่านั้น" พระพันเอ่ยขึ้น

"เรื่องอะไรคะพระพันพอบอกได้มั้ย"

"การยกมรดกให้เคยเจียต้องผ่านหลายขั้นตอน ต้องให้เคยเจียพ้นสภาพการเป็นผู้อพยพ ก็พอทำได้ แต่นั้นหมายความเคยเจีย ต้องอยู่เมืองไทยไม่รู้เด็กจะคิดอย่างไร หรือไม่พ่อก็ต้องรับเคยเจียเป็นลูกบุญธรรมแต่อาจมีปัญหาหาก อุบลกลับมา และบอกว่าเคยเจียไม่ใช่ลูก" พระพันเล่าแบบตั้งใจ

"ก็คงต้องปรึกษาหารือกันนะคะพระพัน"ทรายทองพูดขึ้น

"ที่น่าหนักใจก็คือ มีคนไม่ยอม"พระพันพูดช้าๆ

"ใครคะ"

"เมียพี่นพ ผมเจอเขาที่สถานีตอนไปปรึกษาทนาย เขาบอกว่าจะยอมรับเมื่อมีการพิสูจน์ DNA เท่านั้น" พระพันถอนหายใจ

ทรายทองไม่สงสัยเลยว่า กลอยใจ จะคัดค้าน เพราะเท่าที่รู้มาก็ไม่ค่อยพอใจที่พ่อของพระพันแบ่งสมบัติเก็บไว้ให้อุบล แล้วก็พยายามที่จะขอให้พ่อของพระพันยอมรับว่า อุบลน่าจะไม่กลับมาแล้ว พระพันอีกนั้นแหละที่คอยโกหกว่า เขาติดต่อกับอุบลและยืนยันว่าอุบลจะกลับมา

"ทนายอยากให้เราตามหาตัวอุบลก่อนเผื่อยังมีชีวิตอยู่ ด้วยการประกาศทางหน้าสื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ออิเลคโทรนิค"

"ก็ดีนะคะ อาจเป็นทางออกอีกทางแต่อันที่จริง DNA ก็สามารถพิสูจน์ได้จาก พ่อของพระพันนะคะ เพราะต้องมีอยู่ตัวที่ตรงกัน แต่ค่าใช้จ่ายซิคะคงแพงน่าดู"

"นั้นซิแล้วก็สมัยใหม่เกินไป พ่อคงไม่เข้าใจ"

จริงอย่างที่พระพันว่า เมื่อเขานำเรื่องไปปรึกษาพระจัน พ่อเขาบอกอย่างหนักแน่นว่า "ทำไมต้องเสียเงินมากมายเพื่อแก้ข้อสงสัยให้คนโลภ มันคอยจ้องหาเรื่องอยู่แล้ว ลูกไปจัดการให้เคยเจียพ้นสภาพการเป็นผู้อพยพ แล้วพ่อจะรับเป็นลูกบุญธรรม และประกาศหาอุบลด้วยเพื่อยังมีชีวิตอยู่"



บันทึกการเข้า
บัวรำไพ
บุคคลทั่วไป


อีเมล์ : Email
« ตอบ #12 เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2008, 11:53:29 pm »

บทที่ 11

หลงเงา

ทรายทองกวาดของบนเคาน์เตอร์ห้องน้ำลงพื้นอย่างเดือดดาล นึกไม่ถึงจริงๆว่าเด็กคนนี้จะกลายมาเป็นมารชีวิต อยากจะกรีดร้องให้ดังลั่นแต่ทำไม่ได้ เธอไม่ต้องการให้กลอยใจได้ยินเสียง อาการแบบนี้ไม่เกิดขึ้นกับเธอนานมากแล้ว อาการริษยาแบบไร้เหตุผล เธอเกลียดมันมากที่สุด แต่เหลืออดเหลือทน กับแรงริษยาที่คุกรุ่นภายใน

"น้องทองขา น้องทอง เป็นไงบ้างคะ" เสียงกลอยใจดังแว่วมาจากข้างล่าง

"ไม่เป็นไรคะ พอดีมือไปปัดของตกนะคะ" ทรายทองรีบตอบ

"จริงนะคะ พี่กลับก่อนนะคะ" กลอยใจรีบลากลับ แต่กระหยิ่มในใจ นึกแล้วว่าต้องได้ผล ทิ้งรูปไว้ตรงนี้แหละ

ทรายทองได้ยินเสียงเงียบไป เปิดประตูเดินลงมาข้างล่าง หยิบรูปที่กลอยใจถ่ายมาให้ดู เธอพยายามมองอย่างมีสติ พระพันแน่นอนในรูปและผู้หญิงที่คลอเคลียอยู่ข้างๆ ก็คือ บัวรำไพ เธอรีบเก็บรูปลงกระเป๋าถือ และหยิบกุญแจรถขับออกไปข้างนอก จนมาถึงจุดชมวิวที่เธอเคยมาหยุดพร้อมกับสร้างเมือง ภาพครั้งนั้นหวนกลับมาในความคิด

"น้าทองแน่ใจนะครับว่า จะดูแลเคยเจียได้" สร้างเมืองถามทรายทองเมื่ออยู่กัน 2 คน

"ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกสร้างเมืองไปเถอะ น้าดูได้วางใจเถอะกลับมารับรองจำไม่ได้แน่"

"ผมอยากพาเคยเจียไปด้วยแต่ในสถานการณ์แบบนี้คงไม่เหมาะนัก เพราะเคยเจียกำลังรอสัญชาติไทย ทางกฎหมายการเดินทางไปเวียดนามไม่สะดวกนัก" สร้างเมืองพูดกับทรายทอง

"ไม่เป็นไรหรอก น้าจัดการให้เอง ไปเถอะไปทำงานแล้วติดต่อกันทางอินเตอร์เน็ตก็ได้"ทรายทองบอกสร้างเมือง

สร้างเมืองกำลังจะเดินทางไปเวียดนาม เพื่อดูงานให้กับองค์การเป็นเวลา 4 เดือนในขณะเดียวกันเขาก็จะสืบหาประวัติของเคยเจียเพื่อความชอบธรรมทางกฎหมายในเรื่องทรัพย์สมบัติ เพียงเขาได้ใบเกิดเธอมาทุกอย่างก็คงพอยืนยันได้ พระพันดำเนินการให้เคยเจียพ้นจากสภาพการเป็นผู้อพยพ โดยมีสร้างเมืองเป็นผู้ประสาน เคยเจียยอมที่จะไม่เดินทางไปฝรั่งเศส เพราะต้องการได้สัญชาติไทย และหลังจากนั้นพระจันจะรับเธอเป็นลูกบุญธรรม และยกสมบัติให้กับเคยเจีย

"เคยเจียคงต้องใช้ชื่อไทย" พระพันบอกทรายทอง

"อื้อ ชื่ออะไรดีนะ" ทรายทองครุ่นคิด แล้วก็นึกไปถึงช่อดอกบัวที่ได้รับเมื่อวันที่สร้างเมืองเกิด "ชื่อ บัวรำไพ ก็แล้วกันนะ ทองว่าเก๋ดี"ทรายทองบอกสามี

"ดี เพราะดี"พระพันรับคำ

"ไม่รู้เจ้าตัวจะชอบมั้ย" ทรายทองเอ่ยขึ้น

ในที่สุดเคยเจียก็เปลี่ยนชื่อเป็นบัวรำไพ ทุกคนเรียกเธอสั้นๆว่าบัว พระพันจ้างครูมาสอนภาษาเธอที่บ้านเพื่อเตรียมตัวสอบ กศน. พระพันเอาใจใส่บัวรำไพมาก มากจนบางครั้ง ทรายทองก็สังเกตได้ แต่ทำเป็นไม่สนใจ เพราะเชื่อมั่นในตัวสามี พระพันเป็นคนดี ดูแลเธอมาอย่างดีตลอด ทรายทองหยิบรูปขึ้นมาดู แต่รูปนี้เป็นทั้งสองคนแน่นอน เป็นภาพถ่ายจากบังกะโลแห่งหนึ่งบนเกาะแสดงว่าต้องไม่ใช่ครั้งแรกที่ไปที่นั้นด้วยกัน ทรายทองซบหน้าลงกับพวงมาลัยรถ จะทำอย่างไรดี แล้วความคิดฝ่ายต่ำก็เข้าครอบงำจิตใจเธอ เพียงไม่กี่เดือนที่เจอกับบัวรำไพ พระพันถึงกับหลงผิดไปจริงหรือ เธอไม่อยากเชื่อเลยจริงๆ คงต้องจับให้ได้คาหนังคาเขา

ทรายทองขับรถมาแอบดูพระพันที่สถานี เขาออกมาแล้วกำลังออกรถเธอขับตามเขาไปห่างๆ เขาไม่ได้กลับบ้านแต่กลับไปอีกทาง แล้วก็ไปจอดในย่านธุรกิจ แล้วทรายทองก็แทบเป็นลมเมื่อเห็นบัวรำไพ ก้าวขึ้นรถพระพันเธอยกโทรศัพท์มือถือขึ้นถ่ายรูปไว้ แล้วขับรถตามไป ทั้งคู่ไปจอดที่บ้านพักข้าราชการของพระพันปกติเขาจะไม่ได้ใช้บ้านนี้นานมาแล้ว พระพันตระกองกอดหญิงสาวหายขึ้นไปชั้นบน ทรายทองถ่ายรูปไว้ แล้วลงจากรถเดินตามไปที่ใต้ถุนบ้าน เธอเคยมาที่นี้ จำได้ว่าห้องไหนเป็นห้องนอนเดินตามขึ้นไปได้อย่างไม่ต้องรีรอ ประตูไม่ได้ปิด คงจะรีบมากซินะ ทรายทองนึกในใจ ยังไงก็ต้องดูให้เห็นกับตา แล้วภาพที่เธอเห็นและถ่ายเก็บเป็นหลักฐาน พร้อมน้ำตา ก็ชัดเจนว่าทั้งคู่กำลังปีนต้นงิ้ว ทรายทองหันหลังกลับวิ่งลงบันไดไป พร้อมสตาร์ทรถออกไปจากที่นั้น

พระพันได้ยินเสียงคนผละจากบัวรำไพที่กำลังหายใจระรวยลุกขึ้นมาด ูแต่ไม่เห็นใคร คงเป็นแมว แถวนี้มีแมวอยู่หลายตัว เขาหันหลังกลับปิดประตูโดยไม่เฉลียวใจว่าถูกทรายทองจับได้ เร่งเครื่องแอร์ให้แรงขึ้นเพราะแรงตัณหาภายในเผาผลาญแทบเป็นจุล

"บัวจ๋า "เขาก้มลงไปเอาหน้าเคลียร์แก้มบัวรำไพ

"ขาน้าพัน"บัวรำไพพูดพร้อมโน้มคอของพระพันลงไปหาอย่างออดอ้อน

พระพันยังจำครั้งแรกที่เขามีสัมพันธ์กับบัวรำไพได้ เป็นคืนที่ทรายทองไปนอนที่วัดในวันพระ เขาบอกไม่ได้ว่าผีห่าซาตานตัวไหนเขาสิงเขา เขาบอกได้เพียงว่า บัวรำไพคือเงาของอุบลที่หลอนหลอกเขาตลอดระยะเวลาที่เจอกัน พระพันรักอุบลเหนือความเป็นพี่น้องกันแต่ด้วยสายโลหิตทำให้เขาไม่เคยแสดงกับอุบลเหนือความเป็นน้อง

คืนนั้นเขากำลังจะเข้านอนแต่ตาเหลือบไปเห็นบัวรำไพกำลังเปลี่ยน ผ้า พระพันเดินไปเปิดประตูห้องนอนของบัวรำไพ หญิงสาวหันมามองพร้อมฉวยผ้าปิดของสงวน และทำหน้าตื่น เขาเดินตรงไปกอดเธอไว้พร้อมประกบปากจูบเพื่อไม่ให้เธอร้อง แต่เขาก็ต้องตื่นเต้นเมื่อ บัวรำไพรับจูบเขาอย่างเต็มใจ เธอไม่ร้องอย่างที่เขาคิด ทุกอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็วพระพันมารู้ตัวอีกทีเมื่อ บัวรำไพ กรีดร้องอย่างสุขสมพร้อมกอดรัดเขาแน่นหญิงสาวยังไม่เคยมีสัมพันธ์กับใคร เขาเป็นผู้ชายคนแรกของเธอ คืนนั้นเขาโรมรันแบบไม่ลดละกับของใหม่ที่พร้อมรองรับอารมณ์ จนสว่าง หลังจากนั้นเขาก็พาบัวรำไพ ไปที่บังกะโล แห่งหนึ่ง เริงรักกันอย่างสุดเหวี่ยง พระพันยอมรับว่าความอ่อนเยาว์ของบัวรำไพทำให้เขามีอารมณ์มากมาย และหญิงสาวไม่เคยปฏิเสธ และพร้อมจะมีสัมพันธ์กับเขาตลอดเวลา จนเขาไม่สามารถรอให้ถึงวันพระได้

"น้าพันขา บัวมีความสุขที่สุดเลยคะ" บัวรำไพกระซิบข้างหูเขา

"จริงหรือเปล่า"พระพันถามพร้อมกับเอามือกรีดไปตามตัวของบัวรำไพ

"จริงซิคะ จะโกหกทำไม"บัวรำไพตอบพร้อมกับหอมแก้มพระพัน

ทรายทองขับรถไปเรื่อยโดยไม่มีจุดหมายปลายทาง เธอไม่อยากกลับบ้าน ไม่อยากเจอหน้าพระพัน ไม่อยากเจอบัวรำไพ แล้วจะมองหน้าสร้างเมืองได้อย่างไร ไม่น่าเลย น้ำตาแห่งความสูญเสียไหลริน ทำไมหนอชีวิตจึงต้องเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำไมต้องเป็นเธอ ทำไม ทรายทองเฝ้าถามตัวเอง แต่ก็หาคำตอบไม่ได้ เธอเลี้ยวรถเข้าไปในวัดที่ไปเป็นประจำ แม่ชีกำลังกวาดลานวัด เมื่อเห็นรถแล่นเข้ามา ก็หยุดยืนอย่างสงบ ทรายทอง ทรุดตัวลงกราบ พร้อมปล่อยโฮ อย่างเหลืออด แม่ชี ปล่อยให้ทรายทองร้องไห้ จนพอใจ จึงค่อยซักถาม ทรายทองเล่าให้ฟังทุกอย่างที่เห็น แม่ชีมีสีหน้าราบเรียบตลอดเวลาที่ทรายทอง ระบายทุกข์ให้ฟัง ในที่สุด แม่ชีเอ่ยขึ้นว่า

"แล้วจะทำอย่างไรต่อไป ทอง"

"ไม่รู้คะ นึกไม่ออกจริงๆ" ทรายทองส่ายหน้า

"ปัญหามีมาให้แก้ แต่ต้องทำอย่างมีสติ" แม่ชีพูดช้าๆ

"ทองขอนอนที่นี้สักพักได้ไหมคะ ยังไม่อยากกลับบ้านตอนนี้ ไม่แน่ใจตัวเองว่าจะทำชั่วได้มากแค่ไหน" ทรายทองอ้อนวอนด้วยสายตา

"ไม่มีปัญหาหรอกเรื่องนั้นนะ จะอยู่นานแค่ไหนก็ได้ตราบใดที่ยังรักษาศีลได้" แม่ชีกล่าวยิ้มๆ

"พระพันไม่น่ากลายเป็นคนเลวได้เลย"ทรายทองพูดลอยๆ

"ความชั่วนะทำง่าย ทรายทอง หากเผลอไผลเมื่อไร ก็เป็นอันว่าติดกับทันที" แม่ชีตอบทรายทอง

"เขาจงใจทำร้ายจิตใจทอง"

"แม่ชีตอบแทนพระพันไม่ได้ แต่ที่ผ่านมาเขาเป็นคนดีมิใช่หรือ" แม่ชีเอ่ยถาม

"ค่ะ ดีมากๆ จนทองไม่อยากเชื่อตาตัวเอง"ทรายทองถอนหายใจ

"น่าสงสารคนดีเวลาทำชั่วจะทุกข์ทรมานกับผลลัพธ์ที่ตามมามากกว่า คนชั่ว" แม่ชีถอนหายใจ

"หมายความว่าอย่างไรคะ" ทรายทองเอ่ยถามแบบไม่เข้าใจ

"พระพันเป็นคนดี ความผิดครั้งนี้จะเป็นตราบาปชั่วชีวิต" แม่ชีพยายามอธิบาย

"เขาทำตัวเอง"ทรายทองเอ่ยขึ้น

"สัตว์โลกเป็นไปตามกรรมทั้งนั้นแหละ ทรายทอง ไม่ยกเว้นใคร"แม่ชีกล่าวเรียบๆ

"ทองดีกับเขาทุกอย่าง" ทรายทองเข้าข้างตัวเอง

"ความดี เป็นของเฉพาะตน เมื่อทำแล้วผู้ทำจะประจักษ์ชัดในผลของมัน แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้อื่นจะต้องมองเห็นมันด้วย" แม่ชีบอกทรายทอง

"ไปอาบน้ำเปลี่ยนผ้า แล้วมารับศีลเถอะทรายทองจิตใจจะได้สบายขึ้น" แม่ชีบอกทรายทองเมื่อเห็นว่ามีสติมากขึ้น

"คะ" ทรายทองรับคำ พร้อมเดินไปที่กุฏิที่พักประจำ ทรายทองมาพักที่กุฏินี้ทุกครั้งที่มาถือศีล

ทรายทองก้มลงกราบพระประธาน และแม่ชี

"และกล่าวคำอาราธนาศีล8
อะหัง ภันเต, วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ, ติสะระเณนะ สะหะ, อัฏฐะ สีลานิ ยาจามิ.
ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต, วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ, ติสะระเณนะ สะหะ, อัฏฐะ สีลานิ ยาจามิ.
ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต, วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ, ติสะระเณนะ สะหะ, อัฏฐะ สีลานิ ยาจามิ.

และกล่าวคำสมาทานศีล8
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะฯ (๓ จบ)

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

๑. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ.
๒. อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ.
๓. อะพรัหมะจะริยา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ.
๔. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ.
๕. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ.
๖. วิกาละโภชะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ.
๗. นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนะมาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะมัณฑะนะวิ ภูสะนัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ.
๘. อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ.

อิมานิ อัฏฐะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ.

"ผมมากราบแม่ชี ครับ"พระพันเอ่ยแบบประจบ

"ยังปากหวานเหมือนเดิมนะเรา" แม่ชีตอบรับ

พระพันสอดส่ายสายตามองหาทรายทอง แต่ไม่เห็น

"มองหาใครเหรอพระพัน"

"เอ่อ ทองไม่ได้มาที่นี้หรือครับแต่วันนี้ก็ไม่ใช่วันพระ" พระพันตอบคำถาม

"ไม่ใช่วันพระก้อเข้าวัดได้ ดีซะอีกคนน้อย" แม่ชีจ้องมองพระพัน

แต่เล็กจนโตในสายตาของแม่ชีพระพันเป็นคนดี พยายามทำความดีมาโดยตลอด แต่คนส่วนใหญ่ ก็มักจะพลาดเรื่องของกามโลกีย์ เป็นอะไรที่ทนได้ยาก

"ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นมาตามวันนี้นึกยังไงถึงมา รบกวนผู้ถือศีลเป็นบาปนะพระพัน"แม่ชีกล่าวยิ้ม

ทรายทองไม่กลับบ้านเมื่อคืนเขาออกตามหาจนทั่วแต่ไม่พบลืมนึกไปว่าอาจจะมาวัด ทรายทองไม่เคยทำแบบนี้ ดีที่ละเมียดตามมาเจอ หรือทรายทองจะสงสัยเขากับบัวรำไพ

"ไงพระพัน สุขสบายดีหรือ"แม่ชีชวนคุยหลังสั่งให้เด็กไปดูทรายทอง

"ครับแม่ชี สุกๆดิบๆ ครับ" พระพันกล่าวจริงจัง

"โลกนี้วุ่นวายหนอซินะ" แม่ชีกล่าวลอยๆ

"เอ่อ ครับ ผมรู้สึกไม่สบายใจ เรื่องทรายทอง" พระพันทอดเสียงยาว

"ทำไมละ ก็เห็นเขาดีอยู่นี้นะ" แม่ชีเอื้อมมือไปหยิบพัดมาปัดแมลงวันไม่ให้ตอมดอกบัวที่พระพัน

เอามาบูชาพระ

"เหรอครับ เขาไม่ได้เล่าอะไรให้แม่ชีฟังหรือครับ" พระพันรีบถาม

"มีเรื่องที่ต้องเล่าหรือพระพัน" แม่ชีถามเรียบๆ

"ไม่มีครับ" เขารีบตอบ

แม่ชีนั่งเงียบมองพระพันแบบเมตตา คนดีเมื่อทำความผิดสิ่งที่ยากที่สุดในเวลาต่อมาก็คือการยอมรับความผิดและแก้ไขให้เป็นถูก พระพันนั่งก้มหน้ามองพื้นไม่กล้าสบตาแม่ชี เขามีความรู้สึกว่าแม่ชีหยั่งรู้ทุกสิ่งในชีวิตเขา เขาแน่ใจว่าแม่ชีต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาในขณะนี้ แม่ชีหวนนึกไปถึงเมื่อครั้งพระพันยังเล็ก และ วิ่งมาหาแบบหน้าตื่น

"ไปทำอะไรมาพระพัน"

"ไม่ได้ทำครับ ไม่เลยครับ" พระพันระร่ำระลักบอก

"งั้นเหรอ เมื่อกี้มาจากไหนละ แล้วอะไรอยู่ในมือ ขออาดูหน่อยได้มั้ย"

พระพันแบมือออกมาข้างในเป็นลูกอม 2 เม็ด

"ของใคร"

"พี่นพ"

"ขโมย"

"ไม่ครับ หยิบมาเฉยๆ"

"นั้นแหละเขาเรียกว่าขโมยพระพัน แล้วจะทำยังไงต่อไป"

"ไม่รู้ครับ" พระพันมองอาด้วยสายตาวิงวอนให้ช่วยคิด

"นั่งลงพระพัน แล้วคิดว่าควรทำอย่างไร รู้แล้วค่อยบอกอา ถ้ายังวิ่งอยู่แบบนี้ สมาธิไม่เกิด ปัญญาไม่มี หาทางออกไม่ได้"

"ครับ" เด็กชายรับคำนั่งขัดสมาธิที่พื้นและมองลูกอมในมือ

"นุ้ยจะกินให้หมด"

"ขโมยแล้วทำลายหลักฐานผิด 2 กระทง" ผู้เป็นอา กล่าวช้าๆ

"ถ้าพี่นพมาถามผมก็บอกว่าไม่รู้ อาก็บอกไม่รู้"

"โกหกอีก ตกนรกนะ แล้วอานะไม่ยอมร่วมด้วยหรอก พระพัน ไม่ชอบโกหก"

"แล้วจะทำยังไงทีนี้"

"คิดว่าควรทำยังไง"

"นุ้ยเอาไปคืนพี่นพดีกว่าบอกว่าเจอ"พระพันยิ้ม

"ดี อาจะรอนะเดี๋ยวมีรางวัลให้"

เสียงเดินเข้ามาใกล้พระพันหันไปมอง เขายิ้มรับแต่ต้องรีบหุบเพราะไม่ใช่ทรายทองแต่เป็นบัวรำไพ

"น้าบอกให้คอยบนรถไง บัว ลงมาทำไม" พระพันเอ่ยแบบไม่พอใจ

"บัวไม่แน่ใจว่า เกิดอะไรขึ้นเลยลงมาดู"หญิงสาวหน้าถอดสี

แม่ชีโบกมือเป็นเชิงปรามพระพัน แล้วหันมายิ้มให้บัวรำไพ

"ลูกอุบลหรือเรา สวยเหมือนแม่ไม่มีผิด"

"ค่ะ"บัวรำไพก้มลงกราบกับพื้น

หญิงสาวมีแววเศร้าหมองไม่แพ้พระพันคงไม่ได้หลับไม่ได้นอน นี้แหละหนาเวรกรรม แม่ชีนึกในใจ คนทำไม่ดี จะเป็นสุขได้อย่างไร

"ไงละ คุ้นกับอากาศที่นี้หรือยัง"แม่ชีชวนคุย

"ค่ะ"

"ไม่เคยมาที่นี้ซินะ" แม่ชีชวนบัวรำไพคุย

"ไม่เคยคะ เงียบดีนะคะ"บัวรำไพพูดจากใจ

"อยากมาทำสมาธิบ้างมั้ยละ"แม่ชีเอ่ยชวน

"ได้หรือคะ" บัวรำไพถาม

"ได้ซิ วัดมีไว้สำหรับทุกคน"แม่ชีตอบ

แม่ชีมองพระพัน บัวรำไพ แล้วให้นึกเวทนา เพราะด้ายแดงแห่งกรรมแท้ๆที่พาสองชีวิตมาเจอกัน ผู้หญิงก็ไร้เดียงสา ผู้ชายก็หลงเงา

"ศีล สมาธิ ถ้าเราเจริญบ่อยๆนะก็สามารถตัดกรรมสร้างปัญญาได้ ชีวิตจะได้สว่างไม่มืดมน" แม่ชีกล่าวเสริม

"ผมคงต้องกลับแล้วละครับ อยากพักผ่อน สมองตื้อไปหมด ไปเถอะบัว"

"หยุดเถอะ พระพัน อย่าวิ่งอยู่เลย หนีอะไรก็หนีได้ หนีกรรมนะจะหนีพ้นหรือ เมื่อหยุดนิ่งๆ สมาธิจะมาปัญญาก็จะเกิด ลูกอมนะมันก็อร่อยเมื่อแรกอมนะ แต่ถ้าลิ้มลองบ่อยๆก็จะเบื่อ แล้วเมื่อถึงวันนั้น เอาไปยื่นให้ใครก็ไม่มีใครอยากรับ หลงเงานะน่าเศร้านะพระพันเพราะเป็นไปไม่ได้" แม่ชีจ้องมองพระพันราวกับจะสะกดเอาไว้

พระพันนิ่งเงียบ เขาพูดไม่ออก เขารู้สึกสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทรายทองก็ไม่ยอมลงมาพบ โอ๊ยจะบ้า พระพันและบัวรำไพ กราบลาแม่ชี เดินตามกันออกมา พระพันสตาร์ทรถพุ่งออกไปอย่างแรง

"น้าพันว่าน้าทอง รู้เรื่องของเรา มั้ยคะ"

"ไม่รู้ซิ แม่ชีพูดแปลก เราคงต้องห่างกันซักพัก นะบัวไม่อย่างนั้นจะเป็นพิรุธ"พระพันมองตรงไปข้างหน้า

บัวรำไพไม่ตอบ อันที่จริงแล้วเธอไม่เคยคิดครอบครองพระพัน เธอเพียงอยากให้เขามีเซกซ์กับเธอ ปรนเปรอเธออย่างที่เธอต้องการ พระพันแก่กว่าเธอหลายปี เขาเข้าใจรู้จักเอาใจ เป็นที่พึ่งนี้คือสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนแสวงหาไม่ใช่หรือ แล้วผู้หญิงแบบบัวรำไพ ที่ขาดพ่อตั้งแต่อายุ 5 ปี พ่อของเธอตายเพราะ วัณโรค แม่เลี้ยงเธอมาอย่างยากลำบาก การเอาใจผู้ชายปรนเปรอให้เขารักใคร่เพื่อปากท้องและความอยู่รอด เป็นสิ่งหนึ่งที่บัวรำไพเรียนรู้และซึมซับมาตั้งแต่เล็ก พระพันรักเธอทำทุกอย่างเพื่อเธอการตอบแทนเขาเป็นเรื่องสมควรตาม ความคิดของบัวรำไพ

"น้าจะพาบัวไปเช่าห้องอยู่นะ แล้วจะไปหา"พระพันยื่นหน้ามาหอมแก้มเป็นการเอาใจ

"น้าทองรังเกียจบัวหรือค่ะ" บัวรำไพเอ่ยถาม

"อย่าไร้เดียงสาไปหน่อยเลยบัวสิ่งที่เราทำนะ ไม่ถูกใจทรายทองแน่ ทางที่ดีอย่าให้เขารู้นะดีที่สุด" พระพันพูดอย่างมีอารมณ์

บัวรำไพนิ่งเงียบ แสดงว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นเธอคงต้องเป็นรองทรายทองซินะไหนว่ารัก ไม่เคยรักใครเท่าบัวรำไพ

บัวรำไพนั่งมองผ่านหน้าต่างออกไปมองเห็นทะเลสงบราบเรียบ เหมือนภาพเขียน ห้องที่พระพันหาให้ เป็นห้องสูท น่าอยู่ มีระเบียงหันออกทะเล ทำให้สามารถรับลมได้อย่างสบาย พระพันจ่ายค่าเช่าและดูแลเธออย่างดี พาเธอไปเรียนขับรถ และหารถให้ใช้ เกือบเดือนแล้วที่บัวรำไพไม่ได้กลับไปที่บ้านของทรายทองและพระพันเลย แต่หญิงสาวไม่ได้เหงา ทั้งเรื่องเรียน และการปรับตัวทำให้บัวรำไพ ไม่มีเวลาที่จะคิดเรื่องอื่นๆ พระพันโทรศัพท์มาถามทุกข์สุข และขอแวะมาเยี่ยมแต่หญิงสาวปฏิเสธอย่างนิ่มนวล

"รออีกสักนิด มั้ยคะ น้าพัน เดี๋ยวน้าทอง จะสงสัย"

พระพันเจอไม้นี้เข้าก็นิ่งเงียบไป เขาไม่กล้าที่จะรบเร้าหญิงสาว สร้างเมืองยังคงเสมอต้นเสมอปลาย ระยะหลัง บัวรำไพ รับโทรศัพท์จากเขาบ่อยขึ้น อีกไม่นานเขาจะกลับมาแล้ว เสียงออดประตู ดัง บัวรำไพ เดินไปเปิดประตู

"สร้างเมือง" บัวรำไพโผเข้ากอดอย่างดีใจ

"ไงเคยเจีย"สร้างเมืองกอดตอบอย่างอ่อนโยน

"ไหนบอกว่าจะกลับมาอาทิตย์หน้า" บัวรำไพเงยหน้าขึ้นมอง

"คิดถึง เลยรีบมา"สร้างเมืองจูบตอบที่หน้าผาก

"ผมขอตัวก่อนนะ คู่รักจะได้ สวีทกันเต็มที่" เสียงพระพันดังมาจากด้านข้างประตู

"เอ่อ ครับ" สร้างเมืองหันไปมอง

บัวรำไพเองก็เพิ่งเห็นพระพันสีหน้าเขาไม่สู้ดีนัก ยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดอะไร เขาก็หันหลังเดินกลับไป สร้างเมืองโอบกอดบัวรำไพเข้ามาในห้องเขาจูบปากหญิงสาวแบบโหยหา 4 เดือนแล้วที่เขาไม่เจอกับความอบอุ่นแบบนี้ บัวรำไพ กอดและจูบตอบเช่นกัน เธอเพิ่งตระหนักเดี๋ยวนี้เองว่า ความอบอุ่นที่สร้างเมืองมอบให้เธอไม่เหมือนคนอื่น และไม่ใช่อย่างที่พระพันทำกับเธอ เธอกอดเขาแน่นแบบกลัวว่าเขาจะหลุดลอยไป

พระพันออกจาก คอนโดของบัวรำไพ เขารู้สึกไม่สบอารมณ์กับทุกอย่างที่เห็น หงุดหงิด บอกไม่ถูก ว่าเกิดอะไร ขึ้นเขาหึงบัวรำไพ กับสร้างเมือง เขาไม่มีสิทธิทำแบบนั้น ดีแล้วที่เด็กสาวไม่มาตามตื้อเขา จะได้ไม่มีปัญหากับทรายทอง แต่พระพันรู้ดีว่าลึกๆแล้วเขาหงุดหงิดและไม่สบอารมณ์ในความสัมพันธ์ระหว่างสร้างเมืองและบัวรำไพ เขาแวะมาหาทรายทองที่วัด เห็นเธอกำลังกวาดลานวัดอยู่

"ทองกลับบ้านเถอะ สร้างเมืองกลับมาแล้ว" พระพันพูดอ้อนวอน

"มาถึงเมื่อไหร่" ทรายทองไม่มองหน้าพระพัน

"เมื่อกี้ พาไปส่งที่ Condo ของบัวแล้ว" พระพันพูด

"ขออยู่ต่ออีกสักนิดนะ กำลังสบายใจ" ทรายทองกล่าวเบาๆ

เธอไม่ได้บอกอะไรกับพระพัน เธอไม่ได้แสดงอาการใด เขาอาจคาดเดาแต่ไม่แน่ใจว่าเธอรู้เรื่องของเขาหรือไม่

"บ้านไม่มีทอง เหงามากเลย มีแต่เมียดคนเดียวลูกก็เหงานะทอง ให้อภัยผมนะ ผมขอโทษ"พระพันวิงวอน

"ทองขอเวลาอีกนิด จัดการเรื่องทรัพย์สมบัติของบัวรำไพให้เรียบร้อย เขาจะได้ไม่เป็นภาระ" ทรายทองกล่าวต่อ

พระพันออกจากวัด เอาเอกสารที่สร้างเมืองนำมาให้ไปให้ทนายดูทุกอย่างพร้อมดำเนินการทันที จากใบเกิดเคยเจียหรือบัวรำไพ คือทายาทที่ถูกต้องของอุบล และเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย บัวรำไพ ก็มีสิทธิโดยชอบธรรมในทรัพย์สมบัติ

สร้างเมืองพาบัวรำไพมาที่บ้านของทรายทองตามคำเชิญของเจ้าของบ้านเพราะพรุ่งนี้เขาก็ต้องเดินทางกลับไปที่เขาอีด่าง เขายังไม่คิดที่จะพาบัว-รำไพ กลับไปที่แคมป์หญิงสาวมีภาระเรื่องการเรียนและอื่นๆอีกที่ต้องทำ อีกไม่นานเขาจะมีสิทธิพักและคิดว่าจะกลับฝรั่งเศสถ้าทุกอย่างลง ตัวเขาจะพาบัวรำไพไปด้วย ทุกคนล้อมวง ดื่ม ปิ้งบาบีคิวอยู่ข้างล่าง สร้างเมืองกับบัวรำไพ คลอเคลียกันไม่ห่าง ทรายทองมองบัวรำไพอย่างเฉยเมยไม่เป็นมิตรเหมือนก่อน พระพันนั้นอึดอัด และหงุดหงิด เขาไม่เห็นด้วยที่จะชวนสองคนมากินข้าวแต่ขัดทรายทองไม่ได้ ละเมียดไม่ยอมห่างบัวรำไพ เด็กสาวชอบในความปราดเปรียวและน่ารักของบัวรำไพ กลอยใจและนพ เป็นอีกครอบครัวที่ได้รับเชิญมางานนี้ เมื่อทุกคนมาล้อมวงพร้อมหน้ากัน

"ขอต้อนรับสร้างเมืองกลับบ้าน" กลอยใจยกแก้วเหล้าขึ้น

"นั้นซิเล่าให้ ฟังหน่อยได้มั้ยว่า ดาลัตนะเป็นยังไง" นพเอ่ยขึ้น

"บ้านเมืองเขาสวยงามมากเลยครับ แต่มีกลิ่นไอของยุโรปอยู่มาก"

"งั้นหรือ แล้วผู้หญิงเวียดนามละเป็นยังไง" กลอยใจถามขึ้น

"ก็น่ารักดีครับ" สร้างเมืองตอบยิ้มๆและเอื้อมมือไปโอบบัวรำไพ

"อะไรกันสร้างเมือง อย่าบอกนะว่าไม่ได้เที่ยวเลยนะ โธ่ โธ่ น่าสงสาร ซื่อสัตย์กับแฟน เธอโชคดีนะบัวที่มีแฟนน่ารักแบบนี้ ใช่ไหม น้องทอง"กลอยใจตวัดหางตามาทางบัวรำไพ

บัวรำไพไม่แสดงความรู้สึกใดๆทางสีหน้าจากชีวิตที่ผ่านมาบอกเธอว่านิ่งไว้เป็นดีที่สุด ทรายทองรู้สึกสะใจกับคำพูดของกลอยใจดีเหมือนกันดูซิจะนิ่งเป็นรูปปั้นได้นานแค่ไหน

"แต่น้าว่านะ บัวรำไพนะไม่ได้ทำเหมือนสร้างเมืองทำหรอกนะจะบอกให้ เขาสนุกสุดเหวี่ยงเลยละตอนที่เธอไม่อยู่นะสร้างเมือง" กลอยใจพูดต่อ

"จริงหรือเคยเจีย เอาเปรียบนิ"สร้างเมืองพูดอมยิ้ม

บัวรำไพไม่ตอบแต่หันไปหอมแก้มสร้างเมืองแทน พระพันหงุดหงิดจนทนไม่ได้เขาเดินออกไปจากวงสนทนา

"อ้าว จะไปไหนละ พระพัน" กลอยใจตะโกนตามหลัง

"สงสัยจะแทงใจดำ นะน้องทอง" กลอยใจพูดต่อ

ทรายทองมองบัวรำไพ สายตาของทั้งสองประสานกัน และทรายทองก็พบว่า บัวรำไพไม่สะทกสะท้านกับการทิ่มแทงของกลอยใจแต่อย่างใด เด็กคนนี้เก่งกว่าที่เธอคิด

"หยุดพล่ามเสียที่เถอะคุณยังไม่ทันไรก็เมาเสียแล้ว"นพรีบปรามกลอยใจ

"ใครบอกว่า เมา วันนี้กลอยใจมีเรื่องมาแฉล้อมวงกันเข้ามา พระพัน พระพัน พระพันไปไหน ออกมาซะดีๆ อย่าหลบ"กลอยใจกล่าวต่อหลังซดไวน์หมดแก้ว

"เมียดว่าพาป้ากลอยกลับบ้านดีมั้ยคะ สงสัยจะเมา"ละเมียดมองลุงเป็นเชิงปรึกษา แล้วก็หันมามองทรายทอง แปลกที่ครั้งนี้ทรายทองกลับเฉยเมยไม่ปกป้องบัวรำไพเหมือนเคย

"พี่ไปก่อนน้องทอง" นพบอกกับทรายทองแล้วรีบดึงแขนกลอยใจให้ลุกขึ้น

"ไม่ไป คนเลวแบบนี้จะให้มันได้ดีได้อย่างไร" แล้วกลอยใจ ก็เดินไปยืนตรงหน้าบัวรำไพพร้อมโยนรูปถ่ายลงบนตัก

"หยุดเดี๋ยวนี้นะถ้ายังคืนรังแกเคยเจียอย่าหาว่าผมหยาบคาย" สร้างเมืองลุกขึ้นอย่าเหลืออด

"เอาดูซิดูให้เต็มตาเพื่อจะหายโง่ขึ้นมาบ้าง"กลอยใจเอารูปถ่ายที่เธอแอบถ่ายมายื่นใส่หน้าสร้างเมือง

สร้างเมืองรับรูปมาดู แล้วเขาก็ต้องอ้าปากค้าง เป็นรูปของเคยเจียกับพระพันกำลังเดินซบกัน

เขาหันไปมองเคยเจียแบบงงๆนี้มันอะไรกัน หันไปมองทรายทอง สายตาที่ทรายทองมองตอบเขาทำให้สร้างเมืองถึงกับเย็นสันหลัง เคยเจียนั่งนิ่ง สีหน้าไม่สะทกสะท้าน เธอบอกับตัวเองว่ามาถึงขนาดนี้ ยังไงก็ต้องเอาตัวให้รอด ความตายกลางทะเลยังฝ่ามาได้ แล้วทำไมกับแค่นี้จะผ่านไม่ได้เล่าเคยเจีย

"นี้มันอะไรกันพ่อ พ่อทำได้ยังไง เมียดไม่อยากเชื่อเลย" ละเมียดตะโกนใส่พระพัน

"เมียด ฟังพ่อก่อน" พระพันพยายามอ้อนวอนลูก

ทรายทองนั่งเงียบ เธอเองก็บอกไม่ถูกว่าการกระทำของกลอยใจวันนี้สะใจเธอหรือไม่ สายตาแห่งความเจ็บช้ำที่สร้างเมืองมองมายังเธอ ทำให้ทรายทองรู้ว่า สร้างเมืองไม่โกรธบัวรำไพ แต่แค้นใจที่ฝากบัวรำไพไว้กับเธอ สายตาแห่งการติเตียน หมดความไว้เนื้อเชื่อใจโดยสิ้นเชิง อะไรกันนี้ เธอต้องเป็นผู้ผิดในสายตาของสร้างเมืองแทนที่จะเป็น เด็กบ้านั้น ยิ่งเมื่อตอนที่เขาเดินไปขึ้นรถและลากเอาบัวรำไพไปด้วยยิ่งทำให้ทรายทองถึงกับอึ้ง เธอมีความรู้สึกเหมือนจะเป็นลม รีบวิ่งตามไปที่รถ

"ฟังน้าก่อนสร้างเมือง"ทรายทองวิ่งตามไปดึงประตูไว้

"ผมขอโทษนะครับน้าทองที่มารบกวนทำให้ครอบครัวของน้าต้องวุ่นวาย ผมไม่น่าไว้ใจพวกน้าเลย พระพันไม่น่าทำแบบนี้กับเคยเจีย เสียแรงผมเคารพ ไว้ใจ" สร้างเมืองพรั่งพรูความรู้สึกแบบเหลืออด เขากระชากประตูปิดแล้วออกรถอย่าแรง ทรายทองทรุดลงนั่งกับพื้นถนน ไม่นะ สร้างเมืองอย่าทำกับ "แม่" แบบนี้

"ทองๆ " พระพันเรียกทรายทองที่ซบหน้าอยู่ตรงหิ้งพระ

"ไปนอน เถอะ อย่าทรมานตัวเองแบบนี้"พระพันบอก

ทรายทองกราบลาพระแล้วเดินเรื่อยๆไปที่ระเบียง สร้างเมืองโกรธจริงหรือเขาจะได้คิดมั้ย เขาจะเห็นเด็กนั้นดีกว่าเธอผู้ทุ่มเทให้ความรักมาตลอดได้ยังไง เธอเสียพระพันให้บัวรำไพไม่นาน แต่เธอต้องเสียสร้างเมืองให้บัวรำไพตลอดกาลจริงหรือ สร้างเมืองควรมีเมียที่สะอาดบริสุทธิ์ไม่ใช่ผู้หญิงร่านสวาทแบบ นี้

สร้างเมืองลากบัวรำไพลงจากรถ และลากไปตลอดทางอย่างบ้าคลั่งจนถึงห้องพัก เขาเหวี่ยงหญิงสาวไปที่เตียง กระชากเสื้อหญิงสาวหลุดติดมือ เขาตระโบม ระดมจูบไปทุกส่วนของหญิงสาวอย่างรุนแรงไม่ยั้งมือ ปากก็พร่ำบ่นแบบบ้าคลั่ง

"ไง ต้องการมาก ทนไม่ได้ เป็นไงละสะใจไหมแบบนี้"สร้างเมืองฟอนเฟ้นแบบไม่ปราณี เขาอยากขยี้เธอให้แหลกคามือ แต่บทพิศวาสที่รุนแรงของเขากลับทำให้บัวรำไพ ยิ่งตอบสนองเขาอย่างรุนแรงเช่นกันหญิงสาว จิกมือลงบนเนื้อของเขาอย่างเสียวสะท้าน สร้างเมืองทุ่มแรงทั้งหมดลงไปบดขยี้ร่างหญิงสาว แต่เขากลับไม่เห็นอาการเจ็บปวดรวดร้าวใดๆแสดงออกมาแม้แต่น้อยมี แต่เสียงครวญครางหายใจถี่ๆ แล้วในที่สุดคนที่หมดแรงก็คือ เขาเอง เขามารู้ตัวอีกที เมื่อบัวรำไพ พยายามจะขยับตัวออกจากอ้อมกอด

"จะไปไหน" เขาถาม

"ไปห้องน้ำ" บัวรำไพกระซิบเบาๆ

เขาปล่อยให้เธอเดินไปห้องน้ำ ร่างเปลือยเปล่าของบัวรำไพ ได้สัดส่วนอ้อนแอ่นอรชร เล็กบาง มองแทบไม่ออกว่าเคยผ่านสังเวียนกามมาแล้ว เสียอะไรเสียได้ แต่เสียงเชิงชายสร้างเมืองยอมไม่ได้ ผู้หญิงคนนี้เป็นของเขาไม่ใช่ของพระพันเขาเป็นคนดูแลเธอมาก่อน พระพันใช้เชิงกามให้สมันติดเหยื่อ บ้าจริง โง่ที่สุดสร้างเมือง เขานึกในใจ เขาถนอมเธอทุกอย่างแต่เธอกลับยอมพระพัน ทำไม เสียงในห้องน้ำเงียบ

"เคยเจีย ทำอะไร"เขาตะโกนถาม

ไม่มีเสียงตอบกลับมาเขาลุกตามไปดูแล้วภาพที่เห็นก็ทำให้เขาไม่สามารถละสายตาไปได้ บัวรำไพ นอนอยู่ในอ่างน้ำ มีแต่ใบหน้าที่ลอยพ้นน้ำ หญิงสาวแช่ตัวในน้ำอุ่น หลับตาพริ้ม สวยเหลือเกิน เขาหลงในรูปโฉมของหญิงสาว ริ้วรอยที่เขาขยำขยี้มีอยู่ทั่วร่างของบัวรำไพ ที่หนาอก ที่คอ แม้กระทั้งเบื้องล่างก็มีลอยแดงช้ำอย่างเห็นได้ชัด เขานั่งลงข้างอ่างน้ำ เอามือลูบผมของเธอเบาๆแบบสงสาร เคยเจียลืมตามองสร้างเมืองแล้วยิ้มให้เธอเอื้อมมือมาดึงสร้างเมืองลงไปในอ่างน้ำ แสงเทียนที่ริบหรี่ทำให้บัวรำไพน่าเย้ายวนยิ่งนัก สร้างเมืองค่อยๆเอามือลูบไล้ไปทั่วร่างของหญิงสาวอย่างแผ่วเบาหญิงสาวบิดตัวตามมือที่เขาลูบไล้ นานเท่าไหร่ไม่รู้ได้ที่ทั้งสองแช่ตัวในน้ำอุ่น ผลัดกันรูปไล้ เสียงครวญคราง ดังแทรกเป็นจังหวะท่ามกลางเปลวเทียน ที่เปล่งแสงเป็นประกาย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 27, 2008, 11:55:13 pm โดย มนตราแห่งทะเล » บันทึกการเข้า
บัวรำไพ
บุคคลทั่วไป


อีเมล์ : Email
« ตอบ #13 เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2008, 11:55:50 pm »

"Serge ผมมีปัญหา" สร้างเมืองบอกกับSerge

"ผมช่วยได้มั้ย " เลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

"เคยเจีย คบชู้" สร้างเมืองพูดขึ้น

"งั้นเหรอ แต่คุณยังไม่ได้แต่งงานไม่ใช่เหรอ สร้างเมือง" Serge ถามแบบสงสัยในวิธีการคิด ของสร้างเมือง

สร้างเมืองเอนหลังพิงพนัก จริงซินะ เขายังไม่ได้เป็นอะไรกับเคยเจีย เพียงแต่มีสัมพันธ์สวาทก็เท่านั้น

"ว่าแต่ว่ากับใครละ"Serge ถาม

"พระพันน้าเขยผม" สร้างเมืองตอบ

"ผมว่าคุณกำลังสับสนทางความคิดนะ สร้างเมือง คุณแสดงความเป็นเจ้าของในตัวผู้หญิงคนหนึ่ง แบบเงียบๆ ไม่บอกกล่าวให้รู้ แล้วทึกทักว่าเขาเป็นของคุณและคบชู้ มันจะไม่ไร้เหตุผลไปหน่อยเหรอน้องชาย"

"แต่เคยเจียก็ยอมให้ผมกอดจูบลูบไล้ ก่อนที่ผมจะไป ดาลัต แต่เธอไม่ยอมหลับนอนกับผม" สร้างเมืองเอ่ยขึ้น

"คุณติดนิสัยผู้ชายเอเชีย จากใคร แค่นั้น ผู้หญิงคนนั้นก็เป็นของคุณแล้วหรือ แล้วถ้าหากคุณไม่กลับมาละ สร้างเมืองผู้หญิงคนนี้ไม่ต้องเป็นม่ายทั้งที่ยังบริสุทธิ์หรือ ไง" Serge จ้องหน้าสร้างเมือง

"ผมไม่ได้บอกว่า เคยเจียทำถูก แต่โดยสภาพแวดล้อม น้าเขยคุณเป็นคนช่างเอาใจ ดีกับเธอทุกอย่างอาการเผลอไผลก็อาจเกิดขึ้นได้ ผมว่านะ ตอนนี้คนที่เป็นชู้นะ คุณนะแหละสร้างเมืองเพราะคุณกำลังยุ่งกับชู้รักของพระพัน" Serge กล่าวแบบขำ

"ผมว่านะสร้างเมือง ไม่มีใครเป็นเจ้าของใครหรอกนะ ทุกคนมีเสรีภาพเท่าเทียมกัน หากคุณไม่มีสัมพันธ์กับคนอื่นเพราะไม่สามารถเนื่องจากรักผู้หญิงของคุณตลอดเวลา ก็เป็นเพราะคุณมีความรู้สึกอย่างนั้น ก็ดีนะ ผมไม่ปฏิเสธ แต่ถ้าใครสักคนทำไม่ได้เพราะเขามีความอดกลั้น และทนทานกับสิ่งเร้าได้น้อยกว่าคุณ คุณจะบอกว่าเขาเลวมันจะไม่คับแคบไปหน่อยเหรอ โลกนี้ไม่ใช่มีแค่เพียง สองสี นะน้องชาย ระหว่างขาวกับดำเราก็ต้องยอมรับว่ามีเทาด้วยหรือว่าไง" Serge เอื้อมมือมาหยิบน้ำดื่ม

"ผมไม่เข้าใจอย่างหนึ่ง สร้างเมือง ศาสนาพุทธสอนให้คนปล่อยละวางไม่ยึดติด แต่คนพุทธกลับยึดติดในหลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องของความรัก ผมพอเข้าใจคนคริสต์นะการมีผัวเดียวเมียเดียวเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ยึดถือกันมา ก็ทำตามกันไป แต่ผมว่านะสร้างเมือง คนรักกันต้องให้อภัยกันในทุกเรื่องยอมรับให้ได้ในทุกเรื่อง คุณว่ามั้ย ผมบอกตรงๆว่ารับไม่ได้กับการเอาเปรียบผู้หญิง ในเอเซีย คุณอาจเห็นว่าผมใช้ชีวิตเต็มที่ที่นี้นะสร้างเมืองแต่ผมก็ไม่ได ้คิดเอาเปรียบใคร แคทองมีอิสระที่จะใช้ชีวิตของเธอนะ ผมไม่เคยผูกมัด แต่เธอเองไม่ยอมที่จะมีใคร ผมเองก็ซึ้งใจนะสร้างเมืองแต่ไม่ได้หมายความแคทองจะต้องรองรับอารมณ์ผม สร้างเมืองถามใจตัวเองดีกว่านะว่าคุณรัก เคยเจียแค่ไหน และพร้อมที่จะให้อภัยเธอหรือไม่ ถ้าคุณไม่พร้อมก็ถอยออกมาเสีย คนอื่นเขาจะได้มีโอกาส ที่สำคัญนะอย่าพยายามตัดสินทุกอย่างด้วยคำว่าถูกผิด ดีเลวเสมอไป เพราะระหว่างคำสองคำนี้ก็มีคำอื่นให้ใช้อีกมากมาย ถ้าจิตใจเรากว้างพอ" Serge กล่าวจริงจัง
บันทึกการเข้า
บัวรำไพ
บุคคลทั่วไป


อีเมล์ : Email
« ตอบ #14 เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2008, 11:57:01 pm »

บทที่12

เจ้าจันทร์

สร้างเมืองทุ่มเทกับงานที่ได้รับมอบหมายจากองค์การอย่างเต็มที่ เขาโทรหาเคยเจีย เป็นระยะและไปเยี่ยมเยียนในบางครั้ง เขาเองก็ไม่แน่ใจว่ารักเคยเจียมากแค่ไหน ยิ่งนานวันเขายิ่งรู้สึกเคยชินกับความรู้สึกที่ไม่มีเคยเจียอยู่ใกล้ เขาอยากเดินทางไปกับองค์การ เพื่อเข้าไปในศิขรินทร์นครในที่สุดสร้างเมืองก็ตอบตัวเองว่าเขา ยังไม่พร้อมที่จะมีครอบครัวและผูกมัดอยู่กับใคร เขายังสนุกกับงานและการเดินทาง

"นายฝรั่งครับ" เสียงชายคนหนึ่งทำลายความเงียบขึ้น

สร้างเมืองเงยหน้าขึ้นมอง เป็นครูช่วยสอนชาวศิขรินทร์

"Oui"

"Quelqu'un veut vous voir(1)

"C'est qui?.....laissez-l'entrer.......(2)

"Oui Monsieur"

ชายร่างสันทัดผิวขาวท้วม แต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตแขนสั้น สีฟ้าอ่อน กางเกงตัดเย็บอย่างดี ผมที่ได้รับการหวีเรียบร้อยพร้อมกลิ่นน้ำหอมชั้นดี โชยเข้าจมูกของสร้างเมือง ใครกันนี้ น่าจะไม่ใช่คนไทยหรือผู้อพยพ สร้างเมืองลุกขึ้นยืนพร้อมเอื้อมมือออกไปให้จับ

"Bonjour Monsieur" สร้างเมืองทักเป็นภาษาฝรั่งเศส

"Bonjour คุณพูดภาษาไทยกับผมก็ได้" เขากล่าว

"คุณเป็นคนไทยหรือครับ" สร้างเมืองถาม

"ไม่ใช่ผมเป็นคนศิขรินทร์" เขากล่าวตอบ

"คุณคือ......"สร้างเมืองอึกอัก

เขามองออกไปนอกห้อง เห็นทหารนอกเครื่องแบบ 3 คนยืนอยู่แสดงว่าบุคคลที่ยืนตรงหน้าเขาต้องมีความสำคัญ

"เรียกผมว่าโสริวุธ แล้วกัน"

"ครับ.....มีอะไรให้ผมช่วยหรือครับ" สร้างเมืองเอ่ยด้วยน้ำเสียงสำรวม เขาไม่รู้จักโสริวุธ แต่เท่าที่เห็นและสัมผัส เขาต้องไม่ใช่ชาวศิขรินทร์ทั่วไป

"เชิญนั่งก่อนดีไหมครับ"สร้างเมืองกล่าว

"นึกว่าจะไม่เชิญเสียแล้ว อันที่จริงผมรู้จักคุณมาพักหนึ่งแล้วละ สร้างเมือง ชื่อเพราะดีนะ สร้างเมือง"

"เอ่อ.....ครับ" สร้างเมืองอึกอัก

"อ้าว คริส ทำไมปล่อยให้เจ้ายืนแบบนั้นล่ะ" Serge พูดขึ้นเมื่อเดินเข้ามาในห้อง

"คือผม....."สร้างเมืองทำหน้างง

"เชิญนั่งครับเจ้า" Serge บอกพร้อมเลื่อนเก้าอี้ให้

"เราคุยเป็นภาษาไทยดีกว่าครับ" เจ้าโสริวุธ หัวเราะ

"ว่าแต่ว่า เจ้าเป็นเจ้าจริงหรือครับ"สร้างเมืองถามแบบข้องใจ

"ฮะ ฮ้า สร้างเมืองอย่าบอกนะว่าคุณไม่รู้จักเจ้าโสริวุธ"Serge กล่าวปนหัวเราะ

สร้างเมืองมองหน้า Serge แล้วส่ายหน้า

"ไหนคุณว่า อยู่ ปารีสไง"Serge ถาม

Serge มองหน้าสร้างเมืองแล้วเขาก็พบว่า สร้างเมืองไม่ได้โกหก เขาไม่รู้จัก เจ้าโสริวุธจริงๆ

"ถ้าอย่างนั้นผมขอแนะนำให้คุณรู้จักเจ้า โสริวุธ เจ้าแห่งศิขรินทร์นคร" Serge กล่าวอย่างภาคภูมิใจ

สร้างเมืองยกมือขึ้นไหว้ตามธรรมเนียมคนเอเซีย เจ้าโสริวุธรับไหว้พร้อมกับกล่าวอย่างเป็นกันเองว่า

"ไม่เป็นไรสร้างเมืองผมก็ไม่ใช่คนสลักสำคัญอะไร ไม่แปลกใจหลอกนะที่คุณไม่รู้จักผม"เจ้าโสริวุธกล่าวอย่างอารมณ์ ดี

"ว่าแต่ว่าครั้งนี้เจ้าจะมาอยู่ชายแดนสักกี่วัน แล้วจะข้ามไปฝั่งโน้นหรือเปล่า" Serge ถาม

"ผมคงอยู่นานเพราะเรา กำลังพยายามรุกคืบศิขรินทร์ ผมกำลังจะกลับบ้าน"เจ้าโสริวุธกล่าวอย่างหนักแน่น

"เหรอ ครับ แสดงว่าฝ่ายเจ้ากำลังจะชนะ" Serge เอ่ยขึ้นอย่างดีใจ

"อย่าเรียกว่าเป็นชัยชนะเลย Serge เรียกว่า เป็นการสามารถประนีประนอมกันดีกว่า เราจะพยายาม จัดตั้งสมาพันฐรัฐแห่งศิขรินทร์" เจ้าโสริวุธมองตรงไปข้างหน้า

"แล้วเจ้ามีอะไรให้ผมรับใช้" Serge กล่าว

"ไม่มีอะไรมากหรอก Serge ผมอยากได้คนกัมพูชาที่นี้ที่มีความรู้กลับไปพร้อมกับผมในครั้งน ี้ โดยเฉพาะพวกครูกับหมอเพื่อ ฟื้นฟู ประเทศ"

"ผมนะไม่ขัดข้องหรอก แต่พวกผู้อพยพต้องสมัครใจด้วย ขอผม ปรึกษากับ Christ ก่อนแล้วผมค่อยให้คำตอบเจ้า"

"เอาอย่างนี้ไหมคืนนี้ ผมขอเชิญคุณไปเป็นแขกที่แคมป์ผมแล้วเราค่อยคุยกันในรายละเอียด ผมติดต่อกับองค์การของคุณแล้วแต่มาดามไม่อยู่ เพราะเป็นช่วง โนแอล (NOEL)(3)" เจ้าโสริวุธกล่าวเชื้อเชิญ

(1)Quelqu'un veut vous voir. มีคนอยากเจอคุณ

(2)"C'est qui?.....laissez-l'entrer.ใครละ ให้เข้ามาซิ

(3)" NOEL เทศกาล Christmas







"เอาไงดี Serge ไปไม่ไป"สร้างเมืองถามหลังจากที่เจ้าโสริวุธคล้อยหลังไปแล้ว

"แล้วแต่ ผมก็ยังไม่เคยเข้าไปในแคมป์ของพวกเขาสักทีเหมือนกัน"Serge พูดขึ้น

"แล้วถ้าพรุ่งนี้เรากลับมาไม่ทันล่ะ"สร้างเมืองถามขึ้น

"ไม่เป็นไรหรอกสร้างเมืองผมจะสั่ง บันซิน กับเซิงให้คอยดูแล พรุ่งนี้เป็นวันหยุด เรามีเวลา 2 วันนะ"Serge เอ่ยขึ้น

"ผมว่าเราน่าจะคุยกับมาดามก่อนดีมั้ย"สร้างเมืองติง

"ก็ดี แต่คงลำบากเพราะช่วงงานเทศกาลแบบนี้คงติดต่อยากแน่"Serge บอก

"ผมนัดกับเคยเจียไว้ว่าจะไปหา"สร้างเมืองรำพึงเบาๆแต่ใจจริงแล้วเขาก็ไม่อยากไปสมุยเท่าไหร่ครั้งสุดท้ายที่เจอกัยเคยเจียเขาไม่รู้สึกประทับใจในตัวเธอเท่า ใดนัก เธอดูท่าทางแปลกแล้วก็เจ้าอารมณ์ ที่สำคัญเธออยากให้เขาย้ายไปอยู่กับเธอที่โน้น สร้างเมืองไม่คิดว่าเขาจะอยู่ ที่สมุยได้ เขาสนุกกับชีวิต กับการเดินทางเขาไม่อยากปักหลักในตอนนี้

"ก็แล้วแต่ แต่ผมว่าโอกาสแบบนี้ไม่ได้มีง่ายๆนะ ว่ามั้ย"Serge เอ่ยขึ้น

แล้วเวลานัดก็มาถึงเจ้าโสริวุธทำตามสัญญา เจ้าส่งรถจี๊ปทหารมารับ ทั้งหมดมุ่งตรงไปยังชายแดน พอถึงชายแดนไทย ก็หยุดรถให้ตรวจค้นตามปกติ ทหารทำความเคารพซึ่งกันและกัน รถแล่นมาตามทางลูกรัง มองไปเห็นป้อมทหารอยู่ข้างหน้าลิบๆ แต่รถไม่ได้ตรงไปที่นั้น แต่กลับเลี้ยวขึ้นไปตามทางลูกรัง ตรงไปยังเขาลูกใหญ่ที่อยู่ข้างหน้า

"ทำไมไม่เข้าไปในชายแดนศิขรินทร์" Serge ถาม

"แคมป์ของเราตั้งอยู่ระหว่างชายแดนเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดทางกฎ หมาย" นายทหารคนหนึ่งกล่าวขึ้น

"แล้วอาหารการกินละทำยังไง"สร้างเมืองถามแบบอยากรู้

"เราทำกสิกรรมกันเองในแคมป์" นายทหารคนหนึ่งตอบ

สร้างเมืองหันมามองหน้า Serge แล้วยิ้มให้กันเข้าท่าดีเตรียมพร้อมทุกเรื่อง รถวิงวนขึ้นไปบนทางแคบๆบนเขาต้องชำนาญทางจริงถึงจะขับได้ไม่อย่างนั้นมีหวังลงไปเป็นผีเฝ้าเหวแน่ๆ รถแล่นวกไปวนมาเกือบ 2 ชั่วโมง ท้องฟ้าเริ่มมืดมิด ทั้งสองคนไม่มีทางจำทางได้แน่ นี้คงเป็นวิธีการเก็บความลับที่ตั้งของพวกเขา รถมาถึงที่มีบ้านเรียงรายอยู่ประมาณ 10 หลัง มีรถจี๊ป จอดอยู่หลายคัน สร้างเมืองแน่ใจว่าต้องมีอาวุธอยู่ที่นี้แน่ ทั้งสองถูกพาเดินลัดเลาะไปตามทางเล็กๆที่มืดมิด มีแต่แสงไฟจากไฟฉายเท่านั้นที่ส่องแสง ทั้งหมดเดินแถวเดี่ยวตามกันไปจนกระทั้งถึงกำแพงต้นไผ่สูงลิบที่ ปลูกติดๆๆกันแล้วสร้างเมืองก็มาถึงลานกว้างและเมื่อเงยหน้า มองขึ้นไปก็เห็นบ้านไม้หลังใหญ่ปลูกเรียงรายเชื่อมกันเป็นเรือนใหญ่ สองหมู่ มีผู้หญิงสองคนออกมาต้อนรับ




"เชิญ คุณทั้งสองด้านนี้เลยคะ เสด็จพระองค์ชายกำลังคุยโทรศัพท์ทรงมีรับสั่งให้คุณทั้งสองพักผ่อนอาบน้ำแล้วจะได้เข้าร่วมโต๊ะเสวย เวลา 2 ทุ่ม"

ทั้งสองถูกพามาที่เรือนหลังหนึ่งในหมู่เรือนที่ปลูกเชื่อมติดกัน สร้างเมืองตื่นตากับไม้ใหญ่ที่อยู่ตรงกลางชานเรือนสวยงามมากๆ มีกลิ่นดอกไม้หอมลอยมา

"ดอกอะไรนะ" สร้างเมืองถามขึ้น

"จำปาลาวคะ" หญิงที่เดินนำหน้าเขาตอบเบาๆ

สร้างเมืองไม่รู้จักว่าคือดอกอะไรแต่กลิ่นหอมกรุ่นมาก เขาเคยเห็นในแคมป์ เขาอีด่าง แต่มีคนบอกชื่ออื่น ใช่แล้ว ลั่นทม เขาหันมามองอีกทีเห็นSerge เดินไปยังห้องตรงข้าม หญิงสาวที่เดินนำหน้าเขามา เปิดห้องให้ ข้างในตบแต่งไว้อย่างดี มีเตียงตู้แบบโบราณ และมีถังไม้ ตั้งอยู่ที่มุมห้องด้านหนึ่งใกล้หน้าต่าง

"เชิญคุณอาบน้ำตามสบายเลยนะคะ เดี๋ยวถึงเวลาแล้วจะมีคนมารับไปเฝ้า"

สร้างเมืองมองตามหญิงสาวไป เธอคงเป็นข้าราชสำนักเพราะมีระเบียบพิธีการในการปฏิบัติ เขาลงแช่น้ำอย่างสบาย แล้วเผลอหลับไป จนSergeเดินมาเรียกถึงได้รู้ตัว น้ำอุ่นๆทำให้เขารู้สึกสบายและแช่มชื่นอย่างประหลาด เขาหยิบกางแกงแพร เสื้อผ้าไหมที่ถูกจัดเตรียมไว้มาสวม เขาหันไปหยิบ ดอกจำปาลาว ที่ลอยอยู่ในน้ำขึ้นมาสูดดม หอมชื่นใจ

สร้างเมืองถูกพามายังชานโล่งๆที่สามารถมองเห็นดวงจันทร์ลอยเด่น บนท้องฟ้า แสงจากตะเกียงดวงเล็กๆที่รายล้อมชานเรือนและคบเพลิงที่จุดเพื่อ ให้แสงสว่างทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นเป็นกันเอง เจ้าโสริวุธ เจ้าชายแห่งมหานครศิขรินทร์ ประทับเด่นเป็นสง่าอยู่เหนือตั่งโบราณพร้อมด้วยข้าราชบริพาร 2-3 คน แสงไฟจากคบเพลิงทำให้พระฉวีที่ขาว นวลเย็นตายิ่งขึ้น Serge นั่งอยู่ก่อนแล้ว สร้างเมืองเดินไปหยุดยืนอย่างไม่รู้ว่าควรวางตนเช่นไร เจ้าโสริวุธ คงจับอาการเขาได้

"นั่งสิ สร้างเมือง ไม่ต้องกังวล ทำตัวตามสบาย คุณเป็นแขกของผม"เจ้าโสริวุธเอ่ยขึ้น

"เอ่อ ครับ...." สร้างเมืองอึกอัก เขาไม่รู้จะใช้คำพูดอะไรให้เหมาะสมกับฐานะของเจ้า ภาษาไทยที่เขาเรียนรู้มาจากแม่ ก็เป็นเพียงระดับธรรมดาเท่านั้น

"ไม่เป็นไร สร้างเมืองเป็นธรรมชาติดีที่สุดผมเข้าใจ Serge เองก็คุ้นเคยกับผมดี ใช่มั้ย" เจ้าหันไปทาง Serge

"ครับผม แต่นั้นมันเมื่อสมัยอยู่ฝรั่งเศสนะเจ้า ตอนนี้เจ้าไม่ใช่ โสริวุธ คนเดิมแล้วนะ เจ้าเป็น เจ้าชาย"

Serge ถูกขัดจังหวะด้วยการโบกพระหัตถ์ห้ามของเจ้าชาย

"Serge เพื่อนรัก คุณรู้ไหมว่าผมโหยหา ความเป็นส่วนตัวแบบนั้นเพียงใด ถ้าเลือกได้........ผมคงเลือกที่จะมีชีวิตอย่างสงบที่โน้น"เจ้า ชายละสายพระเนตรจากอาคันตุกะ

"ท่านคงจะเหงาที่นี้"สร้างเมืองเอ่ยขึ้น

"ไม่เลย สร้างเมืองผมไม่เหงาสักนิด มีกิจกรรมมากมายให้ทำ" เจ้ากล่าวอย่างจริงจัง

"แล้วทางการรู้ไหมว่าท่านมาสร้าง......เอ่อ......ที่นี้" สร้างเมืองไม่รู้ว่าจะใช้คำว่าอะไรให้เหมาะสมกับสิ่งปลูกสร้างที่เขามาเยือน

"แคมป์ไง ง่ายดี สร้างเมือง ไม่หรอกเพราะเราไม่ได้เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลและที่สำคัญเรา กำลัง คิดที่จะสร้างคนเพื่อเป็นกำลังหนุนให้กับรัฐบาล"

เจ้าโสริวุธลุกขึ้นเดินไปยืนหันหลังให้กับแขกผู้มาเยือน เมื่อท่านผินพักตร์มาตรงๆสร้างเมืองรับความรู้สึกมุ่งมั่นในการ กู้ชาติของเจ้าชายได้เป็นอย่างดี

"เรากำลังรวมกำลังรวมพลังทุกฝ่ายเพื่อกู้ชาติ ส่วนแผ่นดินที่เป็นที่ตั้งแคมป์นี้นั้น อยู่ในเขตศิขรินทร์ ผมคิดจะรักษาแคมป์นี้ไว้เป็นที่หลบความวุ่นวาย" เจ้ากล่าวจริงจัง

"ที่นี้มีเครื่องปั่นไฟนะแต่เราใช้เท่าที่จำเป็นจริงๆแต่คืนนี้ ผมอยากให้พวกคุณสัมผัสกับแสงสีตามธรรมชาติ"เจ้าชายหันไปรับสั่ง เป็นภาษาเขมรกับทหาร แล้วเสียงเพลงบรรเลงจากเครื่องซออู้และขิมก็ดังขึ้น สร้างเมืองหันไปมองผู้เล่น แล้วเขาก็ถึงกับตะลึงในความงามของสาวน้อยที่ตีขิม หญิงสาวอยู่ในชุดสไบเฉียงจีบหน้านางสีเหลืองสด ขับผิวสีแทนให้เด่นขึ้นมือเรียว ทั้งสองข้างช่างงดงามยามพลิ้วสะบัด ใบหน้ารูปไข่และผมสีดำที่ยาวสลวย ทำให้เธอดูเหมือนภาพวาดมากกว่าคนจริงๆ

"สร้างเมือง ......สร้างเมือง" เจ้าชายเรียก

"....ครับผม" สร้างเมืองรับคำแต่ยังไม่ละสายตาจากสาวน้อยผู้นั้น

"เอา ดูนางไม่วางตาเชียวนะ" เจ้าโสริวุธเอ่ยขึ้น

"นั้นนะ เจ้าโสมาวดี หรือ เรียกขานในหมู่คนใกล้ชิดว่า เจ้าจันทร์ น้องสาวผมเอง" เจ้าโสริวุธบอกสร้างเมือง

"คุณน่าจะเคยพบเจ้าจันทร์สมัยเรียนวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้น ะ" Serge กล่าวเสริม

สร้างเมืองหันมาหยิบโถเหล้าที่มีคนรินให้ดื่มรวดเดียวหมด เลือดในกายสูบฉีดอย่างแรง เขาจำไม่ได้ว่าเคยเห็นเจ้าจันทร์หรือไม่แต่ ณ.วินาทีนี้ เจ้าหญิงโสมาวดี ประทับในความทรงจำของสร้างเมืองอย่างยากที่จะลบเลือน

"เจ้าจันทร์ มานี้หน่อย มาทักทายเพื่อนเก่า" เจ้าโสริวุธเอ่ยขึ้น

"Bonsoir Christophe.....สร้างเมือง" เจ้าจันทร์เอ่ยทักเป็นสำเนียงฝรั่งเศสอย่างไพเราะ

"Bonsoir .....สวัสดีครับเจ้า"สร้างเมืองเอ่ยตอบ

"เจ้าจันทร์เพิ่งมาถึงก่อนหน้าพวกคุณไม่กี่ชั่วโมง เจ้าจะมาช่วยผมจัดการเรื่องการเรียนการสอน ของเด็กๆที่นี้"เจ้าโสริวุธรับสั่งต่อ

"มีคนอยู่ที่นี้เยอะหรือเจ้า"Serge ถาม

"ประมาณ 200 กว่าคน ตอนมาเป็นโสดส่วนใหญ่ แล้วมีครอบครัวในแคมป์ ที่เป็นครอบครัวมาก็มี คนที่อยู่ที่นี้ส่วนใหญ่ เป็นหมอ เป็นครู วิศวกร และอาชีพอื่นๆ" เจ้าจันทร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

"เป็นคนจากฝรั่งเศสหรือครับ"สร้างเมืองหันมาถาม กลิ่นหอมจากผมของเจ้าทำให้เขาเผลอสูดหายใจอย่างแรง จนเจ้าจันทร์รู้สึกตัวและหันมามองแบบสงสัย

"คือ....ผมได้กลิ่นหอม.....เอ่อ....."สร้างเมืองพูดตะกุกตะกัก

"ค่ะ ไม่เป็นไร เป็นกลิ่นดอกจำปาลาว นะค่ะ หรือที่บางที่เรียก ดอกจำปาเพราะมีหลายพันธุ์ แต่ตระกูลเดียวกันค่ะ" เจ้าจันทร์เอ่ยแบบเป็นมิตร

สร้างเมืองยอมรับว่า เสน่ห์ของเจ้าหญิงโสมาวดีติดตรึงใจเขายิ่งนัก เจ้าหญิงฉลาดมีความรู้ ชอบหลายสิ่งหลายอย่างเช่นเดียวกันกับเขา
สร้างเมืองตื่นขึ้นมาตอนเช้าเพราะมีคนเข้ามาปลุกเพื่อเข้าร่วมโต๊ะเสวย

เฮ้อ นี้แหละหนาชีวิตเจ้า ต้องกินอยู่เป็นเวลาทำอะไรเป็นเวลา แต่ก็ดีเหมือนกัน เขาอยากเห็นแคมป์ในตอนกลางวัน อยากรู้ว่าจะกว้างใหญ่ขนาดไหน

"Sergeๆ " สร้างเมืองตะโกนเรียกจากชานเรือนที่เข้ายืนอยู่

"หลับสบายมั้ยคะ" เสียงที่กังวานใสดังจากข้างหลังเขา

สร้างเมืองหันมามอง เจ้าจันทร์นั้นเอง เขารีบยิ้มกว้างให้กับเจ้าจันทร์

"ดีแต่อากาศเย็นนะครับ"เขาตอบคำถามเจ้าจันทร์

"ที่นี่ อยู่บนเขา อากาศเย็นค่ะ" เจ้าจันทร์ให้ความเห็น

สร้างเมืองแอบสำรวจหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆอย่างเงียบๆ วันนี้เจ้าจันทร์ไม่ใช่นางในวรรณคดีอีกแล้ว เจ้าดูทะมัดทะแมงในชุดกางแกงรัดรูปเสื้อสูท สีเทาอมฟ้า ทำให้ดูสง่างามอีกแบบ เจ้ายกมือขึ้นโบกให้กับใครบางคน สร้างเมืองมองตามไปเห็นคนกลุ่มหนึ่ง คงเป็นคนที่นี้ กำลังพนมมือไหว้ และโบกมือตอบเจ้าจันทร์

"เจ้าเคยมาที่นี้ไหม ครับ"สร้างเมืองชวนคุย

"เคยค่ะ หลายครั้งแล้ว เจ้าพี่ใช้เวลาสร้างแคมป์นี้นานมากทีเดียว"เจ้าจันทร์เงยพักตร์ ขึ้นมองสร้างเมือง แล้วก็พบว่ากำลังถูกจ้องมองอยู่แล้วหญิงสาวรู้สึกประหม่าต่อสาย ตาคู่นั้นแบบประหลาด ตาที่มีแววระยิบระยับอยู่ภายใน

"ลงไปเดินเล่นในหมู่บ้านมั้ยคะ" เจ้าจันทร์เอ่ยชวน

"ก็ดีครับ"สร้างมือกล่าวตอบพร้อมผายมือให้เจ้าจันทร์นำทาง

ทั้งคู่เดินมาตามทางลูกรังมีผู้คนเดินสวนไปมาถวายความเคารพเจ้า จันทร์เป็นระยะๆ สร้างเมืองรู้สึกเขินที่มีคนคำนับไหว้ บางคนถึงกับก้มลงกราบที่พื้นก็มี เจ้าจันทร์เดาความรู้สึกของสร้างเมืองออก

"ยิ่งเขาให้ความเคารพเรามากเท่าไหร่ เขาก็คาดหวังในตัวเรามากเท่านั้น เจ้าพี่ถึงต้องทุ่มเททุกอย่างเพื่อความหวังของคนพวกนี้ จนชีวิตของท่านแทบไม่เหลืออะไร เป็นขององค์เอง" เจ้าจันทร์กล่าวเรื่อยๆ

"หมายความว่ายังไงครับ เป็นใหญ่ขนาดนี้มีคนล้อมหน้าล้อมหลังผมยังอยากเป็นเลย"สร้างเมื องกล่าวจากใจจริง

"เหรอคะ แต่จันทร์ว่าถ้า เป็นจริงๆคงทนไม่ได้หรอก เพราะจันทร์เองยังปฏิเสธเจ้าพี่หลายครั้งกว่า จะยอมกลับมาที่นี้"เจ้าจันทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา น้ำเสียงแบบนี้เป็นโทนเดียวกับเคยเจียเมื่อยามพูดถึงเวียดนามแล ะเหมือนความรู้สึกของผู้อพยพอีกหลายคน น้ำเสียงแห่งความสับสนไม่แน่ใจในสิ่งที่ตนเองกำลังทำและกำลังจะ พบเจอ

"แสดงว่าเจ้ามีสิ่งที่ดีกว่าที่ปารีส" สร้างเมืองถามต่อ

"เฮ้อ....สำหรับจันทร์แล้ว ปารีสเป็นบ้านค่ะ เป็นที่ๆจันทร์เติบโตมาจันทร์เคยชินกับทุกอย่างที่นั้น Christ " เจ้าจันทร์เรียกชื่อสร้างเมืองเป็นภาษาฝรั่งเศส

"หรือครับ เจ้าเกิดที่นั้นหรือครับ"

"ใช่คะ จันทร์ไม่เหมือนเจ้าพี่ ท่านเกิดที่ศิขรินทร์ และไปเติบโตที่โน้น เราห่างกันเกือบ 10 ปีค่ะ"

"มิน่าความผูกพันถึงไม่เหมือนกัน"สร้างเมืองเอ่ยขึ้น

"สำหรับเจ้าพี่แล้วที่นี้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างขององค์ท่าน ท่านยอมละทิ้งครอบครัว บ้านแตก เพื่อมาอยู่ที่นี้"เจ้าจันทร์มีน้ำเสียงเศร้าสลด เมื่อหวนนึกถึง อดีตเมื่อเจ้าโสริวุธตัดสินพระทัยที่จะเสด็จกลับมากู้ชาติ

"หมายความว่ายังไง"สร้างเมืองถาม

"ชายาของท่านไม่เห็นด้วยกับวีรกรรมครั้งนี้ ขอแยกทาง....." เจ้าจันทร์หยุดนิ่งสะกดอารมณ์

สร้างเมืองพอจะมองเห็นการเสียสละอันยิ่งใหญ่ของเจ้าโสริวุธ

สร้างเมืองกับ Serge กลับมาที่แคมป์เขาอีด่างแล้ว เจ้าโสริวุธติดต่อองค์การเพื่อขอผู้อพยพที่สมัครใจที่จะกลับไปยังศิขรินทร์มีการขอร้องให้เห็นกับประเทศอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอน ผู้อพยพส่วนใหญ่ไม่ต้องการกลับ แต่ก็มีหลายคนที่ยินดีที่จะกลับไป

"ผมไม่มีอะไรเหลือที่นั้น จะกลับไปทำไม"บันเซิงบอกกับสร้างเมือง

"อย่างน้อยก็ได้ช่วยประเทศตัวเองนะ"สร้างเมืองบอก

"แล้วไง นายฝรั่ง พ่อแม่ลูกเมียผมตายเพราะระเบิดลงที่บ้านผม มีใครคิดช่วยมั้ย นายฝรั่งไม่มีวันเข้าใจหรอก "บันเซิงกล่าวอย่างเคียดแค้น

"ผมเบื่อชีวิตในค่ายอพยพเต็มทีผมต้องการตั้งต้นชีวิตใหม่ นายฝรั่งเข้าใจมั้ย"

สร้างเมืองเข้าใจแต่ก็มองไม่เห็นว่าบันเซิงจะไปทำอะไรที่ ฝรั่งเศส เขาเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ พูดภาษาฝรั่งเศสได้ แต่ความสามารถของเขาไม่เหมาะกับฝรั่งเศส แล้วอายุขนาดนี้จะไปเรียนอะไร สร้างเมืองพยายามชี้แจ้งแต่ บันเซิงไม่เข้าใจ ฝรั่งเศสคือแดนแห่งความฝัน เป็นเมืองแห่งความร่ำรวยที่สามารถขุดทองได้ในความคิดของบันเซิง แต่สำหรับสร้างเมืองแล้ว บันเซิงมีค่าต่อศิขรินทร์นครมากกว่าฝรั่งเศสแน่นอน

"ผมไม่เข้าใจจริงนะ Serge ทำไมผู้อพยพถึงมองไม่เห็นเหมือนที่เราเห็น"สร้างเมืองบ่นกับ Serge

"คุณเห็นอะไรสร้างเมือง" Serge ถาม

"ผมเห็นว่าอนาคตของเขาที่ฝรั่งเศสแถบจะไม่มีเลยสักนิด" สร้างเมืองกล่าวหนักแน่น

"สร้างเมืองคุณคงลืมไปแล้วว่า คนพวกนี้ ทิ้งบ้านเรือนมาเพราะอยู่ไม่ได้มีการรบพุ่งฆ่ากันตายรายวัน ชีวิตแขวนอยู่บนความตาย ชีวิตคนเราต้องการอะไรหรือสร้างเมือง ปัจจัย สี่ มีชีวิตอย่างมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ตามระบบสากล ฝรั่งเศสให้กับเขาได้ในขณะที่ศิขรินทร์ในเวลานี้ให้ไม่ได้ แล้วจะทำยังไง บางคนนะไม่มีใครเหลือแล้ว อยู่ในค่าย 5 ปี มาวันนี้จะให้ละทิ้งความฝันเพื่ออุดมการณ์ เห็นที่จะยากนะผมว่า" Serge บอกสร้างเมือง

Serge พูดถูกคนจะเสียสละได้ชีวิตพื้นฐานต้องเติมเต็มก่อน แต่ใครละจะกู้ ศิขรินทร์หากไม่ใช่คนศิขรินทร์ สร้างเมืองยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ ร่างบอบบาง ก็ปรากฏกายขึ้นที่ประตูห้องทำงาน

"เจ้าจันทร์" สร้างเมืองเรียกค่อนข้างดังด้วยความดีใจ

"สวัสดีค่ะทุกท่าน มารบกวนหรือเปล่า"เจ้าจันทร์มีรับสั่ง

วันนี้เจ้าหญิงโสมาวดีอยู่ในชุดเสื้อสูทสีชมพูเข้ม ทำให้เจ้าดูนุ่มนวลสมเป็นชาววัง

"พอดีจันทร์ลงมาหาซื้อของใช้อุปกรณ์การสอน เลยแวะมาเยี่ยมคะ"เจ้าจันทร์มีรับสั่ง

"ครับผม แล้วเจ้าจะกลับขึ้นไปข้างบนเลยหรือจะแวะพักที่นี่สักคืน"สร้างเมืองรีบถาม

"ยังไงดีล่ะ ใจคิดอยากจะกลับขึ้นไปเลยเพราะมีงานให้ทำมากมาย แต่ก็อยากพักผ่อนบ้าง"เจ้าจันทร์ทอดพระเนตรมายังสร้างเมือง

"ผมว่านี้ก็เสาร์อาทิตย์ทำไมเจ้าไม่ลองไปที่อื่นดูบ้า ง"สร้างเมืองรีบออกความคิดเห็น

"ยินดีนะค่ะ ถ้ามีไกด์นำทาง"เจ้าจันทร์ตอบเบาๆ

"ผมยินดีเป็นไกด์ให้ถ้าเจ้าไม่รังเกียจ"สร้างเมืองรีบเสนอตัว

"แต่ผมคงต้องขอตัวไม่ได้อยู่บ้านหลายอาทิตย์แล้ว คงต้องหยุดบ้าง"Serge เอ่ยขึ้น

"งั้นผมไปกับเจ้าสองคน ได้ไหมครับ" ประโยคหลังเขาหันมาถามเจ้าจันทร์เป็นเชิงปรึกษา พร้อมกับมองไปยังทหารที่อยู่ด้านนอก 3-4 คน

"อื้อ เดียวสักครู่นะค่ะ" เจ้าจันทร์เดินกลับออกไป

"โอ๊ย นี้ผมฝันไปหรือเปล่า" สร้างเมืองกระซิบกับSerge

"หึ หึ ลองชกหน้าตัวเองดูซิ จะได้รู้ว่าฝันหรือเปล่า"Serge สัพยอก เขาพอจะมองออกว่า สร้างเมืองรู้สึกยังไงกับเจ้าจันทร์

"เรียบร้อยค่ะ เราพร้อมจะเดินตามไกด์แล้ว"เจ้าจันทร์รับสั่งกับสร้างเมือง

"ไปกันทั้งหมดนี้เลยหรือครับ เจ้า"สร้างเมืองถาม

"ไม่หรอกค่ะ จันทร์มีทหารไปด้วย 2 คน เท่านั้นค่ะ คงไม่รบกวนใช่มั้ยคะ เพราะยังไง เขาก็คงไม่ยอมให้น้อยกว่านี้แน่"

"ครับก็ดีกว่าไปทั้งหมดนี้"สร้างเมืองกล่าวปนหัวเราะ

บัวรำไพนั่งเหม่อมองออกไปกลางท้องทะเลที่เวิ้งว้าง หญิงสาวไม่มีทุกข์เรื่องเงินทอง เพราะพระพันจัดการแบ่งขายที่ของเธอเพื่อไว้ใช้จ่าย และเธอก็รับจ้างทำงานๆเล็กๆน้อยกับบริษัททัวร์ เกือบเดือนแล้วที่ สร้างเมืองไม่ได้มาหาเธอเลย เขาสัญญาว่าจะมาแต่พอใกล้วันก็โทรมาบอกว่าไม่ว่างเขาโทรหาเธอบ้างหรือควรจะบอกว่าเขารับสายเธอมากกว่า สร้างเมืองเปลี่ยนไป บัวรำไพคิดในใจ แต่ก็ช่างเถอะ เธอไม่ชอบตามตื้อใครไม่มาก็ไม่มา เธอสนใจกับงานและชีวิตใหม่รอบด้านของเธอ สนุกสนานกับการพบปะผู้คน แต่วันสองวันนี้ไม่รู้เป็นยังไงรู้สึกคลื่นเหียน อาเจียนเหมือนจะเป็นลม เสียงคนกดออดหน้าประตู

"หวัดดีจ้าบัว"ละเมียดเอ่ยทัก

"หวัดดี" บัวรำไพหลีกทางให้ละเมียดเดินเข้ามา

"ห้องบัวหอมจังเลยนะ" ละเมียดเอ่ยชม

"อื้อ เพิ่งทำความสะอาดแล้วก็ฉีดน้ำหอม"บัวรำไพตอบ

ละเมียดยอมรับว่าบัวรำไพเป็นคนพิถีพิถันในการดูแลที่อยู่และมี อารมณ์สุนทรี ในการตบแต่ง เธอชอบบัวรำไพ หญิงสาวไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใครเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับพ่อของเธอน่าจะเป็นความไร้เดียงสามากกว่า ละเมียดมาเยี่ยมเยียนถามทุกข์สุขและคอยแนะนำเพื่อนใหม่คนนี้เป็นประจำ

"ไหนว่าพี่สร้างเมืองจะมาไงบัว"ละเมียดถาม

"เขาโทรมาบอกว่ามีงานด่วนมาไม่ได้ ขอเป็นอาทิตย์หน้า"บัวรำไพกล่าวเบาๆ

"ผิดนัด หลายหน แล้วนะบัวไม่ตามไปดูบ้างหรือ"ละเมียดถาม

"ไม่หรอก ขี้เกียจนะ อยู่แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว"บัวรำไพตอบ

"แล้วไม่สบายเป็นไงบ้างละ ยังอาเจียนอยู่มั้ย"

"ยังไม่หายเลย ไม่รู้เป็นอะไร "บัวรำไพตอบ

"ไปให้หมอดูดีไม่"ละเมียดถาม

"ก็ดีนะ ว่าแต่ว่าละเมียดว่างเหรอวันนี้"บัวรำไพถาม

"ว่างๆๆ ขี้เกียจกลับบ้านหมู่นี้พ่อกับแม่อารมณ์ไม่ใคร่ดี เถียงกันประจำ"

"เหรอนอนที่นี้ก็ได้นะ"บัวรำไพเอ่ยชวน

"ไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยวเขาจะเป็นห่วง"ละเมียดยิ้มรับ

"รอเดี๋ยวนะขอบัวไปเปลี่ยนผ้าแป๊บ"บัวรำไพพูดขึ้น

"จ๊ะ ไม่ต้องรีบหมอยังไม่มาหรอก"ละเมียดบอก

อีก ครึ่งชั่วโมงต่อมาทั้งสองสาวก็มานั่งอยู่ที่คลีนิคของหมอคนหนึ่งในเมือง

"คุณ บัวรำไพ เชิญคะ" พนักงานหน้าห้องขานชื่อ

บัวรำไพเดินเข้าไปในห้องตรวจแต่ไม่ทันที่เธอจะเข้าห้องกลิ่นยาก็ทำให้เธอต้องวิ่งไปอาเจียนในห้องน้ำ

"ไง บัว เป็นไงบ้าง" ละเมียดตะโกนอยู่หน้าห้องน้ำ

"ไม่เป็นไรเดี๋ยวนะเหม็นจังเลย"บัวรำไพตอบ

พยาบาลเดินถือกระบอกแก้วใสมาให้

"ให้คนไข้ฉี่ใส่นี้เลยนะคะ"

"ค่ะ"ละเมียดตอบรับแบบงง

"อะไรนะ"บัวรำไพถามเมื่อเห็นกระบอกแก้ว

"เขาบอกให้บัวฉี่ใส่นี้นะ"ละเมียดยื่นให้
บันทึกการเข้า
บัวรำไพ
บุคคลทั่วไป


อีเมล์ : Email
« ตอบ #15 เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2008, 11:58:03 pm »

------------------------------------------------------------ -----------------

บัวรำไพนั่งเงียบมาในรถจนละเมียดสงสัย

"ไงบัว เงียบเชียว หมอบอกว่าว่าเป็นอะไร"

"เออ ไม่รู้ซิ" บัวรำไพหวนนึกถึงคำพูดของหมอ

บัวรำไพทำตามที่หมอสั่งและเดินตรงไปยังห้องตรวจคนไข้

"ประจำเดือนมาครั้งสุดท้ายเมื่อไรครับ"หมอเอ่ยถาม

"จำไม่ได้ค่ะ"บัวรำไพตอบ

"นานมากหรือครับ มาปกติมั้ย"หมอถาม

"สัก 2 - 3 เดือน ค่ะ"บัวรำไพพยายามนึก

"เดือนกันยายนยังมีมั้ย"หมอถามอีก

"เออ ไม่มาค่ะ" บัวรำไพตอบแบบงง

"ครับผม คือคุณท้องประมาณ 3 เดือนแล้วครับ เดือนหน้าไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลนะครับ หมอจะให้ยาบำรุงไปถ้าแพ้มากค่อยกลับมาหาหมอ"หมอบอก

"ไงบัว อ้าวร้องไห้ทำไมเป็นอะไรร้ายแรงหรือเปล่า บอกเมียดได้นะ"ละเมียดรีบบอก

บัวรำไพไม่พูดอะไรจนกระทั่งเข้ามาในห้องพัก ละเมียดกลับไปแล้ว

"ไปเถอะเมียดบัวไม่เป็นอะไรมากหรอก ขอบคุณมาก" บัวรำไพบอกละเมียด

เธอนอนร้องไห้ แล้วจะทำยังไง ครั้งสุดท้าย ที่ประจำเดือนมาเธอเลิกกับพระพันแล้ว เด็กคนนี้เป็นลูกสร้างเมือง แน่นอน คงไม่มีปัญหา สร้างเมืองรักเธอมากเขาคงรับผิดชอบได้ เธอรีบต่อโทรศัพท์หาสร้างเมือง

"ไม่มีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก........"บัวรำไพไม่รอฟังจนจบ เธอชินกับคำพูดนี้ในระยะหลัง ไม่รู้เขาไปอยู่ที่ไหนถึงไม่มีสัญญาณ

"บัวผมจะไปทำงานในกัมพูชา ผมเบื่อเมืองไทยแล้วก็ว่าจะเลยไปเวียดนาม" สร้างเมืองบอก

"แล้วบัวล่ะ บัวไปด้วยนะ"เธอออดอ้อน

"ไม่ได้หรอกไม่สะดวก"สร้างเมืองตอบ

"อะไรไม่สะดวก"

"น่า แล้วผมจะมาหา"สร้างเมืองมีน้ำเสียงรำคาญ

"เราปลูกบ้านก็ได้นะ สร้างเมือง บัวมีเงิน" บัวรำไพบอก

"ผมรู้แต่ผมยังไม่พร้อมที่จะมีครอบครัวขอเวลาผมอีกนิด"สร้างเมืองบอก

บัวให้เวลาคุณไม่ได้แล้ว ตอนนี้บัวกำลังจะมีลูก บัวรำไพเดินไปนั่งที่คอมพิวเตอร์สร้างเมืองไม่ออนเอ็มเป็นเดือน แล้ว เธอเขียนอีเมล์ถึงสร้างเมือง

สร้างเมืองนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ เขาเพิ่งอ่านอีเมลล์ของบัวรำไพ เป็นไปไม่ได้เขาป้องกันอย่างดียกเว้นครั้งแรกที่เขาทำไปโดยอารม ณ์โกรธ แต่เธอก็ไม่มีอาการอะไรให้เห็นนี้นา หรือว่าเธอท้องกับพระพัน โอ๊ยจะบ้าตายเขาจะทำยังไงดี ถ้าหากเขาถามหญิงสาวคงไม่เป็นการดีแน่เพราะเธอต้องคิดมาก สร้างเมืองไม่ต้องการทำร้ายจิตใจบัวรำไพ เขายังเมตตาสงสารเธออยู่มาก สร้างเมืองปล่อยสมองให้ครุ่นคิด จนมองไม่เห็นว่า Serge เดินมายืนอยู่ตรงหน้า

"COU COU เอ๊ย น้องชายฝันกลางวันหรือ ถึงใครละ เจ้าหญิงหรือเด็กพเนจร อ้อไม่ใช่แล้วซินะเดี๋ยวนี้ต้องเรียกเศรษฐินีแล้ว"Serge สัพยอก

"ผมกำลังมีปัญหา" สร้างเมืองบอก

"ผมไม่แปลกใจเลยนักรักทุกคนย่อมมีปัญหา"

"บัวรำไพท้อง ผมจะทำยังไงดี"

Serge อึ้งไป เรื่องใหญ่จริงด้วย

"ทำไมคุณไม่ระวัง เรื่องด็กนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น"

"ก็เพราะระวังนะซิผมถึงว่าเป็นไปได้ยังไง"

"แล้วจะทำยังไง"

"ผมไม่แน่ใจว่าเป็นลูกผม"สร้างเมืองบอก

"ก็ต้องคุยให้รู้เรื่อง คุณคิดว่าเป็นลูกน้าเขยคุณหรือแต่ผู้หญิงจะรู้ว่าลูกใครนะ"

"แต่ผมต้องการรู้ชัด"สร้างเมืองกล่าวหนักแน่น

"ผมไม่รู้จะแนะนำยังไง คุยกับน้าเขยคุณดูแบบลูกผู้ชาย"Sergeบอก

"งั้นหรือ"

สร้างเมืองทำตามคำแนะนำของ Serge และเขาก็ได้รับคำตอบอย่างหนักแน่นว่า ไม่ใช่ลูกของพระพัน เพราะ พระพันทำหมันแล้ว สร้างเมืองไม่เคยสับสนในชีวิตเช่นนี้มาก่อนเลย เขาจะทำยังไงกับเจ้าจันทร์ดี ตั้งแต่พบกันเมื่อครั้งก่อน เขาคิดว่าเจ้าจันทร์ไม่ปฏิเสธความรู้สึกที่ดีงามของเขา เขายังโทรศัพท์หาเจ้าแม้สัญญาณจะไม่ใคร่ดีนักก็ตาม หากเจ้าจันทร์รู้เรื่องนี้เธอคงไม่ยอมแน่ เขาจะทำอย่างไรดี เด็กในท้องบัวรำไพเป็นลูกเขา เขาควรทำยังไง เขาไม่อยากเสียเจ้าจันทร์ไม่อยากเสียลูกและบัวรำไพ

"น้าทองครับ สบายดีมั้ย"สร้างเมืองกล่าวทักทรายทอง เมื่อโทรติด

"สร้างเมืองหรือลูก สบายดี ลูกสบายดี คิดถึงจังเลย"ทรายทองตอบแบบละล่ำละลัก นับแต่วันที่มีเรื่องสร้างเมืองไม่เคยมาที่บ้าน เธอส่งอีเมลล์เขาก็ตอบเป็นพิธี โทรศัพท์หาเขาก็ รับบ้างไม่รับบ้าง ยิ่งระยะหลังเขาหายหน้าไป เธอรู้ว่าเขามาหาเด็กบัวรำไพ แต่ไม่แวะมาหาเธอ เขาไม่ออนเอ็มนานแล้วเขาตั้งใจจะหลบหน้าเธอ ทรายทองรู้ดี

"ผมมีเรื่องอยากปรึกษาน้าทอง เรื่อง บัวรำไพ"

"ทำไม มีอะไรลูก"ทรายทองถามแบบอยากรู้

"คือ ......ผมไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง.....บัวรำไพท้องแล้วผมก็ยังมีสั ญญากับองค์การในเรื่องการเดินทาง.......ผมไม่สามารถกลับไปดูแลไ ด้............เอ้อ..........ผมอยากให้น้าทองช่วยผม.......เอ้อ .........."

"ไม่เป็นไรลูกน้าจะช่วยดูแลให้เอง ทำงานเถอะ เสร็จเมื่อไรแล้วก็รีบกลับมานะ น้าเป็นห่วงส่งข่าวมาบ้างนะลูก"

สร้างเมืองวางหูไปแล้ว ทรายทองสะใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบัวรำไพ สร้างเมืองต้องมีคนอื่นแน่ เพราะเธอรู้ว่าระยะหลังเขาไม่ได้มาหาบัวรำไพเลย สมน้ำหน้าอยากร่านสวาทดีนัก เจอแบบนี้เสียบ้างจะได้รู้รสชาติของการถูกทอดทิ้งว่ามันทรมานขน าดไหน

"จะไปไหนทอง"พระพันเอ่ยถามแบบสงสัย

"ไปหาบัวรำไพ"

"ฮ้า อะไรนะ"พระพันไม่เชื่อหูตัวเอง

"มีเรื่องจะต้องสะสาวกับนังเด็กคนนี้ มารดีนัก เป็นมารกับคุณยังไม่พอ คิดเป็นมารชีวตสร้างเมืองอีก"ทรายทองระบายแบบเคียดแค้น

"ไม่เอาน่าทอง เรื่องของผมมันก็จบไปแล้ว อีกอย่างสร้างเมืองก็ไม่ใช่ลูกคุณนะ เขาเป็นลูกดารารายกับปิแยร์ คุณลืมแล้วหรือ"

"ยังไง พระพันก็ไม่เข้าใจ ยังรักมันอยู่ละซิ ตอนนี้มันว่างแล้วนิ สมน้ำหน้าสร้างเมืองกำลังจะเชดหัวมันแล้ว"ทรายทองพูดแบบเย้ยหยั น

พระพันนิ่งไป เขาไม่นึกว่าสร้างเมืองจะหาทางออกแบบนี้ แต่ที่น่ากลัวเขาไม่เคยเห็น ทรายทองน่ากลัวขนาดนี้มาก่อน ทรายทองอาฆาตบัวรำไพอย่างรุนแรง ทรายทองออกรถไปแล้ว พระพันได้แต่นั่งนิ่งคงไม่เป็นไรหรอก ทรายทองเป็นคนธรรมะธรรมโม ต้องหาทางออกได้อย่างดีสำหรับบัวรำไพ
บันทึกการเข้า
บัวรำไพ
บุคคลทั่วไป


อีเมล์ : Email
« ตอบ #16 เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2008, 11:58:58 pm »

------------------------------------------------------------ -----------------

บัวรำไพนั่งเงียบมาในรถจนละเมียดสงสัย

"ไงบัว เงียบเชียว หมอบอกว่าว่าเป็นอะไร"

"เออ ไม่รู้ซิ" บัวรำไพหวนนึกถึงคำพูดของหมอ

บัวรำไพทำตามที่หมอสั่งและเดินตรงไปยังห้องตรวจคนไข้

"ประจำเดือนมาครั้งสุดท้ายเมื่อไรครับ"หมอเอ่ยถาม

"จำไม่ได้ค่ะ"บัวรำไพตอบ

"นานมากหรือครับ มาปกติมั้ย"หมอถาม

"สัก 2 - 3 เดือน ค่ะ"บัวรำไพพยายามนึก

"เดือนกันยายนยังมีมั้ย"หมอถามอีก

"เออ ไม่มาค่ะ" บัวรำไพตอบแบบงง

"ครับผม คือคุณท้องประมาณ 3 เดือนแล้วครับ เดือนหน้าไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลนะครับ หมอจะให้ยาบำรุงไปถ้าแพ้มากค่อยกลับมาหาหมอ"หมอบอก

"ไงบัว อ้าวร้องไห้ทำไมเป็นอะไรร้ายแรงหรือเปล่า บอกเมียดได้นะ"ละเมียดรีบบอก

บัวรำไพไม่พูดอะไรจนกระทั่งเข้ามาในห้องพัก ละเมียดกลับไปแล้ว

"ไปเถอะเมียดบัวไม่เป็นอะไรมากหรอก ขอบคุณมาก" บัวรำไพบอกละเมียด

เธอนอนร้องไห้ แล้วจะทำยังไง ครั้งสุดท้าย ที่ประจำเดือนมาเธอเลิกกับพระพันแล้ว เด็กคนนี้เป็นลูกสร้างเมือง แน่นอน คงไม่มีปัญหา สร้างเมืองรักเธอมากเขาคงรับผิดชอบได้ เธอรีบต่อโทรศัพท์หาสร้างเมือง

"ไม่มีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก........"บัวรำไพไม่รอฟังจนจบ เธอชินกับคำพูดนี้ในระยะหลัง ไม่รู้เขาไปอยู่ที่ไหนถึงไม่มีสัญญาณ

"บัวผมจะไปทำงานในกัมพูชา ผมเบื่อเมืองไทยแล้วก็ว่าจะเลยไปเวียดนาม" สร้างเมืองบอก

"แล้วบัวล่ะ บัวไปด้วยนะ"เธอออดอ้อน

"ไม่ได้หรอกไม่สะดวก"สร้างเมืองตอบ

"อะไรไม่สะดวก"

"น่า แล้วผมจะมาหา"สร้างเมืองมีน้ำเสียงรำคาญ

"เราปลูกบ้านก็ได้นะ สร้างเมือง บัวมีเงิน" บัวรำไพบอก

"ผมรู้แต่ผมยังไม่พร้อมที่จะมีครอบครัวขอเวลาผมอีกนิด"สร้างเมืองบอก

บัวให้เวลาคุณไม่ได้แล้ว ตอนนี้บัวกำลังจะมีลูก บัวรำไพเดินไปนั่งที่คอมพิวเตอร์สร้างเมืองไม่ออนเอ็มเป็นเดือน แล้ว เธอเขียนอีเมล์ถึงสร้างเมือง

สร้างเมืองนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ เขาเพิ่งอ่านอีเมลล์ของบัวรำไพ เป็นไปไม่ได้เขาป้องกันอย่างดียกเว้นครั้งแรกที่เขาทำไปโดยอารม ณ์โกรธ แต่เธอก็ไม่มีอาการอะไรให้เห็นนี้นา หรือว่าเธอท้องกับพระพัน โอ๊ยจะบ้าตายเขาจะทำยังไงดี ถ้าหากเขาถามหญิงสาวคงไม่เป็นการดีแน่เพราะเธอต้องคิดมาก สร้างเมืองไม่ต้องการทำร้ายจิตใจบัวรำไพ เขายังเมตตาสงสารเธออยู่มาก สร้างเมืองปล่อยสมองให้ครุ่นคิด จนมองไม่เห็นว่า Serge เดินมายืนอยู่ตรงหน้า

"COU COU เอ๊ย น้องชายฝันกลางวันหรือ ถึงใครละ เจ้าหญิงหรือเด็กพเนจร อ้อไม่ใช่แล้วซินะเดี๋ยวนี้ต้องเรียกเศรษฐินีแล้ว"Serge สัพยอก

"ผมกำลังมีปัญหา" สร้างเมืองบอก

"ผมไม่แปลกใจเลยนักรักทุกคนย่อมมีปัญหา"

"บัวรำไพท้อง ผมจะทำยังไงดี"

Serge อึ้งไป เรื่องใหญ่จริงด้วย

"ทำไมคุณไม่ระวัง เรื่องด็กนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น"

"ก็เพราะระวังนะซิผมถึงว่าเป็นไปได้ยังไง"

"แล้วจะทำยังไง"

"ผมไม่แน่ใจว่าเป็นลูกผม"สร้างเมืองบอก

"ก็ต้องคุยให้รู้เรื่อง คุณคิดว่าเป็นลูกน้าเขยคุณหรือแต่ผู้หญิงจะรู้ว่าลูกใครนะ"

"แต่ผมต้องการรู้ชัด"สร้างเมืองกล่าวหนักแน่น

"ผมไม่รู้จะแนะนำยังไง คุยกับน้าเขยคุณดูแบบลูกผู้ชาย"Sergeบอก

"งั้นหรือ"

สร้างเมืองทำตามคำแนะนำของ Serge และเขาก็ได้รับคำตอบอย่างหนักแน่นว่า ไม่ใช่ลูกของพระพัน เพราะ พระพันทำหมันแล้ว สร้างเมืองไม่เคยสับสนในชีวิตเช่นนี้มาก่อนเลย เขาจะทำยังไงกับเจ้าจันทร์ดี ตั้งแต่พบกันเมื่อครั้งก่อน เขาคิดว่าเจ้าจันทร์ไม่ปฏิเสธความรู้สึกที่ดีงามของเขา เขายังโทรศัพท์หาเจ้าแม้สัญญาณจะไม่ใคร่ดีนักก็ตาม หากเจ้าจันทร์รู้เรื่องนี้เธอคงไม่ยอมแน่ เขาจะทำอย่างไรดี เด็กในท้องบัวรำไพเป็นลูกเขา เขาควรทำยังไง เขาไม่อยากเสียเจ้าจันทร์ไม่อยากเสียลูกและบัวรำไพ

"น้าทองครับ สบายดีมั้ย"สร้างเมืองกล่าวทักทรายทอง เมื่อโทรติด

"สร้างเมืองหรือลูก สบายดี ลูกสบายดี คิดถึงจังเลย"ทรายทองตอบแบบละล่ำละลัก นับแต่วันที่มีเรื่องสร้างเมืองไม่เคยมาที่บ้าน เธอส่งอีเมลล์เขาก็ตอบเป็นพิธี โทรศัพท์หาเขาก็ รับบ้างไม่รับบ้าง ยิ่งระยะหลังเขาหายหน้าไป เธอรู้ว่าเขามาหาเด็กบัวรำไพ แต่ไม่แวะมาหาเธอ เขาไม่ออนเอ็มนานแล้วเขาตั้งใจจะหลบหน้าเธอ ทรายทองรู้ดี

"ผมมีเรื่องอยากปรึกษาน้าทอง เรื่อง บัวรำไพ"

"ทำไม มีอะไรลูก"ทรายทองถามแบบอยากรู้

"คือ ......ผมไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง.....บัวรำไพท้องแล้วผมก็ยังมีสั ญญากับองค์การในเรื่องการเดินทาง.......ผมไม่สามารถกลับไปดูแลไ ด้............เอ้อ..........ผมอยากให้น้าทองช่วยผม.......เอ้อ .........."

"ไม่เป็นไรลูกน้าจะช่วยดูแลให้เอง ทำงานเถอะ เสร็จเมื่อไรแล้วก็รีบกลับมานะ น้าเป็นห่วงส่งข่าวมาบ้างนะลูก"

สร้างเมืองวางหูไปแล้ว ทรายทองสะใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบัวรำไพ สร้างเมืองต้องมีคนอื่นแน่ เพราะเธอรู้ว่าระยะหลังเขาไม่ได้มาหาบัวรำไพเลย สมน้ำหน้าอยากร่านสวาทดีนัก เจอแบบนี้เสียบ้างจะได้รู้รสชาติของการถูกทอดทิ้งว่ามันทรมานขน าดไหน

"จะไปไหนทอง"พระพันเอ่ยถามแบบสงสัย

"ไปหาบัวรำไพ"

"ฮ้า อะไรนะ"พระพันไม่เชื่อหูตัวเอง

"มีเรื่องจะต้องสะสาวกับนังเด็กคนนี้ มารดีนัก เป็นมารกับคุณยังไม่พอ คิดเป็นมารชีวตสร้างเมืองอีก"ทรายทองระบายแบบเคียดแค้น

"ไม่เอาน่าทอง เรื่องของผมมันก็จบไปแล้ว อีกอย่างสร้างเมืองก็ไม่ใช่ลูกคุณนะ เขาเป็นลูกดารารายกับปิแยร์ คุณลืมแล้วหรือ"

"ยังไง พระพันก็ไม่เข้าใจ ยังรักมันอยู่ละซิ ตอนนี้มันว่างแล้วนิ สมน้ำหน้าสร้างเมืองกำลังจะเชดหัวมันแล้ว"ทรายทองพูดแบบเย้ยหยั น

พระพันนิ่งไป เขาไม่นึกว่าสร้างเมืองจะหาทางออกแบบนี้ แต่ที่น่ากลัวเขาไม่เคยเห็น ทรายทองน่ากลัวขนาดนี้มาก่อน ทรายทองอาฆาตบัวรำไพอย่างรุนแรง ทรายทองออกรถไปแล้ว พระพันได้แต่นั่งนิ่งคงไม่เป็นไรหรอก ทรายทองเป็นคนธรรมะธรรมโม ต้องหาทางออกได้อย่างดีสำหรับบัวรำไพ
บันทึกการเข้า
บัวรำไพ
บุคคลทั่วไป


อีเมล์ : Email
« ตอบ #17 เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2008, 12:00:14 am »

บทที่13

กำแพงรัก

เสียงออดดังขึ้น บัวรำไพ เดินไปเปิดประตู แล้วเธอก็ตะลึงเมื่อเห็นผู้มาเยือน ทรายทองนั้นเอง

"จะไม่เชิญเข้าบ้านหน่อยหรือ"ทรายทองเอ่ยถาม

"เอ่อ...ค่ะ เชิญค่ะ น้าทอง"บัวรำไพพูดตะกุกตะกัก

"เรียกฉันว่าคุณทรายทอง จะเหมาะกว่านะ เพราะฉันนะเลิกนับญาติกับเธอมานานแล้ว" ทรายทองพูดกับบัวรำไพ

บัวรำไพ ดูซูบซีดไป หน้าตาอิดโรย คงจะแพ้ท้องอย่างหนัก สมน้ำหน้า เล่นกับไฟก็เลยถูกเผาทั้งเป็น ทรายทองนึกในใจ

"สร้างเมืองบอกฉันว่าเธอท้อง" ทรายทองเริ่มเรื่อง

บัวรำไพพูดไม่ออก เขาไม่ตอบ อีเมล์ ไม่รับโทรศัพท์ แต่โทรหาทรายทองเพื่อเล่าเรื่องระหว่างเธอกับเขา หมายความว่ายังไง

"เขาโทรมาบอกฉันให้บอกเธอว่าเขาต้องไปทำงานที่ศิขรินทร์ไม่มีกำหนดกลับแล้วอีกอย่างนะ เขาก็ไม่แน่ใจว่าลูกในท้องเป็นลูกเขา ไม่รู้จะรับผิดชอบยังไง" ทรายทองมองหน้าบัวรำไพ แล้วเธอก็เห็นสีหน้าแห่งความรวดร้าว หยาดน้ำตาที่ไรรินออกมาเป็นทาง สะใจจริง จองหองว่าสวยนี้แหละจะได้รู้เสียมั่งว่าความสวยนะบางที ก็ไม่มีประโยชน์สักนิด ทรายทองนึกในใจ

"แล้วจะเอายังไง ต่อไป"ทรายทองถาม

"ไม่ทราบค่ะ" บัวรำไพพึมพำ

"อย่าหาว่าฉัดสอดเรื่องของเธอ เลยนะ แต่เราก็ผู้หญิงเหมือนกัน แล้วถ้าแม่เธอยังอยู่นะเขาคงแนะนำแบบเดียวกัน เธอยังเด็กยังมีอนาคต อย่าเอาห่วงไว้คล้องคอตัวเองเลย เอาเด็กออกเสีย" ทรายทองพูด

บัวรำไพอ้าปากค้างนี้หรือความคิดของคนที่เข้าวัดถือศีล เธอไม่เชื่อหูตัวเอง แต่เธอก็แน่ใจว่าทรายทองหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ เมื่อทรายทองโยนซองสีน้ำตาลให้พร้อมกับบอกว่า

"ในนี้พอมีเงินเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการทำแท้ง ฉันมีที่อยู่หมอให้ด้วยนะ ถ้าเธอยังไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนที่นี้รับรองไว้ใจได้ แล้วที่สำคัญนะ เลิกยุ่งกับสร้างเมืองเพราะฉันไม่มีวันปล่อยให้ ลูกชายฉันมาแต่งงานกับผู้หญิงอย่างเธอแน่"ทรายทองกระแทกเสียง

บัวรำไพนั่งนิ่ง ทรายทองจากไปแล้ว แต่บัวรำไพยังคงตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอไม่แปลกใจที่ทรายทองแสดงกิริยาเช่นนี้กับ เธอ ทรายทองรักสร้างเมืองเหมือนลูก แต่เธอแปลกใจที่ทำไมสร้างเมืองถึงหมดรักเธอแบบไม่มีเยื่อใย

"แม่มาทำอะไรหรือบัว"ละเมียดเดินเข้าประตูมา

ละเมียดหลบทรายทองไม่ให้เห็น จนรถหายลับไป

"ไม่มีอะไร"บัวรำไพสะอื้น

"ขนาดนี้ยังว่าไม่มีอะไรอีกหรือ"ละเมียดมองบัวรำไพแบบเวทนาแล้ว เธอก็เห็นซองเงินที่โต๊ะ

"แม่จะให้บัวทำอะไร"ละเมียดถาม

"เอาลูกออก" บัวรำไพตอบ

"อะไรนะ บัวท้องหรือ กับสร้างเมืองใช่มั้ย"ละเมียดถาม










บัวรำไพไม่มีที่ไปไม่รู้จะไปที่ไหน เธอขับรถไปเรื่อยๆแล้วเธอก็พาตัวเองมาหยุดที่วัดของแม่ชี ชีวิตกับ

ความเหงาเป็นของคู่กัน เธอเคยชินกับมันเสียแล้ว แต่การฆ่าเด็กที่กำลังจะมาเกิดบัวรำไพไร้ซึ่งความกล้า

ที่จะทำ เธอตอบไม่ได้ว่ารักสร้างเมืองหรือไม่ แต่เด็กที่กำลังจะเกิดมาเป็นลูกของเธอ แต่หากว่าเขาคือ

ตัวถ่วงอย่างทรายทองว่า เธอควรจะทำเช่นไร บัวรำไพไร้ที่ปรึกษาที่พึ่งเธอเพียงอยากได้คุยกับใครสักคน

ละเมียดเด็กและอ่อนต่อโลกเกินไปที่จะเข้าใจ เธอมองไม่เห็นใครนอกจากแม่ชี

"ไหว้พระ เถอะบัวรำไพ"แม่ชีทัก

"บัวไม่อยากอยู่คนเดียวไม่มีทีไป ไม่รู้จะคุยกับใคร"บัวรำไพบอกแม่ชี

"มีเรื่องหนักอกอะไรละ"แม่ชีถาม

"บัว....กำลังตั้งท้องแต่พ่อของเด็กอยากให้เอาลูกออก"บัวรำไพก้มหน้า

"แล้วเราคิดอย่างไร"แม่ชีถาม

"บัว..ตื้อไปหมดคิดไม่ออกเลยค่ะไม่รู้จะทำอย่างไรดี"บัวรำไพน้ำ ตาไหลริน

แม่ชีมองหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า แบบปลง อนิจจามนุษย์กี่ผู้กี่นามก็วิ่งเข้ามาติดบ่วงแห่งกามนี้

ใครจะห้ามอย่างไรก็ไม่ฟัง

"เวลามีทุกข์จะต้องสร้างสติ เมื่อมีสติย่อมสามารถทำทุกอย่างได้โดยรอบคอบ ความทุกข์มีเหตุต้อง

ดับเหตุที่แท้จริงแห่งทุกข์ ลูกที่กำลังจะเกิดมาไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริงแห่งทุกข์นะบัวรำไพ" แม่ชีบอก

บัวรำไพนั่งนิ่ง น้ำตาแห่งความว้าเหว่ไหลริน เธอไม่มีใครจริงๆ เธอไม่ต้องการทำร้ายลูก แต่เธอจะดูแลเด็กอย่างไร

"บัวจะดูลูกคนเดียวได้อย่างไร"บัวรำไพรำพึง

"ทำไมละ ลอยน้ำข้ามทะเลยังทำได้ เด็กตัวเล็กๆจะดูไม่ได้เชียวหรือ"

"แต่พ่อเขาไม่ต้องการ"

"ลูกเกิดมาจากการกระทำของพ่อแม่นะบัวรำไพมิใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อย่าโทษใครมองตัวเอง

ถามตัวเองว่าเราจะรับเข้าไว้หรือจะใจร้ายฆ่าเขาทิ้ง"

บัวรำไพปล่อยโฮ อย่างเหลืออด นึกถึงแม่ ถ้าวันนี้ยังมีแม่ชีวิตคงไม่เป็นแบบนี้

"ทุกอย่างเกิดจากกรรมการวิ่งหนีกรรมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเราชดใช้กรรมเกิดใหม่ก็จะมีชีวิต

ที่ดีกว่าเดิม"แม่ชีกล่าว

"ว่าแต่ว่าคุยกับพ่อเด็กแล้วหรือ ถึงได้ทุกข์ใจขนาดนี้ เขาไม่ได้อยู่ที่นี้รอให้เจอหน้าแล้วค่อยว่ากันดีมั้ย

การตัดสิน ใจบางอย่างควรทำร่วมกัน เขาดูจะรักใคร่เราดีอยู่นี้นะ"แม่ชีบอกบัวรำไพ

"บัวไม่อยากง้อเขา เขาไม่รับไม่รักก็ไม่เป็นไร บัวจะจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง"บัวรำไพพูด

"ไหนเมื่อกี้ บอกว่าดูแลลูกคนเดียวไม่ได้ ตอนนี้ไม่งอนง้อจะเอายังไง"

บัวรำไพนิ่งเงียบ เธอเองก็ไม่รู้ว่าจะเอายังไงดีกับชีวิต แล้วความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในความคิด เธอต้องสู้เพื่อลูก

เธอต้องไปหาสร้างเมือง ไปพูดคุยเพื่อเขาจะได้เห็นใจ สร้างเมืองเป็นคนใจอ่อน มีเมตตาเขาต้องสงสารเด็กแน่ๆ

"บัวจะสู้เพื่อลูกค่ะแม่ชี"บัวรำไพบอกแม่ชี

"ดี แต่สู้อย่างมีสตินะของบางอย่างต้องอาศัยเวลาในการเปลี่ยนแปลง"

บัวรำไพออกจากวัดมาอย่างเข้มแข็ง เธอตัดสินใจที่จะไปเขาอีด่างไปพบสร้างเมือง



เจ้าจันทร์นั่งอยู่ใต้ต้นจำปาลาว เมื่อตอนที่สร้างเมืองไปถึง เขาตัดสินใจเดินทางมาทำงานในแคมป์ของเจ้าโสริวุธ ในฐานะตัวแทนขององค์การ ที่ติดตามผลการส่งผู้อพยพคืนถิ่น ที่นี้ไม่สะดวกสบายเท่าที่เขาอีด่างแต่ที่นี้มีเจ้าโสมาวดีเป็น แรงบันดาลใจให้กับเขา

"สวัสดีค่ะ คริส เดินทางเป็นอย่างไรบ้าง"เจ้าจันทร์เอ่ยทัก

สร้างเมืองโค้งคำนับอย่างสุภาพ เพราะมีผู้คนแวดล้อมเจ้าจันทร์อยู่ไม่น้อย

"ครับเจ้า"สร้างเมืองรับคำ

"พาคุณ คริส ไปที่เรือนรับรอง"เจ้าจันทร์หันไปบอกกับนางกำนัล

"คริส นี้คือผู้ดูแลคุณ เธอชื่อ สีลา มีอะไรคุณสามารถเรียกหาเธอได้ตลอดเวลา"

"ขอบคุณครับเจ้า"

สร้างเมืองถูกพามายังเรือนพักรับรองที่อยู่ตรงข้ามกับเรือนของเจ้าจันทร์โดยมีเพียงสวนดอกไม้ขนาดใหญ่กั้นกลาง เรือนของเจ้าจันทร์มีต้นจำปาลาวบังอยู่เห็นเพียงบางส่วนเท่านั้น เขายืนมองแบบครุ่นคิด ไม่รู้ว่าคิดถูกหรือผิดที่มาทำงานที่นี้ อันตรายมีอยู่รอบด้าน เขาเห็นคนเดินถือคบไฟผ่านสวนไป เขาเองก็นั่งอยู่ในความมืดเมื่อไรไม่รู้ตัว เปลือกตาเกือบปิดสนิท

"นายฝรั่งคะ นายฝรั่ง"เสียงเรียกข้างนอก

"ใครนะ"สร้างเมืองถาม

"สีลาเองค่ะ"

"เข้ามาเถอะประตูไม่ได้ล้อค"

สีลาเดินเข้ามาพร้อมกับชายหนุ่มร่างเล็ก และคบเพลิง

"เด็กคนนี้ชื่อ อิน ค่ะ นายฝรั่ง มันเป็นคนไทย มันจะมานอนเฝ้านายหน้าห้อง นายมีอะไรก็เรียกใช้มันได้ คบเพลิงนี้อินจะดูแลจัดการให้นาย นายต้องปิดประตูหน้าต่างแน่นหนานะ เพราะที่นี้กลางป่า ไม่แน่อาจมีสัตว์ร้าย"สีลาร่ายยาว

"อ้อ นายเดี๋ยวเรียบร้อยแล้ว นายไปทานข้าวที่เรือนเจ้าจันทร์นะค่ะ อินจะนำทางไป"

"ครับ"สร้างเมืองรับคำ เขาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อไปพบเจ้าโสมาวดี

เขาเดินตัดสวนที่ได้รับการดูแลอย่างดีมีการจัดตบแต่งอย่าสวยงาม อันที่จริงมีระเบียงโดยรอบหมู่เรือนที่สามารถเชื่อมถึงกันได้หม ด ยกเว้นเรือนของเจ้าจันทร์และเจ้าโสริวุธ ที่จะต้องเดินผ่านป้อมยามและเป็นเขตหวงห้าม แต่หากตัดผ่านทางด้านหลังอย่างที่เขากำลังทำก็จะผ่านแค่ยามที่เดินตรวจเวรยามเท่านั้น เขาเดินขึ้นบันไดไปยังชานเรือนที่มีการจัดตกแต่งด้วยโต๊ะ ล้อเกวียนพร้อมผ้าปูโต๊ะสีขาว มีเชิงเทียนตั้งอยู่ตรงกลาง พร้อมจานอาหาร ส้อมช้อน และแก้วไวน์ ดูท่าว่าเขาจะดินเนอร์ใต้แสงจันทร์และแสงเทียน ข้าหลวงผายมือให้เขาเดินไปยังโต๊ะ เขามองสำรวจโดยรอบ เรือนนี้มีเชิงชายฉลุลายไม้เลื้อยตลอดแนวหลังคาประตูห้องที่เห็นทั้ง 3 ห้องแกะเป็นรูปเทพพนม พื้นไม้ลงแชล้คอย่างดี สำหรับสิ่งก่อสร้างกลางป่าแล้วดูวิจิตรบรรจงยิ่งนัก กลิ่นนำหอมฝรั่งเศสโชยมาเข้าจมูกเขาเหลือบมองไปเห็นเจ้าจันทร์เ ดินขึ้นบันไดมา

"สวัสดีค่ะ คอยนานมั้ย"เจ้าจันทร์ถาม

"ไม่ครับเจ้า"สร้างเมืองมองเจ้าจันทร์พร้อมอมยิ้ม

"พอดีจันทร์ลงไปดูว่าเจ้าพี่กลับมาหรือยังนะค่ะ เพื่อท่านจะเสด็จมาเสวยด้วย"เจ้าจันทร์บอกเหตุผลที่ไม่ได้อยู่ต้อนรับ

"เจ้าจัดเรือนได้สวยนะครับ"สร้างเมืองเปลี่ยนเรื่องคุย

"ไม่ใช่จันทร์หรอกค่ะ เจ้าพี่ต่างหาก แต่ก่อนท่านประทับเรือนนี้ แต่ตอนนี้ท่านยกให้จันทร์แล้วเสด็จไปประทับที่เรือนใหญ่"เจ้าจันทร์เล่า

เจ้าจันทร์หันไปทางข้าหลวง เพื่อให้เดินเข้ามาเสริฟ์เครื่องดื่ม

"จะรับอะไรดีค่ะ คริส จันทร์มีที่เห็นนั้นแหละค่ะ"เจ้ามองไปทางเครื่องดื่มที่ทหารเข็นเข้ามา... โอ้โฮ....เท่าที่มีก็เลือกเกือบไม่ถูกสร้างเมืองนึกในใจ

"ผมขอปาสติสแล้วกันครับ"สร้างเมืองบอก

ทหารหันมาทางเจ้า เธอโบกมือเป็นเชิงปฏิเสธ

"อ้าว...เจ้าไม่ดื่มหรือครับ"สร้างเมืองถาม

"ไม่ล่ะคะ จันทร์ดื่มไม่ค่อยเก่ง"เจ้าจันทร์ออกตัว

"เจ้าดำเนินการเรื่องโรงเรียนไปถึงไหนแล้วครับ"สร้างเมืองถาม

"ไม่ค่ะ คริส จันทร์ไม่คุยเรื่องงานเวลาทานข้าว เป็นกฎเหล็กของจันทร์"เจ้าจันทร์มีรับสั่ง

"งั้นหรือครับ ผมต้องขอโทษด้วย ผมไม่ทราบ"

"ไม่เป็นไรค่ะ"

ทหารนำอาหารเข้ามาเสริฟ์มีสลัดฝรั่งเศส และ ปาตเต้ ที่ทำมาจากตับเป็ดที่ขึ้นชื่อ ที่จัดเป็นคำๆ วางบนถาดเงิน พร้อมมะกอกลูกเล็ก และ กอร์กนิชชงหั่นบางๆ ทหารเริ่มเสริฟ์ไวน์แดง สร้างเมืองเคลิ้มไปว่าอยู่ในร้านอาหารชั้นดีในกรุงปารีส ขาดอย่างเดียวมีคนมายืนสีไวโอลินข้างๆ

"ไงค่ะ คริส เคลิ้มกับรสชาติอาหารหรือใจลอยนึกถึงใคร"เจ้าจันทร์ตรัสถามปนยิ้ม

"ครับผม ผมเริ่มคิดถึงปารีส"สร้างเมืองตอบตรงๆ

"เพิ่งมาได้ไม่ถึงปีไม่ใช่หรือค่ะ"

"ครับแต่ก็เกือบแล้ว"

อาหารเมนูหลักที่ยกเข้ามาคือ เนื้อเป็ด ราดซอสอิตาเลียน และมันฝรั่งบด

"นี้เป็นอาหารจานโปรดของผมทั้งหมด เจ้ารู้ได้ยังไง"

"ไม่มีอะไรที่เราไม่รู้เกี่ยวกับตัวคุณค่ะคริส"

สร้างเมืองชะงัก เขากำลังจะตักเนื้อเข้าปาก ทหารเสริฟ์ไวน์แดง

"เจ้าสืบเรื่องของผม"

"ไม่ใช่จันทร์หรอกค่ะ เจ้าพี่ต่างหากคุณคงไม่คิดว่าเราจะรับคนที่ไม่มีที่มาที่ไปเข้า มาในแคมป์หรอกนะ "เจ้าจันทร์เสริม

จริงซินะ สร้างเมืองลืมไปว่าเขาอยู่ในแวดวงการเมืองและราชนิกูล ไฮโซ เป็นธรรมดาที่ต้องรู้ว่า คนที่อยู่ตรงหน้าเป็นศัตรูหรือเป็นมิตร สร้างเมืองเริ่มมองเห็นเงาของความเลื่อมล้ำของชีวิตที่ทอดผ่านระหว่างเขากับเจ้าจันทร์

"อืม ผมไม่เคยชินกับการถูกสืบประวัติ"สร้างเมืองเอ่ยขึ้น

"จันทร์เข้าใจ ถึงเราไม่ทำหน่วยข่าวกรองเขาก็ทำโดยอัตโนมัติ"

สร้างเมืองมีความรู้สึกว่าการสนทนาของเขากับเจ้าจันทร์คืนนี้ห่างเหินอย่างประหลาดเขาไม่มีความรู้สึกว่า อยากพูดคุยเชิงชู้สาว เลือดในกายไม่พลุ่งพล่านเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ทั้งที่เขาดื่มแอลกอฮอล์เขาไปไม่ใช่น้อย อาหารชุดสุดท้ายเป็นแครปฝรั่งเศส ราดน้ำผึ้ง มีแอปเปิ้ลสไลด์บางพร้อม ครีม วางมาให้ด้วยก็ของโปรดเขาอีกนั้นแหละ สมบูรณ์แบบมีอะไรอีกมั้ยที่คนที่นี้ไม่รู้จักเขา สร้างเมืองรู้สึกขุ่นเคือง อย่างประหลาด


"ทำไมเงียบไปละค่ะ"เจ้าจันทร์ถาม

"เอ่อ....คือผม ...คงจะดื่มมากไปเห็นทีต้องขอตัวครับ"สร้างเมืองบอกเจ้าจันทร์

"คริส คุณคงไม่โกรธใช่มั้ยคะ"

"ผมมีสิทธิด้วยหรือเจ้า"

เจ้าจันทร์นั่งนิ่ง Christophe ไม่ใช่คนอ่อนอย่างที่คิด เขาเป็นตัวของตัวเองและมีโลกที่เป็นอิสระ คงไม่ง่ายอย่างที่คิดเสียแล้วเจ้าพี่!!!!!!!!

บัวรำไพมาที่บ้านของสร้างเมืองในเมือง วันนี้เป็นวันหยุดเขาอาจจะกลับมาที่บ้านก็ได้ แต่เธอก็ต้องผิดหวังเพราะ สร้างเมืองไม่ได้อยู่ที่นั้น เธอขับรถเลยไปที่บ้านของ Serge และเธอก็พบแคทอง และ Serge ทั้งสองคนต้อนรับเธอเป็นอย่างดี Serge พยายามติดต่อสร้างเมืองแต่ไม่เป็นผล เขาตัดสินใจ เปิดบ้านของสร้างเมืองให้เธอพัก

"คุณพักรอสร้างเมืองที่นี้ก่อนดีกว่านะ"Sergeบอกบัวรำไพ

"เขาจะกลับมาเมื่อไรค่ะ"

"คือจริงๆแล้วผมก็ไม่รู้นะแต่ว่าผมจะพยายามติดต่อกับเขา"Serge มองสาวน้อยที่อยู่ตรงหน้า เธอสวยกว่าเดิมยิ่งท้องยิ่งมีน้ำมีนวล เขามองไปที่ท้อง มองไม่ออกไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

"บอกบัวตรงๆได้มั้ยค่ะ ว่าเขาไปทำอะไรกับใครที่นั้น"

"เออ...ผมว่าเอาไว้คุยกันเองดีกว่านะ พักผ่อนเสียก่อนเดี๋ยวเย็นๆผมจะมารับไปทานข้าวด้วยกัน"Serge บอก

บัวรำไพอาบน้ำ และครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ หากสร้างเมืองมีคนอื่นและเขาไม่ยอมรับเธอ เธอจะทำอย่างไร เธอจะปล่อยให้ลูกเกิดมาดีมั้ย เสียงคนเรียกข้างหน้าประตู เธอรีบใส่เสื้อคลุมอาบน้ำเดินออกมารับ แคทองนั้นเอง

"ไงเคยเจีย เอ๊ย บัว ขอโทษนะพี่ไม่ชินกับชื่อนี้"แคทองขอโทษ

"ไม่เป็นไรค่ะ"

"Serge ออกไปธุระข้างนอก พี่เลยมาคุยด้วย"แคทองบอก

"ค่ะ พี่พอจะรู้ไหมว่าแคมป์พวกศิขรินทร์นะอยู่ที่ไหน"

"โอยไปเองไม่ได้หรอกนะ ต้องให้พวกเขาพาไป แต่พี่ว่า.....อย่าไปเลยนะรอให้สร้างเมืองกลับมาดีกว่า......Serge พยายามติดต่ออยู่"

"พี่พอจะรู้ไหมว่า สร้างเมืองมีคนอื่นหรือเปล่า"

"เฮ้อ....ยังไงดีล่ะ ก็ที่มานี่ ก็เพราะสงสารอยากจะบอกว่า บัวเตรียมใจไว้บ้างนะ เพราะอันที่จริงแล้ว เขาก็มีคนมาชอบพออยู่บ้าง"

"ใครค่ะ มิน่า เขาไม่สนใจบัวเลย"บัวรำไพก้มหน้านิ่ง

"อย่าคิดมากนะกำลังท้องกำลังไส้ เดี๋ยวจะไม่สบาย"

บัวรำไพนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมเกือบ ชั่วโมงแล้ว สร้างเมืองมีคนอื่นจริงๆ เขาไม่ไยดี เธออีกต่อไป แคทองเอารูปสร้างเมืองกับเจ้าหญิงโสมาวดีมาให้ดู เจ้าหญิงดูสง่างามสมเป็นราชนิกูลเธอไม่มีอะไรเทียบกับผู้หญิงคน นี้ได้เลยไม่ว่าจะเป็นหน้าตา ชาติตระกูล หรือความรู้ สร้างเมืองคงไม่หันกลับมาหาเธอแน่ แล้วเธอจะทำอย่างไรกับลูกในท้อง เธอจะเก็บลูกไว้หรือทำลายเขาเสีย

"เอาทำไมนั่งอยู่มืดๆ" Serge เรียกพร้อมเปิดไฟ

"คือว่า...."

"ผมมารับไปทานข้าว"Serge พูดต่อ

"ขอบัวแต่งตัวก่อนนะค่ะ"

อีกครู่ต่อมาบัวรำไพและคณะก็มาอยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมือ ง

"อาหารร้านนี้อร่อยมากเลยรู้มั้ยบัว"แคทองกระซิบกระซาบ

"เหรอค่ะ หรูมากเลยนะ"บัวรำไพเอ่ยปาก

"นั่นซิ"แคทองรับคำแบบงง

"ไม่ต้องงกันหรอกพอดีผมมีเพื่อนผู้มีรสนิยมคนหนึ่งมาดินเนอร์ด้วย หวังว่าคงไม่รังเกียจ"Serge บอกสองสาว

ผู้ที่มาร่วมโต๊ะในเวลาต่อมา คือ นายทหารคนสนิท ของเจ้าโสริวุธ นั้นเอง

"สวัสดี ครับผู้พัน" Serge เอ่ยทัก

"สวัสดีครับ ผมคิดว่าผมมาช้าแล้วเสียอีก"ผู้พัน ณะรบเอ่ยขึ้น

"สวัสดีค่ะ"แคทองกับบัวรำไพเอ่ยขึ้นพร้อมกัน

"ผู้พันสั่งอะไรดีครับ"

"ผมว่าให้ผู้หญิงสั่งดีไม่ครับ" ณะรบเอ่ยขึ้นพร้อมมองบัวรำไพแบบต้องชะตา หญิงสาวมีดวงหน้าที่สวยงามประทับใจเขาตั้งแต่แรกเห็นเดินเข้ามา

"คนนี้ล่ะครับผู้พันที่ผมจะฝากเข้าค่ายไปด้วย"Serge เอ่ยขึ้น

"ครับผม ไม่มีปัญหา"ผู้พันรับคำ

ทั้งหมดดื่มกินคุยกันอย่างถูกคอ โดยเฉพาะผู้พัน ณะรบดูจะถูกคอเป็นพิเศษกับบัวรำไพ เพราะเคยไปอยู่ดาลัดมาระยะหนึ่ง

บัวรำไพก้าวลงจากรถจี๊ปพร้อมเดินตามผู้พันไปยังที่พัก

"คุณพักตามสบายที่นี่เลยนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะให้คนพาไปพบ คุณสร้างเมือง"ผู้พันบอกกับบัวรำไพ

"เอ่อ...คือผู้พันค่ะ บัวยังไม่อยากรบกวนสร้างเมืองตอนนี้นะค่ะ"บัวรำไพบอก

"อ้าวทำไมล่ะ อุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงที่นี่ พอมาถึงก็ไม่อยากเจอ ผู้หญิงนี้เข้าใจยากจริงให้ตาย"ผู้พันกล่าวแบบนึกขันบัวรำไพ

"คือ บัวชักไม่แน่ใจว่าอยากเจอเขาหรือเปล่า อีกอย่างถ้าบัวไม่พร้อมและไม่อยากอยู่ที่นี้บัวก็จะออกไป สร้างเมืองจะได้ไม่ต้องมากังวลใจกับบัว"

"เอาละ แล้วแต่แล้วกัน พร้อมเมื่อไหรอยากทำอะไร บัวบอกผมๆยินดีรับใช้"ผู้พัน ณะรบหัวเราะ

บริเวณที่พักของผู้พัน เป็นบริเวณที่ตั้งของค่ายทหารอยู่ไม่ห่างจากที่ประทับนัก บัวรำไพมาอยู่ในฐานะผู้หญิงของผู้พัน เธอพยายามไม่เพ่นพ่านไปไหน พูดคุยเฉพาะกับคนดูแลบ้าน แล้วในทีสุดเธอก็ได้คำตอบว่าทำไมสร้างเมืองถึงสิ้นรักเธอ

"เจ้าจันทร์นะ ไม่เคยมีความสุขแบบนี้เลยนะ"กมลาบอกกับบัวรำไพ

"งั้น...นายฝรั่งคงจะหล่อ มากซินะ"

"ทั้งหล่อทั้งสมาร์ทเป็นสุภาพบุรุษ เหมาะสมกันที่สุด" กมลาจีบปากจีบคอ

"งั้นรึ"บัวรำไพกัดริมฝีปากตัวเอง

"ฉันว่าไม่นานคงมีงานอภิเษกเพราะ เจ้าจันทร์โปรดให้เฝ้า ทุกวันแล้วก็ ฉันเคยแอบเห็น ลงมาเดินชมสวนกันด้วยนะ"กมลาพูดอย่างสอดรู้

บัวรำไพหูอื้อเหมือนจะเป็นลม พูดอะไรไม่ออกเธอควรจะปรากฏกายเพื่อเรียกร้องหรือควรจะเดินจากไปอย่างผู้แพ้ กมลาจากไปแล้ว เหลือแต่เธอนั่งนิ่งอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้าน แล้วสิ่งที่เธอกำลังคิดหาคำตอบก็ปรากฏขึ้นอย่างไม่คาดคิด เจ้าโสมาวดีเดินเคียงคู่มาพร้อมกับสร้างเมืองผ่านหน้าบ้านไป เจ้าเกาะแขนสร้างเมืองตลอดเวลาทั้งสองหัวเราะต่อกระซิกกันอย่าง มีความสุข ภาพที่ปรากฏตรงหน้า บัวรำไพไม่สามารถโกหกตัวเองได้อีกต่อไป สร้างเมืองมีความสุข กับเจ้าโสมาวดี กิริยาท่าทางที่เขาแสดงออก กับเจ้า เป็นไปด้วยความสุภาพเรียบร้อยและให้เกียรติแต่แฝงไว้ด้วยความรัก และถนุถนอม บัวรำไพมองภาพทีเห็นเหมือนถูกมนต์สะกด เธอควรทำเช่นไร แข่งเรือแข่งแพนะแข่งได้แต่แข่งบุญแข่งวาสนานะคงเป็นไปไม่ได้ เธอบอกกับตัวเอง บัวรำไพร้องไห้อย่างเหลืออด นี้แหละที่เขาว่า ที่ใดมีรักที่นั้นมีทุกข์
บันทึกการเข้า
บัวรำไพ
บุคคลทั่วไป


อีเมล์ : Email
« ตอบ #18 เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2008, 12:01:31 am »

"บัว"เสียงเรียกดังมาจากข้างหลัง ผู้พันนั้นเอง

"เออ...ค่ะ"บัวรำไพหันไปมอง

"ผมไม่รู้จะพูดว่าอย่างไรนะ แต่ผมว่าสร้างเมืองรักเจ้ามากนะ"ผู้พันเสริมขึ้น

"ค่ะ...บัวก็คิดอย่างนั้น"บัวรำไพเสียงสั่น

"ถ้าคุณอยากเจอ........"ผู้พันพูดไม่ทันจบ บัวรำไพโบกมือเป็นเชิงว่าไม่ต้องการ ไม่แล้วเธอไม่อยากเจอเขาแล้วไม่จำเป็น

"ผู้พันจะเข้าเขาอีด่างอีกที่ เมื่อไหร่ค่ะ"บัวรำไพถาม

"อีก 2 วันครับ"ผู้พันเอ่ยขึ้น เขารู้สึกสงสารบัวรำไพจับใจ เธอจะรู้มั้ยนะ ว่ากำลังเผชิญอยู่กับอะไร

เย็นนั้น เมื่อ ผู้พันเข้าเฝ้า เจ้าโสริวุธมีรับสั่งถามว่า

"เป็นไง เรียบร้อยไม่ ณะรบ"

"พะยะค่ะ" ผู้พันทูลเจ้าโสริวุธ

"แล้วจะกลับเมื่อไหร่"

"อีก 2 วันพะยะค่ะ"

"ดีมาก ทำได้ดี ว่าแต่ว่า ไม่เสียดายแย่หรือ ณะรบ ถ้าจะเก็บไว้เองเราก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะถ้าฝ่ายโน้นเยินดี" เจ้าโสริวุธรับสั่งแบบรู้ใจ

ผู้พัน ณะรบไม่ตอบ แต่ถวายคำนับด้วยความซาบซึ้ง

๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘๘

บัวรำไพตัดสินใจที่จะไม่พบสร้างเมือง เธอคิดว่าจะเดินทางกลับเข้าเขาอีด่างแล้วค่อยคิดจัดการกับชีวิต ของตัวเองต่อไป แต่เรื่องไม่ใช่ง่ายอย่างที่เธอคิด

"คุณเป็นใครนะ"เสียงอ่อนหวานของผู้หญิงคนหนึ่งดังมาจากข้างหลัง

บัวรำไพ หันกลับไปมอง เจ้าโสมาวดีนั้นเอง เธอไม่คาดคิดจะได้เจอกับเจ้า บัวรำไพพยายามมองหา คนรอบข้างไม่มีใครอยู่ในบริเวณนั้นเลย มีแต่เธอ บัวรำไพ กับเจ้าโสมาวดีผู้สูงศักดิ์ อันที่จริงเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองอยู่ตรงบริเวณไหนของแคมป์ เธอเดินมาเรื่อยๆผ่านลำธารโขดหินและทิวไม้ สวยงามร่มเย็น ไม่คิดว่าจะเดินจนมาเจอกับเจ้าโสมาวดี

"เอ่อ....คือ...บัว ...เอ่อ"บัวรำไพตะกุกตะกัก

"ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัวนะ ฉันคือเจ้าจันทร์" เจ้าจันทร์รับสั่งอย่างมีเมตตา คงเห็นความตื่นกลัวจากสีหน้าของบัวรำไพ

"เจ้าครับเจ้า เจ้าครับ"เสียงเรียกมาแต่ไกล

"ทางนี้ค่ะ คริส จันทร์อยู่ทางนี้" เจ้าจันทร์ส่งเสียงตอบ

บัวรำไพ ยืนนิ่งไม่ไหวติง เธอจะเดินหลบไปทางไหนไม่ได้แล้วชะตาฟ้าลิขิตจริงๆ สร้างเมืองเดินตรงเข้ามา แล้วเขาก็เห็นบัวรำไพ สีหน้าเขาเหมือนถูกผีหลอก

"เคยเจีย...มาที่นี้ได้ยังไง" เขาทักแบบตกใจ

"คริสรู้จักเธอด้วยหรือค่ะ เนี่ยะจันทร์กำลังงงว่าเป็นใคร"

"ครับเจ้า.... เธอเป็น..."สร้างเมืองตะกุกตะกัก

"บัวเป็น คนของผู้พัน ณะรบ ค่ะ"บัวรำไพรีบตัดบท เมื่อเห็นอาการของสร้างเมือง

"งั้นหรือ แต่เธอไม่ใช่คนของเรา เป็นคนไทยหรือ"เจ้าจันทร์ตรัสถาม

"ค่ะ บัวเป็นคนไทยเข้ามาเที่ยว พร้อมกับผู้พัน พรุ่งนี้ก็จะกลับแล้ว"บัวรำไพตอบ

"ผู้พัน ไม่เลวนะไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีคนรู้ใจสวยขนาดนี้ "

บัวรำไพเหลือบตามองสร้างเมืองสายตาประสานกันเขามองเธอแบบอาทรแต ่เธอหลบสายตานั้นเสีย

"จันทร์ว่าจะกลับแล้ว คริสจะทานข้าวด้วยกันมั้ยคะคืนนี้"

"ครับเจ้า"สร้างเมืองตอบแบบนอบน้อม

"เอ่อ แล้วบัวล่ะ เอาอย่างนี้เดี๋ยวจะลองถามผู้พันดูแล้วกันนะว่าสะดวกมั้ยที่จะม าทานอาหารเย็นร่วมกันสักมื้อ"เจ้าจันทร์ตรัส แล้วส่งมือให้สร้างเมืองรับลงไปจากบริเวณที่ยืนอยู่ ซึ่งสร้างเมืองก็โอบกอดเจ้าแบบถนุถนอม

บัวรำไพ เบือนหน้าไปเสียอีกทาง เธอเจ็บแปลบในใจ ช่างเถอะนึกเสียว่าไม่ได้ทำบุญร่วมกันมา เธอหันหลังเดินกลับแบบไม่เหลียวไปมองอีกเดินดุ่มจนมาชนเข้ากับใ ครคนหนึ่งโดยบังเอิญ น้ำตากลบตาพร่ามัวจนแทบจำไม่ได้ว่าคนที่เธอชนคือใคร แต่เขาคนนั้นกลับโอบกอด เธอไว้ในวงแขน บัวรำไพ ไม่ขัดขืน เธอทุกข์ใจจนไม่สามารถยืนได้ด้วยตนเอง ขาสั่นเหมือนจะเป็นลม ชายหนุ่มช้อนร่างเธอขึ้นมา เธอซบอกเขาร้องไห้เหมือนเด็ก ร้องแบบคนที่สูญเสียไม่เหลืออะไรในชีวิต ไม่เหลือ แม้แต่สติที่จะคิดว่าควรจะทำอย่างไรกับชีวิตของตน เธอแพ้ แพ้อย่างเห็นได้ชัด สร้างเมืองไม่ได้รักเธอ ไม่ไยดี ไม่สนใจ ไม่ไถ่ถาม .............

ณะรบ พาบัวรำไพมาวางที่เตียงในบ้าน เขารีบหายาดมให้หญิงสาว และทรุดนั่งลงข้างๆ เขาปล่อยให้หญิงสาวร้องไห้ เขาสงสารบัวรำไพ แต่ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ ทุกอย่างเป็นไปตามพระประสงค์ของเจ้าเหนือหัว เขาเป็นเพียงนายทหารคนสนิท จะทำอะไรได้ดีกว่านี้ เขาเพียงแต่หวังว่า เจ้าจันทร์จะไม่ทำร้ายจิตใจของบัวรำไพมากกว่านี้

"บัว...เป็นยังไงบ้าง"

"ค่ะ ขอบคุณนะคะ ที่ช่วยพาบัวมาที่นี้"บัวรำไพสะอื้น

"ผมเข้าใจคุณนะ แต่อยากบอกให้คุณทำใจเสียเถอะ ปล่อยเขาไป คุณยังมีอนาคต มีคนที่ยังต้องการคุณนะบัว" ผู้พันณะรบปลอบ

บัวรำไพไม่ตอบ เธอรู้สึกเพลียอ่อนแรงเมื่อยล้าอยากจะหลับ ปิดเปลือกตาลง แล้วเธอก็รับรู้ว่าผู้ชายที่นั่งข้างๆก้มลงมาจูบที่เปลือกตาแบบ อาทร

บัวรำไพตกใจตื่น ในห้องมีแสงไฟสลัวจากตะเกียงที่จุดไว้ หน้าต่างถูกปิดทุกบาน เสียงข้างนอกเงียบผู้พัน คงจะเข้านอนแล้ว เธอก้าวลงจาเตียงแล้วก็ต้องชะงักเท้า เพราะ ณะรบนอนอยู่ข้างเตียงทั้งเครื่องแบบ เขาดูสง่างามแม้ยามหลับ ชายหนุ่มหน้าตาคมสันแบบคนเมือง เขาคงไม่ใช่คนระดับสามัญชนแน่ เสียงคนเรียกอยู่หน้าบ้าน เขาผุดลุกขึ้นตามวิสัยทหาร ชนเข้ากับเธอจังเบ้อเร่อ เขารีบประคองเธอไว้

"เจ็บมั้ย"

บัวรำไพ ส่ายหัวแทนคำพูด ณะรบเดินออกไปพูดคุยเป็นภาษาท้องถิ่นกับคนข้างนอกสักพัก แล้วก็เดินกลับเข้ามา สีหน้าเขาไม่สู้ดี

"มีรับสั่งให้เข้าเฝ้า เจ้าอยากพบบัว ประทานผ้ามาให้ด้วย"ณะรบมองหน้าบัวรำไพ

"ขอเวลาบัวอาบน้ำสักพักนะค่ะ"

"บัวจะไม่ไปก็ได้นะ ผมจะทูลเจ้าเอง"

"ไปค่ะ บัวจะไป บัวควรฝึกให้ชินกับการยืนอยู่ท่ามกลางมรสุมใช่มั้ยคะ ผู้พัน

ณะรบเดาใจบัวรำไพไม่ออก แต่เขารู้ว่าเจ้าจันทร์คิดอย่างไร การพบกันเมื่อเย็นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เขาได้ยิน เจ้าโสริวุธสนทนากับเจ้าจันทร์

"เจ้าจันทร์ต้องเร่งรวบรัด สร้างเมือง" เจ้าโสริวุธมีรับสั่ง

"เจ้าพี่พูดเหมือนจะให้จันทร์ชวนเขาขึ้นเตียงอย่างนั้นแหละ"

"จะวิธีไหน ก็ได้ การที่เรามีผู้บริหารองค์การอยู่กับเรา เท่ากับเราได้องค์การของฝรั่งเศสไว้ข้างเรา ที่สำคัญลายเซ็นของสร้างเมืองมีประโยชน์กับเราในทุกเรื่อง ในระหว่างนี้"

"จันทร์เข้าใจค่ะ แต่จันทร์อยากทูลให้เจ้าพี่ทรงทราบว่า คริสไม่ใช่คนอ่อน เจ้าพี่จะกดเขาไว้ได้ไม่นานหรอก เพค่ะ"เจ้าจันทร์ตรัสด้วยพระสุระเสียงจริงจัง

"ช่างเถอะ ก็เพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งหลังจากนั้นค่อยว่ากัน ที่สำคัญตอนนี้เมียเขามาตามแล้วนะ คืนชักช้าถ้าเขาเปลี่ยนใจจะผิดหวัง"

"ที่ไหนค่ะ"

"อยู่กับ ณะรบ"

"งั้นเดี๋ยวจันทร์จะไปดู"

"ดูอย่างเดี๋ยวนะห้ามเล่นบทนางมารร้าย เจ้าโสมาวดี คือภาพของนางฟ้าในสายตาของสร้างเมืองจำไว้"

"เพค่ะ จันทร์ไม่ทำเสียเรื่องแน่

_________________________________________________________________________

ณะรบพาบัวรำไพในชุดเสื้อแขนยาวทรงกระบอกสีน้ำเงิน เอวลอย และผ้าซิ่นไหมสีชมพูเดินมาตามทาง เขาคอยประคองเธอเพราะเกรงว่าเธอจะล้ม บัวรำไพไม่ได้แต่งหน้า เพียงแต่รวบผมขึ้นไปเป็นมวยทำให้เธอดู ระหงยิ่งขึ้น เขาเองก็อยู่ในชุดลำลองผ้าไหม สีเทาเช่นกัน ทั้งสองเดินมาจนถึงซุ้มทางเขาตำหนัก แล้วก็เห็นสร้างเมืองเดินวนเวียนอยู่

"เอ่อ....ผู้พันขอผมคุยกับบัวหน่อยได้มั้ย"สร้างเมืองถาม

ณะรบหันมามองบัวรำไพเป็นเชิงถามแล้วก็เห็นหญิงสาวพยักหน้าอนุญาต

"ผมเข้าไปก่อน อย่าช้านะเดี๋ยวเจ้าจะคอย"

"ค่ะ"

คล้อยหลัง ณะรบสร้างเมืองดึงบัวรำไพให้ไปที่เรือนของเขายังเหลือ เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าเจ้าโสริวุธกับเจ้าจันทร์จะลงมาเสวยแต่ตามธรรมเนียมผู้เข้าเฝ้าต้องพร้อมรับเสด็จก่อนครึ่งชั่วโมง อินไม่อยู่ คงออกไปเดินเล่นเขาดันบัวรำไพเข้าไปในห้อง แล้วรีบล้อคประตู เขาหันมามอง บัวรำไพกำลังมองดูเขาอยู่

"บัว...คิดถึงจัง"เขาโอบกอดเธอไว้ในวงแขนแล้วลูบท้องเธอเบาๆ

"ลูกเป็นยังไงบ้าง คงแพ้ท้องมากใช่มั้ย"

"ปล่อยบัวเถอะค่ะ ใครเห็นเข้าจะไม่ดี"

"ขอบคุณบัวมากนะที่ไม่พูดอะไรเมื่อตอนเย็น"

"คิดว่าบัวควรพูดอะไรค่ะ บอกความจริงกับเจ้าจันทร์หรือ"

"บัว....กลับออกไปรอผมที่สมุยนะ แล้วผมจะไปหา"

"สร้างเมือง หยุดโกหก เถอะค่ะ บัวรู้นะว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่นี้ คุณกำลังจะแต่งงาน กับผู้หญิงที่คุณรัก ปล่อยบัวกับลูกไปตามทางเถอะค่ะ"

"ผมไม่คิดจะทิ้งขวางคุณนะ บัว ผมยินดีดูแลคุณกับลูกหากคุณจะเข้าใจผม"เขาโอบหญิงสาวแล้วดึงเข้ า มาจูบที่ริมฝีปาก บัวรำไพสะท้านกับรสจูบที่ห่างเหินไม่ได้รับมาระยะหนึ่ง เธอพยายามผลักไสแต่ดูเหมือนสร้างเมืองจะเข้าใจความรูสึกส่วนลึก ของเธอ เขาลูบไล้ไปทั่วเรือนร่าง โดยเฉพาะที่หน้าอก บัวรำไพแอ่นอกรับและโน้มหน้าเขาลงไปจูบ น้ำตาของเธอไหลพรากดูซิเขายังพิศวาสในตัวเธอไม่คลาย เขายังต้องการเธออยู่

"บัวจ๋า....สวยหวานเหลือเกินทูนหัว ดูซิขนาดท้องนะยังน่ารักน่าถนอมทั้งตัว"สร้างเมืองงึมงำกับ

เรือนร่างที่บิดเป็นเกลียวด้วยความเสียวซ่าน บัวรำไพมีรสสวาทที่น่าตรึงใจเสมอ ยิ่งสาวอ่อนโอนแข็งขืนได้พอเหมาะกับเวลา สร้างเมืองสนองกามให้กับหญิงสาวเพื่อเป็นการขอโทษ

จากเมื่อเย็นเขาเห็นแล้วว่า บัวรำไพมิได้มีประสงค์ร้ายกับเขาแต่อย่างใด แต่กลับช่วยปกปิดเรื่องระหว่างเขากับเธอ ไม่ให้เจ้าจันทร์รู้เรื่อง เขารู้สึกซึ้งใจในตัวหญิงสาวยิ่งนัก เขาสงสารบัวรำไพเคยสงสารเช่นไรก็ยังเป็นเช่นนั้นกับเจ้าจันทร์นั้นความรู้สึกคนละแบบ เจ้าเพียบพร้อมทุกอย่าง เจ้าไม่ต้องการอะไรจากเขา เวลาอยู่กับเจ้าแล้วดูเหมือนเขาโง่ตามไม่ทันในความคิด ที่สำคัญเจ้าจันทร์รู้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเขา เขาไม่มีอิสระเป็นตัวของตัวเอง

เขาตระโบมจูบหญิงสาวแบบบ้าคลั่ง ฝากรักไว้แนบแน่นเพื่อชดเชยและให้ห่วงหายามห่างกัน เขารู้ว่าบัวรำไพยังไม่มีใคร หญิงสาวโหยหาตอบสนองในรสกามของเขาอย่างดูดดื่มและอาวรณ์

"ลุกขึ้นแต่งตัวนะ คนดี เราต้องไปเข้าเฝ้าแล้ว เดี๋ยวคืนนี้กลับมานอนกับผมที่นี้นะ ที่รัก"สร้างเมืองกระซิบข้างหู

"แล้วเจ้าจันทร์จะยอมหรือค่ะ"บัวรำไพถาม

"อื้อ....เวลาอยู่กับผมไม่ต้องเอ่ยถึงเจ้านะ บัว เขาก็อยู่ส่วนเขา เราก็อยู่ส่วนเรา เข้าใจมั้ย"สร้างเมืองจ้องหน้าบัวรำไพ

บัวรำไพลุกขึ้นแต่งตัว เธอรู้จักสร้างเมืองดี เขาไม่ชอบให้ใครต่อล้อต่อเถียงไม่ชอบให้ใครแสดงความคิดเห็นเวลา ที่เขาพูด เขาชอบผู้ฟังที่ดีมากกว่าผู้นำ สร้างเมืองเดินเขามาจูบบัวรำไพอีกครั้งเขาหยิบสร้อยคอที่เตรียม ไว้กะจะให้เธอตั้งนานแล้วแต่ไม่มีโอกาสได้เจอกัน

"ผมซื้อให้บัวตั้งนานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสให้ใส่ซะนะ"เขาจุมพิตเธอเบาๆที่หน้าผาก

"ขอบคุณค่ะ"บัวรำไพกระพุ่มมือไหว้

ทั้งสองมาถึงงานก่อนเจ้าพี่เจ้าน้องเสด็จไม่นาน สร้างเมืองแยกไปยืนอีกมุมหนึ่งเมื่อเจ้าจันทร์มาถึงงาน ผู้พัน ณะรบเดินเข้ามาส่งแก้วน้ำส้มให้บัวรำไพและเอาใจใส่ดูแลเธออย่างดีเมื่อเจ้าโสริวุธมาถึงทุกคนก็ได้รับเชิญให้เขานั่งร่วม โ ต๊ะเสวย

"ไง สาวน้อย บัวรำไพใช่มั้ย สวยอย่างนี้ นี่เล่า ผู้พันถึงไม่ยอมไปไหนเลยเฝ้าแต่บ้าน "เรียกเสียงฮาในโต๊ะเสวย

สร้างเมืองหน้าตึง ณะรบยิ้มรับกับคำสัพยอก บัวรำไพก้มหน้านิ่ง

"อันที่จริงไม่เห็นจะต้องปิดเป็นความลับเลยนะ ณะรบ มีแฟนสวยขนาดนี้กะจะเก็บไว้ดูคนเดียวหรือไง นี้ถ้าเราไม่ไปเจอก็คงเก็บเงียบซินะ"

"สร้างเมือง คงรู้จักบัวรำไพใช่มั้ย"เจ้าโสริวุธถาม

"ครับเจ้า"สร้างเมืองตอบ

"เหรอค่ะ ทำไมไม่เห็นทักทายคุยกันเลย "ประโยคหลังเจ้าจันทร์เน้นจนเสียงแข็ง

"ผมรู้จักบัวรำไพ เป็นอย่างดี เราเข้าใจกันดีจนไม่มีอะไรต้องพูด"

"แล้วน้องสาวผมล่ะ สร้างเมืองคุณเข้าใจเธอแค่ไหน ตอบผมหน่อยซิ"เจ้าโสริวุธถามแบบต้องการคำตอบ

"คือ..ผม...ไม่ทราบจะพูดว่าอย่างไรครับเจ้า"

"พูดไปเถอะ ผมชอบคนจริงใจ"

"ผมคงไม่บังอาจอ่านเจ้าจันทร์ เธออยู่สูงเกินเอื้อม เธอเป็นภาพเขียนอันวิจิตร ที่มีราคา ผู้ชายอย่างผมคงไม่มีปัญญาซื้อหามาประดับบ้าน"สร้างเมืองพูดจาก ใจจริง

"แล้วถ้าผมยกให้โดยไม่ต้องซื้อล่ะ คุณจะรับมั้ยสร้างเมือง"

"คือผม......"

"ทำไมปฏิเสธรึ"พระเนตรของเจ้าโสริวุธ ฉายแววโกรธ

"มิได้ ครับผม"สร้างเมืองรีบกล่าวตอบ

"งั้นจะว่าอย่างไรให้คำตอบมาแบบลูกผู้ชาย"

"หมายความว่าอย่างไรครับ"สร้างเมืองเริ่มเสียงแข็ง

"คุณจะคิดอ่านอย่างไรกับน้องสาวผม เจ้าจันทร์ไม่ใช่ ผู้หญิงข้างถนนที่จะมาเชยชมแล้วผ่านเลย"เจ้าโสริวุธ ตรัสเสียงดัง ทุกคนในโต๊ะหันมามองหน้าสร้างเมือง

"ผมไม่เคยล่วงเกินเจ้าจันทร์ ผมมีความรู้สึกที่ดีกับเจ้า ผมเป็นสุภาพบุรุษเสมอและเจ้าเองก็เป็น

ขัตติยนารี ดังนั้นคงไม่มีอะไรที่เสื่อมเสียพระเกียรติ"สร้างเมืองลุกขึ้นถวายคำนับ

"หยุด สร้างเมือง คุณรู้มั้ยว่ากำลังทำให้ผมโกรธและผมเป็นเจ้าชีวิตที่นี้ผมจะทำอะไรกับคุณก็ได้"

"ผมทราบดีครับเจ้า แต่ผมไม่ได้มุ่งทำร้ายใคร ผมพูดตามความเป็นจริง ผมชอบเจ้าจันทร์มาก แต่ไม่มากพอที่จะยอมสยบอยู่แทบเท้าเธอ"สร้างเมืองพูดแบบไม่เกรง กลัวสิ่งใดนี้คือนิสัยรักอิสระที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เกิด

"ดีค่ะ คริส พูดได้ดี จันทร์ชอบ คนจริงพูดจริง เจ้าพี่ อย่างไรเสียเราก็ยังเป็นเพื่อนกันได้ แล้วเพื่อนก็ย่อมช่วยเพื่อนใช่มั้ยค่ะ คริส" เจ้าจันทร์ผินพักตร์มาทางสร้างเมือง

"ก็แล้วแต่ว่า เพื่อนต้องการให้ช่วยอะไรถ้าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องก็คงไม่ได้"ส ร้างเมืองตอบโต้เจ้าจันทร์

สร้างเมืองพอเข้าใจสถานการณ์ที่เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ สรุปว่า เจ้าพี่น้องเจ้าน้องสององค์คิดแต่เรื่องการกู้ชาติเหนือสิ่งอื่นใด

สร้างเมืองถวายคำนับ และลุกมาจูงมือบัวรำไพให้ลุกขึ้น

"ที่สำคัญ ตอนนี้ ภรรยาผมก็อยู่ที่นี้ บัวรำไพกำลังท้องและจะมีลูกให้ผม"สร้างเมืองพูดพร้อมโอบกอดบัวร ำไพ

เจ้าสิริวุธ จ้องหน้าสร้างเมืองแบบโกรธจัด แล้วลุกเดินไปจากโต๊ะอาหาร เจ้าจันทร์รีบตามไป

"ผมว่าคุณไม่ฉลาดเลยนะสร้างเมืองที่ทำแบบนี้" ณะรบกล่าวขึ้น

"แล้วผมควรทำอย่างไร ผู้พัน ปล่อยให้เขาควบคุมไปเรื่อยๆงั้นรึ"สร้างเมืองเอ่ยถาม

ณะรบไม่ตอบเขาเดินจากไปทิ้งบัวรำไพไว้กับสร้างเมือง

"คุณจะทำยังไงต่อไปคะสร้างเมือง"บัวรำไพหันมาถาม

"ทำอะไร ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น พรุ่งนี้เราเตรียมตัวเดินทางกลับบ้านก็เท่านั้น"สร้างเมืองตอบ

"บัวไม่คิดเลยนะคะว่าคุณจะตัดสินใจแบบนี้"บัวรำไพบอกสร้างเมือง

"ทำไมคุณคิดว่าผมจะยอมให้คนอื่นมาข่มขู่ผมอย่างนั้นหรือ"

"บัวคิดว่าคุณจะยอมทุกอย่างเพื่อให้ได้อยู่ใกล้เจ้าจันทร์"บัวร ำไพก้มหน้า

"บัว ผมชอบเจ้าจันทร์มาก แต่ผมก็รักตัวเอง รักคุณแล้วก็ลูก ผมตัดสินใจแล้วเราจะเริ่มต้นชีวิตใหม่"สร้างเมืองบอกกับบัวรำไพ

บัวรำไพโผเข้าหาสร้างเมือง เธอคิดไม่ผิดที่เดินทางมาหาเขา ถ้าเธอเชื่อทรายทองอาจไม่มีวินาทีนี้ก็ได้
บันทึกการเข้า
บัวรำไพ
บุคคลทั่วไป


อีเมล์ : Email
« ตอบ #19 เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2008, 12:02:47 am »

บทที่ 6 (ตอนอวสาน)

กัลยาณมิตร

วันรุ่งขึ้น สร้างเมืองเดินทางกลับพร้อมด้วยบัวรำไพ โดยมีเจ้าจันทร์มาส่ง

"ผมขอบคุณเจ้ามากนะครับ เจ้าจะอยู่ในความทรงจำของผมตลอดไป"สร้างเมืองบอกเจ้าจันทร์

"จันทร์ก็เหมือนกันค่ะ คริส จันทร์เชื่อว่าถ้าเราได้เจอกันในสถานการณ์ที่ดีกว่านี้ คุณจะเป็นคนพิเศษที่สุดสำหรับจันทร์"เจ้าจันทร์มีรับสั่ง

สร้างเมืองมองเจ้าจันทร์อย่างซาบซึ้ง เจ้าโสมาวดีมีความงามเพียบพร้อมสมเป็นขัตติยนารี แม้เจ้าจะปฏิเสธแต่เจ้าจันทร์ก็ถูกหล่อหลอมให้เป็นเช่นนั้น เจ้าถูกอบรมให้อยู่ในขนบประเพณีที่ดีงามและสามารถยอมตายเพื่อชา ติอันเป็นที่รักได้ สำหรับสร้างเมืองเขาเกิดมาเพื่อการเดินทางเพื่อการเรียนรู้ ชีวิตของเขาคือการผจญภัย ไม่มีสิ่งอื่นมากมายไปกว่านั้น อย่างไรก็ตามเขาจะเก็บความทรงจำที่ดีงามที่มีต่อเจ้าโสมาวดีไว้ ไม่รู้เลือน เจ้าเป็นผู้หญิงคนเดียวในชีวิตที่เขาพยายามค้นหาพยายามอ่านแต่เขาก็หมดความพยายามกลางคัน เขาบอกตัวเองว่า ชีวิตควรเรียบง่ายและไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มความซับซ้อนแต่อย่างไร รถจี๊ปพาสร้างเมืองและบัวรำไพมาตามถนนลูกรังแล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เสียงกระสุนปืนดังมาจากทุกทิศทาง สร้างเมืองหลบกระสุนหมอบลงกับพื้นรถจี๊ป เมื่อสิ้นเสียงปืนเขาเห็นคนขับรถถูกยิงตาย เขามองไม่เห็นบัวรำไพ

"บัว...บัว.."สร้างเมืองเรียกเบาๆ ไม่มีเสียงตอบรับ เขาพยายามเงยหน้ามองซ้ายมองขวา แล้วก็พบว่าไม่มีใครอยู่ในบริเวณนั้น แล้วเขาก็ได้ยินเสียงคนเดินมาจากด้านหลัง

"เป็นไงบ้างคุณ"เสียงผู้ชายเอ่ยถาม เป็นทหารไทยคนหนึ่ง

"ตายหนึ่งครับ ชาย ผู้หญิงยังหายใจครับ"เสียงอีกคนบอก

"บัว...บัว...ภรรยาผมเองครับ...บัวเป็นยังไงบ้าง"สร้างเมืองช้อนร่างที่หายใจรวยริน อยู่ที่เบาะหลังขึ้นกอดแนบอก

"เราอยู่ห่างจากเขาอีด่าง กิโลเดียวครับ"ทหารคนหนึ่งบอก

สร้างเมืองถูกพามาพร้อมกับบัวรำไพบนรถเพื่อเข้าไปยังเขาอีด่าง

บัวรำไพได้รับการปฐมพยาบาลขั้นต้นและถูกส่งไปยังโรงพยาบาลที่ปราจีนบุรี เธอเสียเลือดมากและต้องการการบริจาคเลือด

สร้างเมืองนอนอยู่ข้างๆบัวรำไพ เขามีเลือดกรุ๊ปเดียวกับเธอ และกำลังให้เลือดเพื่อช่วยชีวิตทั้งเธอและลูก เขามองหน้าหญิงสาวที่นอนข้างๆแบบอาทร เพราะเขาแท้ๆทำให้บัวรำไพกับลูกต้องมาเจอสภาพแบบนี้ เขาเผลอหลับไปด้วยอาการเหนื่อยอ่อน ตื่นขึ้นมาอีกทีเขาเห็น Serge กับแคทองนั่งอยู่แต่ไม่เห็นบัวรำไพ

"บัวล่ะ..."สร้างเมืองถาม

"หมอพาไปห้องผ่าตัด"Serge ตอบ

"ทำไม มีอะไร"สร้างเมืองถาม

"เขาต้องผ่าเอาเด็กออก เพราะแม่มีโอกาสรอดน้อยมาก"

"หา....อะไรนะ พาผมไปหาบัว"สร้างเมืองพยายามลุกขึ้นแต่หัวเขาหมุนติ้ว

"ใจเย็นๆเถอะคุณนอนพักดีกว่านะ ตอนนี้หมอกำลังผ่าตัด ทั้งแม่ทั้งลูกอาจจะรอดนะ"Serge ปลอบ

"ใช่ค่ะ ตอนนี้คุณออกไปก็ไม่มีประโยชน์"แคทองเสริม

"ผมขอร้องพาผมไปหาบัว....เป็นเพราะผมบัวถึงเป็นแบบนี้"

สร้างเมืองได้มารอบัวรำไพและลูกหน้าห้องผ่าตัดตามปรารถนา สักครู่หมอเดินออกมาจากห้องผ่าตัด สร้างเมืองรีบเข้าไปถาม

"เป็นไงบ้างครับหมอ ภรรยากับลูกผม"

"เด็กปลอดภัยดีครับแต่แม่....หมอช่วยเต็มความสามารถแต่เธอเสียเลือดมากเกินไป....ขอโทษด้วยครับ"

"ไม่...ไม่จริง ...บัว..."สร้างเมืองหันหลังวิ่งเข้าไปในห้องผ่าตัด

แล้วเขาก็เจอเข้ากับร่างของบัวรำไพที่นอนนิ่งมีผ้าคลุมแค่คอ หน้าของหญิงสาว ซีดขาวเผือด ไม่มีสีเลือด

"บัว...อย่าทิ้งผมไป...บัว ...ผมสัญญา...บัว ผมจะไม่ทอดทิ้งคุณกับลูกเราจะเริ่มต้นชีวิตใหม่....บัว....ตอบผมซิบัว....อย่านิ่งแบบนี้ ....บัวผมขอร้อง......บัว"สร้างเมืองร่ำไห้เหมือนคนบ้า บุรุษพยาบาลพาร่างของบัวรำไพออกไปจากห้อง โดยมีสร้างเมืองเกาะเตียงแน่นไม่ยอมปล่อย Serge ต้องเข้ามาช่วยดึงเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้ สร้างเมืองปล่อยตัวเองทรุดลงกับพื้นโรงพยาบาล แล้วร่ำไห้ เขาเพิ่งรู้ว่าการไม่มีบัวรำไพในชีวิต คือความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ทำไมนะ ทำไมเขาถึงได้โง่ไม่รู้จักเก็บเกี่ยวความสุขเมื่อครั้งหญิงสาวยังมีชีวิตอยู่ เขาไม่แยแสไม่ใยดี จนวันนี้ วันที่เขาต้องการปรับชีวิตคู่ให้สมบูรณ์เธอก็ไม่อยู่ตรงนี้แล้ว ทำไม......เป็นครั้งแรกที่สร้างเมืองอยากคุยกับพระเจ้า เขามีปัญหาและต้องการคำตอบจากพระองค์ เขาอยากขอโอกาสแก้ตัว อีกสักครั้ง เขาอยากทำความดีลบล้างสิ่งที่เขาได้ทำมา.....เขาเพิ่งเข้าใจเดี๋ยวนี้เองว่า เขาพลาดโอกาสที่จะมีชีวิตที่เป็นสุขบนโลกใบนี้ กับคนที่เขารัก และรักเขาสุดหัวใจ ทำไมนะทำไมเขาถึงเลือกเดินบนเส้นทางแห่งทุกข์ทั้งที่สุขมารออยู ่ ตรงหน้า

"สร้างเมือง"เสียงทรายทองเรียก

"น้าทองครับ บัวตายแล้ว"เขากอดทรายทองร่ำไห้ เขาอยากให้แม่ของเขาอยู่ตรงนี้

"หักอกหักใจเถอะลูก ไม่มีใครฝืนลิขิตชีวิตได้หรอก หากมีวาสนาต่อกัน ด้ายแดงก็จะเหนี่ยวรั้งให้มาเจอกันอีก เชื่อ น้าเถอะ สร้างเมือง"ทรายทองพยายามปลอบประโลมสร้างเมือง

เธอยังจำการสูญเสีย เมื่อครั้ง"สร้างเมือง" ตายได้เป็นอย่างดี ไม่เคยลืมเลือน ทุกอย่างยังแจ่มชัดในมโนสำนึกและวันนี้ วันที่สร้างเมืองหวนกลับมา เขามีลูกมีเมีย และคนที่เขารักจากไป สร้างเมืองร่ำไห้ น่าเวทนาเธอเองก็มีส่วนผลักดันให้บัวรำไพต้องไปตายแล้วก็คิดที่ จะฆ่าลูกในท้องของเธออีกดีนะที่บัวรำไพไม่ทำตามที่เธอบอกไม่เช่นนั้นเธอคงไม่มีโอกาสได้มานั่งข้างๆสร้างเมืองเช่นนี้ สร้างเมืองร้องไห้เหมือนเด็ก เขาระบายความขมขื่น หรือความเสียใจที่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไปออกมาทางน้ำตา เขาอยากให้บัวรำไพ รับรู้ว่า เขาเสียใจ เสียดายมากแค่ไหน ที่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยไม่สนใจที่จะชื่นชมกับความสุขที่มี อยู่

ทรายทองเดินเข้าไปในห้องเด็ก เธอเปิดกระโจมคลุมผ้าออกแล้วดูเด็กน้อยที่กำลังนอนหลับอย่างสบาย ตาหนูเป็นลูกสร้างเมืองที่เกิดจากบัวรำไพ ทรายทองตั้งชื่อให้หลานชายคนนี้ว่า สิดล เธอเลี้ยงดูฟูมฟักเขาอย่างดี เพื่อชดเชยในสิ่งที่เธอ เคยทำ เธอเคยบงการให้ฆ่าเขา แต่กรรมหนักไม่เกิด เพราะ บัวรำไพมีสติมากพอที่จะไม่ทำในสิ่งไม่ดี ทรายทองบอกกับตัวเองว่า เธอไม่มีอะไรจะต้องคิด การดูแล สิดล คือวิธีการไถ่บาปเพียงอย่างเดียวที่เธอจะทำได้

สร้างเมืองออกจากงานเขามาอยู่กับทรายทองตามที่เธอขอร้อง แต่สร้างเมืองวันนี้ไม่ใช่คนเดิม เขาเมาหยำเป ทุกวันไม่สนใจสิ่งใด เอาแต่ดื่มเหล้า พระพันขายที่ส่วนหนึ่งของบัวรำไพให้สองพ่อลูก ใช้จ่ายในการดำรงค์ชีวิตแต่ดูเหมือนสร้างเมืองจะไม่สนใจกับความ เป็นไปรอบข้างเขาจมอยู่กับขวดเหล้า ลูกเต้าไม่สนใจ

"สร้างเมือง น้ามีเรื่องจะพูดด้วย สร้างเมือง"ทรายทองเรียกเขย่าตัวสร้างเมือง

"หลับไปแล้ว เมาไม่รู้เรื่องเลย จะทำยังไงดี"ทรายทองบอกกับพระพัน

พระพันมองดูสร้างเมืองแล้วก็เกิดความเวทนา กว่าจะรู้ค่าของคนที่อยู่ด้วยก็เมื่อเขาไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ร้องไห้คร่ำครวญโหยหา ก็ไม่มีวันได้กลับมา เขาจะปล่อยให้สร้างเมืองเมาหัวราน้ำแบบนี้ไม่ได้ คงต้องทำอะไรสักอย่าง

วันรุ่งขึ้นสร้างเมืองตื่นขึ้นมาพบตัวเองนอนเหยียดยาวบนเตียง เขาไม่รู้ว่ามานอนที่เตียงได้ยังไง เขาได้ยินเสียงคนอ้อแอ้ข้างเตียงเผยอเปลือกตาขึ้นดู เจ้าลูกชายตัวเล็กของเขานั้นเอง สิดล เจ้าหนูน้อยเงยหน้ามองเขาเขาแกล้งหลับตาลง แต่หรี่ตาดูว่าลูกชายทำอะไร สิดล กำลังเริ่มคลาน คลานตรงมายังเตียง เสียงคนทำความสะอาดอยู่ข้างนอก ไม่ละเมียดก็ทรายทอง สองแม่ลูกผลัดกันมาดูแล สิดล และตัวเขา เด็กน้อยส่งเสียง คงอยากให้เขาอุ้ม

"แอ้ แอ้....."สิดล ส่งเสียง

"เอาอะไรพ่อจะนอน "เขาพึมพำ

"เอิ้ก เอิ้ก แอ้ แอ้"สิดล ส่งเสียงอีก

สร้างเมืองฉวยตัวลูกชายขึ้นมาบนเตียง เด็กชายซุกตัวเขาหา เขามองหน้าสิดล แล้วก็พบสายตาที่มองเขาอยู่ก่อนแล้ว เขาต้องหลับตา เพราะสายตาคู่นี้คือสายตาของบัวรำไพ เขาไม่มีวันลืม

สิดล ดิ้นขลุกขลัก แล้วมุดเข้าไปในผ้านวม หาทางออกไม่ได้ส่งเสียงร้อง

"แง แงงงงงงงงงงงงง"

"ตาหนู ตาหนู อยู่ไหน"เสียงละเมียดดังใกล้เข้ามา

"เห็นตาหนูไม่ค่ะ พี่" ละเมียดถาม

สร้างเมืองชี้ไปในโปงผ้านวม ละเมียดเอาผ้านวมออก แล้วโอ๋หลาน

"โอ๋ อย่าร้องนะลูกนะ อาอยู่นี้แล้วนะ"ละเมียดปลอบ

"พี่ สร้างเมืองลุกขึ้นเถอะค่ะ อาบน้ำอาบท่าแล้วเดี๋ยวมาทานข้าวด้วยกัน"ละเมียดยิ้มหวาน

"พี่เขาตื่นแล้วเหรอเมียด" ทรายทองถาม

"ค่ะแม่ เมียดส่งเจ้าจอมกวนเข้าราวี จะทนอยู่ได้ยังไง"

"ดีเหมือนกัน"พระพันบอก

"แล้วนี้พี่เขาจะมาทานข้าวด้วยมั้ย"ทรายทองถาม

"คงมาค่ะ กำลังอาบน้ำแต่งตัว"ละเมียดตอบพร้อมกับป้อนอาหารสิดล

"ตกลงพระพันจะคุยกับสร้างเมืองเรื่องซื้อเรือมั้ยค่ะ"ทรายทองถา ม

"คุยซิ เงินจะได้งอกเงย"พระพันตอบ

สร้างเมืองเดินเข้ามาพอดี เด็กยกอาหารมาเสริฟ์

"ไงสร้างเมืองเมื่อคืนมาหนักเลยนะ"พระพันพูด

"ใครพาผมไปที่เตียง"สร้างเมืองถาม

"ผมกับลุงพุฒ"พระพันตอบ

"ขอบคุณมากเลยนะครับ"

"เอ้อ..ว่าแต่ว่า จะเมาอีกนานเท่าไหร่"พระพันถาม

สร้างเมืองหลบตา เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอีกเมื่อไรถึงจะหลุดพ้นจากเงาของบัวรำไพเสียที

"เกือบหกเดือนแล้วนะ ที่ปล่อยชีวิตแบบนี้"พระพันพูด

"ผมขอโทษนะที่เป็นภาระ"สร้างเมืองบอก

"เอาล่ะ..พระพันก็พูดเกินไป สร้างเมืองกับลูกไม่ได้เป็นภาระของน้าเลยนะ น้ายินดีเต็มใจ แต่ที่พระพันพูดนะเพราะเป็นห่วงไม่อยากให้สร้างเมืองเมาขนาดนี้ "ทรายทองบอก

"สร้างเมือง เรามาเริ่มขยายธุรกิจเรือกันดีมั้ย เพื่อจะมีอะไรตื่นเต้นบ้าง ผมกำลังคิดซื้อเรือลำใหม่ ยินดีให้คุณร่วมหุ้นด้วยแต่คุณต้องช่วยผมคุม"พระพันบอกพร้อมสาธยายผลกำไรที่จะเกิดขึ้น สร้างเมืองฟังแบบไม่ออกความเห็น แต่พระพันเป็นคนพื้นที่เป็นตำรวจย่อมรู้หนทางการทำมาหากิน ธุรกิจเรือของเขาไปได้สวยมีเงินเป็นกอบเป็นกำ สร้างเมืองตัดสินใจลงทุนด้วยโดยไม่โต้แย้งแต่อย่างใด

"ดีๆๆ งั้นเดี๋ยวออกไปกับผม ไปดูงานจะได้เริ่มทำงานเสียที่"พระพันบอก

วันนั้นสร้างเมืองตามพระพ้นไปทุกแห่งไปดูสิ่งที่บัวรำไพเหลือไว ้ให้เขากับสร้างเมือง อันที่จริงควรต้องขอบคุณพระพันที่ช่วยดูแลกิจการและลงทุนให้บัว รำไพ ทำให้ มีเงินงอกเงยมากมายขนาดนี้

"ไงลูกสร้างเมือง พอไหวมั้ย เข้าบ้างไม่เข้าบ้าง ก็ไม่มีปัญหาหรอกนะ"

สร้างเมืองเล่นกับสิดลไปพลาง ฟังทรายทองไปด้วย เขาไม่รู้เรื่องธุรกิจแต่ก็คงไม่ยากที่จะศึกษา



"สร้างมือง น้านะรักสร้างเมืองเหมือนลูกในไส้นะ ตาหนูต้องการคนดูแล ละเมียดรักตาหนูเหมือนลูก ถ้าลูกสองคนตกลงปลงใจกันได้ ทุกอย่างก็ลงตัวนะสร้างเมือง........"ทรายทองสาธยายอีกยืดยาวแต่สร้างเมืองฟังบ้างไม่ฟังบ้าง เขาไม่มีใจคิดถึงใคร เขาตอบตัวเองไม่ได้ว่าสาเหตุใดที่ทำให้เขาลืมบัวรำไพไม่ได้ ทำไมเงาของบัวรำไพยังวนเวียนในชีวิตแต่คำพูดหนึ่งที่ทรายทองตรา แน่นไว้ในหัวของเขา คือ"คนเรานะถ้าละอายต่อบาปก็ต้องหาทางแก้ไข ให้ดีขึ้นนะสร้างเมืองไม่เช่นนั้น จิตวิญญาณ ของเราก็จะตายไปพร้อมกับบาปที่เราก่อไว้"

เขาไม่เคยสนใจละเมียด เขารู้แต่ว่าเธอไม่สะดุดใจไม่ว่ารูปร่างหรือหน้าตา เขาคุยกับเธอแต่ไม่บ่อยนักรู้แต่ว่าหญิงสาวเป็นมิตรกับเขาและบัวรำไพ คอยช่วยเหลือ ทุกอย่างอันที่จริงละเมียดเป็นคนจิตใจดี ดีมากๆที่เดียวตาหนูจะปลอดภัยหากอยู่กับคนแบบนี้ สร้างเมืองรำพึงกับตัวเอง ธุรกิจก็จะไม่มีปัญหา เพราะพระพันคงไม่คิดทำลายลูกสาวของตัวเอง สร้างเมืองนึกไปเรื่อยเปื่อย สร้างเมืองบอกตัวเองว่าชีวิตเขาทำแต่ในสิ่งที่ใจปรารถนามาโดยตล อด แต่ก็ไม่มีใครที่อยู่กับเขา ทุกคนจากเขาไปทั้งจากเป็นและจากตาย หากเขาจะลองอยู่กับใครสักคนด้วยเหตุผลที่ลงตัว แต่ไม่มีความรัก จะเป็นอย่างไร เขาคิดถึงคำพูดของทรายทองที่ว่า

"ที่ใดมีรักที่นั้นมีทุกข์นะ สร้างเมือง ลองใช้ความเมตตา และกัลยาณมิตรดูบ้าง บางทีอาจทำให้พบแสงสว่างบ้าง"

จริงของทรายทอง เขาไม่จำเป็นต้องรักละเมียด เพียงแต่เมตตาเธอก็พอ ซึ่งเขาก็มีเปี่ยมล้นในใจอยู่แล้ว ละเมียดเป็นมิตรที่ดี กับเขาและลูก ก็น่าจะพอเพียง สิดลติดละเมียดมากและหญิงสาวก็รักสิดล สร้างเมือง รินเหล้า แล้วยกแก้วขึ้นมาจิบ เขาเห็นละเมียดอุ้มสิดล เดินมา

ละเมียดเดินผ่านสร้างเมืองไป เขาดูแปลกๆมองเธอไม่วางตา เป็นอะไรหรือเปล่า ละเมียดนึกในใจหรือจะเมามากไปหน่อย เธอพา หลานชายไปนอนที่เตียงเอามุ้งคลุมไว้ เดิ๋ยวดึกๆค่อยลงมาดู สร้างเมืองเมาหลับทุกวันเรื่องตื่นมาดูลูกไม่ต้องถามถึง แต่เธอกับทรายทองไม่อยากเอาตาหนูไปไว้ที่ห้อง เพราะจะทำให้สร้างเมืองห่างเหินลูกมากกว่าเดิม อย่างน้อยได้เห็นกันบ้าง คนเป็นพ่อคงไม่ใจดำ เธอคิดอะไรเพลินไป หันมาอีกทีสร้างเมืองมายืนเกือบถึงตัว

"อุ๊ย พี่สร้างเมือง เมียดตกใจหมด"ละเมียดอุทาน

"เอ่อ พี่ขอโทษนะ ตาหนูหลับแล้วหรือเมียด"สร้างเมืองเลี่ยงไปยืนข้างเตียงลูก

"ค่ะ"ละเมียดตอบ เห็นอยู่แล้วถามทำไม แล้วออกเดิน เธอเริ่มไม่ไว้ใจสร้างเมือง

"เมียด"สร้างเมืองช่วยมือไว้

"คะ"เธอพูดพร้อมมองมือสร้างเมืองที่กุมมือเธอ

สร้างเมืองเห็นแววสีหน้าอึดอัด เลยปล่อยมือ

"มานั่งคุยกับพี่หน่อยซิ"สร้างเมืองบอก

"ได้ แต่พี่ต้องหยุดดื่มเหล้าเพราะเมียดไม่ชอบคุยกับคนเมา"ละเมียดพู ดเสียงจริงจัง

สร้างเมืองนึกขัน เขาเจอแม่คนที่สองเข้าแล้ว ละเมียดมีความเป็นแม่อยู่ในตัวเยอะมาก จนกลายเป็นแม่แก่ในสายตาสร้างเมือง แต่วันนี้ เขากลับไม่รู้สึกเช่นนี้เขาต้องการใครสักคนมาจัดระเบียบชีวิตให ้เขากับสิดล

"คือพี่ไม่เคยขอบคุณเมียดเลยนะ สิ่งที่เมียดทำให้พี่นะ ไม่ใช่พี่ไม่เห็นนะแต่พี่........"สร้างเมืองไม่รู้จะใช้คำพูดว่าอะไร

"ไม่ใส่ใจ ใช่มั้ยคะ"ละเมียดช่วยต่อให้ด้วยความน้อยใจ สร้างเมืองไม่เคยสนใจเธอเลย เขาแถบไม่เคยคุยกับเธอก่อนด้วยซ้ำ หากเธอไม่เอ่ยทักเขาใช่ซิคนอย่างละเมียดจะมีอะไรน่าสนใจ

"ไม่ใช่อย่างนั้น" สร้างเมืองขยับเข้าไปใกล้ หญิงสาวไม่ถอยหนี เขาเลยถือโอกาสดึงตัวละเมียดเข้ามากอดไว้หลวมๆ

"อื๊อ จะทำอะไรคะ เดี๋ยวใครมาเห็น"ละเมียดหน้าตื่น

"แล้วถ้าไม่มีใครว่า เมียดจะยอมให้พี่กอดมั้ย"สร้างเมืองถามเบาๆ

"ใครจะยอม เธอผลักเขาให้ออกห่าง"

สร้างเมืองหัวเราะหญิงสาวไม่มีจริตออดอ้อน เหมือนฟีฟี เหมือนบัวรำไพ หรือเจ้าโสมาวดี แต่มีความเป็นธรรมชาติ แบบใสๆที่เขาไม่เคยเจอ แปลกดี สร้างเมืองบอกตัวเอง

"พี่ใช้ไม้นี้กับเมียดไม่สำเร็จหรอก แล้วที่สำคัญ เมียดรักตาหนู และไม่เคยหวังสิ่งใดตอบแทน ไม่ว่าจะเป็นพ่อตาหนู หรืออะไรก็ตาม"ละเมียดกล่าวหนักแน่น

สร้างเมืองมองหน้าใสๆของละเมียด หญิงสาวไม่ได้มีความงามที่น่าประทับใจแต่สิ่งที่ละเมียดมีคือ ความฉลาด และการจริงจังกับสิ่งที่ตนคิด

"พี่รู้ว่าเสน่ห์ของพี่ใช้กับเมียดไม่ได้ แต่พี่ก็อยากให้เมียดสงสารตาหนูบ้าง ตาหนูต้องการคนดูแล แล้วพ่อของตาหนูก็เหมือนกัน"ประโยคสุดท้ายสร้างเมืองกล่าวออกมา ด้วยน้ำเสียงสั่น จนละเมียดหันมามอง แล้วเธอก็เห็นหยาดน้ำใสที่คลอเบ้าตาสร้างเมือง ถ้าเป็นแต่ก่อน เธอคงเฉดหัวส่งผู้ชายแบบนี้แต่กับชีวิตที่ผ่านมาของสร้างเมือง เธอทำไม่ลง สร้างเมืองน่าสงสาร เขาไม่สมหวัง เดินทางผิด ต้องการคนช่วย เสียงขอร้องของแม่ก้องในหู

"เมียด รักตาหนูมากใช่มั้ยลูก แม่อยากให้เมียดมองพี่สร้างเมืองบ้างนะ เขาเป็นคนดี ถึงจะอ่อนแอในขณะนี้ แต่สร้างเมืองก็เป็นคนที่มีพื้นนิสัยดี ผู้ชายหล่อย่อมต้องมีคนหมายปอง แม่ไม่อยากให้เขาหันไปคว้าคนอื่นนะเมียด หลานจะลำบาก ทรัพย์สมบัติกระจัดกระจาย แม่กับป้าดารารายคงตายตาไม่หลับ เมียดถ้าลูกยังไม่มีใครก็ลองมองพี่บ้างนะแม่ขอร้อง เรื่องจะได้ลงตัว"

สร้างเมืองร้องไห้ เขาไม่ได้เมาแต่อ่อนแอเกินไป เขาอ่อนแอจนต้องขอร้องให้ผู้หญิงตัวเล็กๆดูแลเขา แต่นี้คือตัวตนของเขาในขณะนี้ เขาไม่ใช่สร้างเมืองเหมือนเมื่อก่อนที่พร้อมต่อสู้ และผจญภัย ไม่น่าเชื่อว่า ความผิดที่เขาทำกับบัวรำไพจะกัดกินเขาได้ขนาดนี้

"เมียดขอโทษนะคะ ไม่ได้ตั้งใจทำให้พี่เสียใจ"ละเมียดบอกสร้างเมือง

"ไม่เป็นไรเมียดพี่ต่างหากที่อ่อนแอ พี่นี้แย่จริงๆ"สร้างเมืองเดินไปนั่งโต๊ะแล้วรินเหล้ากระดกเข้า ปาก

ละเมียดเดินมานั่งข้างๆ เธอรินเหล้าให้เขาอีกโดยไม่พูดอะไร แล้วก็รินให้ตัวเองบ้าง เธอยกขึ้นจิบแล้วก็พ่นออกมาเป็นฝอย

"โอ๊ย..ขมจะตาย"ละเมียดเสียงดัง หน้าแดง

"ฮะ ฮ้า ไม่เคยกินซินะ"สร้างเมืองมองด้วยความเอ็นดู

"ไง..หนุ่มสาว ขอพ่อนั่งด้วยคนได้มั้ยเมียด สร้างเมือง"พระพันตะโกนมาแต่ไกล

อันที่จริงเขาแอบดูอยู่พักหนึ่งแล้ว ละเมียดเป็นลูกสาวจะออกเรือนเขาก็ควรเห็นดีด้วย เขานั่งลงตรงข้ามกับสร้างเมืองเอื้อมมือไปหยิบแก้วเหล้ามาส่งให ้สร้างเมืองรินให้

"คุยอะไรกันอยู่ล่ะ หือ"พระพันถาม

"พี่สร้างเมืองขอเมียดแต่งงาน"

"เฮ้ยยยยยย ไม่ได้พูดแบบนั้น" สร้างเมืองสำลักเพราะความเขิน

"อ้าว แล้วเมื่อกี้ร้องไห้ทำไม"ละเมียดหน้างอ

"คือ......."สร้างมือเอื้อมมือมาลูบหัว

"ก็ดีนะ เมียดเป็นผู้หญิงเที่ยวกระเตงตาหนูไปไหนต่อไหน แบบนี้ไม่มีหลักประกัน พ่อว่าไม่เหมาะนะ แต่งเสียให้มันรู้เรื่องไป ได้ไม่เป็นขี้ปากชาวบ้าน"พระพันพูดต่อพร้อมมองหน้าสร้างเมือง เขาเห็นสร้าเงมืองอมยิ้ม ละเมียดก็นั่งหลบตา เฮ้อ โล่งอก บทจะลงตัวก็ง่ายจริงๆ

เสียงหัวเราะดังมาจากข้างล่าง

ทรายทองลุกขึ้นไปมองที่หน้าต่าง เธออยู่ในห้องพระ ภาพที่เห็นทำให้ทรายทองต้องปาดน้ำตา แล้วเธอก็หันมานั่งลงกราบพระอีกครั้ง เธอหยิบด้ายแดงขึ้นมา จ้องมอง ด้วยความรู้สึกปิติท่วมท้นจากใจ เธอเงยหน้ามองภาพของบัวรำไพ แล้วพูดว่า

"ตอนนี้เธอคงอภัยให้ฉันแล้วนะบัวรำไพ ฉันหาคนที่ดี สำหรับลูกเธอ และสร้างเมืองได้แล้ว เขาจะดูแลกันและกัน แล้วฉันก็จะได้มีโอกาสอบรมสั่งสอนตาหนูด้วย" เธอปาดน้ำตาแล้วก้มลงกราบพระ เธอไม่มีอะไรติดค้างใครอีกแล้ว ทั้งสร้างเมืองและบัวรำไพ ต่อไปนี้หน้าที่ของเธอก็มีแต่ดูแล " สิดล "จนกว่าจะจากโลกนี้ไป ตามลิขิตแห่งชีวิต



จบบริบูรณ์
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF