www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ด้ายแดง  (อ่าน 5374 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
มนตราแห่งทะเล
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 463



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #20 เมื่อ: ธันวาคม 03, 2008, 12:04:10 am »

บัวรำไพ
22 ม.ค. 2550 03:02:33

จบบริบูรณ์รอคำวิจารณ์จากคุณประภัสสรและทุกท่าน



อภิญญา
15 ก.พ. 2550 20:45:36

โอย..อ่านจนจบได้เหมือนกัน

คำแนะนำ (มือใหม่) ผิดถูกประการใดโปรดเมตตา
1. โดยรวมเรื่องราวสนุกน่าติดตาม มีการขมวดปม หักมุม ตื่นเต้นได้ดีทีเดียว

2. มีบทอัศจรรย์โปรยไว้ตลอด น่าจะเหมาะสำหรับผู้ใหญ่แต่ไม่เหมาะกับเด็กและวัยรุ่น (หัวเก่าค่ะ)

3. เนื่องจากอยากเขียนนิยายจึงดูเหมือนพยายามสร้างตัวละครมาก และเนื้อหามาก ทำให้น่าเบื่อได้ ถ้าตัดเนื้อความออกบ้างให้กระชับจะสนุกมากค่ะ เช่นบทสวดมนต์ไม่จำเป็นต้องเขียนโดยละเอียด

4. บทที่น่าเบื่่อคือบทที่ 6 ค่ะ

5. เนื่องจากเรื่องด้ายแดงมีภาษาต่างประเทศมาก อาจทำให้ผู้อ่านสะดุุดในอารมณ์ได้ ถ้าเขียนธรรมดาแต่อธิบายว่าเขาพูดภาษาฝรั่งเศส หรือใช้ตัวเอน แบบคุณครูแนะนำก็จะดีไม่น้อย เพราะการที่ต้องคอยดูคำแปลท้ายบททำให้อารมณ์ที่กำลังคล้อยตามหยุดชะงักทันทีค่ะ

6. ข้อสุดท้ายก็คงเป็นเรื่องที่คุณครูเคยแนะนำพวกเราไว้คือการใช้จุดไข่ปลา เพื่อแบ่งความชัดเจนของ ช่วงเวลา รวมทั้งคำผิด หรือการเคาะวรรค ค่ะ

ก็อยากบอกว่าชอบพล็อตเรื่องด้ายแดง บางบทน่าติดตามมาก บางบทสนุก อย่างไรก็ตามคุณปลิวมีความสามารถในการใช้ภาษาอธิบายบทอัศจรรย์ได้สวยงามทีเดียว และประโยคสุดท้ายจบได้สวยงามค่ะ นับถือในความอุตสาหะเขียนเรื่องสั้นได้ยาวจริง ๆ ค่ะ



ปลิวลม
16 ก.พ. 2550 07:35:08

ทำไมบทที่6 ถึงหน้าเบื่อค่ะ พอบอกได้มั้ย เพราะเป็นบทที่ผู้เขียนนชอบมาก และยังเป็นการบรรยายความรักความผูกพัน ระหว่างพ่อ แม่ลูกโดยเฉพาะตอนที่ สร้างเมืองบอกลาพ่อ และนัดไปเจอกันที่สวนแห่งความสวยงาม ปลิวจินตนาการจาก บทของพระคริสต์ที่ว่า คนดี จะไปเฝ้ารอวันพิพากษา ที่สวนแห่งนี้ แสดงว่าไม่ว่ากามีจะเลวในสายตาทรายทองอย่างไร สำหรับสร้างเมืองวิญญาณของเขาบริสุทธิ์และเหมาะกับที่นั้น แล้วยังมีตอนที่อพาร์ตเมนท์ที่พอเห็นอะรแล้วก็นึกถึงกามี แสดงว่าทรายทองยังคงรักกามี สายใยแห่งความผูกพันมีอยู่ แต่ทุกอย่างสายเกินไปที่จะเรียกกลับคืนมา โดย เฉพาะตอนจบ ที่สร้างเมือง เด็กตัวเล็ก คิดคำนึงว่า จะทำทุกอย่างเพื่อแม่เพราะรักแม่ ยิ่งสะเทือนอารมณ์ออก บทนี้ปลิวว่าถ้าจะน่าเบื่อก็เพราะมีภาษาฝรั่งเศสเยอะ แต่โดยโครงปลิวว่า สะเทือนอารมณ์ นะคะ discuss อีกนิดนะคะ คุณพี่อภิญญา



ปลิวลม
16 ก.พ. 2550 07:39:16
 
น่าเบื่อ/อะไร



นิค่ะ
18 ก.พ. 2550 07:33:16

คุณปลิวคะ บทที่ ๖ นั้น เป็นความงดงามทางความรู้สึก แต่การบรรยายอาจจะมีบางช่วงที่ตัดความรู้สึกไปหรือเปล่าคะ เท่าที่อ่านคุณอภิญญาบอก อาจจะน่าเบื่อได้ ไม่ได้บอกว่าน่าเบื่อ...ตรงนี้นิคิดว่า ถ้าคุณปลิวบรรยายความรู้สึกให้ต่อเนื่องกว่านี้ น่าจะทำให้คนอ่านรู้สึกลื่นไหลตามได้ง่ายทีเดียวค่ะ

อย่างที่นิเคยให้ความเห็นไว้ว่า เพราะเรื่องนี้ยาว และคุณปลิวก็คงกังวลตรงนี้ด้วยมั้งคะ เวลาเขียนก็เลยรีบรวบรัด หรือตัดตอนฉับ ๆ ไป บางช่วงบางฉาก ถ้าบรรยายให้เห็นภาพหรือเข้าถึงความรู้สึกของตัวละครมากกว่านี้ จะทำให้เรื่องเนียนขึ้นค่ะ

และตอนนี้ทราบถึงจุดประสงค์ของคุณปลิวที่เขียนให้เป็นเรื่องอีโรติค ดังนั้น ฉากโรมานซ์เราจะไม่พูดถึงกันอีกนะคะ

ปัญหาอีกเรื่องหนึ่งคือมุมมองในการเล่าเรื่อง และตัวเดินเรื่องค่ะ ซึ่งที่จริงในสายตาและมุมมองแบบพระเจ้า ซึ่งมองเห็นได้หมดและรู้ทุกเรื่องที่ตัวละครแต่ละตัวทำไป แต่ที่คุณปลิวเขียนไว้อาจจะเร่งรัดไปอย่างที่ว่า เพราะความที่กลัวจะยาว มีตอนที่สร้างเมืองคนหลัง ในช่วงที่ไปอยู่กับเจ้าจันทร์ คุณปลิวทำได้ดีนะคะ มีความละเมียดละไม

และตอนจบก็น่ารักดีค่ะ

แต่ทั้งหลายทั้งปวงนิคิดว่าคุณปลิวกังวลกลัวว่าจะยาวเกินไปนั่นเอง

สรุปแล้ว อ่านสนุกค่ะ



ปลิวลม
18 ก.พ. 2550 09:51:34

ขอบคุณ คุณนิคะ ที่ช่วยติชม อันที่จริงปลิวต้องการเขียนเรื่องนี้แบบนิยายค่ะ ดังนั้นไม่ได้กลัวว่าเรื่องจะยาว แต่ที่ต้องจบ เพราะมีคนเริ่มติงว่า เรื่องเริ่มเกี่ยวพันกับเรื่องของเพื่อนบ้าน การกู้ชาติ ขอให้เปลี่ยนชื่ออย่าเอ่ยชื่อประเทศนั้นตรงๆ เริ่มทำให้ปลิวสับสน ว่าควรทำอย่างไร อันที่จริง ตามความคิดที่ตั้งไว้ ไม่ขอเรียกว่าพล้อตนะคะเพราะปลิวไม่เคยวาง พล้อตเนื่องจากมีความรู้สึกเหมือนติดคุกทุกครั้งที่วางพล้อตเพราะเขียนไม่ได้ อันที่จริงปลิวเคยเรียนการเขียนพล้อตนิยายกับนักเขียนมีชื่อท่านหนึ่ง ที่มาบรรยายที่คณะสมัยเรียนหนังสือ แต่หลังจากเรียนแล้วก็เลิกสนใจการเขียนไประยะหนึ่งเพราะมีความรู้สึกว่ามันเป็นศาสตร์มากกว่าศิลป์ แล้วกลับมาสนใจอีกเมื่อไม่นานนี้โดยการเปิดโลกทัศน์ของอาจารย์ท่านหนึ่งจากจุฬาลงกรณ์ ทำให้ปลิวคิดว่า งานเขียนคือศิลป์ที่มีศาสตร์รองรับในเบื้องต้น และสามารถเป็นศิลป์เฉพาะแบบสำหรับผู้เป็นมืออาชีพ ย้อนกลับมาที่ด้ายแดงตามความคิดที่ตั้งไว้เรื่องยังดำเนินไปอีกไกลคะ เพราะปลิวมีข้อมูล จากการสัมผัสผู้อพยพโดยตรง แต่ก็ไม่แน่ใจว่าสมควรเล่ามั้ยเพราะอาจเป็นการไม่สมควรและละเอียดอ่อนเกินไป


--------------------
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF