www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องของนัก(อยาก)เขียน  (อ่าน 2214 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2008, 06:40:48 am »

โพสต์เมื่อ: Oct 14 2007, 06:16 PM

สวัสดีค่ะ พี่ๆน้องๆ ที่น่ารักทุกท่าน

พักนี้ไม่ได้เข้ามาเยี่ยมเยียนกันเลย ด้วยความคิดถึง จึงขอถือโอกาสนำเอาประสบการณ์ส่วนตัวมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

การเป็นนักเขียนนี่เป็นความใฝ่ฝันของคนหลายคนเชียวละ แต่ว่า...มันไม่ใช่เป็นกันได้ง่ายๆ ในความเห็นของเพ็กกี้ คนที่เป็นนักเขียนจะต้องมีพรสวรรค์ ลำพังมีพรแสวงอย่างเดียวอาจจะไม่พอ แต่ถ้าพรสวรรค์บวกกับพรแสวงก็จะทำให้ไปได้สวย

สำหรับคนที่มุ่งมั่นอยากจะเป็นนักเขียนแต่ยังไม่มีที่ลง อย่างเพิ่งท้อใจ จงพยายามต่อไป ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่น สุภาษิตนี้ไม่เคยล้าสมัยเลย ขอย้อนมาพูดเรื่องพรสวรรค์/พรแสวง โดยเฉพาะเรื่องพรแสวง เราสามารถเพิ่มพูนทักษะในการเขียนได้ มีหลายคนบอกว่า นักเขียนที่ดีต้องเป็นนักอ่านที่ดีด้วย การที่เราได้อ่านงานของคนอื่น ทำให้เราได้รู้จักวิธีการเขียนในหลายรูปแบบ สไตล์การเขียนลอกเลียนกันไม่ได้ แต่สามารถใช้เป็นแนวทางได้

เคยได้ยินว่าที่เมืองไทยมีการสอนวิชาการประพันธ์โดยนักเขียนมีชื่อหลายท่าน แต่นักเขียนที่เรารู้จักกันดี มีน้อยมากที่จะจบมาทางอักษรศาสตร์โดยตรง นักเขียนในปัจจุบันมีหลากหลายอาชีพ เพ็กกี้ถึงได้บอกว่า มันเป็นพรสวรรค์ส่วนตัว

สำหรับเพ็กกี้มีความเห็นว่า คนจะเป็นนักเขียนต้องสามารถสื่อความคิดและจินตนาการของตัวเองให้คนอ่านเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง มันอยู่ที่การเลือกใช้ภาษาด้วย

อารัมภบทมาเสียยืดยาว อยากจะเล่าสู่กันฟังว่า ไปเรียนวิธีการเขียนนิยายมา อุตส่าห์ลงทุนเสียเงินไปตั้ง120ดอลล่าร์ เพื่อที่จะไปนั่งสัมมนากับคนที่อยากหัดเขียนเหมือนกัน เรียนอาทิตย์ละครั้ง ครั้งละสองชั่วโมงครึ่งเป็นเวลาห้าสัปดาห์ เป็นหลักสูตรเร่งรัด แต่ก็ได้เนิ้อหามาเยอะเลย

โดยส่วนตัวเป็นคนชอบเล่า ชอบบันทึกเหตุการณ์ที่ตัวเองไปพบมา แล้วก็มาคิดว่าควรจะเผยแพร่ประสบการณ์ของเราให้คนอื่นได้รู้บ้าง เขียนสำนวนตามใจตัวเอง สุดแต่มือและสมองจะพาไป เขียนเป็นภาษาไทยย่อมง่ายกว่าแน่นอน เพราะตัวเองเกิดที่เมืองไทย โตที่เมืองไทย จบปริญญาตรีที่เมืองไทย เพราะฉะนั้นภาษาไทยต้องดีอยู่แล้ว

พอไปอยู่อเมริกานานๆ นานมากๆ ใช้แต่ภาษาอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ ก่อนที่จะมาทำอาชีพล่ามวันๆหนึ่งก็แทบจะไม่ได้พูดภาษาไทยเลย แต่ก็ไม่เคยลืมภาษาไทย อ่านหนังสือภาษาไทยอยู่เสมอ ดูข่าวทางโทรทัศน์ไทยผ่านดาวเทียมบ้าง คนที่อยู่เมืองนอกน้อยปีกว่าพี่เพ็กกี้ แล้วบอกว่าลืมภาษาไทย ฟังดูแล้วขัดหูมากๆ ที่สำคัญภาษาอังกฤษของเขาก็ไม่ได้อยู่ในขั้นดี

เขียนเรื่องเป็นภาษาไทยให้คนอ่านแล้ว ก็เกิดแรงบันดาลใจอยากจะเขียนนิยายเป็นภาษาอังกฤษบ้าง ปรกติเพ็กกี้ถนัดเขียนในลักษณะบทความ หรือเรื่องสั้นมากกว่า เมื่อต้นปีเกิดมีแรงบันดาลใจที่จะเอาเริ้องสั้นที่เคยโพสต์ในเว็บ มาขยายเป็นเรื่องยาว นิยายที่พี่เพ็กกี้กำลังเขียนอยู่ มีทั้งภาคภาษาไทยและอังกฤษ คนไทยอ่านได้ฝรั่งก็อ่านดี ภาคภาษาไทยเขียนเสร็จแล้ว กำลังตีพิมพ์อยู่ในนิตยสารวอลลุ่ม ชื่อว่า แฮมเบอร์เก้อร์ไส้กะเพรา (ฟังดูแล้วไม่น่ากินเลยนะ ฮิ ฮิ)

เมื่อตัดสินใจจะเขียนนิยายเป็นภาษาอังกฤษด้วย ก็ต้องยอมเสียเงินไปเรียน เพื่อรู้แนวทางในการเขียน

คนสอนเป็นนักเขียนอาชีพ มีผลงานตีพิมพ์ในตลาดหนังสือหลายเล่ม ก่อนอื่นเขาให้นึกถึงบุคคลิกของตัวละคร(Character)ก่อน ให้บรรยายบุคคลิกตัวละครของเรา ให้บอกจุดเด่นของตัวละคร ลักษณะที่ไม่เหมือนใคร ให้ทุกคนในห้องคิดขึ้นมาเดี๋ยวนั้น แล้วให้แต่ละคนอ่านลักษณะตัวละครของตัวเอง วิธีการแบบนี้เขาเรียกว่า workshop

เอาละ คิดบุคคลิกของตัวละครได้แล้ว ทีนี้คนสอนเขาก็บอกว่า ให้คิดว่าในตู้เย็นของตัวละครของเรามีอะไรบ้าง เอ แล้วมันเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ.....เกี่ยวซิคะ ของกินในตู้เย็นมันบอกนิสัยของตัวละคร อย่างเช่นในตู้เย็นมีกล่องอาหารที่เหลือมาจากภัตตาคารหลายกล่อง อันนี้บอกได้เลยว่าตัวละครไม่ชอบทำอาหาร กินอาหารนอกบ้านอยู่เรื่อย พอเหลือก็ห่อกลับบ้าน

ต่อไปก็พูดถึง Backstory เรียกเป็นภาษาไทยว่า ที่มาที่ไปของตัวละครก็แล้วกันนะ ตัวละครมีภูมิหลังมาอย่างไร ไปยังไงถึงมาเป็นนิยายเรื่องนี้ได้ คนสอนเขาบอกว่า Backstoryมีความสำคัญต่อเนื้อเรื่อง ควรกล่าวถึงไว้บ้าง แต่ไม่ใช่มาเล่าประวัติเสียยืดยาว คนสอนเขาให้คิดที่มาที่ไปของตัวละคร5หัวข้อ

วิธีแบบworkshopที่เขาสอน มันทำให้เราคิดรายละเอียดของนิยายได้กว้างขึ้น นอกจากนี้การทำ workshop ในห้องเรียนเป็นการกระตุ้นให้เราใช้ความคิด แล้วก็ต้องคิดอย่างรวดเร็ว เราต้องมีไอเดียออกมาบ้าง ไม่อย่างนั้นก็อายเพื่อนร่วมชั้น

ในชั้นเรียนมีเพ็กกี้เป็นกะเหรี่ยงอยู่คนเดียว แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา ถึงแม้ว่าภาษาอังกฤษจะไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่ ถ้าเรามีความมั่นใจ มันก็ไม่เป็นอุปสรรคในการเริ่มเขียนนิยายภาษาอังกฤษ เพ็กกี้มีตัวช่วยเยอะก็จริง แต่ไม่เคยคิดที่จะให้เขาช่วยเขียน แม้แต่งานแปลก็ทำเองตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วก็ให้ฝรั่งอ่าน งานของเราผลิตให้ฝรั่งอ่าน จึงจำเป็นที่จะต้องได้ความเห็นจากฝรั่ง บางครั้งเขาแก้สำนวนให้ ไม่มีการแก้ไวยากรณ์ ไม่มีการแก้ตัวสะกด

นอกจากรายละเอียดของตัวละครแล้ว คนสอนก็กล่าวถึงเรื่องพล็อต หรือเค้าโครงเรื่อง พล็อตก็มีทั้งพล็อตหลัก และพล็อตรอง คนสอนแนะนำว่าให้แทรกพล็อตรองเข้าไปในพล็อตหลัก มีความขัดแย้งอะไรบ้างในพล็อต เมื่อแก้ความขัดแย้งได้แล้ว ก็ถึงเวลาที่นิยายจะจบลงเสียที

ไอ้ตอนเริ่มต้นเขียนนี่ทุกคนกำลังมีไฟแรง พอเขียนไปได้กลางๆเรื่องก็เกิดอาการฝืด เขียนไม่ออกขึ้นมา คนสอนเขาบอกว่า ตอนกลางๆเรื่องนี่เขียนยากที่สุด ได้กับตัวเองเลยละ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเขียนเรื่องยาว ไหนๆก็ลงมือแล้ว ก็ต้องเอาให้จบจนได้

นิยายเรื่องยาวจะสมบูรณ์แบบ ก็ต้องมีบทสนทนา บางครั้งบทสนทนาสามารถเล่าอะไรได้หลายอย่าง ดีกว่าการเขียนประโยคบอกเล่าธรรมดาเสียอีก บทสนทนาสามารถบอกอารมณ์ของตัวละครได้ด้วย

เพ็กกี้ขอยกตัวอย่างบทสนทนาต่อไปนี้นะคะ

“When I was in Thailand, I worked and sent money to my parents. Now I am here with you in America; it is your responsibility to support my family,” Noi said to me.

“No way. I don’t have to support my parents.”

“You are such a bad person!! You don’t support your folks.”

“My folks receive social security benefit every month. I don’t need to give them money.”

เมื่ออ่านให้ทุกคนในชั้นฟัง ทุกคนสามารถสัมผัสได้ถึงความแตกต่างของตัวละครที่มาจากวัฒนธรรมต่างกัน พวกเราพอจะบอกได้ไหมคะ ว่าบทสนทนานี้เป็นคำพูดระหว่างใครกับใคร เขาพูดกันเรื่องอะไร

พอเขียนนิยายจบ ทุกคนก็อยากจะขายเรื่องให้สำนักพิมพ์ หนทางที่จะเข้าหาสำนักพิมพ์ก็ไม่ใช่ง่าย แต่ถ้าเรื่องของเราดีจริง เราก็มีสิทธิแจ้งเกิดได้เหมือนกัน ก่อนที่คุณจะขายเรื่องให้สนพ. คุณต้องขัดเกลาสำนวนของคุณให้แน่ใจว่าออกมาดี คุณเขียนนิยายให้คนอื่นอ่าน ดังนั้นก็ควรจะฟังคำวิจารณ์จากคนอื่นด้วย คำวิจารณ์จากคนอื่นถือว่ามีค่าสำหรับนักเขียน คนอื่นอาจจะมีมุมมองต่างไปจากเรา บางครั้งอาจจะให้คำแนะนำอะไรดีๆแก่เราได้ด้วย

ที่อเมริกาเขามีกลุ่มที่เรียกว่า critique group เพ็กกี้เป็นสมาชิกของชมรมนัก(อยาก)เขียน อันที่จริงประธานชมรมนี้เป็นนักเขียนที่เคยมีผลงานตีพิมพ์มาแล้ว ถ้าน้องๆสนใจจะเข้าไปดูในเว็บไซด์ของชมรมของเราก็ได้ www.fortbendwritersguild.com เราพบปะกันทุกเย็นวันจันทร์ สมาชิกของเรามีประมาณร้อยกว่าคน แต่คนที่จะมามีตติ้งก็เฉพาะคนที่กำลังเขียนเรื่อง และอยากให้คนอื่นวิจารณ์

ในการนัดพบทุกครั้ง จะมีคนคนหนึ่งที่อ่านเรื่องที่ทุกคนเขียน อ่านดังๆด้วย เมื่ออ่านจบทุกคนก็จะเขียนวิจารณ์และแนะนำว่าควรจะแก้ไขอย่างไร เป็นการวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา เวลาที่นัดพบมีจำกัด ดังนั้นแต่ละคนจะนำเรื่องมาให้คนวิจารณ์ครั้งละเจ็ดหน้า

สำหรับเพ็กกี้ครั้งแรกที่เอานิยายของตัวเองให้คนอื่นวิจารณ์ บอกตรงๆว่าเขินมาก แต่ก็ต้องยอมรับความจริง จะว่าไปตอนที่เรียนอาจารย์ที่สอนวิชาComposition ก็ใช้วิธีแบบ critique groupอยู่แล้ว

สมัยเรียนอาจารย์ผู้สอนเน้นมากเรื่องการลอกงานของคนอื่น เราอ้างอิงงานของคนอื่นได้ แต่ต้องให้เครดิตเขา ต้องบอกว่าเรากล่าวอ้างงานเขียนของใคร

มหาวิทยาลัยในอเมริกาถือเรื่องการลอกงานของคนอื่นเป็นเรื่องซีเรียสมาก ถ้าอาจารย์จับได้ว่าลอกงานคนอื่น จะถูกปรับตกวิชานั้นทันที ดังนั้นในสังคมอเมริกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมของคนมีการศึกษาสูง เขามีสำนึกและความรับผิดชอบสูง เพราะถูกฝึกมาตั้งแต่เป็นนักศึกษา

คนสอนไม่แนะนำให้โพสต์เรื่องตามเว็บไซด์เพื่อขอคำวิจารณ์ เพราะเสี่ยงต่อการถูกลอกเลียน สำหรับcritique groupพอคนอื่นอ่านเรื่องของเราเสร็จ เขาเขียนคำวิจารณ์แล้ว เขาก็จะส่งต้นฉบับคืนให้ เรื่องที่ว่าเขาจะขโมยความคิดของเราไปนั้นก็ไม่ต้องห่วงเลย

มาพูดถึงนิยายที่เพ็กกี้แต่ง ก็ได้ทั้งคำชมและคำติ เอาคำติก่อนก็แล้วกัน คนส่วนใหญ่บอกว่า ลักษณะการเขียนของพี่เพ็กกี้ไม่เหมือนเขียนนิยาย เหมือนกับเขียนบทความมากกว่า ฮ่า ฮ่า ก็ความถนัดของเราเป็นแบบนั้น

ส่วนที่เขาชมก็คือ พี่เพ็กกี้เขียนรายละเอียดดีมาก บางคนบอกว่าอ่านเรื่องของยูแล้ว ทำให้ไออยากไปไทยแลนด์ อือ เขียนให้คนอื่นอยากไปเที่ยวเมืองไทยได้ ก็แสดงว่าสำนวนเราไม่เลว (พูดปลอบใจตัวเอง)

ก็เลยเริ่มเข้าใจว่านิยายจะเป็นนิยายได้ก็ต้องมีบทสนทนา บางทีบทสนทนาสามารถบรรยายความรู้สึกของตัวละครได้ดีกว่าคำพูด บางครั้งการใส้รายละเอียดมากเกินไป ก็เหมือนกับการยัดเยียดข้อมูลให้คนอ่าน

ตอนนี้เพ็กกี้เริ่มสนุกกับการที่ได้ฟังคำวิจารณ์จากคนอื่น ได้ฟังความคิดเห็นต่างๆจากคนอื่น มันเป็นการท้าทายเป็นอย่างมาก พี่เพ็กกี้บอกกับทุกๆคนว่า “Your critique is valuable to me.” คำติชมของคุณมีค่าสำหรับฉัน

มาพูดถึงนัก(อยาก)เขียนไทย หลายคนโพสต์เรื่องในเว็บ และต้องการคำติชม ส่วนใหญ่จะรับคำชมมากกว่า บางทีโดนติติงเรื่องการใช้ภาษาก็โกรธ บางครั้งก็ตอบอย่างน้ำขุ่นๆว่า “ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องอ่าน” หรือคนอ่านบางคนก็วิจารณ์โดยเอาความรู้สึกส่วนตัวเข้ามาปน

เวลาเขียนเรื่องให้คนอ่านเป็นภาษาไทย ก็ควรจะใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง สะกดคำให้ถูกต้อง ไม่ควรใช้ภาษาวิบัติ นักเขียนบางคนเขียนไทยคำอังกฤษคำ บางทีก็เอาภาษาอังกฤษมาแซมภาษาไทยอย่างไม่ถูกต้อง พอท้วงติงว่า คนไทยที่อ่านเรื่องของคุณไม่ใช่เขาจะเข้าใจภาษาอังกฤษทุกคน เขาตอบว่า บรรณาธิการบอกว่าไม่เป็นไร เพราะเด็กไทยสมัยนี้เรียนภาษาอังกฤษ เขียนไทยปนอังกฤษก็ไม่เป็นไรหรอก ขอพูดตรงๆเลยว่า แย่มากๆๆๆ ภาษาอังกฤษบางคำที่นักเขียนคนนี้ใช้ก็ไม่ใช่ว่าจะถูกต้อง ถ้าเราไม่ช่วยกันอนุรักษ์ภาษาไทยให้ถูกต้อง ต่อไปเราก็จะไม่มีภาษาไทยที่สละสลวย

ทีนี้มาพูดถึงการขายเรื่องของเรา บางคนก็ติดต่อสำนักพิมพ์โดยตรง แต่พวกเราต้องเข้าใจว่าสนพ.เขามีเรื่องที่ต้องพิจารณามากมาย เราต้องใจเย็นๆ ถ้าคุณเป็นนักเขียนที่มีชื่อติดตลาดอยู่แล้ว การติดต่อกับสนพ.ก็ทำได้คล่องกว่าพวกมือใหม่ ดังนั้นพวกนักเขียนใหม่จึงต้องพึ่งเอเย่นต์

เอเย่นต์เป็นคนกลางที่จะติดต่อขายเรื่องให้เรา เอเย่นต์รู้วิธีที่จะเข้าถึงสำนักพิมพ์ เอเย่นต์จะไม่รับค่าตอบแทนจากเราจนกว่าเขาจะขายเรื่องให้เราได้ นักเขียนจะต้องส่งจดหมายไปแนะนำหนังสือ และแนะนำตัวกับเอเย่นต์ เขาเรียกว่าเขียนquery letter จดหมายจะต้องมีความยาวแค่หน้าเดียว เอเย่นต์ไม่มีเวลาจะมานั่งอ่านจดหมายยาวๆ วันๆหนึ่งเอเย่นต์ได้รับจดหมายแนะนำเป็นร้อย เพราะฉะนั้นเขียนให้สั้น แต่ให้ได้ใจความชัดเจน

ลักษณะของจดหมายที่เขียนถึงเอเย่นต์จะต้องมีสามย่อหน้า ย่อหน้าแรกเขาเรียกว่าThe Hook เป็นการเขียนแนะนำว่าว่าเรื่องของเราเป็นเรื่องประเภทไหน เขียนเพียงประโยคเดียวให้ได้ใจความ เอ มันก็ไม่ใช่ง่ายนะ มันเป็นศิลปะอย่างหนึ่งทีเดียว

ย่อหน้าที่สองเป็นเรื่องย่อของนิยาย หรือSynopsis ต้องเขียนเล่าให้จบภายในประโยคเดียว จะเขียนยังไงอยู่ที่เทคนิคของแต่ละคน จากที่เคยอ่านตัวอย่าง ประโยคเดียวแต่เขาใช้ประโยคแบบ compound-complex sentence

ย่อหน้าสุดท้ายเป็นการแนะนำตัวเราเอง หรือ biography เราบอกไปว่ามีผลงานอะไรบ้าง ถ้าไม่เคยมีผลงาน แต่เคยเรียนการประพันธ์มาบ้างก็ให้บอกไปด้วย ควรจะแนะนำตัวในส่วนที่เกี่ยวกับการเขียนหนังสือ ประสบการณ์อย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการเขียน ก็ไม่ควรใส่ไปในจดหมาย

เมื่อทางเอเย่นต์ได้รับจดหมายแนะนำแล้ว ถ้าเขาสนใจเขาจะบอกให้เราส่งต้นฉบับไปให้พิจารณา ถ้าเรื่องไม่น่าสนใจเขาก็จะบอก และคืนต้นฉบับ อยู่ที่เราจะต้องนำไปแก้ไขปรับปรุง แล้วหาเอเย่นต์ใหม่ที่จะช่วยเราขายเรื่อง

ถ้าเอเย่นต์หาสนพ.ที่ซื้อเรื่องของเราได้ เราก็จะทำสัญญากับสนพ. ค่าตอบแทนเขาเรียกroyalty เขาจะจ่ายตามเปอร์เซ็นต์ของหนังสือที่ขายได้ปีละสองครั้ง เขาจะมาคิดจากจำนวนยอดขายในระยะเวลาทุกหกเดือน เปอร์เซ็นต์จากการขายก็อยู่ในระหว่าง8-12เปอร์เซ็นต์ เมื่อทำสัญญาซื้อขายเรื่องแล้ว สำหรับนักเขียนหน้าใหม่ทางสนพ.จะให้เงินล่วงหน้า10000 ดอลล่าร์ เอเย่นต์ได้คอมมิชชั่นจากนักเขียน20เปอร์เซ็นต์ของรายได้

ถ้าเรื่องของเราเกิดเป็นนิยายขายดี มีคนซื้อไปสร้างภาพยนต์ เราก็จะได้ค่าตอบแทนมากขึ้นไปอีก นักเขียนสามารถซื้อหนังสือที่ตีพิมพ์ได้ในราคาลดถึงสี่สิบเปอร์เซ็นต์ นักเขียนจะขายหนังสือเองได้ ถึงแม้ว่าลิขสิทธิ์ยังคงเป็นของนักเขียน แต่ห้ามนักเขียนตีพิมพ์แข่งกับสนพ. เพราะในสัญญาระบุไว้อย่างชัดเจน

นี่แหละค่ะหนทางที่จะเป็นนักเขียนในอเมริกา ไม่ใช่ง่ายๆเลย คนที่จะเขียนนิยายออกมาได้ ก็ต้องมีแรงบันดาลใจ แรงบันดาลใจของเพ็กกี้รุนแรงมาก เขียนจากประสบการณ์และการสังเกตการณ์ ตัวเองอาจจะมองอะไรไม่เหมือนคนอื่น ที่สำคัญตัวเอกในเรื่องเป็นผู้ชาย คนเขียนจะต้องเข้าถึงจิตใจและความคิดของผู้ชาย โดยเฉพาะผู้ชายฝรั่งเสียด้วย มันเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมากๆเลย

บันทึกการเข้า
มนตราแห่งทะเล
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 463



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2008, 06:42:02 am »

นิค่ะ     
โพสต์เมื่อ: Oct 14 2007, 07:11 PM

คุณเพ็กกี้คะ...

สิ่งที่คุณเพ็กกี้บอกเล่ามานี้มีค่ามากสำหรับผู้ที่รัก สนใจ และอยากเป็นนักเขียน

หวังว่าจะมีคนเข้ามาอ่านมาก ๆ และเก็บประโยชน์จากตรงนี้ไปเพิ่มพลังในการอยากเขียนเพื่อให้ผลงานออกมาประทับใจคนอ่านกันมาก ๆ นะคะ

ดีใจที่คุณเพ็กกี้แวะเข้ามาทักทายพูดคุยกันอีก ที่ผ่านมาเงียบเหงาไปหน่อย
มีคุณอภิญญาเฝ้าบอร์ดและคอยส่งเสียงให้กำลังใจ กับคุณน้องกะปอมที่น่ารักมาก...

หวังว่าตอนนี้บอร์ดของเราคงจะคึกคักขึ้นแล้วนะคะ



--------------------
http://nilubol.spaces.live.com
http://chutimasevikul.spaces.live.com



pimlapas    
โพสต์เมื่อ: Oct 15 2007, 03:22 PM
   
คุณเพ็กกี้ พิมเข้ามาอ่าน เพราะว่าอยากเขียนเหมือนกันค่ะ มาเก็บความรู้ได้กลับออกไป หลายกระบุงเลยค่ะ คิดถึงนะค่ะ


--------------------
ไปเยื่ยม..บ้านใหม่ด้วยนะค่ะ
http://pimlapas.page.tl/
http://pimmy65unitedstates.spaces.live.com



นิค่ะ
โพสต์เมื่อ: Oct 16 2007, 07:21 AM

ขอบคุณคุณเป๊กกี้ที่นำประสบการณ์ซึ่งน่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจการเขียนมาเล่าสู่กันฟัง ผมเองไม่เคยเข้าหลักสูตรแบบนี้โดยตรง แต่ตอนไปเรียนที่อสเตรเลีย มีอาจารย์ท่านหนึ่งเคยแนะนำเรื่องการนำข้อความที่ทิ้งท้ายไว้ในพารากร๊าฟที่หนึ่ง มาเป็นประโยคเริ่มในพารากร๊าฟที่สอง เพื่อให้เรื่องร้อยเรียงกัน ความจริงแล้วอาจารย์ท่านนั้นไม่ได้สอนเรื่องการเขียนหรอกครับ แต่สอนการเรียนเชิงนันทนาการ เช่นเล่นเกมส์ต่าง ๆ ซึ่งผลักดันให้นักเรียนต้องแสดงความรู้สึกออกมาเป็นภาษาอังกฤษ เช่นสมมุติว่าเป็นนักบินกับผู้ก่อการร้าย หรือคนขายรถเก่ากับคนซื้อที่ช่างต่อช่างติ ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็ต้องหาเหตุผลมาโต้แย้งกันย่างไม่มีใครยอมใคร อย่างไรก็ตามผมยังจำคำสอนเรื่องการร้อยเรียงเรื่องของอาจารย์ท่านนั้นได้แม่นยำ หลังจากนั้นก็มาเข้าหลักสูตรบรรณาธิการในส่วนของการตรวจแก้ต้นฉบับ เมื่อตอนที่อยู่นิวซีแลนด์ ซึ่งเห็นด้วยกับคุณเป๊กกี้ว่าทางฝรั่งทำอะไรที่เป็นเรื่องเป็นราวและเป็นวิชาการมาก

ทางเมืองไทยเรา คุณกิรติ ชนา ซึ่งเคยอบรมการเขียนที่ฮาวาย ก็เคยจัดอบรมผู้สนใจงานเขียนร่วมกับ สนพ.อมรินทร์ ผมก็ร่วมเป็นวิทยากรด้วย ซึ่งคุณกิรติจัดได้ดีทีเดียว และเธอยังรวบรวมข้อคิดและแนะนำในการเขียนของนักเขียนที่มีชื่อเสียงมาจัดพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ "เขียนนิยาย" ซึ่งถือเป็นคู่มือสำหรับผู้สนใจในการเขียนได้เป็นอย่างดี
ก็ขอเล่าเสริมคุณเป๊กกี้เท่านี้ก่อนครับ

ประภัสสร


--------------------
http://nilubol.spaces.live.com
http://chutimasevikul.spaces.live.com



PeggySueGuerra
โพสต์เมื่อ: Oct 16 2007, 12:15 PM
   
ขอบคุณค่ะ คุณนิ น้องพิม และคุณประภัสสรที่ให้ความสนใจสิ่งที่เพ็กกี้เล่าให้ฟัง

สมัยเรียนEnglish Composition เพ็กกี้มีปัญหาเรื่อง transition ข้อความในย่อหน้าแรกกับย่อหน้าต่อไปจะไม่ต่อเนื่องกัน เพ็กกี้เริ่มข้อความในย่อหน้าใหม่ ห้วนๆทื่อๆ ราวกับเป็นคนละเรื่องเดียวกัน ต้องปรับปรุงอยู่นานกว่าจะเขียนได้กลมกลืน

สิ่งที่เราเรียนรู้จากความผิดพลาด จะเป็นเรื่องที่เราจดจำได้นานทีเดียวค่ะ ดังนั้นเวลาที่เราเอาเรื่องให้คนอื่นอ่าน แล้วมีคนชี้ให้เห็นข้อบกพรองของเรา ไม่ต้องอายค่ะ

ด้วยความที่เพ็กกี้เป็นนัก(หัด)เขียนนิยายภาษาอังกฤษ เรามีกลุ่มนัก(หัด)เขียนของเรา ที่เราพบปะกันทุกเย็นวันจันทร์ สมาชิกทุกคนนำเรื่องของตัวเองมาอ่านดังๆให้คนอื่นวิจารณ์ วิธีการอ่านดังๆนี้ทำให้เราได้ยินข้อบกพร่องจากงานเขียนของเราได้อย่างชัดเจน ที่สำคัญต้องให้คนอื่นอ่าน เราจะได้ฟังว่าสำนวนที่เราเขียนลื่นไหลหรือเปล่า

เพ็กกี้ทำให้คนหัวเราะได้หลายครั้ง เวลาที่เราเขียนเราซีเรียสมากกับเนื้อหา และบทสนทนาในเรื่อง แต่พอเอามาอ่านดังๆ พวกฝรั่งกลับเห็นเป็นเรื่องขำ เขาขำวิธีเปรียบเทียบของเรา ยกตัวอย่างนะคะ พระเอกของเรื่องนี้เป็นอเมริกัน มีสัมพันธ์สวาทกับสาวไทยเป็นครั้งแรก ลองดูตัวอย่างนะคะ

Noi was physically fit. She had worked hard in the rice field since she was thirteen years old. She had such a smooth skin, ...y and firm body. Although virginity was not a big issue to Steven, but having ... with a virgin gave him a sensational feeling. It was like driving a brand new car.
ฮ่า ฮ่า ทุกคนชอบใจวิธีการเปรียบเทียบของพี่เพ็กกี้ เรียกเสียงหัวเราะได้อย่างครื้นเครง

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาไปมีตติ้งอีก คราวนี้อ่านบทที่ห้า พูดถึงสาวอิสานที่มีโอกาสได้ผัวฝรั่ง ผัวพยายามสนับสนุนให้เรียนภาษาอังกฤษ แต่น้องนางบ้านนาก็ไม่สนใจที่จะเรียน

เพ็กกี้ก็เลยมีความคิดที่จะเขียนภาคภาษาอังกฤษด้วย เพราะเรื่องนี้ฝรั่งอ่านได้ ไทยอ่านดี พวกฝรั่งหน้าโง่จะได้หูตาสว่างขึ้นบ้าง นิยายภาคภาษาอังกฤษยังเขียนไม่ทันจบ แต่มีฝรั่งบางคนที่พอจะทราบเรื่องนี้อยู่บ้าง บางคนก็หาว่า เพ็กกี้อคติ(prejudice) เพ็กกี้บอกว่า ยังไม่เคยอ่านนิยายเลย มาด่วนสรุปแล้ว ฉันจะบอกให้นะว่า I am presenting the facts that everyone cannot deny. ฉันเสนอข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครปฏิเสธได้

นิยายทั้งภาคภาษาอังกฤษและไทย มีโครงเรื่องอันเดียวกัน แต่สำนวนการเขียนไม่เหมือนกัน ไม่ใช่แปลจากไทยเป็นอังกฤษ คาดว่านิยายภาคภาษาอังกฤษคงจะเสร็จต้นปี2008 มันยากแต่ก็ท้าทายดีนะคะ

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาไปมีตติ้งตามปรกติ เอานิยายให้คนอื่นอ่าน เนื้อเรื่องในนิยายก็คือ น้องนางบ้านนาได้ผัวฝรั่ง ฝรั่งพาไปอยู่อเมริกาด้วย ผัวส่งไปเรียนภาษาอังกฤษ เรียนได้พักเดียวก็เลิก ผู้หญิงไม่ยอมปรับตัว ไม่ยอมเรียนรู้วัฒนธรรมของสามี สามีก็เลยระอา นึกเสียใจที่พาแม่คนนี้มาอเมริกาด้วย

Steven regretted that he had brought Noi to the US. He had been willing to give her a better opportunity, but Noi did not appreciate the opportunity that Steven had given her. She did not realize that she was luckier than many Thai women back home. She did not want to learn the new language and the new culture. She was so ignorant.

คำนี้เป็นคำที่แรงมาก ใครถูกด่าว่าIgnorant แสดงว่าคนนั้นแย่มาก ไม่เอาไหน ไร้การศึกษา ไม่สนใจที่จะเรียน ถ้าจะแปลให้สะใจก็คือเถื่อน

ผู้ชายคนหนึ่งในกลุ่มเขาวงกลมคำว่านี้ แล้วเขียนความเห็นของเขาว่า cruel โอ้ มายก็อด เขาว่าคนเขียนใจร้าย นอกจากนี้ยังออกความเห็นต่อไปอีกว่า She had different goals. Steven was ignorant too. เขาหมายถึงน้อยมีจุดมุ่งหมายต่างกัน พระเอกหรือสตีเว่นก็ไม่เอาไหนเหมือนกัน

ฮ่า ฮ่า อ่านความเห็นของเขาแล้วขำดี นี่แสดงว่าเขา “อิน” กับนิยายเรื่องนี้มาก ถึงขนาดเห็นอกเห็นใจตัวละคร ฮ่า ฮ่า เพ็กกี้ไม่ถือสาหรอก พี่เพ็กกี้บอกว่า ดีแล้วที่เขาออกความเห็นพิลึกๆแบบนี้ แสดงว่ายูเขียนให้คนเกิดอารมณ์ร่วมได้

ผู้ชายคนนี้เคยวิจารณ์คำที่เพ็กกี้ใช้ Authentic Thai food เขาบอกว่า ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้คำว่าauthenticเลย อาหารไทยก็ต้องเป็นอาหารไทยวันยังค่ำ เพ็กกี้เลยบอกว่า authentic หมายถึง real อาหารไทยแท้ค่ะ

คุณลองย้อนกลับไปอ่านย่อหน้าแรกนะคะ ที่ฉันบรรยายถึงลุมพินีไนท์บาร์ซาร์ บริเวณนั้นมีฝรั่งนักท่องเที่ยวมากมาย อาหารไทยที่ขายก็จะปรับรสไม่ให้เผ็ดมาก พอที่ฝรั่งจะกินได้ ร้านที่ขายอาหารแบบAuthentic Thai food ก็คือขายอาหารสชาดแบบไทยแท้ นายคนนั้นก็ยังไม่ยอมรับฟัง ก็ช่างแก

พวกเราไม่ถือเอาคำติมาโกรธเคืองเป็นการส่วนตัว พวกฝรั่งเขาวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา เรามีสิทธิที่จะไม่เห็นด้วย นักเขียนต้องทำใจเป็นกลาง ยอมรับคำวิจารณ์ แต่เราก็ต้องมีจุดยืนของเราด้วย

อย่างไรก็ดีนายคนนั้นเขาสรุปคำวิจารณ์โดยรวมสำหรับนิยายของพี่เพ็กกี้ว่า Very interesting story--cultural exploration

เพ็กกี้คงยึดอาชีพนักเขียนเป็นอาชีพหลักไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีอารมณ์ก็เขียนไม่ได้ โดยเฉพาะถ้ามีคนมาทวงต้นฉบับจะยิ่งรู้สึกกดดันมาก งานเขียนเป็นประณีตศิลป์ ถ้าเร่งรีบเขียนอาจจะออกมาไม่ดีเท่าที่ควร

เพ็กกี้ซุ่มเขียนจนจบ แล้วจึงส่งให้สำนักพิมพ์ บอกบรรณาธิการว่า เชิญรับไปหมดเลยสามสิบตอน คุณจะได้ไม่ต้องกังวลตามทวงต้นฉบับ

ขอบคุณอีกครั้งค่ะที่ให้ความสนใจเรื่องของนัก(หัด)เขียน
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF