www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ไปดูหนัง "Happy Birthday" กันเถอ่ะคะ หนังดีมากเลยค่ะ  (อ่าน 4069 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: ธันวาคม 23, 2008, 12:52:42 am »

เพิ่งกลับมาจากดูหนังไทย เรื่อง "แฮปปี้ เบิร์ทเดย์" Happy Birthday ค่ะ

ชื่นใจ ถูกใจ และซึ้งใจจริง ๆ ค่ะ จนอดไม่ได้ที่จะต้องขอนำมาบอกกล่าว ชวนเชิญให้คุณ ๆ ลองหาโอกาสไปชมกันบ้างนะคะ

จากที่เคยบ่น เคยสงสัย เคยข้องใจว่า ทำไมถึงไม่มีใครทำหนังไทยดี ๆ ดูเนียน ไม่ต้องตลกหยาบคาย บ้า ๆ บอ ๆ  หรือไม่จำเป็นต้องมีฉากเลิฟซีน บ้างไม่ได้หรือไร... ทำไมหนังดี ๆ ของต่างประเทศเราชื่นชมได้ ชื่นชมดี อย่างหนังเกาหลี หนังญี่ปุ่น
ชื่นชมชื่นชอบกันนัก แต่กับหนังไทยของเรากลับไม่มีใครทำดี ๆ อย่างนั้นออกมาบ้าง

บ่นไปบ่นมา วันนี้ได้ดูอย่างใจอยากแล้วค่ะ... ต้องขอบคุณคุณพงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง ที่ทำหนังดี ๆ ออกมาให้ได้ดูกันนะคะ
ดูแล้วก็ชื่นใจยิ่งนัก อย่างนี้นี่แหล่ะค่ะที่อยากเห็น ที่อยากดู แล้วก็พร้อมที่จะเชียรสุดใจขาดดิ้นเลยละค่ะ ว่านี่แหล่ะหนังดีที่ได้ใจนิเหลือเกิน

ดาราก็เล่นกันดีมาก มีความเป็นธรรมชาติ ไม่โอเวอร์แอ๊คชั่น ตัวประกอบก็เนียนเป็นธรรมชาติ มีชีวิตชีวา ทำให้หนังดูกลมกลืน
โดยทั่วไปหนังไทยของเรา บางทีแอ๊คติ้งเข้าท่า แต่พอดาราออกเสียงพูดมาเมื่อไหร่ ส่วนใหญ่มักจะล่ม เพราะเสียงไม่ได้เลย ทำให้เป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่งนัก...

แต่เรื่องนี้ใช้ได้เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นแอ๊คติ้ง หรือเสียงพูด นับว่าดีใช้ได้ทีเดียวค่ะ

และสำหรับคนชอบถ่ายภาพ ชอบท่องเที่ยว ชอบวิวสวย ๆ เพลงเพราะ ๆ ด้วยแล้ว หนังมีให้ครบเลยละค่ะ

ยิ่งคุณอนันดา ฝีมือในเรื่องนี้เล่นได้ดีมาก ๆ นิเรียนการแสดงมารู้ดีว่าบทที่คุณอนันดาเล่นนั้น หลายช่วงต้องใช้อารมณ์มาก จนคนเล่นเหนื่อยและอาจติดอยู่ในอารมณ์นั้นอีกเป็นระยะเวลาพอสมควร บทหนัก ๆ นั้นเครียดแน่นอน แต่อนันดาเล่นได้อารมณ์มาก
ออกมาจากข้างในลึก ๆ ทำให้เราเชื่อในความรักที่เขามีต่อนางเอกอย่างมากมายอย่างไม่ต้องสงสัยเลย เป็นหนังสะอาด บริสุทธิ์และสวยงาม มากเรื่องหนึ่งค่ะ ไม่มีเรื่องการอิจฉาริษยา ไม่มีเรื่องการตบตี ไม่มีเรื่องแย่งมรดก...มีแต่ความรัก และความมั่นคงในรักของพระเอกที่มีต่อนางเอก แถมยังมีความน่ารักของเหล่าเพื่อน ๆ ที่คอยเป็นกำลังใจให้เพื่อน คอยช่วยเหลือ คอยให้กำลังใจ
การ์ดอวยพรวันเกิดของเพื่อน ๆ ที่มอบให้กับพระเอกนั้น ช่างเป็นสิ่งที่ดี ๆ ที่สังคมไทยขาดหายไปนานแสนนาน... ค่ะ การให้กำลังใจ การเอาใจช่วย และการให้ความหวังให้กำลังใจเพื่อให้พระเอกเดินหน้าสู้ต่อไป...

เฮ้อ...เอาใจช่วยนะคะคุณพงษ์พัฒน์ ขอให้หนังประสบความสำเร็จได้รับทั้งเงินทั้งกล่องค่ะ 

ถ้าใครยังไม่ได้ไปดู Happy Birthday นิขอแนะว่า ควรจะรีบหาโอกาสไปดูนะคะ ก่อนที่หนังจะออกจากโปรแกรมไป แต่เห็นคนดูวันนี้แล้วชื่นใจแทนเพราะตอนที่นิซื้อตั๋วสำหรับรอบ 19.15น. ที่เดอะมอล์ล บางแค ตอน 18.45น.นั้น มีคนซื้อตั๋วดูจากที่นั่งที่ถูกซื้อไปแล้วนั้นมีอยู่ไม่ถึง 10 ที่ แต่พอถึงเวลาหนังฉายก็มีคนทะยอยกันเข้ามามากขึ้น ยิ่งพอเวลาหนังเลิกนี่ซิคะ เห็นคนดูทั้งหมดที่ลุกขึ้นแล้วหายเหนื่อยแทนคุณพงษ์พัฒน์ค่ะ เพราะถือว่าแยะทีเดียวน่าจะเป็นเกือบร้อยคนนะคะ นี่เป็นรอบค่ำวันธรรมดานะคะ เห็นคนมาดูแยะอย่างนี้แล้ว คุณพงษ์พัฒน์กับคุณแดงคงยิ้มออกละค่ะ 

เรื่องนี้พระเอกหล่อ นางเอกสวยน่ารัก...สรุปแล้ว ช่วยกันไปดูเถอะค่ะ จะได้รู้ว่าที่นิพูดมานี่จริงหรือไม่จริงไงคะ...

แล้วอย่าลืมแวะมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 07, 2009, 01:53:10 am โดย นิค่ะ » บันทึกการเข้า
คนผ่านทาง
บุคคลทั่วไป


อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2008, 03:01:27 am »

ไม่ดูคับ

และคงไม่แนะนำให้แฟนดู ถ้ารู้สึกว่าวุฒิภาวะทางความสัมพันธ์ของเธอยังไม่โตพอ

แค่ได้ดูหนังตัวอย่างก็รู้แล้ว ว่านี่คือหนังตีหัวผู้หญิงเอาเงิน ที่ขายโลกความฝัน ที่จะฝังหัวตอกย้ำให้ผู้หญิงอยู่แต่ในโลกที่ไม่เป็นจริง

อยู่กับเทพนิยาย ที่มีด้านเดียว

อยู่กับบรรทัดฐานที่เป็นไปไม่ได้ของผู้ชายส่วนใหญ่ ทั้งที่ตัวคุณผู้หญิงเองก็มี"ความเป็นจริงที่ไม่สมบูรณ์แบบมากมาย"

และ สุดท้ายหากสิ้นคิดเพราะติดยึดกับฝันลวงๆที่สื่อไร้จรรยาบรรณสร้างขึ้น "เพื่อทำเงิน ทำเรทติ้ง"

เธอก็จะ "ขึ้นคาน" หรือไม่ก็ "รักอย่างทนทุกข์" เพราะไม่มีใครดีพอสำหรับเธอ!!! ในโลกแห่งความเป็นจริง


ลองคิดดูให้ดี ทุกคู่รัก มีช่วงวินาทีที่ตราตรึงใจมากมาย มากกว่าที่หนังเรื่องหนึ่งจะบรรจุได้

แต่หนังตีหัวเอาตังค์แบบนี้เคยนำเสนออีกด้านที่สร้าง วุฒิภาวะ ให้แก่ความสัมพันธ์ของคู่รักหรือไม่?
เคยบอกมั้ยว่าทำอย่างไรให้ชีวิตรักคุณจะดีขึ้น มีแต่ดูแล้ว รู้สึกว่ารักของฉันนี่มันแย๊แย่!!

เห็นขัดแย้งคงไม่ว่านะคับ

ปล.อีกเหตุผลสำหรับผมที่ไม่ดูเพราะ ผู้กำกับและภรรยา เคยขึ้นเวทีของพันธมิตร
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2008, 03:47:14 am »

ไม่เป็นไรค่ะ เห็นต่างก็เป็นความเห็นที่ดีค่ะ

เราอาจจะมองกันคนละมุม สิ่งที่มองอยู่ก็ความเป็นหนังที่ดูลื่นไหลมากกว่าค่ะ  หนังไทยอีกหลาย ๆ สิบเรื่อง
ที่ใช้เงินลงทุนสร้างอย่างมากมายแต่เมื่อฉายออกมาแล้ว ไม่ได้ให้อะไรกับคนดูเท่าไหร่เลย ดูแล้วเสียดายเงินที่เอาไปสร้าง
เสียดายเวลาที่มานั่งดู ทั้งการแสดงก็ไม่ลงตัว องค์ประกอบแยะค่ะ ถ้ามองให้หนังเป็นหนัง ก็คงจะมองเห็นได้หลายอย่าง

แต่อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณที่ผ่านเข้ามาพูดคุยกันค่ะ แล้วท่านอื่นละคะ มีความเห็นอย่างไรบ้างเอ่ย?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 23, 2008, 02:07:37 pm โดย นิค่ะ » บันทึกการเข้า
NoonInLuv
บุคคลทั่วไป


อีเมล์ : Email
« ตอบ #3 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2008, 11:07:23 am »

ก็เห็นด้วยกับทั้งสองท่านนะคะ

ถ้ามองว่าแค่เป็นหนัง มันก็ซึ้งดี ภาพสวย แต่ถ้าคิดอีกมุม มันก็ไม่ค่อยได้อะไรเท่าไหร่

ดูแล้วเหมือนก็อปหนังเกาหลีเหมือนกันนะคะ

คุณนิกับคุณคนผ่านทางลองหาเรื่อง My Sassy Girl ของเกาหลีมาดูสิคะ

เป็นทั้งหนังดี ดูสนุก และ ก็ซึ้งแบบไม่ฉาบฉวย ด้วยค่ะ

ทั้งสองท่านน่าจะชอบ หรือเคยดูกันแล้วก็ไม่รู้นะคะ ^^
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #4 เมื่อ: มกราคม 04, 2009, 11:27:45 pm »

สวัสดีปีใหม่ค่ะ...ไม่ได้เข้ามาพูดคุยกันต่อซะหลายวันเลย ตอนนี้หนังก็ยังฉายอยู่นะคะ  ขอบคุณสำหรับความเห็นของคุณNoonInLuv ค่ะ  ส่วน My Sassy Girl ได้ดูค่ะ ช่วงนั้นอยู่กรุงเทพฯ ก็เลยได้ไปดูก็...ยังไงล่ะ เป็นหนังรักสไตล์เกาหลี แต่ดูให้ดี ๆ มันก็คล้ายนวนิยายไทยเหมือนกันนะคะ เพียงแต่การถ่ายทำหนังของเกาหลีทำได้ดีและนักแสดงได้เล่นกันจริง ๆ ส่วนของไทยเรานั้น ดูยังไงก็ไม่ค่อยเนียนค่ะ คนไหนเล่นเนียนกลับถูกหาว่าเล่นไม่ดี เป็นอย่างนั้นไป... ถึงได้บอกว่า แปลกใจมาก ทำไมพอหนังเกาหลี หนังญี่ปุ่นเขาสร้างดี มีสาระแสดงเป็นธรรมชาติ  ดูน่าติดตาม คนไทยชื่นชมเอา ๆ  แต่กับหนังไทยของเราพอใครสร้างหนังดีหน่อยก็กลับไม่สนับสนุน แต่ถ้าสร้างแบบบ้า ๆ บอ ๆ เอาแต่ตลกคะนอง คำพูดหยาบๆคายๆ ตะโกนด่ากันปาว ๆ  กลับหัวเราะชอบอกชอบใจ...ไม่เข้าใจเลยค่ะ เราปล่อยให้คนอื่นประเทศอื่นสร้างหนังดี ๆ ได้ แต่กลับไม่ยอมให้หนังไทยดี ๆ ได้รับการสร้างออกมา

สำหรับประเด็นเรื่องที่นางเอกป่วยแล้วพระเอกรักจริงเฝ้าดูแลไม่ยอมทิ้งไปไหนนั้น อย่านึกว่าเรื่องจริงไม่มีนะคะ นิขอเล่าในสิ่งที่ได้รับทราบมากับตัวเอง ตอนนั้นนิเรียนอยู่ที่ปีนัง ช่วงหลังจากปีที่คุณอาภัสราได้เป็นนางสาวไทย และไม่นานก็ได้เป็นนางสาวจักรวาล เพื่อนที่เรียนกับนิก็มีที่เคยเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกับคุณอาภัสราเหมือนกัน แต่นิไม่ได้เป็นนะคะ เพราะไปเรียนช่วงที่คุณอาภัสรากำลังจะต้องไปประกวดนางงามจักรวาล...

อย่างที่บอกนั่นละค่ะว่าช่วงนั้นนิเป็นเด็กนักเรียนปีนัง... และท่านผู้การเรือมีชื่อเสียงของไทยเราท่านหนึ่งซึ่งรู้จักสนิทสนมกับคุณแม่ที่เป็นผู้ดูแลนักเรียนไทยด้วย ท่านมีภรรยาที่สวยมาก ๆ และท่านก็รักของท่านมาก ๆ นิขอไม่เอ่ยชื่อท่านแล้วกันนะคะ เรารู้กันว่า ภรรยาท่านไม่สบาย ลุกขึ้นไปไหนไม่ได้ต้องนอนอยู่ตลอดเวลา
สมัยนั้นการแพทย์ยังไม่เจริญมาก โรคที่ภรรยาท่านเป็นนั้นแปลกมากไม่เคยได้ยินว่ามีใครเป็น ภรรยาท่านบอกเป็นเวรเป็นกรรมที่ต้องทนทรมานด้วยโรคภัยแบบนี้ รักษาอย่างไรก็ไม่หาย ต้องนอนอยู่บนที่นอนพิเศษ และก็เห็นใจสามีมาก ถึงขนาดเคยออกปากให้หาภรรยาใหม่แต่ท่านไม่สนใจ ยังคงรักและซื่อสัตย์ต่อภรรยา คอยดูแลให้กำลังใจตลอดมา...ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องจริงและทำให้นิซาบซึ้งใจกับรักแท้ที่มั่นคงของผู้การเรือท่านนั้นมาตั้งแต่นิเพิ่งจะ15หยก ๆ 16หย่อน ๆ เองค่ะ...

ก็เลยมาเล่าความหลังให้ฟัง ว่าเรื่องแบบนี้เคยมีมาแล้วนะคะที่ผู้ชายคอยดูแลหญิงที่ตัวรักอย่างสุดหัวใจ อาจจะดูแปลกไปบ้างสำหรับคนยุคโลกาภิวัฒน์ ในเรื่องความรักแท้ โดยเฉพาะกับสิ่งที่ผู้ชายเป็นผู้ให้ เพราะส่วนใหญ่เรามักจะเห็นแต่ผู้หญิงที่เป็นฝ่ายคอยเฝ้า คอยปรนนิบัติดูแลฝ่ายชายโดยเฉพาะสามี ที่ไม่สบาย จนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา พอกลับกันบ้างว่าเป็นฝ่ายชายที่คอยดูแลฝ่ายหญิงจึงอาจทำให้รู้สึกแปลกๆ

ค่ะ...อย่างไรก็ตาม หนังก็เป็นหนังนะคะ นิชอบเรื่องนี้ตรงที่ ตัวละครแต่ละตัวให้ความรู้สึกที่ดี ๆ ต่อกัน ช่วยอะไรได้ก็พร้อมจะช่วย ตรงนี้ต่างหากคะที่สำคัญ และนิว่าหนังไทย ละครไทยขาดตรงนี้มากที่สุด  ยิ่งละครที่ต้องการแต่เรตติ้ง ไม่สนใจจะปลูกฝังความรู้สึกดี ๆ เหล่านี้ให้กับสังคม ให้กับคนดูบ้าง ยิ่งไม่ต้องพูดเลย นิยังเคยนึกว่า พวกตัวแสดงที่แสดงเป็นนางอิจฉาทั้งหลาย ที่ใช้เสียงกรี๊ด ๆ ๆ ๆ ๆ สนั่นจอ เต้นกระทืบเท้าเร่า ๆ  ทำหน้าทำตาถลนแทบจะออกมานอกเบ้า ทำกริยาท่าทางสุดจะรับได้ ทั้งหลายทั้งปวง แต่คนที่มีอำนาจ ชื่นชม ชอบใจเพราะเรตติ้งดี คนติดกันทั้งเมือง ติดจนเด็ก ๆ ของเราในช่วงเวลาเหล่านั้นส่วนใหญ่เลียนแบบกริยาท่าทางที่ไม่น่ารัก พูดจาฟังไม่ได้ แล้วฝ่ายตัวอิจฉาก็อิจฉาได้อิจฉาดี คิดอะไรไม่เป็นนอกจาก การหาทางหลอกล่อพระเอกมาเป็นแฟนของตัวให้จงได้ หรือไม่ก็คิดแต่จะแย่งชิงมรดก ยอมทำได้ทุกวิถีทาง ฯลฯ หากมีใครสักคน หันกลับมาบอกให้หวนคิดดู ว่าที่แท้แล้วพวกคุณเธอนั่นแหล่ะเป็นตัวต้นเหตุที่ทำให้เด็กของเราโตมาเป็นแบบนี้ อยากรู้นักพวกเขาจะรู้สึกเศร้าเสียใจในการกระทำของตัวเองกันบ้างไหม... มันน่ากลัวมาก ๆ เลยนะคะ ลองนึกย้อนหลังไปดูซิคะ ว่าเด็ก ๆ ยุคนั้นตอนนี้เป็นอย่างไรกันบ้าง พูดจากันอย่างไร กริยามารยาท ความรู้สึกนึกคิด... บางครอบครัว เมื่อได้ยินได้ฟังลูก ๆ ไม่ว่าลูกผู้หญิงหรือผู้ชาย ที่อายุเพิ่ง4-5ขวบที่เผลอพูดออกมาถึงกับเอามือทาบอก นึกไม่ถึงว่าจะได้ยินคำพูดแบบนั้นจากปากลูกของตัวเอง... นึก ๆ ดูแล้วเห็นด้วยกับหลายร้อยหลายพันหลายหมื่นเสียงที่ก่นบ่นว่า"สงสารประเทศไทย" เสียงเหล่านั้นอาจจะดังไม่พอที่จะกลบความรู้สึกผิดชอบของใครต่อใคร แต่เชื่อแน่ว่าเสียงเหล่านี้ยังคงมีอยู่และน่าจะดังขึ้นเรื่อย ๆ ๆ ๆ
ค่ะ...

แล้วคุณล่ะคะ เคยส่งเสียงบ่นแบบนี้ออกมาบ้างหรือเปล่า...หรือ มีมุมมองอย่างไร บอกกันบ้างก็ได้ค่ะ
   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 07, 2009, 02:03:10 am โดย นิค่ะ » บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #5 เมื่อ: มกราคม 07, 2009, 01:09:56 am »

สวัสดีค่ะคุณนิ

เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์เลยค่ะ ที่คุณนิพุดมาทั้งหมด เบื่อละครน้ำเน่าจริง ๆ เด๊ยวต้องหาเวลาไปดูบ้าง คุณนิไปดู เรื่อง Austraylia มาหรือยังคะ เรื่องนี้ก็ดีนะคะ ชอบค่ะ
 
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #6 เมื่อ: มกราคม 07, 2009, 01:41:14 am »

คุณอภิญญาได้รับของที่ระลึกหรือยังคะ น่าจะไปถึงวันนี้นะคะ ส่ง อีเอมเอส ไปตั้งแต่วันที่ได้รับที่อยู่นั่นแหล่ะค่ะ
หวังว่าคงถูกใจนะคะ

เรื่อง ออสเตรเลีย ไปดูมาแล้วค่ะ ในฐานะที่เคยไปเยือนมาแล้ว เรียกว่าไปตามเก็บบรรยากาศในถิ่นที่คุ้นเคย ก็หายคิดถึงดีเหมือนกันค่ะ และเพราะเราได้รู้ความเป็นมาของประเทศเขา ตอนไปนั่งรถรางก็นั่งใกล้ ๆ คนพื้นเมือง พี่ที่พาไปเที่ยวแม้จะเป็นคนไทยแต่ผิวและรูปร่างหน้าตาคล้าย ๆ ทางนั้น ซึ่งก็ชอบอำว่าตัวเองเป็นเจ้าของประเทศ เล่นเอาพวกเราแอบนั่งอมยิ้มกันใหญ่ และยิ่งหัวเราะกันท้องคัดท้องแข็งเมื่อได้ฟังพี่ท่านเล่าวีรกรรมที่ผ่าน ๆ มาให้ฟัง...

ดูเรื่องนี้แล้วทำให้แปลกใจเพราะไม่ได้คาดคิดว่าออสเตรเลียก็เคยโดนญี่ปุ่นบุกเหมือนกัน...
บันทึกการเข้า
nika
บุคคลทั่วไป


อีเมล์ : Email
« ตอบ #7 เมื่อ: มกราคม 07, 2009, 03:30:50 am »

แวะมาขอเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งค่ะ พอดีกลับไปอ่านของเก่าตรงที่บอกว่า นิชอบที่หนังเรื่องนี้ตัวแสดงให้ความรู้สึกที่ดี ๆ ต่อกัน ทำให้นึกขึ้นได้ว่า วันนี้สิ่งที่ได้พบมาก็เป็นเรื่องดี ๆ ที่น่าชื่นใจก็เลยขอนำมาเล่าฝากกันค่ะ เผื่อใครได้พบเจอจะได้ชื่นใจไปด้วยกันไงคะ...

ก่อน ๆ นั้น เรื่องการข้ามถนนในกรุงเทพฯ เป็นเรื่องที่อันตรายมาก ๆ เป็นที่ขึ้นชื่อเลย นักท่องเที่ยวหลายคนถึงกับเคยบอกว่าถือเป็นประสบการณ์ที่ตื่นเต้นอย่างหนึ่งในกรุงเทพฯ เลยทีเดียวในเรื่องการข้ามถนน บางรายบอกถ้าข้ามถนนในกรุงเทพฯได้ ก็ไปข้ามที่ไหน ๆ ในโลกนี้ได้ ทั้งนี้ก็เพราะรถบ้านเรามักจะไม่ค่อยจะชลอหรือหยุดให้คนข้ามน่ะซิคะ

นิเคยอยู่นิวซีแลนด์ ที่นั่น พอคนลงไปอยู่บนพื้นถนนยิ่งโดยเฉพาะตรงทางม้าลายด้วยแล้ว รถจะต้องหยุดให้คนข้ามทันที ถ้าใครไม่หยุด ไม่ให้คนข้ามไปก่อนก็จะถูกร้องเรียน และคนเขาใช้สิทธิตรงนี้กัน พวกคณะทูตที่บางทีไม่ได้ระวังตรงนี้ พอถึงปลายปีใครบกพร่องตรงนี้ก็จะมีชื่อปรากฏในหนังสือพิมพ์ เรียกว่าให้รู้ ๆ กันไปเลย...นอกจากการไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลายแล้วก็ยังมีการขับรถฝ่าไฟเหลือง ไฟแดง ซึ่งจะมีกล้องดักจับภาพได้ ใครเบี้ยวไม่จ่ายก็จะโดนลงในหนังสือพิมพ์เช่นกัน... นั่นคือที่ นิวซีแลนด์ โดยเฉพาะในเวลลิงตัน เมืองหลวง  

จากนั้น ก็ไปอยู่ที่ซันติอาโก ของชิลี ซึ่งเรื่องการข้ามทางม้าลายถือเป็นเรื่องเคร่งครัดสุด ๆ ของคนขับที่จะต้องหยุดรถให้คนข้ามก่อนเสมอ และทุกแยกไฟแดง ก็จะมีไฟสำหรับคนข้าม และไฟจะกระพริบเตือนเวลาใกล้จะถึงไฟแดงที่จะต้องหยุดข้าม เรียกว่าถ้าเป็นช่วงสัญญาณให้คนเดินข้ามถนนได้ ก็จะข้ามได้อย่างสบายใจ และปลอดภัยมากจริง ๆแต่ของบ้านเราที่นิเคยเห็นมา ภาพพวกนี้แทบจะไม่ค่อยมีปรากฎ

พวกเราชาวกระทรวงฯ ที่กลับจากต่างประเทศล้วนไปได้แบบอย่างการทำดีกลับมา พอถึงทางม้าลายก็หยุดให้คนข้าม ผลหรือคะ ถูกรถคันหลังบีบแตรไล่เสียงดังลั่น แถมคนจะข้ามถนนก็ไม่ยอมข้าม... หลาย ๆ คนล้วนเจอมาแล้ว หน้าแตกกันเป็นแถว แล้วก็เลยไม่กล้าหยุดให้อีก นอกจากช่วงจังหวะที่คนกำลังเดินจริง ๆ ก็ค่อยหยุด...

และหลายครั้งที่นิสงสารคนรอจะข้ามถนน โดยเฉพาะถนนที่รถวิ่งได้แค่สองเลน พอเลนฝั่งตรงข้ามติดไฟแดงหยุดนิ่ง คนทางฝั่งนี้จะข้ามก็ข้ามไม่ได้ เพราะรถฝั่งนี้วิ่งลูกเดียว บางทีรถก็ทำท่าจะกำลังติดแต่ยังพอเคลื่อนได้ แทนที่จะชลอหรือแตะเบรคสักนิด คนก็จะได้ข้ามไปก่อนได้ เพราะอีกฝั่งน่ะหยุดนิ่งอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ค่อยจะมีใครยอมหยุดหรือแตะเบรคให้คนข้ามเอาเสียเลย และก็เป็นอย่างนี้ประจำ ถึงแม้ตรงสี่แยกบ้านเราจะมีไฟคนข้าม หรือแม้แต่ตรงทางม้าลายก็ตาม ก็ต้องข้ามอย่างกลัวแสนกลัว วิ่งกันกระเจิงก็มี เฮ้อ...

แต่วันนี้หรือคะ... ครั้งแรกที่เห็นก็ไม่ทันคิด  แต่พอเห็นอีกครั้ง ก็เริ่มสะกิดใจ...คือวันนี้เราต้องไปแถวบางลำภู ก็เลยไปลงตรงหน้าร้านที่ขายหนังสือพิมพ์ตรงถนนสิบสามห้าง ที่เลี้ยวเข้ามาจากสี่แยกคอกวัวนั่นแหล่ะค่ะ กะว่าจะซื้อ คม ชัด ลึก ฉบับวันพุธ ปรากฎที่วางอยู่ยังเป็นวันอังคาร ก็เลยถามอาเจ๊คนเก่าแก่ที่ขายอยู่ว่าวันพุธมาหรือยัง แกบอกมาแล้ว แล้วแกก็ค้นให้ ในที่สุดก็ได้มา ช่วงที่รอแกค้นให้นั้น ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งยืนรอจะข้ามถนนอยู่ แต่ก็ยังข้ามไม่ได้ ตรงนั้นเป็นทางม้าลายนะคะ พอเราได้หนังสือพิมพ์ ก็เลยจะข้ามถนนมั่ง ก็เลยเดินไปทางที่คนยืนรอกันอยู่ แต่ฝั่งตรงข้ามรถเริ่มจะหยุดเพราะติดไฟแดง แต่พอผู้หญิงคนนั้นจะข้ามรถก็มาอีก จังหวะที่จะข้ามได้ก็เลยทำท่าว่าจะไม่ได้ข้ามแกก็ถอยหลังมา แล้วสิ่งไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้นเมื่อรถแท๊กซี่คันที่แล่นมาชลอจอดให้ข้ามคนที่เหลือก็พลอยได้ข้ามกันด้วย... หลังจากนั้นนิก็ไม่ได้นึกอะไร จนกระทั่งไปแวะรับเสื้อที่ร้านทร ที่ไปตัดไว้เรียบร้อยออกมาก็เรียกแท๊กซี่จะไปเซ็นทรัลปิ่นเกล้า... ขึ้นนั่งเสร็จรถออกมาหน่อยก็ติดไฟแดงตรงใกล้สี่แยกที่เลยแยกถนนข้าวสารมาหน่อยหนึ่ง รถฝั่งตรงข้ามก็แล่นกันมา ทีนี้ก็มีเด็กผู้หญิงสองคน ยืนรอจะข้าม คนหนึ่งทำท่าจะข้ามแต่อีกคนไม่กล้าก็สลับกันละค่ะคือเลยยังไม่ได้ข้ามทั้งคู่ นิก็มองดู ปรากฏว่า แท๊กซี่สีชมพูที่กำลังแล่นมาแล้วเด็กทำท่าจะข้ามแต่ไม่กล้าข้าม ก็หยุดรถให้ เด็กสองคนนั่นก็ไม่กล้าไป แท๊กซี่ก็หยุดรออยู่ เด็กก็ไม่แน่ใจว่าจะข้ามได้ไหม ฝั่งนิยังหยุดอยู่นะคะ ... แท๊กซี่หยุดให้เด็กได้ข้ามนะคะ นิก็เลยหันไปบอกคุณภัสสร ด้วยความทึ่ง เอ๊ะสองครั้งแล้วนะใช่ไหม...เมื่อกี้แท๊กซี่หยุดให้คนข้ามไปก่อน... แปลกมาก ๆ เลยค่ะ

เป็นเรื่องแปลกที่น่ายินดี นิคิดว่าอาจจะเป็นเพราะช่วงหลังมานี้เราให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยวมากขึ้น มีการขอความร่วมมือ มีการให้การอบรม คนขับแท๊กซี่ และฟังข่าวทีไรก็ขอความร่วมมือ ให้แท๊กซี่ ให้คนไทยช่วยกันดูแลเวลานักท่องเที่ยวมาเที่ยวบ้านเรา ...อาจจะเป็นด้วยอานิสงตรงนี้หรือเปล่าก็ไม่ทราบนะคะ ทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น นิว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีมาก ๆ เลยละค่ะ เพราะก่อนหน้านี้ตลอดเวลาที่ผ่าน ๆ มาหลายปีดีดักแล้ว ในฐานะคนขับรถคนหนึ่ง เวลาเห็นคนจะข้ามถนนแล้วต้องคอยเอาใจช่วยให้เขาข้ามได้อย่างปลอดภัย และนึกไปถึงว่าถ้าพวกเขาเป็นญาติเรา เราก็คงจะเป็นห่วงอยากให้ข้ามถนนได้อย่างปลอดภัย ดังนั้น ถ้าช่วงจังหวะรถเป็นแบบนี้และถ้านิขับอยู่ก็จะหาจังหวะแตะเบรคหรือชลอรถไว้หน่อยๆ แม้คนที่กำลังรอจะข้าม ข้ามตรงหน้ารถเราไม่ได้ แต่ก็ทำให้คันหลัง ๆ ต้องหยุดนิด ๆ ตาม เพียงแค่อึดใจนิดเดียวเท่านี้เองแหล่ะค่ะ ทำให้คนรอจังหวะก็พอจะเดินข้ามไปได้ แต่ถ้าไม่มีใครทำอย่างนี้เสียเลย รถก็จะแล่นไปเรื่อย ๆ แล้วพอฝั่งนี้หยุดบ้าง ปรากฏอีกฝั่งก็ได้สัญญาณไฟแล่นออกไปแล้ว คนก็ข้ามไม่ได้อยู่นั่นแหล่ะ...

จะเกี่ยวกันหรือเปล่าก็ไม่ทราบนะคะ แต่นิว่าดีจังที่เริ่มมีคนขับรถยอมแตะเบรคหยุดเพื่อให้คนที่ยืนรออยู่ได้ข้ามถนนได้บ้าง  อย่างน้อยที่เห็นกับตาวันนี้ก็สองราย เป็นคนขับแท๊กซี่ที่น่ารักทั้งสองรายเลย ชื่นใจจริง ๆ ค่ะ

    
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #8 เมื่อ: มกราคม 14, 2009, 02:41:27 pm »

เมื่อวานผ่านไปหน้าโรงหนังทั้งที่เซนทรัลปิ่นเกล้า และ เดอะมอล์ล บางแค ปรากฏยังฉายอยู่เลย
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #9 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 04, 2009, 11:51:54 am »

เมื่อคืน คือวันอังคารที่ 3กพ09... ได้ดูหนังเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการตามหาโนอาห์ในอีรัก... ดูจบแล้วทำให้รู้สึกถึงความง่ายของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในหนัง ทุกอย่างดูจะง่ายไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปขุดหาโนอาห์ มีสัตว์ประหลาดออกมาอาละวาด สิ่งเดียวที่จะปราบเจ้านี่ได้ก็คือไม้เท้าของโนอาห์ จึงต้องพยายามตามหาไม้เท้าของโนอาห์มาปราบ และในที่สุดก็พบ ง่ายดายมาก...

ดูเรื่องนี้แล้ว ทำให้รู้ว่า ถึงแม้หนังหน้าตาเป็นหนังฝรั่ง มีทุกอย่างตามที่หนังควรจะมีครบถ้วน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นหนังที่สมบูรณ์ หรือลึกเพียงพอ

ในเรื่องนี้แม้จะมีกลุ่มทหารสหรัฐที่เป็นคนผิวดำเป็นหัวหน้าคอยช่วยกลุ่มพระเอกอยู่ มีกลุ่มที่พิทักษ์โนอาห์คอยตามขัดขวางกลุ่มพระเอกนางเอกไม่ให้หาโนอาห์เจอ แต่เพราะนางเอกมีจี้ห้อยคอเป็นคล้ายเหรียญทองโบราณประมาณนี้ที่ยายให้แม่ และแม่ให้เธอต่ออีกที ทำให้ในที่สุดเปิดเผยออกมาว่านางเอกคือผู้พิทักษ์โนอาห์ซึ่งเป็นการสืบทอดต่อกันมาเช่นกัน... พระเอกก็เลยบอกให้กลุ่มที่คอยตามขัดขวางช่วยกันปราบเจ้าตัวประหลาดด้วยกัน กลุ่มนั้นขอคำมั่นจากกลุ่มพระเอกว่าจะไม่เปิดเผยความลับที่ถูกปกปิดมาถึง5000ปีแล้ว ไม่งั้นโลกจะต้องพบกับจุดจบระเบิดเป็นจุล...แรกทีเดียวพระเอกยังไม่รับปาก พอดีลูกศิษย์ในทีมค้นหาวัตถุโบราณที่ถูกสัตว์ร้ายทำร้ายบาดเจ็บและต้องได้รับการรักษาด่วน พระเอกจึงแลกเปลี่ยนกับกลุ่มผู้ร้ายซึ่งตอนนี้กลายมาเป็นเหมือนกลุ่มเดียวกันแล้วเพราะมีคอปเตอร์มาด้วย ให้ส่งลูกศิษย์ไปรักษาแล้วถึงจะรับปาก...

ก็เป็นอันว่าทั้งสองคนจับมือกัน คอปเตอร์ก็พานักศึกษาไปส่งแพทย์ คณะก็มาค้นหาไม้เท้าเพื่อเอาไปปราบสัตว์ประหลาด ไปถึงในโบสถ์แห่งหนึ่ง มีแม่ชีและผู้คนกลุ่มหนึ่งอยู่ในโบสถ์ก็ เอ้าคุณแม่ชีทั้งหลาย ออกไปก่อน... ก็ไปถึงแท่นที่เอาศพโนอาห์จากทีอยู่เดิมมาซ่อนไว้ก็ช่วยกันออกแรงผลักแผ่นหินนิดหน่อย(พอเป็นพิธี)ก็เปิดได้แล้ว

 พอเปิดได้ก็เจอแต่เศษกระดูกและเถ้าทราย ทุกคนก็ผิดหวัง แต่พระเอกกลับบอกว่าใช่ที่นี่แน่ พระเอกเป็นนักวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้ แต่ที่มาด้วยเพราะนางเอกเป็นภรรยาเก่าที่เลิกกันไปแล้ว และต้องมาทำงานด้วยกัน แรก ๆ ก็เถียงกันมาตลอด... มาตอนนี้กลายเป็นพระเอกคนเดียวที่เชื่อว่ามาถูกจุดแล้ว พระเอกก็ล้วงมือลงไปในทรายที่อยู่ตรงหน้า แล้วก็เจอ...เฮ้อ ดูแล้วก็ช่างง่ายดายเสียเหลือเกิน แล้วก็ออกไปปราบสัตว์ประหลาดที่กลับมาอาละวาดต่อ พระเอกส่งให้หัวหน้ากลุ่ม แต่รายนั้นไม่ยอมรับ บอกคนถือต้องเป็นคนที่มีศรัทธา ทุกคนก็บอกพระเอกนั่นแหล่ะที่ต้องเป็นคนถือ และจัดการกับเจ้าตัวร้าย

 พระเอกก็เอาไม้เท้าชี้ขึ้นไปบนฟ้าก็ได้พลังงานจากสายฟ้ามาจัดการกับเจ้าสัตว์ประหลาด และเอากล่องที่เคยขังเจ้าตัวนี้ไว้มาผลักเจ้านี่ให้กลับเข้าไปอยู่ในกรงขังตามเดิม มันก็ง้ายง่าย...ดูแล้ว ก็เลยทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า...

การทำหนังให้ดูลึก มีมิติ สามารถดึงคนดูให้มีอารมฌ์ร่วมด้วยได้ตลอดเรื่องนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

เรื่องนี้เปรียบไปแล้วก็เป็นเหมือนแบบฝึกหัดจากบทเรียนระดับม.ต้นของการทำหนังก็ว่าได้ ส่วนของฮอลิวู้ดนั้นถือเป็นขั้นที่สำเร็จปริญญาไปแล้ว ภาพในหนังที่ออกมาจึงมีความลึก ให้ความซับซ้อน ชวนติดตาม สามารถดึงเราเข้าไปอยู่ในหนังได้โดยแทบไม่ปล่อยให้เรามีเวลาได้ละสายตาจากจอเลยก็ว่าได้

สังเกตซิคะ ถ้าเมื่อใดที่หนังดึงเราไม่ได้ สายตาเราก็จะมองเห็นความเป็นไปของคนดูที่อยู่ข้างหน้าหรือข้าง ๆ ของเรา ซึ่งภาวะนี้แสดงว่าช่วงนั้นของหนังไม่น่าสนใจ

ดูแล้วก็เลยได้ความรู้สึกนี้ค่ะ  ถือเป็นข้อสังเกตอย่างหนึ่งจากคนดูหนัง เพื่อคนทำหนังแล้วกันนะคะ   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 04, 2009, 11:59:58 am โดย นิค่ะ » บันทึกการเข้า
pimlapas
Newbie
*
กระทู้: 24



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #10 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2009, 07:33:50 am »

อยากดูเหมือนกันค่ะ แต่คงต้องดูจากเวปแทน เพราะว่าที่นี่ไม่นำหนังไทยมาฉาย แต่อ่านจากเรื่องย่อของหนังแล้ว คิดว่า เรื่องจริงคงมีแน่นอนจ้า
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #11 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2009, 07:08:29 am »

เรื่องจริงมีค่ะเป็นตายายคู่หนึ่งที่ตาเป็นคนคอยดูแลยายอยู่ และมีการจัดรอบพิเศษของหนังเรื่องนี้เพื่อมอบรายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายให้กับตายายคู่นั้นด้วยค่ะ  เสียดายที่วันนั้นเราติดงาน ไม่งั้นก็กะว่าจะไปร่วมด้วยเหมือนกัน

และข่าวที่น่าชื่นชมที่ตามมาก็คือเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 52นี้เอง  คุณอนันดา ได้รับรางวัลสุพรรณหงส์ทองคำ ดารานำยอดเยี่ยมชาย จากเรื่องนี้ค่ะ ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF