www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ไขว่คว้าหาดวงดาว  (อ่าน 1171 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: ธันวาคม 23, 2008, 05:34:20 pm »

สวัสดีค่ะพี่ๆน้องๆทุกท่าน

หายไปนานยังคิดถึงพวกเราทุกคนนะคะ ใกล้ปีใหม่แล้วขอส่งความสุขและความปรารถนาดีมาถึงพวกเรานะคะ ขอให้ร่ำขอให้รวย คิดสิ่งใดสมความปรารถนา เพ็กกี้ขอถือโอกาสมอบของขวัญให้พวกเราเป็นเรื่องยาว เพ็กกี้ของลงตอนแรกก่อน แล้วจะมาลงติดต่อกันให้พี่ๆน้องๆได้อ่านอย่างจุใจ ทั้งหมดมี20ตอนค่ะ

เชิญหาความสำราญจากนิยายไขว่คว้าหาดวงดาวค่ะ บอกเสียก่อนนิยายเรื่องนี้เข้มข้นมากนะคะ

ไขว่คว้าหาดวงดาว
ตอน คิดว่าบุญหล่นทับ

คุณรู้ไหม ฉันโชคดีเป็นบ้าเลย เกิดมาสวย เรียนเก่ง พ่อแม่ก็แสนจะเอาใจ ไม่ยอมให้แตะงานบ้านอะไรเลย ฉันจึงทำงานบ้านไม่เป็นมาจนทุกวันนี้ แม้แต่จะทอดไข่กินเองก็ยังทำไม่เป็น ถ้าไม่มีใครคอยหุงหาให้กิน ฉันก็ยอมอดดีกว่าที่จะต้องลงมือทำเอง

ฉันอายุใกล้จะห้าสิบแล้ว แค่ใจยังไม่แก่ตามอายุ  ยังชอบสนุกเฮฮา และรักสวยรักงาม นอกจากนี้ฉันยังมีงานที่มั่นคง ตำแหน่งหน้าที่หรือ ก็เป็นถึงระดับหัวหน้าแผนก ฉันจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุด สาขาวิชาที่ฉันเรียนก็มีผู้หญิงเรียนน้อย ฉันเลยกลายเป็นจุดเด่นในสมัยที่ยังเรียนอยู่ แม้ว่าครอบครัวของฉันจะไม้ได้สืบเชื้อสายขุนนางมาแต่ครั้งกรุงเก่า แต่ตาของฉันเป็นคนมีอันจะกิน พื้นเพของเราเป็นพวกชาวสวน ในบรรดาพี่น้องทั้งหมด มีฉันคนเดียวที่ได้เรียนมหาวิทยาลัย ลูกๆของเพื่อนบ้านในละแวกนั้นไม่มีใครได้เรียนถึงระดับอุดมศึกษาสักคน พ่อแม่จึงภูมิใจในตัวฉันมาก ด้วยเหตุนี้ฉันจึงเป็นคนที่หลงตัวเอง

ฉันเป็นลูกคนโต ในบรรดาพี่น้องทั้งหมดสี่คน หญิงสามและชายหนึ่ง น้องสาวสองคนอยู่ที่อเมริกา ส่วนน้องชายคนสุดท้องได้เมียที่พ่อแม่พี่น้องไม่ไม่เห็นชอบด้วย เขาจึงแยกตัวไปอยู่ต่างหากและขาดการติดต่อกับพวกเราไปเลย ได้ยินว่าเขาย้ายไปอยู่อเมริกา แต่ไม่รู้ว่าเขาไปอยู่ที่รัฐไหน

เดี๋ยวนี้คนไทยอพยพไปอยู่อเมริกากันมากมาย เขาว่าเมืองลอส เองเจิลลิสนั้นราวกับว่าเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย เพราะมีประชากรไทยอาศัยอยู่เป็นแสน แล้วยังมีอะไรแบบไทยๆไว้สนองความต้องการของคนไทยโพ้นทะเลอีกมากมาย  ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารไทย ร้านให้เช่าวิดีโอหนังไทย ร้านขายหนังสือไทย ร้านเสริมสวยที่ดำเนินงานโดยคนไทย และธุรกิจต่างๆของคนไทยอีกมากมาย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถนนที่ชื่อฮอลลี่วู๊ด ถ้าคุณไปเดินที่นั่นคุณจะเห็นร้านไทยเป็นสิบๆร้าน แถมบางร้านยังขึ้นป้ายเป็นภาษาไทยเสียด้วย นึกว่าเดินอยู่ที่เมืองไทย

อันที่จริงกรุงเทพมหานครของเรา กับลอส เองเจิลลิสก็แปลว่าเมืองของเทวดาเหมือนกัน น้องสาวสองคนคือกลางกับเล็กอยู่รัฐอื่น เขาบอกว่าไม่ชอบอยู่ในที่ที่มีคนไทยมากๆ ยิ่งมากคนก็มากเรื่อง เขาพยามหลีกเลี่ยงคนไทย เมื่อก่อนฉันไม่ค่อยเข้าใจ แต่ตอนนี้พอจะรู้แล้วเมื่อย้ายมาอยู่อเมริกาว่าทำไมคนไทยหลายคนจึงเลี่ยงการคบค้ากับพวกเดียวกัน ในขณะที่ต่างชาติอื่นๆเขารวมกลุ่มกันได้ดี อีกอย่างหนึ่งฉันคิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น (ตามนิสัยหลงตัวเอง) จึงไม่อยากคบค้ากับคนกับคนที่เราคิดว่าเขาด้อยกว่า

แต่จริงๆแล้วฉันยังหาเพื่อนดีๆไม่ได้สักคน อยากมีเพื่อนไฮโซ แต่มักจะเจอโลโซเสียมากกว่า

ก่อนที่จะย้ายมาอยู่อเมริกาเป็นการถาวร ฉันเคยมาอเมริกาครั้งหนึ่งแล้ว มาก่อนที่น้องสาวทั้งสองคนของฉันคิดที่จะย้ายมาอยู่อเมริกาเสียอีก เรื่องมันยาว ใจเย็นๆค่อยๆอ่านไปก็แล้วกัน คือตอนที่ฉันเรียนจบใหม่ๆ ฉันมีผู้ชายมาติดพันหลายคน แต่ละคนต่างก็เอาใจฉัน ฉันชี้นิ้วจะเอาอะไรหนุ่มๆก็รีบหามาให้ บางทีฉันก็เล่นตัวพยายามจะเอาชนะหนุ่มเหล่านั้น ใครไม่ตามใจฉัน ฉันจะโกรธไม่ยอมพูดด้วย  สมัยนั้นฉันผยองมาก คิดว่าตัวเองสวย มีปริญญา

ทุกวันจะมีหนุ่มขอนัดพบหลังเลิกงาน ฉันก็ชอบอยู่แล้วที่มีคนพาไปเลี้ยง นิสัยอีกอย่างที่ไม่ดีของฉันคือเป็นคนขี้เหนียว ถ้าไม่ต้องออกเงินเองก็จะดีไม่น้อยทีเดียว กว่าจะกลับถึงบ้านก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มห้าทุ่ม โดนแม่ด่าทุกวัน แต่ฉันก็เอาหูทวนลม ยังคงกลับบ้านค่ำทุกวัน เสาร์-อาทิตย์ก็แทบจะไม่อยู่ติดบ้าน แม่ด่าจนเหนื่อย เลิกด่าไปเอง

จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่งฉันได้พบคุณชายต้น ท่านพ่อของคุณชายร่ำรวยมาก และยังเป็นผู้ดีเก่าชนิดแปดสาแหรก เก้าไม้คานอีกด้วย  ทั้งทางตระกูลของท่านพ่อและคุณหญิงแม่ เขามีกันสองคนพี่น้อง เธอมีพี่สาวคือคุณหญิงใหญ่ 

สาเหตุที่รู้จักกันเพราะวันหนึ่งไปเที่ยวกับรุ่นพี่ที่เป็นนายทหารชั้นเสธฯหลายคน ไปนั่งทานข้าวร้านเดียวกับคุณชายต้น เธอรู้จักเสธฯที่มากับกลุ่มของฉันด้วย แต่เธอยังไม่เข้ามาทัก พวกเราก็ไม่สนใจโต๊ะอื่น

เสธฯบางคนพยายามจะจีบฉัน พวกชายหนุ่มใหญ่เหล่านี้ต่างก็มีเมียแล้วทั้งนั้น ฉันรู้ทันและบอกว่า “หนูมองหาโสดๆมากกว่า มีไหมไอ้ที่โสดๆน่ะ”
ยังไม่ทันมีใครตอบคำถามนี้ คุณชายต้นเธอลุกเดินมาที่โต๊ะพวกเรา แล้วบอกว่า “ผมยังโสดครับ”
ตอนนั้นฉันคาดไม่ถึงว่าจะเจอคนห่ามๆแบบนี้ จนหายงงแล้วพี่ๆเสธฯจึงแนะนำให้รู้จัก ต่อมาจึงทราบอีกว่าเธอกำลังจะไปเรียนต่อที่อเมริกา หลังจากที่เรียนมาแล้วหลายประเทศ เป็นศิษย์เก่ารอบโลก เรียนมาหลายปียังไม่ได้ดีกรีสักที คราวนี้ต้องได้ดีกรีเอ็นจิเนียริ่งกลับมาแน่ๆ เอ จะว่าไปแล้วผู้ชายแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ ถึงแม้ว่าเธอจะรูปไม่หล่อ แต่บารมีของท่านพ่อ และความมีอัฐ ทำให้น่าสนใจ

ตอนที่รู้จักกันใหม่ๆคุณชายต้นช่างเอาอกเอาใจ ตามรับตามส่ง คุณชายชวนให้ฉันไปอเมริกาด้วย แล้วไปจดทะเบียนกันที่นั่น

ตอนนั้นฉันกำลังหลงกลิ่นธนบัตรทั้งๆที่มีคนบอกว่าคุณชายต้นมีเมียแล้ว และมีลูกอายุ 5 ขวบ ฉันไม่เชื่อ แถมยังด่าเพื่อนที่บอก พาลโกรธและเลิกคบกันไปเลย  คุณชายไปมาหาสู่อยู่เดือนเศษก่อนจะบินไปเรียนต่อที่อเมริกา บอกให้ฉันตามไปให้เร็วที่สุด ตอนที่ไปมาหาสู่กัน คุณชายไม่เคยไปพบพ่อแม่ของฉัน ซึ่งฉันเองก็ไม่ได้คิดอะไรมาก

จนกระทั่งฉันบอกแม่ว่าจะลาออกจากงานไปอเมริกา แม่ซึ่งพอจะระแคะระคายว่ามีชายหนุ่มมาติดพันฉัน และชายหนุ่มจะไปเรียนต่อเมืองนอก แม่ฉันประชดประชันว่าฉันจะวิ่งแร่ตามผู้ชายไป

แม่บอกว่า “ ถึงข้าจะจน แต่ไม่ชอบให้ใครมาดูถูกนะเว้ย”  คือว่าแม่ของฉันแกเป็นชาวบ้านธรรมดา พอมีอารมณ์ขึ้นมา แกก็พูดจาแบบลูกทุ่ง
“โธ่แม่ สมัยนี้คนเขาไปเรียนเมืองนอกกัน ไปเจอแฟนที่นั่น รักกันชอบกัน ก็เลยจดทะเบียนกันที่เมืองนอก ทำพิธีง่ายๆ ไม่ต้องวุ่นวายจัดงาน ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ”
ฉันเสริมต่อว่า “แล้วอีกอย่างหนึ่งนะแม่ คุณชายต้นเขาเป็นลูกนายพล มีเงิน มีทอง หนูไม่มานั่งเก็บหอมรอมริบ ทีละบาทหรอก”
“ทุ้ย”  แม่ฉันทำเสียงอย่างหนึ่งที่เเสดงความไม่เห็นด้วย

อย่างไรก็ดีฉันก็ดื้อรั้นดันทุรังไปอเมริกาจนได้ พอไปถึงคุณชายต้นพาไปจดทะเบียนที่สถานทูตไทย อยู่ที่อเมริกาตอนที่คุณชายไปเรียนหนังสือ ฉันอยู่บ้านดูทีวี กับอ่านหนังสือ ไอ้เรื่องที่จะเป็นแม่บ้านน่ะหรือไม่มีทางหรอก บอกแล้วไงว่าทำอะไรไม่เป็น แต่โชคดีที่คุณชายชอบทำกับข้าว จึงไม่บ่นว่าที่ฉันไม่หุงหาให้กิน เรามีความสุขด้วยกัน ทุกวันหยุดคุณชายจะพาไปเที่ยวสถานที่ที่น่าสนใจ  แต่ความสุขของเรามีอยู่แค่เดือนเดียว มีคนปากบอนส่งข่าวไปบอกท่านพ่อและคุณหญิงแม่ว่ามีผู้หญิงตามไปอยู่กับลูกชายของท่าน ทำให้ท่านทั้งสองร้อนใจอย่างมาก คิดว่าคราวนี้ชายต้นควรจะได้ปริญญาเสียที แต่ก็มีอุปสรรคจนได้
ท่านทั้งสองบินด่วนมาหาลูกชาย ท่านขอให้คุณชายพักการเรียนแล้วกลับเมืองไทยพร้อมท่าน คือว่าท่านต้องการแยกคุณชายจากฉัน โดยให้ฉันกลับไปเมืองไทยพร้อมกัน และคราวหน้าจะให้คุณชายกลับมาเรียนต่อคนเดียว คุณชายเกรงใจคุณพ่อคุณแม่ก็เลยยอมกลับเมืองไทย แต่พอกลับมาเมืองไทยคุณชายตามมาอยู่ที่บ้านพ่อแม่ของฉัน  เพราะเขาไม่กล้าพาฉันเข้าบ้านคุณพ่อคุณแม่  คุณชายเลยไม่ยอมกลับไปเรียนต่อ

ตอนที่อยู่บ้านพ่อแม่ของฉันคุณชายทำตัวเป็นสามีที่ดี ฉันคิดว่าพอใจกับความเป็นอยู่พอสมควร ไม่ได้คิดน้อยใจที่ไม่ได้เข้าไปอยู่ในคฤหาสน์ของท่านนายพลในฐานะสะใภ้ (ถึงแม้ฉันจะมีการศึกษาดี แต่พื้นเพดั้งเดิมของฉันทำให้ฉันเป็นแค่สะใภ้ไร้ศักดินาในสายตาของพวกผู้ดีแปดสาแหรก)

หลังจากนั้นไม่นานฉันเริ่มถูกรังควานจากเมียของคุณชายต้น เขาทั้งด่าว่าหยาบๆคายๆ เขาเป็นคนมีการศึกษาแต่ผู้หญิงเราพอเกิดความหึงก็สามารถทำอะไรร้ายๆและพูดจาหยาบคายได้อย่างน่าอัศจรรย์
“อีหน้าด้าน หน้าตาดีๆมีความรู้ แต่ชอบแย่งผัวชาวบ้าน คนอย่างมึงหาผู้ชายไม่ได้แล้วหรือ”
“...................”  ฉันได้แต่เงียบ นึกไม่ถึงว่าจะเจอแบบนี้ ตอนนั้นจนด้วยถ้อยคำ นึกไม่ออกว่าจะโต้กลับไปอย่างไรดี
“คงคิดอยากได้สมบัติของเขาละซิ อีผู้หญิงหน้าเงิน มึงฝันไปเถอะ มึงจะไม่ได้เลยสักสลึงเดียวจากไอ้หน้าตัวเมียนี่”
“.................”  ฉันขัดใจที่ตอบมันกลับไม่ทันเลยได้แต่นั่งร้องไห้ฉัน

แล้วมันก็โทรศัพท์มาด่าฉันไม่เว้นแต่ละวัน มันรังควานจนฉันประสาทเสีย ได้ยินเสียงโทรศัพท์ทีไรผวาทุกที คราวนี้มันเล่นหนักกว่าทุกคราว
“อีดอกไม้ทอง กูรู้นะว่ามึงจดทะเบียนซ้อน กูจะฟ้องมึง เอาให้เดือดร้อนอับอายขายหน้า แต่กูไม่แน่ใจว่ามึงจะอายหรือเปล่า เพราะหน้าของมึงมันหนายิ่งกว่าถนนคอนกรีต”
“เธอคิดว่าจะทำฉันได้ฝ่ายเดียวรึ ฉันก็ทำให้เธอเดือดร้อนได้เหมือนกัน” ความอดทนของฉันก็มีที่สิ้นสุด ฉันก็โต้ตอบกลับไปบ้าง
“แล้วมึงจะเห็นดี นี่กูไม่ได้ขู่มึง แต่เอาจริง” มันกระแทกโทรศัพท์ใส่จนฉันปวดแก้วหู
ฉันไม่เคยทุกข์ใจอะไรมากเท่านี้เลยตั้งแต่เกิดมา คุณชายก็เอาแต่หงุดหงิด ไม่เคยปลอบฉันเลย เขาหาทางออกโดยพาฉันไปจดทะเบียนหย่า ถ้าฝ่ายโน้นเกิดฟ้องร้องฉันจะได้อ้างว่าไม่ได้มีทะเบียนซ้อน

พ่อกับแม่ฉันทนไม่ได้ จึงพูดจาขั้นเด็ดขาดให้คุณชายจัดการเรื่องนี้ คุณชายเธอก็รับปาก พอดีบ้านให้เช่าของคุณชายหมดสัญญา เธอจึงพาฉันไปอยู่ที่นั่น  คุณชายต้นพาฉันไปอยู่บ้านใหม่ เพราะระยะหลังเรามีเรื่องทุ่มเถียงกันบ่อยมาก คุณชายเองก็อึดอัด ส่วนฉันก็ไม่อยากให้พ่อแม่มารับรู้ปัญหาของฉัน

นึกถึงสมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัยฉันคิดว่าตัวเองแน่ เพื่อนฝูงทุกคนต้องฟังฉัน ถ้าฉันไม่พอใจใครฉันจะด่าแหลก ไม่ไว้หน้า ที่เพื่อนฝูงเขาไม่ใส่ใจจะโต้ตอบฉันก็คิดว่าเป็นเพราะเขากลัวฉัน แต่พอมาเจอคนที่จัดจ้านกว่าความเก่งของฉันกลับหดหายไปหมด

หลังจากหย่าได้หนึ่งเดือนฉันก็ท้อง ฉันขอร้องให้คุณชายเห็นแก่ลูกที่จะเกิดมา ไม่อยากมีลูกนอกสมรส ขอให้จัดการกับเมียคนก่อนให้เด็ดขาด คุณชายต้องเสียเงินก้อนใหญ่ที่จะให้ผู้หญิงคนนั้นยอมเซ็นใบหย่า กว่าเรื่องราวจะยุติลงได้ประสาทของฉันก็เสียไปแล้ว ขวัญหายกระเจิดกระเจิงหมด

หลังจากที่หมดเรื่องยุ่งยากจากเมียเก่าของคุณชายแล้วฉันยังคิดว่าเราสองคนคงจะใช้ชีวิตด้วยกันอย่างมีความสุขเหมือนตอนที่อยู่อเมริกา แต่ผิดคาด เพราะลวดลายและนิสัยดั้งเดิมของคุณชายเริ่มแสดงออกมาให้เห็น ฉันเคยคิดว่าบงการผู้ชายทุกคนที่มาชอบได้ แต่วิธีนี้ใช้กับคุณชายไม่ได้ แถมยังเจ็บตัวอีกด้วย เวลาที่คุณชายขัดใจขึ้นมา เขาจะลงไม้ลงมือกับฉัน หักนิ้วบ้าง หักขาบ้าง ฉันไม่มีปัญญาสู้ ฉันต้องทนเพราะกำลังจะมีลูก ฉันไม่กล้าเล่าให้พ่อแม่ฟัง  เกรงว่าท่านจะกังวล ฉันคิดว่าจะปิดบังปัญหาครอบครัวไม่ให้ทางบ้านรู้ แต่ทุกคนรู้ดีและไม่อยากเอ่ยปากให้ฉันไม่สบายใจ 

จนกระทั่งลูกคนแรกเกิด แม่รับเอาหลานไปเลี้ยงเอง เพราะฉันต้องทำงานทุกวัน คุณชายเริ่มไม่กลับบ้าน พอฉันพูดขึ้น ก็เจ็บตัวทุกครั้ง คุณชายไม่เคยหยิบยื่นเงินทองให้ใช้ ยังดีที่ฉันมีเงินเดือน จึงไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้าน  บ้านที่ฉันอยู่เป็นของคุณชายต้น แต่เขาไม่คิดจะใส่ชื่อฉันเป็นเจ้าของร่วมกัน พอฉันถามเขาก็ว่าฉันงก

ถึงแม้ว่าฉันถึงฉันจะมีปัญหาครอบครัว สามีไม่ให้เกียรติ แต่ฉันไม่เคยคิดจะเลิกกับคุณชาย ประการแรกคืออายเพื่อน เมื่อก่อนเคยมีคนทักท้วงแต่ฉันกลับปฏิเสธความหวังดีของเพื่อนๆอย่างไม่มีเยื่อใย ถ้าพวกเขารู้ว่าฉันมีปัญหา ฉันคงจะถูกหัวเราะเยาะ ฉันมีข้ออ้างกับคนอื่นๆว่าคุณชายต้นถูกส่งไปทำงานที่ต่างจังหวัด ใครจะไปรู้ว่า ที่คุณชายต้นอ้างว่าไปทำงานที่ต่างจังหวัด เขาอาจจะไปมีเมียไว้อีกบ้านหนึ่งก็ได้
เหตุผลข้อที่สองคือรอเฝ้าสมบัติให้ลูก ถ้าคุณชายเป็นอะไรไปลูกๆควรจะมีส่วนแบ่งในทรัพย์สินบ้าง ฉันจึงสู้ยอมทนอยู่ทุกวันนี้ ก่อนลูกคนโตเกิดคุณชายพาฉันไปจดทะเบียนใหม่ พอลูกคนโตอายุได้3ขวบ ฉันก็มีลูกคนที่สอง ยิ่งทำให้มีห่วงเพิ่มขึ้น

พอลูกคนที่สองคลอด แม่ก็รับเอาหลานไปเลี้ยงอีกคนหนึ่ง เพราะแม่รู้ว่าฉันทำอะไรไม่เป็น ฉันโชคดีที่มีพ่อแม่และพี่น้องที่เป็นห่วง ส่วนคุณชายต้นก็หายหน้าไป เขานึกจะมาเขาก็มา ถ้าเขากลับมาบ้านไม่ว่าฉันจะอยู่ที่ไหน  เวลาใด เขาจะออกคำสั่งให้ฉันกลับมาหาเขาทันที แม้กระทั่งเวลาทำงาน เขาก็บังคับให้ฉันลางาน

ไม่ใช่ว่าเขาจะพิศวาทฉันมากมาย แต่เขาต้องการจะแสดงอำนาจมากกว่า ฉันอยู่กับคุณชายต้นด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ยังสู้ทนอยู่ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้ว  แต่ละครั้งที่มีเรื่องกัน คุณชายต้นมักจะใช้คำพูดก้าวร้าว และไม่ให้เกียรติ เขามักจะพูดว่า “พวกเธอมันก็ชอบหาผัวตามร้านเหล้า” ฉันฟังแล้วสะอึก ฉันรู้ดีว่าเขาหมายความว่าอย่างไร ตอนที่ฉันเจอเขา ฉันกับเพื่อนอยู่ในร้านอาหารที่ขายเหล้าด้วย

มันเป็นคำพูดที่เจ็บแสบมาก พอฉันตอบกลับไปว่า”ใหญ่ไม่ใช่คนแบบนั้น” เขาก็ตะคอกกลับมาว่า “อย่ามาแก้ตัวดีกว่า เห็นไปกันทุกวันหลังเลิกงาน ผู้หญิงที่ไปกับเสธฯพวกนั้นเป็นพวกชอบสนุกทั้งนั้น”
“นี่คุณอย่ามาเหมาว่าใหญ่จะเป็นแบบผู้หญิงพวกนั้น....” พูดไม่ทันขาดคำ ฝ่ามือของเขาก็กระทบหน้าฉันดังฉาด
“หยุดพูดเลยนะ ไม่ต้องมาแก้ตัว” เขาเกรี้ยวกราด พฤติกรรมของเขาต่างกันจากตอนที่จีบกันใหม่ๆ ราวกับหน้ามือกับส้นเท้า
ฉันก็ได้แต่เจ็บใจ ถ้าขืนสู้ก็จะยิ่งเจ็บตัวมากกว่านี้

อันที่จริงฉันมีทางออกที่ดี แต่ตัวฉันเองยังไม่พร้อมที่จะพ้นบ่วงกรรมอันนี้ กรรมเก่ายังบังตาอยู่ ถึงแม้ว่าจะมีคนชี้แนะทางให้ แต่ตอนนั้นฉันกลับมองไม่เห็น
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 29, 2008, 04:22:26 pm »

ขอสวัสดีปีใหม่คุณเพ๊กกี้และคนใกล้ตัวด้วยนะคะ  ตามอ่านตั้งแต่ตอนที่คุณเพ็กกี้นำมาลงใหม่ ๆ แล้ว แต่หลังจากนั้นไม่นาน ก็เจอเนตรวนมาตลอด เข้าได้เป็นพัก ๆ แรก ๆ นึกว่าเนตล่มเพราะคนแห่ส่งอีเมล์อวยพรวันคริสต์มาสต์กัน แต่ชักรวนแปลก ๆ อยู่เป็นอาทิตย์จนสุดท้ายเพิ่งค้นพบเมื่อคืนวานว่า ที่แท้เป็นที่สายส่งรับสัญญาณในบ้านเราเองค่ะ... ก็ได้แต่หวังว่าคงจะไม่โดนเนตรวนอีก

วันนี้เลยรีบเข้ามาตอบก่อนหลังจากจบกิจกรรมมอบหนังสือ "ถนนสายใบไม้ร่วง" ให้กับแฟน ๆ จาก คอลัมน์ วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับประภัสสร เสวิกุล ที่อยู่ในหน้า 4 ของ นสพ.คมชัดลึก ค่ะ ก็ได้ผู้โชคดีครบ 5 ท่านเรียบร้อยแล้ว

จะคอยตามอ่านเรื่องยาวแต่ท่าทางเข้าท่ามากเรื่องนี้ของคุณเพ๊กกี้ค่ะ หวังว่าคงไม่ปล่อยให้รอนานนักนะคะ

พร้อมกันนี้ ขอส่งความสุขปีใหม่2552 มายังผู้อ่าน ทุกๆ ท่าน ด้วยนะคะ ขอให้ปีใหม่นี้เป็นปีที่สุขสันต์ มั่นคงสดชื่น สมหวัง และปลอดภัยสำหรับทุก ๆ ท่านเลยค่ะ

Happy New Year 2009 ค่ะ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 29, 2008, 04:27:49 pm โดย นิค่ะ » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF