www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ไขว่คว้าหาดวงดาว - ตอนหาหนทาง  (อ่าน 1468 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: มกราคม 06, 2009, 03:59:46 pm »

สวัสดีหลังปีใหม่ค่ะ เชิญติดตามนิยายรสเข้มข้นต่อนะคะ

ตอน หาหนทาง

ฉันมานึกเปรียบเทียบชีวิตครอบครัวของตัวเองกับของน้องๆแล้ว รู้สึกว่าน้องคนกลางจะโชคดีกว่าเพื่อน  เพราะสามีเขาทั้งรักและเอาใจ เขาเองไม่ได้รักสามี ที่แต่งงานกันเพราะมีความจำเป็น ตอนนั้นกลางเดินทางไปอเมริกา เพื่อไปตามหาแฟนเก่าซึ่งไม่ยอมส่งข่าวคราวให้รู้เลย เจตน์เดินทางไปทำงานที่อเมริกาเมื่อสามปีก่อน ตอนที่เขาไปถึงอเมริกาใหม่ๆ เจตน์เขียนจดหมายมาบ่อยๆ ตอนนั้นยังไม่มีอินเทอร์เน็ท ไม่มีโทรศัพท์มือถือ  การโทรศัพท์ทางไกลไปต่างประเทศก็ยังไม่สะดวกเหมือนตอนนี้

พอเริ่มเข้าปีที่สอง ข่าวคราวจากเจตน์ก็เริ่มน้อยลง จนกระทั่งไม่มีข่าวจากเขาอีกเลยเมื่อย่างเข้าปีที่สาม กลางรู้สึกร้อนใจ เพราะจดหมายที่กลางส่งไปถึงเจตน์ถูกตีกลับหมด กลางยอมเสียเงินโทรศัพท์ทางไกลไปถึงเจตน์ แต่กลับกลายเป็นว่าหมายเลขนั้นถูกยกเลิกไปแล้ว

กลางตัดสินใจไปตามหาเจตน์ที่อเมริกา ทั้งๆที่ตอนนั้นเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าจะตามเจตน์พบหรือไม่ กลางมีเพื่อนอยู่ที่อเมริกาสองคนที่อาศัยอยู่เมืองเดียวและรัฐเดียวกับเจตน์ กลางติดต่อเพื่อนทั้งสองเพื่อบอกความประสงค์ และขอพักอยู่ด้วยจนกว่าจะพบเจตน์ ซึ่งเพื่อนคนหนึ่งก็ไม่ขัดข้อง

เมื่อไปถึงอเมริกาใหม่ๆ กลางไปที่บ้านของเจตน์ตามที่มีที่อยู่ แต่ปรากฏว่าเจตน์ย้ายออกไปแล้ว กลางสอบถามเจ้าของบ้าน เขาก็ไม่รู้ว่าเจตน์ย้ายไปอยู่ที่ไหน เป้าก็พยายามสอบถามจากคนที่รู้จักเจตน์ แต่ก็ไม่ได้เรื่อง หลังจากไปพักอยู่กับเป้าที่อเมริกาได้สามเดือน กลางก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะตามหาเจตน์ได้พบ

เป้าบอกว่า “ฉันว่าเธอกลับไปเมืองไทยดีกว่า ไม่มีใครรู้ว่าเจตน์อยู่ที่ไหน อีกอย่างหนึ่งวีซ่าของเธอก็ใกล้จะหมดแล้ว ถ้าวีซ่าขาดเธอก็กลายเป็นโรบินฮู๊ด ต้องหลบๆซ่อนๆ”
“ฉันว่าจะลองดูอีกสักพัก” กลางยืนยันความตั้งใจ
“แล้วเธอจะไปสืบหาเจตน์ที่ไหน เราก็ไปมาทุกที่ และถามคนทุกคนที่รู้จักเจตน์ แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน”
“เอาเถอะ ฉันว่ามันคงจะมีสักวันที่ได้ข่าวเขา”
“แล้วเรื่องวีซ่าของเธอล่ะ”
“เอาไว้ใกล้ๆก่อนแล้วค่อยคิด”
“เธอนี่ก็แปลก น่าจะคิดอะไรให้รอบคอบ”
“เอาเถอะ ฉันจะไม่ให้เดือดร้อนเธอหรอก”
“ขอให้มันจริงเถอะ เธอไม่รู้หรอกว่าชีวิตที่นี่ต้องดิ้นรน ทุกอย่างเป็นเงินหมด เธอจะมาอยู่เฉยๆแบบนี้ได้ยังไง ถ้าเธอจะอยู่ต่อก็ควรจะคิดขยับขยาย ถ้าเธอกลายเป็นโรบินฮู๊ดขึ้นมา เดี๋ยวจะพาลเดือดร้อนมาถึงฉันด้วย”

กลางรู้ทันทีว่าเป้าเริ่มไม่พอใจที่กลางมาพักอยู่ด้วยนานๆ ทั้งๆที่ตอนที่อยู่เมืองไทยเป้าเคยมากินมานอนอยู่ที่บ้านกลางเป็นเดือน พวกเราทุกคนก็ให้การต้อนรับเขาเป็นอย่างดี พอมาอยู่เมืองนอกนานๆเป้าก็ปลี่ยนไป กลางรู้ว่าเป้าเป็นโรบินฮู๊ด เป้าถึงกลัวว่าถ้ากลางกลายเป็นโรบินฮู๊ดขึ้นมาแล้วจะพาความเดือดร้อนมาให้เป้า

ยังมีเพื่อนอีกคนหนึ่งที่กลางพอจะพูดคุยด้วยได้ แต่เขาก็มีครอบครัวแล้ว เขาไม่สามารถให้ที่พักอาศัยแก่กลางได้ เขามีสามีเป็นคนอเมริกัน สามีของเขาเป็นคนที่มีความเป็นส่วนตัวสูงมาก กลางสังเกตว่าแต้วไม่เคยชวนเพื่อนคนไทยไปที่บ้าน กลางเคยไปวัดไทยในเมืองนี้ เคยเห็นแต้วไปวัดคนเดียว เคยถามถึงสามีของแต้ว แต้วบอกว่าสามีของเขาอึดอัดเวลาที่มาวัด เพราะพวกเราคุยกันเป็นภาษาไทย เขาฟังไม่รู้เรื่อง

อย่างไรก็ดีแต้วก็ยังมีน้ำใจช่วยฝากงานให้กลาง พอดีแต้วรู้จักแม่ครัวที่ร้านอาหารไทย เขากำลังต้องการคนอยู่ กลางคิดว่าทำงานสักพักก็ดีเหมือนกัน เงินทองที่ติดตัวมาจากเมืองไทยก็ร่อยหรอไปเยอะ มีโอกาสหาเงินเพิ่มได้ก็จะดีไม่น้อย

กลางได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็นบัสเกิร์ล คอยเก็บกวาดทำความสะอาดโต๊ะตอนที่ลูกค้าลุกไปแล้ว ภาษาอังกฤษของกลางยังใช้การไม่ได้ดี เขาจึงไม่มีโอกาสเป็นพนักงานเสริฟ อย่างไรก็ดีพนักงานเสริฟก็แบ่งทิปให้กลางบ้าง ทำให้กลางมีรายได้เพิ่มจากเงินเดือนตายตัวที่ได้จากร้าน หักเงินช่วยเป้าเป็นค่าเช่าบ้านแล้ว กลางยังพอมีเงินเจียดส่งมาให้ทางบ้านที่เมืองไทย

เมื่อกลางได้งานทำจึงไม่ค่อยมีโอกาสเจอเป้าบ่อยนักทั้งๆที่อยู่บ้านเดียวกัน เป้าทำงานสองแห่ง วันๆหนึ่งก็ไม่ค่อยจะอยู่บ้าน เมื่อไม่ค่อยได้เจอกันสองสาวจึงไม่มีเรื่องขัดแย้งกัน เรียกว่าต่างคนต่างอยู่ ถึงเวลาสิ้นเดือนกลางเอาเงินมาช่วยค่าใช้จ่าย แค่นี้เป้าก็พอใจแล้ว

กลางไปทำงานที่ร้านไทยได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากร้านนี้ กลางอยากจะมีร้านอาหารเป็นของตัวเอง แต่ก็ได้แค่ฝัน กลางเคยนึกในใจว่า อาหารร้านนี้ห่วยแตก กลางยังทำอร่อยเสียกว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ก็เป็นฝรั่ง พวกเขาไม่รู้หรอกว่ารสชาดอาหารไทยจริงๆนั้นเป็นอย่างไร ก๋วยเตี๋ยวผัดไทยร้านนี้แม่ครัวใส่น้ำส้มสายชูแทนน้ำมะขามเปียก แกงเผ็ดต่างๆเขาก็ใช้นมแทนกะทิ ต้มข่าไก่ก็ใส่นมแทน ปรับเปลี่ยนเครื่องปรุงหลายอย่างเพื่อลดต้นทุน รสก็เลยออกมาแปลกๆ

กลางเขียนเล่าทุกอย่างให้ทางบ้านฟัง พวกเราทุกคนก็เอาใจช่วยให้กลางได้พบเจตน์เสียที เจตน์เคยสัญญาว่า เมื่อเจตน์ได้งานทำและมีที่อยู่มั่นคง เขาจะขอกลางแต่งงาน แล้วไปอยู่ที่อเมริกาด้วยกัน กลางคาดหวังเจตน์เอาไว้สูงมาก ฉันสงสารน้อง อยากให้ความสมหวัง ดูเหมือนกับว่ากลางไปตกระกำลำบากที่เมืองนอก ไม่ใช่ลำบากกาย แต่ลำบากใจมากกว่า
            *******************************
การทำงานหน้าร้านทำให้กลางมีโอกาสได้พบคนมากมาย อันที่จริงลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นฝรั่ง ไม่ค่อยมีลูกค้าคนไทยมาร้านนี้ ก็อย่างที่บอกแล้วว่ารสชาดอาหารผิดเพี้ยน ไม่ถูกปากคนไทย  ลูกค้าผู้ชายฝรั่งที่มาคนเดียวก็มีให้เห็นบ่อยๆ บางคนก็มาทำท่าเจ้าชู้ แต่บางคนก็ดูสุภาพ

ตอนแรกกลางก็ไม่คิดจะสนใจฝรั่ง กลางก็พอจะรู้ว่าวิธีที่จะได้กรีนคาร์ดอย่างง่ายที่สุดก็คือ แต่งงานกับคนอเมริกัน เมื่อวีซ่าใกล้จะหมดเต็มทีกลางก็ต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง

“กลาง ดิ๊กเขาสนใจเธอแน่ะ” ติ๊กสาวเสริฟของร้านบอกกลางในคืนหนึ่ง ตอนที่ทุกคนเตรียมตัวกลับบ้าน
กลางพยายามนึกหน้าตาของดิ๊ก “อือ คนไหนล่ะ นึกหน้าไม่ออก”
“คืนนี้เขาก็มา นั่งโต๊ะริมหน้าต่างใกล้ต้นปาล์มไง นึกออกหรือยัง”
“อ๋อ กลางจำได้แล้ว คนที่สูง สูงมากๆเลย สูงผิดปรกติ”
“แต่หน้าตาเขาก็ไม่เลว”
“แล้วทำไมเขาถึงมาสนฉัน”
“เขาบอกว่าเธอสวย แล้วก็เซ็กซี่”
“ไม่เคยมีใครชมฉันว่าเซ็กซี่”
“คราวหน้าเขามาอีกเธอก็ดูแลเขาหน่อยนะ”
“นี่เธอทำตัวเป็นแม่สื่อแม่ชัก ได้ค่าจ้างเท่าไหร่น่ะ”
ติ๊กไม่ตอบได้แต่หัวเราะ
หลังจากวันนั้นกลางก็เห็นดิ๊กมาที่ร้านบ่อยๆ คำพูดของติ๊กทำให้กลางเริ่มคิดอะไรบางอย่าง กลางดูแลดิ๊กเป็นอย่างดีเวลาที่เขามาที่ร้าน ดิ๊กพยายามชวนคุย แต่กลางก็ยังพูดภาษาอังกฤษไม่คล่อง แต่ดิ๊กก็ไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญ เขาพอใจจะเป็นฝ่ายคุยมากกว่า กลางก็ได้แต่ยิ้ม และตอบ เยส เยส โน โน ไปพอไม่ให้เสียกิริยา

กลางไม่สะดวกที่จะคุยกับดิ๊กนานๆเวลาที่ทำงาน หลังจากที่ดิ๊กมาเป็นลูกค้าประจำได้ร่วมเดือนเขาจึงชวนกลางไปเที่ยวในวันหยุดของกลาง ถึงแม้ว่ากลางจะไม่ได้มีจิตพิศวาทดิ๊ก แต่กลางก็ไม่ปฏิเสธไมตรี เพราะกลางมีจุดมุ่งหมายบางอย่าง เรื่องของเจตน์กลางก็ยังคงสืบต่อไป แต่ตอนนี้กลางเริ่มไม่แน่ใจ อย่างไรก็ดีกลางจะต้องนึกถึงความอยู่รอดของตัวเองก่อน

ถ้ากลางไม่เจอเจตน์กลางก็จะยังไม่กลับเมืองไทย ไม่อยากให้เพื่อนฝูงมาถามถึงเจตน์ ไหนๆก็มาถึงอเมริกาแล้ว หางานทำสักพัก เก็บเงินกลับไปบ้าน ดูท่าทีดิ๊กแล้วเขาชอบกลางมากๆ นี่กลางไม่ได้เข้าข้างตัวเอง แต่กลางก็ต้องรอให้ดิ๊กเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก กลางไม่อยากอยู่อย่างโรบินฮู๊ด ถ้ามีใครสักคนที่มาช่วยไม่ให้กลางต้องอยู่อย่างผิดกฎหมายกลางก็ยินดี ตอนนี้ไม่แน่ใจแล้วว่าจะเจอเจตน์หรือเปล่า ถ้าเจอภายหลังแล้วค่อยคิดอีกที ตอนนี้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อน

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว กองตรวจคนเข้าเมืองอนุญาตให้กลางอยู่ได้แค่หกเดือน กลางอยู่เฉยๆก่อนที่จะได้งานทำสามเดือน ทำงานมาเดือนกว่า เหลือเวลาอีกเดือนกว่าๆวีซ่าก็จะหมดอายุ กลางจำเป็นต้องทำอะไรบ้างอย่าง แม้ว่ามันจะเป็นการเสี่ยง แต่ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้ ดังนั้นเมื่อดิ๊กมาชวนกลางออกไปกินข้าวในวันหยุดของกลางเช่นเคย กลางจึงลองเสี่ยงคุยกับดิ๊กดู

“ดิ๊ก ฉันคงจะต้องกลับเมืองไทยแล้วละ”
“อ้าว ทำไมล่ะครับ” ดิ๊กทำท่าแปลกใจมาก
“คือว่าฉันถือวีซ่าชั่วคราว เหลืออีกเดือนเศษวีซ่าก็จะหมด หวังว่าดิ๊กคงจะไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกใครนะ คนในร้านก็ไม่มีใครรู้” กลางแกล้งพูดไปแบบนี้ แต่ตามความเป็นจริงแล้ว ในสังคมแคบๆ
ในร้านอาหารไทยทุกคนก็พอจะรู้ว่า คนที่มาทำงานร้านไทยก็มักจะไม่มีกรีนคาร์ด เขาถามกันอย่างไม่รักษามารยาทเลยว่าถือวีซ่าอะไร
“กลับไปเมืองไทยแล้วคุณจะไปทำอะไรล่ะ”
“ยังไม่รู้เลย” กลางแกล้งทำหน้าเศร้า
ดิ๊กนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วถามว่า “มีวิธีไหนที่จะทำให้คุณอยู่ต่อได้นานๆ”
“อือ...เอ้อ” กลางอ้ำอึ้ง จะบอกตรงๆก็ยังกระดาก
“คุณคงไม่รู้ละมัง ถ้ายังงั้นผมจะลองปรึกษาทนายดู” ดิ๊กบอก
“ดีเหมือนกัน” กลางพูดพึมพำ

หลังจากวันนั้นดิ๊กก็หายไปหลายวันจนกลางเกิดสับสน กลางคิดว่าดิ๊กอาจจะลืมเรื่องที่พูดกันไว้แล้ว ในขณะเดียวกันกลางก็ได้ข่าวเจตน์อย่างไม่คาดฝัน
“วันอังคารนี้มาทำงานได้ไหมกลาง” เจ้าของร้านถาม เพราะวันอังคารเป็นวันหยุดของกลาง
“ทำไมหรือคะ” กลางย้อนถาม
“แจ่มเขาขอลาหยุด เห็นว่าจะไปงานแต่งงานญาติที่ซานดิเอโก้” แจ่มเป็นพนักงานเสริฟคนหนึ่งในร้าน แต่ไม่สนิทกับกลาง ตอนนั้นกลางก็ไม่ได้สนใจ แต่ก็รับปากเจ้าของร้านว่าจะมาทำงาน

จนกระทั่งแจ่มกลับมาทำงาน แล้วเอารูปงานแต่งงานที่ซานดิเอโก้มาให้เพื่อนๆที่ที่ทำงานดู แจ่มเรียกให้กลางมาดูรูป แต่พอกลางเห็นรูปเจ้าบ่าว กลางก็ตัวชาไปหมด เพราะเจ้าบ่าวก็คือเจตน์ กลางคิดว่าตัวเองฝันไป กลางถามแจ่มถึงชื่อเจ้าบ่าว เขาก็ยืนยันว่าชื่อเจตน์ พลนิกรชัย ส่วนเจ้าสาวเป็นลูกพี่ลูกน้องของแจ่ม
“กลาง หน้าซีดเชียว ไม่สบายหรือเปล่า”
“เอ้อ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ” กลางปฏิเสธ
“แต่ดูท่าไม่ดีเลย” แจ่มมองกลางอย่างเพ่งพินิจ “ถ้าไม่ไหวอย่าฝืนเลยนะ”
“กลับบ้านก็ดีเหมือนกันค่ะ” กลางบอก เขาคิดว่าคงจะไม่มีสมาธิที่จะทำงาน กลางไม่ปริปากบอกแจ่มว่ารู้จักเจตน์ สมองมึนตึ๊บไปหมด มันเจ็บจนชา

กลางกลับไปนอนร้องไห้คนเดียวที่บ้าน กลางยอมเสียเงินโทรศัพท์ทางไกลมาหาฉัน ฉันสงสารน้องเหลือเกิน ก็ได้แต่ปลอบโยนทางโทรศัพท์ ถ้าเป็นไปได้อยากจะบินไปหากลางเดี๋ยวนั้น
“เค้าว่าตัวกลับมาเมืองไทยเถอะ” ฉันบอกให้น้องกลับบ้าน
“เค้ายังไม่กลับ” กลางปฏิเสธ
“ตัวจะอยู่ต่อทำไมในเมื่อรู้ความจริงแล้ว”
“เค้าจะต้องหาทางคุยกับเจตน์ให้รู้เรื่อง”
“เฮ้ย เขาแต่งงานแต่งการไปแล้วนะ พูดอะไรตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์แล้ว”
“เค้าอยากรู้ว่าทำไมเจตน์ทำกับเค้าแบบนี้”
“แล้วมันจะได้อะไรขึ้นมา” ฉันไม่เห็นด้วย
“เค้าอยากจะรู้ความจริง ไม่อย่างนั้นมันคงจะคาใจเค้าไปตลอด ขอให้ได้ยินจากปากเจตน์เอง”
“ถ้างั้นก็ตามใจตัว ตัวอย่าลืมนะว่าพวกเราทุกคนเป็นห่วง ยังไงกลับมาอยู่บ้านเราดีกว่า”
“เออ แล้วเค้าจะส่งข่าวให้รู้นะ” กลางบอกก่อนที่จะวางหู

ด้วยความที่อยากรู้เรื่องของเจตน์ กลางสู้ฝืนใจไปทำงานในวันรุ่งขึ้น กลางบอกกับแจ่มว่า เจตน์เป็นเพื่อนพี่สาว พี่สาวอยากให้กลางติดต่อเจตน์ แจ่มพอจะให้เบอร์โทรศัพท์ของเจตน์ได้หรือไม่  แจ่มไม่สงสัย กลางจึงได้เบอร์โทรศัพท์ของเจตน์

กลางโทรศัพท์ไปหลายครั้ง แต่ไม่มีคนรับสาย มีอยู่ครั้งหนึ่งที่กลางโทรฯไป แต่มีเสียงผู้หญิงรับสายกลางรีบวางสาย เพราะคิดว่าต้องเป็นเมียเจตน์แน่ๆ กลางพยายามหาเวลาโทรฯถึงเจตน์ แต่กลางต้องกลับบ้านดึกๆทุกวัน เวลาอยู่ที่ร้านก็ใช้โทรศัพท์ไม่ได้ เพราะเป็นโทรศัพท์ทางไกล ไม่นึกเลยว่าเจตน์จะย้ายรัฐโดยไม่บอกกล่าว

วันหยุดตั้งใจว่าจะโทรฯหาเจตน์ตอนหัวค่ำ แต่ดิ๊กโทรศัพท์มานัดพบ ทั้งๆที่ใจอยากจะลองโทรศัพท์ไปหาเจตน์ แต่ตอนนี้กลางคิดว่าดิ๊กสำคัญกว่า เพราะเขาจะเป็นผู้ช่วยถึงความอยู่รอดของกลาง ดิ๊กหายหน้าไปหลายวัน กลางก็มัวหมกมุ่นเรื่องเจตน์ เมื่อดิ๊กนัดเจอกลางคิดว่าเขาคงจะมีข้อมูลจากทนายความ แล้วก็เป็นจริงอย่างที่กลางคิด

“กลาง ผมมีข้อมูลจากทนายจะบอก ทนายบอกว่าวิธีที่ง่ายและเร็วที่สุดที่จะให้คุณอยู่อเมริกาต่อได้ก็คือ แต่งงานกับคนถือสัญชาติอเมริกัน”
“ค่ะ ขอบคุณที่ช่วยหาข้อมูลให้” กลางคิดว่าเข้าทางเราแล้ว แต่ก็ยังไว้ท่าอยู่
“ผมก็เป็นม่ายมาหลายปี ลูกๆก็โตๆกันหมดแล้ว เราก็ต่างมีชีวิตของตัวเอง ผมอยู่คนเดียวมานาน อยากมีเพื่อนชีวิต ถ้าคุณไม่รังเกียจ”
“เอ้อ.....” กลางอยากจะบอกว่าตกลง แต่จะให้รับออกมาทันทีก็ดูกระไรอยู่
“เอาละ ผมไม่เร่งรัดหรอกนะครับ สะดวกใจจะให้คำตอบเมื่อไร ผมรอได้”
“ขอบคุณค่ะ”
ดีที่ดิ๊กไม่คาดคั้น ทำให้กลางมีเวลาคิดว่าควรจะตอบตกลงตอนไหนจึงจะไม่ดูเหมือนกับว่าฉวยโอกาส

“ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น”  คำพูดนี้เป็นของตาย จริงแท้แน่ชัดอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่คนบางคนมักจะละความพยายามเสียก่อนที่จะเห็นความสำเร็จ ความพยายามของกลางที่จะโทรฯหาเจตน์ก็สัมฤทธิ์ผลจนได้ เจตน์ตกใจมากที่ได้ยินเสียงกลาง

“ได้เบอร์นี้มาจากไหน” น้ำเสียงของเจตน์ถึงขั้นตระหนกทีเดียว ทำให้กลางน้อยใจมาก แทนที่เจตน์จะถามข่าวคราว เจตน์กลับระแวง
“เจตน์ทำแบบนี้กับกลางได้ยังไง รู้มาจากไหนน่ะเหรอ รู้มาจากคนที่ไปร่วมงานแต่งงานของเจตน์น่ะซิ กลางเห็นรูปวันงานของเจตน์ชัดเจนมาก กลางช็อคเลยทีเดียว กลางเสียใจมากนะ”
“เอ้อ กลางเจตน์ขอโทษนะ เจตน์มีความจำเป็นจริงๆ เรื่องงานเรื่องวีซ่ามันไม่เป็นไปอย่างที่เจตน์คิดไว้ ว่าแต่ตอนนี้อยู่ที่ไหน”
“เจตน์มีปัญหาอะไร ทำไมไม่บอกกล่าวให้รู้กันบ้าง รู้ไหมว่ากลางแทบจะเป็นบ้า ข่าวคราวจากเจตน์หายไป กลางยอมลงทุนมาตามถึงนี่ แต่เจตน์ย้ายไป ไม่มีใครรู้ว่าไปอยู่ที่ไหน เจตน์ยังอยากรู้ด้วยหรือว่ากลางอยู่ที่ไหน” กลางตัดพ้อพร้อมกับร้องไห้อย่างช้ำใจ
“เรื่องทุกอย่างมันก็ล่วงเลยมาถึงขั้นนี้ เจตน์ต้องคิดถึงอนาคตของตัวเอง มาเมืองนอกแล้วไม่ได้อะไรกลับไปก็อายคนเขา อรเขาอยู่ในฐานะที่จะช่วยเจตน์ได้ เจตน์เสียใจจริงๆนะ แต่......”
“ไม่ต้องพูดต่อแล้ว กลางรู้แล้วว่าเจตน์เป็นคนเห็นแก่ตัวมาก เจตน์เคยสัญญาอะไรไว้กับกลาง เจตน์ก็ลืมหมดทุกอย่าง เอาละ เจตน์คิดถึงอนาคตของตัวเอง กลางก็ต้องนึกถึงตัวเองเหมือนกัน ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมแล้ว เราก็คงจบกันเพียงแค่นี้” กลางวางสายโดยไม่เปิดโอกาสให้เจตน์ได้พูดต่อ

กลางจะขอร้องไห้เป็นครั้งสุดท้าย แล้วจะไม่เสียน้ำตาให้เจตน์อีก เจตน์แต่งงานไปแล้ว ด้วยความจำเป็นอย่างที่เขาอ้าง กลางก็มีความจำเป็นเหมือนกัน ถึงจะร้าวรานใจแค่ไหน กลางก็ต้องหักใจ กลางเรียนรู้แล้วว่า ในต่างบ้านต่างเมืองกลางต้องช่วยตัวเอง ไม่มีใครจะมาช่วยกลางแก้ปัญหาใหญ่ๆ ที่นี่หาคนจริงใจด้วยยาก แบบว่าตัวใครตัวมัน กลางเองก็เรียนรู้แบบซึ้งใจจากเพื่อนสนิทของตัวเอง

บันทึกการเข้า
Corazon
Newbie
*
กระทู้: 1


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 06, 2009, 06:32:11 pm »

เข้ามาตามอ่านค่ะ...

คนคุ้นเคย (นิเองค่ะ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 08, 2009, 12:41:57 pm โดย นิค่ะ » บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 07, 2009, 01:12:27 am »

สนุกมากค่ะคุณเพ็กกี้ อ่านเพลินไปเลย
บันทึกการเข้า
กะปอม
Newbie
*
กระทู้: 29



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 21, 2009, 10:15:05 am »

สังคมเปลี่ยนไป  เพื่อนสนิท แม้กระทั้งคนที่รักต่างก็เปลี่ยนไปเพื่อการอยู่รอดแบบตัวใครตัวมัน  เอาใจช่วยนางเอกค่ะ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF