www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ไขว่คว้าหาดวงดาว - ตอนความอยู่รอด  (อ่าน 1111 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: มกราคม 11, 2009, 03:49:14 pm »

เอ เพ็กกี้ทำผิดกติกาหรือเปล่านี่ โพสต์เรื่องยาวลงในห้องสมุดเรื่องสั้น ฮิ ฮิ เชิญติดตามตอนต่อไปนะคะ

ตอน ความอยู่รอด

เมื่อดิ๊กนัดพบครั้งต่อไป กลางก็ตอบตกลงใจแต่งงานกับดิ๊ก ดิ๊กดีใจมากวาดแผนการณ์แต่งงานไว้หรูหรา แต่กลางกลับบอกว่าไม่มีความจำเป็น ทั้งนี้เพราะกลางไม่มีเพื่อนฝูงและญาติพี่น้องอยู่ที่อเมริกา กลางบอกดิ๊กว่า เมื่อมีโอกาสกลับไปเมืองไทย ให้ไปทำพิธีแต่งงานที่นั่นดีกว่า พ่อแม่พี่น้องของกลางจะได้ร่วมยินดีด้วย เมื่อไรที่กลางได้กรีนคาร์ด กลางและดิ๊กจะไปเมืองไทยทันที ดิ๊กก็ตามใจกลาง
   
พอกลางบอกเป้าว่าจะย้ายออก และจะไปแต่งงานกับดิ๊ก กลางก็เจอปฏิกิริยาที่กลางคาดไม่ถึง
“เธอตัดสินใจง่ายดายมากนะ ไม่คิดให้รอบคอบก่อน” เป้าชักสีหน้าดูถูก
“ฉันมีเวลาเหลืออยู่ไม่มากก่อนที่วีซ่าจะหมด” กลางพยายามใจเย็น ทั้งๆที่เริ่มไม่พอใจ เมื่อเห็นสีหน้าของเป้า
“เธอรู้จักเขาดีแค่ไหนกัน อีกอย่างหนึ่งนะ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเขาไม่โง่ เขาจับได้หลายรายแล้วที่แต่งงานหลอกๆเอาใบเขียว”
“เรื่องนั้นฉันรับผิดชอบตัวเอง เธอไม่ต้องมากังวลกับฉันหรอก”
“ฉันเตือนเธอด้วยความหวังดี เพราะฉันรู้สึกว่าเธอจะเป็นคนที่มักง่ายคิดอะไรตื้นๆ ตั้งแต่เริ่มมาตามหาเจตน์แล้ว...”
“หยุดพูดเดี๋ยวนี้เลยนะเป้า เธออย่ามาอ้างว่าหวังดีเลย ฉันรู้ว่าเธออิจฉาไม่อยากให้ฉันได้ดี ตัวเธอเองเป็นโรบินฮู๊ดมานาน แต่ไม่มีโอกาสทำกรีนคาร์ดสักที ไม่มีใครมาเสนอความช่วยเหลือ คนอย่างเธอเขาเรียกว่าหวังดีแต่ประสงค์ร้าย”
“พอเธอได้ดีเธอก็ย้อนด่าฉันนะกลาง เหมือนนิทานชาวนากับงูเห่าไม่ผิดเลย ถ้าเธอแน่จริงเธอก็ย้ายออกไปวันนี้เลย จะบอกอะไรอย่างนึงนะ ทุกอย่างมันไม่ได้ง่ายอย่างที่เธอคิด แล้วเธอจะรู้สึก”

เป้าออกจากบ้านไปทำงาน พร้อมกับกระแทกประตูใส่หน้ากลาง

กลางโทรศัพท์ทางไกลมาบอกถึงการตัดสินใจให้ฉันได้รับรู้ “เจ๊อธิบายให้พ่อกับแม่ฟังด้วยนะ”
“เออ เค้าเข้าใจตัวดี และพ่อกับแม่ก็คงเข้าใจตัวด้วย”
“แล้วเค้าจะมาทำพิธีแต่งงานที่เมืองไทย เก็บเงินที่จะเอามาตำน้ำพริกละลายแม่น้ำที่อเมริกาเป็นค่าเครื่องบินกลับไปเมืองไทยดีกว่า อีกอย่างหนึ่งที่เมืองนี้ไม่มีใครหวังดีกับเค้าสักคน ไม่จำเป็นจะต้องไปยุ่งกับคนพวกนั้น”
“ดีแล้วละ เค้าก็ดีใจกับตัวด้วยนะ ที่ตัวแก้ปัญหาเรื่องวีซ่าไปได้”

พวกเราถูกสอนให้รักกัน ไม่ว่าจะถูกหรือผิด แม่สอนว่าเราต้องอยู่ฝ่ายคนในครอบครัวของเราเสมอ ฉันอดนึกถึงจิ๋วน้องชายคนเดียวของพวกเราไม่ได้ จิ๋วเป็นความหวังของพ่อกับแม่ แต่จิ๋วเห็นเมียของเขาดีกว่าครอบครัว เมื่อเมียของเขาไม่ถูกกับแม่ จิ๋วก็เลือกที่จะแยกตัวไปอยู่ต่างหาก และไม่กลับมาเยี่ยมบ้านอีกเลย จิ๋วกับเมียอพยพไปอยู่อเมริกา เพราะพ่อตาแม่ยายมีร้านอาหารไทยที่นั่น แต่จิ๋วไม่เคยติดต่อพวกเรา เราก็เลยไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่รัฐไหน

กลางบอกให้เจ้าของร้านไทยรู้ว่าเขาจะลาออก เจ้าของร้านถามเหตุผล กลางไม่อยากบอก แต่ติ๊กเป็นคนปากสว่างเล่าให้คนในร้านฟังว่า ดิ๊กมาติดพันกลาง การที่กลางลาออกก็คงจะไปแต่งงานกับดิ๊ก ดิ๊กบอกกลางว่าเมื่อแต่งงานแล้ว เขาอยากให้กลางอยู่บ้าน ถ้าอยากทำงานให้รอให้ได้กรีนคาร์ดก่อน เขาบอกว่างานร้านอาหารไทยเป็นงานหนัก และทำงานหลายชั่วโมง และเป็นงานของคนที่อยู่อย่างผิดกฎหมาย ซึ่งต้องทนให้นายจ้างเอารัดเอาเปรียบ ดิ๊กรู้ดี เพราะรู้จักคนไทยที่ทำงานร้านอาหารไทยหลายคน

คนที่ร้านก็มีทั้งที่หวังดี และที่ไม่จริงใจ ต่อหน้าก็แสดงความยินดี แต่ลับหลังก็วิพากษ์วิจารณ์ ถึงกลางจะเป็นคนคิดอะไรไม่ลึกซึ้ง แต่ไม่มีใครชอบให้คนอื่นมาว่า กลางเบื่อสังคมแคบๆที่ใครทำอะไรก็รู้กันหมด จะขยับไปทางไหนก็มีแต่คนอยากรู้อยากเห็นเรื่องของเรา
            *****************************
การแต่งงานที่เมืองนอกต่างกับที่เมืองไทยในแง่ของกฎหมาย คู่สมรสจะต้องไปขอใบแสดงความจำนงค์ว่าจะสมรส (marriage license)  ที่ที่ทำการของรัฐบาล หรือจะเรียกว่าศาลาว่าการของเมืองนั้นก็ได้ หลังจากนั้นคู่สมรสจะต้องไปทำพิธีแต่งงาน อาจจะไปที่ศาลให้ผู้พิพากษาเป็นคนทำพิธีแต่งงานให้ หรือไปแต่งงานที่โบสถ์ และต้องนำใบสำคัญดังกล่าวไปแสดงกับผู้ที่ทำพิธีแต่งงานให้

ดิ๊กพากลางไปขอใบMarriage license หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ไปหาผู้พิพากษาขอให้ทำพิธีแต่งงานให้ และยื่นใบmarriage licenseแก่ผู้พิพากษา ผู้พิพากษาถามดิ๊กว่า “จะรับผู้หญิงคนนี้เป็นภรรยาหรือไม่”
ดิ๊กตอบว่า “I do.” และผู้พิพากษาก็ถามคำถามเดียวกันว่า “คุณจะรับผู้ชายคนนี้เป็นสามีหรือไม่” กลางก็ตอบว่า “I do.” เช่นเดียวกัน หลังจากนั้นผู้พิพากษาก็ออกใบทะเบียนสมรส (Marriage Certificate)ให้

เป็นการแต่งงานที่ง่ายและรวดเร็ว กลางย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านของดิ๊กทันทีหลังจากที่ไปทำพิธีที่ศาล บ้านของดิ๊กอยู่นอกเมืองออกไปเล็กน้อย มีบริเวณกว้างขวางที่สามารถปลูกต้นไม้หลังบ้านได้ แต่ดิ๊กไม่ค่อยมีเวลาทำสวน เขาจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับคอมพิวเตอร์ ดิ๊กทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มีรายได้ดี เขาสามารถดูแลครอบครัวได้โดยที่ภรรยาไม่จำเป็นต้องออกไปทำงานนอกบ้าน

กลางเป็นคนสะอาดเรียบร้อย กลางจึงชอบทำงานบ้าน บ้านของดิ๊กมีสี่ห้องนอน กลางใช้เวลาส่วนใหญ่ทำความสะอาดบ้าน ซักผ้ารีดผ้า ดิ๊กต้องกินอาหารไทยทุกวัน เพราะกลางทำอาหารฝรั่งไม่เป็น ดิ๊กจะกินอาหารฝรั่งเวลาพักเที่ยงที่ที่ทำงาน ส่วนกลางไม่ชอบอาหารฝรั่งเลย

เมื่อต้องมาอยู่บ้านทุกวันกลางก็เริ่มเบื่อ กลางเคยชินกับการออกไปทำงานนอกบ้าน กลางยังคิดอยู่เสมอว่าอยากจะเปิดร้านอาหารไทย แต่ก็รอจังหวะที่จะพูดกับดิ๊ก กลางรู้ดีว่าถ้าจะเปิดร้านอาหารกลางทำคนเดียวไม่ได้ กลางคิดอยากจะเอาพี่น้องมาอยู่อเมริกาด้วย เอามาช่วยกันทำร้านอาหาร นี่เป็นความฝันที่กลางจะต้องทำให้เป็นจริงได้สักวัน

ถึงแม้ว่าดิ๊กจะเป็นคนประหยัด แต่ดิ๊กค่อนข้างจะตามใจกลาง กลางอยากจะทำอะไรเขาก็ไม่ขัดใจ แม้บางครั้งเขาอาจจะไม่เห็นด้วย แต่เขาก็ไม่คัดค้าน อย่างเช่นกลางบอกว่าขอให้ดิ๊กช่วยส่งเงินไปให้แม่ของกลางห้าพันบาททุกเดือน กลางอธิบายว่า ตอนนี้กลางไม่ได้ทำงาน เมื่อตอนที่กลางทำงานไม่ว่าจะเป็นที่เมืองไทยหรือที่อเมริกา กลางส่งเงินไปช่วยแม่ทุกเดือน ดิ๊กก็ไม่ขัด ทั้งๆที่เขาเองก็ไม่ได้ส่งเงินให้พ่อแม่ตัวเอง เพราะพ่อแม่ของเขามีบำนาญ

การที่คนสองคนมาอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ก็ต้องปรับตัวเข้าหากัน โดยเฉพาะคนที่มาจากวัฒนธรรมต่างกัน ดิ๊กมีความเป็นส่วนตัวสูง เขามักจะขลุกอยู่กับคอมพิวเตอร์ครั้งละนานๆ กลางก็ไม่ว่าอะไร กลางก็ดูทีวี และทำงานฝีมือ ตัดเย็บเสื้อผ้าซึ่งเป็นงานอดิเรกที่เขาชอบมาก

กลางยอมรับว่าไม่ได้รักดิ๊ก แต่ก็ชอบความสะดวกสบายที่ดิ๊กหามาให้ ความรักอย่างเดียวไม่ช่วยให้ท้องอิ่ม เงินเป็นปัจจัยสำคัญ ใครจะบอกว่ารักกันเสียอย่างสามารถไปกัดก้อนเกลือกินด้วยกันได้ กลางฟังแล้วอยากจะหัวเราะเยาะ เมื่อความจนบินเข้าทางประตู ความรักก็บินออกทางหน้าต่าง กลางเห็นมาหลายรายแล้ว

กลางได้ทำความรู้จักกับคนไทยในเมืองนี้หลายคน คนไทยชอบชวนกันไปทำอะไรกินกันในวันหยุด พอถึงวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ก็มักจะมีคนชวนกลางไปบ้านเขาเสมอ กลางชอบไปเพราะอยู่บ้านทั้งวัน อยากจะพบปะคนไทยบ้าง กลางชวนดิ๊กไปด้วยทุกครั้ง แต่ดิ๊กไม่สนุกเพราะเพื่อนของกลางคุยกันแต่ภาษาไทย บางครั้งจะมีคนชวนดิ๊กคุยบ้าง แต่ความสนใจคนละเรื่อง รสนิยมคนละอย่าง ก็เลยคุยกันไม่สนุกอีก

หลังจากที่กลางได้กรีนคาร์ดแล้ว เขาก็กลับมาเยี่ยมบ้านครั้งหนึ่ง ดิ๊กเดินทางมาด้วย เขาเคยมาเมืองไทยก่อนหน้านี้ แต่ครั้งก่อนดิ๊กพักโรงแรมระดับหรู เมื่อมาอยู่บ้านแบบไทยที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศทำให้ดิ๊กรู้สึกอึดอัด แต่พวกเราชินกับบ้านที่อยู่ในสวนมีต้นไม้ร่มรื่น เราไม่จำเป็นต้องมีเครื่องปรับอากาศ แต่ด้วยความที่รักกลาง ดิ๊กก็สู้อดทนอากาศร้อน ดิ๊กพูดภาษาไทยได้แค่บางคำ ซึ่งไม่มากพอที่จะสื่อสารกับพ่อตาแม่ยายได้ ส่วนใหญ่ก็จะพูดผ่านกลาง

กลางเรียกร้องอะไรหลายอย่างจากดิ๊ก อย่างเช่นพอแม่ปรารภว่าอยากจะปลูกบ้านใหม่ กลางก็ขอให้ดิ๊กช่วย ทั้งๆที่ดิ๊กไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่ขัดกลางอีกเช่นเคย กลางเป็นคนที่อยากมี อยากได้ เวลาที่เขาไปเที่ยวบ้านเพื่อนคนไทย เห็นเขามีอะไรทันสมัยกลางก็มาบอกให้ดิ๊กหาซื้อบ้าง เขาจะต้องไม่น้อยหน้าคนอื่น

แม้กระทั่งสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ กลางก็ยังเรียกร้องจากดิ๊ก ดิ๊กเคยแต่งงานกับผู้หญิงอเมริกัน แต่ไม่ลงรอยกัน จึงหย่าขาดจากกันโดยลูกสองคนอยู่ในความดูแลของแม่เด็ก ดิ๊กต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรเดือนละสี่ร้อยดอลล่าร์ จนกว่าเด็กทั้งสองคนจะอายุครบสิบแปดปี ตอนนั้นดิ๊กอายุยังน้อยอยู่ เขาก็ยังอยากสนุกอยู่ แต่ดิ๊กไม่ต้องการความยุ่งยากที่จะตามมา เขาจึงไปทำหมัน ในตอนนั้นดิ๊กไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าจะแต่งงานอีก

กลางรู้อยู่แก่ใจว่าดิ๊กทำหมันแล้ว แต่เขาก็อยากจะมีลูก เขาจึงขอให้ดิ๊กไปแก้หมัน ซึ่งดิ๊กเองก็ไม่แน่ใจว่าจะได้ผลหรือเปล่า แต่กลางก็ยังยืนยันให้ดิ๊กไปผ่าตัดแก้หมัน ด้วยความรักดิ๊กก็ยอมทำตาม มันเป็นเรื่องแปลกที่หลังจากนั้นประมาณสองปี กลางก็ตั้งครรภ์ ดิ๊กและกลางได้ลูกชายหน้าตาน่าเอ็นดู ลูกของกลางและดิ๊กชื่อเดนนิส เดนนิสมีลักษณะเป็นเด็กไทยมากกว่า พวกเราก็ดีใจที่ได้หลานลูกครึ่ง

กลางมุ่งมั่นที่จะเอาพ่อแม่พี่น้องมาอยู่อเมริกา เขารอจังหวะดีๆที่จะดำเนินการ กลางรอเวลาที่ตัวเองจะได้กรีนคาร์ดครบสามปี หลังจากนั้นกลางก็จะทำเรื่องขอโอนสัญชาติเป็นอเมริกัน เมื่อกลางถือสัญชาติอเมริกันแล้ว เขาก็สามารถทำเรื่องขอกรีนคาร์ดให้พ่อแม่พี่น้องมาอยู่อเมริกาได้อย่างถาวร สำหรับวีซ่าถาวรของพ่อแม่ของคนที่ถือสัญชาติอเมริกันใช้เวลาไม่นาน แต่สำหรับของพี่น้องจะใช้เวลานานถึงสิบปี วิธีนี้เป็นวิธีขอกรีนคาร์ดที่ง่ายที่สุด ดังนั้นจึงมีคนขอด้วยวิธีนี้กันมาก
         ******************************************
สำหรับตัวฉันเองก็ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวันๆหนึ่ง วันหยุดก็ไปเยี่ยมพ่อกับแม่และลูกสองคน ชีวิตไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น คุณชายต้นก็ยังคงมีพฤติกรรมนึกจะไปก็ไป นึกจะมาก็มา ฉันแทบจะขาดการติดต่อกับเพื่อนที่เรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน ฉันไม่ต้องการให้ใครมาซักถามเรื่องส่วนตัว อีกอย่างหนึ่งฉันเคยปฏิเสธคำเตือนของเพื่อนๆเกี่ยวกับคุณชายต้น พอมันเป็นจริงอย่างที่เพื่อนเคยเตือนไว้ ทำให้ฉันรู้สึกอาย และไม่กล้าสู้หน้าเพื่อนฝูง

ดังนั้นฉันจึงหันไปคบค้าสมาคมกับเพื่อนรุ่นน้องที่ทำงานแห่งเดียวกัน เด็กพวกนี้ไม่เคยรู้เรื่องคุณชายต้น ฉันจึงไม่ต้องกลัวว่าเขาจะมาสอดรู้เรื่องในครอบครัวชองฉัน พวกเราชอบไปออกกำลังที่คลับ ที่นั่นทำให้ฉันได้รู้จักเพื่อนรุ่นน้องคนใหม่ชื่อแป้น แป้นจบแค่ปวส. ทำงานเป็นพนักงานพิมพ์ดีดอยู่ในบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง ถึงแม้จะเป็นบริษัทใหญ่ที่มั่นคงแต่ก็จ่ายเงินเดือนไม่มากสำหรับวุฒิป.ว.ส.  ที่เรียนจบมานี่ก็นับว่าบุญแล้ว พ่อแม่ของแป้นอยู่ต่างจังหวัดมีลูกหลายคน พวกลูกๆได้เงินค่าใช้จ่ายจำกัดมาก แป้นได้เข้ามาเรียนกรุงเทพฯ และพักอยู่กับน้านี่ก็นับว่าดีล้นเหลือแล้ว ได้เห็นความฟุ้งเฟ้อ ของสวยๆงาม และสถานที่น่าเที่ยว  แต่แป้นไม่มีโอกาสได้สัมผัส เพราะขาดปัจจัย

พอเรียนจบมีงานทำ ความที่มีนิสัยฟุ้งเฟ้อชอบใช้ของดีๆ ทำให้เเป้นเงินไม่พอใช้ทุกเดือน แป้นติดฉันมาก และยอมฉันทุกอย่าง ไม่ว่าฉันจะใช้ให้ทำอะไร เขาก็ยอมทั้งนั้น ทั้งนี้เป็นเพราะว่าแป้นต้องพึ่งพาอาศัยฉันในเรื่องเงินทองอยู่บ่อยๆ อันที่จริงฉันเป็นคนขี้เหนียว แต่เมื่อโดนอ้อนวอนมากๆเข้าฉันก็ใจอ่อน ฉันเป็นคนที่ไม่ชอบทำอะไรอยู่แล้ว แม้แต่จะปอกส้มกินเอง เมื่อมีแป้นมาเป็นมือเป็นเท้าให้ก็สบายดีเหมือนกัน ได้แป้นเป็นเพื่อนแก้เหงาเวลาที่คุณชายต้นไม่อยู่

หลายครั้งที่คุณชายต้นรู้ว่าเราไปเที่ยวกลางคืนด้วยกัน ถึงแม้ฉันจะอธิบายว่าไปกันเฉพาะเพื่อนผู้หญิง เขาก็ไม่สบอารมณ์ เขาหาว่าเถียงเขา และลงท้ายด้วยฉันเจ็บตัวตามเคย ตอนนั้นฉันก็ยังไม่คิดที่จะไปจากเขา ยังไม่หมดเวรหมดกรรมกับผู้ชายคนนี้
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 11, 2009, 09:10:20 pm »

อ่านสนุกและเพลินมากเลยค่ะ สนุกอย่างที่คุณอภิญญาบอกไม่มีผิด

จะคอยตามตอนต่อไปนะคะ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF