www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ยายจ๋า...หลานมาเยี่ยม (ตอน ๔)  (อ่าน 1846 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2008, 01:52:12 am »

ทับทิม

เนื่องจากบ้านสวนของยายมีผลไม้หลายชนิด เมื่อกินไม่หมด ยายจะเก็บไว้ขาย ฉันกับพี่ ๆ ชอบอาสายายเอาผลไม้ไปขายให้ร้านค้าแถวนั้นเสมอ ผลดีคือขายได้สตางค์เยอะเพราะเป็นเด็กใคร ๆ ก็เอ็นดูไม่ค่อยกล้าต่อราคา แต่ก็ยังมีคนต่อเก่งอยู่ดี เป็นร้านแขกขายผ้าชอบต่อราคาทุกครั้ง แต่พวกเราก็จะออดอ้อนว่าสงสารเด็กอย่างพวกเราเถอะ ทั้งหนักทั้งเหนื่อยไม่มีกำไรสักเท่าไหร่เพราะค่าจ้างแพง (ความจริงค่าจ้างที่พวกเราพูดถึงนั้นหมายถึงค่าขนมที่ยายต้องจ่ายให้พวกเราถ้าขายหมด) ในที่สุดแขกขายผ้าก็ใจอ่อนทุกที แต่ถึงแม้เราจะเป็นเด็กแก่นแก้วแค่ไหนก็ไม่เคยเม้มเงินของยายที่ขายของได้เลย ขายได้เท่าไรมอบให้ยายหมดทุกครั้ง ส่วนค่าขนมนั้นแล้วแต่ยายจะให้ไม่เรียกร้อง

เหตุผลหนึ่งที่คนโบราณนิยมปลูกไม้ผลไม้ใบบางชนิดไว้นั้นเป็นเหตุผลทางการแพทย์ เพราะความรู้เรื่องสมุนไพรของคนโบราณนั้นมีประโยชน์ต่อวิถีการดำเนินชิวิตของคนไทยอย่างมาก พวกเราได้มีโอกาสฟังยายเล่าเรื่องประโยชน์ของพืชผลเหล่านี้หลายครั้ง ทั้งยังมีโอกาสได้ใช้ความรู้ของยายรักษาโรคหลายอย่างอยู่เป็นประจำ เพราะสมัยนั้นการรักษาด้วยตำรายาสมุนไพรยังเป็นที่นิยมและสอนกันมาเป็นทอด ๆ สืบต่อกันมา แม้ในปัจจุบันนี้วิทยาศาสตร์จะเจริญก้าวหน้าแล้ว แต่ความรู้เรื่องสมุนไพรไทยก็ยังได้รับการอนุรักษ์เป็นความรู้และศึกษาเพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา

เป็นที่รู้กันในหมู่พวกเราว่ายายแก่แล้วมักขี้หลงขี้ลืม เพราะผลไม้ของยายนั้นกว่าพวกเราจะได้กินก็โน่น.. ต้องรอไปจนเกือบจะเน่าแล้วเพราะยายมัวแต่เก็บจนลืม อย่างไรก็ดีฉันได้ความรู้มากมายจากยายเกี่ยวกับผลไม้ในสวน ยายบอกว่าเพราะเมล็ดสีแดงสดเหมือนพลอยสีทับทิม คนภาคกลางก็เลยเรียกกันว่าทับทิม ภาคอื่นจะไม่เรียกอย่างนี้จะเรียกชื่อต่างกันไป เช่น ทางเหนือเขาเรียก มะก่องแก้ว ภาคใต้เขาเรียก นิลาขาว ส่วนภาคอิสานเขาเรียก หมากนิลา แต่ที่บ้านยายกลับเรียกขานกันว่า "ทับทิม" ไม่เห็นเรียก หมากนิลา

เออ..ฉันก็ไม่เข้าใจว่าผลไม้อย่างเดียวกันทำไมเรียกไม่เหมือนกัน ยายเห็นพวกเราทำหน้างง ๆ ก็เสริมว่า ยังมีอีกนะ เช่นทางเหนือ แต่ละจังหวัดก็เรียกไม่เหมือนกัน บ้างก็เรียกหมากจง บ้างก็เรียกมะถือ ยายทำท่าจะสาธยายต่อพวกเราเลยตัดบทว่า เอาแค่นี้ก่อนก็แล้วกันนะยาย ขอเรียกทับทิมนั่นแหละง่ายดี แต่อยากฟังเรื่องอื่นที่เกี่ยวกับทับทิมบ้าง ยายเห็นพวกเราเบรกก็หัวเราะชอบใจ บอกอยากฟังก็รอก่อน ยายขอกินหมากสักคำมันเปรี้ยวปาก ด้วยความอยากก็ต้องรอ คอยส่งกระโถนและผ้าเช็ดปากให้ยายตามระเบียบ

เมื่อยายกินหมากสบายใจแล้วก็เล่าต่อว่า ทับทิมนี่คนจีนเรียกว่า เจิ๊ยะลิ้ว ก๋งปลูกไว้เพราะถือว่าเป็นไม้มงคล คนจีนเขาจะใช้กิ่งใบของทับทิมมาตกแต่งงานมงคล เพราะความหมายดี ก๋งก็เคยใช้บ่อย ๆ เช่นใช้พรมน้ำมนต์ก็ได้ หรือจะนำติดตัวไว้เพื่อคุ้มครองภัยอันตรายหรือภูติผีปีศาจก็ได้ ถ้าอยากรู้มากกว่านี้ต้องไปถามก๋งเอาเอง แต่ประโยชน์ในทางสมุนไพรไทยเราก็มีไม่น้อย ต่างตื่นเต้นกันใหญ่ที่รู้ว่าทับทิมที่เป็นของโปรดของพวกเรา ยังมีประโยชน์ทางสมุนไพรเหมือนกัน แย่งกันถามว่าเอาทับทิมมาทำอะไรได้บ้าง

ยายบอกว่าใช้รักษาโรคบิดและท้องเสียได้ อ๋อ..พวกเราร้องขึ้นพร้อมกัน นึกถึงยาขม ๆ เฝื่อน ๆ ที่ยายให้ดื่มเวลาท้องเสียได้ไม่ลืม รสชาดนั้นทำให้อยากอาเจียนจริง ๆ เสียงยายอธิบายว่า เขาใช้เปลือกทับทิมต้มกับน้ำเดือด แล้วให้ดื่มทุก ๔ ชั่วโมง ไม่ช้าก็หาย แต่ถ้าน้ำกัดเท้าต้องใช้เปลือกฝนกับน้ำสะอาดข้น ๆ ทาที่บริเวณน้ำกัดเท้าวันละ ๔-๕ ครั้งจนกว่าจะหาย พูดจบยายหัวเราะชอบใจที่เห็นพวกเราทำหน้าเหยเกก้มมองนิ้วเท้าของตัวเองและเสริมอีกว่า ต้นทับทิมและรากยังเป็นยาถ่ายพยาธิได้ด้วยนะ ถึงตอนนี้พวกเรารีบเอามือคลำก้นกันทั้งสามคน หันมามองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมาย เพราะเด็ก ๆ กับพยาธินั้นดูจะเป็นญาติกันแทบทั้งนั้น หลายคนต่างก็มีประสบการณ์ไม่มากก็น้อยในสมัยนั้น ยายใช้ต้นไม้ที่ปลูกในบ้านกับหลาน ๆ ได้เหมาะเจาะจริง ๆ

ทับทิมในสวนบ้านยายหวานฉ่ำ ติดใจพวกเราจริง ๆ นาน ๆ จะได้กินสักที วันหนึ่งพวกเราจึงรวมหัวกันวางแผนเอาดินป้ายที่ขั้วผลที่แก่จัดเต็มที่ ทำทีว่าทับทิมร่วงตกลงมาเอง แล้ววิ่งไปบอกยายว่าทับทิมแก่จัดจนร่วงเอง แล้วยื่นหลักฐานให้ยายดูที่ขั้วซึ่งมีดินติดอยู่ด้วย ในใจคิดว่ายายคงบอกให้พวกเราเอาไปแบ่งกันกินแน่ ที่ไหนได้ยายบอกว่าดีแล้วเอามาเก็บไว้ก่อน ทิ้งไว้อีกหน่อยจึงจะหวานจัด แล้วพวกเราก็คงอดกินอีกตามเคยเพราะยายเก็บจนลืม

น้อยหน่า

นอกจากทับทิม ยังมีน้อยหน่าที่ยายปลูกไว้เป็นสวนเพราะมีเป็นสิบ ๆ ต้น ยายเคยเล่าให้พวกเราฟังว่า น้อยหน่ามีสองพันธุ์ คือน้อยหน่าฝ้ายหรือน้อยหน่าเนื้อเป็นพันธุ์พื้นเมืองซึ่งที่บ้านยายปลูกชนิดนี้ อีกพันธุ์หนึ่งคือน้อยหน่าหนัง ยายเล่าประวัติของน้อยหน่าแต่ละพันธุ์ให้เราฟังว่า น้อยหน่าเนื้อนั้นเขาว่าพวกโปรตุเกสนำเข้ามานานแล้ว (พ.ศ. ๒๐๖๐) แต่ถ้าเป็นน้อยหน่าหนัง เราเอาเมล็ดพันธุ์จากเวียตนามมาปลูกเป็นครั้งแรก เมื่อ ร.ศ. ๑๕๑ (พ.ศ. ๒๔๗๕) วันนั้นเลยทำให้ฉันรู้ที่มาที่ไปของน้อยหน่าโดยละเอียด

ในเมืองไทยเราเรียกน้อยหน่าไม่เหมือนกันอีกตามเคย ยายว่า อีสานเรียก หมากเขียบ ทางเหนือเรียก มะแน่ หรือมะนอแน่ ทางไต้เรียก ลาหนัง พูดจบยายถามว่าอยากรู้อีกมั้ยว่าแต่ละเมืองเขาเรียกแตกต่างกันอีกว่าอะไร พวกเราส่ายหน้าพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย บอกยายว่าเอาแค่นี้ก็พอ

วันหนึ่งพี่ปิ๋วติดเหามาจากลูกคนงานหลังบ้านยาย เดือดร้อนยายต้องบอกให้แม่เอาใบน้อยหน่า ๓-๔ ใบ ตำให้ละเอียดคลุกกับเหล้าขาวหรือเหล้าโรงก็ได้ เอาน้ำมาทาผมให้ทั่วใช้ผ้าคลุมไว้สัก ๑๐ นาที ก็ใช้ได้ แม่ทำตามยายบอก ได้ผล “เหา” นั้นหายไปจากหัวพี่ปิ๋วจริง ๆ แต่ไม่นานพี่แป๋วก็ไปติดเหามาจากลูกคนงานอีก แล้วยังเผื่อแผ่ให้พวกเราอีกสองคน คราวนี้ยายบอกให้ใช้เมล็ดบดกับน้ำมะพร้าว ๑:๒ ส่วน กรองเอาน้ำทาให้ทั่วศรีษะ ต้องคลุมผ้าไว้นานหน่อยคือประมาณ ๑-๒ ชั่วโมง จึงจะได้ผล และคราวนี้แม่บอกว่า ถ้าไปติดเหามาอีกจะกร้อนผมหมดทั้งสามคนให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย เหมือนคำประกาศิตตั้งแต่นั้นเราจะระมัดระวังไม่ให้ “เหา” มาเกาะ "หัว" พวกเราอีกเลย

นอกจากน้อยหน่าจะมีประโยชน์ในเรื่องกำจัดเหาแล้ว ยายบอกว่าน้อยหน่ายังมีทั้งคุณและโทษอย่างอื่นอีก ที่เป็นคุณก็คือ ใบสดและเมล็ดใช้รักษาโรคกลากเกลื้อนก็ได้ ยายคายหมากที่เคี้ยวจนจืดทิ้งแล้วหยิมผ้าเช็ดปากเช็ดน้ำหมากที่ริมฝีปาก หยิบสีผึ้งทาปากไปมา พวกเรานั่งมอง “กระบวนการ” ของยายอย่างใจจดใจจ่ออยากฟังต่อว่าโทษของน้อยหน่ามีอะไรบ้าง

ยายเห็นพวกเรานั่งยืดคอ จ้องตาแป๋วก็หัวเราะลงลูกคอเอิ๊ก ๆ เห็นฟันดำปี๋ แล้วก็เล่าต่ออย่างอารมณ์ดีว่า คนที่เป็นเบาหวานนั้นเขาจะไม่กินน้อยหน่ากัน เพราะในผลน้อยหน่านั้นมีน้ำตาลสูงมาก พวกเราร้อง “อ๋อ” พร้อมกัน .เพราะเหตุนี้เองเราถึงไม่เคยเห็นยายกินน้อยหน่า นอกจากเก็บไว้ขายและแจกให้ลูกหลานหรือเพื่อนบ้านกินเท่านั้น เพราะว่ายายเป็นเบาหวาน ความจริงโทษของน้อยหน่ายังมีอีกอย่างหนึ่ง คือทำให้พี่ปิ๋วตกต้นไม้เพราะวีรกรรมของตัวเอง

วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ พี่ปิ๋วบอกพวกเราว่าเดี๋ยวจะเอาน้อยหน่ามาให้กิน ให้ช่วยกันดูต้นทางให้ด้วยถ้าเห็นยายมาให้รีบบอก พูดจบก็ปีนขึ้นไปบนต้นน้อยหน่าอย่างคล่องแคล่ว ฉันมัวแต่แหงนหน้าเอาใจช่วย เลยลืมหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ยายเดินมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้

พี่ปิ๋วส่งเสียงใส ๆ ลงมาจากต้นน้อยหน่าว่า “ลูกใหญ่ขาวน่ากินเชียว” ยายเดินมาได้ยินเข้าพอดี เท่านั้นแหละวงแตก ฉันกับพี่แป๋ววิ่งหนีไปคนละทาง พี่ปิ๋วปีนหนีขึ้นไปบนยอดต้นน้อยหน่า ยายเรียกให้ลงเท่าไหร่ก็ไม่ยอมลง กลัวโดนไม้เรียว ยายเลยเอาไม้ไผ่แหย่ก้นด้วยความโมโห พี่ปิ๋วก็โยกตัวหลบเป็นพัลวันทำเอายายยิ่งโกรธหนัก ในที่สุดก็เกิดพลาดหล่นตุ๊บลงมากองกับพื้น ผลปรากฏว่าฟกช้ำดำเขียวไปทั้งตัว

อันที่จริงฉันรู้ว่ายายเป็นห่วงกลัวหลานจะตกต้นไม้ แต่เพราะความดื้อเรียกเท่าไหร่ไม่ยอมลง ยายเลยเกิดความโมโหลืมไปว่าหลานอยู่บนยอดไม้ เรื่องนี้ทำให้ยายเสียใจแต่ก็โกรธด้วย เลยอดได้ค่าขนมไปนาน พวกเราต้องไถ่โทษโดยการบีบนวดอยู่เป็นอาทิตย์ ยายถึงจะยอมพูดด้วย ท่านบอกว่าเพราะความซน ทำให้พี่ปิ๋วตกต้นไม้ ดีที่ไม่เป็นอะไรมาก ยายบอกไม่เชื่อเรียกก็ไม่ฟัง อยากกินทำไมไม่บอกยาย พวกเรานั่งหงอยทำคอตกด้วยความสำนึกผิดเต็มที่ แต่ในใจแอบเถียงยายว่า ใครเขาจะไปมัวรอของยายได้ เพราะยายช่างขี้ลืมบ่อย ๆ

มะพร้าวกะทิ

คนโบราณมักนิยมปลูกมะพร้าวไว้แทบทุกบ้านเพราะเวลาจะทำกับข้าวหรือขนมหวาน ก็ไม่ต้องไปซื้อหาที่ไหน กาบมะพร้าวยังใช้หั่นละเอียดผสมดินปลูกต้นไม้ได้ดีอีกด้วย บ้านยายก็เช่นกัน ยายปลูกไว้หลายต้น บางต้นจะเป็นมะพร้าวกะทิซึ่งจะขายได้ราคาดี

เรื่องของมะพร้าวนั้นเท่าที่ฟังมาจากยาย มีประโยชน์หลายอย่าง ทั้งราก ดอก และผล โดยเฉพาะผลนั้น คือน้ำมะพร้าวใช้แก้เลือดกำเดา ใช้ดื่มชดเชยน้ำที่เสียไปจากอาการท้องเสียท้องร่วงก็ได้ ยายว่า สมัยโบราณสอนลูกสอนหลานว่าก่อนมีประจำเดือนอย่ากินน้ำมะพร้าว พี่ปิ๋วก็ถามว่า ทำไมถึงไม่ให้กิน ยายบอกว่า ถ้าขืนกินเข้าไปมันจะทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ มาไม่ตรงวัน พวกเราทำหน้าเหรอหราฟังไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่อยากถามต่อ

ภายหลังฉันไปอ่านพบรายละเอียดจากข้อเขียนของ พญ. ลลิตา ธีระสิริ อธิบายไว้ว่า ในน้ำมะพร้าวมีสารคล้ายฮอร์โมนเพศหญิงเช่น estrone, beta estradiol, progesterone จึงมีผลต่อรอบเดือนของสตรี และไม่ควรดื่มมากเกินไปเพราะจะทำให้พบไข่ขาวหรือแอลบูมินในปัสสาวะ

ยายบอกว่าน้ำมันมะพร้าวนั้นเขาเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า น้ำมันบัว เมื่อถึงหน้าหนาว แม่ชอบเอาน้ำมันบัวใส่กะลามาทาแขนขาให้พวกเรา กลิ่นเหม็นหืนมาก ไม่มีใครชอบ แต่มันก็มีดีตรงที่เนื้อไม่แตกเจ็บเพราะอากาสหนาว เนื่องจากอากาศหนาวน้ำมันบัวจะจับเป็นไขในกะลา เวลาจะใช้ต้องนำไปตากแดดในละลายเสียก่อนจึงจะใช้ได้ ต่อมาดีหน่อยมีครีมตราภูเขาค่อยยังชั่ว เดี๋ยวนี้ไม่มีใครนำน้ำมันมะพร้าวมาทาแก้ผิวแตกแล้วเพราะมีสารพัดครีมให้หาซื้อจนจำกันไม่ไหว

บ้านยายมีทั้งมะพร้าวผลใหญ่ต้นสูงมาก และมะพร้าวน้ำหอมแบบต้นเตี้ย ๆ เวลาที่บ้านมีงานทำบุญเลี้ยงพระก็จะให้คนงานปีนเก็บมะพร้าวกันแต่เนิ่น ๆ เพื่อปอกเปลือกทิ้งไว้ เมื่อจะใช้ก็ขูดเอาแต่เนื้อมาคั้นกะทิไว้ทำแกงหรือขนมหวาน พวกเราเด็ก ๆ ก็จะจองจาวมะพร้าวกันสนุกสนาน เพราะเนื้อในของ จาวมะพร้าวนั้นหวานอร่อยชื่นใจจริง ๆ เด็ก ๆ จะชอบกินมาก แต่เมื่อได้ยินเรื่องยาถ่ายพยาธิของยายแล้วก็นึกขยาดจาวมะพร้าวไปพักหนึ่งเหมือนกัน เพราะจาวมะพร้าวก็เป็นยาถ่ายพญาธิได้ นอกจากจาวมะพร้าวแล้วเรายังหาอย่างอื่นของมะพร้าวกินกันเป็นบางครั้ง เช่นมะพร้าวน้ำหอมและมะพร้าวกะทิ

ยายมีมะพร้าวน้ำหอมอยู่ ๔ ต้น ทั้งน้ำและเนื้ออ่อน ๆ ที่กำลังดีนั้นหวานอร่อยเป็นที่สุด ยายชอบเอาน้ำและเนื้อของมะพร้าวน้ำหอมมาทำน้ำผลไม้ กินเวลาอากาสร้อน ๆ สดชื่นดี ส่วนมะพร้าวกะทิซึ่งเป็น “ของอร่อย” ที่พวกเราชอบมากนั้นมีอยู่ไม่กี่ต้นแต่บางครั้งก็ไม่เป็นกะทิแล้วแต่โอกาส เนื่องจากหายากและขายได้ราคาดียายจึงไม่ค่อยให้เก็บไว้กิน ส่วนใหญ่ถ้าพบก็จะเก็บไว้ขาย

มะพร้าวกะทินั้นยายบอกว่ามันเป็นพวกกลายพันธุ์ ส่วนใหญ่จะกลายในพวกมะพร้าวใหญ่ ซึ่งเปลือกหนาแต่เนื้อบาง บางครั้งก็พบในมะพร้าวน้ำหอม แต่ไม่บ่อยนัก ดูภายนอกมะพร้าวกะทิจะเหมือนลูกมะพร้าวทั่วไป แต่ภายในเนื้อมะพร้าวจะอ่อนนุ่ม ฟูหนา และมีรสชาดหวานมันอร่อยอย่าบอกใครเชียว

พวกเราจะแอบไปด้อม ๆ มอง ๆ หามะพร้าวกะทิกันบ่อย ๆ ซึ่งจะมีอยู่เพียงไม่กี่ต้น พี่ปิ๋วปีนต้นมะพร้าวเก่งจึงสามารถปีนขึ้นไปพิสูจน์มะพร้าวแต่ละลูก วิธีพิสูจน์ก็ง่าย ๆ เลือกมะพร้าวที่แก่จัด แล้วลองเขย่าดู ถ้าลูกไหนเขย่าแล้วไม่มีเสียงน้ำกระฉอกให้ได้ยินแสดงว่าใช่มะพร้าวกะทิ

นอกจากจะเลือกเก่งแล้ว ยังปอกมะพร้าวเก่งด้วย ใช้เวลาไม่มากพวกเราก็จะได้มะพร้าวที่ปลอกเปลือกเรียบร้อย จากนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะผ่ามะพร้าวออกเป็นสองซีกด้วย “มีดอีโต้” ที่เตรียมมา ครั้งเดียวไม่มีพลาด เนื้อมะพร้าวที่หนานุ่มสีขาวน่ากิน โรยด้วยน้ำตาลทรายที่เตรียมมา ก็ได้กินของอร่อยอิ่มท้องไปตาม ๆ กัน เคยถูกยายจับได้เฆี่ยนก้นลาย เพราะมันอันตราย เล่นมีดเล่นพร้า ที่เฆี่ยนไม่ใช่เพราะ “หวง” แต่เพราะ “ห่วง” ตั้งแต่นั้นเลยเลิก เพราะไม่อยากทำให้ยายเสียใจ

โพสได้แก้ไขโดย อภิญญา เมื่อ Aug 3 2007, 02:51 PM
--------------------
จะขี่ไม้กวาดไปตามหาฝัน...เข้าไปเยื่ยมชมบ้านในฝันได้ที่นี่ค่ะ
http://apinya07.spaces.live.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 18, 2008, 02:01:32 am โดย มนตราแห่งทะเล » บันทึกการเข้า
ลั่นทมริมทะเล
Global Moderator
Full Member
*****
กระทู้: 119



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2008, 02:01:07 am »


PeggySueGuerra     
โพสต์เมื่อ: Jul 31 2007, 11:05 AM
   
พืชผลไทยมีคุณค่ามหาศาล ขอบคุณค่ะคุณพี่ที่เล่าเรื่องสนุกๆให้ฟัง ในเมืองที่เพ็กกี้อยู่มีผลไม้เมืองร้อนขายด้วย ตอนนี้มีลิ้นจี่กับลำไย ทับทิมก็มีค่ะ บางครั้งก็เจอน้อยหน่า และเงาะ แต่ดูลักษณะน้อยหน่าแล้ว น่าจะเป็นน้อยหน่าที่ส่งมาขายจากเม็กซิโกมากกว่า

ผลไม้เมืองร้อนที่ขายในอเมริกา เขาปลูกที่ฟลอริด้าค่ะ ส่วนเงาะมาจากฮาวาย ภูมิอากาศที่รัฐฟลอริด้าคล้ายกับเมืองไทย อบอุ่นตลอดปีค่ะ



นิค่ะ    
โพสต์เมื่อ: Aug 3 2007, 12:19 PM
   
มาตามอ่านค่ะ คุณอภิญญารวบรวมความรู้และความรู้สึกได้ดีจังค่ะ เรื่องนี้เขียนจบแล้วนิว่ารวมเล่มได้นะคะ เป็นเรื่องที่ดีเชียวค่ะ

ช่วงนี้เจอเนตรวนก็เลยหายหน้าหายตาไปบ้างนะคะ เข้าอินเตอร์เนตไม่ได้เลยก็มี บางทีเข้าได้แล้ว แต่เปิดเวบบอร์ดไม่ได้ก็มี ก็เลยไม่รู้จะว่าอย่างไร ได้แต่นั่งเซ็งค่ะ ยังไม่รู้จะเป็นแบบนี้ไปอีกนานไหม ก็เลยบอกไว้ล่วงหน้าก่อนแล้วกันนะคะ


โพสได้แก้ไขโดย นิค่ะ เมื่อ Aug 3 2007, 12:20 PM

--------------------
http://nilubol.spaces.live.com
http://chutimasevikul.spaces.live.com



อภิญญา    
โพสต์เมื่อ: Aug 3 2007, 03:15 PM
   
คุณนิ น้องเพ็กกี้

ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาตลอดจนถึงตอน 4 วันนี้อ่านคำแนะนำของคุณนิแล้ว ร้อง "ไชโย" จนคนข้าง ๆ ตกใจเลยค่ะ (ดีใจจนออกนอกหน้า) มันมีกำลังใจขึ้นอีกโข เห็นแสงรำไรอยู่แล้ว ขณะที่เพลง เก็บตะวัน ของน้องพิมพ์ที่ใส่ไว้ให้ในเสปสก็ดังพริ้วแผ่วให้เราน้ำตาคลอเบ้า (เอ้อ...นิยายไปนิด..)

ขอบคุณทุก ๆ ท่านที่เข้ามาอ่านเรื่องของอภิญญา "ผู้กำลังตามหาฝัน" อย่างมุ่งมั่นในหัวใจค่ะ

เรื่องเนตรวนเนี่ย ก็เจอเหมือนกันค่ะ ไม่ทราบเป็นเพราะอะไร

--------------------
จะขี่ไม้กวาดไปตามหาฝัน...เข้าไปเยื่ยมชมบ้านในฝันได้ที่นี่ค่ะ
http://apinya07.spaces.live.com



obb    
โพสต์เมื่อ: Aug 4 2007, 03:16 PM
   
แบกจอม เสียม ไปขุดดูแถวล่างอ่านก่อนนะค่ะ....ไม่อ่านเริ่มแรก...กลัวพี่ออภิญญาว่าไม่รักกันจริง ^^"



อภิญญา    
โพสต์เมื่อ: Aug 4 2007, 05:47 PM
   
ขุดเร็ว ๆ หน่อยนะน้องนุชผู้ร่ำรวยอารมณ์ขัน พี่อ่านโพสของหนูทีไรเป็นได้ยิ้มทุกที ขนาดนี้กำลังพอเหมาะคะ ไม่ต้องแอบชำเลืองอาจารย์แม่ ฮิ ๆ...

โพสได้แก้ไขโดย อภิญญา เมื่อ Aug 5 2007, 03:51 AM

--------------------
จะขี่ไม้กวาดไปตามหาฝัน...เข้าไปเยื่ยมชมบ้านในฝันได้ที่นี่ค่ะ
http://apinya07.spaces.live.com



pimlapas    
โพสต์เมื่อ: Aug 4 2007, 06:58 PM
   
ตามอ่านแล้วก็ให้อยากกินผลไม้ที่พี่อภิญญาเล่าเรื่องมานี้ สนุกดีค่ะ อ่านเพลินไปเลย
อยู่ที่โปรตุเกส มีทับทิมเยอะมากค่ะ ราคาถูกด้วย แต่ไม่ค่อยได้ซื้อเพราะเพื่อนบ้านเอามาแจกค่ะ ลูกใหญ่ ๆ เม็ดสีแดงสดมากค่ะ
ส่วนน้อยหน่า ชอบที่สุดเลย ที่สวนของแม่ มีเยอะมาก ไม่ต้องไปขายเลยค่ะ มีคนมาเหมาสวนเป็นประจำ

--------------------
ไปเยื่ยม..บ้านใหม่ด้วยนะค่ะ
http://pimlapas.page.tl/
http://pimmy65unitedstates.spaces.live.com



สีน้ำฟ้า    
โพสต์เมื่อ: Aug 4 2007, 11:01 PM
   


ตามมาอ่านงานของพี่ค่ะ

ดีจัง.. อ่านแล้วคิดไปถึงหนังสือนอกเวลา ตอนที่อ่านสมัยมัธยมแน่ะค่ะ




----------------------
คิดถึง..ไปหาได้ทุกเมื่อนะคะ...
-----------------------------------------------------------
ลานอักษร สีน้ำฟ้า ณ โอเคเนชั่น



อภิญญา    
โพสต์เมื่อ: Aug 5 2007, 03:54 AM
   
ขอบคุณน้องพิมและน้องแจมมากค่ะ พวกเราก็ให้กำลังใจกันมาก ๆ จะได้พากันไปสู่ความสำเร็จค่ะ

ตอน ๕ จะเป็นเรื่องของสัตว์... มีอะไรอีกเยอะที่ทำให้ยายปวดหัว เราเองก็ปวดหัวในความทะโมนของตัวเองเหมือนกัน...

--------------------
จะขี่ไม้กวาดไปตามหาฝัน...เข้าไปเยื่ยมชมบ้านในฝันได้ที่นี่ค่ะ
http://apinya07.spaces.live.com



thaipumpkin    
โพสต์เมื่อ: Aug 7 2007, 07:59 AM
   
เย้..ดีใจจัง "ยายจ๋าฯ" มาแล้ว เข้าเนตไม่ค่อยได้ค่ะ พอผ่านไปหลายวันแวะมาลองดูก็พบว่า "ยายจ๋าฯ" มารออยู่ 2 ตอนแล้ว อ่านแล้วก็คิดเหมือนคุณนิค่ะว่าน่าจะรวมเล่มได้นะคะ แน้..คุณอภิญญายิ้มใหญ่แล้ว ตอน 4 นี่อ่านแล้วคิดถึงเรื่อง "เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก" ค่ะ ให้ความรู้ดีค่ะ



อภิญญา    
โพสต์เมื่อ: Aug 7 2007, 10:43 AM
   
น้องพัมกิ้น

อ่านแล้วหัวเราะเลยค่ะ คนอะไรช่างรู้ทันจริง เฮ้อ...ค่อยมีความหวังขึ้นมานี้ดหนี่ง ใกล้จะจบแล้วค่ะ คอยติดตามตอนต่อไปนะคะ ส่วนเรื่องไก่กระโดดเนี่ย ทุกวันนี้ก็ยังไม่ลืม เวลาถึงวันพบญาติ เราจะซื้อไก่ย่างส้มตำมากินกัน แล้วก็คุยเรื่องไก่กระโดด หัวเราะกันแทบสำลักเลยค่ะ เพราะพี่ปิ๋วทำท่าทำทาง เป็นที่เฮฮาของนอ้ง ๆ

พี่ชอบนั่งรถไฟค่ะ เมื่อคราวไป Melbourne ก็ให้ลูกชายพาไปนั่งรถไฟท่องเที่ยว ไป Puffing Billy เลยค่ะ...

--------------------
จะขี่ไม้กวาดไปตามหาฝัน...เข้าไปเยื่ยมชมบ้านในฝันได้ที่นี่ค่ะ
http://apinya07.spaces.live.com



กะปอม    
โพสต์เมื่อ: Oct 8 2007, 09:24 AM
   
จากฉวีวรรณค่ะ
ชอบทับทิมค่ะ เอาแค่นี้ก่อนก็แล้วกันนะยาย ขอเรียกทับทิมนั่นแหละง่ายดี พอพูดถึงน้อยหนา สามทะโมทก็ส่ายหน้าพร้อมกัน อิๆๆ พูดถึงมะพร้างก็แอบไปด้อม ๆ มอง ๆ หามะพร้าวกะทิกันบ่อย ใช้“มีดอีโต้” ที่เตรียมมา ครั้งเดียวไม่มีพลาด เนื้อมะพร้าวที่หนานุ่มสีขาวน่ากิน โรยด้วยน้ำตาลทรายที่เตรียมมา ก็ได้กินของอร่อยอิ่มท้องไปตาม ๆ กัน
หนูชอบถ้อยคำของพี่มากคะสนุกดีเขียนแบบนี้ให้อ่านอีกนะคะ สู้ๆ



อภิญญา    
โพสต์เมื่อ: Oct 8 2007, 03:26 PM
   
ค่ะ สู้ ๆ ตอนนี้พี่มีกำลังใจเป็นกระบุงเลยค่ะ ฮิ ๆ

--------------------
จะขี่ไม้กวาดไปตามหาฝัน...เข้าไปเยื่ยมชมบ้านในฝันได้ที่นี่ค่ะ
http://apinya07.spaces.live.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 01, 2008, 03:42:58 pm โดย มนตราแห่งทะเล » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF