www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ไขว่คว้าหาดวงดาว - ตอนรอจนเซ็ง  (อ่าน 1321 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2009, 04:19:20 pm »

สวัสดีค่ะ พบกันอีกแล้วด้วยนิยายตอนใหม่ เชิญติดตามต่อนะคะ

ตอน รอจนเซ็ง

เวลาผ่านไปอีกหนึ่งปี แต่ชีวิตของพวกเราในแวดวงเดียวกันก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก ฉันยังคงรอให้เขาเรียกไปสัมภาษณ์เรื่องกรีนคาร์ด เรายังไม่ได้ข่าวคืบหน้าเลย กลางสอบถามทนายเขาบอกว่ายังไม่มีโควต้า เพราะคนขอกรีนคาร์ดด้วยวิธีนี้มาก เขาบอกว่าฉันต้องรออีกถึงสามปีกว่าเขาจะเรียกสัมภาษณ์ แต่ฉันก็ไม่เดือดร้อนที่จะรีบเอากรีนคาร์ด ตอนนี้ยังไม่คิดจะกลับเมืองไทย เพราะครอบครัวอยู่ที่นี่แล้ว และทางเมืองไทยก็ไม่มีอะไรต้องห่วง

สำหรับคุณชายต้นนั้นฉันไม่ใส่ใจกับเขาอีกต่อไป ถึงแม้ว่าเขาจะโทรศัพท์มาถึงหลายครั้ง และบอกว่าจะมาเยี่ยม แต่ฉันไม่ให้มา ฉันได้ยินมาว่าเขาไปเที่ยวคุยฟุ้งว่ามีร้านอาหารอยู่ที่เมืองนอก ทั้งๆที่เขาไม่ได้มาช่วยเรื่องเงินสักบาทเดียว ตั้งแต่มาอยู่อเมริกาฉันมีความสบายใจขึ้นมาก ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่า การผูกพันอยู่กับคุณชายต้นไม่มีอะไรดีขึ้นมาเลย แต่ฉันก็ยังใจไม่กล้าที่จะขอหย่าขาดจากเขา น้องๆของฉันก็บอกว่า ทำไมไม่เลิกรากันไปให้ถูกต้องตามกฎหมาย ปล่อยให้คาราคาซังแบบนี้ ถ้าต่อไปฉันพบผู้ชายคนใหม่ที่ต้องการจะจริงจังด้วย จะมีปัญหาภายหลัง

“เอาไว้ให้เจอคนใหม่ก่อนแล้วค่อยว่ากัน ถึงเวลานั้นฉันคงมีแรงบันดาลใจที่จะบอกเลิกคุณชายได้อย่างเด็ดขาด พวกตัวก็รู้นี่ว่าเขาร้ายกาจแค่ไหน ถ้าฉันพูดเรื่องหย่า เขาจะต้องโวยวายและหาเรื่องฉัน”  ฉันให้เหตุผล
“เอาอย่างนี้ซิใหญ่ เธอให้ทนายที่นี่ทำเรื่องหย่าทางนี้ วิธีนี้เขาเรียกว่า uncontested divorce หรือหย่าฝ่ายเดียว ให้ทนายยื่นคำร้องต่อศาลที่นี่ แล้วศาลจะส่งหมายเรียกไปถึงสามีที่เมืองไทย ถ้าเขาไม่มาแก้ต่าง ศาลก็จะนัดวันให้เธอไปฟังคำตัดสินให้หย่าขาดจากกัน เพราะถือว่าเรียกแล้ว แต่จำเลยไม่มา” สุนิดาซึ่งวันนั้นมาอยู่ที่ร้านเป็นคนให้ความคิด
“จริงเหรอพี่สุนิดา ฉันเองยังไม่เคยรู้มาก่อน ก็ดีน่ะซิ ถ้าทำอย่างที่ว่าได้จะได้จบๆกันไปเสียที” กลางพูดขึ้นด้วยความแปลกใจ
“เฮ้ย ถ้าเกิดเขามาอาละวาดที่นี่ล่ะ” ฉันยังอดวิตกไม่ได้
“ฉันว่าเขาไม่กล้าหรอก ที่นี่มีแต่พรรคพวกพี่น้องของเธอทั้งนั้น อีกอย่างหนึ่งฉันรู้ว่าเขาไม่กล้ามาเบ่งแถวนี้ ที่อเมริกานี่ไม่มีใครคุ้มกะลาหัวเขาได้ ขืนมาเบ่งผิดที่อาจจะโดนติดคุกหัวโต” สุนิดายืนยัน
“ถ้างั้นฉันจะให้ดิ๊กหาทนายให้นะเจ๊ เจ๊ไม่ต้องไปกลัวมันหรอก ทำเรื่องให้มันเสร็จๆไปซะ” กลางสรุป

เรื่องของฉันก็กำลังจะไปได้ดี ส่วนแป้นก็ยังคงไขว่คว้าหาผู้อุปการะอยู่อย่างขมักเขม้น แต่ระยะหลังเขาเปลี่ยนแหล่งหาเหยื่อใหม่  เพราะได้ความคิดจากสุนิดาว่า ผู้ชายดีๆต้องอยู่ในสถานที่ดีๆอย่างตามโบสถ์ หรือสถานที่ออกกำลังกาย  คนที่มาออกกำลังตามฟิตเนสจะต้องมีเงินเหลือใช้  ส่วนหนุ่มจนๆคงไม่มีเวลาไปฟิตเนส เพราะต้องทำมาหากินตัวเป็นเกลียว แป้นชวนฉันไปโบสถ์ในวันอาทิตย์  ที่นั่นมีชายฝรั่งเต็มไปหมด หลายวัยและหลายขนาด แต่ส่วนใหญ่เขาจะมากับครอบครัว หนุ่มที่มาเดี่ยวมีน้อยมาก เท่าที่เห็นหนุ่มโสดพวกนี้ก็หน้าตาไม่หล่อ แล้วก็เคร่งศาสนาจนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง หรือไม่ก็ชอบไม้ป่าเดียวกัน

แป้นใช้ความพยายามอีกวิธีหนึ่ง ด้วยการชวนฉันไปสมัครเป็นสมาชิกที่สถานที่ออกกำลังกาย ซึ่งอยู่ในศูนย์การค้าเดียวกับร้านของงฉัน เราไปออกกำลังได้เฉพาะเวลาหลังบ่ายสองโมงจนถึงห้าโมงเย็น เพราะช่วงนั้นร้านปิดพักหลังจากขายอาหารกลางวัน เราจะเปิดใหม่เพื่อขายอาหารเย็นตอนห้าโมงครึ่ง กว่าจะเลิกก็เกือบห้าทุ่ม

แต่วิธีนี้ก็ไม่ได้ผลอีก เพราะว่าสมาชิกที่มาออกกำลังช่วงบ่าย จะเป็นพวกคนสูงอายุ และช่วงนี้จะเป็นเวลาที่หนุ่มๆกำลังทำงาน หนุ่มจะมาออกกำลังกันหลังห้าโมงเย็น ซึ่งเป็นเวลาที่พวกเขาเลิกงาน แต่กลับเป็นเวลาเรื่มต้นทำงานของฉันกับแป้น เฮ้อ น่าเสียดายแทนแป้นจริงๆ

บางทีหลังเลิกงานแล้วฉันกับแป้นก็ชวนกันไปนั่งตามร้านอาหารที่เปิดขายจนถึงตีสอง ไปสั่งเหล้ามาดื่มคนละแก้ว แล้วก็กลับบ้าน ขอให้ได้ไปปล่อยอารมณ์คลายเครียด แม้จะแค่ชั่วโมงสองชั่วโมงก็ยังดี ตอนนี้ฉันซื้อบ้านแล้ว และเอาแม่มาอยู่ด้วยที่บ้าน ไม่อยากกลับดึกมาก เพราะแม่รออยู่ทุกคืน ถึงแม้ว่าฉันจะอายุมากแล้ว แต่ฉันก็ยังเป็นเด็กเสมอในสายตาของแม่ ฉันรู้ว่าแม่เป็นห่วงเวลาที่ฉันกลับบ้านดึก ถึงแม้ว่าแม่จะไม่ด่า แต่เวลาที่แม่มองค้อนฉันรู้สึกไม่สบายใจทุกครั้ง

ฉันเคยบอกสุนิดาว่าจะขอไปค้างกับเขา จะได้ไปเที่ยวกลางคืนโดยไม่ต้องกังวลว่าเเม่จะนั่งรอ แต่สุนิดารีบปฏิเสธ เขาบอกว่าไม่ชอบเที่ยวกลางคืน แล้วเขาก็บอกตรงๆด้วยว่าไม่ชอบแป้น เวลาที่ไปกินอะไรด้วยกันแป้นจะพยายามเลี่ยงไม่ยอมจ่าย สุนิดาไม่ชอบกิริยากรีดกรายของแป้น เขาบอกว่าเห็นแล้วขวางหูขวางตา

สุนิดาเคยบอกให้แป้นฟังว่า การที่จะคว้าเอาใครมาแต่งงานด้วยเพื่อเอากรีนคาร์ด โดยที่เรายังไม่รู้จักเขาดีพอเป็นการเสี่ยงมาก เวลานี้เจ้าหน้าที่กองตรวจคนเข้าเมืองเพ่งเล็งการขอกรีนคาร์ดด้วยวิธีแต่งงานเป็นพิเศษ เพราะระยะหลังเจ้าหน้าที่จับได้ว่า มีการแต่งงานกันหลอกๆเพื่อเอากรีนคาร์ดกันเยอะ ถ้าเจ้าหน้าที่เขาสงสัย แต่ยังหาหลักฐานที่แน่ชัดเพื่อเอาผิดไม่ได้ เขาก็ปล่อยให้รอไปก่อนอย่างไม่มีกำหนด ฝ่ายที่รับจ้างแต่งงานอาจจะรอไม่ไหวทิ้งเรื่องไปกลางคัน ถึงอย่างไรผู้รับจ้างก็ยังได้ค่าจ้างไปแล้วบางส่วน ถ้าเจ้าหน้าที่มีหลักฐานเอาผิดกับทั้งคู่ได้ ผู้รับจ้างก็จะถูกดำเนินคดีอาญา ส่วนผู้ว่าจ้างก็จะถูกเนรเทศ ทั้งๆที่กองตรวจคนเข้าเมืองเข้มงวดมาก แต่ก็ยังมีคนกล้าเสี่ยง เพราะอยากได้ใบเขียวมาก

เพื่อนของฉันเล่าถึงวิธีการที่เจ้าหน้าที่ซักถามตอนที่สัมภาษณ์คนขอกรีนคาร์ดว่า เข้มงวดขนาดไหน
“เวลาไปสัมภาษณ์เขาจะเรียกเข้าไปทีละคน แล้วเขาก็ถามคำถามส่วนตั๊ว-ส่วนตัว ถ้าเธอไม่ได้เป็นผัวเมียกันจริงๆ เธอสองคนจะต้องพูดอะไรพิรุธออกมาให้เขาจับได้”
“แล้วเขาถามอะไรบ้างล่ะพี่” แป้นถามอย่างสนใจเต็มที่
“เท่าที่ได้ยินมานะ จากเจ้าของเรื่องเองเลยละ เจ้าหน้าที่ถามเขาว่า แปรงสีฟันของสามีของเขาสีอะไร เขาตอบไม่ได้”
“เป็นฉัน ฉันก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน เพราะฉันไม่ใส่ใจกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ” ฉันออกความเห็นบ้าง
“แต่คนที่อยู่ด้วยกันทุกวัน ใช้ห้องน้ำร่วมกันเห็นทั้งแปรงของตัวเองและของแฟนทุกวันมันก็ต้องจำได้โดยอัตโนมัติ” เพื่อนยืนยันต่อ
“แล้วเรื่องเป็นไงต่อพี่ ตกลงคนนี้เขาได้กรีนคาร์ดไหม” แป้นถามด้วยความอยากรู้
“เจ้าหน้าที่บอกว่า แล้วจะแจ้งให้ทราบทางจดหมาย จนป่านนี้ยังไม่ได้ข่าวเลย อันที่จริงสองคนนี่เป็นผัวเมียอยู่กินด้วยกันจริงๆ แต่อายุห่างกันมาก ฝ่ายหญิงอายุมากกว่าถึงสิบห้าปี เจ้าหน้าที่เขายิ่งเพ่งเล็งมาก เลยไม่รู้ว่าเรื่องจะจบลงยังไง”

“แป้น เธอเห็นไหม เรื่องแต่งงานเอาใบเขียวมันไม่ได้ง่ายอย่างที่เธอคิด” ฉันพูดเสริม
“แล้วพี่จะให้หนูทำยังไง วีซ่าหนูขาดไปแล้ว จะกลับไปเยี่ยมลูกก็ไม่ได้  ถ้ากลับไปเมืองไทยแล้วก็กลับมาอเมริกาอีกไม่ได้ ตอนนี้จะทำอะไรก็ทำไม่ได้ เหมือนเป็นคนเถื่อน” แป้นพูดถึงความคับข้องใจ
“ฉันว่าเธอตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงินไว้ใช้ในอนาคตดีกว่า อยู่ที่นี่เธออย่าหวังพึ่งใครเลย เธอต้องพยายามยืนด้วยขาของตัวเอง ถ้าเธอทำตัวดี สักวันเธอคงเจอคนที่จริงใจกับเธอ และเต็มใจช่วยเธอจริงๆ ถ้าเธอคิดแค่จะหาคนช่วยแก้ปัญหา เธอคิดหรือว่าเขาจะยอมช่วยเธอฟรีๆ เขาก็ต้องหวังผลตอบแทน คนพวกนี้เขาเรียกค่าจ้างทีละห้าพัน” ฉันพยายามอธิบาย
“หนูไม่มีหรอกเงินห้าพัน มันก็ต้องมีสักวันนะที่เจอคนดีๆ” แป้นยังคงคาดหวังต่อไป
“ผู้ชายก็เหมือนเงา เวลาที่เราไล่จับเงา มันก็จะวิ่งหนีเรา ฉันว่าเธอทำตัวดีๆ สักวันเธอคงจะได้พบคนดี จะได้อยู่กันยืด คุ้มค่าการรอ”

แต่คำเตือนของฉันกับเพื่อนไม่ได้ผล แป้นยังคงหาคนมาช่วยแก้ปัญหาต่อไป คราวนี้ถึงขนาดตรวจดูประกาศหามิตรต่างเพศทางหนังสือพิมพ์ แต่หล่อนก็ไม่มีปัญญาติดต่อเอง ต้องมาขอให้ฉันช่วยโทรศัพท์ให้  ฉันบอกแป้นว่า ถ้าเขาอยากมีผัวฝรั่ง เขาก็ต้องพูดภาษาอังกฤษเอง เพราะฉันตามไปเป็นล่ามให้ถึงในมุ้งไม่ได้ แป้นเลยไปขอให้สุนิดาช่วย ก็เลยโดนสุนิดาปฏิเสธ แถมยังสั่งสอนอีกด้วยว่า
“ถ้าอยากมีผัวฝรั่งเธอก็ต้องหัดพูดภาษาอังกฤษ แล้วก็ปรับตัวเข้ากับเขาให้ได้”
“ขอให้ได้ผัวฝรั่งก่อนเถอะ อยู่ด้วยกันไปมันก็พูดได้เองนั่นแหละ” แป้นแย้ง ซึ่งทำให้สุนิดาโกรธมาก
“บอกให้ดีๆไม่ฟัง เธอหาทางของเธอเองก็เเล้วกัน อย่ามายุ่งกับฉันอีก”
                                                *********************************
ฉันใช้ชีวิตอิสระกว่าตอนที่อยู่เมืองไทย  ฉันกับแป้นไปไหนก็จะไปด้วยกัน คนหนึ่งทำเป็นเก่ง แต่ความจริงแล้วขี้ขลาด อีกคนหนึ่งกล้าแต่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ลึกลงไปในใจแล้วเราทั้งสองอยากจะมีแฟนใหม่ แต่ก็ทำไว้ท่าตามแบบกุลสตรีไทย เคยมีเพื่อนคนไทยของเราบอกว่า เวลาเขาไปตามคลับมักจะมีหนุ่มมาเสนอตัวจ่ายค่าดริ๊งให้ แต่เราบอกว่ายังไม่เคยเจอแบบนี้สักที เพื่อนเขาเตือนไว้ว่าเวลาที่มีหนุ่มเลี้ยงเหล้า อย่าถือโอกาสสั่งมาดื่มหลายแก้ว เพราะเห็นว่าเป็นของฟรี ไม่ควรดื่มมากกว่าสองแก้ว เขาจะหาว่าเป็นคนเห็นแก่ได้ และเสียบุคลิกด้วย  แต่เมื่อเราไปไหนด้วยกันแยกจนไม่ออกเหมือนปาท่องโก๋ จึงหาคนมาจีบยาก คงจะไม่มีหนุ่มคนไหนอยากจ่ายค่าดริ๊งค์ให้ผู้หญิงถึงสองคน

แป้นพูดเสมอว่าอยากเอาลูกสองคนมาอยู่ที่อเมริกาด้วย ลูกสาวคนโตเพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเอกชน เขาอยากให้ลูกมาทำปริญญาโทต่อที่อเมริกา ฉันต้องเบรคเขาไว้บ้าง
“ฉันว่าเธอฝันมากไปหน่อย ลำพังเงินเดือนเดือนละเก้าร้อยของเธอ คงไม่มีปัญญาส่งลูกเรียนโทได้หรอก”
“ก็ให้มันทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ก็ทำที่ร้านนี่แหละพี่”
“เธออย่าคาดการณ์ไปไกลเลยนะ เธอแน่ใจหรือว่าลูกเธอจะขอวีซ่านักเรียนได้ เขาเอาหลักทรัพย์เป็นล้าน ขนาดเธอเองมาทัวร์ ถ้าไม่ได้เจ๊จิ๋มช่วยเธอก็คงไม่ได้วีซ่า”
“ฉันก็จะลองให้ทางพ่อเด็กเขาหาหลักทรัพย์ไปแสดง”
“เธอวางแผนเสียอย่างดี แต่เธอไม่ถามก่อนว่าฉันเห็นด้วยหรือเปล่า ถ้าเธอคิดจะเอาลูกมาอยู่ที่บ้านฉันด้วย ฉันคงรับไม่ไหว ที่ฉันตกลงใจซื้อบ้านก็เพราะจะได้ให้แม่และลูกๆของฉันมาอยู่รวมกัน ฉันไม่มีที่ว่างให้คนอื่นมาอยู่ด้วย”
เท่าที่ฉันเห็นลูกคนโตของแป้นก็ฟุ้งเฟ้อเหมือนแม่ ของใช้ส่วนตัวก็ต้องเป็นของมียี่ห้อดีๆ เขาไม่ประมาณตัวในการใช้จ่าย ฉันเคยบอกให้แป้นพูดความจริงกับลูกว่า แม่อยู่อเมริกาต้องทำงานหนัก ไม่ใช่ร่ำรวย ให้ลูกรู้จักค่าของเงิน และรู้จักเห็นอกเห็นใจแม่บ้าง ไม่ใช่ร่ำร้องเอาของฝากทุกครั้งที่มีคนกลับเมืองไทย เด็กพวกนี้คงคิดว่าแม่ของพวกเขาอยู่อย่างหรูหรา มีเงินทองจับจ่ายคล่องมือ

อีกอย่างหนึ่งแป้นสร้างภาพพจน์ให้ลูกเข้าใจผิด ทุกวันเสาร์แป้นจะต้องโทรศัพท์ไปหาลูกที่เมืองไทย ค่าโทรศัพท์ตกประมาณเดือนละสองร้อยเหรียญ เงินจำนวนนี้เอาไปทำประโยชน์อย่างอื่นได้ดีกว่า ฉันเคยบอกแป้นให้เขียนจดหมายไปหาลูกจะประหยัดเงินมากกว่า นานๆค่อยโทรศัพท์ไปที แต่แป้นอยากจะแสดงอวดคนทางเมืองไทยมากกว่า ไม่ใช่ว่าเขาห่วงลูกมากมาย

ฉันเคยได้ยินแป้นพูดโทรศัพท์กับลูก เขาบอกลูกว่า “แม่ฝากเงินมาให้สองร้อยเหรียญนะ แต่อย่าเพิ่งใช้ ให้ไปขอเงินพ่อก่อน” ฉันฟังแล้วก็รู้สึกพิลึก ฉันเคยถามเขาตรงๆว่า ทำไมต้องบอกลูกแบบนั้น เขาตอบว่า เขาไม่อยากให้พ่อเด็กรู้ว่าเขาส่งเงินให้ลูก เพราะถ้าพ่อของเด็กรู้เขาอาจจะไม่ให้เงินลูกใช้ โดยเฉพาะตอนนี้สามีเก่าของแป้นแต่งงานใหม่แล้ว แป้นต้องการให้ลูกดึงเงินจากพ่อมาให้ได้มากที่สุด
                                                  *******************************
 ที่เมืองนี้มีคนลาวอยู่มาก คนลาวจะชอบเที่ยวชอบสนุกมากกว่าคนไทย เขามีบาร์ของคนลาว และมีการร้องเพลงคาราโอเกะด้วย คนไทยก็ชอบไปเที่ยวที่บาร์แห่งนี้ด้วย แต่ก็ต้องระวังตัวให้ดี เพราะมีการตีกันบ่อยเหลือเกิน เราสองสาวก็ไปเที่ยวที่บาร์นี้กับเขาบ้าง จึงมีโอกาสได้รู้จักเพื่อนใหม่ชื่อศรีโสภา ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นชื่อฝรั่งว่าซูซี่ ซูซี่เป็นแม่ครัวของร้านอาหารไทย เป็นสาวใหญ่ไร้คู่เช่นเดียวกัน เขาพูดภาษาอังกฤษแทบจะไม่ได้เลย ยิ่งมาทำงานร้านอาหารไทย ต้องอยู่แต่ในครัว ไม่มีโอกาสได้ฝึกฝนพูดภาษาอังกฤษ ครั้นจะไปเรียนเพิ่มเติมก็หาเวลาไม่ได้ งานร้านอาหารเป็นงานหนัก ต้องไปเปิดร้านเพื่อเตรียมของตั้งแต่สิบโมงเช้า และอยู่ที่ร้านไปจนถึงเวลาปิดร้าน บางคนอาจจะได้พักตอนหลังบ่ายสองโมงบ้าง แต่กว่าจะเก็บกวาดเสร็จและปิดร้าน บางครั้งก็เกือบสองยาม ถึงแม้ว่าสาวๆพวกนี้จะทำงานหนัก แต่พวกเขาก็ชอบเที่ยวกลางคืน

ซูซี่เป็นคนอิสานเหมือนกับแป้น แต่แป้นไม่ยอมบอกใครว่าพื้นเพเดิมมาจากจังหวัดยโสธร ทั้งๆที่หน้าตาและจมูกของเขาก็ฟ้องอยู่ เขาไม่เคยพูดภาษาอิสานให้ใครได้ยิน แม้กระทั่งกับซูซี่เขาก็ไม่ยอมบอกว่าเป็นคนอิสานเหมือนกัน

ฉันมองตัวเองว่าเหนือกว่าซูซี่ทั้งการศึกษา หน้าตาและฐานะ แต่ที่คบค้าด้วยเพราะฉันไม่ค่อยมีเพื่อน ซูซี่เป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา คำพูดบางอย่างของเขาฉันฟังแล้วก็สะอึกเหมือนกัน
“อยากจะได้แฟนฝรั่งสักคน จะได้มีคนช่วยทำใบเขียวให้ พวกเพื่อนๆที่เขาแต่งงานกับฝรั่งส่วนใหญ่เขาได้แฟนอุปการะ แทบจะไม่ต้องทำงานเลย”  ซูซี่บอกความตั้งใจของหล่อน
“แต่หล่อนมาผิดที่นะซูซี่ ที่นี่บาร์ลาว ฝรั่งโสดๆเขาไม่เข้ามาเที่ยวในนี้หรอก พวกที่เข้ามาเที่ยวในนี้เขาก็มากับแฟนคนลาว” ฉันเริ่มเบรคซูซี่
“ฉันไม่ชอบไปบาร์ฝรั่ง”
“หล่อนทำงานอยู่ก้นครัวอย่างนี้ แล้วจะมีโอกาสเจอฝรั่งดีๆได้ยังไง ลองขอเจ้าของร้านออกมาเสริฟบ้างซิ จะได้พบปะคนดีๆบ้าง”  ฉันแนะนำ
“ฮ่วย เว้าอังกิดบ่ได้ คงจะยากละเด้อ”
“หล่อนก็ต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษบ้างนะซูซี่ เวลาเจอผู้ชายดีหล่อนจะได้ไม่เสียโอกาส เมื่อสื่อสารกันไม่เข้าใจผู้ชายเขาก็หมดความสนใจ ถ้าหล่อนจะรอให้มีผู้ชายฝรั่งที่พูดไทยได้หล่นมาใส่ตัก ซึ่งเป็นความฝันที่อาจจะเป็นจริงได้ยาก”
“ถ้ารักผู้ชายรักข้อยจริง เขาก็ต้องเรียนพูดภาษาไทยและหัดกินอาหารไทย” ซูซี่เถียงข้างๆคูๆ
“หล่อนลืมไปแล้วหรือว่าตัวเองอายุจะห้าสิบ และเริ่มจะเหี่ยว ยังคิดหรือว่าตัวเองยังมีเสน่ห์พอที่จะทำให้ผู้ชายลุ่มหลงถึงขนาดยอมทำตามทุกอย่าง”

เมื่อฉันพูดออกไปแบบนี้ ทำให้ซูซี่โกรธมาก ถึงขนาดไม่ยอมพูดกับฉันอีกเลย คนอย่างซูซี่ไม่สามารถเอื้ออำนวยผลประโยชน์ให้ฉันได้ ฉันจะต้องไปแคร์ทำไม


บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2009, 08:40:37 am »

มาติดตามต่อค่ะ

ยังคงมีข้อคิดที่ดีมากมาย หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้หญิงทั้งหลายที่อยากไปอยู่อเมริกาได้มากทีเดียว
บันทึกการเข้า
pimlapas
Newbie
*
กระทู้: 24



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2009, 09:46:18 am »

พี่เป๊กกี้ คิดถึงนะค่ะ มารออ่านตอนต่อไปค่ะ จุ๊บ ๆ 
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF