www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ยายจ๋า...หลานมาเยี่ยม (ตอน ๕)  (อ่าน 1416 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2008, 02:11:54 am »

ไก่กระโดด

ไก่ย่างส้มตำนับเป็นอาหารประจำชาติที่ขึ้นชื่ออย่างหนึ่งของไทยที่ใคร ๆ ก็รู้จักและมักจะติดใจในรสชาด พวกเราก็เช่นกัน และถ้ามีไก่ย่างกับข้าวเหนียวด้วยละก็ อร่อยอย่าบอกใครเชียว ไก่ย่างที่มีชื่อในจังหวัดนครราชสีมาคือไก่ยางปะโคนชัย ที่ตำบลปะโคนชัย ใครผ่านเป็นต้องแวะซื้อ และที่บ้านสวน ไก่ย่างก็เป็นอาหารจานโปรดของพวกเราและทุกคนในบ้าน

เวลาไปเที่ยวบ้านสวนของยาย ที่ท้ายตรอกไก่แจ้ จะมีร้านไก่ย่างอยู่หลายร้าน แต่ที่อร่อยสุด ๆ นั้นมีอยู่ร้านหนึ่ง ขายดีมาก คนต้องเข้าแถวรอซื้อกันยาวเหยียด พวกเราก็เคยไปเข้าแถวรอกับเขาอยู่บ่อย ๆ ร้านอื่น ๆ ขายสู้ร้านนี้ไม่ได้ เคยแอบได้ยินพวกผู้ใหญ่คุยกันว่า ร้านนี้ลูกสาวสวยเลยขายดี เพราะเหตุนี้เอง เมื่อได้ยินอย่างนี้ก็จะไปแอบมองให้แน่ใจว่าสวยสู้แม่เราได้หรือเปล่า ในที่สุดก็สรุปได้ว่า แม่สวยกว่าตั้งเยอะ สำหรับพวกเรานั้นติดใจไก่ย่างร้านนี้เพราะความอร่อยไม่เกี่ยวกับความสวยของลูกสาวคนขาย

วันหนึ่งยายให้ไปซื้อไก่ย่างหลายตัวเพราะมีแขกมาเยี่ยมที่บ้าน ฉันกับพี่ ๆไปเข้าแถวรอเช่นเคย แต่วันนี้คนเยอะจริง ๆ รอนานเข้าก็ชักจะเมื่อยขาอยากนั่งพักบ้าง พี่ปิ๋วเลยให้พี่แป๋วยืนรอไปก่อน แล้วพาฉันไปนั่งพักที่ในร้าน ครั้นนั่งนานเข้าก็รู้สึกคอแห้งกระหายน้ำอีกแล้ว สะกิดคนขายแล้วบอกว่า ป้า ๆ หนูหิวน้ำ เจ้าของร้านเขาก็ใจดีบอกให้ไปตักน้ำกินเองที่ตุ่มน้ำฝนหลังบ้าน เดือดร้อนพี่ปิ๋วตามเคย เพราะหลังบ้านมันมืดฉันไม่เข้าไปเด็ดขาด

พี่ปิ๋วหายไปพักใหญ่ วิ่งหน้าตื่นออกมาดึงมือฉันและพี่แป๋วไปร้านอื่น พวกเราสงสัยกันใหญ่ถามว่าทำไมไม่ซื้อร้านนี้ เดี๋ยวต้องถูกยายดุแน่ ๆ เพราะยายสั่งให้ซื้อร้านนี้ พี่ปิ๋วจึงเล่าให้ฟังว่าจะซื้อไปได้ยังไง เมื่อสักครู่นี้เข้าไปหลังร้านจะไปตักน้ำฝนให้ฉันดื่ม เผอิญไปเห็นเค้ากำลังฆ่าไก่อยู่หลังร้าน พูดแล้วพี่ปิ๋วก็ทำคอย่นหลับตาปี๋

ฉันยิ่งอยากรู้ว่าเรื่อง ถามว่าเขาทำกันยังไง พี่ปิ๋วบอกว่า เขาจับไก่เป็น ๆ มาเชือดคอ แล้วโยนไว้ที่พื้น ไก่มันเลยกระโดดไปกระโดดมาเหมือนยังไม่ตายน่ะสิ กระโดดเต็มหลังบ้าน เลยต้องวิ่งหน้าตื่นออกมานี่แหละ

นับแต่วันนั้นพวกเราไม่ไปซื้อไก่ย่างร้านนี้กินอีกเลย เพราะกลัวไก่กระโดด เดี๋ยวมันจะกระโดดมาขอความเห็นใจคนกินที่หน้าร้าน แต่ถึงอย่างไรเราก็ยังไม่คิดจะเลิกกินไก่ย่าง เพียงแต่เลี่ยงไปซื้อไก่ย่างร้านอื่นเท่านั้นเอง

ห้องชั้นบน

สิ่งที่พวกเรากลัวนักกลัวหนาก็คือการถูกยายใช้ให้ขึ้นไปหยิบของที่ชั้นบนของบ้าน คนอื่นมีตั้งเยอะแยะยายก็ไม่ใช้ มักจะมาใช้พวกเราทุกที แล้วข้างบนนั้นดูน่ากลัวสำหรับพวกเราที่สุดโดยเฉพาะห้องเก็บของของยาย นิทานหลายเรื่องในสมัยนั้นก็มักจะกล่าวถึงบ้านผีสิงที่มีห้องชั้นบน หรือห้องใต้หลังคาที่ปิดตายเพราะมีผีอยู่ในนั้น หันไปทางไหนก็ไม่พ้นเรื่องผีอีกตามเคย

วันหนึ่งยายใช้ให้พวกเราขึ้นไปหยิบหีบของเก่าที่ในห้องเก็บของ ยายบอกว่าอยู่ในตู้ไม้มะเกลือที่มุมห้องติดกับโต๊ะพระฝังมุกเก่าแก่ โอย..พวกเราเริ่มเหงื่อแตกซิก ๆ จะปฏิเสธก็ไม่ได้ ครั้นจะมองหาใครสักคนเพื่อให้ช่วยขึ้นไปแทนก็ไม่มีใครอยู่ ในที่สุดต้องเกาะกลุ่มกันเป็นพรวนค่อย ๆ ย่องขึ้นบันไดไปทีละขั้น มองลอดช่องบันไดลงไปเห็นยายนั่งเคี้ยวหมากหยับ ๆ อย่างสบายใจ แต่สายตาชำเลืองมองพวกเรา เป็นระยะ ๆ จำใจต้องก้าวขึ้นไปเรื่อย ๆ พี่ปิ๋วนำหน้า ฉันอยู่รั้งท้าย ในที่สุดพวกเราก็มายืนขาสั่นอยู่หน้าห้องเก็บของ

เพราะยายมีสมบัติมาก ของเก่าเยอะแยะ นาน ๆ ทีจึงจะให้คนขึ้นมาเปิดประตูให้แสงสว่างเข้า และปัดกวาดเสียทีหนึ่ง ปกติก็จะปิดประตูใส่กุญแจไว้ พวกเราค่อย ๆ ไขกุญแจห้องอย่างระวัง เปิดประตูออกช้า ๆ แล้วพี่ปิ๋วก็ร้องเสียงหลง ทำเอาพวกเราร้องตามไปด้วยทั้งที่ไม่รู้ว่าร้องทำไม ถามว่ามีอะไร พี่ปิ๋วก็บอกว่า ตกใจน่ะสิ เพราะมันมืด โธ่.. ฉันกับพี่แป๋วร้องขึ้นพร้อมกัน นึกว่ามีอะไรที่แท้ก็ตกใจเพราะกลัวความมืด จากนั้นพวกเราจึงค่อย ๆ คลำหาปลั๊กไฟ

เมื่อไฟสว่างขึ้น ก็มีเสียงดิ้นขลุกขลักอยู่ใต้โต๊ะมุก เราสามคนกอดกันแน่น พี่ปิ๋วก้มลงมองตามเสียงแล้วก็ถอยหลังพรืดชนเราสองคนล้มกันไปคนละทิศละทาง ฉันถามว่า ทีนี้เห็นอะไรอีกล่ะ พี่ปิ๋วบอกว่า ไม่รู้อะไรตามันวาว ๆ กลมแป๋วเชียวมองไม่ถนัด

ในที่สุดพวกเราก็แข็งใจค่อย ๆ มองฝ่าความมืดดูให้แน่ใจว่าใต้โต๊ะมุกมีอะไรซ่อนอยู่ คงไม่ใช่ผีแน่ ฉันนึกปลอบใจตัวเอง แต่ไพล่ไปนึกถึงผีก็องกอยที่ป๋าเคยเล่านิทานให้ฟัง เมื่อสายตาค่อยคุ้นกับความมืดแล้ว เราก็พบว่ามีกับดักหนูวางอยู่ มีหนูโชคร้ายตัวใหญ่ดิ้นขลุกขลักเพื่อหาทางหนี ค่อยโล่งอกไม่ใช่ผีก็องกอยอย่างที่คิด และแล้วพวกเราก็ได้ของที่ยายต้องการ ต่างคนต่างวิ่งแข่งกันลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว แข่งกันเล่าเรื่องหนูให้ยายฟัง แทนที่จะจบเรื่อง ยายกลับสั่งให้พวกเราเอาหนูไปทิ้งที่นอกบ้านให้ที ให้ออกไปทิ้งไกล ๆ มันจะได้ไม่กลับมาอีก

พวกเราก็เลยต้องจำใจกลับขึ้นไป “ชั้นบน” อีกครั้งแต่เกี่ยงกันว่าใครจะเป็นคนเอาหนูไปทิ้ง ในที่สุดด้วยความอาวุโสกว่าทุกคน พี่ปิ๋วจึงต้องเป็นคนจัดการตามที่ยายสั่ง กว่าจะหาที่ปล่อยได้ก็เดินเสียไกล หนูตัวนั้นมันยังไม่ตาย มันจ้องพวกเราตาแป๋วตลอดเวลา เมื่อถูกปล่อยก็วิ่งหายไปในกองขยะอย่างรวดเร็ว

ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง

การได้นั่งรถไฟนั้นเป็นสิ่งโปรดปรานของพวกเรามาก วันหนึ่งยายชวนไปเยี่ยมยายเหงี่ยมลูกพี่ลูกน้องของท่านที่บางกอกน้อย พวกเราตื่นเต้นกันมาก เวลาไปเยี่ยมยายเราก็นั่งรถไฟไปทุกครั้ง คราวนี้จะได้ไปเยี่ยมยายเหงี่ยมเป็นครั้งแรกจึงตื่นเต้นกันมาก ยายให้พี่บัวผันไปด้วย พี่บัวผันเป็นลูกสาวคนงานที่ทำงานบ้านให้ยาย วันนี้ต้องมาช่วยดูแลลิงทะโมนสามตัวของยาย เพราะท่านคนเดียวดูแลไม่ไหว

รถไฟวิ่งไปบนราง เสียงดัง... ถึงก็ช่าง..ไม่ถึงก็ช่าง...รถไฟร้องอย่างนี้จริง ๆ ฉันเคยถามยายว่าทำไมรถไฟชอบบ่นอย่างนี้ทุกครั้ง ยายบอกว่ารถไฟร้องปลอบใจคนนั่งให้ทำใจให้สบาย ให้นั่งเพลิน ๆ ไม่ต้องหงุดหงิด

สองข้างทางเป็นทุ่งนาเขียวขจี ฉันขอนั่งชิดขอบหน้าต่างเพราะชอบให้ลมเย็นปะทะใบหน้า ชอบมองออกไปนอกหน้าต่างทอดสายตาออกไปให้ไกลอย่างสบายใจ พอรถไฟจอดตามสถานีก็มีคนนำของมาเร่ขายมากมาย มีโอเลี้ยง ชาดำเย็น ถั่วต้ม กล้วยแขก ข้าวเหนียว ไก่ย่าง สับปะรด แตงโม มะม่วง ข้าวเกรียบ และ อะไรอีกหลายอย่าง ฉันจำไม่ได้หมด ยายให้พี่บัวผันไปซื้อข้าวเหนียวไก่ย่าง ชาดำเย็น และถั่วต้ม ให้พวกเรากินเป็นอาหารเที่ยง อร่อยมากฉันจำได้ว่ากินไก่ย่างคนเดียวเกือบครึ่งตัวเพราะความหิว แถมด้วยถั่วต้มอีกหนึ่งถุงใหญ่ พูดถึงไก่ย่าง ทุกครั้งที่เรากินไก่ย่าง เราจะนึกถึงเรื่อง “ไก่กระโดด” ของพี่ปิ๋วทุกครั้ง

กินอิ่มแล้ว ฉันก็เดินเล่นไปตามทางเดินเพราะเบื่อที่จะนั่งอยู่กับที่ เดินผ่านไปที่ตู้รถไฟถัดไปพบลูกหมาตัวเล็ก ๆ อยู่ในกรง มันน่ารักมาก เลยนั่งเล่นเพลิน ทีนี้พอหนังท้องตึง หนังตาก็หย่อน เลยเผลองีบหลับไปด้วยความง่วงข้าง ๆ หมาตัวนั้น มันก็ใจดีแบ่งที่ให้ฉันนั่งงีบ มารู้สึกตัวอีกที อ้าวผู้โดยสารหายไปไหนหมด รีบวิ่งไปที่ตู้เดิมเพื่อมองหายายและคนอื่น ๆ ไม่มีใครอยู่เลย ไปไหนกันหมดทิ้งเราไว้คนเดียว ใจหายและเริ่มกลัว กำลังคิดว่าจะทำอย่างไรดี เห็นพี่บัวผันวิ่งหน้าตื่นขึ้นมาบนรถไฟ ฉันเลยวิ่งเข้าไปกอดร้องไห้โฮ ๆ พี่บัวผันพาเดินลงจากรถไฟไปหายายและทุกคนที่ยืนรออยู่ที่รถสามล้อม ฉันยังร้องไห้ไม่หยุดเพราะความตกใจ

ยายกอดฉันแน่นปลอบให้หายกลัว ฉันรู้สึกได้ถึงความรักของท่าน มืออุ่น ๆ เช็ดน้ำตาให้ฉันแล้วจูงมือเดินไปรวมกับพี่ ๆ เรื่องนี้ฉันถูกพี่ทั้งสองคนพูดไปอีกนานว่าเกือบจะถูกทิ้งไว้บนรถไฟเสียแล้ว เพราะยายมัวแต่ห่วงกระเป๋าและของใช้เลยลืมตรวจสอบว่าหลาน ๆ ลงมาครบทุกคนหรือยัง กว่าจะรู้ว่าหลานอยู่ไม่ครบทุกคนก็ตอนจะนั่งรถสามล้อไปบ้านยายเหงี่ยมนี่แหละ

บ้านของยายเหงี่ยมเป็นบ้านเรือนไทย มีสวนดอกไม้ด้วย ที่หน้าบ้านมีตลาดสด เมื่อเราไปถึง ยายทั้งสองมัวนั่งคุยถามทุกข์สุขกันตามประสาผู้ใหญ่ พี่บัวผันก็ยุ่งกับการจัดห้องพักและเข้าครัว พวกเราเลยถือโอกาสออกสำรวจพื้นที่ ลิงทะโมนอย่างเรามีหรือจะอยู่เฉย ๆ

เดินชมบริเวณบ้านจนทั่วแล้วพวกเราก็เดินเลยออกไปนอกรั้วบ้านที่ด้านหน้ามีตลาดสดเข้าใจว่าเป็นตลาดเช้าเพราะตอนเย็นจะเงียบเหงาไม่มีผู้คน ทั้งคนซื้อและคนขาย ที่ท้ายตลาดมีต้นพุทราลูกดกน่ากิน ต่างมองหน้ากันอย่างรู้ใจ แล้วทุกคนก็ปีนป่ายต้นพุทราอย่างแคล่วคล่องว่องไว แม้ต้นพุทราจะมีหนามบ้างแต่พวกเราก็ไม่หวั่น ประเดี๋ยวเดียวก็ขึ้นไปนั่งกินพุทราบนต้นอย่างสบายใจ มัวแต่เพลินไม่ทันสังเกตว่าที่โคนต้นมีสุนัขตัวโต ขอย้ำว่า มันตัวโตจริง ๆ นั่งแยกเขี้ยวยิงฟันขาว ทำเสียงขู่ในลำคอดูน่ากลัวมาก ไม่รู้จะทำอย่างไรก็เลยนั่งอยู่บนต้นพุทรานั่นแหละเพราะไม่กล้าลง ครั้นจะร้องเรียกยายก็คงจะไม่ได้ยิน มองดูไม่เห็นใครเลยสักคน

ไม่มีใครรู้ว่าต้องแกร่วอยู่บนต้นไม้นานแค่ไหน รู้แต่ว่าท้องมันร้องจ๊อก ๆ เพราะความหิว พุทราบนต้นก็ถูกเก็บกินจนเกือบหมด เหลือแต่ที่ไกลมือไม่กล้าขยับกลัวตกลงไปเป็นอาหารของเจ้าตัวโตข้างล่าง จนกระทั่งฟ้าเริ่มขมุกขมัว พวกเราก็เริ่มกระวนกระวาย ที่สำคัญฉันเริ่มปวดเบาเต็มแก่แทบจะทนไม่ไหว ส่วนเจ้าตัวโตก็เอาแต่นั่งจ้องไม่ยอมไปไหน ไม่รู้จะทำอย่างไรก็พากันร้องไห้

แต่เหมือนโชคช่วย เสียงยายทั้งสองเรียกหาอยู่แว่ว ๆ พวกเราดีใจรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที รีบแข่งกันตะโกนเรียกยาย สักครู่ ยายเหงี่ยมเดินนำหน้ายายเข้ามาหาต้นพุทรา เห็นเจ้าตัวโตนั่งแหงนหน้าจ้องพวกเราอย่างเอาเป็นเอาตาย ยายเหงี่ยมหัวเราะงอหาย ไล่เจ้าตัวโตไปไกล ๆ แล้วเรียกพวกเราลงมาทีละคน

ยายดุพี่ปิ๋วว่าพาน้อง ๆ มาซนโดยไม่บอกยายก่อน แต่ยายเหงี่ยมออกรับแทนหลานว่าอย่าไปดุเด็ก ๆ เลย เจ้าเม่นมันเห็นคนแปลกหน้าคงนึกว่าเป็นโขมย มันเลยเฝ้าไม่ให้หนีไปไหน พุทราต้นนี้เขามีเจ้าของเป็นของคุณนายเจ้าของตลาดสดเขาปลูกไว้ ลูกดกรสชาดดีหวานกรอบ เจ้าเม่นเป็นหมาของแกมันคอยเฝ้าอยู่แถวตลาดสดนี่แหละ มัวแต่คุยกันเพลินลืมนึกถึงเด็ก ๆ พูดแล้วยายเหงี่ยมก็หัวเราะชอบใจทำท่าจะคุยต่อ ส่วนฉันหิวข้าวแทบเป็นลมจึงแอบไปข้างหลังยายดึงหางกระเบนกระซิบบอกท่านว่าหิวข้าวแทบเป็นลมแล้วเมื่อไรจะได้กินข้าวเสียที

เราสนุกกันมากที่บ้านยายเหงี่ยม ตอนเช้าพี่บัวผันพาพวกเราไปเที่ยวตลาดสด มีคนมากมายเราชอบออกไปเดินดูของแปลก ๆ กัน ซื้อขนมไข่หงส์และสายไหมกลับบ้าน ส่วนพีบัวผันจ่ายตลาดได้ของกลับบ้านมากมาย ยายให้พี่บัวผันคอยดูพวกเราเพราะกลัวว่าจะไปก่อเรื่องยุ่งให้ขายหน้าอีก และกำชับให้รายงานทุกฝีก้าว ให้เล่นอยู่ในรั้วบ้านเท่านั้น พวกเราก็เลยต้องหาอะไรทำตามประสาคนอยู่ไม่สุข จับพี่บัวผันเป็นคนป่วยแล้วพวกเราก็เล่นเป็นหมอเป็นพยาบาลรักษาคนไข้ แล้วบอกให้คนไข้นอนพักห้ามลุกไปไหน พี่เขาถูกบังคับให้นอนหลับตา เมื่อลมพัดเย็น ๆ บวกกับความเหนื่อยอ่อนที่ต้องมาตามดูเราก็เลยเผลอหลับไปจริง ๆ กรนดังเสียด้วย เมื่อแน่ใจแล้วพวกเราก็ย่องไปเล่นในสวนหลังบ้านเป็นทีสนุกสนาน

บ้านยายเหงี่ยมมีต้นหมากต้นพลูเหมือนบ้านยายเพราะท่านกินหมากเหมือนกัน เราเดินหาต้นน้อยหน่า ทับทิม มะละกอ ปรากฏว่าไม่มี มีแต่ต้นชมพู่มะเหมี่ยว ต้นส้มโอ นอกนั้นเป็นไม้ดอก เช่นกุหลาบมีเป็นสวน ดอกสวย ๆ ทั้งนั้น กุหลาบมีหนามพวกเราเลยไม่อยากเข้าไปวิ่งเล่น แต่เลี่ยงไปทางท้ายสวน มีคลองเล็ก ๆ อยู่ด้วย ไม่ไกลมีเรือลำหนึ่งจอดอยู่ พี่ปิ๋วเจ้าความคิดแผลง ๆ ก็ชวนไปพายเรือเล่น ถามว่าพายเรือเป็นรึ ก็พยักหน้าว่า สบาย ไม่ต้องห่วง พวกเราก็เลยไม่ห่วง

เมื่อทุกคนลงเรือกันหมดแล้ว พี่ปิ๋วก็คว้าพายจ้ำพรวด ๆ มารู้ตัวอีกทีอยู่กลางคลองแล้ว พี่เขาก็บอกนอนเล่นเย็น ๆ ดูท้องฟ้ากันดีกว่าสวยดี พวกเราก็เห็นชอบ นอนผึ่งพุงสบายใจ ในที่สุดก็หลับไปทั้งสามคน...มารู้สึกตัวอีกที ฟ้าก็เริ่มขมุกขมัว นี่มันที่ไหนกันนี่ไม่คุ้นตาเลย มองไปทางไหนก็เวิ้งว้างไปหมด ในที่สุดก็นั่งร้องไห้ พี่ปิ๋วคว้าพายมาถือ พยามพายให้เร็วที่สุดแต่น้ำไหลแรงคลื่นก็แรง ทำให้เสียหลักทำพายหล่นหายไปในน้ำ ทีนี้ก็เลยต้องมานั่งร้องไห้กับน้อง ๆ

โชคช่วยมีเรือลากจูงเรือทรายผ่านมา เห็นมีแต่เด็ก ๆ ก็เลยรับขึ้นเรือช่วยเหลือไว้ ถามไถ่ได้ความแล้วพวกผู้ใหญ่ก็พานั่งเรือย้อนกลับไปบางกอกน้อย ไปส่งพวกเราที่บ้านยายเหงี่ยมได้อย่างปลอดภัย วันนั้นได้ความว่ามัวแต่นอนหลับเรือลอยออกไปที่แม่น้ำเจ้าพระยา เดชะบุญที่ไม่มีใครเป็นอะไร แต่งานนี้ยายโกรธมาก ถูกเฆี่ยนกันถ้วนหน้า ยายเหงี่ยมก็ไม่ช่วยเพราะช่วยไม่ไหว มันอันตรายเกินไป ถ้าเราไม่เข็ดหลาบอาจตายได้ ส่วนพี่บัวผันถูกตัดเงินเดือนเพราะไม่ดูแลพวกเราตามที่ยายสั่ง

อยู่บ้านยายเหงี่ยมต่ออีกสามวัน ตอนนี้พวกเราเป็นเด็กดีทุกคนไม่ไปเที่ยวไหนไกลคอยวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ ยายในบ้านเพื่อเป็นการไถ่โทษ เมื่อยายกินหมากเป็นช่วงเวลาที่เหมาะนักที่จะไถ่โทษความผิด ในที่สุดยายก็หายโกรธ เมื่อครบสามคืนแล้วพวกเราก็กลับบ้านโดยรถไฟอีกเหมือนเดิม คราวนี้ฉันไม่กล้าเดินไปไกลยายอีกแล้วกลัวถูกทิ้งไว้บนรถไฟเหมือนตอนขาไป


--------------------

จะขี่ไม้กวาดไปตามหาฝัน...เข้าไปเยื่ยมชมบ้านในฝันได้ที่นี่ค่ะ
http://apinya07.spaces.live.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 01, 2008, 03:52:07 pm โดย มนตราแห่งทะเล » บันทึกการเข้า
ลั่นทมริมทะเล
Global Moderator
Full Member
*****
กระทู้: 119



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2008, 02:19:39 am »


ชุติมา     
โพสต์เมื่อ: Aug 6 2007, 06:58 AM
   
เป็นความหลังความซนที่น่าทึ่งดีนะคะ คุณอภิญญาเก็บมาเล่าได้อย่างมีบรรยากาศดีจังค่ะ
แต่ในตอนที่เกิดจริง ๆ คงน่าใจหายใจคว่ำกว่านี้ โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไร

โพสได้แก้ไขโดย ชุติมา เมื่อ Aug 6 2007, 07:00 AM



PeggySueGuerra    
โพสต์เมื่อ: Aug 6 2007, 07:34 AM
   
สนุกมากค่ะ



อภิญญา
โพสต์เมื่อ: Aug 6 2007, 05:24 PM
   
ขอบคุณแฟนคลับทั้งสองท่านนะคะ

นึกถึงเรื่องนี้ทีไรใจหาย...กลัวไปนานค่ะ แม่รู้เรื่องภายหลังยังตีซ้ำอีก...บอกเล่นซนไม่เข้าเรื่อง ขืนไม่จำจะอดไปเที่ยวบ้านยาย...นี่แหละค่ะ เรื่องมันเป็นอย่างนี้....

--------------------
จะขี่ไม้กวาดไปตามหาฝัน...เข้าไปเยื่ยมชมบ้านในฝันได้ที่นี่ค่ะ



thaipumpkin    
โพสต์เมื่อ: Aug 7 2007, 08:17 AM
   
คุณอภิญญาคะ ตอน 5 นี่ หักมุมอย่างแรงค่ะ เพราะในตอน 4 คุณอภิญญาบอกไว้ว่าตอนต่อไปจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ หนูก็คิดว่าต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงน่ารักแน่ๆ พอเปิดขึ้นมา เกือบหัวเราะออกมาแน่ะค่ะ กลายเป็นไก่ย่างไปเสียนี่ แง้..แง้..โดนหลอก แต่หนูไม่กลัวไก่กระโดดหรอกค่ะ อ่านแล้วอยากกินไก่ย่าง ข้าวเหนียว บนรถไฟจังเลยค่ะ (เป็นคนด้อยโอกาสค่ะ อยู่เมืองไทยก็อยู่ในจังหวัดที่เขาไม่มีรถไฟโดยสารวิ่ง-คือเขาใช้ขนส่งสินค้าเท่านั้น พอมาอยู่ซิดนีย์ก็ยังได้อยู่ฝั่งที่ไม่มีรถไฟวิ่งอีกเหมือนกัน ดังนั้นชีวิตนี้จึงตื่นเต้นมากถ้าจะได้นั่งรถไฟ ไม่ว่าจะสายไกลสายใกล้ และจะอร่อยมากกับการกินของที่มาขายข้างหน้าต่างรถไฟเวลาเดินทางไปต่างจังหวัดในเมืองไทย)



อภิญญา    
โพสต์เมื่อ: Aug 7 2007, 10:49 AM
   
น้องพัมกิ้น

ฮิ ๆ ๆ...ก็เป็นเรื่องของสัตว์เหมือนกันนี่ค่ะ... รถไฟก็เป็นสิ่งโปรดปรานของพวกเราพี่น้องเหมือนกันค่ะ ไปเมืองนอกเมืองนา ก็ต้องวิ่งหารถไฟท่องเที่ยวนั่ง บรรยากาศเก่า ๆ ทุกวันนี้ก็ยังมีนะคะ อย่าง โอเลี้ยง ชาดำเย็น ถั่วต้ม ไม่เคยหายไปจากชานชาลาเลย....คิดถึงยายจังเลย คิดถึงอ้อมกอดอุ่น ๆ ของยายในวันนั้น

--------------------
จะขี่ไม้กวาดไปตามหาฝัน...เข้าไปเยื่ยมชมบ้านในฝันได้ที่นี่ค่ะ



pimlapas    
โพสต์เมื่อ: Aug 7 2007, 02:42 PM
   
ในที่สุดก็เข้ามาตอบกระทู้ได้เหมือนเดิมแล้วค่ะ พิมอ่านแล้วชอบจังเลย พี่อภิญญา เขียนอีกนะค่ะ

--------------------
ไปเยื่ยม..บ้านใหม่ด้วยนะค่ะ
http://pimlapas.page.tl/
http://pimmy65unitedstates.spaces.live.com



อภิญญา    
โพสต์เมื่อ: Aug 7 2007, 03:29 PM
   
น้องพิม

ดีใจที่มีคนชอบแนวนี้ค่ะ ตอนต่อไปก็รอนิดนะคะ ตอนนี้กำลังง่วนอยู่กับการหาข้อมูลไปใส่เสปสของเรา เพราะน้องพิมให้สิ่งดี ๆ พี่เลยเพลินเลยตอนนี้ อ้อ..มีบทกลอนเก่า ๆ ที่เคยแต่งไว้ ก็รวบรวมมาเก็บไว้ที่บ้านของเราค่ะ

แล้วป้าหมูเมื่อไรจะมาเยี่ยมเวปนี้อีกคะ สังสัยมีความสุขไปแล้วค่ะ

โพสได้แก้ไขโดย อภิญญา เมื่อ Aug 7 2007, 03:30 PM

--------------------
จะขี่ไม้กวาดไปตามหาฝัน...เข้าไปเยื่ยมชมบ้านในฝันได้ที่นี่ค่ะ
http://apinya07.spaces.live.com



กะปอม    
โพสต์เมื่อ: Oct 8 2007, 09:50 AM
   
จากฉวีวรรณค่ะ
ที่ท้ายตลาดมีต้นพุทราลูกดกน่ากิน ต่างมองหน้ากันอย่างรู้ใจ แล้วทุกคนก็ปีนป่ายต้นพุทราอย่างแคล่วคล่องว่องไว แม้ต้นพุทราจะมีหนามบ้างแต่พวกเราก็ไม่หวั่น
ต้นไม้กับสามทะโมนคงจะเป็เพื่อนรักกันต่อให้มีขวากหนาม มาขวางกั้นก็ไม่หวั่น สู้ๆค่ะพี่ อิๆๆ



อภิญญา    
โพสต์เมื่อ: Oct 8 2007, 03:30 PM
   
ใช่ค่ะน้องกะปอม (ฉวีวรรณ) ทุกวันนี้อายุจะ หกสิบแล้วบางทียังปินต้นไม้เลย ต้นมะเฟืองหวานข้างบ้านค่ะ เพราะลูกดกน่าเก็บ ต้องเก็บเองห้ามใครแย่งเพราะสนุกกับการเก็บลูกมะเฟืองมาก จากนั้นก็เลื่อกลูกใหญ่ ๆ สวย ๆ ไปเที่ยวแจกจ่ายให้เพื่อนฝูง และเพื่อนบ้านกินค่ะ สนุกดี แต่กิ่งมะเฟืองค่อนข้างเปราะ ต้องระวังค่ะ

--------------------
จะขี่ไม้กวาดไปตามหาฝัน...เข้าไปเยื่ยมชมบ้านในฝันได้ที่นี่ค่ะ
http://apinya07.spaces.live.com



กะปอม    
โพสต์เมื่อ: Oct 9 2007, 02:44 AM
   
จากฉวีวรรณ
ค่ะขอให้ปินต่อไปให้สุดปลายฝัน แล้วคว้าเอาฝันมาเป็นความจริงให้ได้ สู้ๆค่ะ




กะปอม    
โพสต์เมื่อ: Oct 9 2007, 02:45 AM
   
จากฉวีวรรณ
ค่ะขอให้ปินต่อไปให้สุดปลายฝัน แล้วคว้าเอาฝันมาเป็นความจริงให้ได้ สู้ๆค่ะ



กะปอม    
โพสต์เมื่อ: Oct 9 2007, 02:46 AM
   
จากฉวีวรรณ
ค่ะขอให้ปินต่อไปให้สุดปลายฝัน แล้วคว้าเอาฝันมาเป็นความจริงให้ได้ สู้ๆค่ะ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 01, 2008, 03:53:52 pm โดย มนตราแห่งทะเล » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF