www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เจ้าพุ่มผมดอกเบญจมาศ 1  (อ่าน 1359 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
กะปอม
Newbie
*
กระทู้: 29



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2009, 12:20:23 pm »

แม่น้ำเจ้าพระยาสายน้ำไหลเชี่ยวกรากหัวใจหลักของประเทศสยามสายใหญ่ที่สุดในภูมิภาค กระแสน้ำได้พาความชุ่มชื่นบริบูรณ์ที่หล่อเสี้ยงชุบชีวิตผู้คนจากทุกสารทิศ บรรดาฝูงปลาครอบครองสายน้ำ
เหล่าฝูงนกในอากาศผู้ครอบครองเหนือนภา ต่างพากันแหวกว่ายโผนบินทวนกระแสขึ้นไปทางเหนือบรรจบเป็นสายน้ำเดียวกันที่ปากน้ำโพ

ณ ต้นแควใหญ่เจ้าพระยานั้นแตกแยกหลากสายออกมาเป็นสี่แคว สายน้ำแรกเรียกว่าแควน้ำปิงไหลผ่านแผ่นดินไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือก่อนจะไปรวมสายกับแควน้ำวัง และสายแม่น้ำที่สองเรียกว่าแควน้ำน่านไหลผ่านแผ่นดินไปทางทิศเหนือและไปรวมบรรจบกับแควน้ำยม

แม่น้ำน่านนับว่าเป็นหนึ่งในบรรดาแควต้นน้ำเจ้าพระยาที่ยาวที่สุด ทำให้พ่อค้าล่องเรือทวนกระแสน้ำ ผ่านปากน้ำโพ ผ่านแควใหญ่และทวนขึ้นไปจนถึงตำบลบางโพธิ์ท่าอิฐซึ่งอยู่ริมฝั่งขวาของแม่น้ำน่านทำให้มีความเจริญอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นท่าเรือขนถ่ายสินค้าสำคัญในหัวเมืองฝ่ายเหนือ

ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกฐานะตำบลบางโพธิ์ท่าอิฐขึ้นเป็นเมือง “ อุตรดิตถ์ ” ซึ่งมีความหมายว่า “ ท่าน้ำแห่งทิศเหนือ ”

เรื่องราวเกิดขึ้น ณ แม่น้ำสายนี้ เมื่อมองมาจากหาดทรายอีกฟากหนึ่งจะมองเห็นชุนชนริมตลิ่งที่เกิดร่องรอยถูกน้ำกัดเซาะริมแผ่นดินกลายเป็นทางราบชันลงมา เรือนไม้ห้องแถวซอมซ่อเบียดเสียดกันเป็นพืด หลังคาสังกะสีปุปะขึ้นสนิทเขรอะชายคาต่างลดหลั่นไม่เท่ากัน

ใต้ถุนสูงชะลูดจากการต่อเสาไม้หนีน้ำขึ้นไปเป็นทอด จนกว่าใต้พื้นเรือนจะหนีพ้นจากน้ำในยามฤดูน้ำไหลหลาก ทรงเรือนไม้ตั้งตระหง่านโย้ไปตามทิศทางกระแสน้ำจนแทบเสียการทรงตัว ขยะเกลื่อนกลาด กระป๋องนมสนิทเขรอะบุบบี้ ซากหนูเน่า ซากหมาตายขึ้นอืดลอยกระเพื่อมขึ้นกระเพื่อมลง
ในยามฝนตกชุบน้ำจะไหลเซาะจากบนถนนลงมาคูขังเจิ่นนอง น้ำครำเน่าเสียโชยกลิ่นเหม็นคละคลุ้งจนไม่สามารถระบายออกสู้ทางใดได้

ในเวลานั้นชุนชนริมตลิ่งมีสภาวะเสื่อมโทรม ทว่าก็ยังคงมีร่องรอยความเจริญเก่าแก่หลงเหลืออยู่บาง ครั้นเมื่อในอดีตแพที่ล่องทวนกระแสน้ำขึ้นมาหาความเจริญจากเมืองแควใหญ่กลับกลายมาเป็นเรือนแพที่ปักหลักตั้งถิ่นฐานที่เมืองท่าอิฐ

เรือมอญบรรทุกโอ่งมังกรขึ้นมาขายจอดเทียบท่าพักพิงที่ชุนชนริมตลิ่ง พวกเขาจะจอดเรือขายสินค้าเป็นเวลาแรมเดือน เมื่อหน้าน้ำนองตลิ่งพวกเขาต่างก็พากันร่องเรือกลับจากไป

ฉันเริ่มจำความได้! วันนั้นฉันยืนอยู่บนเรือนแพหลังสุดท้ายที่เทียบริมฝั่งตรงกับหลังบ้านโย้เย้ซอมซ่อ พลางเขย่งปลายเท้าเกาะยึดราวแพชะแง้มองเสมือนได้ขึ้นไปอยู่บนที่ราบสูงทอดสายตาลงมามองเห็นเรือกำลังล่องตามกระแสน้ำลับเข้าไปที่สุดปลายน้ำน่านฟากโน้น

หลังคาโค้งกลมมนโคลงเคลงตะคุ่ม ๆ ดุจดั่งเงาดวงอาทิตย์เคลื่อนคลาดเลือนลับเลียวจากลำธารไป นับว่าเป็นเรือมอญมหึมาลำแรกและลำสุดท้ายบรรทุกโอ้งมังกร ข้าวสาร อาหารแห้งขึ้นมาค้าขายที่เมืองบางโพธิ์ท่าอิฐแห่งนี้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 21, 2009, 07:14:34 am โดย กะปอม » บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2009, 05:52:09 pm »

ดีใจที่เห็นเรื่องของน้องกะปอมค่ะ

ท่าทางน่าสนใจทีเดียว พี่ตามอ่านมาตั้งแต่คืนแรกที่ลงแล้วแต่ไม่ได้ตอบให้ทราบ เพราะเวลาน้อย วันนี้เลยตามมาอ่านต่อแล้วตอบให้น้องทราบ
บันทึกการเข้า
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2009, 04:26:30 pm »

ขอบคุณค่ะน้องกะปอมที่มาช่วยทำให้ห้องสมุดเรื่องสั้นของเราคึกคักขึ้น
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF