www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เจ้าพุ่มผมดอกเบจมาศ 4  (อ่าน 1330 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
กะปอม
Newbie
*
กระทู้: 29



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2009, 07:39:35 pm »

ทว่าเสียงร้องของทารกนั้นก่อให้เกิดความปิติยินดีมากนัก เพราะเสียงนั้นเหมือนกำลังทอแสงสว่างขึ้นที่ท่ามกลางดวงใจของพ่อกับแม่ ณ ที่บางโพธิ์ท่าอิฐ และอยากจะตะโกนเปล่งเสียง กู่ก้อง เพื่อชุบชีวิตจากฟากฟ้าทิศเหนือจนถึงฟากฟ้าทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และบอกพ่อกับแม่ว่า! ต่อไปนี้การคร่ำคราญร้องไห้เสียใจจะไม่มีอีกต่อไป
...................................................................................................ตอน 4
เวลา 4 ปีผ่านมาอย่างเชื่องช้าผลกระทบที่เกิดจากการสูญเสีย ทำให้นุ่นเป็นเด็กปรกติแต่ไม่ค่อยพูดจะแสดงออกโดยทางสายตา
สัมผัสและสัญชาตญาณ

เรื่องนี้ทำให้พ่อกับแม่ต้องหนักใจมากขึ้นเพราะยิ่งโตนุ่นก็ยิ่งเงียบยิ่งเฉย พ่อจึงต้องคอยอยู่ใกล้ ๆเพื่อสอนให้นุ่นพูดตลอดเวลา

ขณะพ่อกำลังนั่งพักเอาแรงเหนื่อยจากการรดน้ำผักทุกแปลงนุ่นอยู่ข้างๆพ่อบนเรือนแพของป้าลอง
พ่อใช้เท้าจุ่มลงไปในน้ำแกร่งไปมาเพื่อชำระล้างโคลนเปรอะเปื้อนออก

นุ่นก้มลงไปมองในน้ำเห็นโคลนที่เท้าพ่อกำลังหลุดออกจนหมดเกลี้ยง แล้วค่อยเงยหน้าขึ้นมามองพ่ออีก

พ่อเอื้อมมือมากุมนิ้วน้อยๆของนุ่นไว้ พลางให้หวนคิดถึงอดีตแล้วกระชับเบาๆกลัวว่าลูกน้อยจะหลุดลอยหายไปอีกคน
นุ่นรู้สึกถึงแรงกระชับพลอยแหนงหน้าตั้งบ่ามอง

ขณะที่พ่อกำลังทอดสายตามองขึ้นไปบนเรือนไม้โกโรโกโสตั้งตระหง่านโย้ไปตามทิศทางกระแสน้ำจนแทบเสียการทรงตัว
ใต้ถุนเฉอะแฉะด้วยน้ำครำและคลุ้งไปด้วยกลิ่นขี้ไก่

พ่อไล่สายตามองไปตามแปลงกำลังคดไปคดมาเหมือนสันหลังงูใหญ่ สัญชาตญาณทำให้นุ่นจ้องตาโพลงเบิ่งมองออกไปข้างหน้า
ที่พ่อเรียกว่า “ แผ่นดินทอง ”

ความเงียบงันเข้ามาปกคลุมจนนุ่นสัมผัสลึกๆได้ เธอไม่เคยได้ยินเสียงพ่อร้องไห้หรือเห็นหยาดน้ำตาแม้แต่หยดเดียว

เสียงหัวใจของพ่อสั่นระรัวเหมือนคนใบ้ที่อ้าปากพูดไม่ออก เหมือนคนหูหนวกที่ไม่ได้ยินแล้วใครจะรู้บางว่าหัวใจ
ที่บอบช้ำของพ่อกำลังร้องให้ พ่อใช้ชายผ้าขาวม้าซับที่ปลายตา

หัวใจดวงน้อยๆของนุ่นเต้นตุ้บ ตั้บๆ พลางชักมือออกแล้วเปลี่ยนมากุมมือพ่อเสียเอง นุ่นกำลังยึดมือข้างขวาของพ่อไว้
พ่อหันมามอง ดวงตากลมโตใสดุจดั่งหยาดเพชรเม็ดงาม เสียงสายน้ำไหลเชี่ยวเชิญชวนให้ชุ่มชื่นลื่นหู

พ่อเบือนสายตาออกไปกลางกระแสน้ำมองเห็นผืนหาดทรายที่แห้งห้อมล้อบไปด้วยลำน้ำที่กำลังชุบชีวิตให้แก่บรรดาฝูงนก

นกตัวกระจ้อยร่อยต่างพากันลอยละล่อง ผลุบ ๆ โผล่ ๆสะบัดละอองน้ำกระจายจนขนฟูฟ่องท้าแสงระยิบระยับในยามบ่ายคล้อย

ฝูงนกตัวใหญ่ต่างก็พากันเดินเยื้องย่างทอดน่องอวดทรวดทรงองค์เอวเหมือนนางรำในวรรณคดี

นกเพรียวลมต่างมีอิสระพากันก้างปีกโผนบิน ฉวัดเฉวียนร่อนไปมาท่ามกลางเวหาท้าทายสายตาผู้คนอย่างน่าอิจฉา

“ นุ่น! ” พ่อเรียกชื่อเป็นครั้งแรกหลังจากจมอยู่ในความเงียบงัน นุ่นแหงนหน้ามองตามเสียง

“ ไปเถอะลูก ” พ่อบอกขณะลุกขึ้นคว้ากระถังสังกระสีได้แล้วหันมาอุ้มนุ่นกระชับแขนไว้แน่พร้อมกับก้าวลงเรือพายที่ผูกติดกับเรือนแพ
ขณะแขนก็คอยประคับประคองนุ่นให้นั่งนิ่งๆบนเรือที่กำลังโคลงเคลงไปมา
 
...................................................................................................
 
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 21, 2009, 07:29:43 am โดย กะปอม » บันทึกการเข้า
กะปอม
Newbie
*
กระทู้: 29



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2009, 07:45:36 pm »

เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ท่านประภัสสร  เสวิกุล และ พี่ชุติมา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 20, 2009, 07:49:04 pm โดย กะปอม » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF