www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ไขว่คว้าหาดวงดาว - ตอนลุยเดี่ยว (ตอนที่เก้าแล้วค่ะ)  (อ่าน 1467 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2009, 04:40:54 pm »


สวัสดีค่ะ เพ็กกี้ขออภัยด้วยที่ลืมใส่หมายเลขของแต่ละตอน เอาเป็นว่าแต่ละตอนที่ลงไปแล้วมีดังนี้ค่ะ

บทที่ 1      นึกว่าบุญหล่นทับ
บทที่ 2      หาหนทาง
บทที่ 3      ความอยู่รอด
บทที่ 4      จุดเปลี่ยนแปลง   
บทที่ 5      ตั้งหลักใหม่
บทที่ 6      ปรับตัว-ปรับใจ
บทที่ 7      รอจนเซ็ง
บทที่ 8      นางฟ้าตกสวรรค์
บทที่ 9      ลุยเดี่ยว

ขอขอบคุณคุณนิที่ติดตามมาโดยตลอด ขอบคุณน้องกะปอมที่ให้ความสนใจ หวังว่าคงจะได้ยยินคำติชมจากพี่ๆน้องๆท่านอื่นๆบ้างนะคะ คุณพี่อภิญญาหายไปไหนคะ คิดถึงจัง

เชิญติดตามตอนที่เก้าต่อนะคะ
ตอน ลุยเดี่ยว

ตั้งแต่แป้นออกจากร้านไป ฉันก็มีแต่ความยุ่งยาก แม่ครัวที่เป็นคนไทยก็ขอลากลับบ้าน โดยอ้างว่ามีธุระด่วนต้องรีบกลับไปจัดการ ฉันพยายามขอร้องให้เขาอยู่ต่อ แต่เขาก็บอกว่าไม่ได้ ทำให้ฉันโกรธมาก ฉันทำอาหารไม่เป็น ถ้าไม่มีแม่ครัวฉันก็คงเปิดร้านไม่ได้ ทั้งๆที่ตัวเองเดือดร้อน แต่ฉันไม่ใช่คนที่ง้อใครง่ายๆ  อยากจะไปไหนก็เชิญ ไสหัวไปเลย

เจ๊จิ๋มแม่ครัวของที่ร้าน เป็นเด็กที่แม่ของฉันเลี้ยงมาตั้งแต่รุ่นสาว ฝีมือทำอาหารของเขาดีทีเดียว จิ๋มมาอยู่ที่ร้านของฉันตั้งแต่ปีก่อน เขาคิดว่าฉันจะจัดหาที่พักให้ และกินอยู่กับนายจ้างโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆเลย เหมือนสมัยที่เขาเคยอยู่กับแม่ของฉัน เขากะจะเก็บเงินทุกดอลล่าร์ทุกเพ็นนีที่หาได้กลับไปเมืองไทย

จริงอยู่ลูกจ้างในร้านสามารถกินอาหารได้ที่ร้าน ฉันก็ไม่เคยห้ามเวลาที่ลูกน้องเอาอาหารเหลือจากบุฟเฟ่ต์กลับบ้าน ของพวกนี้พอค้างคืนก็เอามาขายอีกไม่ได้แล้ว ของยังดีๆอยู่ จะทิ้งก็น่าเสียดาย ส่วนเรื่องที่พักนั้นฉันยอมให้จิ๋มอยู่ที่บ้านได้ แต่ขอให้เขาช่วยค่าน้ำค่าไฟเดือนละร้อยห้าสิบ เขาทำท่าไม่พอใจ ฉันพยายามใจเย็นอธิบายให้เขาฟังว่า ฉันยังต้องผ่อนบ้านอยู่ ค่าน้ำค่าไฟก็ต้องเสียทุกเดือน ทุกอย่างต้องใช้เงินทั้งนั้น ถ้าเขาต้องเช่าบ้านอยู่เองเดือนหนึ่งก็ตกเข้าไปเกือบเจ็ดร้อยดอลล่าร์

รายนี้ก็มาทำนองเดียวกับแป้น อยากหาผัวฝรั่ง ทั้งๆที่เขาก็มีผัวอยู่ที่เมืองไทย แต่สัมพันธภาพระหว่างเขาและสามีมันจืดจางห่างเหิน แบบต่างคนต่างไป ตัวใครตัวมัน สามีของเขาอายุมากแล้ว ได้ข่าวว่าแม้แต่จะยกเท้าเตะปี๊บก็แทบจะไม่ไหว ส่วนเจ๊จิ๋มแกยังชอบสนุกเฮฮา ชอบเที่ยวเตร่เหมือนฉันกับแป้น

ฉันเคยพาจิ๋มไปเที่ยวกลางคืนด้วย เขาบ่นกระปอดกระแปดเมื่อต้องจ่ายค่าเครื่องดื่มเอง รอให้มีหนุ่มเดินมาจ่ายค่าดริ๊งค์ให้ก็ไม่มีมาสักราย อีกอย่างหนึ่งรสนิยมของเขาก็ค่อนข้างจะลูกทุ่ง พาไปไหนด้วยก็ขายหน้า วันหยุดฉันอยากจะอยู่บ้านอ่านหนังสือ เขาก็มักจะรบเร้าให้ฉันพาไปซื้อของทุกอาทิตย์ ถ้าฉันอารมณ์ดีฉันถึงจะพาไป

จิ๋มกับฉันมีเรื่องถกเถียงกันบ่อย เขาถือตัวว่าอายุมากกว่า และเคยเป็นพี่เลี้ยงป้อนข้าวป้อนน้ำตอนที่ฉันยังเล็กอยู่ เขาไม่ค่อยจะเชื่อฟังฉัน ที่ฉันทนไม่ได้ก็คือ เขาเอาพวกของทะเลที่มีราคาแพงมาทำอาหารกินเอง  ทำกินคนเดียวเสียด้วย ของพวกนี้ฉันมีไว้ขาย ตัวฉันเองยังไม่กล้ากิน กินแต่ของเหลือจากบุฟเฟ่ต์

“เจ๊จิ๋ม พวกกุ้ง หอย ปลาและปลาหมึกเนี่ย อย่าเอามากินได้ไหม ฉันมีเอาไว้ขายเวลาลูกค้าออเด้อร์”
“ขี้เหนียวไปได้คุณใหญ่ ของกินแค่นี้ไม่ทำให้คุณใหญ่ล่มจมหรอก”
“ฉันเองยังไม่กล้ากินอาหารทะเลเลย ทุกวันนี้ก็กินของเหลือจากบุฟเฟ่ต์”
“โอ๊ย ใครจะกินของซ้ำซากได้ทุกวัน”
“ถ้าฉันกินได้ คนในร้านก็ต้องกินได้ ถ้าเจ๊เอาอาหารทะเลมาทำกินอีก ฉันจะหักเงินเดือน”
“เค็มฉิบหาย” เจ๊จิ๋มบ่นอุบอิบ แต่ฉันก็พอจะรู้ว่าแกพูดอะไร

ต่อมาไม่นานเขาก็มาบอกว่ามีความจำเป็นต้องกลับเมืองไทย เจ๊จิ๋มเป็นลูกจ้างคนไทยรายสุดท้ายที่มำงานกับฉัน

                **********************************

ฉันเล่าถึงปัญหาให้น้องสาวฟัง เขาก็รับปากว่าจะมาช่วยจนกว่าจะหาแม่ครัวมาแทนได้ แต่ฉันรู้ว่ามันต้องใช้เวลา
“แม่ครัวหรือพ่อครัวคนไทยไม่ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆนะ” ฉันบอกกับน้องสาว
“ที่ร้านของฉันฝึกคนเม็กซิกันให้เป็นพ่อครัว” น้องสาวบอก
“ฮ้า จริงหรือ แล้วมันทำอาหารไทยได้หรือ” ฉันรู้สึกกังขา
“เจ๊ต้องเข้าใจคนพวกนี้ พวกเม็กซิกันนี่อึดและทนงาน อดทนมากกว่าคนไทยเสียอีก เค้าก็เขียนสูตรให้มันตายตัวสำหรับอาหารที่ใส่ในบุพเฟ่ต์ มันก็ทำตามที่เค้าบอกทุกอย่าง คนพวกนี้นะเจ๊ มันทำงานแบบเครื่องจักร ไม่ใช้สมองคิดหรอก บอกให้มันทำอะไรมันก็ทำตามทุกอย่างเลย”
“เออ ดีว่ะ ถ้าอย่างนั้นตัวหาเม็กซิกันให้เค้าคนนึง แล้วตัวช่วยฝึกให้มันทำอาหารไทยด้วย”
“ก็ดีไปอย่างนะ คนเม็กซิกันไม่พูดมาก รู้ภาษาอังกฤษแค่งูๆปลาๆ พอรับคำสั่งจากเราได้ คนไทยนี่เรื่องมาก”  น้องกลางออกความเห็น
“แปลกดีว่ะ พวกเราไม่ชอบยุ่งกับคนไทย แต่ดันเปิดร้านไทย”
“เจ๊ อย่าลืมซิ ร้านเรามีแต่ลูกค้าฝรั่ง เค้าไม่อยากรับลูกค้าคนไทยหรอก เวลาเข้ามากินก็มานั่งติโน่นตินี่”

“พูดถึงลูกค้าคนไทย มีอยู่รายหนึ่งเข้ามาไม่ยอมพูดไทยว่ะ ก็ไม่เป็นไร พูดฝรั่งมาเค้าก็พูดฝรั่งกลับ” ฉันเริ่มนินทาลูกค้าให้กลางฟัง
“ฟังแล้วหมั่นไส้ว่ะ แล้วยังไงต่อ” ถึงจะหมั่นไส้ แต่กลางก็ยังอยากรู้
“พอกินของคาวเสร็จ เขาก็สั่งของหวาน เขาถามว่า Do you have ข้าวเหนียวสังขยา? เขาพูดคำว่าข้าวเหนียวสังขยาชัดเจนมากกกกกกกกก ฟังสำเนียงพูดอังกฤษแต่แรกก็รู้แล้วว่าเป็นคนไทย”
“ทุเรศว่ะ ทำไมต้องพูดอังกฤษในร้านไทยด้วย ทั้งๆที่คนเขาก็รู้ว่าสำเนียงไทยชัดๆ”
“เขาคงไม่อยากเสวนากับคนไทยเหมือนกับพวกเรานี่แหละ เหอ เหอ”

กลางค่อนข้างจะมีอคติกับคนไทย ทั้งนี้เพราะเขาเคยทำงานกับคนไทยมาก่อน ได้เห็นความแสบของคนไทยในหลายๆเรื่อง ที่เขาทนไม่ได้ก็คือ เรื่องนินทากาเล ต่อหน้าทำพูดดี แต่พอเดินยังไม่ทันคล้อยหลังก็เริ่มนินทา

คนเม็กซิกันที่กลางหามาให้เรียนรู้งานไว แล้วก็คล่องด้วย ตอนนี้ในร้านมีฉันคนเดียวที่เป็นคนไทย ลูกจ้างคนอื่นๆเป็นเม็กซิกันหมด เลยกลายเป็นว่าอยู่ที่ร้านฉันไม่มีโอกาสพูดภาษาไทยเลย รู้สึกเหงาปากเหมือนกัน ถึงแม้ว่าน้องๆเขาจะโทรศัพท์มาคุยด้วยทุกวัน แต่เขาก็มีภาระต้องดูแลธุรกิจของเขา วันหยุดเขาก็อยู่กับครอบครัว ฉันไม่อยากเข้าไปวุ่นวายเป็นตัวเกินในครอบครัวของคนอื่น

เมื่อไม่มีแป้นแล้ว ฉันพยายามติดต่อสุนิดา แต่เขาเลี่ยงที่จะพูดคุยกับฉัน เมื่อก่อนฉันก็ไม่เคยตั้งข้อสังเกต แต่อยู่มาวันหนึ่งหลังจากที่พยายามโทรศัพท์หาเขาหลายหน เขาก็รับสาย สิ่งที่เขาพูดออกมาทำเอาฉันเกือบช็อค

“ใหญ่ ฉันบอกตรงๆนะว่า ฉันทนเธอไม่ได้ เธอชอบดูถูกคน เธอชอบคุยเสมอว่าเธอจบจากมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุด มันไม่มีความหมายอะไรหรอก เธอก็แค่จบปริญญาตรี คนสมัยนี้เขาเรียนถึงปริญญาเอก เขายังไม่เห็นมาคุยอวดเลย ฉันเองก็จบจากยูเดียวกับรองนายกเมืองไทย ฉันยังไม่เคยป่าวประกาศให้ใครรู้”
“ทำไมเธอต้องมาว่าฉันแบบนี้ด้วย ฉันนึกไม่ถึงเลยนะ” ฉันฟังแล้วโกรธมาก แน่ละ นิสัยของคนทั่วไปไม่ชอบให้มีใครมาว่าตรงๆ แม้ว่าจะเป็นเรื่องจริงก็ตาม
“อีกอย่างหนึ่งนะ เธอเป็นคนตระหนี่ และงกจนน่าเกลียด ถึงปากเธอจะบอกว่าไม่อยากได้ของของคนอื่น แต่ฉันเห็นหลายครั้งที่คนพาไปเลี้ยง เธอไม่เคยปฏิเสธสักครั้ง เราเลิกคบกันดีกว่า” เขาพูดจบก็วางหูใส่

ฉันจำไม่ได้ว่าไปทำอะไรให้เขาไม่พอใจ ตอนแรกฉันก็คิดว่าเขาเป็นคนง่ายๆ ตอนที่อยู่เมืองไทยเขาไม่ชอบขัดคอเพื่อน เพื่อนว่าอะไรก็ว่าตามกัน ไม่นึกเลยว่าเขาจะเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้ เขาเป็นคนที่ร้ายทีเดียว ใครทำให้เขาไม่พอใจเขาจะเล่นงานทันที มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาเกือบตบหน้าแป้น เพราะแป้นไปใช้ให้เขาช่วยเก็บโต๊ะ “เธอเป็นใครมาจากไหนมากำเริบใช้ฉัน” ก่อนที่แป้นจะโดนตบฉันรีบเข้าไปห้าม

เมื่อสุนิดาแสดงว่าไม่อยากคบค้าสมาคมกับฉันอีกต่อไป ฉันก็ไม่เหลือใครอีกแล้ว ฉันมีทั้งความเสียใจและโกรธ รวมทั้งผิดหวังจากคำพูดของสุนิดา นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะกล้าพูดแบบนี้กับฉัน


ตอนบ่ายอันเงียบเหงาในวันหนึ่ง ฉันกำลังเตรียมจะเก็บอาหารในถาดบุฟเฟ่ต์ เพราะเห็นว่าใกล้เวลาจะปิดร้านแล้ว วันนี้ขายไม่ค่อยดีเลย ฉันรู้สึกเซ็ง ปิดพักตอนบ่ายสองโมงแล้วจะของีบเสียหน่อย ก็พอดีมีลูกค้าเดินเข้ามา ฉันก็รีบเดินไปต้อนรับ

อือ ลูกค้าคนนี้หล่อดีว่ะ ฉันนึกในใจ ฉันชอบคนตัวสูง นายคนนี้ทั้งสูงทั้งใหญ่ ค่อนข้างจะหนาไปนิด แต่ก็โอเค ผมสีน้ำตาลอ่อน ตาสีฟ้า ฉันเหลือบมองดูนิ้วนางข้างซ้าย ไม่มีแหวน แสดงว่ายังโสด เอ แต่ก็ไม่แน่

เห็นลูกค้ากินไปนิดเดียวก็อิ่ม ฉันเดินเข้าไปถามตามประสาเจ้าของร้านที่ดี
“เป็นอย่างไรบ้างคะ อาหารอร่อยไหม”
“ไม่อร่อย” ลูกค้าตอบสั้นๆ
“อ้าว เสียใจด้วยค่ะที่คุณไม่ชอบ” ฉันก็ต้องตอบไปแบบนี้ ทั้งๆที่ในใจหงุดหงิด รู้ทั้งรู้ว่ามันไม่อร่อย อาหารแห้งเหี่ยวคาถาดบุฟเฟ่ต์ เพราะใส่ไว้นาน ถึงจะเป็นเรื่องจริง แต่ฉันก็ไม่ชอบฟังคำติ ลูกค้าไม่ชอบอาหารของเรา สงสัยว่าเขาคงจะไม่มาอีก ฉันก็คงจะอดเห็นหน้ารูปหล่อคนนี้อีก

ฉันรู้ดีว่าอาหารร้านฉันไม่อร่อย พ่อครัวเม็กซิกันไม่รู้หรอกว่ารสชาดอาหารไทยจริงๆเป็นย่างไร ทุกวันนี้เขาก็ทำตามสูตรตายตัวที่กลางจดไว้ให้ ร้านของฉันจึงขายแต่อาหารบุฟเฟ่ต์อย่างเดียว ไม่มีอาหารตามสั่ง เพราะถ้าผิดไปจากที่เคยทำทุกวัน พ่อครัวเม็กซิกันก็ทำไม่เป็น

ตัวฉันเองก็แก่เกินกว่าที่จะมานั่งหัดทำอาหาร ปัญหาใหญ่ของร้านอาหารไทยในอเมริกาคือขาดพ่อครัวแม่ครัวเก่งๆ ถ้าเจ้าของร้านทำอาหารไม่เป็น ก็เหมือนกับต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ ถึงอย่างไรเจ้าของร้านก็ควรจะมีฝีมือทำอาหาร ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินคนทำอาหารเจ็บป่วยหรือลาออก ร้านจะได้เปิดขายต่อไปได้อย่างไม่ขลุกขลัก ถึงอย่างไรก็ยังมีน้องกลางที่พอจะช่วยแก้ปัญหาในร้านให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาขาดคนงาน หรือปัญหาเรื่องทุนสำรอง
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2009, 03:06:24 am »

คุณเพ็กกี้คะ วันนี้เพิ่งเจอคุณหวานและคุณอภิญญา คุณอภิญญาไปอินเดียเพิ่งกลับมาค่ะ คงอย่างนี้เองที่หายไป คิดว่าอีกไม่นานคงจะได้เห็นตัวอักษรจากคุณอภิญญามาเยี่ยมเยียนค่ะ

ตอนใหม่นี้ก็น่าติดตามค่ะ คุณเพ็กกี้บอกเล่าสิ่งต่าง ๆ ได้ดี นิสัยใจคอของผู้คนต่าง ๆ อ่านแล้วสะกิดความรู้สึกได้ดีค่ะ   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 23, 2009, 03:07:58 am โดย นิค่ะ » บันทึกการเข้า
กะปอม
Newbie
*
กระทู้: 29



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2009, 10:39:56 am »

เข้ามาอ่านค่ะ  พี่เพ็กกี้ขยันเขียนมากค่ะ
บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2009, 11:30:03 am »

สวัสดีค่ะ น้อง Peggy

กลับมาแล้ว และตามอ่านอยู่ค่ะ น้อง Peggy มีเรื่องเล่ามากมาย น่าสนใจค่ะ สำหรับชีวิตคนไทยในต่างแดน พี่มีพี่สาวที่ไปอยู่อเมริกาและเปิดร้านอาหารไทยเมื่อ 20-30 ปีก่อนโน้น ตอนนี้เปิดร้านอาหารไทยอยู่ที่ จอร์เจีย แอตแลนต้าค่ะ กิจการไปได้ดี แต่คิดว่าก็คงมีปัญหาเรื่องคนเหมือนกันแหละค่ะ พี่ว่าอยู่เมืองนอกอาจจะดูดีมีเงินมาก แต่ขาดความอบอุ่น ความจริงใจนะคะ ไม่เหมือนอยู่เมืองไทย พี่ไปเยี่ยมลูกที่ เมลเบิร์น กะว่าอยู่สักเดือนให้สนุก แต่แล้วก็คิดถึงบ้านมาก...อยากกลับมานั่งกินส้มตำ ขนมจินน้ำยา ก๋วยเตี๋ยวเรือให้หายหยาก อิ ๆ รักเมืองไทยจ๊ะ.... luvfl

คิดถึงเสมอค่า....
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 24, 2009, 11:32:42 am โดย อภิญญา » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF