www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ยายจ๋า...หลานมาเยี่ยม (ตอน ๓)  (อ่าน 3502 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2008, 02:43:27 am »

หมากพลู

สมัยก่อนคนไทยนิยมกินหมากกันอย่างแพร่หลาย ทั้งหนุ่มสาว และคนแก่ ต่างก็กินหมากปากแดงกันทั้งนั้น เมื่อกินหมากแล้วทำให้ฟันดำซึ่งนิยมกันว่าสวยที่สุด เป็นค่านิยมที่สืบต่อกันมานาน ยายก็เป็นคนโบราณที่ยังนิยมกินหมากทุกวัน ดูน่าเอร็ดอร่อย วันไหนไม่ได้กินหมากยายจะบ่นว่าปากจืดกินข้าวไม่อร่อย

เชี่ยนหมากคือชุดภาชนะที่ใช้ไส่อุปกรณ์ในการกินหมากของคนโบราณ ตามปกติ เชี่ยนหมากมีหลายแบบ ทั้งแบบกลมหรือหกเหลี่ยม ทำจากไม้ ทอง ทองเหลือง และเงิน หรือเป็นเครื่องเขินก็มี แล้วแต่ฐานะของแต่ละบ้านจะซื้อจะหามาใช้หรือตั้งโชว์ ยายมีเชี่ยนหมากอยู่สองชุด ถมทองชุดหนึ่ง เงินอีกชุดหนึ่ง ยายจะใช้ชุดเงิน ส่วนชุดถมทองนั้นยายจะเก็บไว้ไม่เอาออกมาใช้ ยายบอกเป็นของหมั้นที่ก๋งรู้ใจทำให้เป็นพิเศษ

เชี่ยนหมากเงินที่ยายใช้อยู่ประจำนั้น ประกอบด้วย ตลับหมาก ตลับยาเส้น กระปุกปูน หรือเต้าปูนสำหรับใส่ปูนแดง และซองใส่พลู ล้วนทำด้วยเงินทุกชิ้น นอกจากนี้ยังมีกรรไกรคีบหมาก ซึ่งเป็นกรรไกรมีคมเดียว คล้ายหวี ยายบอกว่าเอาไว้ใช้หั่นหมาก (เคยแอบเอากรรไกรคีบหมากของยายไปหั่นถั่วฝักยาว ยายรู้เข้าโดนไม้เรียวกันเป็นแถว เพราะวิ่งหนึไม่ทัน ยายบอกว่าของมีคมห้ามเล่น ถ้าไม่เฆี่ยนให้เจ็บก็จะไม่จำ มันอันตรายถึงนิ้วขาดได้) ซึ่งทั้งหมดนี้ต่างก็เป็นส่วนประกอบสำคัญในการกินหมากของยายทั้งสิ้น ส่วนภาชนะที่ใช้สำหรับวางสิ่งของพวกนี้จะเป็นไม้สักทองขัดมันเรียบ

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ช่วยให้ยายกินหมากได้สะดวกขึ้นก็คือ ตระบันหมาก เป็นกระบอกเงิน มีแท่งเงินด้ามยาว ปลายแหลม ยายว่าเอาไว้สำหรับตำลงไปในกระบอกเพื่อให้หมากพลูแหลก สมัยก่อนไม่ต้องใช้ เพราะจะทำให้กินหมากไม่อร่อย แต่ต่อมาอายุมากขึ้น ฟันไม่ค่อยดียายเลยต้องพึ่งบริการของตระบันหมากด้วยความจำเป็น

ฉันเคยนั่งดูยายกินหมาก ซึ่งเป็นเวลาที่ยายมีความสุข ท่านจะเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ฉันฟังเสมอ ท่านบอกว่าแทบทุกบ้านจะต้องมีเชี่ยนหมาก เพราะนอกจากจะมีไว้กินเองเคี้ยวเองในครอบครัวแล้ว ยังใช้ประโยชน์ในการรับแขกที่มาเยี่ยมเยียนได้ แต่บางครั้งแขกของก๋งจะนิยมดื่มชาจีนแทนการเคี้ยวหมาก ดังนั้นก๋งก็ต้องมี ป้านน้ำชา ส่วนตัว ไว้รับแขกเช่นกัน

ฉันได้ความรู้จากยายเรื่อง “วัฒนธรรมการกินหมาก” มามาก ยายเล่าว่า ไม่ใช่แต่คนไทยเท่านั้นที่ชอบกินหมาก ชาติอื่น ๆ เขาก็กินกันเช่น อินเดีย พม่า ลาว กัมพูชา หรือแม้แต่พวกกะเหรี่ยง มอญ ก็กินเหมือนกัน เวลายายกินหมากฉันชอบดู เพราะกว่าจะได้กินแต่ละคำต้องทำโน่นทำนี่ดูวุ่นวายไปหมด มีทั้งใบพลู หมาก ปูนแดง ยาฉุน ยาจืด ขี้ผึ้ง สีเสียด

ยายจะเลือกใบพลูที่กำลังดีไม่อ่อนไม่แก่จนเกินไป เจียนให้ได้ขนาดพอดี ทาด้วยปูนแดง แล้วม้วนให้เป็นแท่งกลม ค่อย ๆ เคี้ยวกินทีละคำ ๆ จนหมด จากนั้นก็หยิบหมากที่หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เคี้ยวตามไป ท่านจะนั่งเคี้ยวหยับ ๆ ไปเรื่อย ๆ สักพักหนึ่งก็จะหยิบกระโถนบ้วนน้ำหมากที่วางไว้ประจำใต้เตียงขึ้นมาบ้วนน้ำหมากสีแดงปรี๊ดลงกระโถนแล้วเคี้ยวหมากต่อไปอย่างสบายใจ นาน ๆ ทีก็จะบ้วนอีกครั้ง ทำไปเช่นนี้จนหมากจืด จึงจะคายชานหมากทิ้ง

ฉันเคยถามยายว่า สีผึ้งเอาไว้ทำอะไร ยายบอกว่าเอาไว้ทาปากเพื่อไม่ให้ปากแห้ง เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ริมฝีปาก เพราะปากแดงแล้วแห้งแตกเป็นขุยไม่น่าดู ส่วนยาเส้น หรือยาฉุนนั้น ยายจะหยิบมาทีละก้อนเล็ก ๆ เท่าหยิบมือ แล้วสอดไว้ที่ริมฝีปากหลังจากกระบวนการกินหมากของยายครบถ้วนแล้ว คนกินหมากเขาจะไม่สูบบุหรี่แต่ใช้ยาเส้นแทน รสชาดของยาเส้นจะค่อย ๆ ละลายเข้าไปในปากทีละน้อย ๆ

เพราะเห็นยายกินหมากท่าทางจะอร่อยจริง ๆ ทั้งกลิ่นก็หอมชื่นใจ ฉันกับพี่ ๆ จึงอยากลองมั่งเคยแอบไปเอาใบพลูป้ายปูนแดงแล้วทำท่าเลียนแบบยายค่อย ๆ ม้วน ค่อย ๆ กินทีละคำ ๆ ผลปรากฏว่าปูนกัดปากชาไปตาม ๆ กัน เมื่อยายรู้เรื่องปูนกัดปาก ก็หัวเราะน้ำหมากกระเด็นอีกตามเคย

ใบพลู

ที่บ้านสวน ยายจะปลูกพลูไว้ที่สวนหลังบ้าน ซุ้มใหญ่ใบดกงามทั้งปี สำหรับใบพลูยายไม่หวงใครอยากได้ก็มาเก็บส่วนที่เลื้อยออกไปนอกรั้วได้ตามสบาย คนงานที่บ้านยายที่นิยมกินหมากจึงไม่ต้องวิ่งซื้อหาใบพลู แต่ความจริงสมัยนั้นบ้านใหนกินหมากเขาก็จะปลูกต้นพลูไว้กินกันทั้งนั้น ความรู้อย่างหนึ่งที่ได้จากยายคือ ใบพลูนั้นมีประโยชน์ แก้รำมะนาด ปวดฟัน ปากเหม็น ขับลมในลำใส้ แก้ปวดท้อง แก้กลากเกลื้อน ผื่นคัน ลมพิษได้อีกด้วย ...อ๋อ..ถ้าอย่างนั้นใครปลูกพลูไว้ที่บ้านก็เหมือนโรงหมอน่ะสิ ฉันคิดในใจ นึกถึงตอนพี่ปิ๋วเป็นลมพิษ...จริงด้วย..ยายให้แม่เอาใบพลูโขลกผสมเหล้าขาวทาตามตัว หายคันได้จริง ๆ พี่ปิ๋วนอนหลับได้ แต่ฉันต้องหลบไปนอนกับยาย เพราะเหม็นเหล้าจนเวียนหัว

หมาก

นอกจากต้นพลูแล้ว ยายยังปลูกต้นหมากไว้ด้วย เพราะยายชอบกินหมากดิบ ท่านจะเลือกลูกหมากอ่อนสีเขียวเข้ม เอามาผ่าตามยาวแบ่งเป็นสี่หรือหกส่วน นำแต่ละส่วนมาแยกเอาเมล็ดหรือเนื้อหมากไว้กินกับใบพลู ส่วนเปลือกนั้น ยายก็ใช้กรรไกรคีบตรงกลางแบ่งครึ่งตามขวาง ลอกปลือกนอกที่เป็นสีเขียวออก แกะเอาเปลือกชั้นกลางที่เป็นเส้นใยหนามากไว้ใช้ขัดฟันให้สะอาดเงางามหลังคายชานหมากทิ้งแล้ว

ส่วนหมากที่กินไม่ทันกลายเป็นหมากสุกหรือหมากสง ยายจะให้แกะเอาแต่เนื้อเมล็ดข้างในมาทำหมากหั่นหรือหมากอีแปะ ด้วยการนำมาฝานเป็นชิ้นบาง ๆ เอาไปตากแดดให้แห้งเก็บไว้ขายหรือไว้กินเองในยามที่หมากขาดแคลน พวกเรายังเคยช่วยยายหั่นหมากเพื่อนำไปตากแห้งบ่อยครั้ง ยายจะให้ค่าเหนื่อยคนละห้าสตางค์ เอาไว้ซื้อขนมกิน

เสียดายที่ต่อมารัฐบาลในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีได้ประกาศห้ามไม่ให้คนไทยกินหมาก และตัดต้นหมากทิ้ง เพราะการกินหมาก แล้วบ้วนทิ้งเรี่ยราด ทำให้บ้านเมืองสกปรก ในยุคนั้นยายเล่าว่า สำหรับคนหนุ่มคนสาวยังไม่เท่าไร แต่สำหรับคนแก่นี่สิ ของมันเคยกินมาเป็นสิบ ๆ ปี อยู่ ๆ จะมาให้เลิกทันทีทันใด ใครจะไปทำได้ ก็ต้องแอบกินกันในบ้านไม่ให้ใครเห็น ต้นหมากต้นพลูก็ต้องแอบปลูกกัน ทำให้มีราคาแพงมาก

และตั้งแต่นั้นมาวัฒนธรรมการกินหมากจึงค่อย ๆ เลือนหายไปจากวิถีชีวิตของคนไทย แต่อย่างไรก็ดี ปัจจุบันนี้ฉันก็ยังเห็นเขากินหมากกันประปราย แต่กินในบ้านไม่ออกไปประเจิดประเจ้อในที่สาธารณะ เช่นยายเหงี่ยมที่เปรียบเสมือนญาติสนิทของครอบครัวยาย ท่านมีวัยไล่เลี่ยกับลูกสาวคนโตของยาย ปัจจุบันอายุ ๙๓ แล้วยังกินหมากทุกวัน บางคนว่าหมากพลูเป็นยาเสพติดเพราะถ้ากินจนติดแล้วไม่ได้กินจะรู้สึกปากจืดกินข้าวไม่อร่อย ครั่นเนื้อครั่นตัว ก็แล้วแต่จะคิดกันไป ดังนั้นหมาก พลู ปูนแดง และเชี่ยนหมาก จึงยังคงอยู่กับคนไทยไม่ได้สูญหายไปเสียทีเดียว

หางกระเบนของยาย

วัฒนธรรมการแต่งกายของหญิงไทยในสมัยนั้น ผู้หญิงเริ่มนุ่งกระโปรง บางครั้งก็นุ่งซิ่นยาวกรอมเท้า ที่มีฐานะหน่อยก็จะตัดเป็นถุงสำเร็จสีต่าง ๆ ดูสวยงามมาก นิยมใช้ผ้าไหมเป็นผ้าพื้นสีต่าง ๆ ใส่กับเสื้อแขนสั้นปล่อยชายเสมอสะโพก บางครั้งก็สอดชายเสื้อไว้ในขอบกระโปรงแล้วแต่ว่าใครชอบแบบไหน นอกจากนั้นยังนิยมดัดผม ที่เรียกกันว่าดัดร้อน

แม่ก็เป็นหนึ่งในผู้นำแฟชั่นยุคนั้นเช่นกัน ฉันมีรูปถ่ายของแม่สมัยสาว ๆ จึงเห็นด้วยกับคำเล่าลือที่ว่าแม่สวยมากในสมัยนั้น แต่ยายเป็นคนหัวเก่าและเคยชินกับการนุ่งโจงกระเบน จึงอนุรักษ์การแต่งกายแบบนุ่งโจงไว้อย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าวัฒนธรรมการแต่งกายจะเปลี่ยนไปอย่างไร ยายก็ยังคงนุ่งโจงกระเบนเช่นเดิม ดังนั้น จึงมีเรื่องเล่า เรื่องหางกระเบนของยาย เกิดขึ้น

ฉันชอบดูเวลายายนุ่งโจงกระเบนเพราะมันดูยุ่งยากน่าเวียนหัวแต่เมื่อนุ่งเสร็จเรียบร้อยแล้วสวยงามมากในความคิดของฉัน สำหรับยายดูเหมือนทุกอย่างจะง่ายไปเสียหมด ยายใช้เวลาประเดี๋ยวเดียวก็นุ่งโจงเสร็จเรียบร้อย

ฉันเคยถามยายว่าทำไมเขาถึงเรียกการนุ่งผ้าแบบนี้ว่านุ่งโจงกระเบน ยายบอกว่า ให้ดูข้างหลังยายสิมันเหมือนอะไร เหมือนหางกระเบนใช่ไหม เขาก็เลยเรียกหางกระเบนไง ฉันก็ถามยายอีกว่าแล้วทำไมเขาไม่เรียกว่านุ่งหางกระเบนล่ะ ทำไมเรียกนุ่งโจงกระเบน ยายส่ายหัวไปมากับความช่างซักช่างถามของฉัน แต่ก็พยายามอธิบายว่า คำว่าโจงมันมาจากคำว่าโยง เวลานุ่งเราต้องโยงเอาชายผ้ามาเหน็บไว้ที่สะเอว โบราณเขาก็เลยเรียกรวม ๆ ว่า นุ่งโจงกระเบนน่ะสิ

ยายพูดจบก็หันไปที่เชี่ยนหมากเตรียมกินหมากอีกตามเคย สักครู่ยายหันมาถามว่า ไม่ถามต่ออีกเรอะ อยากรู้มั้ยทำไมเขาเรียกกระเบนเหน็บ พูดแล้วก็หัวเราะหึ ๆ ฉันบอกยายว่าก็บอกมาเถอะจะได้รู้ว่าเพราะอะไร ยายนั่งเฉยเคี้ยวหมากหยับ ๆ แล้วก็หยิบกระโถนมาบ้วนน้ำหมากอย่างสบายใจ ฉันก็นั่งยืดคอมองตามเมื่อไหร่ยายจะบอกเสียที ยายชำเลืองมองแล้วหัวเราะในความเพียรพยายามของฉัน ถ้าเป็นคนอื่นป่านนี้คงหนีไปวิ่งเล่นนานแล้ว แต่ฉันอยากรู้ก็เลยนั่งรอ คำตอบที่ได้คือ ก็เราเอาหางกระเบนไปเหน็บไว้ตรงสะเอวด้านหลังเขาก็เรียกตรงนั้นว่ากระเบนเหน็บไง ....เอ้อ....ฉันก็เอ๋อไปเลย...

วันหนึ่งพวกเราเตรียมแต่งตัวสวยไปงานแต่งงาน หลานสาวของญาติผู้ใหญ่ฝ่ายยาย เป็นงานใหญ่เพราะผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าวเป็นเจ้านาย พวกเราตื่นเต้นกันมาก พวกผู้ใหญ่จะแต่งตัวกันเต็มที่สวยงามมาก แม่ตัดกระโปรงให้พวกเราใหม่คนละชุด เป็นสีขาวทั้งสามคน แต่ผู้ใหญ่ที่อายุมากจะนุ่งโจงกระเบน

ฉันสงสัยว่าเวลาผู้ชายนุ่งโจงกระเบนออกงานทำไมเขาเรียกว่านุ่งผ้าม่วง ทำไมพวกผู้ใหญ่ไม่เรียกนุ่งโจงกระเบน ก็กระซิบถามยายด้วยความอยากรู้ ยายก็กระซิบตอบว่า ตั้งแต่จำความได้ก็เห็นเขาเรียกกันอย่างนี้มานานแล้วตั้งแต่โบร่ำโบราณ

ฉันฟังแล้วก็ยังไม่หายงง ไม่เห็นจะเกี่ยวกับ ผ้าม่วงตรงไหนเลย อดรนทนไม่ได้จึงกระซิบถามยายอีกว่า ฉันยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมถึงเป็นผ้าม่วงไม่เป็นโจงกระเบน ยายรำคาญเลย อธิบายเพิ่มเติมว่า ผ้านุ่งโจงที่เป็นผ้าไหมเพราะทอด้วยเส้นไหมเขาก็เรียกผ้าไหม แต่ถ้าหากว่าเพิ่มลวดลายลงไปบนผืนผ้าเป็นดอกเป็นดวงทั้งผืน เขาก็เรียกกันว่าผ้าปูน... อ๋อ ปูนกินหมากนะเหรอยาย..ฉันสอดขื้นทำเป็นผู้รู้ ก็เลยถูกยายหัวเราะในความซื่อของฉันที่เข้าใจโยงปูนกินหมากกับผ้านุ่งให้เป็นเรื่องเดียวกัน แล้วยายก็อธิบายต่อว่า เมื่อเรียกผ้าที่มีลายดอกว่าผ้าปูนแล้ว ผ้าที่ไม่มีลายเขาก็เลยเรียกว่าผ้าม่วง แทนที่จะเรียกผ้าไหม ทำให้พลอยเรียกคนที่นุ่งโจงกระเบนด้วยผ้าไหมเกลี้ยง ๆ ว่า นุ่งผ้าม่วงไปด้วยน่ะสิ ยายว่าแล้วก็แถมค้อนวงใหญ่ให้ฉันอีกหนึ่งวงเพราะหมั่นไส้ในความช่างซักช่างถามของฉันซึ่งทำให้ได้ความรู้เรื่องผ้าม่วงมาตั้งแต่ครั้งนั้น

แต่ฉันขอสารภาพว่า ก็ยังสงสัยคนโบราณอยู่ดีน่ะแหละว่า ทำไมต้องเรียกผ้าปูน ไม่เรียกผ้าดอก หรือผ้าลาย แล้วทำไมเวลาไม่มีดอกถึงเรียกผ้าม่วง ไม่เรียกผ้าแดง ผ้าเหลือง ผ้าฟ้า แต่ที่ไม่กล้าถามต่อเพราะกลัวยายหาว่าโง่นั่นเอง

แต่ที่เป็นเรื่องหางกระเบนของยายขึ้นมานี่ เพราะความซนของพวกเรา เห็นยายนุ่งแล้วสวยก็อยากนุ่งบ้าง วันนั้นพวกผู้ใหญ่ไม่อยู่บ้านออกไปข้างนอกกันหมด ยายก็ไม่อยู่เพราะมัวแต่ไปคุยกับยายแช่ม พวกเราก็เลยแอบไปรื้อผ้านุ่งของยายมานุ่งโจงกันเหมือนที่ยายเคยทำ แต่เนื่องจากพวกเราตัวเล็กกว่ายาย ผ้านุ่งผืนใหญ่ยาวมาก กว่าจะนุ่งได้แต่ละคนก็แทบหมดแรง พวกเราเอาเชือกผูกเอวแทนเพราะไม่มีเข็มขัดทองเหมือนยาย จากนั้นก็วิ่งเล่นไล่จับกัน

วิ่งไปวิ่งมา หางกระเบนที่ค่อนข้างหนาและใหญ่ซึ่งม้วนเหน็บไว้ด้านหลังก็ค่อย ๆ คลายออก เมื่อหลุดออกมาจึงถูกคนที่วิ่งตามมาเหยียบถูกพอดี และคนที่โชคร้ายก็คือฉันเพราะเมื่อหางกระเบนของฉันถูกพี่ ๆ เหยียบขณะวิ่งหนี ทำให้ฉันหกล้มหน้ากระแทกพื้นปากแตกเลือดไหลโทรมกินข้าวไม่ได้ไปหลายวัน

ยายกลับมา พอรู้เรื่องก็ถือไม้เรียววิ่งไล่ตีพี่ ๆ รอบบ้าน วิ่งเป็นนานก็ตีไม่สำเร็จตามเคย เพราะยายเหนื่อยเสียก่อน แต่ฉันก็ถูกยายดุว่าชอบซนตามพี่เขาทำให้เจ็บตัว อย่างไรก็ดียายปลอบใจฉันด้วยทับทิมผลโตน่ากิน แต่กว่าจะได้กินก็ต้องรอให้แผลที่ปากหายเสียก่อน



--------------------
จะขี่ไม้กวาดไปตามหาฝัน...เข้าไปเยื่ยมชมบ้านในฝันได้ที่นี่ค่ะ
http://apinya07.spaces.live.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 01, 2008, 04:08:33 pm โดย มนตราแห่งทะเล » บันทึกการเข้า
ลั่นทมริมทะเล
Global Moderator
Full Member
*****
กระทู้: 119



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2008, 02:52:42 am »


นิค่ะ     
โพสต์เมื่อ: Jul 23 2007, 07:04 AM

อ่านเพลินเลยค่ะ เห็นภาพตามไปด้วย คุณยายคุณอภิญญาท่าจะรักหลาน
น่าดูเลยนะคะ จะคอยตามอ่านค่ะ


--------------------
http://nilubol.spaces.live.com
http://chutimasevikul.spaces.live.com



PeggySueGuerra     
โพสต์เมื่อ: Jul 23 2007, 07:35 AM

ขอบคุณค่ะ ชอบฟังเรื่องราวในอดีตค่ะ



pimlapas      
โพสต์เมื่อ: Jul 23 2007, 06:37 PM

อ่านแล้วคิดถึงยายจังค่ะ ยายของพิมมีหางกระเบนเหมือนกัน ตอนนี้อยู่บนสวรรค์แล้วค่ะ

--------------------
ไปเยื่ยม..บ้านใหม่ด้วยนะค่ะ
http://pimlapas.page.tl/
http://pimmy65unitedstates.spaces.live.com



Guest_อภิญญา     
โพสต์เมื่อ: Jul 24 2007, 03:17 AM

คุณพิม คุณเพ็กกี้ คุณนิ

ขอบคุณค่ะที่กรุณาติดตามอ่าน พี่ก็คิดถึงคุณยายค่ะ เสียใจที่ทำเรื่องปวดหัวสารพัดให้ท่านในสมัยเป็นเด็ก ท่านคงอ่อนอกอ่อนใจกับหลานทะโมนทั้งสามไม่น้อย ทุกวันนี้ก็อุทิศผลบุญที่ได้ทำให้ท่านทุกครั้งด้วยความรัก และคิดถึงท่านมากค่ะ



อภิญญา     
โพสต์เมื่อ: Jul 24 2007, 03:20 AM
   
จะทดลองตอบโดยไม่ต้องลงทะเบียนดูค่ะ รูปแสนสวย ของเราเลยหายไป ฮิ ๆ แต่ก็ง่ายมากค่ะ ไม่เป็นปัญหาสำหรับแขกที่มาเยือนเลยค่ะ ...ขอจบรายงานเพียงแค่นี้ค่ะ

--------------------
จะขี่ไม้กวาดไปตามหาฝัน...เข้าไปเยื่ยมชมบ้านในฝันได้ที่นี่ค่ะ
http://apinya07.spaces.live.com



นิค่ะ    
โพสต์เมื่อ: Jul 24 2007, 03:29 AM
   
ขอบคุณคุณอภิญญาค่ะที่กรุณาทดสอบให้ แสดงว่าใช้งานได้แน่

--------------------
http://nilubol.spaces.live.com
http://chutimasevikul.spaces.live.com



PeggySueGuerra    
โพสต์เมื่อ: Jul 24 2007, 01:21 PM
   
คุณพี่อภิญญามีหลานยายหรือยังคะ เพ็กกี้ยังไม่มี ลูกสาวเพิ่งแต่งงานเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพ็กกี้บอกเขาว่า I am not ready to be a grandma. เขาก็หัวเราะ เขาเองก็ไม่พร้อม เพราะตอนนี้ยังทำด็อก(เตอร์)อยู่ ฮิ ฮิ



อภิญญา    
โพสต์เมื่อ: Jul 24 2007, 04:09 PM
   
น้องเพ็กกี้

พี่มีลูกชายคนเดียวยังไม่แต่งงานค่ะ กำลังเรียนโทอยู่ Melbourne เห็นว่ายังไม่มีแฟน พี่ก็เลยยังไม่มีหลานย่าคะ แต่หลานยายนะมีแล้ว เป็นลูกของลูกสาวพี่สาวเพิ่งมาจากอเมริกาเพื่อมาเยี่ยมเมืองไทย วันนี้ก็บินกลับแล้วค่ะ ลูกสาวน้องเพ็กกี้เรียนอยู่ที่ไหนเหรอคะ เล่าสู่กันฟังบ้างค่ะ

ขอบคุณนะคะที่เข้ามาอ่าน เป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้พี่

--------------------
จะขี่ไม้กวาดไปตามหาฝัน...เข้าไปเยื่ยมชมบ้านในฝันได้ที่นี่ค่ะ
http://apinya07.spaces.live.com



PeggySueGuerra    
โพสต์เมื่อ: Jul 24 2007, 06:57 PM
   
เพ็กกี้มีลูกสาวคนเดียวค่ะคุณพี่ พ่อเขาเสียไปนานแล้วนะคะ พ่อไทยแม่ไทย ตอนนี้เขาทำด็อกอยู่ที่University of Toronto แม่ลูกไม่เคยอยู่ประเทศเดียวกันหรอกค่ะ มันเป็นโชคชะตาฟ้าลิขิตให้คนในครอบครัวเราเป็นแบบนี้

ตอนนี้เขาก็มีความสุขกับสามีชาวแคเนเดี้ยนเชื้อสายเวียตนาม เดือนกันยานี้เพ็กกี้ก็จะไปเยี่ยมเขาค่ะ นานๆทีลูกก็จะมาหาเพ็กกี้ที่อเมริกาบ้าง



อภิญญา    
โพสต์เมื่อ: Jul 25 2007, 03:30 AM
   
น้องเพ็กกี้

ขอบคุณที่เล่าเรื่องลูกสาวให้ฟัง พี่เข้าใจอารมณ์ของน้องเพ็กกี้ดีค่ะ เพราะ พี่กับลูกก็อยู่กันคนละประเทศ มาสองปีกว่าแล้วค่ะ และจบแล้วเห็นว่าจะอยู่ทำงานที่นั่นเพื่อหาประสบการณ์ต่ออีกสักห้าปี (ถ้าได้งานทำนะคะ) ก็คงจะต้องอยู่ห่างกันไปอีกนาน แต่เขาก็กลับมาเยี่ยมบ้านทุกปีค่ะ แต่บางทีเราก็ไปเยียมเขาบ้าง คิดถึงเขาจริง ๆ ค่ะ แต่พี่ว่ามีลูกสาวจะได้เปรียบตรงที่ลูกสาวจะสนิทกับแม่มากกว่า และช่างพูดช่างคุยมากกว่าลูกชาย พี่ชอบลูกสาวค่ะ แต่ลูกชายก็รักค่ะ ....ลูกสาวน้องเพ็กกี้ต้องเรียนเก่งแน่เลย ยินดีด้วยค่ะ มีหลานยายเมื่อไร ก็เล่าเรื่องหลานให้ฟังด้วยนะคะ ...ฮิ ๆ อยากรู้ว่ายายจะหลงหลานมากแค่ไหนค่ะ

โพสได้แก้ไขโดย อภิญญา เมื่อ Jul 25 2007, 03:32 AM

--------------------
จะขี่ไม้กวาดไปตามหาฝัน...เข้าไปเยื่ยมชมบ้านในฝันได้ที่นี่ค่ะ
http://apinya07.spaces.live.com



thaipumpkin    
โพสต์เมื่อ: Jul 27 2007, 01:45 AM
   
ดีใจจังค่ะที่ "ยายจ๋า...หลานมาเยี่ยม" ตอน 3 มาแล้ว ตอนเด็กๆ ชอบดูคนแก่ตำหมากเหมือนกันค่ะ (แอบดูคุณยายของคนอื่นค่ะ) ดูขั้นตอนวิธีการแล้วก็แอบก็อปปี้ไปเล่นกับเพื่อนเวลาเล่นขายของกัน สนุกไปตามประสาเด็ก ...อ่านเพลินไปเลยค่ะคุณอภิญญา ขอบคุณนะคะ



อภิญญา    
โพสต์เมื่อ: Jul 27 2007, 05:05 AM
   
คุณพัมกิ้น

ขอบคุณมากที่ชอบอ่าน ตอน ๔ คงจะตามมาในไม่ช้าค่ะ...ดีใจที่มีคนเข้ามาอ่านผลงานของเรา แม้จะไม่ดีเลิศพอที่สำนักพิมพ์ไหนจะสนใจ แต่เวปนี้ให้โอกาสได้ลงพิพพ์ ก็รู้สึกขอบคุณมาก ๆ และที่สำคัญขอบคุณทุก ๆ คนที่เข้ามาอ่านค่ะ

--------------------
จะขี่ไม้กวาดไปตามหาฝัน...เข้าไปเยื่ยมชมบ้านในฝันได้ที่นี่ค่ะ
http://apinya07.spaces.live.com



pimlapas    
โพสต์เมื่อ: Jul 28 2007, 09:35 PM
   
พี่อภิญญาค่ะ แฟนคลับคุณยายมาอ่านแล้วค่ะ ชอบนะค่ะพี่เขียนเพิ่มให้พิมได้อ่านอีกนะค่ะ อ่านแล้วรู้สึกดีค่ะ

--------------------
ไปเยื่ยม..บ้านใหม่ด้วยนะค่ะ
http://pimlapas.page.tl/
http://pimmy65unitedstates.spaces.live.com



กะปอม    
โพสต์เมื่อ: Oct 8 2007, 08:50 AM
   
จากฉวีวรรณคะ
ชอบตอนที่ตัวทะโมทตัวสุดท้องถามเรื่องนุ่งโจงกระเบน น่ารักมากค่ะ ถามจนน่ายายเวียนหัวเหมือนนุ่งโจงกระเบนเลยคะ สุดท้ายก็แอบไปรื้อผ้านุ่งของยายมานุ่งโจงกันเหมือนที่ยายเคยทำ จากนั้นก็วิ่งไล่จับกันจนหางกระเบนหนาๆยาวๆหลุดออกมา ทะโมทตัวสุดท้องถูกเหยียบหางกระเบนจนหกล้ม อิๆๆสนุกค่ะชอบมาก หนูไม่เคยอ่านแล้วนี้มาก่อนเลย สู้ๆๆๆ



อภิญญา    
โพสต์เมื่อ: Oct 8 2007, 03:15 PM
   
เห็นน้องกะปอม (ฉวีวรรณ) อ่านแล้วมีความสุข พี่ก็ดีใจ คือแบบว่าถ้าได้เขียนหนังสือให้คนอ่านเขาอ่านแล้วสนุกไปกับเรา เศร้าไปกับเรา แสดงว่า เราเข้าถึงจิดใจของผู้อ่านได้ มันเป็นความสุขเล็ก ๆ ของนัก(อยาก)เขียน (มือใหม่)ค่ะ สู้ตาย ๆ

--------------------
จะขี่ไม้กวาดไปตามหาฝัน...เข้าไปเยื่ยมชมบ้านในฝันได้ที่นี่ค่ะ
http://apinya07.spaces.live.com



กะปอม    
โพสต์เมื่อ: Oct 9 2007, 03:04 AM
   
จากฉวีวรรณ
แบบนี้ไม่ใช้มือใหม่แล้วค่ะคุณพี่ถ่อมตัว พี่เคยได้ยินคำนี้มั้ยว่า คนต้อยต้ำ(ถ่อม)จะถูกยกให้สูงที่สุด และคนสูงที่สุด(หยิ่งอวดตัว)จะถูกกดตัวให้ต้ำที่สุด หนูชอบคุณลักษณะของพี่ที่ได้ถ่ายทอดให้เห็นตัวจริงของพี่ ซึ้งมีไม่มากนักที่คนอายุขนาดนี้มีความถ่อมใจ คุณยายคงสอนมาดีด้วย เพราะสิ้งเหล่านี้ต้องปลูกฝังมาตั้งแต่เยาววัย



อภิญญา    
โพสต์เมื่อ: Oct 9 2007, 04:24 PM
   
เขินง่ะ อย่าชมมากสิคะ เดี๋ยวเหลิงค่ะ

--------------------
จะขี่ไม้กวาดไปตามหาฝัน...เข้าไปเยื่ยมชมบ้านในฝันได้ที่นี่ค่ะ
http://apinya07.spaces.live.com
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 01, 2008, 04:11:44 pm โดย มนตราแห่งทะเล » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF