www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ไขว่คว้าหาดวงดาว - ตอนที่สิบ หนุ่มออสซี่  (อ่าน 1668 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: มีนาคม 01, 2009, 04:33:26 pm »

ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านนะคะ เชืญอ่านตอนที่สิบได้แล้วนะคะ

ตอน หนุ่มออสซี่

ฉันเกือบจะลืมรูปหล่อไปแล้ว จนกระทั่งวันหนึ่งฉันเดินออกไปดูต้นไม้หน้าร้าน รู้สึกว่ามันจะเหี่ยวแห้ง ต้องบอกให้เด็กในร้านคอยเอาใจใส่รดน้ำบ่อยกว่านี้ หนุ่มคนนั้นเดินผ่านหน้าร้านฉัน เขายิ้มให้ ฉันก็ทักทายไปตามมารยาท

“สวัสดีค่ะ วันนี้ไม่ทานอะไรหรือคะ”
“อยากทานอาหารไทยเหมือนกัน แต่ขอทำเองได้ไหม” ชายหนุ่มพูดยิ้มๆ
“ล้อเล่นหรือเปล่า” ฉันนึกขำในใจ
“ผมทำอาหารไทยได้ อยากจะลองไหมล่ะ”
“ว่าอะไรนะคะ คุณจะทำที่ร้านฉันนี่น่ะหรือ”
“ใช่ครับ จะอนุญาตไหม ผมจ่ายเงินค่าอาหาร แต่ขอทำเอง”

รายนี้มาแปลกเว้ย เอาละอยากจะลองดูเหมือนกันว่ามันแน่จริง หรือว่าดีแต่คุย “คุณจะทำอะไร”
“ผมจะทำผัดไทยให้คุณกินนะ”
ว่าแล้วเจ้าหนุ่มก็เข้าครัว ควงตะหลิวทำผัดไทย ฉันเห็นแล้วอดทึ่งไม่ได้ ท่าทางเขาคล่องแคล่วจริงๆ แล้วอาหารก็อร่อยจริงๆเสียด้วย
“คุณไปหัดทำอาหารไทยมาจากที่ไหน” ฉันถามด้วยความแปลกใจ
“ตอนที่ผมเรียนอยู่ที่ซิดนี่ย์ ผมหาเงินเรียนโดยทำงานเป็นผู้ช่วยพ่อครัวที่ร้านไทย ผมชอบอาหารไทยมาก”
“อ้อ คุณเป็นคนออสเตรเลี่ยน แล้วไปยังไงมายังไงถึงมาอยู่เมืองนี้ได้” มิน่าล่ะ ถึงพูดภาษาอังกฤษสำเนียงแปลกๆ
“ผมเป็นวิศวกร ทำงานให้บริษัทสำรวจขุดน้ำมันระหว่างประเทศ บริษัทของผมอยู่ตึกถัดไปนี่เอง ผมเพิ่งย้ายมาอยู่อเมริกาได้แค่สองเดือน”
“คุณทำผัดไทยได้อร่อยจริงๆนะ” ฉันชม
“ขอบคุณครับ”

หลังจากนั้นหนุ่มออสซี่ที่มีชื่อว่าเดริคก็มาที่ร้านของฉันทุกอาทิตย์ แต่ลูกค้ารายนี้มาแปลก มาทีไรก็ขอทำกินเองทุกที ฉันชอบเพราะเขาทำอาหารให้ฉันกินด้วยทุกครั้ง หนุ่มเป็นคนชอบทำอาหาร ฉันเป็นคนชอบกิน ปรกติแล้วฉันเป็นคนช่างติ แต่กับรายนี้ไม่มีข้อติได้เลย
นอกจากนี้เขายังแนะนำพ่อครัวเม็กซิกันของฉันให้ปรับปรุงรสผัดไทให้ดีขึ้น มีอาหารหลายอย่างที่เดริคบอกวิธีทำที่ถูกต้อง พักหลังลูกค้าชมว่าอาหารรสชาดดีขึ้น ฉันต้องขอบใจเขาเป็นอย่างมาก

เมื่อรู้จักกันนานเข้า เขาก็ถามฉัน”คุณว่าชอบทำอะไรในวันหยุด”
“ส่วนใหญ่จะอยู่บ้านอ่านหนังสือ หรือดูทีวี ไม่มีเพื่อนจะไปไหนมาไหนด้วย”
“ผมชอบออกไปขี่มอเตอร์ไซด์นอกเมือง กล้าซ้อนมอเตอร์ไซด์ไปกับผมไหม”  เดริคจุดประกายความสนุกสนานให้ฉันแล้ว
“อุ๊ย น่าสนใจ จะไปเมื่อไหร่ล่ะคะ”
“วันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ดีไหม ถ้าฝนไม่ตก”
“ดีค่ะ” ฉันชอบใจมาก อยู่บ้านคนเดียวเงียบเหงามานานแล้ว

ทั้งๆที่เพิ่งรู้จักกับเดริคได้ไม่นาน แต่ฉันก็ชอบอัธยาศัยของเขา ฉันกำลังเหงาอยู่พอดี เมื่อมีชายหนุ่มที่หน้าตาดีมาชักขวนไปเที่ยว ทำให้ชีวิตของสาวใกล้วัยทองคึกคักขึ้น วันอาทิตย์ถัดมาเอริคมารับถึงบ้านด้วยมาดเท่ห์

คราวนี้เขาแต่งตัวแบบสิงห์มอเตอร์ไซด์ ผิดไปจากที่เคยเห็นใส่สูททุกครั้ง เขาดูแข็งแกร่งและบึกบึนในชุดกางเกงยีนส์ เสื้อแจ็กเก็ตหนัง และรองเท้าบู๊ท วันนี้เดริคใส่ตุ้มหูด้วย ฉันเคยสังเกตว่าเขาเจาะหู แต่ในเวลาที่เขาแต่งตัวไปทำงาน เขาไม่ได้ใส่ตุ้มหู อย่างไรก็ดีเดริคกับตุ้มหูก็ไม่ดูขัดตาแต่อย่างใด เดริคมาในมาดเท่ห์กับมอเตอรไซด์ฮาร์ลี่-เดวิดสันซึ่งราคาแพงกว่ารถยนต์บางยี่ห้อเสียอีก นี่แหละของเล่นของคนมีสตางค์

ฉันนั่งซ้อนท้าย เดริคขับรถพาฉันออกไปนอกเมือง ฉันไม่รู้หรอกว่าจะไปทิศไหน มัวแต่ตื่นเต้นที่ได้ซ้อนท้ายหนุ่มรูปหล่อ ฉันได้กลิ่นโคโลญจ์สำหรับผู้ชายจากตัวเดริค อือ กลิ่นนี้ฉันชอบจริงๆ มันเซ็กซี่เร้าใจมาก วันนั้นอากาศดีมาก ท้องฟ้าแจ่มใส ไร้ก้อนเมฆมาบดบังสีฟ้าอันสดสวย เมื่อเราขี่รถออกมานอนเมือง ฉันมองไปสองข้างทางเห็นดอกไม้ป่าขึ้นเต็มไปหมด ช่วงนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้แข่งกันผลิบาน

ตอกไม้ป่าที่ฉันชอบมากที่สุดคือดอกบลูบอนเนต มันเป็นดอกไม้ป่าที่ขึ้นริมทาง จะออกดอกบานอยู่ไม่กี่อาทิตย์ในฤดูสปริง ลักษณะของดอกที่เป็นช่อ และสีน้ำเงินปนม่วง ทำให้ฉันนึกไปถึงดอกผักตบชวาที่เมืองไทย เอาไว้ขากลับจะขอให้เดริคหยุดรถ ฉันอยากจะเก็บดอกบลูบอนเนตกลับไปดูเล่นที่บ้าน

เดริคขับรถเร็วแต่ก็ใช้ความระมัดระวังมาก ฉันซ้อนท้ายเขาด้วยความสบายใจ เขาขับรถมาไกลมาก จนมาถึงทะเลสาบน้ำจืดแห่งหนึ่งเขาจึงหยุดรถ
“ลงไปเดินเล่นกันนะคุณใหญ่ ผมขอให้รถได้พักเครื่องบ้าง ที่นี่เขาเรียกว่า เลค ซอมเมอร์วิลเป็นทะเลสาบที่ใหญ่มาก”
“เดริค ฉันสงสัยจัง คุณเพิ่งมาอยู่อเมริกาได้ไม่นาน แต่ทำไมรู้ดีจัง”
“อันที่จริงผมไปๆมาๆที่อเมริกาหลายครั้ง โดยเฉพาะที่รัฐนี้ แต่ครั้งก่อนมาอยู่ไม่นานก็ถูกย้ายไปที่อื่น คราวนี้คิดว่าจะอยู่ที่นี่หลายปี”
“ฉันชอบที่นี่จัง ไม่เคยได้ออกมานอกเมืองเลย ฉันไม่ชอบขับรถ แล้วก็ไม่รู้จักทางด้วย นอกจากเส้นทางที่คุ้นเคย”
“ตอนบ่ายเราแวะไปกินสเต็คกัน เนื้อของเขานุ่มอร่อยมาก”

เรานั่งเล่นกันตรงหญ้านุ่มริมทะเลสาบ ลมเย็นๆพักโชยมาเป็นระยะ ถึงแม้แดดจะจ้า แต่สายลมช่วยบรรเทาความร้อนไปได้มากทีเดียว เดริคเริ่มเล่าถึงเรื่องส่วนตัวของเขา เดริคอายุน้อยกว่าฉันถึงสิบปี
“ผมมีพี่น้องสามคน เป็นผู้ชายทั้งหมด พ่อแม่ผมเกษียณแล้ว ตอนนี้ก็อยู่ที่เมลเบิร์น ผมมีลูกสาวคนหนึ่ง แต่ผมไม่ได้แต่งงานกับแม่ของเขาหรอกนะ ลูกก็อยู่กับแม่ ผมอยากเอาลูกมาอยู่ด้วย แต่ผมเดินทางไปมาบ่อยมากเลยไม่สะดวก”
“ฉันมีลูกสองคน ผู้ชายหนึ่งและผู้หญิงหนึ่ง ตอนนี้เขาก็ไปเรียนมหาวิทยาลัยที่เมืองอื่น”
“แล้วสามีของคุณล่ะ”
“เราแยกกันนานแล้ว อย่าไปพูดถึงเขาเลยนะ” ฉันรู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที เมื่อบทสนทนาพาดพิงไปถึงคุณชายต้น ฉันแทบจะลืมเขาไปแล้ว เมื่อมีใครมาสะกิดถึง มันทำให้รู้สึกแสบๆคันๆในอารมณ์

เรานั่งคุยกันเรื่องสัพเพเหระจนรู้สึกหิว เดริคจึงพาฉันไปร้านสเต็ค ร้านขายสเต็คไม่ได้ใหญ่โตหรูหรา แต่มีลักษณะแบบร้านชนบท มีโต๊ะเก้าอี้ทำด้วยไม้ชิ้นใหญ่ๆ หนาและหนัก ภายในร้านตบแต่งด้วยเขาสัตว์ชนิดต่างๆ ภายในร้านกว้างขวาง กะโดยประมาณด้วยสายตาก็น่าจะจุคนได้ถึงร้อยคน แต่ถึงกระนั้นตอนที่เราไปถึงก็ไม่มีโต๊ะว่างเลย เดริคบอกพนักงานต้อนรับให้จองโต๊ะสำหรับสองที่ โต๊ะว่างเมื่อไรให้เรียกเราด้วย

เขาชวนฉันออกไปยืนคอยด้านนอก มองออกไปก็เห็นรถมอเตอร์ไซด์จอดเรียงรายไม่ต่ำกว่ายี่สิบคัน ร้านนี้ดูท่าทางจะมีแต่ลูกค้าสิงห์มอเตอร์ไซด์ทั้งนั้น ดูเหมือนว่าเดริคจะเข้าใจว่าฉันคิดอะไรอยู่ เขาบอกว่า “พวกคนที่ขี่มอเตอร์ไซด์นี่หลายคนเป็นนักธุรกิจ หรือคนระดับผู้บริหาร พวกนี้ชอบออกไปขี่รถมอเตอร์ไซด์นอกเมือง สลัดคราบนักธุรกิจออก เป็นการผ่อนคลายอย่างหนึ่ง”
“เหรอ ฉันเคยคิดว่าพวกที่ขี่มอเตอร์ไซด์เป็นแก๊งค์อันธพาลเสียอีก”
เดริคยิ้มอย่างขบขัน พอดีพนักงานต้อนรับมาบอกว่ามีโต๊ะว่าง เราก็เลยกลับเข้าไปข้างในร้าน

เดริคสั่งสเต็คมาสองที่ โอ้ แม่เจ้า สเต็คชิ้นใหญ่มาก กินได้สามคนอย่างสบาย นอกจากนี้สเต็คยังเสริฟมาพร้อมกับสลัดและมันฝรั่งอบ บอกตรงๆว่าฉันไม่ชอบอาหารฝรั่ง ก็เลยกินแต่สลัดกับมันฝรั่ง ส่วนสเต็คฉันจะเอากลับบ้าน กะว่าจะแปรรูปให้เป็นเนื้อน้ำตกรสแบบไทยๆดีกว่า เดริคเอร็ดอร่อยกับเสต็คมาก เขากินทุกอย่างหมด

ตอนขากลับฝนตกหนักก่อนที่จะถึงบ้าน ทั้งๆที่ไม่มีวี่แววเลย เราสองคนเปียกปอน เดริคบอกว่าเหลือระยะทางอีกประมาณห้าสิบไมล์จึงจะถึงบ้านฉัน มันอันตรายมากที่จะขี่มอเตอร์ไซด์ฝ่าฝน เราไม่มีทางเลือกนอกจากหาโรงแรมเข้าไปพักหลบฝน

เดริคบอกให้ฉันถอดเสื้อผ้าที่เปียกออก ตอนแรกฉันไม่ยอม แต่เดริคให้เหตุผลว่า ถ้าใส่เสื้อผ้าเปียกชื้นนานๆจะทำให้เป็นหวัด เราสองคนก็จำเป็นต้องห่อหุ้มร่างกายด้วยผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ของโรงแรม ฉันรู้สึกทั้งประหม่าและเขิน โดยเฉพาะเมื่อเห็นมัดกล้ามแข็งแรงที่หน้าอกและแขนทั้งสองข้าง หน้าท้องของเดริคแบนเรียบเห็นไรขนบางๆบริเวณนั้น เดริคมีรอยสักเป็นรูปนกอินทรีที่ต้นแขนด้านซ้าย

เขานั่งเอนๆอยู่บนโซฟาดูทีวีเป็นการฆ่าเวลา ในขณะที่ฉันวางหน้าไม่ถูกที่ต้องนุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวต่อหน้าชายหนุ่ม
“หนาวไหม” เดริคถามขึ้น
“หนาวซิ” ฉันตอบเสียงสั่น แต่เป็นความสั่นเพราะประหม่ามากกว่า
“ปิดแอร์ซะ” ว่าแล้วเดริคก็ลุกขึ้นไปปิดเครื่องปรับอากาศ

เปรี้ยง ครึนนนนนนนนน เสียงฟ้าร้องคำราม ฉันยิ่งตกใจใหญ่ พอฟ้าเปรี้ยงอีกครั้งไฟฟ้าก็ดับลงทันที
“กรี๊ดดดดดดดดดดดด” ฉันร้องด้วยความตกใจ
“อย่าร้องซิครับ เดี๋ยวคนจะคิดว่าผมทำอะไรคุณ” เดริครีบเอามือปิดปากฉัน เขาบอกต่อไปว่า “ไม่ต้องกลัวนะครับ”
แล้วเขาก็กอดฉันไว้อย่างหลวมๆ พร้อมกับลูบหลังอย่างปลอบโยน ตอนแรกฉันก็อยากจะผลักไส แต่ดูราวกับว่าเดริคมีพลังดึงดูดให้ฉันซุกตัวในอ้อมแขนของเขา ฉันรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ฉันโหยหามาตลอด แต่ไม่เคยได้รับเลย

“ไม่มีเทียนสักเล่ม คุณหายกลัวหรือยัง” เดริคถาม
“รู้สึกดีขึ้นหน่อยนึง” ฉันตอบ แล้วก็เบียดเข้าไปใกล้เดริคโดยไม่รู้ตัว เดริคกระชับวงแขนแน่นขึ้นอีก ฉันพอจะรู้สึกถึงพลังความร้อนจากตัวเขา มันก่อความรู้สึกประหลาดให้กับฉัน เมื่อเดริคเริ่มจูบที่หน้าผาก ไล่ลงมาที่แก้มและริมฝีปาก ฉันก็ไม่ขัดขืน กว่าจะรู้ตัวอีกทีเดริคก็อุ้มร่างของฉันไปวางบนเตียง

แล้วเหตุการณ์มันก็เป็นไปตามธรรมชาติ ฉันยอมรับว่าไม่เคยมีความสุขแบบนี้มาก่อน ตอนที่อยู่กับคุณชายต้น เขาไม่เคยสนใจว่าฉันจะพร้อมหรือไม่ ทุกครั้งที่เขามีอารมณ์ฉันจะต้องสนองตอบ เขาเสร็จกิจของเขาแล้วก็หันหลังให้ และนอนกรนสนั่นลั่นบ้าน มาถึงตอนนี้ฉันบอกได้ว่าผู้ชายแบบคุณชายต้นนี่เห็นแก่ตัวมากๆ

เราสองคนหลับไปนานแค่ไหนไม่มีใครรู้ เมื่อฉันรู้สึกตัวตื่นขึ้นเดริคยังคงหลับอยู่ ฉันเริ่มคิด เราทำอะไรลงไปนี่ ไม่เคยคิดไม่เคยฝันว่าจะต้องมานอนกับผู้ชายตามโรงแรม ยังกับนิยายน้ำเน่า พระเอกและนางเอกติดอยู่ในกระท่อมร้างกลางป่า แต่นี่มันไม่ใช่กระท่อมร้างกลางป่า แต่เป็นโรงแรมระดับดีทีเดียว


ฉันเตรียมตัวจะใส่เสื้อผ้าชุดเดิม ยังไม่ทันจะลุกจากเตียง เดริคก็ดึงตัวฉันเข้าไปกอด และเริ่มเล้าโลมอีก ฉันปัดป้อง “อย่าค่ะ เราน่าจะกลับบ้านได้แล้ว”
“ฝนยังตกอยู่ ต้องรอให้หยุดก่อนนะ ขับรถตอนฝนตกมันอันตราย” เดริคบอก
“อือ มันอาจจะตกจนถึงเช้าก็ได้” ฉันบอก
“ถึงเช้าก็ต้องรอ ใจเย็นๆที่รัก” เดริคยืนยัน

กว่าฝนจะหยุดตกก็เป็นเวลาใกล้สว่าง ในระหว่างที่รอฝนหยุด ฉันคงจะไม่ต้องเล่าว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันไม่รู้ว่าเดริคเอาพลังมาจากไหน ฉันรู้สึกเพลียเพราะนอนไม่เต็มอิ่ม อย่างไรก็ดีเดริคก็พาฉันมาส่งบ้านอย่างปลอดภัยตอนเช้า

เขาจูบลาฉันและบอกให้ดูแลตัวเองให้ดี เขาต้องกลับไปบ้านเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวไปทำงาน วันนี้เป็นวันจันทร์แล้ว ส่วนฉันก็ต้องเตรียมตัวไปเปิดร้านตอนสิบโมงเช้า ฉันยังพอมีเวลานอนได้บ้าง

ยังไม่ทันจะล้มตัวลงนอน น้องสาวก็โทรศัพท์มา เขาบอกว่าเป็นห่วงเพราะโทรมาหลายครั้งไม่มีใครรับสาย ฉันก็แก้ตัวไปตามเรื่องว่าสายโทรศัพท์ไม่ดี แต่ไม่ยอมเล่าเด็ดขาดว่าไปทำอะไรมา

แฮ่ แฮ่ นิยายตอนนี้มีบทวาบหวิวเล็กน้อย ต้นฉบับมีมากกว่านี้ แต่เพ็กกี้ตัดออกไปเยอะแล้วนะคะ คงไม่ว่ากันนะคะ นิยายมันก็ต้องมีหลากรสจริงไหมคะ
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 01, 2009, 11:52:02 pm »

ตอนนี้รู้สึกฝนจะเป็นใจพระเอกนางเอกนะคะ...

ตามอ่านตลอดค่ะ
บันทึกการเข้า
กะปอม
Newbie
*
กระทู้: 29



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: มีนาคม 03, 2009, 11:43:57 am »

ตอนนี้ใจหายค่ะ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF