www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ไขว่คว้าหาดวงดาว ตอนที่สิบสอง - คาดหวัง  (อ่าน 1322 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: มีนาคม 15, 2009, 02:55:15 pm »

สวัสดีค่ะ นิยายตอนก่อนค่อนข้างหวือหวาหน่อย ขออภัยด้วยถ้าทำให้ผู้อ่านบางท่านตกใจ  เชิญติดตามนิยายหลากรสตอนต่อไปได้แล้วค่ะ

ตอน คาดหวัง

ฉันตื่นขึ้นมาในเช้าวันจันทร์ด้วยความสดใส เมื่อวานหลังจากที่เดริคกลับไปแล้ว  ฉันก็เข้าไปนอนต่อ ลืมกินอาหารกลางวัน ตื่นขึ้นมาเกือบบ่ายสามโมง โอ้หลับไปนานจริงๆ อย่างไรก็ดีเมื่อได้พักผ่อนเต็มที่ ฉันก็มีพลังที่จะลุกขึ้นมาเก็บกวาดบ้าน และจัดการธุระหลายๆอย่างด้วยความสดชื่น ฉันนึกถึงเดริคอยู่ตลอดเวลาที่ทำงานบ้าน

ความรู้สึกที่ฉันมีต่อเดริคจะเรียกว่าความรักก็คงไม่ใช่ เพราะเรายังไม่รู้จักกันดีพอ แต่ที่รู้แน่ๆก็คือฉันชอบเขามาก อาจจะเป็นเพราะความเหงา เมื่อมีผู้ชายผ่านเข้ามาในชีวิต ฉันก็ไม่อยากปล่อยให้เขาผ่านไปง่ายๆ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฉันไม่มีโอกาสได้พบกับความสดชื่นเหมือนกับเวลาที่อยู่กับเดริค นึกย้อนไปถึงตอนที่อยู่กับคุณชายต้น ตอนนั้นฉันหลอกคนอื่น และหลอกตัวเองอยู่ตลอดเวลา สร้างภาพให้ใครๆเห็นว่ามีครอบครัวที่ปกติสุข ถึงแม้สามีจะไม่ค่อยอยู่บ้าน แต่นั่นก็เป็นเพราะเขาต้องไปทำงานต่างจังหวัด ฉันอาจจะหลอกคนอื่นได้ แต่ไม่สามารถหลอกตัวเองได้

อย่างไรก็ดีการที่มีเดริคเข้ามาในชีวิตทำให้ฉันมีความกระตือรือร้นขึ้น ฉันอยากจะเห็นเขาทุกวัน อยากให้เขามาอยู่ใกล้ๆ ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ฉันคงจะมีความสุขมาก คนเราต้องการความรักหลายรูปแบบ ถึงแม้ว่าฉันจะได้รับความรักจากครอบครัวเต็มที่ พวกเราทุกคนรักกันแน่นแฟ้น แต่การมีครอบครัว มีความรักแบบหนุ่มสาวเป็นสิ่งที่ธรรมชาติกำหนดมาด้วย และฉันขาดสิ่งนี้ ฉันหวังว่าฉันคงจะมีโอกาสได้พบความรักอย่างแท้จริงเสียที

ตอนหยุดพักหลังอาหารกลางวันกลางมาที่ร้าน แวะเอาของหลายอย่างมาให้ กลางเอาใจใส่ถามทุกข์สุขฉันตลอดเวลา
“พักนี้ไม่เจอกันเลยนะเจ๊ เมื่อวันอาทิตย์ยังคิดว่าเจ๊จะไปทำอะไรกินที่บ้านเล็กเสียอีก นี่พอดีเมื่อวานเค้าไปตลาดนัดมา ได้ผักสดผลไม้มาเยอะก็เลยนึกถึงเจ๊”
“เออ ขอบใจว่ะ”
“นี่เจ๊ เห็นน้องเล็กบอกว่าเมื่อวานตัวมีเพื่อนมาหา เขาเห็นรถที่ไม่คุ้นจอดอยู่ เล็กโทรไปถามเจ๊ก็บอกว่าเพื่อนใหม่ ใครเหรอ เค้าเคยเห็นไหม”
“เอ้อ ตัวไม่เคยเห็นหรอก เขาเป็นลูกค้าน่ะ เขามาเป็นประจำก็เลยคุ้นเคยกัน”
“ผู้ชายใช่ไหม”
“ฮื่อ” ฉันตอบสั้นๆ ยังไม่อยากให้รายละเอียดมาก เพราะฉันเองก็รู้จักเดริคน้อยเต็มที ฉันก็เลยรีบตัดบทว่า “เอาไว้คราวหน้าถ้าเขามาอีกเค้าจะพาไปแนะนำก็แล้วกันนะ”

กลางไม่ได้ติดใจจะซักถามต่อ พอดีฉันนึกอะไรขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง จึงรีบถามเขา
“กลางตัวจำเรื่องหย่าฝ่ายเดียวที่สุนิดาเคยพูดให้ฟังได้ไหม”
“เออ จำได้ มัวแต่นึกเรื่องอื่นเลยลืมบอกดิ๊กให้สืบถามเรื่องทนาย แล้วเค้าจะบอกดิ๊กให้ ว่าแต่เจ๊เกิดแรงบันดาลใจอะไรขึ้นมาล่ะถึงคิดเรื่องหย่าตอนนี้ เจอใครอย่างที่เจ๊เคยบอกหรือยัง”
“เอ้อ....เค้ามาคิดดูนะว่า ทำเรื่องให้มันเสร็จๆไปดีกว่า”
“คิดได้อย่างนั้นก็ดี เค้าเองก็อยากให้เรื่องมันจบๆไปเหมือนกัน ถ้าต่อไปเจ๊เจอคนดีๆที่เขาดูแลเจ๊ได้ พวกเราจะได้หมดห่วง” ได้ยินน้องพูดแบบนี้ ฉันก็น้ำตาคลอด้วยความตื้นตัน

หลังจากที่กลางกลับไปได้สักพักน้องเล็กก็มาหา “เป็นไงเจ๊ เมื่อวานว่าจะโทรไปหาเจ๊อีก พอดีเพื่อนๆของอ๊อดแวะมาหา แล้วก็เลยติดลมอยู่กินข้าวเย็นกว่าจะกลับก็ดึก แต่คนพวกนี้มาก็ดีแล้ว เขาคุยให้ฟังเรื่องทนายคนไทย เค้าก็เลยรีบมาบอกให้เจ๊รู้”
“เหรอ ดีจัง เมื่อกี้กลางมาเราก็พูดเรื่องทนายเหมือนกัน กลางว่าจะถามดิ๊กให้ แต่ถ้าตัวมีทนายคนไทยก็ดีน่ะซิเค้าไม่อยากไปรบกวนดิ๊ก”
“นี่ไง ที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ของทนาย” เล็กยื่นกระดาษที่จดรายละเอียดของทนายคนนั้น
“Bruce Austen โอ้โฮเว้ย ชื่อเสียงเป็นฝรั่ง นี่ใช่ทนายไทยแน่นะ” ฉันอ่านชื่อทนายคนนั้น
“คนไทยแน่นอน ไอ้โต้งมันเพิ่งมีเรื่องต้องขึ้นศาลเมื่อเร็วๆนี้ ทนายคนนี้ก็ไปช่วยมัน”
“ดีเลย ขอบใจมากเล็ก”

ฉันรีบติดต่อทนายในบ่ายนั้นเลย เขานัดให้ไปพบที่สำนักงานในวันพุธหน้า เขาบอกให้ฉันเตรียมเอกสารใบทะเบียนสมรสไปด้วย แต่เอกสารจะต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ เรื่องนี้ฉันหาทางจัดการได้ไม่ยาก อยากจะทำเรื่องให้เสร็จๆไป แต่ลึกลงไปก็ยังหวั่นๆอยู่ว่า มันอาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะฉันรู้นิสัยของคุณชายต้นดี

เมื่อถึงวันนัดพบกับทนายฉันชวนน้องเล็กไปด้วย ทนายคนไทยอายุประมาณสามสิบเศษๆ เขาพูดภาษาอังกฤษสำเนียงเหมือนฝรั่งเปี๊ยบเลย และพูดภาษาไทยได้ชัดเจนเช่นเดียวกัน ฉันอดที่จะถามเขาไม่ได้
“คุณเกิดที่อเมริกาหรือเปล่าคะ คุณพูดชัดเจนทั้งสองภาษาเลย”
ทนายยิ้มก่อนที่จะตอบว่า “ผมมาอยู่อเมริกาตั้งแต่อายุสิบขวบ แต่คุณพ่อคุณแม่เข้มงวดให้พูดและอ่านภาษาไทยอยู่เสมอ”
“ลูกพี่ก็มาอยู่อเมริกาตั้งแต่สิบขวบ แต่พวกเขาไม่ยอมพูดภาษาไทยเลย”
“พ่อแม่ต้องกวดขันด้วยครับ เด็กอยู่ที่นี่ อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่คนพูดอังกฤษ เขาจะไปตามภาษาที่เขาถนัด ถ้าพ่อแม่ไม่กระตุ้นให้พูดไทยบ่อยๆ เขาก็จะไม่พูด ลูกของผมเกิดที่นี่ แม่เขาเป็นอเมริกัน แต่ผมก็พาเขาไปเรียนภาษาไทยที่วัดไทยทุกวันอาทิตย์ คนที่พูดได้หลายภาษานี่ได้เปรียบนะครับ” ทนายพูดคุยอย่างเป็นกันเอง

หลังจากที่ให้เอกสารใบทะเบียนสมรส และทนายซักถามรายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตครอบครัวของฉัน และเหตุผลที่ต้องการหย่าแล้ว เขาก็อธิบายถึงวิธีการให้ฟัง แบบเดียวกับที่สุนิดาเคยบอกไว้ แต่ฉันก็ยังมีข้อข้องใจอยู่
“คุณทนายคะ พี่ยังมีความกังวลว่า ผู้ชายคนนี้เขาอาจจะไม่ยอมง่ายๆ เขาอาจจะบินมาโวยวายที่นี่”
“ถ้าเขาทำอย่างนั้น มันก็เข้าทางคุณพี่เลย เพราะถ้าเขาข่มขู่หรือใช้กำลัง คุณพี่แจ้งตำรวจเลย และใบแจ้งความจะเป็นหลักฐานอย่างดีที่จะพิสูจน์ว่า เขาเป็นคนร้ายกาจ เป็นเหตุผลที่สนับสนุนการหย่าได้อย่างดี”
“แล้วถ้าส่งหมายเรียกไปแล้วเขาแกล้งไม่ตอบรับล่ะ”
“เราก็พยายามส่งอีกครั้ง ถ้าไม่มีการตอบรับ เรามีบันทึกจากที่ทำการไปรษณีย์ว่าได้พยายามส่งแล้ว เมื่อเขาไม่ตอบหมายเรียก ศาลก็จะตัดสินให้หย่าได้”
“แล้วจะใช้เวลานานแค่ไหน”
“คิดว่าอย่างมากไม่น่าจะเกินสามเดือน”

ก็เป็นเรื่องที่พวกเราต้องรอดูกันต่อไป อันที่จริงฉันไม่อยากจะยุ่งกับคุณชายต้น ไม่อยากแหย่เสือหลับให้ตื่น แต่ตอนนี้ฉันมีความคาดหวังในตัวเดริค ซึ่งฉันคิดว่าฉันควรจะจัดการเรื่องคาราคาซังนี้ให้จบโดยเร็ว จะได้ไม่มีปัญหาทีหลัง

เดริคมาที่ร้านตอนเย็น แต่เขาไม่ได้มาคนเดียว คนที่มากับเดริคเป็นหญิงสาวผิวขาวอายุไม่เกินสามสิบปี ฟังสำเนียงพูดก็รู้ว่าเป็นอเมริกัน เดริคบอกยิ้มๆว่า “พาลูกค้าใหม่มาให้” ถึงแม้จะเกิดความรู้สึกไม่สบอารมณ์ที่เขามากับผู้หญิง แต่ฉันก็ไม่มีสิทธิไปว่าอะไรเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขามาในฐานะลูกค้า ฉันก็ต้องต้อนรับเขาอย่างดี

ดูท่าทางเดริคเอาใจผู้หญิงคนนั้นมาก ฉันลองเปรียบเทียบเวลาที่เขาไปไหนมาไหนกับฉัน เขายังไม่เอาใจฉันขนาดนี้ ทำให้ฉันนึกริษยา ท่าทางเขาคุยกันอย่างถูกคอ จะว่าไปฉันกับเดริคไม่ค่อยคุยกันมากนัก ฉันเองฟังเขาพูดเข้าใจ แต่ถ้าจะให้สนทนาเรื่องที่เป็นสาระ ฉันก็ยังต้องนึกแปลออกมาเป็นภาษาไทย ทำให้พูดได้ไม่คล่อง บางครั้งเดริคไม่เข้าใจที่ฉันพูด เพราะฉันออกเสียงไม่ถูกต้อง และฉันเองก็ไม่รู้ตัวว่าตัวเองพูดผิด บทสนทนาในร้านอาหารเป็นสูตรตายตัว พูดซ้ำๆกันแบบนี้ทุกวี่ทุกวัน มีบางครั้งที่ลูกค้าชวนคุยบ้าง แต่ก็เป็นบทสนทนาสั้นๆ ฉันจึงไม่ค่อยได้ฝึกการพูดภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง เมื่อมารู้จักกับเดริค เราคุยกันด้วยภาษากายมากกว่า ซึ่งเราก็สื่อสารกันอย่างไม่ติดขัด

คืนนั้นเดริคนั่งคุยกับผู้หญิงคนนั้นจนเกือบสี่ทุ่ม ก่อนที่เขาจะกลับ เขาบอกกับฉันว่า “ลูกสาวจะมาเดือนหน้า  แล้วจะพามาที่ร้าน”
ฉันรู้สึกเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้คุยกับเดริคเลย ฉันถามเขาก่อนที่เขาจะเดินออกจากร้าน “แล้วเราจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่”
“แล้วผมจะโทรมานะ วันนี้ต้องไปก่อน” เขาตัดบทก่อนจะเดินออกจากร้านไป

หลังจากที่ทนายยื่นคำร้องต่อศาลไปได้สามเดือนเศษฉันจึงได้ข่าวจากทนาย ศาลนัดให้ฉันไปขึ้นศาลในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า หมายเรียกได้ถูกส่งไปถึงคุณชายต้นที่เมืองไทย ทนายบอกว่าคนข้างบ้านเป็นคนเซ็นรับหมายศาลแทน เพราะคุณชายไม่อยู่บ้าน ทางทนายก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะเห็นหมายศาลหรือยัง อย่างไรก็ดีถ้าคู่กรณีของฉันไม่ไปศาลตามวันนัด ศาลก็จะตัดสินให้ฉันหย่าขาดจากคุณชายต้น

วันที่ฉันไปศาลน้องสองคนไปเป็นกำลังใจ ฉันรู้สึกกลัวไปหมด บอกไม่ถูกว่ากลัวอะไร เคยบอกให้ฟังแล้วว่าฉันเป็นคนขี้ขลาด อย่างไรก็ดีเรื่องหย่าก็เสร็จเรียบร้อย โดยไม่มีวี่แววของคุณชายต้น ต่อไปนี้ฉันก็เป็นอิสระ ได้ชื่อว่าเป็นคนโสดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ฉันอยากจะเจอเดริค จะได้บอกข่าวดี และฉลองอิสรภาพของฉัน

ฉันอยากจะโทรศัพท์ไปบอกข่าวดีให้เดริครู้ แต่เขาไม่เคยให้เบอร์โทรศัพท์ฉัน ฉันก็ได้แต่รอว่าเมื่อไหร่เขาจะมาที่ร้านอีก คราวนี้ฉันจะต้องขอเบอร์โทรศัพท์เขาไว้ให้ได้ ฉันรู้อยู่แก่ใจว่าความสัมพันธ์ของฉันกับเดริคยังไม่ถึงขั้นคนรัก ฉันไม่อยากใช้คำว่าคู่นอนชั่วคราว มันแสลงความรู้สึกอย่างมาก ฉันอยากจะสานความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมากกว่านี้ แต่ดูเหมือนกับว่าโอกาสยังมาไม่ถึงสักที

ระหว่างที่รอฟังข่าวจากเดริค ฉันก็ได้ข่าวจากคุณชายต้น ฉันเกือบจะลืมเขาแล้ว เขาโทรมาผรุสวาทอย่างดุเดือด
“หนอยอีแก่ เก่งกล้าถึงขนาดฟ้องหย่ากูเชียวหรือ ระริกๆอยากจะมีผัวใหม่ใช่ไหม อย่านึกว่ากูจะยอมหย่าให้มึงง่ายๆ”
“เสียใจนะคุณชาย ศาลตัดสินให้ฉันหย่าขาดจากคุณแล้ว ต่อไปนี้คุณก็ไม่มีสิทธิจะมาข่มขู่หรือทำร้ายฉันอีก ไม่ว่าที่อเมริกาหรือที่เมืองไทย”
“เป็นไปได้ยังไง ถึงมึงจะหย่าที่เมืองนอก แต่มันไม่มีผลอะไรเพราะเราจดทะเบียนกันที่เมืองไทย”
“อือ ทะเบียนที่คุณจดกับฉันที่เมืองไทยฉันก็ไม่แน่ใจว่ามันจะไปซ้อนกับใคร หรือเปล่า หรือในขณะที่ฉันอยู่อเมริกาคุณอาจจะไปจดทะเบียนซ้อนอีกกี่รายก็ไม่รู้ เอาเป็นว่าเราจากกันด้วยดีก็แล้วกันนะ หมดเวรหมดกรรมกันที ที่ผ่านมาฉันอโหสิให้”
“Eเ-ี้ย เดี๋ยวนี้ปีกกล้าขาแข็ง มีคนเสี้ยมสอนละซิ”
“คุณชายฉันขอให้เลิกแล้วต่อกัน คุณยังมาด่าฉันอีก พ่อแม่คุณเป็นผู้ดี โคตรเหง้าคุณก็เป็นผู้ดี ฉันนึกไม่ถึงนะว่าคุณจะถ่อยขนาดนี้” แล้วฉันก็รีบวางหู

คุณชายไม่ยอมเลิกรา ยังคงยอมเสียเงินค่าโทรศัพท์ทางไกลมาด่าฉันเกือบทุกวัน ฉันต้องติดตั้งเครื่องรับที่เห็นหมายเลขของคนที่โทรเข้า ถ้าเป็นเบอร์ของคุณชายฉันจะไม่ยอมรับสาย เขาก็พยายามโทรบ่อยๆ แต่ฉันไม่ยอมรับ เขาก็คงเบื่อไปเอง กว่าเขาจะหยุดรังควาญก็เป็นเดือน
บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 15, 2009, 10:11:22 pm »

เฮ่อ....มีทั้งข่าวดีและข่าวร้าย อ่านตอนนี้แล้วกลัวผู้ชายไปนาน คนเราวงศ์ตระกูลบางครั้งก็ไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันความเป็นผู้ดีได้นะคะ กลัวผู้ชายปากจัดที่สุดค่า.... uhu
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF