www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: หนุ่มเวอร์จิ้น  (อ่าน 1839 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2008, 04:07:19 am »

เพ็กกี้มีเพื่อนหลายชาติหลายภาษา ที่ประทับใจมากที่สุดคนหนึ่ง เขาเป็นชาวเวียตนาม เพื่อนคนนี้อพยพมาอยู่อเมริกานานมากแล้ว ตั้งแต่หลังจากที่เวียตนามเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ ตอนนั้นอาหมงพระเอกของเรื่องนี้มีอายุแค่สิบแปดปี อาหมงเล่าว่าเด็กหนุ่มวัยขนาดอาหมงเป็นที่ต้องการของชาติ เด็กหนุ่มเหล่านี้จะถูกส่งไปรับการฝึกเป็นทหาร ถ้าขัดขืนก็ต้องถูกฆ่าตายอาหมงและพี่ชายไม่ต้องการไปเป็นทหารในระบอบคอมมิวนิสต์ เขาจึงหลบหนีออกจากเวียตนาม

อันที่จริงอาหมงเป็นลูกจีนที่เกิดในเวียตนาม ครอบครัวของอาหมงพูดภาษากวางตุ้ง อาหมงพูดได้สองภาษาคือ ภาษาจีนกวางตุ้งและภาษาเวียตนาม อาหมงเล่าว่า เขาและพี่ชายหลบหนีออกจากฮานอย หลบซ่อนตัวอยู่ตามชนบท แล้วหนีลงเรือ มุ่งหน้าไปยังประเทศไทย

ชีวิตในเรือไม่สะดวกสบายนัก มีคนหนีออกจากเวียตนามมากมาย ดังนั้นในเรือจึงแออัดมาก อาหารการกินก็ค่อนข้างจะอัตคัต ที่นั่งที่นอนในเรือก็คับแคบ ความสะอาดและสุขลักษณะในเรือนั้นแย่มากๆอาหมงก็ทนอยู่ในเรือเป็นเดือน โดยมีความหวังว่า เมื่อถึงประเทศไทยแล้ว ทุกอย่างจะดีขึ้น

ที่ประเทศไทยเขาได้พักอยู่ในค่ายของผู้อพยพ เพื่อรอให้ประเทศที่สามรับตัวไป เพ็กกี้จำรายละเอียดไม่ได้ว่า อาหมงไปอยู่อเมริกาได้อย่างไร ที่แน่ใจก็คืออาหมงจะต้องมีสปอนเซ่อร์ที่อเมริการับรอง อาหมงและพี่ชายเดินทางไปอเมริกา หกเดือนหลังจากที่พักอยู่ในค่ายผู้อพยพที่เมืองไทย

เมื่อไปถึงอเมริกาใหม่ๆ อาหมงรู้สึกเปิ่นมาก วางตัวไม่ถูก ทุกอย่างไม่เหมือนที่เวียตนามหรือเมืองไทย อาหมงต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตในสังคมใหม่ รวมทั้งหัดพูดภาษาอังกฤษด้วย ทางรัฐบาลอเมริกันได้ให้ความช่วยเหลือผู้อพยพให้ตั้งตัวในประเทศใหม่นี้ได้ อาหมงกับพี่ชายได้มาอยู่ในชุมชนของผู้อพยพจากเวียตนาม อาหมงได้งานทำในร้านอาหารของคนจีน เริ่มจากเป็นคนคอยเก็บกวาดทำความสะอาดโต๊ะ หลังจากที่ลูกค้าลุกไปแล้ว ทำอยู่หลายปีพอพูดและฟังภาษาอังกฤษได้คล่องขึ้น ก็ได้เลื่อนเป็นพนักงานเสริฟ

ร้านอาหารจีนส่วนใหญ่จะเริ่มเปิดขายตั้งแต่สิบเอ็ดโมงเช้า และปิดสี่ทุ่ม บางร้านอาจจะเปิดเป็นสองช่วงคือ ช่วงกลางวันเปิดตั้งแต่สิบเอ็ดโมงเช้าจนถึงบ่ายสองโมง ปิดร้านหลังบ่ายสอง แล้วก็เปิดใหม่ขายตอนเย็นตั้งแต่ห้าโมงเย็นไปจนถึงสี่ทุ่ม บางร้านก็ไม่มีช่วงหยุดพักตอนบ่ายเลย เปิดขายตลอดวัน

งานในร้านอาหารเป็นงานหนัก ทำงานกันหลายชั่วโมง ร้านที่อาหมงทำงานอยู่เปิดขายทั้งวัน อาหมงต้องมาทำงานตั้งแต่สิบโมงเช้า ตรวจดูความพร้อมก่อนที่จะเปิดร้าน ถึงแม้ว่าร้านจะปิดขายสี่ทุ่ม แต่พนักงานในร้านก็ต้องดูแลความเรียบร้อยในร้านก่อนที่จะกลับบ้าน กว่าจะได้กลับบ้านก็เป็นเวลาห้าทุ่มบางครั้งลูกค้านั่งนาน กว่าจะออกจากร้านก็เลยห้าทุ่มไปแล้ว พนักงานก็ต้องอยู่ดึกล่วงเวลา เพื่อดูแลความเรียบร้อย ร้านนี้ไม่ปิดพักตอนบ่าย พนักงานก็ต้องอยู่ที่ร้านตลอดเวลา หลังบ่ายสองโมงอาจจะมีลูกค้าเข้ามากินอาหารบ้าง แต่ก็ไม่มากนัก

อาหมงได้หยุดเพียงอาทิตย์ละหนึ่งวัน พอถึงวันหยุดอาหมงก็อยากจะนอนพักผ่อน เพราะวันธรรมดาก็ได้นอนน้อยอยู่แล้ว ไม่มีอารมณ์จะออกไปเที่ยวไหน อยากจะไปเรียนหนังสือเพิ่มเติมก็ไม่มีโอกาส เพราะต้องทำงานเกือบทุกวัน ภาษาอังกฤษของอาหมงไม่ได้อยู่ในขั้นดีนัก แต่ก็สามารถพูดและฟังพอจะเข้าใจได้

อาหมงมีชื่อทั้งภาษากวางตุ้งและภาษาเวียตนาม เมื่อมาอยู่อเมริกาก็จำเป็นต้องมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษด้วย เพราะชื่อภาษาจีนของอาหมง ไม่คุ้นหูฝรั่ง อาหมงใช้ชื่อวิคเตอร์ (Victor) ซึ่งพยายามจะให้ใกล้เคียงกับชื่อภาษาเวียตนามว่าVu

อาหมงเป็นคนขยัน ร้านอาหารจีนแห่งนี้ขายดีมาก อาหมงจึงได้เงินทิปจากลูกค้ามาก เงินรายได้ส่วนหนึ่งอาหมงส่งไปให้แม่ที่ยังอยู่ที่เวียตนาม ที่ร้านจีนแห่งนี้มีคนไทยทำงานอยู่ด้วย อาหมงจึงมีเพื่อนคนไทยหลายคน เพ็กกี้ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับอาหมง จากคนไทยที่ทำงานในร้านนี้

อาหมงมาเที่ยวที่บ้านเพ็กกี้บ่อยๆ เขาปรารภอยู่เสมอว่า อยากจะไปทำงานอื่น ตอนนี้เขายังอายุน้อย ยังมีเรี่ยวแรงที่จะทำงานหนัก แต่เมื่อเขาอายุมากขึ้น เขาคงจะไม่มีแรงแบกถาด ในร้านอาหารจีนนั้น อาหารแต่ละชนิดก็ใส่มาในจานใบใหญ่ๆ เวลาเสริฟก็ต้องยกถาดหนักๆไปเสริฟลูกค้า บรรดาคนเสริฟไม่ว่าหญิงหรือชาย จะแบกถาดหนักๆด้วยมือข้างเดียวเสมอระดับไหล่ การยกถาดแบบนี้ทำให้มีความสมดุล แต่ก็ต้องฝึกอยู่นานกว่าจะทำได้คล่อง

ทางเลือกของอาหมงมีไม่มากนัก เพราะความรู้เขาน้อย อาชีพคนเสริฟเป็นอาชีพที่ได้เงินดีจากทิปที่ลูกค้าให้ เมื่อแก่ตัวลงความคล่องตัวก็จะลดลง ถ้าจะให้ไปทำอาชีพอื่นอย่างเช่นแคชเชียร์ รายได้ก็ไม่ดีเหมือนกับเป็นคนเสริฟ เพ็กกี้ก็บอกอาหมงว่า ให้ดูไปเรื่อยๆก่อน อาจจะมีจังหวะดีๆที่อาหมงจะเปลี่ยนงานไปทำอย่างอื่นได้

อาหมงกับเพ็กกี้ก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เวลาที่เขาว่าง เขาก็จะแวะมาคุยด้วยที่บ้าน เพ็กกี้ชอบอัธยาศัยของอาหมง ใครๆก็รักเขา ไม่ว่าจะเป็นนายจ้าง เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่ลูกค้าบางคน เราคบค้ากันอยู่ได้สองปีเศษ เพ็กกี้ก็มีเหตุต้องย้ายรัฐ

ถึงแม้ว่าเพ็กกี้จะย้ายรัฐ แต่เพ็กกี้กับอาหมงก็ยังติดต่อกันอยู่ อาหมงบอกเพ็กกี้ว่า อยากจะย้ายมาอยู่รัฐเดียวกับเพ็กกี้ เผื่อจะมีช่องทางหางานดีๆทำ เมืองที่เพ็กกี้อยู่เป็นเมืองใหญ่ มีคนต่างชาติมากมายโดยเฉพาะคนเวียตนาม เพ็กกี้ยินดีช่วยหมงเสมอ เพราะเขาเป็นเพื่อนที่ดี อยากจะสนับสนุนให้เขาได้งานดีๆทำ

หลังจากที่เพ็กกี้ย้ายไปอยู่รัฐเท็กซัสได้ประมาณหนึ่งปี อาหมงก็ตัดสินใจจะย้ายมาอยู่เท็กซัสกับเพ็กกี้ เขาขับรถจากรัฐฟลอริด้า มาหาเพ็กกี้ที่รัฐเท็กซัส ระยะทางทั้งหมด1200ไมล์ เขาขับมาคนเดียว หยุดพักแค่เข้าห้องน้ำและเติมน้ำมัน หมงใช้เวลาสิบเจ็ดชั่วโมงขับมาถึงเท็กซัส เพ็กกี้เคยขับรถคนเดียวจากเท็กซัสไปฟลอริด้า ยังต้องใช้เวลาถึงสองวัน เพ็กกี้จะไม่ขับรถทางไกลเวลากลางคืนเด็ดขาด อาหมงคงใจร้อนอยากจะถึงเร็วๆ

อาหมงมาพักอยู่กับเพ็กกี้ เพ็กกี้ก็ช่วยมองดูงานให้ แต่อาหมงมีความรู้น้อย โอกาสที่จะได้งานดีๆก็ยาก อยู่มาวันหนึ่งอาหมงเดินออกไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อใกล้ๆบ้าน ได้พบคนเวียตนามที่ทำงานที่นั่น หลังจากที่ทักทายคุยภาษาเดียวกันแล้ว คนเวียตนามคนนั้นก็แนะนำให้อาหมงไปสมัครงานที่ร้านสะดวกซื้ออีกแห่งหนึ่ง ซึ่งผู้จัดการร้านก็เป็นคนเวียตนาม เขากำลังต้องการคนอยู่พอดี

อาหมงสองจิตสองใจไม่อยากไปทำงานที่ร้านสะดวกซื้อ เขาไม่ชอบงานเป็นคนขายของ รายได้ก็น้อย ถ้าไม่ทำงานก็จะไม่มีรายได้เข้ามา ในที่สุดหมงก็ไปหาผู้จัดการร้าน ผู้จัดการกำลังต้องการคน เขาจึงรับหมงเข้าทำงาน และให้เริ่มงานวันรุ่งขึ้น พนักงานใหม่ของร้านจะถูกจัดให้อยู่เวรดึก เริ่มงานตอนห้าทุ่ม และออกเวรตอนเจ็ดโมงเช้า หมงไม่ชอบเลย แต่ก็ไม่มีทางเลือก

หมงไปทำงานด้วยความวิตกทุกวัน กลางคืนเขาต้องอยู่เวรคนเดียว เขากลัวว่าตอนดึกๆจะมีคนเข้ามาจี้ หรือปล้นร้าน ในช่วงที่หมงเริ่มไปทำงานเป็นฤดูหนาว เวลาที่หมงเห็นลูกค้าใส่เสื้อโค้ดเดินเอามือล้วงกระเป๋าเข้ามาในร้าน หมงก็จะระแวงว่า ลูกค้าจะพกอาวุธไว้ในเสื้อโค้ด

ในเวลาตีสามของคืนหนึ่ง อาหมงอยู่ที่ร้านคนเดียวตามปรกติ มีลูกค้าผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน เขาเดินเข้ามาจนชิดเคาน์เตอร์ แล้วพูดเสียงต่ำๆกับหมงว่า “I need a rubber.” ด้วยความหวาดระแวง อาหมงได้ยินว่าผู้ชายคนนั้นจะเข้ามาปล้น (I want to rob you.)

อาหมงก็รีบกวาดเงินที่มีอยู่ในลิ้นชักทั้งหมดใส่ถุง ก็ผู้จัดการเขาเคยบอกไว้ว่า ถ้าโดนปล้นอย่าขัดขืน คนร้ายอยากได้อะไรก็ให้มันไป เพราะร้านมีประกัน อาหมงก็ทำตามที่ผู้จัดการเคยบอก ก่อนที่จะส่งเงินให้โจร อาหมงยังถามโจรว่า “Would you like changes?” (คุณต้องการพวกเหรียญด้วยไหม)

ผู้ชายคนนั้นงง แล้วสักพักนึกขึ้นมาได้ เขาบอกกับหมงว่า “I don’t want to rob you. I want to buy a condom!” ผมไม่ได้จะปล้นคุณ ผมต้องการซื้อถุงยางอนามัย

อาหมงเล่าว่าเขาอายที่สุดในชีวิต หมงไม่เคยรู้มาก่อนว่า คำว่า rubber เป็นภาษาสแลงที่เรียกถุงยางอนามัย อาหมงเป็นหนุ่มเวอร์จิ้น ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องพวกนี้มาก่อน คราวนี้หมงหน้าแตกยับเยิน เขาเล่าให้ผู้จัดการร้านฟัง ผู้จัดการหัวเราะก๊าก ด้วยนึกไม่ถึงว่า อาหมงจะไร้เดียงสาถึงขนาดนี้

ตอนที่เพ็กกี้เป็นเด็ก ครูที่เมืองไทยสอนว่า rubber แปลว่า ยางลบ เมื่อมาอยู่อเมริกาจึงได้รู้ว่าคนอเมริกันเรียกยางลบว่า eraser แต่ก็พอจะทราบว่าrubberหมายถึงถุงยางอนามัย

หลังจากที่มีเหตุทำให้อับอายครั้งนั้นแล้ว อาหมงก็เริ่มมองหางานใหม่ หมงมีความรู้สึกว่าถ้าทำงานนี้ต่อไป จะต้องประสาทเสียเพราะความหวาดระแวง แต่งานก็ไม่ใช่หาได้ง่ายๆ สำหรับคนที่มีความรู้จำกัด อย่างไรก็ดีหมงก็กลับไปหาอาชีพเก่าที่เคยทำตอนที่อยู่ฟลอริด้า

หมงได้งานเป็นพนักงานเสริฟในร้านอาหารจีน หมงสบายใจขึ้นกว่าตอนที่ทำที่ร้านสะดวกซื้อ ตอนนั้นหมงย้ายออกไปจากบ้านเพ็กกี้แล้ว ทุกคนที่ร้านรักหมง เพราะความที่หมงเป็นคนขยันและซื่อสัตย์ หมงเล่าให้เพ็กกี้ฟังว่า เจ้าของร้านขอให้หมงแต่งงานกับหลานสาวของเขาที่อยู่เมืองจีน เพื่อที่จะให้หลานได้มาอยู่อเมริกาอย่างถูกกฎหมาย ตอนนั้นหมงโอนสัญชาติเป็นอเมริกันแล้ว

เจ้าของร้านได้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ให้หมงไปแต่งงานที่เมืองจีน หมงยื่นเรื่องขอวีซ่าให้ภรรยา ภรรยาของหมงได้วีซ่าในเวลาหกเดือน เพ็กกี้เคยเห็นภรรยาของหมง เขาก็สวยดี แต่รู้สึกว่าเขาจะเป็นคนที่ไม่ค่อยมีน้ำใจ หลังจากที่อยู่กินกันสักพัก ทั้งคู่ก็แยกทางกัน เพราะนิสัยเข้ากันไม่ได้ เพ็กกี้ก็ขาดการติดต่อกับหมงไปนานมาก รู้แต่ว่าหลังจากเลิกกับเมีย หมงก็กลับไปอยู่ฟลอริด้าเหมือนเดิม
บันทึกการเข้า
มนตราแห่งทะเล
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 463



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2008, 04:11:41 am »


นิค่ะ     
โพสต์เมื่อ: Jun 14 2007, 10:58 PM
   
อ่านแล้วค่ะ น่ารักดี

--------------------
http://nilubol.spaces.live.com
http://chutimasevikul.spaces.live.com



lantom    
โพสต์เมื่อ: Jun 15 2007, 05:45 PM
   
- อ่านจนจบเลยครับ ไม่เว้นบรรทัดด้วย

--------------------
หอมเอย หอมกลิ่น อบอวล ... หอมชวน ชิดใกล้ ให้หา... ขาวนวล ชวนชม ลมพา... พริ้วมา ลั่นทม ชมเชย



อภิญญา    
โพสต์เมื่อ: Jun 16 2007, 02:01 AM
   
ตามมาให้กำลังใจกับน้องเพ็กกี้ค่ะ

--------------------
จะขี่ไม้กวาดไปตามหาฝัน...เข้าไปเยื่ยมชมบ้านในฝันได้ที่นี่ค่ะ
http://apinya07.spaces.live.com



PeggySueGuerra    
โพสต์เมื่อ: Jun 16 2007, 02:58 AM
   
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ



ปลิวลม    
โพสต์เมื่อ: Jun 16 2007, 05:55 PM
   


ได้ไงนะ....ปลิวลมก็ชอบเวียตนาม สมัยอยู่เมืองนอกก็ได้กินกับพวกเวียตนามนี้แหละเพื่อนสุดเลิฟชื่อ........อย่าไปเอ่ยเลยนะ เอาเป็นว่าเวียตนามมาแรงแล้วกันสมัยสาวๆ55555555555555555555555555

--------------------
ผีเมืองกระซิบ
http://www.oknation.net/blog/pliewlom



obb    
โพสต์เมื่อ: Aug 3 2007, 12:12 PM
   
อ่านเรื่องคนเวียดนาม...ทำไมใจมันไปคิดถึง..ลาวแตกได้...วุ้ย...เก็บรายละเอียดของคุณอาหมงได้ดีมากๆ ..เลยค่ะ...แสดงว่าประทับใจ คุณอาหมงจริงๆ



pimlapas    
โพสต์เมื่อ: Aug 7 2007, 02:44 PM
   
ชอบที่คุณเพ็กกี้เขียนจัง อ่านหลายวันแล้ว แต่เขียนตอบกระทู้ไม้ได้ค่ะ ชอบค่ะ

--------------------
ไปเยื่ยม..บ้านใหม่ด้วยนะค่ะ
http://pimlapas.page.tl/
http://pimmy65unitedstates.spaces.live.com



กะปอม    
โพสต์เมื่อ: Oct 25 2007, 06:45 AM
   
จากกะปอม
คุณมีจินตนาการ ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญอาหมงอย่างเดียว แต่แวดล้อมรอบข้างและเหตุการณ์ที่พาไป ซึ้งประกอบเข้าด้วยกันเป็นเรื่องราวต่างหากที่สำคัญไม่แพ้อาหมง หรือที่ดิฉันเรียกสิ่งนี้ว่า "สีสัน" โดยไม่จำเป็นต้องอาภัมบทมากนัก มีเพียงแค่เหตุการณ์ก็สามารถทำให้เรื่องนี้ มีชีวิตชีวาหรือเข้าถึงจิตใจผู้อ่านได้แล้ว ขอบคุณคะสำหรับเรื่องราวดีๆที่ส่งมาให้อ่าน

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 02, 2008, 12:12:57 am โดย มนตราแห่งทะเล » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF