www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ไขว่คว้าหาดวงดาว ตอนที่สิบสาม -  (อ่าน 1421 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: มีนาคม 22, 2009, 03:25:43 pm »

นิยายตอนใหม่มาแล้วนะคะ เชิญติดตามต่อค่ะ

ตอน ไม่คาดคิด

เดริคแวะมาที่ร้านตอนเย็นวันเสาร์ เขาตื่นเต้นที่ลูกสาวจะมาเยี่ยมเร็วๆนี้ รู้สึกว่าเขาจะมีความสุขมากที่ได้พูดถึงลูก
“โรงเรียนปิดเทอมแล้ว มอลลี่ก็คงจะมาพักอยู่กับผมจนกว่าโรงเรียนจะเปิด”
“เขาจะมาถึงเมื่อไหร่” ฉันถามไปตามมารยาท ไม่ได้สนใจอย่างจริงจัง
“เขาได้ตั๋วเครื่องบินเมื่อไหร่ก็คงจะรีบโทรมาบอก”
“แล้วตอนนี้เขาอยู่กับใครล่ะ”
“เขาอยู่กับแม่ของเขา ผมแยกทางกับแม่เขาตั้งแต่เขายังเล็กมาก เราแทบจะไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกันเลย ถ้าเขามาแล้วชอบที่นี่ ผมอาจจะชวนให้เขามาอยู่กับผม มาเรียนหนังสือที่นี่ ผมจะได้มีโอกาสใกล้ชิดกับลูกก่อนที่เขาจะโตเป็นผู้ใหญ่ และแยกตัวไปอยู่เอง”

ฉันไม่ออกความเห็นใดๆทั้งสิ้น ไม่ได้สนใจลูกของเดริค นึกถึงลูกของตัวเองแล้วก็อดน้อยใจไม่ได้ ลูกๆพยายามที่จะไปจากบ้านให้เร็วที่สุด ทั้งๆที่ลูกทั้งสองคนยังเรียนไม่จบ เขาหาที่เรียนไกลจากบ้าน ต้องไปอยู่หอพัก เขาอยากมีชีวิตที่อิสระ เขาเคยพูดให้ฟังว่า อยู่ที่บ้านแล้วอึดอัด

“จอยต้องทำรายงานอยู่ที่ห้องสมุด บางทีกลับบ้านดึกๆ ยายก็คอยบ่นว่ากลับดึก จอยอธิบายให้ฟัง ยายก็ไม่มีวันเข้าใจ” ลูกอธิบายความคับข้องใจเป็นภาษาอังกฤษ
“ยายเขาก็เป็นห่วงน่ะ แม่เองเวลาที่กลับดึกยายก็บ่นเหมือนกัน” ฉันอธิบายให้ลูกฟังเป็นภาษาไทย
“แต่ยายไม่เคยฟังคำอธิบายเลย อีกอย่างหนึ่งนะ ยายชอบยัดเยียดให้กินโน่นกินนี่ หนูบอกแล้วว่าหนูกำลังลดน้ำหนัก ยายก็ไม่ฟัง ยายนี่ก็แปลก วันนั้นน้าดาที่เป็นเพื่อนของน้าเล็ก เขามา ยายทำข้าวเหนียวน้ำกะทิทุเรียน ยายก็คะยั้นคะยอให้น้าดากินทั้งๆที่รู้ว่าเขาเป็นเบาหวาน”
“ยายเขาเป็นคนชอบทำอาหาร เขาชอบให้คนมากินมาเที่ยวที่บ้านเขา ยายเป็นคนใจกว้างหนูก็รู้ เขาชอบชวนคนโน้นคนนี้ให้มากินของที่เขาทำ แม่เองขนาดว่ากินอาหารที่ร้านแล้ว พอกลับมาถึงบ้านก็ต้องกินอีกรอบ เพราะยายรออยู่ทุกคืน ถ้าแม่ไม่กินยายก็น้อยใจ เพราะยายตั้งใจทำ และรอแม่จนดึก” ฉันอธิบาย
“แต่มันไม่สมเหตุผลเลยนะ ที่เราต้องตามใจคนอื่นแล้วตัวเองอึดอัดน่ะ” ลูกฉันออกความเห็นอย่างตรงไปตรงมาตามแบบเด็กฝรั่ง ฉันยังพอรับได้ แต่ช่องว่างระหว่างวัยของยายกับหลานห่างกันมาก โดยเฉพาะหลานก็กลายเป็นเด็กฝรั่งเต็มตัว เขาไม่มีความคิดแบบไทยๆเลย


ฉันก็สังเกตเหมือนกันว่า ในสังคมไทยเราจะใส่ใจความรู้สึกของคนรอบข้างมากกว่าความรู้สึกของตัวเอง บางครั้งก็ฝืนใจตัวเองเพื่อให้คนอื่นสบายใจ ฉันเองไม่คิดอะไรมาก ถ้าสิ่งไหนที่ทำให้คนในครอบครัวมีความสุข ฉันก็ยินดี

พอเดริคเอ่ยถึงลูกของเขา ก็เลยทำให้ความคิดของฉันฟุ้งซ่านเลยเถิดไปคิดเรื่องลูกของตัวเองด้วย อย่างไรก็ดี คืนวันนั้นเราก็ไปเที่ยวคลับแห่งใหม่ ไปกินเหล้าและฟังเพลงเหมือนคราวก่อน แล้วหลังจากนั้นเราสองคนก็จบลงบนเตียงเหมือนเดิม ตอนเช้าหลังจากที่เราตื่นนอนแล้ว ฉันก็ถามข้อข้องใจกับเดริค
“ผู้หญิงคนที่คุณพามาวันก่อนเป็นใคร”
“ลูกค้าของบริษัท ถามทำไมหรือ” เดริคมองฉันด้วยสายตาแปลกๆ
“เห็นคุณสนิทสนมกับเขามาก” ฉันตั้งข้อสังเกต
“อือ คุณจับตาดูเราสองคนยังงั้นรึ”
“ฉันก็สังเกตลูกค้าทุกคนนั่นแหละ”

เดริคไม่ตอบ เขาลุกขึ้นไปแต่งตัว แล้วก็บอกว่า “ผมไปก่อนนะ”
“อ้าว” ฉันแปลกใจ “จะรีบไปไหนหรือ”
“มีธุระต้องทำ” เขาพูดสั้นๆ
“เดี๋ยวก่อน คุณไม่เคยให้เบอร์โทรศัพท์ฉันเลย แล้วฉันจะติดต่อคุณได้ยังไง” ฉันขอเบอร์โทรศัพท์ของเขาก่อนที่ตัวเองจะลืม
“ผมกำลังจะเปลี่ยนเบอร์ใหม่ รอไว้เอาเบอร์ใหม่ก็เเล้วกันนะ” เขาตัดบท แล้วก็เดินออกไปจากบ้าน

ฉันงง “อะไรกันวะ” นึกในใจว่าวันนี้ท่าทีของเดริคแปลกมาก ทำราวกับว่ามาปลดเปลื้องอารมณ์กับฉันเสร็จแล้วก็รีบกลับ เจอกันคราวหน้าฉันจะต้องถามให้ได้ว่าเขารู้สึกยังไงกับฉัน มันก็คงจะลำบากใจที่จะถามเขาออกมาตรงๆ ถึงอย่างไรฉันเป็นผู้หญิง และยังมีความอายอยู่ เมื่อก่อนตอนที่ยังเป็นสาว มีแต่ผู้ชายมาบอกว่าชอบ ฉันไม่เคยบอกใครก่อนว่าชอบ ตอนนั้นมีความทะนงตัวคิดว่าตัวเองดี ตัวเองสวย มาตอนนี้ก็ต้องยอมรับว่า เราแก่ตัวลงไปมาก แล้วก็เริ่มอ้วน ไม่ได้ดูดีเหมือนเมื่อก่อน

ถ้าจะพูดถึงความรัก ฉันบอกตรงๆว่าฉันไม่เคยรู้จักความรักว่าเป็นอย่างไร ฉันหมายถึงความรักแบบหนุ่มสาว สมัยก่อนเคยมีคนมาชอบ ซึ่งก็เป็นเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย เขาก็บอกว่าแค่ชอบ ความสัมพันธ์ยังพัฒนาไปไม่ถึงขั้นรัก เมื่อมาเจอคุณชายต้นความรู้สึกระหว่างฉันกับเขาเป็นความพึงพอใจกันมากกว่า เมื่ออยู่กันไปนานๆเห็นสันดานที่แท้จริงแล้ว ก็มีแต่ความชิงชังและขยะแขยง

ฉันเรียนรู้ถึงความรักจากครอบครัวของน้องทั้งสองคน ดิ๊กรักกลางอย่างไม่มีเงื่อนไข เขาทำทุกอย่างเพื่อให้กลางสบายใจ บางครั้งเขาอาจจะไม่เห็นด้วย แต่ถ้าไม่ขัดใจเขาถึงขนาดเขารับไม่ได้ เขาก็โอนอ่อนผ่อนตาม ส่วนครอบครัวของน้องเล็ก ถึงแม้สามีของเขาจะไม่ค่อยเป็นสุภาพบุรุษในสายตาของพวกเรา แต่ฉันก็มองเห็นความห่วงใยที่เขามีต่อภรรยาของเขา เมื่อเขามาใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศนานเข้า เขาก็กลายเป็นพ่อบ้านที่ดี มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว และดูแลลูกกับเมียเป็นอย่างดี ฉันโหยหาความรักแบบนี้

พ่อแม่ไม่สามารถจะอยู่กับเราไปได้ตลอด ตอนนี้พ่อก็จากพวกเราไปหลายปีแล้ว ฉันรู้ดีว่าแม่ว้าเหว่ ถึงจะมาอยู่กับลูกๆที่อเมริกา แต่แม่ไม่ชอบชีวิตที่นี่ ลูกๆแต่งงานไปหมด ทุกคนมีหน้าที่ต้องดูแลครอบครัวของเขา ฉันเองก็เหมือนกับเป็นคนโสด แต่ฉันก็ไม่มีเวลาดูแลแม่อย่างใกล้ชิด เพราะต้องทำมาหากิน ฉันรู้ดีว่าเวลากลางวันแม่อยู่บ้านคนเดียวแม่เหงา ไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อนคอยพูดคุยให้แม่หายเหงา

ฉันอยากจะมีใครสักคนที่รักฉันจริง คอยห่วงใยเอาใจใส่ และยอมรับในตัวฉันว่า ฉันไม่มีคุณสมบัติของความเป็นแม่บ้าน ฉันเอาใจใครไม่เป็น จะว่าไปตั้งแต่เกิดมาฉันเป็นผู้รับมาเกือบตลอด การที่เราจะได้รับความรักจากใคร เราต้องรู้จักรักคนอื่นให้เป็น แต่ฉันมองตัวเองเป็นใหญ่ ให้ความสำคัญกับความต้องการของตัวเอง เวลาที่อยู่กับเพื่อนฝูงฉันชอบที่จะเป็นจุดรวมความสนใจ เป็นฝ่ายพูดมากกว่าฟัง ฉันจึงไม่มีเพื่อน เพราะไม่มีใครทนฉันได้

สำหรับเดริคเขาเป็นเพื่อนแก้เหงาได้อย่างดี แม้ว่าเราจะสื่อสารกันได้ไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาเป็นคนนำสิ่งใหม่มาสู่ชีวิตฉัน ฉันไม่เคยมีความสุขทางเพศมาก่อน อย่างที่เคยบอกแล้วว่ามันเหมือนสิ่งเสพติด ที่อยากจะลิ้มรสอยู่เรื่อยๆ ระหว่างฉันกับเดริคมีอะไรขวางกั้นอย่างที่ฉันอธิบายไม่ถูก อย่างเช่นเขาไม่เคยบอกอะไรเกี่ยวกับตัวเอง ไม่เคยพาฉันไปที่พักเขา หรือแม้แต่จะให้เบอร์โทรศัพท์ เขานึกจะมาก็มา เวลาที่ฉันต้องการเพื่อนในยามเหงาฉันก็ไม่รู้ว่าจะตามตัวเขาได้ที่ไหน

สองอาทิตย์ต่อมาเดริคมาที่ร้าน คราวนี้เขาพาผู้หญิงคนเดิมที่เคยมาที่ร้าน แล้วก็ยังมีเด็กผู้หญิงที่เพิ่งจะเข้าสู่วัยรุ่นตามมาด้วยคนหนึ่ง ฉันเดาว่าต้องเป็นมอลลี่ลูกสาวของเขาแน่ๆ คราวนี้เขาแนะนำผู้หญิงสองคนอย่างเป็นทางการ
“คุณใหญ่นี่แจ็คกี้เพื่อนของผม และนี่มอลลี่ลูกสาวที่ผมเคยพูดให้ฟัง”
“สวัสดีแจ็คกี้ สวัสดีมอลลี่ยินดีที่ได้รู้จัก” ฉันทักทายตามมารยาท
“สวัสดีค่ะ” ทั้งแจ็คกี้และมอลลี่ทักฉันเป็นภาษาไทย
“ไปเรียนภาษาไทยมาจากไหน” ฉันถามด้วยความแปลกใจ
“พ่อสอนเราสองคนให้พูดสวัสดีเป็นภาษาไทย” มอลลี่บอก ฉันสำรวจตรวจตรามอลลี่ เด็กผู้หญิงรูปร่างสูงเก้งก้าง หน้าตาตกกระ มองดูแล้วไม่มีความสวยเลย ฉันเห็นสายตาที่เดริคมองลูกแล้ว มันบอกความรู้สึกอ่อนโยน

คนไทยไม่นิยมแสดงความรักอย่างเปิดเผย แม้จะเป็นความรักระหว่างพ่อแม่ลูกก็ตาม พ่อจะไม่กอดลูก เราไม่ชินกับการแสดงออกแบบนี้ ฉันได้มาเห็นฝรั่งแสดงออก มีการเข้ามากอด ฉันก็เพิ่งจะรู้ว่าเป็นธรรมเนียมของเขา มีลูกค้าประจำบางคนที่เห็นฉันแล้วเข้ามากอด ตอนแรกฉันก็คิดไปเองว่าเขามีความรู้สึกเป็นพิเศษ แต่ฉันเข้าใจผิดอย่างมาก

ความรักคืออะไรฉันเองก็ไม่รู้นิยามของมัน รู้แต่เพียงว่าถ้ามีคนมารักเรา คนๆนั้นจะต้องดูแลเอาใจใส่ทุกข์สุขและความรู้สึกของเรา ฉันก็คิดต่อไปว่า แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเขารักเราจริง คนเราเสแสร้งทำดีเพื่อให้ประทับใจอีกฝ่ายหนึ่ง พออยู่นานไปสันดานเดิมก็แสดงออก การที่จะเกี่ยวข้องกับใครสักคนจึงเป็นการเสี่ยงและมีความท้าทายปนอยู่ด้วย ฉันเป็นคนขี้ขลาด ลึกลงไปก็กลัวความผิดหวัง ทั้งๆที่อยากมีความรัก แต่ก็ไม่กล้าเสี่ยง

วันนั้นเดริค แจ็คกี้ และมอลลี่ดูสดชื่นและสนุกสนาน ฉันไม่ได้เข้าไปร่วมสนทนาด้วย เพราะมีลูกค้าคนอื่นๆที่ต้องดูแล อีกอย่างหนึ่ง ฉันก็ไม่รู้ว่าจะคุยเรื่องอะไรด้วย เดริคเป็นคนทำอาหารเหมือนเคย เขาช่างแปลกเสียจริงๆ เข้าครัวโดยไม่กลัวว่ากลิ่นอาหารจะติดเสื้อผ้า ฉันเจอผู้ชายที่ชอบทำอาหารมากๆถึงสองคน

ก่อนที่พวกเขาจะกลับ ฉันบอกกับเดริคว่า “พรุ่งนี้ช่วยโทรศัพท์มาถึงด้วย ฉันมีธุระอยากจะคุยด้วย” เขาก็รับปาก

เดริคโทรศัพท์มาหาในวันรุ่งขึ้นตอนที่ใกล้จะปิดร้าน “มีอะไรหรือ” เขาถามด้วยความแปลกใจ
ฉันรวบรวมความกล้า แต่ก็ยังไม่กล้าถามตรงๆ  “อยากรู้ว่ามอลลี่จะมาอยู่กับคุณนานแค่ไหน?”
“อย่างน้อยสองเดือน ถ้าเขาชอบที่นี่ก็อาจจะอยู่เลย มาเรียนต่อที่นี่”
“เด็กอยู่กับแม่ของเขาก็ดีแล้วนี่”
“ผมเคยบอกคุณแล้วว่า ผมอยากอยู่ใกล้ชิดลูก ผมสงสัยว่าคุณถามทำไม มันไม่เกี่ยวอะไรกับคุณ”
“ฉันถามคุณตรงๆนะว่า คุณรู้สึกยังไงกับฉัน” ในที่สุดฉันก็พูดออกมาจนได้
“คุณเป็นเพื่อนที่ดี” เขาตอบสั้นๆ
“แค่นั้นหรือ?” ฉันผิดคาดที่ได้ยินคำตอบ
“แล้วคุณหวังอะไรมากกว่านี้หรือ”
“แล้วที่คุณมา...เอ้อ...ยุ่งเกี่ยวกับฉัน” ฉันหักห้ามความอายก่อนที่จะพูดออกมา

เดริคเงียบไปพักใหญ่ จนฉันคิดว่าเขาวางสายไปแล้ว “เดริค” ฉันเรียก “ยังอยู่หรือเปล่า”
“Yes.”  เขาตอบรับ แล้วพูดต่อว่า “เราสองคนมีความต้องการตรงกันอยู่อย่างเดียว แต่สิ่งนี้สิ่งเดียวไม่ได้ผูกพันให้คนสองคนอยู่ด้วยกันได้”
“ทำไมคุณพูดแบบนี้ ฟังดูแล้วเหมือนฉันเป็นที่ระบายความใคร่ของคุณอย่างนั้นแหละ” ฉันเริ่มโกรธ
“คุณน่าจะเข้าใจนะว่า เราสองคนยังไม่รู้จักกันดีพอ อีกอย่างหนึ่งผมตั้งข้อสังเกตว่าคุณไม่ชอบลูกผม ถ้าคนที่เกี่ยวข้องกับผมมีอคติกับลูกผม ผมรับไม่ได้ ผมคิดว่าเราคงจะเข้ากันได้เรื่องนั้นเรื่องเดียว สำหรับผมแยกออกระหว่างความรักกับความใคร่”
“คุณนี่เลวมาก” ฉันด่าออกไปด้วยความโกรธสุดขีด
“คุณอย่าคิดว่าเป็นเรื่องได้เสีย ฝ่ายชายได้ ฝ่ายหญิงเสียตามทัศนคติของสังคมคุณ เท่าที่ผ่านมาคุณก็พอใจที่มีเซ็กซ์กับผมไม่ใช่หรือ ถ้าผมทำให้คุณเข้าใจผิด หรือคาดหวังอะไร ผมก็เสียใจด้วย”

พูดจบเขาก็วางหู ทิ้งให้ฉันยืนชาอยู่กับที่ เกิดมาไม่เคยมีใครมาพูดกับฉันแบบนี้ ฉันทั้งเจ็บใจและอาย ฉันโกรธสุดขีด เมื่อได้สติก็เริ่มขว้างปาข้าวของเพื่อเป็นการระบายอารมณ์ เกิดมาไม่เคยมีใครสบประมาทแบบนี้ ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังติดต่อกัน แต่ฉันไม่มีอารมณ์จะรับสาย
บันทึกการเข้า
กะปอม
Newbie
*
กระทู้: 29



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 28, 2009, 08:26:20 pm »

ตามมาอ่านค่ะ นางเอกจะเป็นอย่างไงต่อไปคะ

ชอบเพลงด้วยค่ะ  เข้ากับเนื้อเรื่องได้ดีทีเดียวคะ
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: มีนาคม 30, 2009, 02:28:46 am »

ตามอ่านมาติด ๆ เช่นกันกับน้องกะปอมเลยละค่ะ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF