www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ดิ้นรนกันไปคนละทาง  (อ่าน 3177 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: เมษายน 02, 2009, 07:09:23 pm »

ขออภัยพี่น้องทุกท่านด้วยนะคะ เพ็กกี้คงต้องงดนำเรื่องไขว่คว้าหาดวงดาวมาลงชั่วคราว เนื่องจากว่าเพ็กกี้จะขัดเกลาสำนวน และลองส่งนิยายเรื่องนี้เข้าประกวด หวังว่าทุกท่านคงเข้าใจนะคะ ผลการตัดสินออกมาเป็นอย่างไรจะแจ้งให้ทราบภายหลังค่ะ

อย่างไรก็ดีเพ็กกี้จะไม่ทอดทิ้งผู้อ่าน จะนำเรื่องสั้นมาให้อ่านกันบ่อยๆ ขอยอมรับว่าไม่ถนัดเขียนเรื่องยาว เพ็กกี้มีนิยายเรื่องใหม่มาให้อ่านกัน
เรื่องนี้ให้ชื่อว่า ดิ้นรนกันไปคนละทาง เชิญติดตามได้ค่ะ

ดิฉันกำลังจะเดินออกจากร้านขายของชำของคนไทยอยู่ทีเดียว เกือบชนกับชายสูงอายุคนหนึ่ง รู้สึกคลับคล้ายคลับคลา พอดีผู้ชายคนนั้นเรียกชื่อขึ้น
“ เพ็กกี้อยู่ที่เมืองนี้เองหรือ ไม่นึกเลยว่าจะเจอกันได้”
ตอนแรกฉันนึกไม่ออกว่าเป็นใคร จนกระทั่งเขาพูดต่อว่า “อะไรวะ จำลุงจอห์นไม่ได้ซะแล้ว”
 ฉันเพ่งมองอีกที “โอ้ มายก็อด ลุงมาอเมริกาเมื่อไหร่นี่ แล้วทำไมโทรมจัง”
 ลุงทำหน้าพิลึกแล้วบอกว่า “เรื่องมันยาวว่ะ ไปหาที่คุยกันดีกว่า”

 เราไปหาร้านเขายครื่องดื่มเพื่อนั่งคุยกัน  ลุงบอกว่า “ลุง พากันมาทั้งครอบครัว”
“ อ้าว แล้วป้าเขาไปไหนเสียล่ะ ไม่มาด้วย”
 ลุงทำหน้าเศร้าๆบอกว่า “เลิกกันแล้ว”
“ อ้าวววว”  ดิฉันอุทานด้วยความแปลกใจ “เรื่องมันเป็นยังไงมายังไง ให้ตายซิ หนูไม่เคยคิดเลยว่าลุงกับป้าจะมาอยู่อเมริกา ก็หน้าที่การงานของลุงกับป้าดีออกทั้งคู่ ใครๆเห็นแล้วยังอิจฉา”
 ลุงถอนใจ “เพ็กกี้เอ๋ย นี่เห็นว่ายูเป็นญาติสนิทนะ ถึงบอกให้ฟัง ลุงมีปัญหากับแบงค์ที่ลุงเคยทำงาน เลยตัดสินใจลาออก คุณป้าหญิงญาติของลุง ท่านให้เงินลุงยืม ห้าหมื่นเหรียญ ลุงเลยอพยพครอบครัวมาอเมริกา มาเปิดร้านอาหารไทยอยู่ที่เมืองนี้ อ้อ จำแม่แฉล้มต้นห้องของคุณป้าหญิงได้ไหม เขามาด้วยนะ มาเป็นแม่ครัวให้ที่ร้าน แต่ตอนนี้เขากลับเมืองไทยแล้ว”
“อ้าวว”  ฉันอุทานอีกครั้งหนึ่ง เจอลุงคราวนี้มีแต่เรื่องที่คาดไม่ถึง

ลุงเปิดร้านอาหารไทยเล็กๆ มีที่นั่งสิบโต๊ะ ขนาดว่าลุงไม่จ้างคนนอก ทำธุรกิจกันภายในครอบครัวสามคน แม่แฉล้มทำอาหาร ลุงและป้าช่วยกันบริการลูกค้า ลุงล้างจานเองด้วยซ้ำ แต่ธุรกิจก็ไม่ค่อยดี แม่แฉล้มแกเป็นแม่ครัวฝีมือระดับชาววัง แต่รู้สึกว่าฝรั่งเมืองนี้จะไม่ชอบฝีมือแม่แฉล้มเท่าไหร่
“คุณป้าน่ะเขาเกลียดงานครัว งานในร้านอาหาร เขาว่ามันมีกลิ่นอาหารติดผมและเสื้อผ้า เขาต้องสระผมทุกวัน” ลุงเล่าให้ฟังพร้อมกับถอนใจ

“ร้านก็ขายไม่ค่อยดี ลุงกับป้าก็มีเรื่องทะเลาะกันบ่อยๆ ต่อมาป้าเขาย้ายของออกไป บอกว่าจะไปอยู่กับเพื่อนที่เมืองอื่น  ที่เขาทำอย่างนี้เพราะต้องการออกไปหางานทำ เอารายได้มาช่วยครอบครัว ร้านเล็กๆแบบนี้ลุงกับแม่แฉล้มคงทำกันได้สองคน  ป้าเขาทิ้งเดวิดลูกชายคนเดียวให้อยู่กับลุง นานๆป้าก็กลับมาเยี่ยมเอาเงินมาแบ่งให้ใช้บ้าง ลุงก็ไม่ได้สงสัยอะไร อันที่จริงลุงกับป้าก็อยู่กันเฉพาะในนามมาก่อนที่จะมาอเมริกาเสียอีก ต่างฝ่ายต่างก็ไม่แคร์กัน”

ต่อมาแม่แฉล้มรู้มาว่าป้าไปอยู่กับผู้ชายคนหนึ่ง อายุน้อยกว่าป้าถึงสิบห้าปี ผู้ชายคนนี้เคยเป็นพนักงานเสริฟอยู่ในโรงแรมเดียวกับที่ป้าเคยเป็นผู้จัดการฝ่ายขาย ป้าพยายามปิดไม่ให้ลุงรู้ แต่แม่แฉล้มอุตส่าห์ตามไปจนพบทั้งคู่ แกต่อว่าคุณป้าเขาอย่างรุนแรง  ด้วยคำพูดว่า “แฉล้มไม่นึกว่าคุณจะใฝ่ต่ำขนาดนี้”  ถึงอย่างไรแม่แฉล้มก็ยังไม่กล้าบอกความจริงกับลุง แกอัดอกอัดใจมาก ไม่รู้จะไประบายกับใคร แกผิดหวังในตัวป้าและสงสารเดวิดมาก เพราะเลี้ยงกันมาแต่เล็กแต่น้อย

แม่แฉล้มบอกกับลุงว่าอยากจะกลับเมืองไทย พอลุงถามเหตุผลแกก็ตอบเลี่ยงๆว่าคิดถึงแม่ที่แก่มากแล้ว  แกรบเร้าลุงมากเข้า ลุงก็ขอผลัดว่าขอให้ลุงหาคนให้ได้ก่อน  ลุงได้คนมาแทนแม่แฉล้ม แต่ก็ทำงานกับลุงไม่ได้ เพราะลุงจู้จี้ขี้บ่น สมัยที่แม่แฉล้มอยู่ลุงเกรงใจแก ไม่กล้าจุกจิกกับแกมากนัก เมื่อลูกจ้างลาออก ลุงไม่มีคนช่วย ลุงจึงจำใจต้องขายร้านอาหารเพราะไม่สามารถทำคนเดียวได้ ป้าเขาก็ไม่สนใจว่าลุงจะขายร้านแล้วจะไปทำอะไรต่อไป แรกเริ่มเดิมทีลุงคิดว่าเมื่อลงทุนเปิดร้านอาหารไทยแล้วลุงกับครอบครัวคงจะมีช่องทางขอกรีนคาร์ดแต่มันไม่เป็นไปอย่างที่ลุงคิด มิหนำซ้ำร้านยังเจ๊งอีกด้วย ลุงจึงต้องกลายเป็นโรบินฮู๊ดเมื่อวีซ่าหมดอายุ

ในที่สุดลุงก็ทราบจนได้ว่าป้าไปอยู่กับอ๊อด ที่ทราบเพราะป้าขอหย่าขาดจากลุง ในเวลานั้นลุงรู้สึกเคว้งคว้างมาก ร้านก็ไม่มีแล้ว งานก็ไม่มีทำ ลุงยังคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรกับตัวเองดี ป้าก็ยังมาขอหย่าอีก ลุงบอกว่าถ้าจะมีสามีใหม่ใม่น่าจะหาให้ได้ดีกว่านี้  เมื่อก่อนทำตัวเป็นไฮโซ ไม่นึกว่าจะโลเบรนขนาดนี้ ตัวตาอ็อดเองก็ไม่มีงานการเป็นที่เชิดหน้าชูตา อาศัยว่ามีพี่สาวเป็นพยาบาล และพี่สาวก็โอนสัญชาติเป็นอเมริกันแล้ว อ็อดได้พี่สาวคอยช่วยเหลือหลายๆด้าน ป้าได้งานทำในร้านขายเสื้อผ้าแห่งหนึ่ง  อ็อดก็ทำงานเป็นพ่อครัวในร้านไทย แต่มักจะทำงานที่ไหนไม่ทน

เมื่อฉันพบกับลุงนั้นลุงกำลังจะไปฮาวาย มีคนติดต่อให้ลุงไปทำงานเป็นบัตเล่อร์หรือพ่อบ้านของเศรษฐีที่ฮาวาย เมื่อตอนที่อยู่เมืองไทยลุงมีตำแหน่งระดับผู้จัดการฝ่ายในธนาคารระดับอินเตอร์แห่งหนึ่ง ในตอนนั้นอย่าว่าแต่เป็นบัตเล่อร์เลย แม้แต่จะมาเป็นเจ้าของร้านไทยในอเมริกาก็ไม่เคยคิด

ลุงไปอยู่ฮาวายได้สองเดือนฉันก็พบป้า ได้ฟังเรื่องราวต่างๆจากป้าฉันก็บอกไม่ถูกว่าจะเชื่อดีหรือไม่

ป้าพูดถึงร้านอาหารของลุงและป้าที่ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งฉันก็ทราบอยู่แล้ว ดังนั้นป้าจึงคิดว่าตัวเองออกไปหางานทำที่อื่นดีกว่าจะได้ช่วยกันหาเงินใช้  ป้าพบอ็อดโดยบังเอิญ ป้าเกือบจำอ็อดไม่ได้ แต่อ็อดจำป้าได้แม่นยำมาก เมื่อตอนที่ทำงานอยู่โรงแรมแห่งเดียวกันที่เมืองไทย ป้าไม่เคยสนใจพนักงานในระดับต่ำกว่า แต่อ็อดเขาแอบชื่นชมป้ามานานแล้ว และไม่คิดว่าจะได้มาพบกันอีกที่อเมริกา ป้าเจอคนที่เคยรู้จักประกอบกับความกังวลเรื่องเงินและเรื่องร้านจึงปรับทุกข์กับอ็อด ก็พยายามช่วยป้าให้ได้งานทำ พี่สาวของอ็อดก็มีส่วนช่วยเพราะเขารู้จักคนเยอะ

ป้ามีโอกาสพบปะกับอ็อดบ่อยเข้า ความเหงาและความเห็นอกเห็นใจจากอ็อดทำให้ป้าไขว้เขว ประกอบทั้งป้ากับลุงมึนตึงกันตั้งแต่ก่อนมาอเมริกา ป้าบอกว่าลุงเป็นอะไรก็ไม่รู้หลังจากที่มีลูกคนแรกแล้วลุงก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับป้าอีก ครั้นป้าจะถามตรงๆก็กระดาก กลัวเขาว่าป้าหมกมุ่นกับเรื่องแบบนั้น ชีวิตคู่จึงมีแต่ความกินแหนงแคลงใจเรื่อยมา แต่ทั้งคู่ก็ยังอยู่ด้วยกันจะเลิกกันก็อายคนเขา เมื่อลุงอยากมาทำธุรกิจที่อเมริกา คุณป้าหญิงให้ยืมเงินมาลงทุน ลุงสัญญาว่าจะผ่อนใช้ให้ แต่ลุงก็ไม่เคยทำ เมื่อขายร้านแล้วลุงก็ยังไม่ส่งเงินไปใช้หนี้คุณป้าหญิงเลย ได้ข่าวว่าท่านไม่พอใจอย่างมาก เงินห้าหมื่นเหรียญเมื่อแลกออกมาเป็นเงินไทยสมัยนั้นมันเป็นจำนวนล้านบาท ไม่ใช่น้อยเลย

เรื่องของป้ากับอ็อดนั้นป้าก็ปล่อยให้เลยตามเลย รอสักระยะให้ลุงเขาตั้งตัวได้ป้าจึงจะบอกความจริง อ็อดเขาสงสารป้าและเอาอกเอาใจป้า แม้ว่าอ็อดจะมีงานทำแต่ก็ไม่มั่นคงนัก พี่สาวของอ็อดยังต้องช่วยอ็อดอยู่บ่อยๆ  พี่สาวของอ็อดโอนสัญชาติเป็นอเมริกันแล้ว จึงมีสิทธิทำเรื่องขอกรีนคาร์ดให้พี่น้องของตัวเองได้ แต่วิธีนี้ต้องรอกันนานหน่อย เพราะมันเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด เจ้าตัวไม่จำเป็นต้องมีความสามารถแต่อย่างใด ถ้ามีพี่น้องที่ถือสัญชาติอเมริกันรับรอง ดังนั้นจึงมีคนขอด้วยวิธีนี้กันมาก คิวจึงยาวมาก

พี่สาวทำเรื่องให้อ็อดหลายปีแล้ว อ็อดก็กำลังรออยู่ อ็อดบอกว่าให้ป้าแต่งงานกับอ็อดและขอใบเขียวพร้อมกับอ็อดในฐานะภรรยา พูดกันตรงๆว่าป้ากับอ็อดมันคนละรุ่นกัน  พื้นเพทางครอบครัวและการศึกษาก็ต่างกันมาก แต่เวลานั้นป้าเหมือนคนที่กำลังจะจมน้ำ ถึงแม้ว่าจะมีไม้ชิ้นเล็กๆลอยมาป้าก็ขอคว้าเอาไว้ช่วยพยุงชีวิตก่อน  ดังนั้นป้าจึงตัดสินใจขอหย่าจากลุง

ฉันก็รับฟังไว้ไม่ออกความเห็นใดๆทั้งสิ้น  คิดว่าเป็นเรื่องของชาวบ้านที่ไม่เกี่ยวอะไรกับเรา เมื่อแยกจากกันแล้วฉันก็ไม่ได้ใส่ใจอีก
หลังจากที่พบกับป้าได้สามอาทิตย์ฉันก็ได้พบกับอ็อด อันที่จริงฉันรู้จักพี่ๆของอ็อดตั้งแต่ตอนที่อยู่เมืองไทย ตอนนั้นอ็อดยังเด็กมาก และไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าจะได้มาเจออ็อดซึ่งเป็นน้องของเพื่อนที่อเมริกา   เขามาซื้อของคนเดียว เขาเห็นฉันก่อนจึงเข้ามาทัก หลังจากไถ่ถามทุกข์สุขกันแล้วเขาก็บอกว่า ตอนนี้ลุงจอห์นไม่ได้อยู่ที่ฮาวายแล้ว กลับมาอยู่เมืองนี้อีกแล้ว  ฉันจึงพูดว่า เอ แกไปได้แค่สองสามเดือนเอง แต่พี่พอจะรู้นิสัยลุงดี แกคงไม่อดทนทำงานแบบนี้หรอก แต่ว่าแกกลับมาแล้วตอนนี้แกพักอยู่กับใครล่ะ พอได้ยินคำตอบจากตาอ็อด ฉันก็ได้แต่อ้าปากค้างพูดไม่ออกไปพักใหญ่  “ตอนนี้แกพักอยู่กับเราสองคนครับ”  โอ๊ยตายแล้วมันอะไรกันนี่

“เรื่องมันเป็นยังไงมายังไงกันล่ะอ๊อด”  ฉันข้องใจมาก
อ๊อดบอกว่าก่อนไปอยู่ฮาวายป้า(ซึ่งเราเรียกแกว่าคุณแจ่มศรี) รับเอาเดวิดมาอยู่ด้วย เมื่อลุงไปอยู่ฮาวายก็ได้โทรศัพท์มาถึงเดวิดบ่อยๆ ลุงบอกว่าไม่ชอบงาน แกคงยังทำใจไม่ได้ เคยเป็นนายแบ็งค์ ต่อมาก็มีกิจการของตัวเอง เมื่อต้องมาทำงานแบบนี้ลุงซึ่งอายุมากแล้วจึงปรับตัวปรับใจลำบาก ลุงต้องดูแลหมาตัวโตๆถึงสองตัว ดูไปแล้วมันยังอยู่ดีกินดีกว่าลุงเสียอีก สาเหตุอีกอย่างหนึ่งก็คือลุงคิดถึงลูกมาก ลุงจึงโทรศัพท์ทางไกลมาขอพูดกับคุณแจ่มบอกว่าขอกลับมาตั้งหลักใหม่
“คุณแจ่มปรึกษาผม บอกว่าสงสารและเห็นแก่ลูก ผมเองก็ไม่ได้รังเกียจอะไร เพราะเคยเคารพนับถือแกมาก่อน เมื่อตกทุกข์ได้ยากก็อยากจะช่วย”
 ฉันก็หวังว่าลุงคงจะหางานใหม่ที่แกชอบทำได้ในเวลาไม่นาน

แต่ว่าลุงก็ปักหลักอยู่บ้านของอ๊อดหลายเดือนโดยไม่ทำอะไร ถึงเวลาก็มีคนหาข้าวปลาให้กิน  ดูเหมือนว่าแกจะไม่ได้กระตือรือร้นหางาน เคยไปเยี่ยมแกก็บ่นว่าไม่มีตังค์ใช้ สองคนผัวเมียปรึกษาฉันว่าจะทำอย่างไรดี เมื่อลุงอาศัยอยู่กับเขานานๆ เขาก็ชักตะขิดตะขวงใจ เวลามีเพื่อนฝูงคนไทยมาที่บ้านเขาก็มองแปลกๆ  ฉันเห็นแก่ลุงก็พาแกไปฝากงานกับคนรู้จักกัน คราวนี้เป็นร้านอาหารไทย ลุงได้งานเป็นพ่อครัว รู้สึกว่าแกค่อนข้างจะพอใจ การทำอาหารเป็นสิ่งที่ลุงชอบ ลุงทำอาหารได้หลายแบบ ไม่ว่าไทยจีน แขก ฝรั่ง แล้วฝีมือก็ดีด้วย น่าเสียดายที่ร้านของลุงไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อได้งานแล้วลุงจึงย้ายออกไปอยู่ที่อื่น ส่วนลูกชายก็ยังคงอยู่กับคุณแจ่มและอ๊อด ฉันก็หวังว่าคราวนี้ลุงคงจะทำงานได้นาน

แต่ครอบครัวของอ๊อดก็รู้สึกจะมีปัญหาอยู่เรื่อย คราวนี้มาจากลูกเลี้ยง เมื่อตอนที่ลุงทำร้านอาหารก็ไม่มีเวลาสนใจลูก เมื่อเดวิดกลับมาจากโรงเรียนก็ต้องอยู่บ้านคนเดียว เมื่อเกิดความเหงาและไม่มีใครควบคุมเดวิดจึงหาทางออกด้วยการคบเพื่อน แล้วก็ได้เพื่อนที่ไม่ดี ชอบเที่ยวชอบลอง แอบสูบบุหรี่กินเหล้าทั้งๆที่ยังไม่ถึงวัยอันสมควร ลุงไม่มีเวลาเอาใจใส่ กว่าจะเลิกจากร้านกลับมาก็เกินสี่ทุ่ม เดวิดก็เข้านอนแล้ว เช้าตื่นขึ้นมาเดวิดไปโรงเรียน ลุงตื่นสายหน่อย จึงไม่ค่อยจะได้พบหน้ากัน

เมื่อเดวิดย้ายมาอยู่กับแม่ แม่ตามใจทุกอย่างเพราะอยากจะชดเชยเวลาที่ต้องอยู่ห่างกันตอนที่แม่ไปอยู่กับอ๊อดใหม่ๆ ฉันไม่ค่อยจะพิศวาสคุณแจ่มศรีนัก ไม่ถึงกับไม่ชอบ แต่รู้สึกว่าแกโตแต่อายุ ความคิดความอ่านหลายอย่างยังไม่มีวุฒิภาวะเป็นผู้ใหญ่ เมื่อมาอยู่กับอ๊อดแกทำผมม้า แต่งตัวให้ดูลดอายุ จะได้ดูวัยเดียวกับสามีใหม่ กิริยามารยาทของแกสะดีดสะดิ้งเหมือนสาวๆ บางครั้งก็ดูขัดตา

เมื่อเดวิดมาอยู่บ้านแม่ เขาก็สูบบุหรี่อย่างเปิดเผยในบ้าน แม่ก็ไม่ว่าอะไร บางทีก็ตื่นสายไปไม่ทันรถโรงเรียนที่มารับตอนเช้า แม่ต้องขับรถไปส่งอยู่บ่อยๆ ที่ยิ่งกว่านั้นคือทุกคืนวันศุกร์และเสาร์เดวิดจะออกไปเที่ยวที่บ้านเพื่อน ไปนั่งกินเบียร์และฟังเพลงกัน  บางครั้งก็ชวนเพื่อนมาที่บ้าน คุณแจ่มก็ไม่ห้ามปราม แถมบางครั้งยังออกไปซื้อเบียร์ให้ลูกด้วยซ้ำ 

มีแต่อ๊อดที่คอยบ่นว่า เพราะเดวิดยังอายุน้อย เด็กอายูต่ำกว่าสิบแปดปีเขามีเคอร์ฟิว คือห้ามออกจากบ้านหลังสี่ทุ่ม พวกเราจึงไม่เคยเห็นเด็กวัยรุ่นออกมาเพ่นพ่านหลังสี่ทุ่ม ถ้าตำรวจพบเขาจะคุมตัวและเรียกผู้ปกครองมารับ  เมื่ออ๊อดพูดขึ้นคุณแจ่มก็โกรธ  อ๊อดอึดอัดใจมาบ่นให้ฉันฟัง ฉันเองก็เห็นด้วยกับอ๊อด แต่ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวและรับรู้ปัญหาของชาวบ้าน

อ๊อดและคุณแจ่มชอบชวนฉันไปกินข้าวที่บ้าน มีอยู่ครั้งหนึ่งฉันมีเพื่อนฝรั่งไปด้วย เขาเห็นเดวิดสูบบุหรี่ เขาแปลกใจ ตัวเขาเองไม่สูบบุหรี่และดื่มเหล้า เขาถามคุณแจ่มว่าเดวิดเริ่มสูบบุหรี่มาตั้งแต่อายุเท่าไหร่ เธอตอบว่าอายุสิบสอง เพื่อนเขาถามต่อว่า สูบมาตั้งแต่ยังอยู่เมืองไทยหรือ คุณแจ่มตอบว่าใช่ แถมยังบอกว่า เด็กที่เมืองไทยทำอะไรก็ได้ ไม่มีกฎเกณฑ์มากมายอย่างที่นี่ จะไปเที่ยวผับเขาก็ไม่ขอดูบัตรประชาชน  ไม่จำกัดอายู คุณแจ่มยังแถมท้ายด้วยประโยคที่แกคิดว่าเก๋ (แต่ฉันอายแทบแทรกแผ่นดินหนี)ว่า The Thai kids can do anything. แล้วจะไม่ให้ฉันว่า E.Q.ของแกต่ำได้อย่างไร

ลุงตั้งหน้าตั้งตาทำงาน แกอาจจะดวงเข้ากันได้กับนายจ้าง ลูกค้าติดใจฝีมือลุงถึงขนาดขอดูตัว พวกลูกค้าเก่าๆของลุงสมัยที่ลุงยังเปิดร้านอยู่เมื่อลูกค้าเก่าๆของลุงบางคนทราบว่าลุงมาเป็นพ่อครัวอยู่ที่ร้านนี้  จึงตามมาอุดหนุนอีก ในบรรดาลูกค้าเก่าๆก็มีรายหนึ่งที่โปรดปรานอาหารไทยมาก เธอเป็นแม่ม่าย(ทรงเครื่อง) เมื่อก่อนหน้านั้นเธอไปที่ร้านของลุงเป็นประจำ และชอบคุยกับลุงนานๆ ถ้าลุงไม่มีลูกค้าอื่น คุณเจนนี่บอกว่า พอลุงปิดกิจการแกก็ไม่คิดว่าจะได้พบกับลุงอีก คุณเจนนี่อายุมากกว่าลุงห้าหกปี แต่แกแต่งตัวเป็นจึงดูลดอายุไปได้เยอะ แต่แกก็ไม่ได้ทำตัวลดวัยอย่างป้าแจ่มศรี

คุณเจนนี่แกปิ๊งลุงมาตั้งนาน แต่ไม่มีโอกาสจะบอก นึกว่าจะไม่เจอกันอีกแล้ว พบกันคราวนี้คุณเจนนี่ไม่ยอมปล่อยลุงให้หลุดหายไปอีก จะว่าไปลุงของฉันสมัยที่อยู่เมืองไทย แกแต่งตัวดีและมีบุคลิกดีตามสไตล์นายแบ็งค์  ถึงกาลเวลาและความทุกข์จะทำให้ลุงดูแก่ลง แต่มารยาทการเข้าสังคมของลุงดีเยี่ยม ลุงเคยไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่อายุน้อย ถ้าไม่ดูหน้าก็จะนึกว่าฝรั่งพูด ลุงพูดภาษาอังกฤษชัดเจนมาก 

ฉันยังเสียดายว่าลุงน่าจะมีโอกาสทำงานดีๆระดับหัวหน้าในประเทศนี้ แต่ลุงก็แก่เกินกว่าจะเริ่มต้นใหม่  เมื่อเป็นเช่นนี้ฉันก็ไม่แปลกใจที่คุณเจนนี่จะชอบลุง ส่วนลุงฉันว่าแกก็ชอบคุณเจนนี่ แต่คงไม่ถึงขนาดรัก ลุงคิดว่าเมื่อแต่งงานกับเจนนี่แล้ว ลุงจะได้ขอใบเขียวเพราะคุณเจนนี่เป็นอเมริกัน  หลังจากที่ลุงได้ใบเขียวแล้วสามปี ก็มีสิทธิขอโอนสัญชาติได้

ลุงและคุณเจนนี่ไม่ใช่หนุ่มสาว ดังนั้นการที่สองคนจะมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกันจึงไม่ต้องมีพิธีรีตองมาก แค่ไปทำพิธีเงียบๆในโบสถ์ ได้ทะเบียนสมรสมาแล้ว หลังจากนั้นไม่นาน ลุงก็ให้ทนายทำเรื่องขอใบเขียวให้ตัวเองและให้เดวิด ชีวิตของลุงก็ดูเหมือนว่าจะดีขึ้น อีกประมาณหนึ่งปีต่อมาคุณเจนนี่ก็ออกเงินเปิดร้านอาหารไทยแห่งใหม่ให้ลุง คราวนี้ลุงมีทีมงานใหม่ และคุณเจนนี่ก็ช่วยที่ร้านเต็มที่ทั้งๆที่เธอไม่จำเป็นต้องทำงาน  ฉันก็ดีใจกับลุงด้วย  ลุงแฮปปี้ไปแล้ว แต่ชีวิตป้าก็ยังไม่โชคดีมากเท่าลุง

ป้าเคยพูดเสมอว่าตัวเองมีความรู้ เคยทำงานกับฝรั่งมามาก ถ้ามีใบเขียวตัวป้าก็จะไปได้โลด ลุงได้กรีนคาร์ดภายในหกเดือนหลังจากแต่งงานกับคุณเจนนี่ แต่ป้าแจ่มศรีและอ๊อดก็ยังคงรอคิวให้กองตรวจคนเข้าเมืองเขาเรียกไปสัมภาษณ์ ขั้นตอนในการทำใบเขียวมันยุ่งยาก คนที่ยื่นเรื่องขอใบเขียวเมื่อวีซ่าขาดไปแล้วอย่างอ๊อดและป้าแจ่ม จะต้องกลับไปสัมภาษณ์ที่เมืองไทย เมื่อยังไม่มีกรีนคาร์ด ป้าแจ่มและอ๊อดก็ไม่สามารถหางานดีๆทำได้อย่างที่ต้องการ แต่สองคนนี่เขาก็มีความสุขไปตามประสาผัวหนุ่มเมียแก่

หลังจากที่รอคอยใบเขียวมาจนเกือบจะลืมแล้ว อ๊อดก็ได้รับจดหมายเรียกให้ไปสัมภาษณ์ที่เมืองไทย ทั้งสองคนตื่นเต้นมาก อ๊อดลองนับเวลาที่รอคอยทั้งหมดเกือบสิบปี แต่ป้าเพิ่งมาอยู่อเมริกาไม่นาน อาศัยว่าแกขอใบเขียวตามสามีคืออ๊อด เมื่อทั้งสองคนกลับไปสัมภาษณ์ที่สถานกงสุลอเมริกันที่ประเทศไทย เจ้าหน้าที่เขาไม่คิดว่าป้ากับอ๊อดจะเป็นสามีภรรยากันจริงๆ ประการแรกอายุต่างกันสิบห้าปี ถ้าฝ่ายชายอายุมากกว่าฝ่ายหญิงก็ยังดูไม่น่าสงสัย ประการที่สองเขาตรวจสอบภูมิหลังของป้าก่อนไปอเมริกา และทราบว่าป้าเคยมีหน้าที่การงานที่ดี ไม่น่าจะมาอยู่กับคนที่อายุน้อยกว่ามากๆ และการศึกษาก็ด้อยกว่ามาก ป้าถูกซักถามมากมาย บางคำถามก็ค่อนข้างจะส่วนตัว ซึ่งคนที่ไม่ได้อยู่กินด้วยกันจริงๆจะตอบไม่ถูก เขาจะเรียกสามีกับภรรยาเข้าไปสัมภาษณ์คนละทีโดยถามคำถามเดียวกัน ถ้าคนที่อยู่ด้วยกันจริงก็จะตอบเหมือนกัน  ถ้าเจ้าหน้าที่เขาไม่เชื่อ เขาอาจจะปฏิเสธไม่ได้กรีนคาร์ดได้ ตอนแรกป้าก็คิดว่าจะมีปัญหา แต่หลังจากที่เขาถามวกไปวนมาจนแน่ใจว่าป้าไม่มีพิรุธ แต่งงานหลอกๆเพื่อเอากรีนคาร์ด เขาก็ออกวีซ่าถาวรให้ ส่วนกรีนคาร์ดตัวจริงเมื่อกลับไปอเมริกาแล้วเขาจะส่งทางไปรษณียืไปให้ที่บ้าน

ชีวิตของทั้งลุงและป้าแจ่มศรีก็ดูเหมือนว่าจะจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง แต่มันก็ยังไม่ถึงเวลาจบ เพราะเขายังต้องสู้กับชีวิตต่อไป เมื่อทุกฝ่ายได้ใบเขียวแล้ว มันเป็นเพียงการเริ่มต้นที่แต่ละคนจะใช้กรีนคาร์ดที่ได้มาให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง ส่วนประโยชน์ของมันมีอย่างไรนั้น และทำไมคนต่างชาติในอเมริกาจึงต้องการมันนัก ก็ต้องติดตามรายละเอียดในตอนต่อๆไป

บันทึกการเข้า
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: เมษายน 02, 2009, 07:12:32 pm »

ขออภัยค่ะ เวลาcopyและ paste จากต้นฉบับตัวอักษรออกมาไม่เป็นระเบียบเลย ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: เมษายน 04, 2009, 08:06:13 am »

ไม่ว่าเรื่องยาวหรือเรื่องสั้นก็ตามอ่านตลอดค่ะ เอาใจช่วยนะคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 05, 2009, 05:41:55 pm โดย นิค่ะ » บันทึกการเข้า
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #3 เมื่อ: เมษายน 05, 2009, 02:10:52 pm »

ขอบพระคุณค่ะคุณนิ
บันทึกการเข้า
กะปอม
Newbie
*
กระทู้: 29



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #4 เมื่อ: เมษายน 07, 2009, 03:40:59 pm »

ตามมาอ่านค่ะ  สู้ๆ
บันทึกการเข้า
chanin17
Newbie
*
กระทู้: 24


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2010, 06:16:46 pm »

แจ๋ววะ
บันทึกการเข้า

อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #6 เมื่อ: กันยายน 19, 2010, 04:14:20 pm »

ถึงจะอ่านช้าไป แต่ก็ได้อ่านค่ะคุณเพ็กกี้ อยากรู้ว่าตอนจบของเรื่องจะเป็นยังไงจริง ๆ
บันทึกการเข้า
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #7 เมื่อ: กันยายน 22, 2010, 04:45:39 pm »

แจ๋ววะ

เห็นคำวิจารณ์นี้แล้วไม่แน่ใจว่าคืออะไร แต่คำว่า"วะ"นี่สะดุดหูมากค่ะ ปกติเราไม่ใช้คำนี้ในเว็บนี้ไม่ใช่หรือคะ?
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF