www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เสวนากับนักเขียนอเมริกัน  (อ่าน 2657 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: เมษายน 05, 2009, 08:36:26 pm »

สวัสดีค่ะ สัปดาห์นี้ขออนุญาตไม่ลงนิยายนะคะ แต่มีเรื่องน่าสนใจจะเล่าให้ฟัง

วันที่ 4 เมษายนเพ็กกี้ก็ไปมีตติ้ง เรียกเสียใหม่ว่าไปสัมมนากับพวกนักเขียน คราวนี้มีนักเขียนที่มีผลงานหลายเรื่องมาเป็นวิทยากร เขาแนะนำประสบการณ์ในการหาสำนักพิมพ์ การหาสำนักพิมพ์เป็นเรื่องที่ยากเหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา โดยเฉพาะสำหรับนักเขียนหน้าใหม่

ไม่ได้เจอพรรคพวกร่วมชมรมนัก(อยาก)เขียนเสียหลายเดือน มาพบกันอีกคราวนี้หลายๆคนมีข่าวดีมาแบ่งปันให้พวกเราทราบ หลายคนได้ตีพิมพ์ผลงาน เพื่อนคนหนึ่งบอกว่าใช้เวลาเขียนนิยายนานถึงสิบสองปี ในระหว่างนั้นก็มีอุปสรรคหลายอย่างที่ทำให้การเขียนหยุดชะงัก แต่เขาก็ไม่เคยท้อ ในที่สุดก็เขียนเสร็จ แล้วก็หาสนพ.ได้ด้วย

ไม่อยากเชื่อเลยว่าคนที่มางานนี้เป็นนักเขียนประมาณ95เปอร์เซ็นต์ พวกเขาอาจจะไม่ใช่นักเขียนโด่งดัง แต่ทุกคนก็มีผลงาน มีอยู่คนหนึ่งเขาขอให้critiqueงานของเขา งานของเขาติดอยู่ในอันดับต้นๆของAmazon.com

การสัมมนาแบบนี้เราไม่จำเป็นต้องรู้จักใคร เห็นใครมาคนเดียวเราก็เข้าไปทำความรู้จักกับเขาได้ ส่วนใหญ่ก็จะถูกถามว่ายูเขียนอะไร แฮ่ แฮ่ ในสังคมอเมริกันจะไม่มีการถ่อมตัว แต่ก็ไม่มีใครชอบคนโอ้อวดมากเกินไปเช่นเดียวกัน มันไม่ผิดกติกาอะไรถ้าเราจะพูดถึงสิ่งที่เราทำอย่างภาคภูมิใจ เมื่อถูกถามว่าเขียนอะไร เราก็บอกเขาไปว่า เราเคยเขียนนิยายเป็นภาษาไทย และเคยตีพิมพ์ในนิตยสารที่เมืองไทยมาแล้ว เราเอานิยายเรื่องนี้มาแปลเป็นภาษาอังกฤษ ตอนนี้แปลเสร็จแล้ว และกำลังมองหาสำนักพิมพ์อยู่ คนฟังตื่นเต้นใหญ่ที่เจอนักเขียนไทย ฮ่า ฮ่า อันที่จริงงานนี้มีแต่คนผิวขาวเสียส่วนใหญ่ มีคนผิวดำไม่ถึงสิบคน ส่วนต่างชาติมีเพ็กกี้คนเดียว

เพ็กกี้เคยเล่าเรื่องที่ไปเรียนเขียนนิยายให้ฟังแล้วในกระทู้เก่าๆ ถ้าสนใจลองไปค้นดูนะคะ

บรรดาสำนักพิมพ์ดังๆจะไม่เสียเวลากับนักเขียนหน้าใหม่ เพราะวันๆหนึ่งเขามีต้นฉบับที่จะต้องพิจารณามากมาย ดังนั้นนักเขียนหน้าใหม่จึงต้องพึ่งตัวแทน หรือ Literary agent พวกagent เหล่านี้เขารู้วิธีที่จะเข้าถึงpublisher สำนักพิมพ์บางแห่งบอกเลยว่า ไม่ติดต่อนักเขียนโดยตรง ให้ส่งต้นฉบับผ่านเอเย่นต์ก่อน

/ที่ห้องสมุดมีหนังสือชื่อMarket Literary Place และWriters’ Market เราก็หารายชื่อหารายชื่อสนพ.ที่เขาพิมพ์หนังสือในรูปแบบเดียวกับที่เราเขียน (genre) และรายชื่อเอเย่นต์จากในนั้น

ขั้นตอนต่อไปคือเขียนQuery letter เป็นจดหมายแนะนำหนังสือและตัวเราเอง จดหมายนี้จำกัดเพียงหน้าเดียว จะว่าไปการเขียน Query letterนี่ยากกว่าเขียนนิยายทั้งเรื่องเสียอีก Query letterมีส่วนประกอบสำคัญสามย่อหน้า ย่อหน้าที่หนึ่งแนะนำประเภทของหนังสือที่เราเขียน จำนวนคำ จุดเด่นของนิยายหรืองานเขียนของเรา หรือที่เรียกว่า The Hook จุดนี้แหละค่ะเป็นจุดขาย เราจะเรียกร้องความสนใจจากผู้พิมพ์ หรือเอเย่นต์ได้จาก The Hook ย่อหน้าที่สองเป็นเรื่องย่อของนิยาย ส่วนย่อหน้าสุดท้ายเป็นผลงานที่เราเคยได้ตีพิมพ์ ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร บอกเขาไปตรงๆว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่เราเขียน ถ้าเอเย่นต์หรือสนพ.สนใจเรื่องจากจดหมายแนะนำของเรา เขาก็จะขอให้เราส่งต้นฉบับทั้งหมดไปให้เขาพิจารณา

เชื่อไหมคะว่า บางคนยังเขียนนิยายไม่จบเลย แต่เขาเขียนQuery letterได้สละสลวยมาก เขาแนะนำหนังสือที่เขากำลังเขียนได้อย่างน่าสนใจ ปรากฏว่าเอเย่นต์ขออ่านต้นฉบับห้าสิบหน้าแรกก่อน และในที่สุดเรื่องนักเขียนคนนี้ก็ได้ตีพิมพ์

ผิดกับที่เมืองไทยนะคะ นักเขียนแต่ละท่านเข้าสู่วงการด้วยวิธีต่างกันไป ที่แน่นอนที่เมืองไทยไม่มีLiterary agentเป็นคนกลาง บางท่านเริ่มจากการส่งเรื่องเข้าประกวด เมื่อได้รางวัลนักเขียนท่านนี้ก็เริ่มเป็นที่รู้จัก สำนักพิมพ์ต่างๆมีต้นฉบับส่งเข้ามาเป็นร้อยๆต่อวัน บางทีบอกอก็อ่านจนตาลาย บางครั้งต่อให้เรามีฝีมือในการเขียน ถ้าไม่มีคนสนับสนุนก็เกิดยาก ในสังคมไทยเรื่อง connectionจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าได้คนในวงการช่วยสนับสนุน มี”ป๋าดัน” หรือ “เจ๊ดัน” ก็มีสิทธิเกิดได้เร็ว

บางคนส่งQuery letterออกไปเป็นร้อยก็ยังไม่เห็นมีเอเย่นต์ติดต่อมาเลย ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ควรจะต้องre-write Query letterเสียใหม่

คิดดูว่าถ้าหนังสือได้ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ในอเมริกายอดขายจะสูงกว่า เพราะอเมริกาเป็นประเทศใหญ่ นอกจากนี้คนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่หนึ่งในโลกมีทั้งหมดสิบแปดประเทศ (เอาข้อมูลมาจากMicrosoft) ดังนั้นนิยายภาษาอังกฤษจะขายได้ทั่วโลก

ยังมีต่อนะคะ คราวหน้าจะมาเล่าว่าวิทยากรเขาให้ความรู้อะไรบ้าง /size]

บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: เมษายน 06, 2009, 08:59:39 am »

คุณเพ็กกี้คะ  เป็นความรู้ที่น่าสนใจสำหรับนักเขียนและคนอยากเป็นนักเขียนจริง ๆ ค่ะ ช่วงอยู่นิวซีแลนด์นิเป็นสมาชิกของ Writer Magazine อยู่ พอกลับเมืองไทยก็บอกเปลี่ยนที่อยู่ให้เขาตามส่งมาให้ แต่พอไปชิลีก็เลยเลิกรับไปโดยปริยาย

อย่างที่เคยบอกแล้วนั่นแหล่ะค่ะว่านิเป็นคนชอบอ่านและชอบซื้อหนังสือ จนเต็มบ้านไปหมด เห็นด้วยอย่างมากกับคุณเพ็กกี้ค่ะว่า บรรยากาศของการเป็นนักเขียนในอเมริกานั้น ต่างกับบ้านเรามาก ยิ่งในบ้านเราเดี๋ยวนี้วงการหนังสือก็เปลี่ยนไปเป็นโลกของเด็กวัยรุ่นที่มุ่งการเขียนเรื่องแฟนตาซีเป็นหลัก แรก ๆ เป็นแฟนตาซีตามอย่างแฮรี่ พอตเตอร์ กันเป็นแถว ๆ พ่อมดน้อยแม่มดน้อยงี้เต็มหน้ากระดาษไปหมด แต่มาช่วงหลังนี้กลายเป็นแฟนตาซีในทะเลทรายเต็มไปหมด

ซึ่งเรื่องราวในทะเลทรายยุคแรกที่ได้รับการยอมรับจากนักอ่านบ้านเรา มีอยู่ 3 ท่านหลัก ๆ คือ

คุณหญิงวิมล ฯ หรือในนามปากกาที่เรารู้จักกันดีว่า"ทมยันตี" ซึ่งท่านจะมีนามปากกาดัง ๆ อย่าง ลักษณาวดี อย่าง กนกเรขา อย่าง ฯลฯ เรื่องดัง ๆ อย่าง "รัศมีจันทร์" เรื่องนี้นิชอบมาก แม้ว่าจะอ่านมานานแล้วก็ยังชอบฝังใจไม่ลืม 

แล้วคนต่อไปก็ คุณโสภาค สุวรรณที่เขียน ฟ้าจรดทราย คุณโสภาคเองก็เขียนเกี่ยวกับเรื่องทะเลทรายไว้หลายเรื่องแต่ที่ดังที่สุดก็เรื่องนี้แหล่ะค่ะ

แล้วก็มาเป็นเรื่อง "ชี้ค"ของคุณประภัสสร เสวิกุล... ชี้ค หนุ่มผู้ทรนง ผู้ถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากเม็ดทรายจนกลายเป็นแก้วเจียรไน เหล่านี้คือบรรดาผู้สร้างสรรให้โลกนวนิยายเกี่ยวกับทะเลทรายในบ้านเรามีชีวิตชีวาขึ้นมาเนิ่นนาน

แต่เดี๋ยวนี้ เรียกว่าตั้งแต่กลับมาจากชิลีเมื่อปลายปีที่แล้ว เชื่อไหมคะว่า ไม่ว่าจะไปเดินในร้านหนังสือร้านไหนก็เห็นแต่ปกหนังสือมีคำว่า ชี้ค ในสารพัดรูปแบบ เรียกว่าแทบจะทุกอริยบทเลยก็ว่าได้... จึงเป็นความรู้สึกใหม่ของเรา อ้อ...เดี๋ยวนี้ชี้คช่างดังเหลือเกิน ใคร ๆ ก็เขียนชี้ค เกี่ยวกับชี้ค ทั้งแบบใจร้าย ใจดี ใจเสือ ใจสิงห์ เสียดายที่ไม่มีรายชื่อหนังสือพวกนี้อยู่ในมือตอนนี้ก็เลยไม่สามารถที่จะนำชื่อเหล่านี้มาให้อ่านกันได้

แต่จะว่าไปแล้วก็เป็นนิมิตหมายที่ดีอย่างหนึ่งเหมือนกันนะคะ แสดงว่าที่บอกว่าเด็กรุ่นใหม่ของเราไม่อ่านหนังสือนั้น ยังคลาดเคลื่อนอยู่ แท้จริงแล้ว พวกเขาอ่าน แต่อ่านสิ่งที่พวกเขาสร้างกันขึ้นมา นอกจากการ์ตูนญี่ปุ่นที่ยังคงขายดิบขายดี หนังสือแปลจากทั้งญี่ปุ่น แล้วพ่วงมาถึงกำลังดังอย่างของเกาหลี ที่ประสบความสำเร็จในการโปรโมทวัฒนธรรมของประเทศชาติให้โด่งดังแค่ข้ามคืนในบ้านเราได้สำเร็จแล้ว ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเกาหลีก็ล้วนเป็นที่นิยมอย่างสุด ๆ อีกเช่นกัน เมื่อกระแสพ่อมดแม่มดอิ่มตัวไป ดังนั้น ชี้คนี่แหล่ะค่ะ ก็เลยมาแทนที่ ชี้คหนุ่มหน้าตาหล่อเหล่าขี่อูฐ โพกผ้า หรือแบบมีสาวสวยซ้อนอยู่ด้านหลัง จึงมีให้เห็นเต็มแผงไปหมด เรียกว่าไม่ว่า ชี้คจะทำอะไร นักเขียนรุ่นใหม่ หรือแม้แต่บางคนก็ไม่ใช่นักเขียนใหม่แล้วก็ยังอดที่จะเขียนเกี่ยวกับเรื่องราวของชี้ค เหล่านั้นออกมาให้อ่านกันไม่ได้

ถือเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ของชี้คเลยทีเดียวละค่ะ

ค่ะ นิเลยขอเขียนบอกเล่าต่อจากคุณเพ็กกี้ด้วยอีกคน  นาน ๆ จะมีเวลาได้อยู่หน้าคอมพ์สักครั้ง ช่วงนี้มีงานหลายอย่าง เลยไม่ค่อยได้เข้ามาคุยด้วย  เมื่อวานคุณภัสสรเข้ามาอ่านแล้วยังบอกว่าที่คุณเพ็กกี้นำมาเล่าไว้เป็นเรื่องที่น่าสนใจดี เช้านี้นิเลยรีบเข้ามาอ่านและก็เลยขอเล่าแถมท้ายไว้ด้วยแล้วกันนะคะ 

ขอบคุณที่นำเรื่องดี ๆ มาบอกกล่าวกันค่ะ จะรออ่านครั้งต่อไปนะคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 06, 2009, 09:12:28 am โดย นิค่ะ » บันทึกการเข้า
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: เมษายน 06, 2009, 04:53:32 pm »

ขอบคุณค่ะคุณนิ เพื่อนฝรั่งที่เคยไปงานหนังสือที่เมืองไทยด้วยกันบอกว่า ดีใจที่เห็นเด็กไทยชอบอ่านหนังสือ ปีที่เราไปนั้นคนล้นหลาม ไม่ต้องเดินเลยค่ะ เรียกว่าลื่นไหลไปตามฝูงชน

ขอเล่าบรรยายกาศในการสัมมนาต่อนะคะ

แขกรับเชิญที่มาให้ความรู้กับพวกเรามีนามว่า Karleen Koen เธอมีผลงานนิยายสามเล่ม เรียงตามลำดับคือ Through the Glass Darkly, Now Face to Face และ Dark Angel นิยายทั้งสามเรื่องเป็นนิยายย้อนยุคตั้งแต่ปีค.ศ. 1700 – 1800 เนื่องจากนักเขียนผู้นี้มีความสนใจทางด้านประวัติศาสตร์ เธอจึงผูกนิยายเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสในยุคก่อน เพ็กกี้ยังไม่เคยอ่านนิยายย้อนยุคประเภทนี้มาก่อน ก็เลยซื้อหนังสือของเธอมาเล่มหนึ่ง

Karleen Koen อายุประมาณหกสิบปี มีภูมิลำเนาอยู่เมืองเดียวและรัฐเดียวกับเพ็กกี้เธอเคยทำงานออฟฟิศมาก่อน แต่มีปัญหากับเจ้านายจึงตัดสินใจลาออกมาเป็นนักเขียนเต็มตัว เมื่อเริ่มเขียนหนังสือใหม่ๆคาร์ลีนต้องกินบุญเก่า คือใช้เงินที่เก็บสะสมไว้ เธอยังไม่มีรายได้จนกว่าหนังสือจะได้ตีพิมพ์ นิยายเรื่องแรกเธอใช้เวลาเขียนถึงเจ็ดปี (เดาว่าเธอคงเริ่มเขียนตั้งแต่ยังทำงานอยู่) เธอใช้literary agentในการหาสนพ.สำหรับหนังสือเล่มแรกของเธอเช่นเดียวกัน

เธอนำตัวอย่างquery letterที่เธอเขียนไว้มาอ่านให้พวกเราฟัง ซึ่งจดหมายนี้เป็นร่างฉบับแรกมีความยาวถึงสองหน้า คาร์ลีนบอกว่าเธอเกลาสำนวนเสียใหม่จนลดลงเหลือหน้าครึ่ง (อันนี้ค่อนข้างผิดกติกาไปหน่อย เพราะบรรดาเอเย่นต์ไม่ชอบอ่านจดหมายยาวๆ เขาชอบให้เขียนเข้าประเด็น) เมื่อส่งจดหมายออกไปแล้วแต่ไม่ได้รับคำตอบ คาร์ลีนก็ตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาเอเย่นต์ เธอเล่าว่าไม่ประทับใจในการสนทนาครั้งแรกเลย เพราะตัวแทนคนนี้พูดจาห้วนมาก ท่าทางรีบร้อนที่จะจบการสนทนาเสียเหลือเกิน อย่างไรก็ดีเขาก็บอกให้คาร์ลีนส่งเรื่องไปให้เขาพิจารณา

ตอนนั้นคาร์ลีนยังเขียนนิยายไม่จบด้วยซ้ำ เธอก็บอกกับเอเย่นต์ตรงๆว่ากำลังเขียนนิยายอยู่ และเธอก็ทะยอยส่งต้นฉบับให้เอเย่นต์อ่าน เมื่อได้รับการติดต่อจากคาร์ลีนบ่อยๆเอเย่นต์ก็เริ่มสนใจผลงานของเธอ ต้นฉบับกว่าจะได้ตีพิมพ์ต้องผ่านการตรวจทานจากeditorหลายรอบ บางครั้งเขาจะขอให้เขียนใหม่ คาร์ลีนบอกว่าเคยโกรธมากที่editorขอให้แก้บทที่หนึ่งเสียใหม่ เธอบอกว่าฉันมั่นใจในฝีมือการเขียน แต่คนอื่นกลับบอกว่าควรแก้ไข เธอโทรศัพท์ไปหาeditorทันที และบอกว่านี่เป็นงานเขียนที่ดีที่สุดแล้ว แต่editorก็ยังยืนยันให้เธอre-writeบทนี้ใหม่ อย่างไรก็ดีคาร์ลีนกลับมานั่งอ่านทบทวนบทนั้น ในที่สุดเธอก็เพิ่มบทสนทนาเข้าไป ซึ่งทำให้chapterนั้นสมบูรณ์ขึ้น

การเป็นนักเขียนไม่ใช่ของง่ายเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเขียนหน้าใหม่ กว่าจะฟันฝ่าอุปสรรคไปได้ก็เลือดตาแทบกระเด็น ต้องทำใจไว้สำหรับการถูกปฏิเสธ บรรดาเพื่อนฝูงก็มักจะถามว่าเมื่อไหร่หนังสือของเราจะได้ตีพิมพ์ เขาไม่รู้หรอกว่ามันใช้เวลานานมาก ตัวคนเขียนก็ไม่สามารถตอบได้ว่าทางสนพ.จะตอบรับเมื่อไหร่ แต่ถ้าหนังสือเล่มแรกของเราได้รับการตีพิมพ์และยอดขายสูง ทางสนพ.จะเป็นผู้ถามเราเองว่าจะเขียนเรื่องใหม่เมื่อไร สำหรับคาร์ลีนเมื่อนิยายเรื่องแรกคือ Through the Glass Darklyประสบความสำเร็จ ทางสนพ.ก็จ่ายเงินให้เธอล่วงหน้าสำหรับนิยายเรื่องต่อไปคือ Now Face to Face

คาร์ลีนนำเอาหลักการเขียนนิยายจากหนังสือเรื่อง Techniques of a Selling Writer ซึ่งแต่งโดยDwight Swain ซึ่งเป็นprofessor เขาสอนวิชาcreative writing ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในรัฐOklahoma เพ็กกี้ก็มีหนังสือของSwainเหมือนกัน หนังสือเล่มนี้ดีมากสำหรับคนที่อยากเป็นนักเขียน

Swainกล่าวไว้ในหนังสือของเขาว่า ส่วนประกอบของนิยายจะต้องมีดังต่อไปนี้
1.   ตัวละคร (Character)
2.   สถานการณ์ (Situation)
3.   วัตถุประสงค์ (ของตัวละคร) (Objective)
4.   ฝ่ายตรงข้าม (Opponent)
5.   ตอนสำคัญ (Climax)

นอกจากนี้Swainยังได้อธิบายถึงสิ่งที่สำคัญสำหรับผู้อ่าน อันได้แก่ วัตถุประสงค์ (Objective) อุปสรรค (Obstacle) ผลที่ออกมา (Outcome) ความปรารถนาของตัวละคร (Desire) อันตราย (Danger) และการตัดสินใจ (Decision)

เพ็กกี้ไม่ได้มีเจตนาจะเขียนในเชิงวิชาการ เพียงแต่อยากจะเล่าประสบการณ์ในการสัมมนาที่น่าประทับใจ ที่ดีใจมากๆก็คือเพื่อนร่วมชมรมยังจำเราได้ เขาจำข้อความในนิยายที่เราเคยอ่านให้ฟังตอนที่เรามีการวิจารณ์งานเขียนของพวกเรา เมื่อก่อนเพ็กกี้อายและเขินมากเวลาที่มีคนวิจารณ์งานของเรา แต่พอได้ยินคำติชมบ่อยๆก็เลยชิน บางทีเราก็ทำผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คนเราจะเรียนรู้จากสิ่งที่เราทำผิดได้แม่นยำมาก

ถึงแม้คนอื่นเขาจะคิดต่างไปจากเราก็รับฟังไว้นะคะ อย่าเก็บมาเป็นอารมณ์ส่วนตัว คำติก็เป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับนักเขียนเหมือนกัน
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF