www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เด็กชายวิสรุจณ์ซุกซน, เด็กชายวิสรุจณ์ซุกซนตอนแม่งูเอ๋ย  (อ่าน 1129 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
กะปอม
Newbie
*
กระทู้: 29



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2008, 05:48:48 am »

เด็กชายวิสรุจณ์ซุกซน ตอน แม่งูเอ๋ย
โรงเรียนปิดภาคเรียน ปีนี้เด็กชายวิสรุจณ์ก็จะได้หยุดพักผ่อนเสียที แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือข่าวเด็กหายในช่วงปิดเทอม ข่าวบอกว่ามีเด็กหายหลายคนและให้ระวังคนแปลกหน้าที่คอยแสะหาเด็กหน้าตาดีๆ เด็กที่หายไปส่วนใหญ่จะเป็นเด็กอายุราวๆเท่ากับเด็กชายวิสรุจณ์ แม่คิดแล้วใจหาย นึกเป็นห่วงทุกครั้งที่เด็กชายวิสรุจณ์ออกไปเล่นพ้นสายตา ถึงแม้ว่าจะคอยเตือนอยู่เสมอว่า
“ ระวังคนแปลกหน้า หายเข้าใกล้เป็นอันขาด ” แม่เตือน
“ ครับผม ” เด็กชายวิสรุจณ์ตอบไม่ทันไร
เด็กชายวิสรุจณ์ก็วิ่งซุกซนออกไป จนทำให้ชนกับผู้ชายคนหนึ่งกำลังรีบเดินอยู่ในซอย
“ ขอโทษครับคุณลุง ” เด็กชายวิสรุจณ์พูดทันที
แต่ลุงคนนั้นไม่สนใจรีบเดินจากไปอย่างรวดเร็ว เด็กชายวิสรุจณ์ยืนมองตามหลังไปงงๆ เห็นอะไรแวบๆเกาะอยู่ด้านหลังเสื่อ
ในเวลาต่อมาก็เกิดมีเด็กหายขึ้นมาจริงๆ แม่ใจคอยไม่ดีรีบออกมาตามหาลูก กว่าจะเจอตัวก็เกือบเย็น แม่นั่งคิดนอนคิด
“ แม่เป็นอะไรครับ ดูแปลกๆ” เด็กชายวิสรุจณ์พูดเงยมองหน้าแม่
“ เพื่อความปลอดภัยแม่คิดว่าลูกน่าจะไปอยู่ต่างจังหวัดกับคุณตาสักพัก ” แม่หันมาตอบเป็นงานเป็นการ
“ ห่า!......ผมไม่อย่าไปครับแม่ ” เด็กชายวิสรุจณ์ตกใจพูดขึ้นมาทันที
“ คุณตาใจดี แล้วยังมีคุณลุงกับคุณป้าอีก ” แม่บอก
“ ไม่ไปหรอกครับผมอยู่กับแม่ดีแล้วครับ ” เด็กชายวิสรุจณ์ทำท่าจะไม่ยอม
“ แม่ต้องไปทำงาน รุจณ์อยู่คนเดียวไม่ได้! ที่กรุงเทพฯอันตราย รุจณ์ไม่เห็นหรอกเหรอเด็กในซอยบ้านเราหายไปคนหนึ่งแล้ว ” แม่พยายามบอก
“ ถึงอย่างงั้นก็เถอะ! ผมก็ไม่ไปอยู่ดี ” เด็กชายวิสรุจณ์ตอบดื้อๆ
“ รุจณ์ อยู่คนเดียว เดี๋ยวพวกขโมยเด็ก มาจับรุจณ์ไป แล้วไม่ได้เห็นหน้าแม่อีก แม่จะทำอย่างไง ” แม่บอก เด็กชายวิสรุจณ์ถึงกับอึ้งไปชั่งขณะ
“ เหมือนพ่อที่หายหน้าไปเฉยๆใช่ไหมครับแม่ ” เด็กชายวิสรุจณ์พูดขึ้นมา ทำให้แม่อึ้งไปอีกคน
“ ใช่! แต่ความจริงพ่อไม่ได้โดนจับไป พ่อสมัครใจไปเอง รุจณ์! ไม่ต้องไปโกรธพ่อนะลูก ” แม่พูดทำน้ำเสียงเศร้า
“ ผมไม่เคยโกธรพ่อครับแม่! ผมพูดหมายถึง ถ้าผมโดนจับไปผมก็ไม่ได้เห็นหน้าแม่ เหมือนผมไม่ได้เห็นหน้าพ่อใช่ไหมครับ ” เด็กชายวิสรุจณ์อธิบายซะยาว
“ ดีแล้วลูก! ที่เข้าใจและไม่โกรธพ่อ ” แม่พูดน้ำเสียงยังเศร้าอีก จนเด็กชายวิสรุจณ์รู้สึกได้
“ ผมไม่เห็นหน้าพ่อไม่เป็นหรอกครับ ผมชินแล้วครับ” เด็กชายวิสรุจณ์หันมายิ้มให้ แล้วพูดปลอบใจแม่ต่อ
“ แต่ผมไม่เห็นหน้าแม่สิครับ ผมต้องร้องให้ทุกวันแน่ๆ ตกลงครับผมจะไปอยู่กับคุณตาครับ ผมจะเป็นเด็กดี ไม่ซนให้คุณตาต้องปวดหัว ผมสัญญาครับแม่ ผมจะได้อยู่กับแม่นานๆไงครับ” เด็กชายวิสรุจณ์ยิ้มให้แล้วก็เข้าไปกอดแม่ไว้
“ หึหึหึ......ต้องเล่นแบบนี้ไม่งั้นไม่ยอมไปง่ายๆหรอก เด็กชายวิสรุจณ์ ” แม่คิดในใจกระชับมือกอดให้แน่ขึ้นกว่าเดิม
สองวันต่อมาแม่ก็พาเด็กชายวิสรุจณ์นั่งรถไฟแล่นไปทางเหนือ ถึงก็ชั่งไม่ถึงก็ชั่ง กว่าจะถึงบ้านคุณตาก็ประมาณ 7 ชั่วโมง เด็กชายวิสรุจณ์นั่งรถไฟมาตั้งแต่เด็กๆ ก็ยังตื้นเต้นอยู่ และมักจะขอแม่นั่งริมหน้าต่างดูวิวข้างทางตามภาษาเด็กๆ เด็กชายวิสรุจณ์มองไปรอบๆ รถไฟขบวนนี้ไม่ค่อยมีผู้โดยสารเท่าไหร่ เห็นมีแต่เด็กมากกว่า ทำให้มีที่นั่งว่างหลายที่
เด็กชายวิสรุจณ์นั่งอยู่ไม่นานก็เดินเล่นไปมาอยู่บริเวณนั้น ส่วนแม่ก็มองอยู่ห่างๆ
“วิสรุจณ์อย่าซน ” แม่ห้าม
เด็กชายวิสรุจณ์รู้ตัวว่าไม่อยู่นิ่ง ก็รีบมานั่งอยู่ริมหน้าต่างที่เดิม เด็กชายวิสรุจณ์ชักเบื่อไม่รู้จะทำอะไร นั่งคิดอยู่ไม่นาน
“ เออ......คิดออกแล้วพวกเรามาเล่นงูกินหางกันเถอะ ” เด็กชายวิสรุจณ์คิดดังไปหน่อยพูดเสียงดังออกมา ทำให้เด็กคนอื่นๆหันมามองเป็นตาเดียวกัน
“ เล่นงูกินหางบนรถไฟเนียนะ ลูก ” แม่อุทานขึ้นมา
“ เล่นงูกินหางบนรถไฟก็เหมือนกับเราเล่นบนหลังงูยักษ์ที่ใหญ่ที่สุด แล้วก็สนุกกว่าเล่นบนพื้นดินอีกนะแม่ ” เด็กชายวิสรุจณ์คิดเป็นตุเป็นตะพูดออกมา
“ รุจณ์เคยเล่นแล้วเหรอ ” แม่ถาม
“ ไม่เคยครับ แค่คิดก็สนุกแล้วครับ.....ฮ่าๆ ” เด็กชายวิสรุจณ์ตอบหัวเราะเสียงใสออกมา
“ เด็กชายวิสรุจณ์ ” แม่เรียกชื่อจนต้องหยุดหัวเราะ มองไปที่พ่อแม่ของเด็กๆกำลังจ้องเด็กชายวิสรุจณ์กันเป็นแถว สงสัยพวกเขาอย่ารู้เหมือนกันว่าจะสนุกจริงหรือเปล่าเด็กชายวิสรุจณ์คิดในใจ
“ เด็กทุกคนเล่นอะไรใหม่ๆก็สนุกไปหมดครับแม่ ถ้าเด็กคนไหนเล่นไม่สนุกก็ไม่ใช่เด็กแล้วครับแม่ ” เด็กชายวิสรุจณ์ตั้งหน้าตั้งตาพูด จนแม่อ้าปากจะค้านแต่ก็พูดไม่ออก
“ จริงของเด็ก! ให้พวกเขาเล่นกันเถอะไม่เป็นไรหรอก เด็กอยู่เฉยๆก็คงเบื่อ ” น้าคนหนึ่งพูดขึ้นมา
“งั้น! ใครอย่าเล่นงูกินหางยกมือขึ้น ” เด็กชายวิสรุจณ์พูด เด็กๆวัยเดียวกันพากันยกมือกันใหญ่
“ เธอเล่นไม่ได้หรอกตัวเล็กเกินไป ” พี่ชายของเด็กหญิงคนนั้นพูดออกมา
“ ไม่ยอม! เค้าจะเล่นงูกินหาง ” เด็กหญิงโต้กลับ ทำให้โต้กันไปโต้กันมา
“ งั้น! เธอก็เป็นแม่งูอยู่หน้าสุดก็แล้วกัน ส่วนนายตัวโตกว่าใครก็เป็นลูกงูอยู่หลังสุดก็แล้วกัน ” เด็กชายวิสรุจณ์บอก
“ มีแต่เค้าเอาคนตัวโตกว่าไว้หน้า ส่วนคนตัวเล็กเอาไว้ข้างหลัง นายเล่นแบบนี้ไม่สนุกหรอก ”
“สนุกสิ! นายไม่เคยลองเล่นใช้ไหมเล่า นายไม่ลองก็ไม่รู้ ” เด็กชายวิสรุจณ์ ทำให้เด็กชายคนนั้นคิดไปชั่งขณะ
“ ก็ได้! ลองก็ลอง! แล้วนายเล่นเป็นอะไร ” เด็กชายที่โตกว่าถามกลับ
“ ส่วนเราจะเป็นพ่องูไง! ” เด็กชายวิสรุจณ์บอกยักคิวให้ทุกคน เด็กทุกคนก็เริ่มเล่น พากันต่อแถวยาวประมาณ 8 คน
“ แม่งูเอ๋ย ” พ่องูเด็กชายวิสรุจณ์ร้องทักทาย
“ เอ๋ย ” แม่งูเด็กหญิงที่น่ารักขานรับ
“ กินน้ำบ่อไหน ” พ่องู
“ กินน้ำบ่อหิน บินไปก็บินมา ” แม่งูขานรับพร้อมกัน ลูกงูก็พากันก้างแขน บินไปก็บินมา ส่วนรถไฟงูยักษ์ใหญ่ก็ร้องประสานเสียงดัง
“ ฉึกฉักๆๆ” เสียงเด็กๆก็ร้องตามไปด้วย พวกผู้ใหญ่พากันหัวเราะชอบใจ
“ แม่งูเอ๋ย! ” พ่องูถามเสียงดังกว่าเดิม
“ เอ๋ย ” แม่งู
“ กินน้ำบ่อไหน ” พ่องู
“ กินน้ำบ่อโศก โยกไปก็โยกมา ” แม่งูกับลูกงูตอบ
“ แม่งูเอ๋ย ” พ่องูตะโกนถามแข่งกับเสียงรถไฟ
“ เอ๋ย ” แม่งู
“ กินน้ำบ่อไหน ” พ่องู
“ กินน้ำบ่อทราย ย้ายไปก็ย้ายมา ” แม่งูกับลูกงู
“ ฉึกฉักๆๆ ” เสียงงูใหญ่ก็ดังตามเด็กๆไปด้วยกัน
“ แม่งูเอ๋ย ” พ่องูตะโกนถามจนสุดเสียงอีก
“ เอ๋ย ” แม่งู
“ กินหัวหรือกินหาง ” พ่องู
“ กินกลางตลอดตัว ” แม่งู พ่องูร้องเพลงจบเสียงรถไฟก็ดังต่อไปไม่ขาดเสียง
“ ฉึกฉักๆๆ ”
พ่องูก็วิ่งไล่ลูกงูที่เกาะหลังแม่งู จนพ่องูจับลูกงูได้ก็นำมาไว้ข้างหลังพ่องู เด็กชายวิสรุจณ์พากันเล่นสนุกมาตลอดทาง จนแม่เห็นพวกเด็กๆเล่นกันก็ชักจะตาลาย
“ พอแล้ว หยุดเล่นได้แล้วลูก ” แม่ห้าม
“ ปล่อยเด็กๆเล่นไปเถอะ เด็กๆก็ซนแบบนี้กันทุกคนนั้นแหล่ะคุณ ” ลุงแปลกหน้าคนหนึ่งพูด เด็กชายวิสรุจณ์หันไปมองทันที
เสียงรถไฟเบรกดัง.......เอี๊ยด.........ในระยะทางที่ยาวไกล เด็กๆก็ล้มทับกันระเนระนาดกันเป็นแถว จนรถไฟมาหยุดนิ่งอยู่ที่สถานีท่าเรือ
“ ที่นี่สถานท่าเรือๆ ท่านผู้โดยทราบๆ ท่านผู้โดยท่านใดจะลงที่สถานีท่าเรือ โดยตรวจสรรพภาระก่อนด้วยครับ ขอบคุณครับ ” เสียงนายสถานีประกาศ สิ้นเสียงนั้นไม่ทันใดก็มีเสียงจากนอกหน้าต่างของบรรดาพ่อค้าแม่ค้า
“ ขนมบ้าบิ่นท่าเรื่อ อร่อยค่ะๆๆ ไอศกรีมกะทิค่ะ....ไอศกรีมๆๆ” เด็กๆได้ยินเสียงแม่ค้าก็เกิดหิวขึ้นมา รีบพากันลุกขึ้นมาทันที
“ แม่ครับ ผมอยากกินขนมบ้าบิ่นกับไอศกรีมครับ ” เด็กชายวิสรุจณ์บอกและหันไปนับเพื่อนๆว่ามีอีกคนทันที
“ไอศกรีม 8 ถ้วยครับแม่ ” แม่ก็ตามใจซื้อเลี้ยงแม่งู ลูกงูของพ่องูด้วย
เด็กชายวิสรุจณ์แบ่งขนมบ้าบิ่นให้เพื่อนๆกินกันคนละอันสองอัน แต่แม่งูได้ตั้งสีอันและไอศกรีมกะทิก็คนละถ้วย
เด็กๆพากันมานั่งเบียดรวมกันไม่ยอมไปนั่งกับพ่อแม่ เพราะคิดว่าถ้ากินเสร็จแล้วก็จะได้เล่นต่อ พวกเขากินอย่างเอร็ดอร่อย แต่แล้วอยู่ๆลุงแปลกหน้าคนนั้นก็มานั่งรวมกับพวกเด็กหน้าตาเฉย
ขณะที่รถไฟกำลังแล่นไปตามรางเหล็ก จวบจะถึง............
“ปู้น....ปู้นๆ ฉึกฉักๆๆ ” เสียงสัญญาณดังขึ้น เพื่อให้ทุกคนรู้ว่าใกล้จะถึงสถานีใหญ่ประจำจังหวัดอยุธยา ทำให้เด็กๆชะโงกหน้าออกไปนอกหน้าต่าง
“ อย่า! ชะโงกออกไป ” เสียงลุงแปลกหน้าเตือนเด็กทันที เด็กๆก็รีบหลบเข้ามา
“ เผลอไม่ได้ เดียวก็ชะโงกออกไปอีก ต้องคอยเตือนอยู่ตลอดเวลา ” ลุงแกพูดหวังดี แม่นั่งอีกฟากหนึ่งก็คิดว่าเป็นพ่อของเด็กคนใดคนหนึ่ง
“ดีเสียอีก! มีคนมาช่วยคอยดูเด็กๆ โดยเฉพาะพ่อตัวดี.........ชักง่วงนอนแล้วสิของีบซะหน่อย ” แม่คิดแล้วก็หลับตาลงอย่างสบายใจ
เมื่อรถไฟจอดสนิทหยุดที่สถานีอยุธยา เด็กชายวิสรุจณ์เห็นคนพลุกพล่านเดินขึ้นเดินลง จนมีคนทยอยเข้ามานั่งเติมไปหมด
“ มีเด็กๆเหมือนเราด้วย ” เด็กชายวิสรุจณ์ยิ้มให้เด็กรุ่นเดียวกัน
ส่วนบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่มาขายเสบียงอาหารก็เยอะขึ้น เดินกันขวักไขว่ เด็กๆต้องคอยหลีกทางให้พวกเค้าเดิน เป็นอันว่าเด็กๆก็อดเล่นงูกินหางต่อ
ผ่านไปแล้วหลายสถานี เสียงเด็กๆคุยกันเจี๊ยวจ๊าวไม่ยอมหยุด บางคนเหนื่อยก็หลับและก็ตื้นขึ้นมาอีกเป็นระยะๆเพื่อจะมาดูวิวต่อ ยิ่งใกล้สถานีลพบุรี
“ ลพบุรีมีลิงให้ดูด้วย ” เด็กชายวิสรุจณ์นึกขึ้นได้พูดออกมาซะเสียงดัง เด็กๆได้ยินก็พลอยตื้นเต้นกันใหญ่ ผู้ใหญ่ถึงแม้จะนั่งรถไฟมานานก็อดที่จะตื้นเต้นตามเด็กไปด้วยไม่ได้ ลุงแปลกหน้า เห็นเด็กชายวิสรุจณ์ท่าทางจะซนกว่าใครก็พูดขึ้นมา
“สงสัยซนตั้งแต่หัวลำโพงจนมาถึงลพบุรี ซนเหมือนลิง คราวนี้แหละ! จะได้เห็นลิงตังจริงๆสักที ” ลุงแปลกหน้าพูดขึ้นมาหน้าตาเฉย
“ ใช่คะ! พ่องูซนกว่าใคร! ” แม่งูพูด ทำให้เด็กๆพากันหัวเราะชอบใจออกมา แต่เด็กชายวิสรุจณ์ไม่ชอบทำหน้างิ้วคิวขมวด จนทนเสียงหัวเราะเยาะไม่ไหว
“ ไม่เหมือนสักหน่อยครับ! ลิงก็คือลิงไม่ใช่ผมครับ ” เด็กชายวิสรุจณ์พูดไม่เห็นด้วย หูก็ได้ยินเสียงรถไฟดังพร้อมกับเสียงหัวเราะของเด็กๆ
“ ปู้น....ปู้นๆ ฉึกฉักๆๆ ” เสียงสัญญาณดังขึ้น
“ เด็กคนนี้ฉลาดดีนี่! งั้น! ก็หัวแหลมเหมือนลิงก็แล้วกัน ” ลุงแปลกหน้าหันมาชมเสียงดัง เด็กชายวิสรุจณ์ถึงกับสะดุ้ง มองลุงแปลกหน้ากับเด็กๆที่พากันหัวเราะชอบใจกันใหญ่
“เอ๊ะ! ทำไมต้องเอาเราไปเปรียบกับลิงด้วย ไม่ยุติธรรมเลย” เด็กชายวิสรุจณ์คิดอยู่ในใจชักโกรธ
“ ผมฉลาดเหมือนแม่ครับ! ไม่ใช่เหมือนลิงสักหน่อย ” เด็กชายวิสรุจณ์พูดออกมาเสียงดังฟังชัด จนทุกคนหยุดหัวเราะ เด็กๆก็ได้ยินเสียงเบรกของรถไฟทันที
“ เอี๊....ย...ด ” เสียงเบรกนั้นลุงแปลกหน้าถึงกับอึ้งเหมือนกัน
เด็กๆทุกคนหยุดหัวเราะ ยืนอ้าปากหวอ มองไปมองมาระหว่างลุงกับเด็กชายวิสรุจณ์ เห็นลุงแกหุบยิ้มแทบไม่ทัน เพราะเด็กชายวิสรุจณ์ไม่เล่นด้วย
“ วิ......สะ.....รุจณ์ ” แม่กัดฟันเรียกช้าๆ ชักสีหน้าแทบไม่ถูก ได้แต่หัวเราะให้ลุงแกไม่ค่อยเต็มเสียง จังหวะพอดีกับลุงแกมองไปเห็นลิงกระโดดไปมาอยู่นอกหน้าต่าง
“ ลิงๆๆ ” เสียงลุงตะโกนบอกเด็ก เด็กๆรีบหันไปสนใจลิงแล้วก็พากันหัวเราะชอบใจกันใหม่ เด็กชายวิสรุจณ์ไม่ยอมมองดูลิง
“ เรื่องอะไร! มาว่าเราเหมือนลิง ” เด็กชายวิสรุจณ์เคียงไม่หายพูดขึ้นมามองไปที่ลุงคนนั้นอย่างไม่พอใจ ส่วนเด็กๆพากันมายืนเอออยู่บริเวณหน้าต่างของลุงแปลกหน้า แม่กับผู้ใหญ่ก็ตื่นเต้นไม่แพ้กันที่ได้เห็นลิงไปด้วย
ส่วนเด็กชายวิสรุจณ์เอาแต่นั่งหน้างอมองลุงไม่ละสายตาอยู่ไม่ห่างเท่าไร และเพิ่งเห็นหน้าลุงชัดๆก็คราวนี้เอง
“ ลุงแกตาโต จมูกบาน และปากก็หนาเหมือนอะไรน่า......อ้อนึกออกแล้ว......คิงคอง แถบยังใส่เสื่อลายสีเหมือนอะไรน่า........อ้อตุ๊กแก” เด็กชายวิสรุจณ์คิดเหลือบตามองเป็นระยะๆ
แต่แล้วอยู่ๆลุงคิงคองลายตุ๊กแกก็ถอยห่างจากเด็กๆที่กำลังสนใจแต่ลิงอย่างเดียว ลุงแกมองซ้ายมองขวาจนมองมาที่เด็กชายวิสรุจณ์ เด็กชายวิสรุจณ์เกือบหลบตาไม่ทันกลัวแกจับได้ว่าเห็นแกเป็นคิงคองลายตุ๊กแก แล้วลุงแปลกหน้าก็จูงเด็กผู้หญิงก็คือแม่งูนั้นแหละออกมาจากกลุ่ม
“ ลงไปดูลิงใกล้ๆไหม! แป๊บเดียว! เดี๋ยวก็ขึ้นมา ลุงจะซื้อขนมให้กินด้วย ” ลุงแปลกหน้ากระซิกบอก เด็กผู้หญิงคนนั้นก็พยักหน้า เด็กชายวิสรุจณ์ทำเป็นหันไปมองลิงแทน
“ เบาๆ ห้ามบอกใคร เดี๋ยวอดดูลิงด้วย! จะบอกให้ ” ลุงแปลกหน้ากระซิกบอกอีก เด็กหญิงคนนั้นก็พยักหน้ายิ้มระรื้นอย่างดีใจ
ลุงแปลกหน้าพาเด็กเดินผ่านพ้นหน้าไป เด็กชายวิสรุจณ์ชำเลืองมอง เห็นลุงแกพาเด็กเดินเบียดเสียดผู้คน ก่อนจะลงจากรถไฟไปอย่างช้าๆ
เด็กชายวิสรุจณ์เห็นถ้าไม่ดี เพราะแม่เคยบอกไว้เสมอว่า ระวังคนแปลกหน้า
“ ไม่ได้การแล้วแหละ! ตามไปดูดีกว่า ” เด็กชายวิสรุจณ์พูดขึ้นมา
“ ลิงอยู่ทางนั้น ” เด็กหญิงบอก ขณะเดียวกันเด็กชายวิสรุจณ์ก็กำลังเบียดผู้คนแอบตามไปดู
“ ทางนี้มีลิงเยอะกว่าทางนั้น ” ลุงแปลกหน้าบอกพร้อมกับอุ้มเด็กรีบเดินออกจากทางรถไฟ เด็กหญิงหันมาไม่เห็นพ่อกับแม่ก็ใจไม่ดีเริ่มงอแง
“ ไม่ไปๆ! หนูไม่ไปแล้ว หนูจะไปหาแม่! ฮือๆ.....แม่ ” เด็กหญิงร้องให้จนสุดเสียง
“ ช่วย......” เด็กหญิงยังร้องไม่ทันขาดคำลุงคิงคองลายตุ๊กแกก็เอามือปิดปากไว้ เด็กชายวิสรุจณ์ได้ยินเสียงร้องออกมาแว่วๆ แต่ไม่เห็นหน้าเพราะถูกผู้โดยสารเบียดจะดูลิงเข้ามามากกว่าเดิม
“ เราต้องรีบไปช่วยแม่งู ”
เด็กชายวิสรุจณ์รีบเบียดเพื่อจะไปช่วยทันที จนออกมาได้ก็เห็นลุงแปลกหน้าอุ้มเด็กวิ่งข้ามทางรถไฟไปถนนอีกด้านหนึ่ง เด็กชายวิสรุจณ์กำลังก้าวลงบันไดขั้นสุดท้าย
แต่ทันใดนั้นก็มีรถไฟสินค้าอีกขนาบหนึ่ง แล่นสวนเข้ามาชานชาลาข้างๆทันที เด็กชายวิสรุจณ์ถึงกับสะดุ้งตกใจ
“ ปู้น ปู้นๆ ฉึกฉักๆๆ ” เสียงดังกึกก้อง จนต้องเอานิ้วอุดหูทั้งสองข้างไว้
“ เกือบโดนงูยักษ์ทับแล้ว ” เด็กชายวิสรุจณ์พูดรู้สึกโล่งอก
เมื่อสิ้นเสียงรถไฟ เหมือนผ่านไปในพริบตา เด็กชายวิสรุจณ์ก็ไม่เห็นสองคนนั้นอีกต่อไป
“ ไม่ได้การแล้ว! ต้องไปบอกแม่ ” เด็กชายวิสรุจณ์ก็รีบไปบอกแม่
เด็กชายวิสรุจณ์รีบเบียดเสียดผู้คน กว่าจะกลับเข้าไปใหม่ก็แทบแย่ พอมองไปรอบๆเห็นพวกผู้ใหญ่กับเด็กๆสนใจแต่จะดูลิงอย่างเดียว แม่ก็เป็นไปกับเขาด้วยเหมือนกัน ตอนนี้ก็เลยไม่มีใครรู้ว่าสองคนนั้นหายไปไหน
“ เราจะทำไงดี! ให้พ่อแม่เด็กรู้ตัวและเราก็ไม่รู้ว่าใครคือพ่อแม่ของเด็กคนนั้นด้วย” เด็กชายวิสรุจณ์อึ้งคิดไปชั่งครู่ ถึงจะนึกขึ้นมาได้
“ แม่งูเอ๋ยๆ ” เด็กชายวิสรุจณ์ร้องเรียกเสียงดัง ทุกคนหันมามองอย่างงงๆ แต่ยังไม่มีใครขานรับ
“ แม่งูเอ๋ย ” เด็กชายวิสรุจณ์ร้องเสียงดังอีก หญิงชายคู่หนึ่งถึงกับตกใจเพราะไม่ได้ยินเสียงขานของลูกสาว มองไปที่กลุ่มเด็กข้างๆก็ไม่เห็นลูกสาวของตัวเอง
“ แม่งูหายไปไหน ลูก! ” หญิงคนนั้นร้องรั้นตะโกนออกมาเสียงดัง
“ พ่อ! ลูกเราหายไปไหน เมื่อกี่ยังเห็นยืนอยู่ตรงนี้เลย ” เสียงแม่เด็กใจเสียเริ่มร้องให้ออกมา
“ รีบตามผมมาครับ อาจจะทัน ผมเห็นมีลุงแปลกหน้าคนหนึ่งเอาตัวแม่งูไปครับ ” เด็กชายวิสรุจณ์รู้ว่าใครเป็นพ่อแม่เด็กก็รีบบอกทันที ทุกคนได้ยินก็รีบรีดทางให้ทันที
เด็กชายวิสรุจณ์วิ่งนำหน้าไปก่อน พ่อเด็กและพ่อของเด็กคนอื่นๆก็วิ่งตามมาช่วยด้วยอีกหลายคน ส่วนแม่เด็กชายวิสรุจณ์ก็รีบแจ้งนายสถานีรถไฟให้รู้ว่ามีเด็กหาย
เด็กชายวิสรุจณ์วิ่งไปตามทางที่ลุงแปลกหน้าพาแม่งูหายออกมาทางนี้ เด็กชายวิสรุจณ์วิ่งจนสุดชีวิตข้ามทางรถไฟอย่างรวดเร็ว จนมาหยุดอยู่บนถนนอีกเส้นหนึ่ง
“ หนูไม่ไป! ช่วยด้วยๆๆ ” เด็กหญิงร้องออกมา ทำให้เด็กชายวิสรุจณ์หันไปตามเสียง มองไปถนนอีกฟากหนึ่งก็เห็นรถตู้สีเทาจอดอยู่คันหนึ่ง เห็นลุงแปลกหน้ากำลังอุ่มเด็กขึ้นรถ
“ นั้นไง! ครับ ” เด็กชายวิสรุจณ์ชี้ให้พ่อเด็กดู
“ ลูกพ่อ! อย่าเอาลูกผมไป ” พ่อเด็กตะโกนพร้อมกับวิ่งตาม
เด็กชายวิสรุจณ์จะวิ่งตาม แต่มองไปที่รถตู้ถึงกับสะดุ้งเพราะมีสติ๊กเกอร์รูปลิงเล็กๆติดอยู่ ถ้าไม่สงสัยจริงๆก็ไม่รู้ว่ามีรูปลิงกำลังเกาะกระจกหลังรถอยู่ และยังมีข้อความเขียนลงท้ายสติ๊กเกอร์อีกด้วยว่า
“ ซนเหมือนลิง......บายๆ....อิอิอิ ” เด็กชายวิสรุจณ์สายตาดีกว่าผู้ใหญ่ อ่านแล้วชักโกธรขึ้นมาอีกรอบหนึ่ง
คนขับรถตู้ขับอย่างรวดเร็ว ทำให้ทุกคนวิ่งตามไปจนหมดแรง และทำได้แต่พากันยื่นมองหมายเลขทะเบียน จนไม่สนใจอย่างอื่น
“ รถตู้คันนี้ไม่มีป้ายทะเบียน ” พ่อเด็กคนอื่นพูด เด็กชายวิสรุจณ์วิ่งตามมาเป็นคนสุดท้าย เหนื่อยแทบแย่ และไม่สนใจป้ายทะเบียนด้วย
เด็กชายวิสรุจณ์ยืนหอบเท้าสะเอว หน้างั่วคิวขมวด ส่วนพ่อเด็กถึงกับเข่าอ่อนลงไปนั่งอยู่กับพื้นเกือบจะร้องให้ออกมา และไม่นานตำรวจรถไฟก็ตามมาสมทบ พ่อเด็กคนอื่นก็บอกตำรวจว่าเด็กถูกพาขึ้นรถตู้สีเทาหนีไปเมื่อกี้นี้เอง
“ จำทะเบียนรถผู้ร้ายได้ไหมครับ ” ตำรวจถาม
“ ไม่มีป้ายทะเบียน ” พ่อเด็กพูดเริ่มตาแดง เด็กชายวิสรุจณ์ไม่สน เห็นสติ๊กเกอร์ลิงยังติดตาอยู่
“ ไม่เห็นสำคัญเลย! ” เด็กชายวิสรุจณ์พูดโกรธๆ ทำให้ทุกคนหันขวับมามอง พวกเขาตกใจกันลืมไปแล้วว่ามีเด็กวิ่งตามมาด้วยอีกคน
“ หนูเห็นอะไรอีก ” ตำรวจนายหนึ่งหันไปถาม
“ ผมเห็นลิงตัวเล็กๆ เกาะอยู่กระจกหลังรถครับ ” เด็กชายวิสรุจณ์ทำเสียงฮึกฮักไม่พอใจ ทุกคนฟังแล้วงงๆ
“ ลิง” ตำรวจพูดพยายามคิดตามเด็ก
“ ครับ! ลิงครับผมจำได้ แล้วมันยังว่าผมและหัวเราะผมอีกด้วยอีก ” เด็กชายวิสรุจณ์ตอบ ทำเอาตำรวจชะงัก
“ มันว่าอะไรหนูเหรอ ” ตำรวจถามแบบงงๆไปด้วย
“มันว่าผมว่า.......ซนเหมือนลิง....แล้ว...มันก็โบกมือบายๆให้ผมและยังหัวเราะให้ผมอีกด้วยครับ” เด็กชายวิสรุจณ์ก้มหน้าบอก เพราะกลัวทุกคนจะเห็นว่าซนเหมือนลิงจริงๆ ตำรวจนึกภาพออกเกือบจะหัวเราะออกมา
“ ลองเชื่อเด็กสักครั้งไม่เห็นจะเป็นไรเลย ” ตำรวจคิด และไม่รอช้ารีบเรียกวิทยุสื่อสารทันที
“ ทุกหน่วยๆ! โดยทราบได้มีคนร้ายลักเด็ก พาขึ้นรถตู้สีเทาไม่มีทะเบียน แต่มีลิงติดอยู่ด้านหลัง สังเกตให้ดี ลิงตัวนั้นพูดได้! หัวเราะได้! เปลี่ยน ” ทุกหน่วยปลายทางฟังแล้วเงียบไปชั่งครู่
“ทราบแล้วเปลี่ยน.......แล้ว....มัน....พูดว่า.....อะไรครับ.....เปลี่ยน” ตำรวจต้นทางรับทราบ
เด็กชายวิสรุจณ์เห็นตำรวจลังเลไม่แน่ใจจะบอกปลายทางทุกหน่วยดีหรือไม่ดี เพื่อให้ได้ตัวคนร้ายมาเราต้องบอกความจริงทั้งหมด เด็กชายวิสรุจณ์ไม่ทันใจ แย่งวิทยุสื่อสารเอามาพูดเสียเอง
“ ทุกหน่วย! โดยทราบลิงตัวนั้นพูดว่าผมว่า ซนเหมือนลิง......บายๆ....อิอิอิ ” ทุกหน่วยได้ยินเสียงเด็กพูดอย่างมั่นใจตัวเองที่สุด เลยไม่รอช้า
“ เป็นไงเป็นกัน! เกิดมาไม่เคยจับลิงพูดได้เสียด้วย ทุกหน่วย! ทราบแล้วเปลี่ยน พวกเราจะจับมาให้ได้ครับผม ” เสียงตอบรับ ทำให้เด็กชายวิสรุจณ์ยิ้มออกมาทันที
ขณะเดียวกันตำรวจหน่วยทางหลวงสายนอก รับทราบไม่ทันไร ก็มีรถตู้สีเทาวิ่งผ่านด่วนมาอย่างรวดเร็ว
“ คันนี้มีทะเบียนรถ ” ตำรวจสายตรวจพูด มองไล่หลังไป
“ แต่เอ.....มีอะไรแวบๆอยู่หลังกระจกรถ ” ตำรวจพูดรีบหันไปมองใหม่ แต่ก็ไม่ทันรถตู้สีเทาคันนั้นแล่นไปอย่างรวดเร็วเสียก่อน
“ ดีนะ! ที่พวกเราใส่ป้ายทะเบียน ไม่นั้นถูกจับแน่ ” คนร้ายพูด หลังจากผ่านด่านตำรวจมาได้หลายด่าน พวกนั้นพากันหัวเราะกันใหญ่ เด็กๆประมาณ 4 - 5 คนพากันร้องให้ระงมออกมา
“ หยุดร้องให้เดียวนี้! ร้องไปก็ไม่มีใครช่วยได้หรอก ” คนร้ายพูดและพากันหัวเราะออกมาอย่างสบายใจ
ขณะเดียวกันตำรวจสายตรวจไม่รอช้ารีบเอากล้องวงจรปิด มาเปิดดูและขยายภาพด้านหลังรถตู้คันนั้นดูเสียใหม่ ในที่สุดก็เห็นได้ชัด
“ มีลิงจริงๆด้วย! ทุกหน่วยสกัดจับรถตู้สีเทา ทะเบียนเลขที่ 1747 และมีสติ๊กเกอร์รูปลิงตัวเล็กๆติดอยู่ด้านหลังที่เขียนลงท้ายว่าซนเหมือนลิง......บายๆ....อิอิอิ ” ตำรวจสายตรวจแจ้งจับไปทุกหน่วย
จนในที่สุดก็ตามจับผู้ร้ายได้คาหนังคาเขาทั้งหมด พร้อมกับเด็กๆอีกหลายคนที่ถูกจับมารวมทั้งเด็กที่อยู่ในซอยเดียวกันด้วย ส่วนคนร้ายรับสารภาพว่า กำลังนำเด็กไปขายให้กับพวกค้ามนุษย์ข้ามชาติตามชายแดนต่างๆ แต่พอดีถูกจับได้เสียก่อน
“ เก่งมาก เด็กชายวิสรุจณ์ ” ตำรวจชม
“ ครับผม ” เด็กชายวิสรุจณ์ยิ้มแป้นออกมา
“ ฉลาดด้วย......เอ....ฉลาดเหมือนอะไรน่า ” ตำรวจล้อเล่นมองมาที่เด็กชายวิสรุจณ์
“ ผมฉลาดเหมือนแม่ครับ! ไม่ใช่เหมือนลิงครับผม! ” เด็กชายวิสรุจณ์รีบพูดซะเสียงดัง ทุกคนได้ยินถึงกับหัวเราะชอบใจ
เด็กชายวิสรุจณ์ยิ้มแป้นเดินออกมาจากสถานีตำรวจไม่ยอมหุบ ในใจก็คิดถึงแม่งูและลูกงู
“ ผมอย่าเล่นงูกินหางอีกหลายๆรอบ แล้วบ้านคุณตาจะมีให้เล่นไหมครับ แม่! ” เด็กชายวิสรุจณ์ถามขึ้นมา
“มีสิลูก! งูกินหางเป็นการละเล่นพื้นบ้าน ที่ไหนก็มีเล่นกันลูก ” แม่ตอบ
“ จริงหรือครับ งั้น! ผมก็ได้เล่นอีกสิครับ ” เด็กชายวิสรุจณ์พูดดีใจออกมา
“ แต่มีข้อแม้ ” แม่แกล้งทำเสียงดุ
“ อะไรอีกครับแม่ ” เด็กชายวิสรุจณ์เสียงอ๋อย
“ ต้องเล่นนอกบ้าน ” แม่ตอบยิ้มให้
“ ครับผม ” เด็กชายวิสรุจณ์ขานรับอย่างอารมณ์ดี ร้องเพลงงูกินหางออกมา
แม่งูเอ๋ย.......เอ๋ย.......กินน้ำบ่อไหน.......กินน้ำบ่อหิน....บินไปก็บินมา.......แม่งูเอ๋ย......เอ๋ย.......กินน้ำบ่อไหน.......กินน้ำบ่อโศก....โยกไปก็โยกมา.......แม่งูเอ๋ย.......เอ๋ย.......กินน้ำบ่อไหน.......กินน้ำบ่อทราย ย้ายไปก็ย้ายมา.......แม่งูเอ๋ย....... เอ๋ย.......กินหัวหรือกินหาง.......กินกลางตลอดตัว

จบตอน 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 18, 2008, 05:50:42 am โดย มนตราแห่งทะเล » บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2008, 05:50:18 am »


โพสต์เมื่อ: Apr 30 2008, 12:17 PM
   
ได้รอยยิ้มทุกทีที่อ่านเรื่อง ของเด็กชายวิสรุจณ์ น้องกะปอม ยิ่งเขียนก็ยิ่งเก่งขึ้น ดูลื่นไหลดีค่ะ แต่อยากให้เว้นช่วงระยะบรรทัด เมือขึ้นเหตุการณ์ใหม่บ้าง จะได้ไม่ดูติดกันไปหมดค่ะ เช่นตรงประโยคที่ว่า "สองวันต่อมา....." เป็นเหตุการณ์ที่ทิ้งช่วงเวลาห่างกัน ควรเว้นวรรค และมีจุดไข่ปลาติดต่อกันยาว สัก 2 นิ้ว ตามที่คุณครูเคยแนะนำไว้ค่ะ เช่น

“ หึหึหึ......ต้องเล่นแบบนี้ไม่งั้นไม่ยอมไปง่ายๆหรอก เด็กชายวิสรุจณ์ ” แม่คิดในใจกระชับมือกอดให้แน่ขึ้นกว่าเดิม

.................................

สองวันต่อมาแม่ก็พาเด็กชายวิสรุจณ์นั่งรถไฟแล่นไปทางเหนือ ถึงก็ชั่งไม่ถึงก็ชั่ง กว่าจะถึง



เป็นต้นจะช่วยให้น่าอ่านขึ้นอีกนะ อีกอย่างหนึ่ง คำผิดยังพบว่ามีอยู่อีกนะจ้ะ น้องกะปอมเจ้าขา

--------------------
จะขี่ไม้กวาดไปตามหาฝัน...เข้าไปเยื่ยมชมบ้านในฝันได้ที่นี่ค่ะ
http://apinya07.spaces.live.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 02, 2008, 01:39:48 am โดย มนตราแห่งทะเล » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF