www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ชีวิที่เลือกได้  (อ่าน 1735 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: กันยายน 23, 2009, 07:08:48 pm »

ชีวิตที่เลือกได้..!!
ราสส์ กิโลหก

ผมได้รับคำสั่งย้าย ให้มารับราชการในพื้นที่ของอำเภอหนึ่ง  ในจังหวัดทางภาคเหนือ พรรคพวกที่อยู่ในพื้นที่ได้หาบ้านเช่าไว้ให้ เป็นบ้านไม้ชั้นเดียว หลังเล็กๆเพราะผมเป็นโสดอยู่ตัวคนเดียว ทำเลตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 200 ตารางวา  ตัวบ้านอยู่ห่างจากตัวที่ว่าการอำเภอประมาณ  2 กิโลเมตร ก็ถือว่าอยู่ชานเมืองไกลไปหน่อย    แต่ส่วนที่ดีคือไม่แออัดอากาศดี   เดิมเจ้าของปลูกบ้านไว้ให้ลูกชาย   แต่ต่อมาได้แต่งงานแล้วย้ายไปอยู่กับครอบครัวของเมียทางภาคใต้ บ้านจึงว่างไม่มีคนอยู่ เจ้าของเลยเปิดให้คนเช่าเป็นการหารายได้พิเศษ   บริเวณรอบๆบ้านมีต้นไม้ใหญ่หลายต้น เหมือนบ้านในชนบททั่วๆไป

หลังจากรายงานตัวต่อผู้บังคับบัญชาตามระเบียบแล้ว ก็เดินทางเข้าบ้านเช่า  สัมภาระผมไม่มีอะไรมาก  แค่กระเป๋าเดินทางใบเดียว พรรคพวกจะตามมาส่งที่บ้านผมร้องห้ามบอกวันนี้ขอพักผ่อนก่อน วันหลังค่อยว่ากัน ยังอยู่กันอีกนาน..

จัดข้าวของ ทั้งที่หลับที่นอนจนเข้าที่แล้ว จึงเดินออกมาสำรวจบริเวณรอบๆบ้าน พบว่าทางด้านทิศตะวันตก  มีลำห้วยกั้นอยู่ มองข้ามห้วยเข้าไปฝั่งตรงกันข้าม   พื้นที่เต็มไปด้วยต้นไม้หลายหลากชนิด  มองเห็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ตั้งอยู่ด้านหลังบ้านไม้ชั้นเดียว แลดูสงบและร่มรื่น   ยังนึกในใจว่าบรรยากาศช่างเหมือนรีสอร์ท   ที่สร้างขึ้นมา เพื่อให้ผู้ต้องการชมธรรมชาติมาเช่าพักผ่อน กำลังยืนมองเพลินๆ..

“สวัสดีครับ เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ หรือครับ”

 เป็นเสียงผู้ชายร้องทักมาจากข้างต้นไม้ใหญ่ริมห้วย ผมหันไปมองตามเสียง  ชายสูงอายุท่าทางใจดี  รูปร่างผอมสูง ผมบนหัวสั้นเกรียน และเป็นสีขาวทั้งหัว   ใส่กางเกงขาสั้น สวมเสื้อยืดคอกลม แกกำลังเอากระป๋องตักน้ำจากลำห้วยขึ้นมารดน้ำต้นไม้

ด้วยวัยที่อาวุโสกว่า ผมรีบยกมือทำความเคารพ.

“สวัสดี ครับ คุณลุง ผมย้ายมารับราชการที่อำเภอนี้  ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วย ครับ”

“ ยินดีที่รู้จัก ผมชื่อ ชื่น ครับ ! คนแถวนี้จะเรียกผมว่า ครูชื่น เพราะผมเป็นครูเก่า” ครูชื่นพูดด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร

                     ***********************************

ครูชื่น อายุ 60 เศษๆอาศัยอยู่ในที่ดินของตนเองเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่  บริเวณรอบๆแปลงที่ดินมีคลองเล็กๆขนาดกว้าง 5 เมตรลึก 2 เมตร ล้อมรอบพื้นที่เป็นรูปตัวยู   เจ้าของขุดเอาไว้เพื่อเป็นเส้นกั้นแนวเขต  น้ำในคลองมีตลอดปีไม่มีแห้ง เพราะคลองขุดนี้เชื่อมต่อกับคลองธรรมชาติเส้นหนึ่งที่ไหลผ่านด้านเหนือของแปลงที่ดิน  เจ้าของอาศัยน้ำในคลองรดต้นไม้ภายในสวน     ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยมากมาย ดูมืดครึ้มเหมือนป่าย่อมๆ   หากแต่ ถูกจัดอย่างเป็นระเบียบ ทำให้แลมองดูร่มรื่น  พืชสวนครัว และ สมุนไพรต่างๆก็มีให้เห็น

บ้านพักของครูชื่น  เป็นบ้านไม้ชั้นเดียวกว้าง 8 เมตร ยาว 8 เมตร  สภาพดูเก่าแก่แต่แข็งแรง  ปลูกสร้างอยู่บริเวณส่วนหน้าของแปลงที่ดิน  ใกล้กับถนนที่ตัดผ่านบริเวณด้านหน้า   ถัดหลังบ้านไปไม่มากเป็นบ่อน้ำขนาดประมาณ 1 ไร่ น้ำเต็มบ่อใสแจ๋ว จนมองเห็นปลาต่างๆแหวกว่ายอยู่ไปมา  ที่ผิวน้ำใบบัวหลายขนาดกางเป็นหย่อมๆเป็นพื้นที่กว้าง  เป็ด ห่านหลายตัวยืนไซร้ขน อยู่ตามริมขอบบ่อ  หลังหาอาหารกินตามธรรมชาติจนอิ่มท้อง..

                               ***********************************

ตอนเช้าเวลาออกจากบ้านไปทำงาน ผมต้องเดินผ่านบ้านของ ครูชื่น มองเห็นแกทำโน่นทำนี่อยู่ภายในสวน  ผ่านไปทีไรจะเห็นแกทำแต่งาน รดน้ำต้นไม้บ้าง เก็บผลไม้บ้าง ท่าทางไม่งุ่มง่ามเหมือนคนที่มีอายุมากๆทั่วไป ดูยังแข็งแรง จนน่าแปลกใจ ที่สำคัญผมมองไม่เห็นว่าแกอยู่กับใครที่ไหน สังเกตมาหลายวัน ยังสงสัยว่าแกไม่มีญาติพี่น้องบ้างหรือไง ?

วันนี้วันเสาร์..เป็นวันหยุด

ผมตื่นแต่เช้า ออกมาเดินสูดอากาศยามเช้าเพราะวันนี้ไม่มีธุระไปไหน เดินทอดน่องไปทางหน้าบ้านครูชื่น เห็นแกยืนอยู่หน้าบ้านในมือถือขันใส่ข้าวรอตักบาตร   พระยังไม่ทันมา ผมเลยเดินเข้าไปหา

“รอตักบาตร พระหรือครับ ครู ?”

ครูชื่นเอาขันวางไว้ที่โต๊ะเล็กๆที่ตั้งอยู่ข้างๆ..หันมายิ้มอย่างอารมณ์ดี.

“ผมปฎิบัติตัวแบบนี้มาหลายสิบปีแล้วครับ การทำบุญทำให้จิตใจผ่องใส”

“และยังได้บุญเป็นของแถมด้วยครับ”

ผมเติมให้ จริงๆแล้วผมไม่ค่อยได้เข้าวัดกับเขาหรอกครับ คงเป็นเพราะกิเลศยังพอกอยู่จนเต็มหัว พูดให้ความเห็นไปอย่างงั้นเอง

“เรื่องบาปบุญคุณโทษเป็นเรื่องจริงนะคุณ ใครทำดีก็ได้ดี ทำชั่วก็ได้ชั่ว แต่มันยังไม่เห็นผลทันที เป็นเหมือนเชื้อโรคที่เริ่มก่อตัวในร่างกาย กว่าจะเห็นผลบางครั้งเป็นสิบๆปี จนลืมไปแล้วว่าได้เคยทำอะไรที่ไม่ดีเอาไว้บ้าง”

พระเดินกันมาเป็นแถว 3 องค์จีวรปลิวไสวตามแรงลมยามเช้า  แสงแดดอ่อนๆกระทบจีวรขับให้สีเหลืองดูเจิดจ้า เป็นภาพที่มองดูไม่เบื่อตาจริงๆ  ท่านเดินก้มหน้าอุ้มบาตร  มีเด็กลูกศิษย์ตัวเปี๊ยกๆถือปีนโตต่อท้ายแถว.

ครูชื่นเดินไปหยิบขันใส่ข้าวสำหรับตักบาตรด้วยความเคยชิน แกถอดรองเท้าเหลือแต่เท้าเปล่า ยืนรอพระด้วยอาการสงบเสงี่ยม  จนการตักบาตรเสร็จสิ้น..ผมเห็นสีหน้าและแววตาของชายชราดูสดชื่นเหมือนได้รับยาขนานเอก..

ก่อนจะเข้าบ้านแกมองมาที่ผมยืนอยู่ ..

“ถ้าไม่มีธุระที่ไหน ? เข้าบ้านผม  ไปกินกาแฟสักถ้วย ก่อนดี มั้ย ! ”

“ครับๆๆๆ  ขอบคุณครับ ”

                    ************************************
โต๊ะและม้านั่งหินอ่อน วางเรียงเข้าชุดกัน อยู่ใต้ซุ้มเรือนไม้บริเวณข้างบ่อน้ำ ต้นกระดังงาเลื้อยขึ้นจนเต็มเรือนไม้ ดอกเป็นกลีบเหมือนสามง่ามผุดขึ้นจนลานตา กลิ่นของดอกหอมจนฉุน ลมเย็นพัดผ่านผิวน้ำ มากระทบใบหน้าและลำตัว มีความรู้สึกสดชื่นจนบอกไม่ถูก ..

“กาแฟ มาแล้วครับ ผมต้องกินทุกเช้า ติดมาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ” แกวางถ้วยกาแฟที่โต๊ะหินอ่อน ตรงหน้าผม  อีกถ้วยถืออยู่ในมือ พร้อมหย่อนก้นนั่งลง ด้านตรงกันข้าม.

“กาแฟ หอม ดีจริงๆ ครับ” ผมยกถ้วยกาแฟ ซดเข้าปากดังโฮกๆ  .

ครูชื่น นั่งท่าสบายๆยกถ้วยกาแฟจ่อที่ปาก  ทั้งที่ควันในถ้วยลอยกรุ่นด้วยความร้อน แกคงกินมาจนชิน..จิบกาแฟแล้ว วางถ้วยบนโต๊ะหินอ่อน  พลางจ้องหน้าผม..

“ขอโทษ นะ คุณเป็นคน ทางจังหวัดไหน  แล้วเป็นไงมาไงถึง ย้ายมาที่อำเภอนี้”

ผมตอบชื่อจังหวัดหนึ่งทางภาคกลาง พร้อมกับบอกว่าที่ย้ายมาที่นี่ ไม่ใช่ขอมาแต่ผมสอบเลื่อนขั้นได้ ทางการจึงส่งมายังจังหวัดที่มีตำแหน่งว่าง ยังดีที่ได้มาทางเหนือ มีบางคนสอบได้แต่ต้องย้ายไปจังหวัดไกลๆ จนต้องหาแผนที่มากางดู เล่นเอาฝันร้ายไปหลายเดือนกว่าจะปรับตัวได้..

“ครูคงเป็นคนที่นี่ มั๊ง ครับ !”

ครูชื่นเอามือคลึงอยู่ที่ถ้วยกาแฟ..

“ผมเป็นคนทางภาคอีสาน สอบบรรจุครูครั้งแรกที่จังหวัดนี้ และไม่เคยย้ายออกไปที่ไหน อยู่ที่พื้นที่นี้ จนกระทั่งเกษียณ รวมเวลาอยู่ที่นี่เกือบ 40 ปี”

“อ้อ ! แล้วครอบครัวครูไปไหนกันหมด  ผมมาอยู่ที่นี่เกือบเดือนแล้ว เห็นครูอาศัยอยู่คนเดียว หรือพวกลูกๆไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯกันหมด”    ไม่รู้เป็นบาปหรือเปล่า  ? ผมนึกเอาเองว่าเมียแกคงตายจากไปแล้ว

ครูชื่นทำหน้ายิ้มๆ เหมือนเห็นคำถามของผมเป็นเรื่องธรรมดา..

“ผมไม่มีใครทั้งนั้น ไม่ว่าลูกหรือเมีย  ผมไม่มีครอบครัว ไม่เคยแต่งงาน” ครูยกกาแฟร้อนๆกินอีก.

“หมายถึง ครูเป็นโสดหรือครับ ?”  ผมนึกไปถึงพวกตุ๊ดแก่ๆ ชักใจคอไม่ดี

“ ทั้งโสดทั้ง ซิง ผมอยู่คนเดียวมาตลอด ตั้งแต่จำความได้” ดวงตาของครูเริ่มเหม่อลอย

“หมายถึงอะไรครับตั้งแต่จำความได้” 

“ก็หมายความว่า ผมไม่มีพ่อ -แม่หรือญาติพี่น้องที่ไหน ผมเป็นเด็กกำพร้ามีพระที่วัดแห่งหนึ่ง เก็บเอามาเลี้ยง ผมคงเกิดมาจากกระบอกไม้ไผ่” แกพูดติดตลก แต่ผมไม่ได้ตลกไปกับแก คิดว่าชีวิตครูชื่นมีอะไรให้สนใจมากที่เดียว

“ครูเก่งนะครับ อยู่คนเดียว”

“ใจของผมมันด้านชา ผมคงเกิดมาแค่รอความตาย การใช้ชีวิตที่ผ่านมา  ผมระวังตัวเองที่จะไม่ผูกพันกับใคร  จะได้ไม่ต้องไปห่วงใคร ผมพยายามขีดความรับผิดชอบต่างๆให้จำกัดอยู่ในวงแคบให้มากที่สุด  ผมไม่ได้เป็นคนเห็นแก่ตัว ในด้านสังคมผมก็สามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นได้  เพียงแต่ผมต้องการแค่การใช้ชีวิตให้ผ่านพ้นอายุไข ผมสบายใจที่ไม่ต้องไปรับผิดชอบกับใครๆ เพราะผมไม่มีญาติหรือใครทั้งนั้น พระที่เลี้ยงผมมาก็ มรณภาพไปแล้ว”  ครูชื่นพูดไปเรื่อยๆไม่มีติดขัดคงเป็นคำที่ออกมาจากใจแท้ๆ

ผมนึกถึงพวกที่อาศัยอยู่ตามป่า ใช้ชีวิตที่โดดเดี่ยว เบื่อสังคมเบื่อผู้คน มองโลกในแง่ร้าย หรือครูชื่น อกหักมาก่อน

“ครูคงมีความหลังเกี่ยวกับเรื่องความรัก” ความจริงผมไม่อยากพูด แต่อดคันปากไม่ได้

ครูมองหน้าผม เหมือนคำถามเป็นเรื่องตลก

“คนอย่างผมไม่เคยผูกพันกับความรัก ความรักไม่มีความสำคัญสำหรับผม พ่อ-แม่ ผมก็ไม่รู้จัก ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยเรียกใครว่า พ่อ-แม่ มันเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในตัวตั้งแต่จำความได้ ผมไม่เคยร่ำร้องเรียกหาผู้ให้กำเนิด ไม่รู้จะเจอไปทำไม ?”   น้ำเสียงและท่าทางไม่บ่งบอกถึงความน้อยใจ แกคงเป็นอย่างที่พูดจริงๆ

“ความรู้สึกของครู เป็นเรื่องที่แปลกมากๆครับ” ผมนึกในใจว่าแกจะมีความสุขหรือความทุกข์กันแน่ ในการที่ทำตัวแบบนี้

ครูชื่นยกกาแฟที่เหลือก้นถ้วย ซดเข้าปาก ท่าทางแกยังเหมือนเดิม

“คุณเคยเห็นคนแก่ๆที่ได้ทราบข่าวร้ายๆของพวกลูกหลานหรือคนในครอบครัวบ้างไหม ? เดี๋ยวตาย  เดียวมีคดีต้องติดคุกติดตะราง เดี๋ยวอ้ายนั่นอ้ายนี่  มีแต่เรื่องสารพัด ทำไมเราต้องไปผูกพันแบบนั้น มันเป็นความทุกข์ที่เราไม่ได้สร้าง รถโดยสารชนกัน ตายกันเป็นสิบ ตรวจรายชื่อพอเป็นญาติเป็นพี่น้องหรือลูกหลาน ก็เกิดการเศร้าโศกเสียใจ แต่พอเป็นคนที่เราไม่รู้จักเราจะรู้สึกเป็นเรื่องธรรมดา นี่เป็นเพราะเรามีความผูกพันกับคนที่ได้รับเคราะห์กรรมเหล่านั้น  สู้อยู่คนเดียวแบบนี้ไม่ต้องเผื่อใจให้ใคร ใครจะเป็นจะตายก็ไม่ปั่นทอนจิตใจของเรา”

ลมเย็นพัดผ่านผิวน้ำเป็นละลอก กลิ่นกระดังงาหอมฉุนแต่ก็ชื่นใจ  บรรยากาศช่างเป็นใจจริงๆผมแลมองด้วยความเพลิดเพลิน หูของผมไม่ได้เสียงครูชื่นอีกไม่รู้ว่าแกพูดอะไรออกมาบ้าง หูของผมอื้อ ตาผมกำลังเหม่อลอย  ความคิดล่องลอยไปถึงอนาคตอีก 30-40 ปีข้างหน้า ผมคิดว่าผมอยากจะเป็นอย่างครูชื่นหรือเปล่า ?  .....

         

บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 24, 2009, 04:39:44 am »

อ่านแล้วค่ะ ให้มุมมองอีกแง่หนึ่ง คุณราสส์เขียนบรรยายได้ดี เห็นภาพธรรมชาติที่สดชื่น และอ่านเพลินเลยค่ะ
บันทึกการเข้า
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 24, 2009, 10:52:09 am »

ขอบพระคุณ..คุณ นิ ครับ...
บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 24, 2009, 06:52:58 pm »

ตามมาอ่านค่ะ เห็นด้วยกับคุณนิ แต่ตอนจบชักไม่แน่ใจว่าใช่สไตล์ของคุณราสส์หรือเปล่า เพราะทุกเรื่องจะไม่จบแบบเรียบ ๆ เหมือนเรื่องนี้ คือต้องหักมุมแบบหักข้อศอกเชียวแหละ รออ่านตอนใหม่อยูนะคะ 
บันทึกการเข้า
Rass
Full Member
***
กระทู้: 118



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #4 เมื่อ: กันยายน 25, 2009, 02:39:51 pm »


..เรียนคุณอภิญญา...

..ขอบพระคุณที่เข้ามาอ่านครับ...

..หักมุมมาหลายครั้งชักงงๆ...เลยใช้ทางตรงบ้างครับ....

...จะเขียนมาอีกครับ..
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF