www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: นิยายเรื่อง น้ำตาโรบินฮู๊ด ตอนที่หนึ่งไม่เคยคิด  (อ่าน 2479 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: ตุลาคม 01, 2009, 12:41:01 am »

พวกเราคงจะเคยได้ยินคำว่าโรบินฮู๊ดมาบ้างแล้ว ถ้าอยากจะรู้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร และมีที่มาอย่างไร คำตอบอยู่ในนิยายเรื่องนี้ค่ะ

                                             น้ำตาโรบินฮู๊ด
                                             ตอน ไม่เคยคิด

ผมชื่อจรัลครับ เป็นหนุ่มใหญ่วัยสี่สิบยังไม่มีครอบครัว ทุกวันนี้ก็อาศัยอยู่กับแม่ที่เป็นแม่ค้าขายข้าวแกงอยู่แถวเจริญผล เป็นอาชีพที่ทำรายได้ดีสำหรับแม่ม่ายอย่างแม่ จนแม่สามารถส่งเสียผมและน้องชายให้สำเร็จการศึกษา และมีวิชาติดตัวไปประกอบอาชีพได้ ผมเรียนจบแค่ปวส. ผมสงสารที่แม่ทำงานหนัก สมัยที่ยังเรียนอยู่ผมกับน้องต้องตื่นแต่เช้าช่วยแม่เตรียมของขาย ตอนนี้ผมมีงานทำแล้ว ผมแบ่งเงินเดือนให้แม่ใช้ ถึงแม้ว่าแม่จะไม่ยอมรับผมก็พยายามยัดเยียดให้ ผมบอกแม่ว่าอยากให้แม่พักผ่อนบ้าง เอาเงินที่ผมให้ไปจ้างลูกมือมาช่วยเตรียมของดีกว่า แม่โชคดีที่ลูกชายสองคนไม่เคยทำความหนักใจให้แม่เลย น้องชายของผมกำลังเรียนมหาวิทยาลัยของรัฐ ผมก็ดีใจที่เขาได้เรียนสูงๆ ตัวผมเองเสียสละเรียนวิชาชีพ แต่ก็คิดเสมอว่าสักวันหนึ่งผมจะเก็บเงินและหาโอกาสเรียนต่อในมหาวิทยาลัยเปิด เพื่อเพิ่มพูนวิทยฐานะของตัวเอง

ถึงแม้ว่าแม่ของผมจะเป็นแม่ค้า แต่แม่ก็เป็นลูกสาวขุนนางสมัยก่อน คุณตาของผมมีบรรดาศักดิ์เป็นคุณพระ ส่วนคุณยายของผมท่านก็เคยอยู่ในวังมาก่อน ดังนั้นคุณยายจึงถ่ายทอดวิธีทำอาหารที่เรียนมาจากในวังให้บุตรสาวของท่านทุกคนรวมทั้งแม่ผมด้วย คุณคงไม่แปลกใจนะครับว่าทำไมข้าวแกงของแม่ผมถึงขายดี ฝีมือทำอาหารระดับลูกสาวชาววังทำให้แม่ยึดเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ หลังจากที่พ่อจากไป ส่วนคุณตาคุณยายเสียไปก่อนหน้านั้นนานแล้ว
นอกเหนือไปจากการประกอบอาหารคาวแล้ว แม่ก็ทำของหวานได้เก่งมา แต่แม่ไม่มีกำลังพอที่จะขายของหวานด้วย ผมได้รับการถ่ายทอดวิธีทำของหวานสารพัดชนิดมาจากแม่ อะไรที่ว่าทำยากๆและเกือบจะสูญพันธุ์ไปแล้วอย่างขนมจ่ามงกุฏ ผมก็ทำได้ มันเป็นความสุขอย่างหนึ่งของผมที่ได้ทำขนมกินยามว่าง แต่คงไม่มีเวลาพอที่จะมาทำขาย เพราะผมมีงานประจำอยู่แล้ว แต่ผมก็รับทำขนมตามสั่งเมื่อมีเพื่อนร่วมงานสั่ง หรือลูกค้าต้องการขนมจำนวนมากสำหรับงานเลี้ยงหรือทำบุญ

แม่อบรมสั่งสอนผมและน้องให้มีมารยาทดี ทั้งๆที่แม่ต้องวุ่นวายกับการทำมาหากิน แม่ก็มีเวลาให้พวกเราเสมอ ผมมีนิสัยละเอียดอ่อน บางครั้งเจ้าน้องชายยังบ่นว่าผมจู้จี้ไปหน่อย วิชาบัญชีที่เรียนมาก็ทำให้ผมเป็นคนละเอียดละออ ความที่ผมเป็นคนเจ้าระเบียบ พิถีพิถัน บางคนก็ค่อนว่าผมเป็นกระเทยเพราะมีนิสัยละเอียดแบบผู้หญิง แม่เองยังล้อผมบ่อยๆว่า ชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้อุ้มหลานที่เกิดจากผม เพราะไม่เห็นผมชอบพอใครสักที อันนี้ผมยอมรับครับว่าเป็นคนเลือกมาก แต่รับรองได้ว่าผมไม่มีพฤติกรรมทางเพศเบี่ยงเบนแน่นอน เพียงแต่ว่าผมยังไม่เจอคนที่ถูกใจเท่านั้นเอง
ครอบครัวของเราถึงจะไม่รวย แต่ก็มีกินมีใช้ไม่ขัดสน ผมเป็นคนมัธยัสถ์มาตั้งแต่ไหนแต่ไร สมัยเรียนอยู่โรงเรียนพาณิชย์ก็ได้จุนเจือเพื่อนรุ่นน้อง เพื่อนคนนี้ชื่อรุ่งโรจน์ฐานะทางบ้านของเขาก็ดี แต่รุ่งโรจน์ใช้เงินเก่ง เขาจึงต้องมายืมเงินผมใช้บ่อยๆ รุ่งโรจน์เป็นคนดี เมื่อยืมเงินแต่ละครั้งเขาก็รักษาสัญญานำมาคืนตรงเวลาทุกที เราจึงคบกันได้นาน หลังจากที่รุ่งโรจน์เรียนจบจากโรงเรียนของเราแล้ว เขาก็ไปเรียนต่อวิทยาลัยเทคนิค จนได้อนุปริญญา เราก็ติดต่อกันเรื่อยมา พักนี้เขาหายไปไม่ได้ยินข่าวคราวเป็นเวลาหกเดือนแล้ว ผมโทรศัพท์ไปหา หมายเลขนั้นก็ถูกยกเลิกไปแล้ว ผมก็เลยไม่รู้จะไปตามหาเขาได้ที่ไหน

บ่ายวันเสาร์ผมนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่หลังร้าน แม่เข้ามาตามผมบอกว่ามีเพื่อนมาหา แม่ของผมท่านเป็นผู้ดีจริงๆ ไม่ตะโกนเรียกลูก ถ้าแม่ไม่ว่างแม่ก็จะใช้เด็กลูกจ้างมาเรียก
“ใครมาครับแม่” ผมถามด้วยความแปลกใจเพราะผมไม่ค่อยมีคนมาหาบ่อยนัก
“ไปดูเอาเอง คนที่โจบ่นถึงอยู่ไง” แม่พูดยิ้มๆ
พอออกมาดูหน้าร้านก็เห็นรุ่งโรจน์ ตายยากจริงๆกำลังนึกถึงอยู่ ผมดีใจมากๆเลย
“โรจน์หายไปไหนมา โทรฯไปหมายเลขก็ถูกยกเลิก”
“สวัสดีพี่โจ ผมเพิ่งกลับจากอเมริกา โทษทีพี่ ตอนจะไปก็ไม่มีเวลาร่ำลาใครเลย ไปแบบกระทันหัน”
“อือ แล้วไปอเมริกาได้ไงล่ะ” สิ่งที่เขาบอกยิ่งทำให้ผมแปลกใจมากขึ้นอีก
“พี่จำเจ้าเรวัตน้องชายคนรองจากผมได้ไหม”
“จำชื่อได้ แต่ลืมหน้าตาไปแล้ว”
“เรวัตไปอยู่อเมริกา ตั้งแต่สองปีที่แล้ว ได้ช่องทางดีเปิดร้านอาหารไทยที่นิวยอร์ค ร้านของเขาขายดีมาก เราก็ต้องการคนทำงานเพิ่ม ผมไปอยู่กับเรวัติมาหกเดือน คราวนี้กลับมาทำธุระกับซื้อของเข้าร้านด้วย ของที่ใช้ตกแต่งร้านแบบไทยๆน่ะพี่ ที่บ้านเราราคาถูกกว่า อีกอย่างหนึ่งนะพี่ ผมก็จะมาหาคนไปทำงานที่ร้านด้วย พี่สนไหมล่ะ”
“หา..” ผมแปลกใจมาก เกิดมาไม่เคยคิดจะไปเมืองนอก อยู่ดีๆก็มีคนมาเสนอให้ “แล้วจะให้พี่ไปทำอะไรได้ล่ะ”
“ผมรู้ว่าพี่มีฝีมือในการทำอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งขนมไทย ผมยังติดใจเม็ดขนุนไส้เผือกของพี่ อันที่จริงร้านเราต้องการคนครัวที่ทำขนมไทยเป็น เราจะได้ขายของพวกนี้ด้วย เดี๋ยวนี้ฝรั่งนิยมอาหารไทย พี่รู้ไหมร้านเราน่ะนักร้องกับดาราดังๆก็มากินบ่อย พี่รู้จักมิค แจ็คเกอร์ใช่ไหม นักร้องวงโรลลิ่ง สโตน เขามาทุกเดือน มาทีไรสั่งปลาราดพริกทุกที แต่มาทีไรก็ดูสะลึมสะลือ สงสัยเมายา พี่ก็รู้นักร้องนักดนตรีชอบอัพยา”
“อือ ให้พี่ปรึกษาแม่ดูก่อนนะ เกิดมาพี่เคยคิดจะไปเมืองนอก ไปแล้วจะไปอยู่ยังไง ที่สำคัญจะไปขอวีซ่ายังไง เรื่องพวกนี้พี่ไม่มีความรู้เลย”
“ก่อนอื่นพี่ไปขอวีซ่าทัวร์ที่สถานฑูตอเมริกาก่อน เอาหลักทรัพย์และบัญชีเงินฝากไปแสดง เขาจะออกวีซ่าทัวร์ให้ พอไปถึงนิวยอร์คไปทำงานที่ร้านผมแล้ว ผมจะให้ทนายยื่นเรื่องขอวีซ่าถาวรหรือกรีนคาร์ดให้”
“แล้วเรื่องกินอยู่ล่ะ จะไปอยู่กับใคร อยู่ยังไง”
“ผมพูดตรงๆนะ ค่าเช่าอพาร์ทเม้นท์ในนิวยอร์คโดยเฉพาะในนิวยอร์คซิตี้แพงมาก อพาร์ตเม้นห้องเดี่ยวไม่มีห้องนอก มีห้องสารพัดประโยชน์ มีครัวแคบๆอยู่มุมหนึ่ง รวมทั้งห้องน้ำราคาตกเดือนละพันดอลล่าร์ แต่พวกเราคนไทยที่ทำงานที่นั่นก็จะอยู่นอกเกาะแมนแฮตตั้น พวกเราจะอยู่ที่บร็องซ์ ควีนส์ หรือบรุคลินซึ่งเป็นเมืองใกล้เคียงที่ค่าเช่าบ้านถูกกว่ามาก แล้วก็เดินทางเข้ามาทำงานที่นิวยอร์คซิตี้โดยรถไฟ ระบบการขนส่งสาธารณะของเขาดีมาก มีทั้งรถเมล์และรถไฟใต้ดินบริการตลอดเวลา”
“แล้วพวกที่ทำงานในร้านเขาอยู่ที่ไหนกัน”
“เรวัติเช่าอพาร์ตเม้นท์สองห้องนอนที่บร็องซ์ พวกเด็กคนไทยสองคนที่ทำงานในร้านก็อยู่ด้วยกัน เด็กผู้ชายนอนไหนก็นอนได้ พวกเรามีบ้านไว้แค่อาศัยนอน เวลาส่วนใหญ่ก็จะอยู่ที่ร้าน ถ้าพี่จะไปก็ไปพักกับพวกเราก่อนก็ได้ แล้วค่อยขยับขยาย”
“แล้วเรื่องรายได้ล่ะ”
“ขั้นแรกทางร้านจ่ายเดือนละแปดร้อย พอทนายเริ่มทำเรื่องขอกรีนคาร์ดพี่ก็ต้องเริ่มเสียภาษี เพราะทางการเขาบังคับ คนที่เลี่ยงภาษีก็จะได้กรีนคาร์ดยาก”
“เสียภาษีเดือนละเท่าไหร่ แล้วทำงานวันละกี่ชั่วโมง”
“แหม พี่ละเอียดละออสมกับทำงานบัญชีเลยนะ ร้านเราเปิดขายเฉพาะตอนเย็น แต่พวกเราต้องมาเตรียมของตั้งแต่บ่ายสาม ทำงานหกวันได้หยุดวันนึง ส่วนค่าภาษีผมว่าไม่ถึงสองร้อย อ้อเรื่องกินพี่ไม่ต้องหุงหากินเองหรอก ที่ร้านมีอาหารให้พนักงานสองมื้อ”
“โอ้โฮ ค่าภาษีแพงจัง”
“อเมริกาเก็บภาษีแพงก็เอาไปบำรุงประเทศ พี่ก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าประเทศเขามีความสะดวกสบาย มีสาธารณูปโภคก็เพราะเงินภาษีนี่แหละ”
“อืม พี่ขอคิดดูก่อนนะว่าแต่โรจน์จะอยู่อีกกี่วัน”
“คงจะอีกสองอาทิตย์ อยากอยู่นานกว่านี้ แต่ก็ต้องรีบกลับไปทำงาน ร้านเราขาดคน พี่รีบตัดสินใจนะ ถ้าเป็นไปได้ระหว่างที่ผมยังอยู่ที่เมืองไทยพี่ไปขอวีซ่า ถ้าได้วีซ่าเราจะได้เดินทางพร้อมกัน”
“มันก็เป็นเรื่องใหญ่สำหรับพี่นะ พี่ไม่เคยเดินทางออกนอกประเทศ ห่วงแม่ด้วย งานของพี่ก็กำลังไปได้ดี ขอคิดดูก่อนก็แล้วกัน”
“ได้พี่ แต่พี่ลองคิดดูนะ ไปทำงานเมืองนอกก็ได้ประสบการณ์ รายได้ก็มากกว่า หลายๆคนอยากจะไปเสี่ยงโชคที่เมืองนอกทั้งๆที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปทำอะไร แต่พี่มีคนเสนองานให้ และเสนอจะทำกรีนคาร์ดให้ด้วย บางคนไปแบบเสี่ยงหวังที่จะมีชีวิตที่ดีกว่า แต่ไม่มีคนช่วยสนับสนุน อยู่นานไปจนวีซ่าขาด คนพวกนี้เขามีศัพท์เรียกว่าเป็นโรบินฮู๊ด พี่ไม่ต้องกลัวเป็นโรบินฮู๊ดตราบใดที่พี่ยังทำงานกับร้านผม”

รุ่งโรจน์ลากลับไปพร้อมกับทิ้งที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ที่จะติดต่อเขาได้ ผมเองก็สองจิตสองใจ มาคิดดูตามที่รุ่งโรจน์พูดว่า ถ้าผมจะไปเมืองนอกผมก็ไปอย่างมีหลักประกัน มีคนเสนองานให้และรับรองจะช่วยเรื่องวีซ่าถาวร ในขณะที่คนไทยหลายๆคนอยากไปเมืองนอก แต่ก็ไม่มีใครเสนอโอกาสให้ ไม่ต้องดูอื่นไกล นายแสวงเพื่อนบ้านที่คุ้นเคยกันมานาน แกตกงานมาหลายเดือน แกเคยปรารภว่าอยากไปทำงานเมืองนอก ได้ยินว่ามีคนไปขายแรงงานที่ซาอุฯ และสามารถปลดหนี้สินได้ แกก็เคยพูดเหมือนกันว่ามีเพื่อนไปทำงานที่อเมริกา
มีรายได้ดีมาก แต่พอนายแสวงขอให้เพื่อนช่วย เพื่อนก็ไม่ตอบกลับมา หายเงียบไปเลย
 
เมื่อปรึกษาแม่ แม่ก็บอกว่าไม่รู้ แม่ไม่เคยไปต่างประเทศและไม่คิดที่จะไปด้วย แม่บอกว่า “บ้านอื่นเมืองอื่นมันจะไปดีกว่าบ้านเราได้ยังไง ผู้คนและภาษาพูดก็ต่างกันมาก”
“แต่ผมไปทำงานกับคนไทย ส่วนใหญ่ก็จะพูดภาษาไทย”
“ลูกจะคิดแค่นั้นไม่ได้หรอก เราไปอยู่บ้านเมืองอื่น อย่างไรเสียก็ต้องศึกษาภาษาเขาไว้บ้าง จะได้ช่วยตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งคนอื่น” แม่ผมท่านก็มีความคิดทันสมัยเหมือนกัน

แต่เจ้าน้องชายของผมกลับสนับสนุนให้ผมไป “ผมว่าพี่น่าจะลองไปดูนะ เขาว่าอเมริกาเป็นดินแดนแห่งโอกาส พี่ชายเพื่อนผมไปเรียนต่อปริญญาโทที่อเมริกา พอเรียนจบมีคนเสนองานให้ ตอนนี้สบายไปแล้วได้เงินเดือนคิดเป็นเงินไทยตั้งหกหมื่น พี่ลองดูนะ ถ้ามีหนทางพี่อาจจะขยับขยายให้ดีกว่าเดิม อีกอย่างหนึ่งฝากดูลู่ทางให้เผื่อผมจะไปเรียนต่อที่โน่นบ้าง ตัวผมเองไม่กลัวความลำบาก ให้เรียนไปทำงานไปด้วยผมว่ามันท้าทายดีนะ”
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ผมจะลองไปขอวีซ่าตามที่รุ่งโรจน์แนะนำ ถ้ามีดวงที่จะได้ไปเมืองนอกผมก็จะไป ถ้าไม่ได้ก็แล้วไป” ผมสรุป

หลังจากวันนั้นผมก็ไปสถานกงสุลอเมริกาถึงสามครั้ง ครั้งแรกไปขอรายละเอียดการทำวีซ่า พอได้ข้อมูลแล้วผมก็เตรียมเอกสารตามที่เขาต้องการ ไปครั้งที่สองก็ไปยื่นหลักฐาน ส่วนครั้งที่สามไปสัมภาษณ์ เดี๋ยวนี้กฎเกณฑ์และวิธีการขอวีซ่าเปลี่ยนไป ตอนที่ผมขอวีซ่ายังไม่มีอินเทอร์เน็ท ยังไม่สามารถจองวันสัมภาษณ์ทางอินเทอร์เน็ทได้
วันที่สัมภาษณ์ผมไปก่อนเวลา
ถึงสองชั่วโมง ผมยอมรับว่าตื่นเต้นมาก ภาษาอังกฤษของผมก็ไม่สู้ดีนัก แต่ผมก็จะพยายามพูด ได้ยินมาว่าคนสัมภาษณ์เป็นฝรั่ง ผมก็จะพยายามทำดีที่สุด
พอถึงเวลาสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่คนที่สัมภาษณ์ซึ่งเป็นผู้ชายผิวดำ อายุประมาณสามสิบต้นๆ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมพูดจากับคนผิวดำ  เขาถามผมว่าทำไมอยากไปอเมริกา
ผมตอบไปว่า “อเมริกาเป็นประเทศที่เจริญ ผมก็อยากจะไปดูความเจริญ ผมได้ข่าวว่าเวลานี้ร้านอาหารไทยในอเมริกาบูมมาก ผมก็อยากจะไปดูเพื่อเปรียบเทียบ เพราะแม่ผมมีร้านอาหารไทยอยู่ที่เจริญผล”
เมื่อเจ้าหน้าที่ถามถึงการงานของผม ผมก็ตอบว่า “ผมมีหน้าที่การงานดีมาก ทำงานกับบริษัทนี้มาเกือบยี่สิบปี ผมแค่ขอลาพักร้อนระยะสั้นเท่านั้นเอง”
      เจ้าหน้าที่ดูหลักฐานที่ผมที่ผมยื่นไป มีสมุดบัญชีเงินฝากที่มีเงินอยู่หลายแสน โฉนดที่ดินที่มีชื่อผมเป็นเจ้าของร่วมกับแม่ ที่ดินใจกลางเมืองที่เป็นมรดกตกทอดก็ตีราคาได้หลายล้านบาท รวมทั้งตึกแถวที่เราทำการค้าก็เป็นกรรมสิทธิของแม่กับผมด้วย เจ้าหน้าที่คงพิเคราะห์ดูแล้วว่าผมมีหน้าที่การงานที่มั่นคง และมีหลักทรัพย์มูลค่าหลายล้าน ผมคงไม่คิดจะขอวีซ่าแล้วก็บินหายไปเลยเหมือนนักเสี่ยงโชคบางคน ในที่สุดเขาก็นัดให้มารับวีซ่าในวันรุ่งขึ้น
      อกไม่ถูกว่าดีใจหรือเปล่าที่ได้วีซ่าเข้าประเทศอเมริกา เพราะมันไม่เคยอยู่ในความคิดมาก่อน แต่ก็อดภูมิใจไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่เขาไม่ได้มองว่าเราเป็นคนที่จะไปเสี่ยงดวง อย่างไรก็ดีเมื่อโอกาสมาถึงผมก็จะลองดู คิดเสียว่าไปหาประสบการณ์ บางคนอยากไปใจจะขาด สู้อุตส่าห์เสียเงินไปจ้างเขาทำวีซ่าด้วยราคาแพง เรายังโชคดีกว่า
    พอผมบอกให้แม่กับน้องรู้ว่าได้วีซ่า คราวนี้แม่กลับสนับสนุนให้ไป ส่วนน้องนั้นดีใจมาก ผมบอกแม่ว่าจะยังไม่ลาออกจากงาน จะขอลากิจหนึ่งเดือน เพราะตั้งแต่ทำงานมาผมไม่ค่อยลากิจ หรือลาป่วย ถ้าไปอเมริกาแล้วงานการไม่เป็นอย่างที่หวังไว้ ผมก็ยังกลับมาทำงานที่เดิมได้ แต่ถ้าทุกอย่างเป็นไปอย่างที่คิด ผมก็จะยื่นใบลาออกทีหลัง แม่และน้องก็เห็นด้วย
    พมแจ้งข่าวให้รุ่งโรจน์ทราบ เขาก็ดีใจมาก และบอกให้ผมจองตั๋วเครื่องบิน ให้ผมบินสายการบินและวันเดียวกับเขา ผมจองตั๋วได้เที่ยวเดียวกับที่รุ่งโรจน์กลับ แต่ก็เสียค่าเครื่องบินแพงกว่าปรกติ เพราะเป็นการจองกระทันหัน ผมมีเวลาไม่ถึงสิบวันที่จะเตรียมตัว เกิดมาไม่เคยคิดที่จะไปเมืองนอก ผมได้ยินมาว่าที่นิวยอร์คหนาวมาก เสื้อผ้ากันหนาวผมก็ไม่ค่อยจะมีใส่ แต่รุ่งโรจน์บอกว่าไปหาซื้อเอาที่โน่น ผมไม่มีเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้องที่จะต้องหาของไปฝาก การจัดกระเป๋าของผมจึงไม่ยุ่งยาก
     เมื่อถึงวันเดินทาง แม่อุตส่าห์ปิดร้านตอนเช้ามาส่งผมพร้อมกับน้องชาย แม่ก็อวยชัยให้พร ขอให้ผมประสบความสำเร็จและเดินทางด้วยความปลอดภัย ผมเห็นแม่ร้องไห้แล้วอยากจะร้องตาม เราสามคนแม่ลูกไม่เคยจากกันไปไหนไกลๆแบบนี้ อย่างไรก็ดีเมื่อผมตัดสินใจแล้วก็ต้องเดินหน้าต่อไป
   น่เป็นการออกนอกประเทศครั้งแรกในชีวิต ผมหลับๆตื่นๆมาในเครื่องบิน เปลี่ยนเครื่องบินบ้าง แวะโน่นแวะนี่ ผมไม่รู้อะไรเป็นอะไร สุดแต่รุ่งโรจน์จะพาไปข้างไหนก็ตามเขาไป จนท้ายที่สุดก็มาถึงนิวยอร์คจนได้ 
บันทึกการเข้า
ช่างหนุ่ม
Newbie
*
กระทู้: 7



ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 23, 2010, 01:04:00 pm »

ตื่นเต้นและอยากรู้ขึ้นมาแล้วครับ...
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF