www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เด็กชายวิสรุจณ์ซุกซนตอนTHE TOILET, กะปอม  (อ่าน 1152 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
กะปอม
Newbie
*
กระทู้: 29



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2008, 06:04:19 am »

เด็กชายวิสรุจณ์......ซุกซน ตอน THE TOILET ต่อจากตอนแม่งูเอย
เมื่อมาถึงบ้านคุณตาก็ใกล้จะหัวค่ำแล้ว ชายชราวัย 70 ปี เดินยิ้มออกมาต้อนรับและยืนกางแขนรอ เด็กชายวิสรุจณ์เห็นคุณตามาแต่ไกล อดไม่ได้ต้องกางแขนวิ่งเข้าไปกระโดนสวมกอดคุณตา เสียงหัวเราะชอบใจที่เห็นหลานตัวน้อยๆที่ผลักกันกอดผลักกันหอม
“ ตาหลานคู่นี้เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเลยนะ ” แม่พูดยิ้มออกมาอย่างชื่นใจ
“ มาเหน็ดๆเหนื่อยๆกัน ขึ้นบ้านไปพักผ่อนก่อนเถอะหลาน ” คุณตา
“ ผมยังไม่เหนื่อยสักหน่อยครับ แต่หิวครับ ” เด็กชายวิสรุจณ์ตอบหันมายิ้มระรื่นดีใจที่ได้เห็นคุณตา
“ งั้น! ก็ไปกินข้าวกินปลากัน ตาเตรียมเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ”
“ ครับผม ” เด็กชายวิสรุจณ์ชอบใจรีบรับคำ ทั้งสามพากันขึ้นบันได
บ้านคุณตาจะเป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง และมีระเบียงไม้หันหน้าออกทางทุ่งนา ถ้าเป็นตอนเช้าๆหรือตอนเย็นๆจะเห็นรวงข้าวสีทองจนสุดลูกหูลูกตา ส่วนด้านหลังจะนิยมสร้างห้องน้ำไว้ใต้ถุนหลังบ้าน ซึ้งคนในหมู่บ้านมักจะสร้างบ้านคล้ายๆกัน ห่างกันเป็นระยะๆ ทุกบ้านจะหันหน้าออกท้องทุ่งเหมือนกันหมด
เมื่อขึ้นมาบนบ้าน แม่รีบเล่าวีรกรรมบนรถไฟให้คุณตาฟัง จนลืมไปชั่วขณะว่าหลานชายกำลังหิวอยู่ ด้วยความตื้นเต้นคุณตาหันมาทำลุกตาแววใส่หลานชายตัวซน
“ เก่งๆ ” คุณตาชมลูบหัวไปด้วย
“ ผมไม่เก่งหรอกผมคุณตา ” เด็กชายวิสรุจณ์พูดถ่อมตัว
“ อ้าว.....ทำไมล่ะหลานตา ”
“ ถ้าผมไม่ได้เล่นงูกินหาง ผมก็คงตามหาแม่งูไม่เจอ ” เด็กชายวิสรุจณ์ตอบ พร้อมกับท้องก็ร้องซะเสียงดังจ้อกๆ
“ พ่องูคงจะหิวและก็เหนื่อยแล้วสินะ ” คุณตาถามและลุกขึ้น
“ ครับคุณตา ” เด็กชายวิสรุจณ์ตอบยิ้มอย่างถูกใจ
เด็กชายวิสรุจณ์เดินตามหลังคุณตาเข้าครัวไปด้วยกัน คุณตายกสำรับกับข้าวที่เตรียมเอาไว้ ออกมาให้แม่กับหลานชาย กินเสร็จเด็กชายวิสรุจณ์ก็เตรียมอาบน้ำจะเข้านอน คุณตาต้องมาเฝ้าหน้าห้องน้ำ เพราะห้องน้ำจะอยู่ใต้ถุนท้ายบ้าน
เด็กชายวิสรุจณ์สงสัยเรื่องห้องน้ำ ตอนเด็กชายวิสรุจณ์นอนกับคุณตา ส่วนแม่ก็แยกไปนอนอีกห้องหนึ่ง ทำให้นอนไม่หลับพลิกตัวไปพลิกตัวมาอยู่นั้นแหล่ะ คุณตาเห็นหลานตัวเองนอนเอามือก่ายหน้าผาก
“ นอนไม่หลับใช่ไหมล่ะ ” คุณตาถาม
“ ครับ ” เด็กชายวิสรุจณ์ตอบ
“ แปลกที่นะสิ เดี๋ยวก็ชินไปเอง ”
“ เปล่าครับคุณตา ” เด็กชายวิสรุจณ์ตอบตะแคงหันตัวเข้าหาคุณตาทันที
“ คุณตาครับ! ทำไมบ้านคุณตาต้องเอาห้องน้ำไว้ใต้ถุนบ้านด้วยครับ ” เด็กชายวิสรุจณ์ถาม
“ เรื่องมันยาว ” คุณตาไม่รู้จะตอบอย่างไร
“ ก็เล่าไม่ต้องยาวสิครับ คุณตา ”
“ เอาอย่างไงเหรอ ”
“ ครับผม ”
“ ห้องน้ำสร้างมาตั้งแต่ตายังหนุ่มๆ สมัยนั้นเขานิยมสร้างห้องน้ำไว้ใต้ถุนท้ายบ้าน นี้ยังดีนะ! ถ้าเป็นสมัยคุณทวดตอนหนุ่มๆส่วนตายังตัวเล็กๆเท่ากับหลานนี้แหละ ตอนนั้นห้องน้ำจะอยู่ท้ายสวนหรือไม่ก็อยู่ท้ายทุ่งไกลออกไปอีก บ้านไหนไม่มีก็ไปถ่ายตามที่เหมาะๆไม่มีใครเห็น”
“ ที่เหมาะๆ ตรงไหนเหรอครับคุณตา ” เด็กชายวิสรุจณ์ถามทันที คุณตาหัวเราะออกมาเด็กชายวิสรุจณ์สงสัย เอ๊ะคุณตาหัวเราะทำไม
“ ก็ตามป่าละเมาะ พุ่มไม้หรือไม่ก็สวนไร่นา ” คุณตาตอบแล้วลุกขึ้นมานั่งหัวเราะซะเสียงดัง
“ แบบนี้ก็แอบดูได้สิครับ ” เด็กชายวิสรุจณ์ยิ้มหัวเราะออกมาบ้าง
“ คนสมัยก่อนเข้ามีมารยาท บอกแค่ ไปทุ่ง ,ไปท่า,หรือไปป่า ก็แสดงว่าพวกเขาจะไปปลดทุกข์ รู้กันแบบนี้แล้วก็ไม่มีใครเขาตามไปแอบดูเหรอหลานเอ๋ย ”
“ แล้วคุณตามีห้องน้ำใช้เมื่อไรครับ ”
“ สมัยที่ตายังเด็กๆ ตอนนั้นทางการเขาสั่งให้ทุกบ้านมีส้วม ถ้าบ้านไหนไม่มีส้วมถือว่าผิดกฎหมาย นานมาแล้วตาจำได้ว่า ผู้ใหญ่บ้าน คุณทวดหรือพ่อของตาเอง รวมทั้งชาวบ้านกำลังช่วยกันรณรงค์ขุด...............”
คุณตาเล่าย้อนหลังไปในสมัยคุณตาตอนเด็กๆที่ยังไว้ผมจุก และนุ่งโจงกระเบนอยู่เลย
...........เด็กชายวิษณุก็คือคุณตาของเด็กชายวิสรุจณ์นั้นเอง แถบยังหน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบเลย
“ พ่อครับพวกเราขุดหลุมทำไมหรือขอรับ ” เด็กชายวิษณุสงสัยถาม
“ ทำส้วมหลุม ต่อไปนี้พวกเราจะมีส้วมใช้กันทุกบ้าน ” พ่อตอบ
“ ส้วมหรือเวจเหมือนในวัดหรือที่โรงเรียน ใช่ไหมขอรับ ” เด็กชายวิษณุถามมาถึงตอนนี้ ทำให้เด็กชายวิสรุจณ์กำลังฟังคุณตาเล่าก็ถามขึ้นมาดื้อๆ
“ ส้วมที่เราเรียกว่าห้องน้ำหรือ TOILET ใช่ไหมครับ คุณตา ” เด็กชายวิสรุจณ์
“ ห้องน้ำหรือว่าทอยๆ........อะไรนั้นแหล่ะ ” คุณตาตอบ เหมือนตอนที่คุณทวดตอบเด็กชายวิษณุ
“ เวจๆนั้นแหละ หรือจะเรียกว่าส้วมหลุมบุญสะอาดก็ได้ ” พ่อบอก
“ ขอ.....รับ ” เด็กชายวิษณุตอบไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร อยากจะถามต่อ แต่เห็นพ่อตั้งหน้าตั้งตาขุดๆและก็ขุด ขณะน้าข้างบ้านถามจะขอใช้ ส้วมหลุมบุญสะอาด พ่อก็ไม่ได้ยินเอาแต่ขุดถ้าเดียว เด็กชายวิษณุเห็นแบบนี้แล้วก็เลยไม่ถามต่อ
เมื่อขุดหลุมเสร็จพ่อก็ใช้ไม้กระดานว่างพลาดให้เต็มปากหลุม เหลือแต่ตรงกลางจะเว้นช่องว่างไว้สำหรับทำกิจ เมื่อทำเสร็จแล้วก็จะมีฝาปิดอย่างมิดชิด ส่วนหลังคากับผนังห้องส้วมจะใช้ไม้ตั้งเป็นเสาสี่ต้น มุงด้วยหญ้าคา ตีฝาด้วยหญ้าคาเหมือนกัน แต่สูงแค่หน้าอกของพ่อเท่านั้นเอง
“ ทำไมทำฝาสูงแค่อกเอง! พ่อ ” เด็กชายวิษณุถามขึ้น
“ สูงแค่นี้ดีแล้ว เผยใครมาใครไปจะได้เห็นกัน ” ผู้ใหญ่บ้านบอกแทน พ่อกับเด็กชายวิษณุฟังก็พอจะเข้าใจก็ไม่อาจถามต่อ
สามวันต่อมาชาวบ้านก็มีเวจใช่กันอย่างถูกหลักลักษณะเกือบทุกบ้าน ถ้าบ้านไหนไม่มีส้วมหลุมที่ไม่มีฝาปิดถือว่าล้าสมัย
“ทำไม! ต้องล้าสมัยด้วยครับคุณตา ก็แค่ห้องน้ำหลุมแค่นั้นเอง บ้านไหนก็มีได้ ” เด็กชายวิสรุจณ์ถามขึ้นมาอีก คุณตาอึ้งไปชั่งขณะ ไม่รู้จะอธิบายอย่างไงให้หลานเข้าใจดี
“ คุณตาครับ ” เด็กชายวิสรุจณ์ทวงคำตอบ
“ ก็.....อย่างกับสมัยนี้ บ้านไหนมีส้วมนั่งย่องๆบ้านนั้นก็ล้าสมัย ส่วนบ้านไหนมีส้วมชักโครก ก็ทันสมัยไงละหลาน ”
“ อ้อ....ผมเข้าใจแล้ว แล้วห้องน้ำหลุมของคุณทวดทันสมัยตรงไหนครับคุณตา ”
“ ก็ตรงที่มีฝาปิดมิดชิด ทำให้คนในสมัยนั้นเรียกกันว่าส้วมหลุมบุญสะอาดไงล่ะ ”
“อ๋อ.......ก็เหมือน......กับชักโครก........ที่มีฝาปิดด้วย.........ใช่หรือเปล่าครับ! ถึงจะทันสมัย” เด็กชายวิสรุจณ์พูดแล้วคิดตามไปด้วย
“ อะไรทำนองนั้นแหละ” คุณตาตอบซะเหนื่อยแล้วก็ล้มตัวลงนอนหลับตา เด็กชายวิสรุจณ์นอนตาม แต่นอนไม่หลับยังลืมตาโพรงอยู่
“ คุณตาครับ........คุณตาครับ ”
“ หือ ”
“ ทำไมผนังห้องน้ำสูงแค่อกด้วยครับ หมายความว่าไงครับ” เด็กชายวิสรุจณ์ยังไม่หายสงสัย
“ สมัยนั้นส้วมยังไม่มีกันทุกบ้าน ป่าละเมาะหรือท้องทุ่งจะเป็นที่ปลดทุกข์ของทุกคน ทำให้คนในสมัยนั้นติดนิสัยชอบถ่ายในที่โล่งๆ พอทางการเขาสั่งให้ทำส้วม พวกชาวบ้านก็ทำฝากันสูงแค่อก ทำให้ห้องส้วมเล็กๆก็จะดูโล่งๆเหมือนถ่ายในป่า ”
“ ครับ.......แล้วเกี่ยวอะไรกับเผยใครมาใครไปจะได้เห็นกันด้วยครับ ” เด็กชายวิสรุจณ์ไล่ถามต่ออีก
“ เกี่ยวสิ! เมื่อไม่มีส้วมก็ทำให้เป็นแหล่งของแมลงวันเข้าไปต่อมในป่า แล้วก็บินกลับมาต่อมอาหารในบ้านของชาวบ้านทำให้เกิดโรคท้องร่วงกันมาก คนที่ท้องร่วงมักจะลุกขึ้นมาเข้าตอนกลางคืน ตาจำได้ว่า.........”
ค่ำคืนวันนั้น มีชายคนหนึ่งนุ่งโจงกระเบนไม่ใส่เสื้อ มีผ้าขาวม้าคลุมไหล่อยู่ ในมือถือตะเกียงเจ้าพายุไว้ใต้ผ้าขาวม้านั้น เด็กชายวิษณุมองเห็นแต่แสงเงา กำลังลอยตรงไปทางท้ายสวนที่มีส้วมหลุมอยู่ตรงนั้น เงาใต้ดวงไฟนั้นเหมือนคนกระพือปีก เด็กชายวิษณุได้ยินเสียงร้องแว่วมาตามลม
“ โอย......โอย ” เสียงร้องโหยหวน พร้อมดวงไฟกำลังลอยไปอย่างช้าๆ
“ พ่อ ” เด็กชายวิษณุเรียกเสียงดัง พ่อออกมาดูก็เห็นแบบนั้นจริงๆ ทำให้ทั้งพ่อทั้งลูกตามไปดูอยู่ห่างๆ
“ พ่อดวงไฟเข้าไปในเวจด้วย ” เด็กชายวิษณุพูดตาโตจ้องไปที่ดวงไฟ เห็นแต่เงาของผู้ชายกำลังผุดๆโผล่ๆอยู่ในเวจที่มีฝากันสูงแค่อก
“โอย......โอย.......โอย ” เสียงร้องคร่ำครวญยิ่งทำให้รู้สึกวังเวง
“ พ่อเราไปกันเถอะ ” เด็กชายวิษณุรู้สึกกลัวขึ้นมา
“โอย......โอย.......โอย ” เสียงร้องแผ่วๆด้วยความเจ็บปวดโหยหวนดังขึ้นมาอีกเป็นระลอกๆ
“ ข้าว่าก็ดีเหมือนกัน ” ทั้งพ่อทั้งลูกรีบจ้ำเอาๆจนกลายเป็นวิ่ง
วิ่งมาถึงหัวบันไดบ้าน ทั้งคู่ได้ยินเสียงเหมือนคนปิดเปิดประตูเวจอย่างแรง หันไปดูก็เห็นเงาคนกระพ้อมๆเหมือนกระพือปีกที่มีดวงไฟกำลังลอยห่างออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ทั้งสองยืนนิ่งมองตาค้างขยับขาไม่ออก จนดวงไฟลับสายตาไปถึงจะรู้สึกตัว
“ ผีไม่มีในโลก อย่ามาหลอกเสียให้ยากเลยครับคุณตา ผมไม่กลัวหรอกครับ ” เด็กชายวิสรุจณ์พูดขึ้น
“ ใครว่าผี! ตายังเล่าไม่จบ ตอนแรกก็คิดว่าผี เพราะไม่นานหลังจากดวงไฟดวงนั้นลับไปแล้ว ต่อมาก็มีดวงไฟดวงใหม่มาอีกดวง แต่เป็นผู้หญิง ”
“ ห่า ” เด็กชายวิสรุจณ์ฟังแล้วหูผึ่ง
...........คืนนั้นทำให้ทั้งคู่ไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันทั้งคืน เพราะเด็กชายวิษณุเกิดปวดท้องขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“ พ่อ! ” เด็กชายวิษณุเรียก
“ หือ ” พ่อขานรับ
“ ปวดท้องจะไปทุ่ง ” เด็กชายวิษณุปวดท้องจนทนไม่ไหว
พ่อมาเป็นเพื่อน แต่ไม่ได้ไปเวจ
“ ปลดมันตรงนี้แหละ ” พ่อบอกหลังจากเดินลงมาใต้ถุนท้ายบ้าน ซึ้งปัจจุบันก็ได้สร้างห้องน้ำบริเวณนั้นขึ้นมา
“ เสร็จหรือยัง ” พ่อถาม
“ สงสัยท้องจะไม่ดี.......โอย....... ” เด็กชายวิษณุปวดมากจนร้องออกมา
“ โอย......โอย ” เสียงร้องของผู้หญิง พ่อคิดว่าเป็นเสียงเด็กชายวิษณุหันไปถาม
“ เป็นอะไรหรือเปล่าลูก ”
“ ปวดไม่มากแล้วพ่อ พ่อหันหลังไปอย่ามอง ผมยังปลดไม่หมดเลย ” เด็กชายวิษณุบอก
“ วันพรุ่งพ่อต้องพาเองไปอนามัย ฟังเสียงแล้วท่าจะไม่ดี ” พ่อบอกพร้อมกับหันไปเห็นดวงไฟดวงใหม่พอดี จู่ๆก็ปรากฏขึ้นที่เดิม เห็นเป็นเงาเหมือนครั้นแรก แต่คราวนี้เห็นเป็นหัวไว้ผมยาวลอยเข้าไปในเวจ และส่งเสียงร้องออกมา
“ โอย......โอย ” เสียงร้องของผู้หญิง ไม่ใช่ของเด็กชายวิษณุ
“ เสร็จหรือยัง ” พ่อหันไปเร่งทันที
“ จวนแล้วพ่อ เมื่อตะกี้ผมไม่ได้ร้องนะ ” เด็กชายวิษณุบอก
“ รู้แล้ว เร็วๆ ” พ่อเริ่มขาสั้น
“ โอย......โอย......โอย ” เสียงแผ่วเบาร้องออกมาจากเวจอีก
ทำให้เด็กชายวิษณุหันไปมองห้องเวจที่กันหญ้าคาสูงแค่อก คราวนี้แหละทั้งพ่อทั้งลูกมองหน้ากันไม่พูดอะไรเลย เด็กชายวิษณุรวบจูงกระแบนได้ก็วิ่งแจ้นนำหน้าก่อนใคร ซึ้งทำให้คืนนั้นทั้งพ่อทั้งลูกได้ยินเสียงร้องเบาๆกันทั้งคืน
วันรุ่งขึ้นพ่อก็พาเด็กชายวิษณุไปอนามัย วันนี้มีคนไข้ท้องร่วงมากกว่าปกติ ในจำนานนั้นมีน้าผู้ชายกับน้าผู้หญิงที่ข้างบ้านด้วย คุณหมอเรียกน้าทั้งสองเข้าไปตรวจก่อน ต่อมาก็เรียกเด็กชายวิษณุให้เข้าไปตรวจพร้อมกันเลย หมอถามอาการเด็กชายวิษณุก่อนเพราะเห็นว่าเป็นเด็ก จนกระทั้งถามถึงเรื่องห้องส้วมด้วยว่า
“ มีห้องเวจใช่หรือเปล่า ”
“ มีขอรับ ของกะผมมีฝาปิดด้วย ” เด็กชายวิษณุตอบยิ้มหน้าบาน
“ ดี! แมลงวันจะได้ไม่ไปกวน ช่วงนี้โรคท้องร่วงกำลังระบาดเพราะบ้างบ้านก็ยังไม่มีห้องเวจใช่ แล้วออกมาจากห้องเวจอยากลืมล้างมือให้สะอาด ” หมอสั่ง
“ ผมไม่อย่าเข้าเวจ ขอผมไปทุ่งไม่ได้หรือขอรับ ” เด็กชายวิษณุถามยังรู้สึกกลัวๆไม่หาย
“ ทำไมล่ะ! ไอ้หนูบ้านไหนมีเวจดีออก บ้านน้าสองคนไม่มีเวจก็ยังไปเข้าที่เวจบ้านไอ้หนูเลยเมื่อคืนนี้ ” น้าผู้ชายพูดขึ้นมากลางคัน
“ ใช่! น้าก็ไปใช่เวจด้วย เมื่อคืนเราสองคนไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันทั้งคืน ท้องร่วงมากจนน้าคิดว่าไม่รอดแน่คืนนี้ ” น้าผู้หญิง
“ อ้าว......เมื่อคืนเป็นน้าทั้งสองหรือขอรับ ” เด็กชายวิษณุถามซะเสียงดัง
“ ก็ใช่นะสิ! เอ็งคิดว่าเป็นใคร ” น้าผู้ชายถามขึ้น
“ ผมเห็นแต่ดวงไฟ........ก็.....คิดว่า......เป็น....” เด็กชายวิษณุก้มหน้าพูด
“ห่า.....เอ็งอยากบอกนะ! เห็นข้าเป็นกระสือกับกระหัง ” น้าผู้หญิงถามทันที
“ ขอ.....รับ.....ก็ๆ.....ผมไม่รู้ว่าเป็นน้าสองคนขอ.....รับ ” เด็กชายวิษณุตอบไม่ค่อยเต็มเสียง
“ กระสือ กระหังเป็นตำนานหลอกเด็ก มีจริงที่ไหนหนู หมอเกิดมายังไม่เคยเห็นเลย ” คุณหมอพูดอดขำไม่ได้
“ พ่อเอ็งไม่ได้บอกหรือ ว่าข้าขอเข้าเวจเวลาข้าจะปลดทุกข์ ” น้าผู้ชายถาม
“ ไม่ได้บอก พ่อก็กลัวเหมือนกัน ยิ่งได้ยินเสียงร้อง โอยๆ กะผมกับพ่อก็ยิ่งกลัว ”
“ ที่ข้าร้องออกมาก็เพราะว่ามันปวดท้อง จนไส้จะขาด ไม่ให้ร้องแล้วใครจะทนไหว ” น้าผู้ชายบอกหันมามองเด็กชายวิษณุกำลังก้มหน้า
“สงสัยพ่อเอ็งคงลืมเห็นตั้งหน้าตั้งตาขุดท่าเดียว” น้าผู้หญิงพูดขึ้นมาบ้าง
“ พอๆกันทั้งพ่อทั้งลูก ถึงว่าทำไมดูบ้านเงียบๆเหมือนไม่มีคนอยู่ ” น้าผู้ชายส่ายหน้าไปมา
“ ก็กระผมกับพ่อเห็นเป็นเงาแล้วมีดวงไฟลอยได้ ก็คิดว่า........ขอรับ” เด็กชายวิษณุพูดแก้ตัว
“ ดวงไฟที่เอ็งเห็น เป็นตระเกียงของข้าเอง และเมื่อคืนอากาศเย็นๆข้าก็เอาผ้าขาวม้าไปห่ม พอไปถึงประตูเวจข้าก็เอาตระเกียงขวานไว้ที่หัวเสาเผยใครจะเข้าในเวลากลางคืนเขาจะได้รู้ว่ามีคนอยู่ พอข้าปลดเสร็จ ข้าก็รีบวิ่งเอาตะเกียงไปให้เมียข้า จะได้รีบมาปลดทุกข์ต่อ ” น้าผู้ชาย คุณหมอฟังก็นึกภาพออกหัวเราะขึ้นมาใหม่
“ อ๋อ.....ถึงว่าทำหญ้าคาปิดสูงแค่อก ก็เพราะเผยใครมาใครไปจะได้เห็นตระเกียงขอรับ” เด็กชายวิษณุนึกออก ทำให้ทุกคนหัวเราะออกมา
“ นั้นก็เป็นเหตุผลของชาวบ้าน แต่ที่ทำแบบนี้ก็ช่วยให้อากาศถ่ายเทด้วย ” คุณหมออธิบาย
“ อ๋อ! เป็นแบบนี้นี่เอง ผมเข้าใจแล้วครับคุณตา ” เด็กชายวิสรุจณ์พูดออกมาทันที
“ งั้น! ก็นอนได้แล้ว ” คุณตาบอก แล้วก็ถอนใจออกมา
“ นี่แหละเด็กๆ ถามได้ถามดี......เอ!......เหมือนใครกันแน่ เหมือนแม่ก็ไม่ใช่!........ชักคุ้นๆ คิดไม่ออกนอนดีกว่า” คุณตาได้แต่นอนคิด พอหันไปมองเด็กชายวิสรุจณ์ก็นอนหลับปุ๋ยไปเรียบร้อยแล้ว
จบตอน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 02, 2008, 01:59:43 am โดย มนตราแห่งทะเล » บันทึกการเข้า
ลั่นทมริมทะเล
Global Moderator
Full Member
*****
กระทู้: 119



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2008, 06:05:46 am »

นิค่ะ     
โพสต์เมื่อ: Jul 11 2008, 02:36 PM
   
ไม่ได้เข้ามาเสียนาน...

อ่านแล้วค่ะ แต่ติดใจตอนดาวเนปจูนมากที่สุด เป็นความน่ารักและสร้างรอยยิ้มได้ทุกทีที่อ่าน พี่ว่าเป็นตอนที่กะปอมเขียนได้อย่างมีจินตนาการและเสน่ห์มาก ๆ เลย
จนรู้สึกว่าชอบตอนดาวเนปจูนมากเป็นพิเศษ

--------------------
http://nilubol.spaces.live.com
http://chutimasevikul.spaces.live.com



กะปอม    
โพสต์เมื่อ: Jul 16 2008, 06:27 AM
   
พี่นิคะ! มีแต่คนชอบตอนดาวเนปจูน กะปอมพยายามจะเขียนให้ได้เหมือนตอนนั้น กะปอมก็ยังหาไอเดียไม่ได้คะ ขอบคุณพี่นิมากที่เป็นกำลังใจให้คะ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 02, 2008, 02:03:52 am โดย มนตราแห่งทะเล » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF