www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: นิยายน้ำตาโรบินฮู๊ด ตอนที่สองThe Big Apple  (อ่าน 2644 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: ธันวาคม 20, 2009, 06:10:38 pm »


                                                 ตอนที่สอง The Big Apple

      นี่เป็นการออกนอกประเทศครั้งแรกในชีวิต ผมหลับๆตื่นๆมาในเครื่องบิน เปลี่ยนเครื่องบินบ้าง แวะโน่นแวะนี่ ผมไม่รู้อะไรเป็นอะไร สุดแต่รุ่งโรจน์จะพาไปข้างไหนก็ตามเขาไป จนท้ายที่สุดก็มาถึงนิวยอร์คจนได้ 

       ผมเจออาการที่เขาเรียกว่า jet lag หรือการปรับตัวเข้ากับเวลาใหม่ไม่ได้ ทั้งนี้เพราะอเมริกาอยู่คนละซีกโลกกับเมืองไทย เวลาของบ้านเราเร็วกว่าที่อเมริกาประมาณ 11 ชั่วโมง เวลากลางคืนผมจะนอนไม่หลับ เพราะมันเป็นเวลากลางวันที่เมืองไทย ส่วนเวลากลางวันผมกลับง่วงเหงาหาวนอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนบ่ายสองโมงเป็นต้นไป ซึ่งก็เป็นเวลาตีหนึ่งที่เมืองไทย กว่าจะปรับตัวได้ก็ใช้เวลาหนึ่งอาทิตย์ รุ่งโรจน์ก็ปล่อยให้ผมพักผ่อนจนปรับตัวได้
     
       เมื่อเริ่มปรับเวลาได้ผมจึงรู้ว่ารุ่งโรจน์เช่าอพาร์ตเม้นต์รวมอยู่กับพี่ๆน้องๆอยู่ที่ Bronx อันที่จริงNew York City หรือเกาะManhattan นั้นเป็นเมืองใหญ่ ผู้คนอยู่กันหนาแน่น มีตึกสูงๆสร้างเบียดเสียดกันเต็มไปหมด ค่าเช่าอพาร์ตเม้นในแมนแฮตตั้นแพงมาก คนธรรมดาที่ฐานะปานกลางยังต้องออกไปหาที่อยู่ในเมืองใกล้เคียงเช่น Queens Brooklyn และBronx อย่างที่รุ่งโรจน์เคยเล่าให้ฟังแล้ว ซึ่งเมืองต่างๆเหล่านี้เดินทางถึงกันได้สะดวกโดยรถไฟใต้ดิน 
      
       อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเกาะManhattan หรือนิวยอร์คซิตี้เป็นเมืองหลวง เมืองหลวงของรัฐนิวยอร์คชื่อAlbanyซึ่งอยู่ทางตอนเหนือขึ้นไปอีก นิวยอร์ค ซิตี้เป็นเมืองใหญ่มาก มีประชากรหนาแน่นอันดับหนึ่งของประเทศ นิวยอร์คเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับ ขนาดเวลากลางคืนคนก็ยังออกมาเดินเที่ยวกันคับคั่ง เมื่อคนชอบเที่ยวชอบกิน ร้านอาหารต่างๆจึงขายดี เรวัติได้ทำเลร้านดีมาก อยู่ใกล้กับโรงละครบรอดเวย์ ก่อนที่คนจะไปดูละครเขาก็แวะมากินอาหารก่อน ร้านอาหารแถบนั้นก็มีให้เลือกมากมายนานาชาติจริงๆ

        นิวยอร์ค ซิตี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า The Big Apple ทำไมถึงเรียกเช่นนี้ผมหาคำตอบอยู่นาน คนที่ร้านก็ไม่มีใครรู้สักคน ตามที่ผมด้ยินมา เขาบอกว่านิคเนมนี้เริ่มใช้ในปี1920 เขาหมายถึงการแข่งม้านัดสำคัญ และรางวัลในการแข่งขันก็คือแอปเปิ้ล บ้างก็ว่าในช่วงปี1930ซึ่งเป็นเวลาที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างมาก คนที่เคยรวยมาก่อนก็ดำรงชีพด้วยการขายแอปเปิ้ล เขาจึงเรียกนิวยอร์คว่าเดอะ บิ๊ก แอปเปิ้ล อีกกระแสหนึ่งก็ว่ามีวงดนตรีแจ็สที่มาเล่นที่นิวยอร์ค เมื่อประสบความสำเร็จ เขาก็บอกว่า 'There are many apples on the success tree, but when you pick New York City, you pick the Big Apple.' เขาก็เลยเปรียบเทียบว่า มีต้นแอปเปิ้ลที่มีลูกดกมากมาย เมื่อคุณเลือกนิวยอร์คก็มายถึงว่าคุณเลือกแอปเปิ้ลลูกใหญ่"

        อพาร์ตเม้นท์ที่บร็องซ์มีสองห้องนอน เรวัติอยู่กับภรรยาห้องหนึ่ง รุ่งโรจน์มีห้องส่วนตัวอีกห้องหนึ่ง มีเด็กลูกมือในร้านที่เป็นคนไทยอาศัยอยู่ด้วย 2 คน แต่พวกเขานอนกันข้างนอก เมื่อมีผมมาอยู่ด้วยอีกคนหนึ่งจึงค่อนข้างจะแออัด รุ่งโรจน์บอกให้ทนไปก่อน พออะไรเข้าที่เข้าทางแล้วค่อยหาทางขยับขยาย
      
        ร้านอาหารไทยของเรวัติอยู่ในแมนแฮตตั้น ทุกๆวันพวกพนักงานจะขึ้นรถไฟจากบร็องซ์เข้าไปทำงานในแมนแฮตตั้น ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง รุ่งโรจน์และเรวัติมีรถใช้ เพราะเขาจำเป็นต้องใช้รถในการวิ่งซื้อของเข้าร้าน แต่เขาก็บ่นถึงค่าจอดรถในแมนแฮตตั้นที่แพงมาก ดังนั้นคนที่อยู่ในนิวยอร์ค ซิตี้จึงพึ่งบริการรถไฟและรถเมล์ แท็กซี่ก็หาไม่ยาก จึงสะดวกกว่ามีรถเองมาก

        ในบร็องซ์มีคนผิวดำและคนต่างชาติอาศัยอยู่มาก ผมมาใหม่ๆรู้สึกอึดอัด มองไปทางไหนเห็นแต่คนหน้าตาดำๆ บางทีตามสถานีรถไฟใต้ดินก็มีคนจรจัด คนเมา และพวกขี้ยาเต็มไปหมด ตัวรถไฟใต้ดินเองพวกมันก็เอาสีพ่นเสียเลอะไปหมด   
       
         ผมไปเริ่มงานหลังจากที่สะลึมสะลืออยู่หนึ่งอาทิตย์ ช่วงที่มาอเมริกาเป็นฤดูร้อน อากาศจึงค่อนข้างอบอ้าวหน่อย โดยเฉพาะในเมืองที่มีตึกสูงๆบังลม นึกถึงสำนวนไทยที่ว่าไก่บินไม่ตก ร้านของเรวัติเปิดขายเฉพาะตอนเย็น พวกพนักงานจะเริ่มมาทำงานตั้งแต่บ่ายสามโมงไปจนปิดร้าน เมื่อลูกค้าออกจากร้านไปหมดแล้ว พวกเราก็ต้องช่วยกันเก็บกวาด เรื่องรักษาความสะอาดนี้ทางการเขาเข้มงวดมาก ถ้าร้านไม่ถูกสุขลักษณะเขาก็สั่งปิดได้ ในร้านนี้มีแต่คนไทยทำงาน ผมมีหน้าที่เป็นผู้ช่วยพ่อครัว
       
         วันไหนที่รุ่งโรจน์ไม่ต้องไปซื้อของเขาก็จะให้พวกเราติดรถไปที่ร้านด้วย แต่สำหรับผมรุ่งโรจน์พาไปตลาดด้วยทุกครั้ง เพราะเขาอยากให้ผมรู้วิธีซื้อของ ขากลับพวกเราทุกคนกลับรถของรุ่งโรจน์ ทำให้ผมค่อยสบายใจหน่อย เพราะนึกเสียวสยองพวกคนมืดที่เตร็จเตร่อยู่ตามสถานีรถไฟในตอนดึก ส่วนเรวัติกับเมียของเขาก็กลับด้วยกัน

         พวกเรากลับถึงบ้านดึกทุกคืน ดังนั้นกว่าจะตื่นก็เป็นเวลาเที่ยงไปแล้ว พอตื่นก็อาบน้ำแต่งตัวเตรียมไปทำงาน พวกเราเข้างานตอนบ่ายสามโมงก็จริง แต่ต้องเผื่อเวลาเดินทางอีกหนึ่งชั่วโมง รถไฟวิ่งจากบร็องซ์เข้าแมนแฮตตั้นใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วโมง ไปถึงร้านจัดโต๊ะดูความเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็จะกินอาหารกันตอนสี่โมงเย็น พ่อครัวจะทำอาหารสามอย่าง และมีข้าวสวยให้ พนักงานในร้านก็มีทั้งหมดเจ็ด-แปดคน ถ้าไม่นับรวมเจ้าของร้านสองพี่น้องคือวิโรจน์ เรวัติ และรัศมีเมียของเรวัติ ส่วนพนักงานก็มีผม ชิงชัยซึ่งทำหน้าที่หั่นผัก เดี่ยวทำหน้าที่ล้างจาน มีคนทำหน้าที่เสริฟอีกสองคนคือแจ๋วกับอ้อย แล้วก็มีเด็กนักเรียนไทยชื่อแดงที่มาทำหน้าที่เก็บโต๊ะ แต่เขามาเฉพาะศุกร์กับเสาร์
       
         เรวัติเป็นพ่อครัวมือหนึ่งผมยอมรับว่าเขาเป็นคนมีฝีมือ พวกน้ำจิ้ม น้ำซ็อสต่างๆเรวัติปรุงไว้ครั้งละมากๆ และใช้ไปได้นาน ก่อนที่ผมจะมารุ่งโรจน์ช่วยน้องชายในครัว และช่วงที่รุ่งโรจน์ไปเมืองไทย เรวัติพยายามฝึกให้ชิงชัยมาเป็นผู้ช่วย แต่ดูเหมือนว่าเรวัติไม่ค่อยจะถูกใจเขาเท่าไหร่ มาตอนนี้เขาได้ผมมาเป็นผู้ช่วยพ่อครัวรุ่งโรจน์ก็ออกมาอยู่หน้าร้านทำหน้าที่พาแขกนั่ง และรับออเด้อร์อาหารด้วย เมื่อก่อนคุณหมีเมียเรวัติเป็นคนทำหน้าที่นี้พร้อมกับเป็นแคชเชียร์ไปด้วย เมื่อก่อนร้านขายดีมาก แจ๋วกับอ้อยเสริฟกันแทบไม่ทัน ร้านนี้เขาตบแต่งแบบไทยๆ เรวัติยอมลงทุนสั่งกล้วยไม้สดมาประดับร้าน กล้วยไม้พวกนี้ส่งมาจากเมืองไทย สั่งซื้อสัปดาห์ละครั้ง  ดอกไม้ก็อยู่ได้ทนถึงเจ็ดวัน

         ร้านนี้เปิดขายทุกวันไม่มีวันหยุด พวกเราจึงผลัดกันหยุด ถ้าเรวัติหยุดผมก็ต้องมาผัดแทน แล้วชัยมาช่วยผม ถ้าชัยหยุดเดี่ยวก็มาหั่นผักแทน แต่เดี่ยวก็ต้องล้างจานด้วย ถ้าเดี่ยวหยุดชัยก็ต้องล้างจานแทนเดี่ยวด้วย ส่วนพวกที่อยู่หน้าร้านเขาก็ผลัดกันหยุดเช่นเดียวกัน ตอนนี้รุ่งโรจน์ไม่ต้องเข้ามาช่วยในครัวแล้ว เขาจึงแทนคนเสริฟ และทำหน้าที่แทนคุณหมีได้ ผมนึกภาพตอนที่ตัวเองยังไม่มาอยู่ที่นี่โดยเฉพาะตอนที่รุ่งโรจน์ไปเมืองไทย ที่ร้านคงจะวุ่นวายน่าดูเพราะมีคนไม่พอ
       
          รุ่งโรจน์บอกว่าเขาจะขึ้นเงินเดือนให้ผมหลังสามเดือนไปแล้ว เขาอยากให้ผมเรียนงานร้านอาหารให้ได้มากที่สุด รุ่งโรน์บอกว่า “ผมคิดที่จะแยกตัวออกไปเปิดร้านของตัวเอง แต่ก็ต้องดูจังหวะ ต้องหาคนให้ได้ก่อน แรงงานคนก็พอหาได้ เราจ้างพวกเม็กซิกัน หรือ ปอร์โตริกัน มาทำหน้าที่หั่นผักกับล้างจานก็ได้  แต่อยากได้คนไทยด้วยกันมากกว่า ที่นิวยอร์คมีโรบินฮู๊ดชาติต่างๆมากมาย และพวกเขาก็ยอมแลกแรงงานด้วยค่าจ้างถูกๆ”

          "แล้วโรบินฮู๊ดคนไทยล่ะ มีเยอะไหม” ผมถามด้วยความสงสัย
   
          “ก็เยอะพอควร แต่เขาพยายามไม่แสดงตัว เพราะกลัวโดนกลั่นแกล้ง พอไม่ถูกกันเพื่อนก็โทรศัพท์ไปบอกอิมมิเกรชั่นให้มาจับ”
 
          “คนไทยด้วยกันไม่น่าทำกันเลยนะ ถ้าถูกจับแล้วทำไงล่ะ”
 
          “ก็ประกันตัวออกมาสู้คดี ถ้าไม่มีคนช่วยประกันตัวก็จะถูกเนรเทศภายในสามวัน”
 
          “โอ้โฮ ถ้าได้ประกันตัวออกมาแล้วจะสู้คดีอย่างไรล่ะ”
 
          “ประวิงเวลาถูกส่งกลับ มาหาวิธีทำใบเขียวให้ได้ บางคนก็ดิ้นรนหาคนที่มีกรีนคาร์ดแต่งงาน  หรือมองหาทางอื่นๆ”
 
          “แล้วประวิงเวลาได้นานแค่ไหน” ผมอยากรู้จริงๆ
 
          “บางรายก็ยื่นอุทธรณ์ ประวิงได้ถึงสามปีแน่ะ”
 
          อืม ฟังดูแล้ววิบากบากเย็นเหลือเกิน ผมจะไม่ยอมเป็นโรบินฮู๊ดอย่างแน่นอน
 
          พอทำงานไปได้หนึ่งอาทิตย์ผมก็ออกไปสำรวจบริเวณใกล้เคียง ผมไม่กลัวหลงเพราะถนนที่นี่ตัดกันอย่างเป็นระเบียบ ชื่อถนนส่วนใหญ่ก็จะใช้หมายเลข อย่างถนนสายที่หนึ่ง (First Avenue) หรือ ถนนสายที่สอง (Second Avenue) ร้านของเรวัติอยู่ที่Fifth Avenue ขอให้จำได้ก็แล้วกันว่าอยู่ที่ถนนอะไรตัดกับอะไรก็จะไม่มีวันหลง
 
          เวลาที่ไปซื้อของกับรุ่งโรจน์ผมก็จำถนนหนทาง ผมเป็นคนช่างถามอยู่แล้ว ผมก็ถามรุ่งโรจน์ว่าเมืองนี้มีร้านขายของไทยมีไหม รุ่งโรจน์บอกว่ามีเยอะแยะ เขายังพาผมไปร้านขายของชำของคนไทย ที่นั่นมีเครื่องปรุงแบบไทยๆ มีละครไทยและหนังไทยให้เช่า และมีหนังสือพิมพ์และนิตยสารจากเมืองไทยด้วย ผมซื้อหนังสือพิมพ์หลายฉบับ  กะว่าจะอ่านให้หนำใจ แต่เอาเข้าจริงๆก็แทบจะไม่มีเวลาอ่าน เพราะทำงานหกวันกว่าจะกลับถึงบ้านก็ไม่มีอารมณ์จะอ่านแล้ว ต้องรออ่านในวันหยุด

           ผมได้หยุดวันพุธ วันหยุดครั้งแรกของผม ผมนอนตื่นสายมาก นอนให้คุ้มกับที่ทำงานเหนื่อยมาตลอดอาทิตย์ ตื่นขึ้นมาก็ซักเสื้อผ้าที่ใช้แล้ว ทำความสะอาดบริเวณห้องครัว ห้องนั่งเล่น และห้องน้ำ ผมทนไม่ได้กับความสกปรกรกรุงรัง คนบ้านนี้เขาไม่ค่อยเอาใจใส่เรื่องความสะอาด กว่าจะกลับถึงบ้านก็เหนื่อยแล้ว ตื่นก็สายไม่มีเวลาทำความสะอาด ดูทีท่าแล้วผมคงจะต้องเป็นคนทำความสะอาดเอง
หลังจากทำความสะอาดเสร็จผมก็อาบน้ำแต่งตัวรู้สึกหิวมาก ที่บ้านไม่มีอะไรกินเลย คนบ้านนี้เขากินที่ร้านกันสองมื้อ ทุกคนกว่าจะตื่นก็เลยเที่ยงไปแล้ว ตัดปัญหาเรื่องอาหารเช้าไปได้ พอไปถึงที่ร้านก็ได้กินข้าวตอนสี่โมงเย็น ผมไม่รู้ว่าจะเรียกว่ามื้ออะไรดี และจะกินกันอีกทีก็ตอนปิดร้านแล้ว ซึ่งก็เป็นเวลาห้าทุ่มไปแล้ว บางวันลูกค้านั่งแช่จนเลยสองยามเราก็ยังปิดร้านไม่ได้ เรวัติไม่ยอมให้ไล่ลูกค้า ผมไม่ชอบกินอาหารยามวิกาล กินแล้วอีกประมาณสองชั่วโมงก็นอน อาหารกว่าจะย่อยหมดต้องใช้เวลาถึงสี่ชั่วโมง กินแล้วก็นอนร่างกายไม่ได้ใช้พลังงาน แต่พวกเราไม่มีทางเลือก ตอนค่ำร้านยุ่งมากกว่าจะปิดร้านทุกคนก็หิวมาก มันเป็นช่วงเวลาที่ห่างกันหลายชั่วโมงนับแต่เวลาที่กินข้าวไปตั้งแต่ตอนสี่โมงเย็น
 
           อันที่จริงรุ่งโรจน์บอกให้เอาอาหารเหลือๆที่ร้านห่อกลับมากินได้ในวันหยุด แต่ผมลืม ไม่เป็นไรผมจะออกไปหาอะไรกินข้างนอก วันนี้ก็คงเข้าแมนแฮตตั้นอีก ที่บร็องซ์ไม่มีอะไรน่าสนใจ พวกมืดเต็มไปหมด บอกตรงๆว่าผมกลัว ถึงจะเป็นเวลากลางวันก็เถอะ ได้ยินกิติศัพท์ความร้ายกาจของคนพวกนี้แล้วเสียวสยอง
 
            ผมนั่งรถไฟไปตั้งหลักที่ร้านไทยขายของชำที่ผมรู้จัก ผมซื้อของกินแห้งๆตุนไว้หลายอย่าง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นน้ำพริกสำเร็จรูป และบะหมี่สำเร็จรูป ผมคุยกับเจ้าของร้านเขาก็แนะนำร้านไทยต่างๆในเกาะแมนแฮตตั้น และบอกวิธีที่จะไปไชน่าทาวน์ เขาบอกว่าที่ไชน่าทาวน์ของกินถูกมาก ผมลองไปดูที่ร้านไทยใกล้ เขาเอาเมนูติดไว้หน้าร้าน เห็นราคาอาหารแล้วตกใจ ผัดผักจานหนึ่งราคาเก้าเหรียญ แกงเผ็ดต่างๆราคาสิบเหรียญ ราคาก็พอๆกับที่ร้านของเรวัติ ผมคิดเป็นอัตรเงินไทยแล้วกินไม่ลง ข้าวแกงร้านแม่ผมถูกกว่าตั้งหลายเท่า
 
            ผมก็เลยนั่งรถไฟต่อไปถึงไชน่าทาวน์ สภาพที่นั่นเหมือนเยาวราชไม่มีผิด มีคนเอาผักและผลไม้มาวางขายหน้าร้าน มองเห็นเป็ดย่างกับหมูแดงแขวนอยู่ในร้าน ผมตัดสินใจเดินเข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ดูจากเมนูแล้วราคาย่อมเยากว่าร้านไทยมาก ของที่ขายในร้านแบกะดินที่ไชน่าทาวน์ถูกมาก
อิ่มหนำสำราญแล้วผมก็เดินไปเรื่อยๆ ไม่กลัวหลง ผมมีแผนที่เส้นทางรถไฟใต้ดิน โอ้ นิวยอร์ค ซิตี้นี่ใหญ่จริงๆ มีผู้คนเดินขวักไขว่ตลอดเวลา ที่เที่ยวเยอะแยะไปหมด ผมเคยเดินผ่านถนนสายที่สี่สิบสอง แม่เจ้าโวย มันเป็นถนนสายโลกีย์จริงๆ มีภาพที่ยั่วยุปลุกใจเสือป่าเต็มไปตลอดทั้งถนน 
 
            ส่วนถนนสายบรอดเวย์ซึ่งเป็นที่ตั้งของบรรดาโรงละครต่างๆก็คึกคักในเวลากลางคืน  ถนนที่เขาเรียกว่าฟิฟ  แอฟเวอนิว (Fifth Avenue) ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้างแพงๆชื่อดังทั้งหลาย ผมไม่มีปัญญาเข้าไปเดินชมหรอก แค่เดินเฉียดยังไม่กล้าเลย แต่ชอบมองเวลาผู้คนเดินผ่านไปมา โดยเฉพาะช่วงกลางวัน จะเห็นผู้คนเดินเบียดเสียดกัน มองจากที่สูงแล้วเหมือนมดเหมือนปลวก ในเมืองใหญ่แบบนี้จะมามัวเดินชักช้าอยู่ไม่ได้ อาจจะถูกเหยียบตาย

โปรดติดตามตอนต่อไปเร็วๆนี้ค่ะ
บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2009, 09:31:57 pm »

สนุกดีค่ะ ได้มองเห็นชีวิตที่ยากลำบากในต่างแดนจริง ๆ ค่ะ จะคอยอ่านตอนต่อไปนะคะ luvfl
บันทึกการเข้า
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2009, 06:16:05 pm »

ขอบคุณค่ะคุณพี่อภิญญา ไม่เจอกันเสียนาน สบายดีนะคะ
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #3 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2009, 10:27:09 pm »

ให้บรรยากาศเมืองนิวยอร์คดีจังค่ะ นิยังไม่เคยไป ได้แต่ไปแถวไมอามี ฟลอริด้า ซานฟราน แล้วก็ ซาน ดิเอโก...
ตอนนั้นอยู่ที่เวลลิงตันค่ะ ไปอเมริกาครั้งแรก็เจอเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องไปตกระกำลำบากอยู่ที่นั่น จำไม่ลืมเลยละค่ะ  ส่วนตอนอยู่ชิลี ก็ต้องผ่านเข้าออกที่สนามบินดัลลัส กับ อีกเที่ยวหนึ่งไปที่ไมอามี...ไม่น่าเชื่อว่าที่นั่นพูดกันแต่ภาษาสเปน โชคดีที่เราเรียนภาษาสเปนจนพอคุ้นเคยก็เลยไม่ถึงกับแย่นัก...แต่นึกไม่ถึงว่าในอเมริกาจะมีเมืองที่ใช้ภาษาสเปนด้วย

อ่านเรื่องนี้ของคุณเพ็กกี้แล้วทำให้นิมองเห็นภาพชัดเจนขึ้นมากเลยค่ะ  และคงเป็นข้อคิดให้กับคนที่อยากไปทำงานในอเมริกาได้เป็นอย่างดีด้วย 

จะคอยตามอ่านตอนต่อไปนะคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 21, 2009, 10:29:12 pm โดย นิค่ะ » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF