www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: นิยายน้ำตาโรบินฮู๊ด ตอนที่สามเรวัติ  (อ่าน 2283 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: ธันวาคม 22, 2009, 05:05:20 pm »

เพื่อเป็นการแก้ตัวที่หายไปนาน เพ็กกี้ขอถือโอกาสลงนิยายตอนต่อไปให้อ่านกันเพลินๆนะคะ

[ตอนที่สาม เรวัติ
         เรวัติน้องชายของรุ่งโรจน์เป็นคนใจร้อน เวลาอยู่หน้าเตาเขาจะเอะอะโวยวายอยู่ตลอดเวลา ด่าพ่อล่อแม่ทุกอย่างที่ขวางหน้า ผมรู้ว่าการทำงานอยู่หน้าเตาวันละอย่างน้อยๆแปดชั่วโมงมันร้อนอบอ้าว และทำให้หงุดหงิด  ผมเองก็ร้อนเหมือนกัน  หลายครั้งเขาพูดหยาบๆใส่ผม โดยลืมนึกไปว่าผมอาวุโสกว่าเขาและพี่ชายของเขา 
       
                 “เฮ้ย ไก่ทอดได้ยังวะ ไอ้-่า ช้าฉิบหาย น้ำราดได้แล้วแต่ไก่ยังไม่มา” หรือไม่ก็ “ไอ้เอี้ยเอ๊ย ชักช้าจริงๆ ลูกค้าเขากินวันนี้นะเว้ย”  ผมนึกในใจว่ามันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพูดหยาบๆเลย

        พอผัดเสร็จไม่มีลูกค้าแล้วเรวัติก็จะทิ้งกระทะ ปล่อยให้ลูกมือเก็บล้าง ตัวเองออกไปนั่งดื่มเบียร์ ดื่มจนกระทั่งได้ที่ กลับไปนั่งดื่มต่อที่บ้านจนฟุบหลับไป เป็นอย่างนี้ทุกวัน เวลาเมาเขากลับเป็นคนอารมณ์ดี ผิดกับเวลาที่ทำงาน  ผมไม่เคยชินกับสภาพแบบนี้ แม้ว่าครอบครัวผมจะไม่ร่ำรวย แต่พ่อแม่ผมก็อบรมลูกให้เป็นคนสุภาพ พวกเราผู้ชายอาจจะมีพูดจามึงกูในหมู่เพื่อนฝูง หรือทะลึ่งตึงตังบ้าง แต่เรื่องพูดคำด่าคำถ้าแม่ผมได้ยินแกตบปากเอาจริงๆ แม่เข้มงวดทั้งๆที่แม่มีแต่ลูกผู้ชาย
 
         พวกเด็กๆลูกมือที่อยู่ร่วมบ้านดูเหมือนว่าเขาจะไม่คิดอะไรมาก ไปทำงานกลับถึงบ้านก็ดึกแล้ว ต่างก็รีบอาบน้ำเข้านอน ตื่นหลังเที่ยง ทำธุระส่วนตัวแล้วก็เตรียมตัวไปทำงาน วันหยุดก็ซักผ้า ออกไปเดินดูของจนค่ำก็กลับบ้านนอนเรื่องจะไปเที่ยวเตร่กลางคืนนั้นแทบจะไม่มี  ดูเหมือนชีวิตมันแห้งแล้งยังไงก็ไม่รู้
 
         แต่พวกเขาอายุยังน้อยเขาบอกว่า เมื่อมีแรงก็จะพยายามทำงานเก็บเงินให้ได้มากที่สุด ชัยกับเดี่ยวอยู่อย่างผิดกฎหมาย วีซ่าขาดไปแล้ว ความรู้ก็น้อย จะไปหางานที่อื่นที่มันดีกว่านี้ก็คงยาก
 
         ชัยบอกว่า ถึงอย่างไรเขาก็ยังเก็บเงินได้บ้าง ความรู้ระดับมัธยมต้นอย่างเขาถ้าอยู่เมืองไทยก็ไม่พ้นทำงานแบบใช้แรงงานเหมือนกัน แถมยังได้เงินน้อยกว่า อย่างไรก็ดีชัยก็ยังมีความหวังที่จะได้ทำกรีนคาร์ด แม้ความหวังของเขาจะริบหรี่

       “แล้วชัยจะหาโอกาสทำกรีนคาร์ดได้ยังไงล่ะ” ผมถามด้วยความสงสัย ดูมองไม่เห็นทาง เพราะเรวัติคงไม่ช่วย

      “หาคนที่มีกรีนคาร์ดแต่งงานด้วย ถ้าจะให้ดีแต่งกับซิติเซ่นจะได้กรีนคาร์ดเร็วขึ้น”
      “ชัยไปเอาความคิดแบบนี้มาจากไหน”

      “ดูตัวอย่างใกล้ตัว พี่เรวัติไง เมื่อก่อนแกก็เป็นโรบินฮู๊ด ต่อมาก็มาเจอกับพี่หมี พี่หมีเคยเป็นพยาบาลและมีกรีนคาร์ด หลงคารมพี่เรจนยอมแต่งงานด้วย พี่รู้ไหม พี่เรนี่เวลาอยู่ต่อหน้าสาวแกปากหวานมากๆเลย ผิดกับเวลาที่อยู่ในร้าน”

      “ทำไมมันง่ายดายจัง”
      “จะว่าไปมันก็ไม่ง่ายนะพี่ ขึ้นอยู่กับจังหวะชีวิตคน บางคนเข้าหาหญิงถูกทาง มาเจอพยาบาลสาวที่กำลังเหงา เมื่อมีคนมาเอาอกเอาใจฝ่ายหญิงก็เคลิ้ม มีหลายคู่นะที่ฝ่ายชายพ้นสภาพโรบินฮู๊ดด้วยวิธีนี้”

      “แล้วชัยจะมีโอกาสเจอพยาบาลหรือคนที่มีกรีนคาร์ดได้ยังไง วันๆหนึ่งพวกเราทำงานหนัก แทบไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน”

      “ผมก็ไปวัดไทยน่ะซิ โอกาสอาจจะน้อย แต่ก็ต้องลองเสี่ยงดู”

      “แถวนี้มีวัดไทยด้วยหรือ”

      “มีซิพี่ อยู่ในบร็องซ์นี่แหละ เสียดายนะที่เราหยุดไม่ตรงกัน ไม่อย่างนั้นผมจะพาพี่ไป แล้วผมจะบอกทางไปให้”

       เออ น่าสนใจ จะได้มีโอกาสเจอผู้คนกับเขาบ้าง จุดมุ่งหมายในการไปวัดของผมไม่ใช่ไปหาคู่ แต่อยากไปทำบุญมากกว่า

       “ผมจะไม่ทนอยู่ในร้านนี้นานนักหรอก มีโอกาสทำใบเขียวได้ผมก็จะไป เบื่อพี่เร แกชอบสับโขกลูกจ้าง พี่เองก็ได้ยินบ่อยๆ” ชัยบ่นต่อ

      “อันที่จริงร้านไทยในแมนแฮตตั้นมีตั้งหลายร้าน ถ้าชัยจะคิดขยับขยายไปที่อื่นไม่ได้เหรอ”

      “มันก็ยากอยู่นะพี่ พวกเจ้าของร้านไทยส่วนใหญ่เขาจะรู้จักกันหมด อีกอย่างหนึ่งพี่เรขู่ไว้ว่าถ้าใครออกไปทำงานที่อื่นแกจะบอกไอ้เกให้ไปจับ พวกเจ้าของร้านไทยด้วยกันเขาก็ไม่อยากเดือดร้อน” ชัยหมายถึงเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่พวกเราคนไทยชอบเรียกสั้นๆว่า “ไอ้เก”

      “วันๆหนึ่งผมก็แทบจะไม่ได้ใช้อะไรเลย พี่เขาจ่ายเงินสด พวกเราอยู่อย่างผิดกฎหมายก็เลยไม่ต้องเสียภาษี ได้เงินมาผมก็ส่งให้ทางบ้าน พ่อผมป่วยกระเสาะกระแสะ เพราะฉะนั้นพี่เรแกจะด่าอะไร ผมก็เอาหูทวนลม ถ้าเก็บมาคิดมากก็คงทำงานไม่ได้ คงจะซัดปากแกให้ เมื่อนึกถึงพ่อแม่แล้วทำให้ผมอดทนต่อไป”

      “ผมเข้าใจนะชัย” ผมก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไง ก็แสดงความเห็นใจได้แค่นี้

     เรวัติแสดงความสามหาวกับลูกจ้างผู้ชายในร้าน แต่กับลูกจ้างผู้หญิงเรวัติก็เป็นตัวอันตรายทีเดียว ถึงแม้ว่าเขาจะไม่หยาบคายใส่พวกพนักงานหญิง แต่เรวัติก็ฉวยโอกาสแต๊ะอั๋งเมื่อมีโอกาส แน่นอนว่าเขาจะทำลับหลังคุณหมี

       “อ้อยจ๋า วันนี้ใส่น้ำหอมอะไรหอมจัง” เรวัติพูดขึ้นพร้อมกับยื่นหน้าเข้าไปใกล้แก้มของอ้อย ตอนนั้นอ้อยเข้ามาเอาน้ำจิ้มไก่จากในครัวไปเติมให้ลูกค้า

      “อย่าน่าพี่เร เดี๋ยวหนูฟ้องพี่หมีนะ”

     “ฟ้องไม่กลัว กล้วไม่ฟ้อง” เรวัติลอยหน้าลอยตาล้อเลียน พอหันหลังให้เขาก็แอบตีก้นเธอ อ้อยหันขวับมาทันที แต่เรวัติทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แถมยังพูดต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “รีบออกไปได้แล้ว เดี๋ยวลูกค้ารอ”

     พนักงานเสริฟสาวก็ได้แต่หน้างอรีบเดินออกไปจากครัว ผมมารู้ทีหลังว่าฝรั่งไม่ถือหัวเหมือนคนไทย จับหัวกันเล่นได้โดยไม่โกรธ ไม่ถือหัวแต่ถือเรื่องก้นอย่างมากๆ ถ้าหยอกกันเล่นแบบตีก้นหรือจับก้นจะเป็นเรื่องใหญ่เลยทีเดียว ถือว่าเป็นการดูถูกเหมือนกับเอาเท้าชี้อะไรให้ดูตามความรู้สึกของคนไทย สาวไทยก็ถือก้นเหมือนกัน ใครมาจับเล่นพวกเธอก็โมโหเหมือนกัน

      พนักงานสาวๆในร้านรู้นิสัยหมาหยอกไก่ของเรวัติดี พวกเธอต่างก็พยายามเลี่ยงไม่อยู่ใกล้เรวัติถ้าไม่มีความจำเป็น ผมว่าคุณหมีก็คงจะรู้ว่าสามีของเธอเป็นคนอย่างไร คุณหมีนี่ตรงกันข้ามกับเรวัติ เธอเป็นคนเงียบขรึมไม่ค่อยพูดค่อยจาจนดูเหมือนว่าเธอเป็นคนหยิ่ง เธอเป็นคนพูดตรง เวลาที่มีอะไรผิดพลาดเธอจะบอกลูกน้องให้ระวังมากขึ้น คุณหมีมีวิธีพูดตามแบบของเธอคือ เด็ดขาดแต่ไม่ดุด่าให้ลูกน้องเสียกำลังใจ

       พอกลับถึงบ้านเรวัติก็จะชวนดื่มเป็นเพื่อน ใหม่ๆผมก็ร่วมวงกับเขาด้วยความเกรงใจ

       “พอได้ใบเขียวครบห้าปีผมก็จะขอเป็นซิติเซ่น” เรวัติเล่าให้ฟังในคืนหนึ่งขณะที่ผมนั่งดื่มเป็นเพื่อน เขาหมายถึงว่าเมื่อได้กรีนคาร์ดครบห้าปีเขาก็มีสิทธิโอนสัญชาติได้

         “อืม เป็นซิติเซ่นแล้วมันดีตรงไหนหรือ”

        “คนมันดูถูกผมนัก จะได้บอกไอ้พวกที่เคยดูถูกผมว่าตอนนี้กูถือสัญชาติอเมริกันแล้ว เป็นซิติเซ่นก็ดีจะได้เอาพอแม่ พี่น้องมาอยู่เมกาได้”

       “อืมผมก็เพิ่งรู้นะนี่”

      “ตอนที่ตัดสินใจมาอเมริกา ตอนนั้นผมทำงานเป็นกัปตันห้องอาหารของโรงแรมห้าดาว ตอนนั้นเฮียใช้ที่เป็นเชฟใหญ่แกมีโอกาสมาเมกา แกมาอยู่สักพักก็โชคดีได้นายจ้างรับรองทำใบเขียวให้ ตอนนี้เฮียใช้ก็สบายไปแล้ว แกชวนผมมาเมกาบอกว่ามีช่องทางดีๆ ตอนแรกผมก็มาทัวร์แบบพี่นี่แหละ มาใหม่ๆก็ต้องไปล้างจาน ทำมาทุกอย่าง ตั้งแต่งานกุลี ผมไม่ยอมแพ้หรอกนะ ผมจะต้องเอาดีให้ได้ แล้วผมก็ได้เป็นเจ้าของร้านอย่างที่คิดไว้”

       ผมรู้ว่าเรวัติมีปมด้อยอยู่ลึกๆ การแสดงออกแบบก้าวร้าวอาจจะเป็นสิ่งหนึ่งที่เขาพยายามสร้างปมเด่นเพื่อลบปมด้อย ผมกินเบียร์กับเรวัติทุกคืนก็ไม่ไหว ผมอยากจะพักผ่อนหลังเลิกงาน จึงขอตัว เรวัติก็บ่นว่า  “เฮ้ย อะไรวะ ชวนกินเหล้าแค่นี้เล่นตัวฉิบหาย”

        พวกผมนอนในห้องรับแขก ส่วนเรวัติจะนั่งกินเบียร์อยู่ที่โต๊ะกินข้าวใกล้ๆกัน  มันไม่มีความเป็นส่วนตัวเลย กว่าแกจะเงียบเสียงเมาฟุบไปก็เป็นเวลาตีหนึ่งตีสอง ส่วนรุ่งโรจน์พอกลับถึงบ้านเขาก็เข้าห้องปิดประตูตัดขาดจากคนอื่น ไม่สนใจว่าน้องชายจะเมายังไง เช่นเดียวกับคุณรัศมีที่ไม่สนใจสามี เธอถือว่าตัวเองควบคุมเงินทองของที่ร้าน ตราบใดที่เรวัติไม่ออกไปเมานอกบ้านเธอก็พอใจแล้ว

        ผมไม่รู้จะทำอย่างไรกับสถานการณ์ของตัวเอง ถ้าผมไม่อดทน ผมก็คงไม่ได้กรีนคาร์ด การมาอเมริกาของผมก็เหมือนกับเสียเวลาเปล่า  ผมไม่รู้จะไประบายให้ใครฟังดี  ไม่กล้าแม้แต่จะพูดกับรุ่งโรจน์ เพราะเขาเป็นพี่น้องกัน ก็คงมีอยู่ทางเดียว ออกไปหาที่อยู่ใหม่

       ผมลองเลียบๆเคียงๆถามรุ่งโรจน์เรื่องการทำกรีนคาร์ด  เขาบอกว่าให้รอสักหน่อย จะไปหาทนายต้องนัดล่วงหน้า ตอนนี้เขายังไม่ว่าง ผมบอกว่าวีซ่าของผมอยู่ได้แค่หกเดือน รุ่งโรจน์บอกว่าไม่เป็นไรหรอกน่าถึงวีซ่าจะขาด แต่เมื่อทนายยื่นเรื่องให้แล้วก็ปลอดภัย

        ผมก็ได้แต่รอว่าเมื่อไหร่เขาจะว่าง  แล้วก็มีวันที่เขาว่างจนได้ ผมไปพบทนายกับรุ่งโรจน์ ฟังเขาพูดก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง รู้แต่ว่าจะใช้เวลาประมาณสองปีจึงจะได้กรีนคาร์ด  ค่าทำเรื่องนั้นทนายเขาคิดราคาสามพันเหรียญ จ่ายเป็นงวดๆ ถ้าจะให้เขาทำเรื่องให้ ก็ต้องวางเงินก่อนหนึ่งพันเหรียญ รุ่งโรจน์ถามว่ามีเงินพอหรือเปล่า จะได้ให้ทนายเขาวันนี้เลย ผมแปลกใจมาก ผมเข้าใจว่าทางร้านจะออกค่าใช้จ่ายในการทำกรีนคาร์ดให้ อันนี้เป็นความสะเพร่าที่ผมไม่ได้ถามรุ่งโรจน์ให้ละเอียด
 
        ถึงแม้ว่าผมพอจะมีเงิน แต่ผมชักเสียความรู้สึกเสียแล้ว ผมเลยบอกว่า ขอผมคิดดูก่อน แล้วผมจะกลับมาใหม่  ต่อมาภายหลังผมมานั่งนึกดูพวกเราคนไทยมักจะไม่ค่อยกล้าถามเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ของตัวเอง อย่างเช่นเรื่องเงินเดือน เวลาตกลงจะจ้างกันลูกจ้างกลับไม่กล้าถามว่าเขาจะได้เงินเดือนเท่าไหร่ กลัวถูกหาว่างก หรือบางทีก็บอกว่าให้เท่าไหร่ก็เอา  แต่พอถึงเวลาเงินเดือนออก ก็มักจะผิดหวัง เพราะคาดหวังไว้สูง มันเป็นเสียอย่างนี้

       ตอนที่ผมไปพบทนายกับรุ่งโรจน์ ผมรู้ซึ้งทันทีถึงความจำเป็นในการพูดภาษาอังกฤษ ผมต้องอาศัยรุ่งโรจน์เป็นคนแปลให้ทุกอย่าง ทำให้นึกถึงที่แม่ผมพูดก่อนที่ผมจะมาอเมริกาไม่ผิด รุ่งโรจน์ก็ยังพูดอังกฤษไม่ถึงกับดีนักในความเห็นของผม แต่เขากล้าพูด เพราะตอนนี้เขาทำงานหน้าร้าน ต้องพูดกับลูกค้าทุกวัน แต่สภาพอย่างผมที่ทำงานในร้านคนไทย วันๆหนึ่งอยู่แต่ในก้นครัว ไม่มีโอกาสออกมาสัมผัสฝรั่งเลย แล้วแบบนี้เมื่อไหร่ผมจะพูดภาษาอังกฤษได้ ผมไม่ต้องการยืมจมูกคนอื่นหายใจ

       แม่ส่งข่าวมาว่าที่ทำงานเขาอยากรู้ว่าเมื่อไรผมจะกลับไปทำงาน ตอนนี้วันลาของผมใกล้จะหมดแล้ว พี่รู้ดีว่านายจ้างเขาไม่ชอบใจนักที่ผมลาไปนานๆ เพราะเขาต้องหาคนมาทำงานแทน ใจหนึ่งผมก็อยากจะกลับบ้าน แต่อีกใจหนึ่งก็อยากจะลองดู ผมก็ต้องตัดสินใจให้แน่นอน เรื่องกรีนคาร์ดนั้นรุ่งโรจน์บอกว่าถ้าผมพร้อมเมื่อไรเขาจะพาไปพบทนายอีก ตอนนี้หลักฐานต่างๆที่ติดตัวมาจากเมืองไทยก็มีครบแล้ว รุ่งโรจน์คิดว่าผมมีเงินไม่พอ แต่เขาไม่รู้หรอกว่าผมคิดยังไง

                “พี่โจ จะให้ทางร้านออกเงินค่าทนายไปก่อน แล้วผมหักเงินเดือนของพี่คืนก็ได้” รุ่งโรจน์เสนอแนะ

               “ขอบใจนะโรจน์ พี่พอจะมีอยู่บ้าง แล้วเมื่อไหร่โรจน์จะไปหาทนายอีกล่ะ” ผมตอบ ในใจคิดว่าไม่ชอบเป็นหนี้ใคร

              “ก็คงไม่เกินเดือนหน้า ผมจะไปตามเรื่องของผมด้วย ผมกะว่าจะเอาเจ้าตั้วน้องชายคนเล็ก กับติ๊ดตี่น้องสาวคนสุดท้องมาอเมริกา จะได้ขอคำแนะนำจากทนายด้วย ถ้าสองคนนี้มาผมก็จะเปิดร้านใหม่ ถึงเวลานั้นพี่โจไปอยู่ร้านใหม่กับผมนะ”

               “อืม ดีนะ มีพี่น้องหลายๆคนจะได้ช่วยกันทำธุรกิจ”

               มาถึงตอนนี้ผมพอจะตัดสินใจได้แล้ว ถ้ารุ่งโรจน์แยกตัวออกไปเปิดร้านใหม่ เขาชวนผมไปด้วย เมื่อถึงเวลานั้นผมก็จะได้พ้นไปจากเรวัติเสียที ผมมาคิดดูว่าไหนๆก็มาถึงอเมริกาแล้ว อยากจะลองดูสักตั้ง ที่นี่ยังมีอะไรให้ผมค้นหาอีกเยอะ

(โปรดติดตามตอนต่อไปเร็วๆนี้)

คุณนิคะ -- ถือโอกาสมาตอบตรงนี้นะคะ ในอเมริกามีคนหลายเชื้อชาติอพยพมาอยู่ค่ะ พอพ้นยุคพวกยุโรปอพยพแล้ว ระยะหลังๆมีพวกอพยพจากประเทศต่างๆในเม็กซิโก อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ พวกนี้เข้ามาเยอะมากค่ะ ภาษาสแปนิชเลยกลายเป็นภาษาที่สองในอเมริกาไปโดยปริยาย

/size]
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2009, 11:45:24 pm »

คุณเพ็กกี้คะ...ขอบคุณสำหรับคำตอบเรื่องภาษาสแปนิชค่ะ...

อ่านตอนนี้แล้วมองเห็นภาพเรวัตเลยค่ะ...

เอาใจช่วยพี่โจให้หายอึดอัดกับสภาพแวดล้อมค่ะ...

ใกล้วันคริสมาสต์แล้ว ทางอเมริกาคงสนุกสนานกับเทศกาลนี้กันนะคะ
บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2009, 09:23:47 pm »

คุณเพ็กกี้คะ

อ่านจบแล้วค่ะ ชีวิตต่างแดนมันลำบากอย่างนี้ทุกคนหรือคะ และกรีนการ์ด ทำได้ทุกคนหรือคะ 
บันทึกการเข้า
Khunnaihin
Newbie
*
กระทู้: 5


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: มกราคม 03, 2010, 01:04:50 am »

Very interesting, I like to reading.  I am in UK.
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF