www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: นิยายน้ำตาโรบินฮู๊ด ตอนที่สี่รุ่งโรจน์  (อ่าน 1897 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: ธันวาคม 28, 2009, 07:43:21 pm »

สวัสดีค่ะ พี่ๆน้องๆทุกท่าน ขอบคุณคุณนิและคุณพี่อภิญญาที่ติดตามนิยายมาตลอดนะคะ ตอบข้อข้องใจของคุณพี่ก่อนนะคะ คนต่างชาติในอเมริกาไม่ใช่ว่ามีชีวิตลำเค็ญไปเสียทุกคน เพ็กกี้ว่าอเมริกาเป็นดินแดนที่ให้โอกาส (Land of Opportunity) ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลที่จะเห็นโอกาสหรือเปล่า บางคนมีคนเอาโอกาสมาประเคนให้ถึงมือ แต่กลับมองไม่เห็นหรือปฏิเสธที่จะรับ

สำหรับที่ถามเรื่องกรีนคาร์ดหรือวีซ่าถาวร คนที่จะขอได้ต้องมีคุณสมบัติค่ะ อันนี้ถ้าให้ตอบอย่างละเอียดก็คงจะยาวมาก เอาเป็นว่า ถ้ามีนายจ้างรับรองก็ขอได้ หรือมีผัวอเมริกัน ผัวฝรั่งก็ขอกรีนคาร์ดให้ได้ เหมือนน้องนางบ้านนาทั้งหลายที่เราเคยได้ยินบ่อยๆ(เป็นไงคะ พูดตรงดีไหม)

สำหรับเพ็กกี้มาอเมริกาแบบหัวเดียวกะเทียมลีบ ถึงจะพอมีเพื่อนฝูงคนไทยบ้าง แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือจากเขาแค่ช่วงที่มาใหม่ๆยังไม่รู้เหนือรู้ใต้ พอคุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อมใหม่ก็ลุยเองเลยค่ะ เพ็กกี้อยู่ในอเมริกาอย่างสุขสบาย ไม่รวย แต่ไม่ลำบาก เป็นที่ยอมรับของสังคม เพราะเราไม่ทำตัวแปลกแยก ปัจจัยสำคัญคือการศึกษาค่ะ การศึกษาทำให้เราเข้าสังคมได้ไม่เป็นที่เคอะเขิน และสามารถหางานดีๆได้

เอาละค่ะเกริ่นมายาวพอสมควร เชิญอ่านนิยายต่อนะคะ

                                                                           ตอนที่สี่ รุ่งโรจน์

         วันศุกร์ตอนบ่ายพวกเราติดรถของรุ่งโรจน์ไปทำงานที่ร้านตามปกติ รุ่งโรจน์บอกพวกเราว่า “วันนี้กลับกันเองนะ ผมจะไปธุระต่อ คงจะกลับดึกมาก”
ผมก็รับคำ แต่นึกในใจว่า ถ้าให้กลับเองก็ไม่อยากเจอพวกคนมืดที่เตร็จเตร่อยู่ที่สถานีรถไฟ แต่เรากลับกันผู้ชายสามคนคงไม่มีใครกล้ามาวุ่นวาย

          แต่คืนนั้นรุ่งโรจน์ไม่กลับบ้าน พวกผมเข้านอนด้วยความอ่อนเพลีย ตื่นขึ้นมาหลังเที่ยงก็ไม่เห็นรุ่งโรจน์ ปกติเขาจะตื่นก่อนพวกผม กำลังนึกแปลกใจอยู่เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ผมรีบรับสายเพราะยังมีคนนอนอยู่ โดยเฉพาะเรวัติ ถ้าเขานอนไม่เต็มอิ่มเขาจะอารมณ์เสียไปทั้งวัน

 “ใครพูดน่ะ พี่โจเหรอ นี่ผมโรจน์นะ เมื่อคืนผมไม่ได้กลับบ้าน วันนี้พี่ไปทำงานเองก็แล้วกันนะ”

 “ได้ แล้วเจอกันที่ร้านนะ” ผมสงสัยว่าเขาไปนอนที่ไหน แต่ไม่กล้าถาม

 “เออ ถ้าเรตื่นเร็วพี่ไปกับเขาก็ได้ เดี๋ยวผมจะไปที่ร้าน แต่คืนนี้ก็คงจะไม่กลับบ้านอีก” พอเขาพูดแบบนี้ทำให้ผมยิ่งสงสัยหนักขึ้น แต่จะให้พูดอะไรได้นอกจากบอกว่า     “โอเค แล้วเจอกัน” เรื่องที่จะให้ไปพร้อมเรวัติน่ะหรือ ไม่มีทางหรอก เรวัติตื่นเอาเกือบสี่โมงเย็น กว่าเขาจะไปถึงร้านบางทีก็เลยห้าโมงเย็น พวกเราต้องไปถึงร้านบ่ายสาม ตอนนี้ผมเป็นคนทำอาหารให้พนักงานกินก่อนเริ่มงาน อาหารจะต้องเสร็จก่อนสี่โมง ขืนรอไปพร้อมเรวัติพนักงานคนอื่นๆก็ไม่ต้องกินข้าว

          ตอนที่อยู่เมืองไทยผมกับโรจน์สนิทกันพอสมควร แต่เราไม่ค่อยเที่ยวด้วยกัน ผมไม่กินเหล้าไม่สูบบุหรี่ รุ่งโรจน์เขามีเพื่อนของเขาอีกกลุ่มหนึ่งที่เที่ยวแบบผู้ชายด้วยกัน พอมาอยู่อเมริกาผมสังเกตว่ารุ่งโรจน์เปลี่ยนไป ผมเป็นคนที่มีความละเอียดอ่อนมาก มักจะสังเกตความผิดปกติไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ เขาพูดน้อยลง ไม่คุยกับผมเหมือนเมื่อก่อน ดูเขาวางตัวเป็นนายจ้าง ไม่เป็นกันเองเหมือนเมื่อก่อน ผมเองก็ไม่เคยคิดจะไปตีเสมอเขา ผมรู้ตัวดีว่าตอนนี้อยู่ในฐานะลูกจ้างของเขา รุ่งโรจน์ไม่พูดคำหยาบผิดกับน้องชาย แต่การวางตัวที่ผิดไปของเขาทำให้ผมรู้สึกอึดอัด ไม่กล้าจะปรับทุกข์หรือถามอะไรเขา

          เท่าที่ผมสังเกตดูพวกเราทุกคนที่ร้าน แต่ละคนมีแต่ความเครียด ซึ่งเจ้าตัวเองเองอาจจะไม่รู้สึก ที่ผมพูดอย่างนี้ก็เพราะว่าพวกเราทำงานกันอาทิตย์ละเจ็ดสิบสองชั่วโมง ได้หยุดพักเพียงวันเดียว พอถึงวันหยุดก็ทำธุระส่วนตัวหรือนอนชดเชย แทบจะไม่มีเวลาไปเปิดหูเปิดตาที่ไหนเลย พอเลิกงานปุ๊บก็ต้องรีบกลับบ้านพักผ่อน ไม่มีใครคิดจะไปเที่ยวต่อ งานในร้านอาหารเป็นงานหนักมาก ไม่ว่าจะทำงานในครัวหรืออยู่บริการลูกค้าอยู่หน้าร้าน คนในครัวก็เจอความร้อนจากเตา ไหนจะต้องรีบทำอาหารออกมาให้ทันใจลูกค้า มันมีความกดดันพอควรทีเดียว ผมเองเคยช่วยแม่ทำอาหารขายมาแล้วย่อมรู้ดี ด้วยเหตุนี้ผมจึงพยายามเข้าใจเรวัติ ผมว่าที่เขากินเบียร์ทุกคืนก็เพื่อเป็นการผ่อนคลายระบายความเครียดตามวิธีของเขา
 
          ส่วนคนที่ทำงานหน้าร้านได้อยู่ในห้องแอร์เย็นๆก็ไม่ใช่ว่าจะสบายนัก เพราะพนักงานเสริฟเจอลูกค้าสารพัดประเภท บางคนก็เอาใจยาก ถ้าอาหารออกมาไม่ถูกใจบริกรก็ถูกต่อว่าก่อน มันก็มีความกดดันกันไปคนละอย่าง
คืนนั้นพวกเราสามคน ผม ชัยและเดี่ยว กลับบ้านกันเองโดยรถไฟ และหลังจากวันนั้นมารุ่งโรจน์ก็จะไปค้างที่อื่นทุกวันศุกร์และเสาร์ เขาหยุดงานวันอาทิตย์ กว่าเราจะได้เห็นหน้าเขาอีกทีก็วันจันทร์ตอนบ่าย เขาก็ค้างที่อื่นในคืนวันอาทิตย์ด้วย แต่วันธรรมดาเขาจะกลับมานอนที่บ้าน
เรวัติแอบนินทาพี่ชายให้ผมฟัง “ตอนนี้เฮียแกติดหญิง” ผมก็ได้แต่รับฟังไม่กล้าออกความเห็น เรวัติก็เล่าต่อว่า “เฮียแกกำลังจีบพยาบาลอยู่ สงสัยจะรอใบเขียวที่ร้านทำให้ไม่ไหว กะจะเอาทางลัด”

“เรหมายความว่ายังไง” ผมถามเพื่อให้เขาเห็นว่าผมสนใจสิ่งที่เขาคุย

“ก็สาวใหญ่ที่พี่โรจน์จีบอยู่ตอนนี้น่ะ แกเป็นซิติเซ่น เขาเป็นพยาบาลรุ่นพี่ของคุณหมี คุณหมีเลิกเป็นพยาบาลแล้ว แต่เจ๊คนนี้แกยังทำงานพยาบาลอยู่ แกทำอยู่ห้องผ่าตัด เงินดีมากเลยพี่โจ เสียดายคุณหมีแกไม่ได้สอบอาร์ เอ็น อาร์ เอ็นมันสอบยาก คุณหมีสอบหลายหนยังไม่ได้สักที พอดีเราเปิดร้าน แกเลยตัดสินใจมาดูแลร้านของเราดีกว่า” เวลาที่เรวัติไม่ได้อยู่หน้าเตา เขาก็ชวนผมคุยบ้าง ตอนนี้ผมเริ่มทำใจได้กับวาจาสามหาวของเขาแล้ว

“ขอถามหน่อยเถอะเร ไอ้อาร์ เอ็นที่เรว่าน่ะมันคืออะไร”

 “อาร์ เอ็นย่อมาจาก Registered Nurse ก็เหมือนใบประกอบโรคศิลป์ที่เมืองไทยไง แต่ข้อสอบที่นี่มันเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่ของเรา พยาบาลหลายคนสอบไม่ผ่านก็เลยเป็นได้แค่ผู้ช่วยพยาบาล”

               รุ่งโรจน์ไปค้างที่อื่นในวันสุดสัปดาห์อยู่หลายเดือน อยู่มาวันหนึ่งในขณะที่ผมซื้อของเข้าร้านกับเขา เขาก็บอกผมว่า “พี่โจ ผมจะย้ายไปอยู่ที่อื่นนะ ห้องของผมพี่กับชัยและเดี่ยวก็ย้ายเข้ามาอยู่ จะได้มีความเป็นส่วนตัวกว่านอนในห้องรับแขก”

 “อ้าว แล้วโรจน์จะไปอยู่ที่ไหน”

 “ผมจะแต่งงานกับคุณพันทิพา เธอเป็นพยาบาลรุ่นพี่ของคุณหมี คุณพาเป็นซิติเซ่นแล้ว พอผมแต่งงานกับคุณพาเรื่องใบเขียวของผมจะได้เสร็จเร็วขึ้น ขอใบเขียวแบบทำงานโดยที่ร้านเป็นสปอนเซอร์ใช้เวลาสองถึงสามปี แต่แต่งงานกับซิติเซ่นใช้เวลาหกเดือนก็ได้ใบเขียวแล้ว”

 “แล้วโรจน์จะยังอยู่ในบร็องซ์หรือ”

“คุณพามีอพาร์ตเม้ท์อยู่แถวเม้าท์ เวอร์น่อนใกล้ที่ทำงานของเขา ผมก็ยังคงทำงานที่ร้านนะ พี่ก็จะเจอผมทุกวันเหมือนเดิม ผมบอกอะไรพี่อย่างนะ คุณพาเป็นซิติเซ่นเธอจะช่วยผมทำเรื่องกรีนคาร์ดใหม่ จะใช้เวลาไม่เกินหกเดือน อันที่จริงผมให้ทนายเดินเรื่องที่ทางร้านสปอนเซ่อร์ให้แล้ว แต่ผมไม่อยากรอถึงสองปี ผมจ่ายเงินไปแล้วพันดอลล่าร์ แต่ค่าทำเรื่องแบบแต่งงานกับคนถือสัญชาติอเมริกันทนายเขาคิดแค่แปดร้อย ผมว่าใช้วิธีนี้ผมประหยัดเงินไปได้พันกว่าเหรียญ”

           ผมนิ่งอึ้งเพราะไม่รู้จะพูดยังไง บอกไม่ถูกว่ารู้สึกยังไง อันที่จริงผมควรจะดีใจกับรุ่งโรจน์ แต่ในความรู้สึกของผม มันเหมือนกับว่าการแต่งงานครั้งนี้มันเป็นเรื่องธุรกิจมากกว่าความรัก

           ผมลืมเล่าไปครับ มัวแต่พูดเรื่องของตัวเอง รุ่งโรจน์มีเมียแล้วอยู่ที่เมืองไทย ผมไม่เคยรู้จักเมียเขา รู้แต่ว่าเขามีลูกด้วยกันสองคนเป็นผู้ชายทั้งคู่อายุประมาณสิบกว่าขวบ

ผมก็อดไม่ได้ที่จะถามถึงครอบครัวของเขาที่เมืองไทย “แล้วลูกเมียที่เมืองไทยล่ะ คุณพารู้เรื่องนี้หรือเปล่า”

“รู้ แต่ผมไม่ได้จดทะเบียนกับวรรณ แค่จดทะเบียนรับรองบุตร เด็กสองคนเป็นลูกผมใช้นามสกุลผม ผมพูดกับวรรณเข้าใจแล้ว ในตอนนี้ผมยังต้องจัดการเรื่องกรีนคาร์ดของตัวเอง พอทุกอย่างเรียบร้อยผมจะเอาลูกมาอยู่ด้วย วรรณก็ยอมเพื่ออนาคตของเด็ก”

ผมก็พยักหน้ารับรู้ ตัวเองไม่มีสิทธิจะไปออกความเห็นใดๆ แต่รุ่งโรจน์ก็พูดต่อไปว่า “น้องอีกสองคนก็กำลังจะมา เมื่อพวกเขามาเมื่อไหร่ก็ให้เขาช่วยเรวัติ ส่วนผมจะแยกไปเปิดร้านใหม่ พี่ไปกับผมนะ ถึงเวลานั้นผมคงได้กรีนคาร์ดเรียบร้อยแล้ว และสามารถทำเรื่องให้พี่ได้”

“อ้าว ผมคิดว่าเรวัติจะเป็นสปอนเซ่อร์ให้ แล้วถ้ารอโรจน์เปิดร้านใหม่แล้ววีซ่าผมขาดผมจะทำยังไง” ผมชักงง มันยังไงกันนี่

“พอวีซ่าทัวร์ของพี่ใกล้จะหมดผมจะให้ทนายต่ออายุให้ คงจะต่อได้อีกหกเดือน ภายในหกเดือนผมก็คงเปิดร้านและสปอนเซ่อร์ใบเขียวให้พี่ได้”

          ผมไม่รู้ว่าผมควรจะดีใจหรือเปล่า เพราะผมจะได้ไม่ต้องทำงานกับเรวัติ รุ่งโรจน์ไม่เคยจู้จี้กับรุ่นน้อง เพียงแต่เขาเงียบไม่ชวนพูดชวนคุยเหมือนเมื่อก่อน มันเป็นความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ผมก็ได้แต่หวังว่าทุกอย่างคงจะไปได้สวย

          หลังจากที่คุยกันวันนั้นแล้วรุ่งโรจน์ก็กำหนดวันวิวาห์ของเขาในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ วันอาทิตย์เป็นวันหยุดประจำของโรจน์ เขาจะไปทำบุญถวายเพลที่วัดไทยที่บร็องซ์ เขาเชิญพนักงานทุกคนในร้านไปร่วมทำบุญที่วัดด้วย ส่วนตอนเย็นรุ่งโรจน์และเจ้าสาวจะไปเลี้ยงฉลองที่โฮเต็ลระดับสามดาวในแมนแฮตตั้น แต่พวกเราไม่ได้รับเชิญไปงานเลี้ยงตอนเย็น เพราะต้องทำงาน คงจะมีแต่เรวัติกับคุณหมีที่ไปงานเลี้ยง

          นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ไปวัดไทย วัดนี้ตั้งขึ้นมาหลายปีแล้ว มีพระอยู่เจ็ดรูป ลักษณะของวัดไม่เหมือนวัดที่เมืองไทย เพราะทางวัดซื้อบ้านขนาดสามห้องนอนเอามาดัดแปลงเป็นที่อยู่ของพระสงฆ์ และสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา วัดไทยในต่างประเทศก็เป็นที่พึ่งทางใจของคนไกลบ้าน ผมดีใจมากที่ได้มาวัด วันหลังผมจะมาวัดอีกแน่นอน

         คืนวันเสาร์ผมอยู่ดึกเพื่อทำอาหารมาถวายเพล ผมเต็มใจที่จะทำเพื่อรุ่งโรจน์ ผมทำทั้งอาหารคาวหวาน ครั้งนี้ผมได้แสดงฝีมือทำของหวานหลายอย่างที่ทำยาก อย่างทองหยิบ ทองหยอด วันนั้นมีคนมาร่วมทำบุญประมาณสามสิบคน นอกจากพวกเราที่ร้านแล้วก็ยังมีพวกพยาบาลเพื่อนๆของคุณพันทิพา ซึ่งมีทั้งคนไทยและคนชาติอื่นด้วย

         คุณพันทิพาอายุมากกว่ารุ่งโรจน์ถึงสิบปี แต่เธอเป็นคนช่างแต่งตัวเลยทำให้ดูลดอายุลง คุณพาไม่ใช่คนสวย แต่ก็ไม่ใช่คนขี้ริ้ว ดูเธอเป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใส ผมคลับคล้ายคับคลาว่าเคยเห็นเธอมาก่อน รุ่งโรจน์บอกว่าเธอมาที่ร้านหลายครั้ง แต่ผมมัวแต่อยู่ในครัวก็เลยไม่มีโอกาสได้รู้จักเธอ
พระสงฆ์สวดมนตร์ เจ้าบ่าวและเจ้าสาวถวายภัตตาหาร และปัจจัยพร้อมเครื่องไทยธรรม เมื่อพระฉันเพลเสร็จพวกเราก็รับประทานอาหาร บรรดาแขกที่มาร่วมงานต่างก็ชมฝีมือทำอาหารจากร้านเรา โดยเฉพาะผมได้รับคำชมเป็นพิเศษสำหรับของหวาน ทำให้ผมปลื้มใจมาก

        ถึงแม้ว่าผมจะนอนไม่เต็มอิ่มเพราะอยู่ทำอาหารจนดึก แถมยังต้องตื่นแต่เช้าอีกด้วย เมื่อพระประพรมน้ำมนตร์ให้เพื่อความเป็นสิริมงคล ผมรู้สึกปลื้มปิติหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง

         ผมกับชัยและเดี่ยวขอตัวกลับก่อนหลังจากรับประทานอาหาร เราตรงไปที่ร้านโดยไม่แวะบ้านก่อน เราถือโอกาสไปงีบเอาแรงที่ร้าน พอได้เวลาทำงานแล้วถึงจะลุกมาเตรียมของ คืนนี้คงจะยุ่งน่าดู เพราะเรวัติกับคุหมีไม่อยู่ อย่างไรก็ดีพวกเราก็สามารถดูแลร้านได้ พวกเด็กเสริฟหน้าร้านเขาก็คล่องตัว ถึงคุณหมีไม่อยู่เขาก็ทำงานกันได้

ขอแถมอีกนิดหนึ่งค่ะ ถ้าแต่งงานกับคนที่ถือสัญชาติอเมริกัน ไม่ว่าคู่สมรสจะมีเชื้อชาติอะไรก็ทำกรีนคาร์ดได้ค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 28, 2009, 07:45:38 pm โดย PeggySueGuerra » บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 29, 2009, 08:09:17 pm »

คุณเพ็กกี้คะ

ตอนนี้เริ่มเสพติดเรื่องราวของคุณแล้วค่ะ สนุกและน่าติดตาม จะคอยอ่านตอนต่อไปนะคะ ว่าชีวิตของ โจจะเป็นอย่างไร และขอบคุณสำหรับคำตอบที่ชัดเจนและตรงเป๊ะเลยค่ะ อิ ๆ 
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF