www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: นิยายน้ำตาโรบินฮู๊ด ตอนที่ห้า เกลือยังเรียกว่าพี่  (อ่าน 2115 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: มกราคม 03, 2010, 08:08:12 pm »

                                                                       ตอนที่ห้า เกลือยังเรียกว่าพี่

โรจน์ย้ายออกไปแล้ว พวกเราสามคน ผม ชัย และเดี่ยวก็ย้ายเข้ามานอนในห้องเดิมของโรจน์ มันค่อยดูเป็นสัดส่วนหน่อย เรวัติขอให้พวกเราช่วยออกค่าใช้จ่ายคนละสองร้อยดอลล่าร์ต่อเดือน ก่อนหน้านี้พวกเรานอนในห้องรับแขก ทั้งรุ่งโรจน์และเรวัติก็ไม่เคยขอให้ช่วยค่าใช้จ่าย ผมเองไม่ขัดข้อง แต่ชัยกับเดี่ยวซึ่งได้เงินเดือนน้อยกว่าบ่นเรื่องที่จะต้องช่วยค่าใช้จ่าย

“ผมสองคนได้เดือนละหกร้อย พอหักค่าบ้านผมก็เหลือแค่สี่ร้อย พวกผมต้องส่งเงินให้ทางบ้านด้วย เงินที่ผมควรจะได้เป็นเงินเก็บก็ลดไปถึงสองร้อย” เดี่ยวบ่นกระปอดกระแปด

“เอาน่า คิดเสียว่าถ้าพวกเราไปเช่าอยู่เองก็จะต้องเสียเงินมากกว่านี้ อีกอย่างหนึ่งพวกเราก็ยังไม่มีใบอะไรต่ออะไร จะไปเช่าบ้านเอง ขอน้ำไฟ และโทรศัพท์เองก็คงลำบาก” ผมพยายามพูดให้เขาเข้าใจ

“แต่พี่เรน่าจะคิดพวกเราคนละร้อยเดียว เขาก็น่าจะรู้ว่าเรามีภาระต้องส่งเสียทางบ้าน แล้วตอนนี้พี่โรจน์ไม่อยู่ พวกเราต้องไปทำงานเอง เสียค่าตั๋วรถไฟเพิ่มอีกเดือนละหกสิบ” ชัยเสริมขึ้น

ผมเข้าใจความขัดข้องหมองใจของชัยกับเดี่ยว แต่ผมก็รู้สึกว่าถ้าจะให้เรวัติออกค่าบ้าน ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์คนเดียวมันก็ไม่ยุติธรรม โดยเฉพาะเขาให้พวกเราเข้ามานอนเป็นสัดส่วนในห้องแล้ว     อย่างไรก็ดีผมก็ลองพูดกับเรวัติดู ถึงแม้จะเสี่ยงกับการถูกเขาโล้งเล้งเอา ผมอุตส่าห์กินเบียร์เป็นเพื่อนเขา เพราะรู้ว่านี่เป็นเวลาที่เขาอารมณ์ดี

“ชัยกับเดี่ยวเขามีภาระต้องส่งเงินทางบ้าน ผมตัวคนเดียวไม่เดือดร้อนอะไร” ผมเริ่มเกริ่น

“แล้วไง?” เรวัติจ้องหน้าผม ทำเอาผมใจไม่ดี แต่ไหนๆก็เริ่มแล้วก็ต้องทำใจกล้า ก่อนที่จะพูดต่อเรวัติก็ดักคอว่า “ไอ้สองคนมันมาขอให้พี่พูดอะไรกับผมรึ”

“เอ้อ...เขาไม่ได้ขอหรอก แต่ผมพูดเอง เห็นเขาบอกว่าจ่ายค่าบ้านแล้ว ส่งไปให้ทางบ้านด้วยแล้วก็เหลือเงินนิดเดียว”

เรวัติไม่พูดอะไร แต่ลุกขึ้นไปตบประตูเรียกสองหนุ่มที่เข้านอนไปแล้ว

“เฮ้ย ไอ้ชัย ไอ้เดี่ยว ออกมาคุยกันหน่อย”

พอสองคนงัวเงียออกมาเรวัติก็ใส่ทันที “พวกมึงสองคนมีอะไรทำไมไม่มาพูดกับกู ต้องให้พี่โจเขามาพูดแทน”

“เอ้อ เร ผมบอกแล้วว่าผมพูดเอง ชัยกับเดี่ยวไม่ได้ขอให้ผมช่วย” ผมขัดขึ้น คิดว่าเด็กสองคนต้องถูกด่าแน่ๆ

“ผมเข้าใจว่าพี่โจหวังดี ได้ยินพวกมันบ่นก็อยากจะช่วย” เรวัติหันมามองหน้าผม แล้วก็หันกลับไปจ้องหน้าสองคนนั่น “มึงควรจะทำความเข้าใจไว้เสียด้วยว่า ค่าเช่าอพาร์ตเม้นท์ห้องนี้ตกเดือนละพันสอง ค่าไฟ ค่าแก๊ส และค่าโทรศัพท์อีกรวมๆกันก็ประมาณเดือนละสามร้อย กูแค่ขอให้พวกมึงออกค่าบ้านครึ่งเดียวหกร้อย หกร้อยนี่มึงก็แชร์กันสามคน คนละสองร้อย กูยังไม่ได้ขอให้พวกมึงออกค่าน้ำค่าไฟด้วยซ้ำ มึงต้องเข้าใจซิว่าทุกบ้านมีค่าใช้จ่าย มึงจะคิดว่าทำงานกินอยู่กับเจ้าของร้านเหมือนที่เมืองไทยไม่ได้ ถ้าพวกมึงไปเช่าบ้านอยู่เองมึงจะต้องเสียเงินมากกว่านี้ กูจะบอกให้นะ ถ้าเงินมึงไม่พอใช้ มึงก็ต้องไปหางานอีกจ็อบนึง สมัยกูมาเมกาใหม่ๆกูลำบากมากกว่าพวกมึง ทำงานสองจ็อบสามจ็อบ พวกมึงยังแบกแค่จ็อบเดียว กูว่ากูแฟร์กับพวกมึงแล้วนะ” พูดจบเขาก็โบกมือไล่สองคนให้ไปนอน

“เร ผมขอโทษนะถ้าพูดอะไรที่ทำให้เรไม่พอใจ”

“ไม่ต้องขอโทษหรอกพี่โจ ผมรู้ว่าพี่เป็นคนใจอ่อนขี้สงสาร ไอ้สองคนนี่มันก็คงรู้ พี่อย่าไปฟังมันมากนัก มันเขี้ยวลากดินทั้งคู่ ถึงยังไงผมก็ต้องอธิบายให้พวกมันสองคนฟังว่าที่ถูกมันควรจะเป็นยังไง”

เรวัติไม่ด่าว่าผมเสือกก็ดีแค่ไหนแล้ว นี่ถ้าพูดผิดจังหวะไปพูดตอนที่เขาอยู่ในครัวผมคงถูกด่ายับ ถึงเขาจะบอกว่าไม่เคือง แต่ผมก็นั่งไม่ติดแล้ว ผมเลยหาข้อแก้ตัวว่าท้องไม่ดี เลี่ยงเข้าห้องน้ำไปเสีย ปล่อยให้เขานั่งซดเบียร์ไปคนเดียว อย่างไรก็ดีผมก็เห็นว่าเขาแฟร์ สองคนนั่นคิดแต่จะได้อย่างเดียวไม่ยอมเสียเลยมันก็ไม่ถูก

รุ่งโรจน์มาทำงานตามปกติ ตอนนี้ผมไม่มีโอกาสไปซื้อของกับเขาแล้ว เพราะอยู่กันคนละบ้านคืนวันศุกร์และเสาร์คุณพันทิพาก็จะแวะมาที่ร้าน และอยู่จนกระทั่งปิดร้าน ก็ดีไปอย่างคุณพามาที่ร้านในวันที่ยุ่งมากๆ เธอก็ช่วยเท่าที่จะช่วยได้

หนึ่งเดือนต่อมาน้องสาวและน้องชายของรุ่งโรจน์กับเรวัติก็เดินทางมาอเมริกา ตามแผนของรุ่งโรจน์ก็คือเมื่อน้องสองคนนี้มาแล้ว เขาจะแยกตัวออกไปเปิดร้านใหม่ ผมยังคงถือวีซ่าท่องเที่ยวอยู่ แต่เหลือเวลาอีกสองเดือนวีซ่าทัวร์ก็จะหมดอายุ ผมจำเป็นต้องบอกรุ่งโรจน์ให้ช่วยจัดการ เขาเคยบอกว่าต่อวีซ่าได้อีกหกเดือน เมื่อเขาเปิดร้านใหม่เขาจะสปอนเซ่อร์กรีนคาร์ดให้ผม

ตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกอึดอัดที่ไม่สามารถทำอะไรได้ด้วยตัวเอง ผมอยากจะไปหาทนายเอง ทำธุระด้วยตัวเอง จะได้เสร็จเรื่องไม่มีอะไรต้องกังวลอีก แต่นี่ผมต้องอาศัยคนอื่น เรื่องภาษาเป็นอุปสรรคสำคัญ ผมอยากจะไปเรียนภาษาเพิ่มเติม แต่เวลาไม่อำนวยเลย เพราะต้องทำงานอาทิตย์ละหกวัน ผมรู้มาว่าชั้นเรียนเขามีทั้งกลางวันและกลางคืน กลางวันก็เรียนกันตั้งแต่แปดโมงเช้าไปถึงเที่ยง ซึ่งเวลาดังกล่าวเป็นเวลาพักผ่อนของผม

เรื่องเรียนภาษาอังกฤษก็คงต้องรอให้ได้กรีนคาร์ดก่อน เมื่อมีกรีนคาร์ดผมก็จะขยับขยายไปหางานที่ดีกว่านี้ เมื่อถึงเวลานั้นผมจะได้มีเวลาไปเรียนภาษาอังกฤษ

ก่อนหน้าที่ตั้วกับติ๊ดตี่จะมา โรจน์และคุณพาจัดการเช่าอพาร์ตเม้นท์อีกแห่งให้น้องสองคนอยู่ เป็นอพาร์ตเม้นท์สองห้องนอน อยู่ในบร็องซ์เหมือนกัน ห้องชุดที่นี่ก็แพงเหลือเกิน ผมเห็นอพาร์ตเม้นท์ที่คุณพาอยู่กับโรจน์แล้ว น่าอยู่มากทีเดียว ราคาคงแพงน่าดู ผมไม่กล้าถามว่าค่าเช่าเดือนละเท่าไร
ในที่สุดโรจน์ก็พาผมไปหาทนาย เพื่อทำเรื่องขอต่อวีซ่าทัวร์ของผม ผมเสียเงินไปร้อยห้าสิบดอลล่าร์ ทนายบอกว่าจะใช้เวลาประมาณสี่ถึงหกอาทิตย์ โรจน์ก็รับปากว่าพอเปิดร้านใหม่เขาจะเดินเรื่องทำกรีนคาร์ดให้ผมทันที

เมื่อมีตั้วกับติ๊ดตี่มาอยู่ด้วยที่ร้านก็มีคนมากเกินไป แต่เรวัติก็ไม่ได้บ่นอะไร เขาอยากให้น้องสองคนเรียนงานจากคนที่ทำงานอยู่ก่อนแล้ว ตั้วเข้ามาฝึกเป็นพ่อครัว ตอนแรกเขามาฝึกกับผมก่อน แต่เขาไม่ฟังผม ทำให้ผมลำบากใจเหมือนกัน จะว่ากล่าวอะไรก็ยังเกรงใจ เพราะเขาเป็นน้องของเจ้าของร้าน
เจ้าตั้วนี่ก็ขี้บ่นไม่เบา ตั้งแต่เริ่มมาทำงานในครัวเขาก็บ่นแล้ว “โว้ย ในครัวนี่ร้อนฉิบหาย”

“ไอ้เอี้ยเอ๊ย วุ้นเส้นทำไมแม่งติดกันแบบนี้วะ” ตั้วผรุสวาทเมื่อลวกวุ้นเส้นทำยำ

“ตั้วต้องราดน้ำเย็นหลังจากที่ลวกวุ้นเส้นแล้ว มันจะได้ไม่ติดกันไง” ผมอธิบาย  “ห่าเอ๊ย ยุ่งยากฉิบหาย” ตั้วยังคงด่าต่อ รายนี้ก็ปากจัดพอๆกับพี่ชาย สงสัยว่าตอนที่อยู่เมืองไทยนายตั้วคงไม่เคยทำอาหารเลย ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าผมต้องฟังคนสบถด่าทอเก่งถึงสองคน

เท่านั้นยังไม่พอนายตั้วหั่นอะไรแล้วไม่เคยเก็บมีดเก็บเขียง วางทิ้งไว้อย่างนั้น ผมทนไม่ได้ต้องมาตามล้างตามเช็ดทุกที พอเตือนเข้าเจ้าตั้วก็เอาหูทวนลม เฮ้อ เมื่อไหร่โรจน์จะเปิดร้านใหม่เสียที มีอยู่วันหนึ่งนายตั้วเอาเขียงกับมีดที่หั่นเนื้อแล้วใส่ในอ่างที่เดี่ยวแช่พวกช้อนส้อม เดี่ยวเอามือลงไปความช้อนส้อมจะเอาขึ้นมาใส่ตะแกรงเพื่อเข้าเครื่องล้าง เขาก็เลยโดนมีดบาดมือ

เดี่ยวโวยวาย “เฮ้ย ใครเอามีดมาใส่ในอ่างวะ กูโดนมีดบาดเลย ใช้เสร็จก็ล้างซิวะ เอามีดมาใส่อ่างได้ไง” เดี่ยวรู้ดีว่าเป็นฝีมือตั้ว พวกเราอีกสี่คนในครัวไม่ทำอะไรสะเพร่าแบบนี้ เรวัติไม่เคยหั่นของ ทุกครั้งที่เขาทิ้งตะหลิวและกะทะเขาจะตะโกนบอกเดี่ยวทุกครั้ง “เฮ้ย เก็บด้วย” ตั้วได้ยินเดี่ยวโวยวาย เขาไม่เถียง คงรู้ตัวว่าผิด เขายักไหล่และพูดพึมพำ แต่ผมก็ได้ยิน “ช่วยไม่ได้ อยากไม่ดูให้ดีเองนี่หว่า”

เท่าที่ผมสังเกตดูเจ้าตั้วกลัวเรวัติ เพราะเรวัติด่าเอาจริงๆเวลาที่เจ้าตั้วไม่เอาไหน “ไอ้เอี้ยเอ๊ย หั่นเนื้อต้องหั่นตามขวาง หั่นตามยาวเนื้อก็เหนียวซิวะ”

“แล้วทำไมต้องให้ผมมาหั่นเนื้อด้วย คนหั่นของก็มี” เจ้าตั้วเถียง มันก็เลยถูกเรวัติตบกะโหลกเอา     “มึงต้องหัดงานในครัวไว้ทุกอย่าง อีกหน่อยมึงต้องคุมร้าน คนเป็นนายจ้างที่ดีนะเว้ยต้องทำอะไรเป็นทุกอย่าง ดีเท่าไหร่ที่กูไม่ให้มึงล้างจาน ตอนมาเมกาใหม่ๆกูล้างจานจนมือเปื่อย มึงมาแบบสบายแล้ว พี่ๆมีงานรอไว้ให้มึง ถ้ามึงทำไม่ได้ก็กลับเมืองไทยไปซะ”

ผมสงสัยว่าตอนที่อยู่เมืองไทยพ่อแม่คงเลี้ยงนายตั้วแบบคุณหนูเทวดา ผมข้องใจว่าแบบนี้นายตั้วจะเป็นเชฟได้หรือนี่ พี่ชายสองคนอุตส่าห์ตั้งความหวังกับน้องคนนี้ แต่เจ้าตั้วกลับไม่ยอมร่วมมือ
 
ส่วนติ๊ดตี่นั้นพี่ๆของเขาให้ช่วยงานหน้าร้าน ติ๊ดตี่ยังพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ ก็เลยเป็นคนเก็บและทำความสะอาดโต๊ะ เมื่อมีคนช่วยหน้าร้านหลายคนทิปที่ได้ก็ต้องแบ่งเฉลี่ยกันหลายคน เด็กเสริฟสองคนแอบบ่นให้ผมฟังว่า “ติ๊ดตี่ยังทำอะไรไม่เป็นเลย รับออร์เด้อร์จากลูกค้าก็ยังไม่ได้ แต่พี่โรจน์ก็แบ่งทิปให้เขาเท่ากับเรา”

             “แล้วอีกอย่างนึงนะ ติ๊ดตี่นี่สอนยาก วันนั้นหนูบอกเขาว่าเวลาที่แขกสั่งชาร้อนก็ไม่ต้องเอาน้ำเย็นไปให้เขาอีก เขาจะกินชาร้อน เขาไม่สนใจน้ำเย็นหรอก เปลืองแก้วด้วย” อ้อยเสริมขึ้นมา

             “เวลาที่แขกเรียกเอาบิล ติ๊ดตี่เอาบิลไปให้แล้วก็ยืนรอให้แขกจ่ายตังค์ หนูว่ามันดูเหมือนไปเร่งแขก พวกหนูพอวางบิลแล้วก็เดินจากมา ปล่อยให้แขกเขาจ่ายเมื่อเขาพร้อม แล้วตอนที่ติ๊ดตี่เอาตังค์ไปทอน เขาก็ยืนรอแขกให้ทิป ดูแล้วน่าเกลียดเหมือนกับไปกดดันแขกว่าฉันรอทิปอยู่”

            “ตอนที่เขาเดินไปเก็บบิล ขากลับเอาเงินมาให้แคชเชียร์ เขาเดินผ่านโต๊ะ บางโต๊ะก็ยังไม่ได้เก็บถ้วยชาม เขาน่าจะคว้าแก้วหรือถ้วยชามเปล่าติดมือมาบ้าง จะได้ทุ่นเวลา ของพวกนี้พวกเราเรียนรู้จากประสบการณ์ อะไรที่ทำให้งานง่ายขึ้นหรือประหยัดเวลาเราก็จะทำ พอสอนติ๊ดตี่เขาก็ทำท่าว่าฟัง แต่ก็ยังทำเหมือนอย่างเดิม”

            ผมได้ยินพวกสาวเสริฟบ่นแล้วก็ยังคิดว่า ร้านอาหารในอเมริกานี่ต่างกับร้านข้าวแกงของแม่ผม ร้านของแม่ไม่มีปัญหาจุกจิกแบบนี้ ร้านเราไม่ใช่ร้านอาหารไฮโซที่ต้องมาบริการลูกค้าแบบครบวงจร ผมนึกในใจว่าถ้าได้ใบเขียวเมื่อไรผมจะไปหางานอื่นทำ ไปทำงานกับฝรั่งยังได้ฝึกพูดภาษา แล้วก็ทำงานแค่แปดชั่วโมงต่อวัน ถ้าทำเกินแปดชั่วโมงนายจ้างจะต้องจ่ายโอทีให้เรา ทำงานกับคนไทยด้วยกันนอกจากจะทำงานหนัก ไม่มีโอที นายจ้างไม่ให้สวัสดิการอะไรกับลูกจ้างเลย ไม่มีประกันสุขภาพให้ ไม่มีเงินบำนาญสะสม สิ่งเหล่านี้ผมเริ่มเรียนรู้จากการคุยกับคุณพันทิพา เพราะเธอเล่าให้ฟังถึงโรงพยาบาลที่เธอทำงานอยู่ว่ามีสวัสดิการอะไรบ้าง ที่แน่นอนที่สุดก็คือ ผมไม่คิดที่จะเปิดร้านอาหารไทยแน่นอน ผมมองเห็นปัญหาต่างๆมากมายในการทำธุรกิจแบบนี้ ผมขอกลับไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมดีกว่า ผมเชื่อว่าถ้าภาษาผมดีผมก็สามารถหางานดีๆทำได้

             ผมเรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากคุณพา บางวันเธออยู่จนร้านปิด เมื่อลูกค้าออกไปหมดแล้วพวกเราก็กินข้าวรอบดึก คุณพาเธอชอบฝีมือทำอาหารของผม เธอประทับใจตั้งแต่วันที่เลี้ยงพระงานแต่งงานของเธอกับโรจน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝีมือทำขนมไทยของผม เธอบอกว่าที่นิวยอร์คมีคนไทยทำขนมส่งขายตามร้านก็จริง แต่ไม่มีใครทำอร่อยเท่าผม

เวลาล่วงไปอีกสองเดือน แต่ใบต่อวีซ่าของผมก็ยังไม่กลับคืนมา ทำให้ผมกระวนกระวายนั่งไม่ติด ผมปรารภเรื่องนี้กับโรจน์เขาก็บอกให้ใจเย็นๆ “โธ่ ผมใจเย็นไม่ไหวครับ ไม่อยากเป็นโรบินฮู๊ด”

“เดือนหน้าผมเปิดร้านแน่พี่โจ พอเปิดร้านปุ๊บผมแอพพลายใบเขียวให้พี่ พี่ก็ปลอดภัยแล้ว แต่ผมว่าอีกไม่นานใบต่ออายุวีซ่าของพี่ก็คงจะมา อิมมิเกรชั่นมีงานเยอะมาก เขาจึงตอบคำร้องล่าช้าไปบ้าง”

คนไทยที่มาอยู่อเมริกาหลายๆคนชอบพูดไทยปนอังกฤษ อย่างคำว่าแอพพลายที่โรจน์ใช้ ตอนแรกผมงงอยู่ตั้งนานว่ามันหมายความว่าอย่างไร โรจน์อธิบายว่ามันมาจากคำว่าapplyซึ่งแปลว่าสมัคร หรือยื่นคำร้อง    อันที่จริงคำในภาษาอังกฤษบางคำสั้นและกะทัดรัดกว่าภาษาไทย อย่างคำว่าทำความสะอาด คนไทยที่นี่ชอบพูดว่า “คลีน”บ้าน มันสั้นกว่าพูดว่า”ทำความสะอาดบ้าน” ตัวผมเองภาษาอังกฤษยังไม่กระดิกหูเท่าไหร่ตอนนี้ยังไม่มีความสามารถที่จะพูดไทยปนอังกฤษได้
 
อาทิตย์ถัดมาผมก็ได้จดหมายตอบจากอิมมิเกรชั่น เขาอนุญาตให้ผมอยู่ต่อได้อีกหกเดือน ทำให้ผมค่อยสบายใจขึ้นบ้าง หลังจากนั้นผมก็ต้องไปช่วยโรจน์ตบแต่งร้านใหม่ โรจน์ได้สถานที่เปิดร้านที่อยู่ในทำเลดีมากในเกาะแมนแฮตตั้น ผมต้องตื่นเช้ากว่าที่เคยประมาณสองชั่วโมง รุ่งโรจน์มารับผมที่บ้าน แล้วเราก็ไปร้านใหม่กัน โรจน์ไม่ได้ขอแรงเดี่ยวกับชัยมาช่วยแต่งร้านใหม่ เพราะสองคนนั่นจะยังคงทำงานต่อที่ร้านของเรวัติ  ตามที่โรจน์วางแผนไว้ว่าจะเปิดร้านในเดือนถัดไป แต่เอาเข้าจริงๆก็ล่าช้าไปอีก เพราะมีผมกับเขาเท่านั้นที่แต่งร้าน คุณพามาช่วยตอนเย็น แต่เธอก็ทำได้เฉพาะงานเบาๆที่ไม่ต้องออกแรงมากนัก ผมต้องตื่นเช้ากว่าปกติ ได้พักผ่อนน้อยลง ที่สำคัญโรจน์ไม่ได้จ่ายโอทีให้ผม

อย่างไรก็ดีโรจน์ก็เปิดร้านได้ในสองเดือนถัดมา ที่ร้านใหม่นี้มีผมเป็นพ่อครัวใหญ่ โรจน์จ้างผู้ช่วยในครัวอีกสองคน สองคนนี้เป็นชาวเอควาดอร์ พูดได้แต่ภาษาสแปนิช โรจน์บอกว่าสองคนนี้เคยทำงานร้านไทยมาก่อน ในวันหยุดของผมโรจน์จะเข้ามาทำงานแทน ส่วนหน้าร้านโรจน์จ้างคนเสริฟเป็นคนพอโตริกันสองคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ดี และอ้อยซึ่งขอตามมาอยู่ด้วย ผมรู้ดีว่าอ้อยเบื่อความขี้หลีของเรวัติ และรำคาญความงี่เง่าของติ๊ดตี่

คุณพันทิพาจะแวะมาที่ร้านทุกวันหลังจากที่เธอเลิกงานแล้ว ตั้งแต่โรจน์เปิดร้านใหม่โรจน์ไม่ได้หยุดเลย ตอนนี้เขาเป็นเจ้าของร้าน เขาต้องดูแลร้านอย่างใกล้ชิด และเขาต้องทำงานแทนเวลาที่พวกเราหยุด แม้กระทั่งล้างจานโรจน์ก็ยังต้องทำเองเมื่อถึงวันที่คนล้างจานหยุด

งานในครัวไม่มีอะไรยุ่งยาก เราจัดระบบในครัวเป็นอย่างดี และผู้ช่วยของผมก็รู้งานดีอยู่แล้วดังนั้นอาหารออกได้เร็วแขกไม่ต้องรอนาน ชีวิตผมก็น่าจะดีขึ้น ตอนนี้ผมคุมในครัว แล้วก็ไม่ต้องได้ยินคำพูดระคายหูจากตั้วและเรวัติ แต่มันก็ยังมีปัญหาอย่างอื่นที่ผมไม่เคยคิดมาก่อน

ผมทำอาหารให้พนักงานกินตอนสี่โมงเย็นเหมือนตอนอยู่ที่ร้านของเรวัติ เรวัติบอกให้ผมทำอาหารตามเมนูให้พนักงานกินบ้าง พนักงานเสริฟจะได้แนะนำอาหารให้ลูกค้าได้ถูกต้อง ผมก็ทำแบบเดียวกันกับที่ร้านใหม่แห่งนี้ พวกพนักงานเชื้อสายสแปนิชทั้งสี่คนชอบอาหารไทยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกแกงเผ็ด ผัดเผ็ด และยำ

วันเสาร์นี้คุณพามาที่ร้านพร้อมโรจน์ เพราะเธอไม่ได้ทำงาน สองผัวเมียมาถึงตอนที่พวกเรากำลังจะอิ่มกันพอดี เธอมองดูจานกับข้าวที่เกือบจะว่างเปล่า แล้วก็ถามผมว่า “โจทำอาหารให้พนักงานกี่อย่าง”

“สามอย่างครับ”

“วันนี้ดูท่าทางจะมีปลาราดพริกด้วย ใช่ไหม”

“ครับ แต่พวกเรากำลังจะอิ่ม เดี๋ยวผมทำให้คุณพากับโรจน์ใหม่นะครับ

“ไม่ต้อง เดี๋ยวให้คุณโรจน์จัดการ”

หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้สนใจคุณพาอีก ผมกลับเข้าครัวเตรียมของ โรจน์เข้ามาในครัว เขาทำก๋วยเตี๋ยวน้ำต้มยำสองที่ ระหว่างที่ทำอาหารโรจน์ไม่พูดอะไรเลย แต่สัมผัสที่หกของผมบอกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติ   

สักพักใหญ่คุณพาก็เดินเข้ามาในครัว เธอเปิดตู้เย็นดูอาหารสดต่างๆ แล้วเธอก็หันมาบอกผมว่า “พวกผักต่างๆถ้าเริ่มเหี่ยวหรือเหลืองให้เอามาผัดให้พนักงานกิน อย่าเอาไปขายแขก”

“ครับ ผมก็คอยเช็คพวกผักอยู่แล้ว”

“ต่อไปนี้อาหารพนักงานตอนเย็นลดเหลือเพียงสองอย่างก็พอ”

“ทำไมล่ะครับ” ผมย้อนถาม

“ร้านเราเพิ่งเปิดใหม่ ต้องระวังเรื่องค่าใช้จ่าย ลูกจ้างจะกินตามใจชอบไม่ได้ แล้วก็ห้ามขาดเลยนะ อย่าเอาพวกซีฟู้ดมาทำอาหารให้พนักงานกินอีก อย่างปลาราดพริกเป็นตัวๆนี่ ของแพงเก็บไว้ขายแขกดีกว่า”

ผมงง นึกไม่ถึงว่าคุณพาจะเริ่มประหยัดกับพวกเรา ตอนที่อยู่ร้านเรวัติ พวกเรากินกันอย่างอุดมสมบูรณ์ บางวันที่เรวัติอารมณ์ดีเขาก็แวะซื้อเป็ดย่างจากไชน่าทาวน์มาให้พวกเรากินด้วย

ผมไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี เธอพูดต่อไปว่า “อาหารตอนกลางคืนเปลี่ยนเป็นอาหารจานเดียว อย่างข้าวผัด หรือข้าวต้มดีกว่า ถ้าข้าวต้มให้ทำเป็นข้าวต้มเครื่อง ทำหม้อใหญ่หม้อเดียวพอ พอเลิกงานกลางคืนเดี๋ยวก็นอนแล้ว กินอาหารยามวิกาลไม่ดีกับสุขภาพ”

โอ้ อะไรจะขนาดนั้น ผมนึกในใจ

     คืนนั้นคุณพาเข้ามาดูในครัวก่อนจะปิดร้าน เธอยังย้ำว่า “วันนี้ทำข้าวต้มหมูนะโจ”

ผมก็ได้แต่รับคำ เมื่อยกอาหารออกมาให้พนักงานกินหลังเลิกร้านแล้ว พวกคนเสริฟชาวพอโตริกัน บอกว่า “ทำไมคืนนี้มีอาหารอย่างเดียว
ผมก็บอกว่า “ถามบอสดูก็แล้วกัน”

หนึ่งในบรรดาสาวเสริฟชาวพอโตริกันชื่ออแมนด้าโวยวายกับโรจน์ “ทำไมวันนี้อาหารมีอย่างเดียว”

โรจน์อึกๆอักๆ คุณพาเลยตอบเองว่า “กินอาหารตอนกลางคืนไม่ดีกับสุขภาพ ถ้ากินอาหารหนักจะใช้เวลาถึงสี่ชั่วโมงกว่าจะย่อยหมด ยิ่งถ้ากินก่อนนอนอาหารย่อยไม่หมดทำให้ท้องอืด”

“แต่พวกเรากินอาหารเย็นตอนสี่โมง ทำงานจนถึงสี่ทุ่ม บางทีก็เลยไปถึงห้าทุ่มก็มี เวลาที่เรากินอาหารตั้งแต่บ่ายสี่โมงจนถึงสี่ทุ่มมันนานมากนะ อีกอย่างหนึ่งคนที่ทำงานกลางคืนอย่างพวกเราพอกลับถึงบ้านเราก็ยังไม่เข้านอนทันที เรื่องอาหารไม่ย่อยอะไรที่ยูว่านั่นไม่เคยเป็นปัญหาสำหรับฉัน”

“If I can eat it, you can eat it, too.” คุณพาตอบเป็นภาษาอังกฤษด้วยประโยคที่เธอคิดว่าเฉียบขาด “ถ้าฉันกินได้พวกเธอก็ต้องกินได้ด้วย” แล้วเธอก็ยังย้ำต่อไป “หรือว่าใครมีปัญหา”

ทุกคนนิ่งเงียบ ไม่อยากมีปัญหา ต่างก็กินข้าวต้มต่อด้วยความไม่เต็มใจนัก ผมสังเกตหลายครั้งว่า คุณพาแทบจะไม่เคยกินอาหารร่วมกับพนักงานเลย เธอมักจะมาถึงที่ร้านตอนเย็นมากแล้ว มาถึงก็สั่งก๋วยเตี๋ยวชามเดียวทุกครั้ง ผมยังคิดว่าเธอเป็นคนกินง่าย แต่ผมเข้าใจผิดอย่างมาก

 สองวันต่อมาผมก็ได้รับโทรศัพท์จากอ้อยหลังจากที่กลับถึงบ้านแล้ว “อ้อย มีอะไรเหรอ เมื่อกี้ก็ยังเจอกันที่ร้าน”
“อืม ก็เป็นเรื่องที่คุยกันที่ร้านไม่ได้น่ะซิ อ้อยถึงต้องโทรมา พี่โรจน์เขาบอกพวกเราว่า ต่อไปนี้เวลาแบ่งทิปเขาต้องหักค่าทำของแตกไว้ยี่สิบดอลล่าร์ทุกคืน”
 “โอ้โฮ ขนาดนั้นเชียวหรือ พี่ไม่เคยได้ยินนะว่านายจ้างหักทิปจากลูกจ้าง ต้องการจะมีเอี่ยวด้วย ว่างั้นเถอะ” ผมอุทานอย่างแปลกใจ
“ค่าแรงก็ได้น้อยอยู่แล้ว ยังจะถูกเบียดบังเงินทิปอีก”

“อ้อยได้ค่าแรงวันละเท่าไหร่ล่ะ”

“สิบบาท” อ้อยตอบ เธอหมายถึงสิบดอลล่าร์ มันเป็นความเคยชินของคนไทยในอเมริกาที่ชอบเรียกเงินดอลล่าร์ว่าบาท อ้อยพูดต่อไปว่า “ฟังแล้วทุเรศไหม พวกเราไม่ใช่เด็กๆที่จะทำของแตกทุกวัน ตั้งแต่เปิดร้านมาพวกเรายังไม่เคยมีใครทำแก้วแตกเลยสักใบ ตอนที่อยู่ร้านโน้นพี่หมีเขาก็ไม่เคยมาหักค่าของแตกจากทิป”

“เอ้อ...พี่ว่าอาจจะไม่ใช่ความคิดของโรจน์ พี่รู้จักโรจน์มาหลายปี พูดตรงๆนะ ข้าวต้มที่เรากินกันคืนนี้ก็เป็นไอเดียของคุณพา แกยังบอกอีกว่าอาหารตอนสี่โมงให้ลดเหลือแค่สองอย่าง ต่อไปนี้ไม่มีการกินปลาราดพริกอีกต่อไปแล้ว”

 “เมียพี่โรจน์นี่เค็มจริงๆนะ ตัวพี่โรจน์น่ะไม่เท่าไหร่หรอก หนีเสือปะจรเข้หรือเปล่าวะเนี่ย”

“พี่เข้าใจที่อ้อยพูด พี่ก็ไม่รู้จะพูดยังไง เรารอดูเขาไปก่อนก็เเล้วกันนะ”

 “จริงๆนะพี่โจ ไม่มีใบเขียวมันก็อาภัพแบบนี้แหละต้องทนให้นายจ้างเอาเปรียบ ที่สำคัญนายจ้างเป็นคนเชื้อชาติเดียวกับเราเสียด้วย ไม่รู้ว่าคนชาติอื่นเขาเอาเปรียบพวกเดียวกันเองหรือเปล่า”

“อดทนหน่อยก็แล้วกันนะอ้อย” ผมก็ไม่รู้ว่าจะปลอบอ้อยอย่างไรดี ตัวผมเองก็ยังงงงวยกับความเปลี่ยนแปลงของคุณพาอย่างไม่คาดคิดมาก่อน เมื่อก่อนผมเคยคิดว่าเธอเป็นคนกันเอง เพราะเราคุยกันช่วงเวลาพักบ่อยๆ แต่มาเจอคำพูดของเธอคืนนี้บอกตรงๆว่าผิดคาดจริงๆ

 เท่านี้ยังไม่พอครับ วันเสาร์ต่อมาคุณพามาที่ร้านแต่วัน คราวนี้เธอเข้ามาในครัว หยิบไข่ในตู้เย็นมาหกโหล เอาไข่ใส่ในถังพลาสติกขนาดกลางที่เคยเป็นถังใส่ซีอิ๊วมาก่อน เธอต้มเกลือกับน้ำโดยสัดส่วนดังนี้ เกลือหนึ่งส่วน กับน้ำสี่ส่วน พอน้ำเกลือเดือดเธอก็ยกหม้อไปแอบไว้ข้างหลังครัว เธอบอกทุกคนในครัวว่าอย่าเคลื่อนย้ายหม้อน้ำเกลือ

เสาร์นี้ร้านขายดีมาก ผมมัวแต่ยุ่งกับการผัดอาหารจนลืมหม้อน้ำเกลือของคุณพาไปแล้ว จนกระทั่งร้านปิดคุณพาเดินเข้ามาในครัว เธอเอาน้ำเกลือที่เย็นแล้วใส่ลงไปในถังที่มีไข่อยู่ เมื่อเห็นผมมองด้วยความสงสัยเธอจึงบอกว่า “ทำไข่เค็มไว้ให้พวกเรากินกับข้าวต้ม”

“โอ้ มายก็อด” ผมขออนุญาตอุทานเป็นภาษาอังกฤษหน่อย เธอประหยัดแบบสุดสุดเลยหรือนี่

 “โจ พี่เขียนวันที่ไว้ที่ฝาถังนี่แล้วนะ ใช้เวลาหกอาทิตย์ไข่เค็มถึงจะใช้ได้ รับรองเลยว่ากินแล้วจะต้องติดใจ สูตรดองไข่เค็มนี้ดองออกมาแล้วไข่แดงมันเยิ้มเชียว”

ผมอยากจะหัวเราะพรืดออกมา แต่ต้องกลั้นไว้ ไม่ใช่หัวเราะแบบขบขัน แต่หัวเราะแบบสมเพชในความเค็มของคุณพา เค็มจนเกลือต้องสยบ
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 04, 2010, 04:28:38 am »

สวัสดีปีใหม่ค่ะ...

ตามอ่านตลอด แต่ช่วงปลายปี กับเมื่อวานออกไปต่างจังหวัดกัน ครบครอบครัว ทั้งลูกและหลาน ปู่กับย่าพาหลาน ๆ เที่ยวค่ะ...เรียกว่าปีละครั้ง เพราะเมื่อก่อนอยู่ต่างประเทศก็เลยไม่ได้รวมกลุ่มกันสักที มาเมื่อปีที่แล้ว และปีที่เพิ่งผ่านมานี้ก็เลยได้ออกไปเปิดหูเปิดตากันอีกที

ประทับใจที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มากอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน... คือนอกจากความทันสมัย น่าทึ่งต่าง ๆ แล้ว ยังได้ไปพบที่น่าทึ่งกว่า นั่นคือ คุณเจ้าหน้าที่ประจำชั้นต่าง ๆ ที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ หรือที่พวกเรามักเรียกคุณยามน่ะค่ะ  ตอนที่เราไปนั้นเป็นเวลาสี่โมงเย็นกว่าแล้ว และพิพิธภัณฑ์จะปิดตอนห้าโมงเย็น เรามีเวลาไม่ถึงชั่วโมง ในขณะที่เป็นที่รู้กันว่าที่นี่ถ้าจะดูให้ครบต้องใช้เวลาเป็นหลาย ๆ ชั่วโมง

พวกเรามีผู้ใหญ่หกคน เด็กเล็กสองคน... คือ โอเอซิซ กับ เพิร์ล พอเข้าไปข้างในได้ เด็ก ๆ ก็วิ่งทันที โอเอซิซ สี่ขวบกว่าวิ่งกดโน่นกดนี่  เพิร์ลยังเล็กอยู่แต่วิ่งเก่งเช่นกัน... ที่นี่เป็นที่เรารู้สึกทันทีว่า บรรยากาศยอดเยี่ยมมาก ไม่มีใครว่าเมื่อมีเด็กวิ่งไปกดปุ่มนั้นปุ่มนี้... คนเฝ้าไม่มีท่าทางต้องกลัวว่าเด็ก ๆ จะไปทำโน่นนี่พัง...หรือทำท่าบอกอย่าแตะต้องนะ...
จุดไหนอันตรายจริง ๆ จะมีป้ายบอกห้ามแตะไว้...ซึ่งที่ห้ามก็เพราะเป็นไฟฟ้าแรงสูง... จากห้องนั้นไปห้องนี้ ดูโล่ง ดูสบายอารมณ์ ปราศจากสายตาสอดส่อง ห้ามปราม ช่างวิเศษเสียเหลือเกิน ไม่คิดว่าจะมีบรรยากาศอย่างนี้ในเมืองไทย
สมเป็นความก้าวหน้าอย่างยิ่ง...

นอกจากจะได้สัมผัสกับเรื่องราวของโลก ดวงอาทิตย์ และดาวอื่น ๆ แล้ว ยังมีบ้านเรือนไทยห้องเล็ก ๆ ให้เข้าไปทดลองเจอคลื่นแผ่นดินไหวด้วย  มีปุ่มให้กดได้ 3 ระดับ พวกเราทั้งหมดเข้าไปรวมตัวกัน ได้บรรยากาศตื่นเต้นสนุกระทึกกันพอสมควร คนที่ไม่เคยเจอแผ่นดินไหวมาเลย อาจจะยังไม่รู้ฤทธิ์นัก แต่พวกเราเจอกันมาบ้างแล้ว ก็เลยไม่กระไรนัก... แต่ก็ถือว่าเป็นการดีมากทีเดียว

จากนั้นเราก็เดินขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้นสองทางด้านนี้ ซึ่งเป็นโซนให้เด็กได้เล่นเครื่องเล่นต่าง ๆ น้อง ๆ ที่ดูแลเห็นพวกเราขอให้ช่วยถ่ายรูปให้ตรงเคาน์เตอร์กระจกหลากมุมแล้วเลยบอกจุดให้พวกเราไปนั่งเรียงกันแล้วถ่ายรูปให้ ซึ่งก็ออกมาดี
แล้วบอกว่าต้องไปอีกด้านหนึ่งถึงจะขึ้นไปชั้นต่าง ๆ ได้ เราก็ไปตามนั้น เดินแวะเวียนชมกันทีละชั้นอย่างคร่าว ๆ มาถึงชั้นห้า เหลือเวลาอีกห้านาที  ต้องขอย้ำว่า ห้านาทีก่อนเวลา ห้าโมงเย็นที่พิพิธภัณฑ์จะปิดนะคะ ที่อื่น ๆ ถ้าเป็นในเวลาอย่างนี้ เราจะเห็นแต่เจ้าหน้าที่จะคอยมาไล่ต้อนให้ออกจากสถานที่จนเป็นปกติวิสัย แต่สิ่งที่เราได้ยินที่นี่กลับเป็นประโยคนี้ค่ะ ฟังแล้วทึ่งมาก... เจ้าหน้าที่ผู้ชาย หน้าตาดูเฉย ๆ แต่เขาถามเราว่า ชั้นหก ขึ้นไปดูหรือยัง ขึ้นไปซิครับมีเวลาอีกห้านาที... โอ้โฮ ฟังแล้วชื่นใจมาก แล้วก็รู้สึกชื่นชมผู้บริหารที่นี่ ที่ช่างเลือกคนที่มีวิสัยทัศน์ เหมาะกับสถานที่มาทำงานด้วย นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้ยินประโยคน่าชื่นใจนี้ ถ้าเป็นที่อื่นพวกเราคงไม่มีโอกาสได้ขึ้นไปชั้นหก ซึ่งเป็นชั้นสุดท้ายกันแล้วเป็นแน่ เพราะต้องถูกต้อนลงมา เนื่องจากจะปิดแล้วครับ หรือจะปิดแล้วค่ะ... แต่ที่นี่กลับไม่เป็นอย่างนั้น

ก็เลยเป็นความประทับใจเพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง นอกจากความทันสมัยของพิพิธภัณฑ์ที่ได้รับรู้มาตั้งแต่เปิดใหม่ ๆ สักพักใหญ่มาแล้ว ก็ได้มาประจักษ์แจ้งด้วยตัวเองวันนี้แหล่ะค่ะ  ก็เลยอยากจะบอกว่า ถ้าใครพาเด็กเล็ก ๆ ไปเที่ยวด้วยแล้วละก้อ ที่นี่จะเป็นที่ ๆ คุณสบายใจได้ว่า เด็ก ๆ ลูกหลานของคุณจะเพลิดเพลินกับความรู้ต่าง ๆ มากมายเลยค่ะ


กลับมาเรื่องของคุณเพ็กกี้กันดีกว่า... นิอ่านอย่างสนุกและเพลินไปเลย แข่งกันกับคุณอภิญญา บางทีอ่านก่อนแต่ไม่ได้เขียนไว้เพราะไม่มีเวลา

นั่นซิคะ คนไทยเมืองนอก รู้หน้าไม่รู้ใจกันจริง ๆ นิเคยหลงมาแล้ว ด้วยความที่เป็นคนจริงใจ เห็นหน้าใครต่อใครนึกว่าเขาดีกันไปหมด เคยน้ำตาตกในมาแล้วค่ะ เห็นเขายิ้มแย้มทักทายเพื่อน ๆ คนไทยด้วยกัน ก็นึกไปว่าเขาช่างน่ารักกันจัง พอร่วมงานด้วยที่ไหนได้... แตกกันเป็นเสี่ยง ๆ แต่ก็ได้ประสบการณ์ดีค่ะ แล้วก็ได้ความเข้าใจ ได้รู้จัก ได้อะไรต่อมิอะไรมาแยะค่ะ... คุณเพ็กกี้คงเคยเจอมาแล้วทุกรูปแบบ สิ่งที่เขียนไว้จึงเป็นอุทาหรณ์อย่างดีสำหรับคนไทยที่กำลังจะก้าวไปอยู่ในสังคมคนไทยต่างเมือง  คนดีก็มีแยะ แต่คนดีน้อยแม้จะมีไม่มากแต่ก็ทำให้จำได้ไม่ลืมถ้าคุณไม่รู้จักเขาดีพอ

จะคอยตามอ่านค่ะ 

ขอสวัสดีปีใหม่กันอีกครั้งหนึ่งค่ะ ขอให้พบแต่สิ่งดี ๆ ตลอดไปนะคะ 
 
บันทึกการเข้า
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 04, 2010, 08:06:09 pm »

ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่ได้รับจากคุณนิค่ะ แล้วก็ขอบคุณสำหรับเรื่องเล่าเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ ไปเมืองไทยเมื่อไหร่เพ็กกี้ต้องไปเยี่ยมชมให้ได้ค่ะ
บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #3 เมื่อ: มกราคม 12, 2010, 12:46:35 am »

เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ นะคะ ทั้งข้นทั้งเค็มค่ะ คราวนี้อ่านตามหลังคุณนิเพราะเครื่องคอมพ์ที่บ้านเสีย ต้องไปซื้อเครื่องใหม่ เพราะค่าซ่อมสี่หมื่นกว่าบาทเลยคิดว่าซื้อใหม่ดีกว่า และกว่าจะใช้ได้ก็หลายวัน
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF