www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: น้ำตาโรบินฮู๊ดตอนที่เจ็ด อกสั่นขวัญหาย  (อ่าน 1972 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: มกราคม 14, 2010, 05:46:44 pm »

                                      ตอนที่เจ็ด อกสั่นขวัญหาย
ผมหาโอกาสที่จะไปวัดไทยมาหลายอาทิตย์แล้ว อันที่จริงผมเคยไปคนเดียวครั้งหนึ่งหลังจากวันแต่งงานของรุ่งโรจน์ประมาณสามอาทิตย์ แต่ผมหลงทาง ผมเลยต้องกลับไปตั้งหลักใหม่ คราวนี้ผมถามทางจากอ้อย ได้แผนที่จากเธออย่างละเอียด ผมคิดว่าคราวนี้คงจะไม่หลงแน่

แต่กว่าจะไปถึงวัดก็เป็นเวลาบ่ายสองโมง เลยเวลาพระฉันเพลไปนานแล้ว ผมรู้ว่าผมไปไม่ทันเพลแน่นอน เพราะกว่าผมจะตื่นก็เลยเที่ยงไปแล้ว ผมจึงซื้อพวกเครื่องกระป๋องไปถวายพระ ตั้งใจว่าจะถวายปัจจัยด้วย

วัดที่นี่หน้าตาไม่เหมือนวัดที่เมืองไทย ผมก็มัวแต่มองหาอาคารที่มีหน้าจั่วมีช่อฟ้าใบระกา ทั้งๆที่เคยมาตอนงานแต่งงานโรจน์ แต่ความเคยชินทำให้ลืมนึกไปว่า วัดนี้เดิมเคยเป็นโบสถ์ของคนผิวดำที่เขาเลิกกิจการไปแล้ว ทางคณะกรรมการผู้ก่อตั้งวัดซื้ออาคารมาด้วยราคาถูกมาก อัญเชิญไม้กางเขนลง แล้วก็ปรับปรุงโบสถ์ให้เป็นที่อยู่ของพระสงฆ์ โบสถ์แห่งนี้มีห้องประกอบพิธีทางศาสนาใหญ่พอสมควร ทางวัดก็ดัดแปลงเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา

 ขณะที่เดินเก้ๆกังๆอยู่หน้าวัดเพราะไม่รู้จะไปหาพระที่ไหน พอดีมีชายสูงอายุคนหนึ่งมองมาเห็นผมพอดี เขาถามว่า “มาหาใครครับ”

ผมตอบว่า “ผมเอาอาหารกระป๋องมาทำบุญครับ”

เขาก็เลยบอกให้ผมเข้าไปนั่งรอในห้องโถงที่ใช้ประกอบพิธีทางศาสนา และเข้าไปบอกพระให้ออกมารับของถวาย ผมเห็นตะกร้าเหมือนตะกร้าใส่ผ้ามากมาย ภายในตะกร้ามีของใช้จำเป็นอย่างเช่นกระดาษชำระ ยาสีฟัน กาแฟสำเร็จรูปเป็นขวด นมข้น และของใช้อีกหลายอย่าง ผู้ชายคนนั้นเห็นผมมมองตะกร้าเหล่านั้นเขาจึงอธิบายว่า “ตะกร้าพวกนี้เป็นของถวายสังฆทาน เรามีไว้เพื่อความสะดวกของคนที่มาทำบุญ ถวายเงินเป็นค่าของแล้วก็เอาตะกร้าถวายพระ คุณสนใจจะถวายสังฆทานไหมล่ะ”

“ผมเตรียมของมาแล้วครับ แล้วก็จะถวายปัจจัยด้วย”

“โยมเพิ่งมาอยู่นิวยอร์คหรือ อาตมาไม่เคยเห็นมาก่อน” พระถามขึ้นหลังจากที่ท่านรับประเคนของจากผมแล้ว ท่านคงจะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผม

“ผมมาอยู่นี่ได้เกือบเก้าเดือนแล้วครับ อันที่จริงผมเคยมาวัดหนหนึ่งตอนที่เจ้าของร้านที่ผมทำงานเขาแต่งงานเมื่อประมาณสองเดือนก่อน”

             “คุณรุ่งโรจน์ใช่ไหม วันนั้นผมก็อยู่ที่วัดด้วย” ชายคนนั้นถามขึ้น ผมก็รับคำ

            “วันเสาร์และวันอาทิตย์จะมีคนมาทำบุญมาก เพราะคนส่วนใหญ่จะหยุดงาน” พระท่านบอก

           “ผมก็อยากมาถวายเพล แต่ไม่สะดวกหลายอย่าง ผมได้หยุดงานเพียงวันเดียวคือวันพุธ ผมทำงานกลางคืนจึงตื่นสาย เพราะต้องพักผ่อนให้พอ อีกทั้งที่บ้านก็ไม่มีใครทำครัว เราทำงานร้านอาหารกันก็เลยกินที่ร้าน” ผมอธิบาย

           “วัดไทยในอเมริกาไม่ว่าวัดไหนก็มีบรรยากาศเหมือนๆกัน วัดก็เหมือนศูนย์กลางของคนไทยที่นี่ เราได้พบปะพูดคุยกัน เจอเพื่อนใหม่ทำให้บางคนที่เพิ่งมาอยู่คลายความคิดถึงบ้านไปได้ ผมอยู่นิวยอร์คมายี่สิบกว่าปีแล้ว เคยมีร้านขายเหล้า แต่ตอนนี้ผมขายร้านไปแล้ว ตอนนี้รอทำเรื่องขอเงินโซเชี่ยล ได้แล้วก็จะกลับไปรีไทร์ที่เมืองไทย ระหว่างที่รอก็มีเวลาว่างมาก ก็เลยมาเป็นมรรคทายกที่นี่ อ้อ ลืมแนะนำ นี่ท่านมหาสมบุญ ท่านจบด็อกเตอร์มาจากอินเดียเชียวนะ ส่วนผมชื่อโอฬาร ใครๆเรียกผมว่าพี่ใหญ่ ผมก็คงอาวุโสที่สุดในวัดนี้มั้ง”

“เงินโซเชี่ยลนี่อะไรครับ พี่ใหญ่” ผมถามเพราะไม่คุ้นกับคำนี้

“มันก็เหมือนเงินบำนาญนั่นแหละ สมัยที่เรายังทำงานอยู่นายจ้างเขาก็หักภาษีไว้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเงินโซเชี่ยลที่เราจะได้คืนตอนเกษียณแล้ว เงินโซเชี่ยลเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Social Security Benefits” พี่ใหญ่อธิบาย ผมนึกในใจว่าถ้าอย่างนั้นตอนที่ผมรีไทร์ผมก็จะได้เงินโซเชี่ยลนี้ด้วย โรจน์ไม่เคยอธิบายเรื่องนี้ให้ฟัง

“วันเสาร์อาทิตย์ทางวัดจัดให้มีการสอนภาษาไทยให้เด็กไทยที่เกิดหรือโตที่นี่ นอกจากนี้ก็ยังมีฝรั่งมาเรียนภาษาไทยด้วย เรามีสอนรำไทยกับดนตรีไทยด้วย” ท่านมหาสมบุญบอก

“ที่วัดนี่เป็นศูนย์รวมข่าวด้วย ไม่ใช่แค่ในนิวยอร์คเท่านั้น ร้านอาหารต่างรัฐบางทีก็มาขอปิดประกาศหาคนงาน บางทีก็ประกาศคนหาย ของหาย สารพัดที่จะประกาศ” พี่ใหญ่พูดยิ้มๆ

“แล้วคนไทยที่นี่ส่วนใหญ่เขาทำมาหากินอะไรครับ” ผมถามด้วยความสงสัย

“ก็มีหลายสาขาอาชีพ มีหมอกับพยาบาลคนไทยเยอะพอสมควร พวกอาชีพอื่นก็มีวิศวกร คอมพิวเตอร์โปรแกรมเม่อร์ คนไทยที่ทำงานในร้านอาหารไทยก็มีเยอะ พวกที่ทำงานตามโรงแรมใหญ่ๆก็มี สรุปว่าแบ่งเป็นสามประเภท พวกวิชาชีพ ผู้ใช้แรงงาน และเจ้าของธุรกิจส่วนตัว วัดเรามีคนหลายอาชีพ เราได้กำลังสนับสนุนมากมาย อีกไม่นานเราคงได้ย้ายวัดไปอยู่ที่ใหม่ที่กว้างกว่านี้ เราจะมีอาคารอย่างเช่นโบสถ์เหมือนกับที่เมืองไทย สถาปนิกคนไทยเขากำลังออกแบบอยู่ ที่ใหม่ก็อยู่ที่ลอง ไอร์แลนด์”

“แล้วร้านไทยที่ฟลอริด้าที่เคยมาขอให้ติดประกาศได้พ่อครัวหรือยัง” ท่านมหาสมบุญหันไปถามพี่ใหญ่

             “ได้แล้วครับ แต่ก็หาคนอีก ได้พ่อครัวกี่คนก็อยู่ไม่ทน จะว่าไปแล้วร้านไหนที่ลูกจ้างอยู่ไม่ทนแสดงว่าเจ้าของร้านแย่มากๆ แต่สำหรับร้านนี้ผมรู้จักเจ้าของร้านดี ชาญชัยไม่ใช่คนร้ายกาจกับลูกน้อง แต่สภาพของร้านอยู่บนเกาะ ห่างไกลตัวเมืองมาก แล้วบนเกาะก็ไม่มีรถเมล์”

“นั่นซินะ น่าเห็นใจคนที่ไปไหนไม่ได้เลย เหมือนกับติดเกาะ โดยเฉพาะคนที่ไปจากเมืองใหญ่ เคยเห็นแสงสี แต่ต้องมาอยู่เหมือนไม่มีมือไม่มีเท้า” ท่านมหาออกความเห็นบ้าง

ผมก็ฟังเขาคุยกันไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมาย และไม่คิดว่าจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับผม แต่ไม่มีใครเดาเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ พอสมควรแก่เวลาผมก็ลากลับ ตั้งใจไว้ว่าคราวหน้าจะพยายามตื่นเช้ากว่านี้จะได้มาทันถวายเพล แต่ผมก็คงจะไม่สะดวกที่จะทำอาหาร จะทำที่ร้านก็เกรงใจโรจน์กับคุณพา ไม่อยากให้เขาว่าได้ว่าทำอาหารส่วนตัวที่ร้าน ผมก็คงจะต้องพึ่งอาหารจีนจากไชน่าทาวน์

ระหว่างที่นั่งรถไฟกลับบ้านผมอดนึกถึงกลอเรียไม่ได้ อาทิตย์ก่อนผมไปสอนเธอทำจับฉ่าย ผมอยากรู้ว่าวันนี้เธอกำลังทำอะไรอยู่

พอกลับถึงบ้านได้ไม่นานเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น “สวัสดีครับ” ผมรับสายเป็นภาษาไทย เพราะบ้านนี้คงไม่มีฝรั่งโทรมาแน่

“ซาหวัดดีค่า” มีเสียงผู้หญิงฝรั่งพูดเป็นภาษาไทย ผมคิดว่าเป็นเด็กเสริฟที่ร้านโทรมาแกล้ง คราวนี้ผู้หญิงฝรั่งพูดต่อว่า “Hello, Joe. This is Gloria.”

             โอ้ กลอเรีย ตายยากจริงๆ “กลอเรีย ไอจัสทิ้งค์ออฟยู” ผมทักทาย

            “ฉันดีใจจริงๆนะที่โจนึกถึงฉัน ถ้านึกถึงแล้วทำไมไม่โทรมา” กลอเรียให้หมายเลขโทรศัพท์ไว้เมื่ออาทิตย์ก่อน แต่ผมไม่รู้จะโทรไปทำไม ไม่รู้ว่าจะคุยอะไรกับเขา

           “เอ้อ...ไอ..ไอ ด้อนโน” ผมตอบตะกุกตะกัก

          “วันนี้วันหยุดของยู ยูไปไหนมาหรือ”

             “ไอโกไทยเทมเปิ้ล”

            “I see. วัดเดียวกับที่พาจัดงานแต่งงานใช่ไหม วัดนั้นฉันเคยไป ฉันชอบที่นั่นมากเลย วันนั้นนอกจากที่ร้านทำอาหารไปเยอะแยะแล้ว คนอื่นๆที่ไปวัดก็เอาอาหารมาให้พระอีกมากมาย”

             “ใช่ครับ คนไทยชอบทำบุญ เอ้อ make merit.” คำนี้ผมจำมาจากโรจน์

             “แล้วโจจะไปวัดอีกเมื่อไหร่ ฉันอยากไปด้วย ฉันมีรถ ฉันไปรับโจก็ได้ ยูจะได้ไม่ต้องขึ้นรถไฟ”

             “เอ้อ....” ก็น่าสนใจนะครับข้อเสนอของกลอเรีย แต่ผมบอกตรงๆว่าเขิน จะให้ไปไหนมาไหนกับฝรั่ง ภาษาผมก็ยังไม่คล่องกลัวว่าจะไปทำขายหน้าที่วัด
             “วันพุธหน้าได้ไหม” กลอเรียเริ่มรบเร้า บอกตรงๆว่าผมไม่เคยเจอผู้หญิงที่ชวนผู้ชายก่อน อย่างเพิ่งคิดมากนะครับ ผมไม่ได้คิดอะไรเลยเถิดกับกลอเรีย ผมเพียงแต่ฉงนว่าที่เที่ยวมีถมไป แต่ทำไมเธอถึงสนใจจะไปวัดไทย

            “โอเคครับ” ผมตอบตกลงไป อยากจะปฏิเสธ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไง

           “เราเอาหารไปให้พระด้วย แล้วต้องไปถึงวัดกี่โมง” กลอเรียถาม

           “อย่าให้เกินสิบเอ็ดโมงเช้า ส่วนอาหารผมคงไม่มีเวลาทำ คงจะหาซื้อเอา คุณมารับผมที่สถานี102 Streetนะ ผมจะรออยู่” ผมรีบบอกเธอ มาเจอกันที่สถานีรถไฟง่ายที่สุด ผมไม่รู้จะบอกทางมาบ้านยังไง

           วันอังคารถัดมาในขณะที่ผมเดินจากสถานีรถไฟกลับไปบ้าน ผมมีความรู้สึกว่ามีอะไรแหลมๆมาจ่อที่สีข้าง สัญชาตญานบอกผมว่าอันตรายกำลังจะเกิดขึ้นกับตัวเอง ผมหันไปดูก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งใส่หมวกไหมพรมแบบปิดหน้า แต่มองดูที่มีมันเห็นผิวสีดำ มันต้องเป็นนิโกรแน่ๆ

           “ส่งเงินมา” มันตะคอก

           ตอนนี้ผมกลัวสุดขีด มองเห็นความตายอยู่ข้างหน้า ผมคงไม่ได้เห็นหน้าแม่และน้องอีก แต่ก็ยังมีสตินึกขึ้นได้ว่า เคยได้ยินคนไทยที่ร้านคุยกันว่า ถ้าโดนจี้อย่าขัดขืน โจรอยากได้อะไรก็ให้มันไป ถ้าขัดขืนโจรจะทำร้ายเอา ผมหยิบกระเป๋าเงินส่งให้มันโดยดี โจรกระชากกระเป๋าเงินแล้วก็เตะผมที่ท้อง ผมลงไปนอนจุกอยู่นาน บริเวณนั้นเปลี่ยวมากไม่มีผู้คนเดินผ่านเลย พอลุกขึ้นได้ผมก็วิ่งกลับบ้านทันที

           ผมเป็นคนแรกที่กลับมาถึง ตอนนี้ผมไปทำงานที่ร้านใหม่ จึงต้องไปกลับคนเดียว ตอนนี้ชัยกับเดี่ยวก็กลับกับเรวัติและคุณหมี ผมนั่งตัวสั่นอยู่ที่โต๊ะกินข้าว ไม่มีกะจิตกะใจจะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า นั่งอยู่ตรงนั้นจนเรวัติและคนอื่นๆกลับมา

           “อ้าว พี่โจมานั่งทำอะไรตรงนี้”  ชัยทักขึ้น เขาคงเห็นกิริยาอาการที่ผิดปกติของผม

           “ผมโดนจี้เมื่อกี้นี้ตอนลงจากรถไฟจะเข้าบ้าน”

           “ไอ้พวกระยำ แล้วมันทำร้ายพี่หรือเปล่า มันเอาอะไรไปได้ไหม” เรวัติพูดอย่างโกรธแค้น

             “ผมส่งกระเป๋าเงินให้มัน มันมีมีด พอมันได้กระเป๋าเงินไป มันก็เตะผมล้มลง”

“ไปแจ้งความหรือยัง”  เรวัติถามต่อ
“ยัง ผมไม่เห็นหน้ามันหรอก มันใส่หมวกไหมพรมปิดหน้า รู้แต่ว่ามันเป็นไอ้มืด”

“ถึงจะจำหน้าคนร้ายไม่ได้ แต่ก็ควรจะแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน ตำรวจเขาจะได้มาสอดส่องดูบริเวณนั้น เราต้องกลับบ้านดึกทุกคืน” เรวัติแนะนำ

 “เอ้อ...ผมกลัวว่าตำรวจจะขอดูวีซ่าของผม”

“ไม่หรอกพี่ ตำรวจกับอิมมิเกรชั่นเขาไม่ทำงานก้าวก่ายกัน”

คืนนั้นเรวัติลากผมไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ ผมใช้คำว่าลาก เพราะผมไม่เต็มใจจะไป ผมไม่เห็นว่าการแจ้งความจะได้อะไขึ้นมา เรวัติช่วยอธิบายให้ตำรวจฟังเป็นภาษาอังกฤษ กว่าจะเสร็จเรื่องจากโรงพักก็เป็นเวลาตีสอง ทุกคนแยกย้ายกันไปนอนนานแล้ว แต่ผมยังนอนลืมตาโพลงอยู่ในความมืด ยังอกสั่นขวัญหายกับเรื่องที่เกิดขึ้น ผมไม่อยากเจอเหตุการณ์แบบนี้อีก

กว่าจะหลับลงได้ก็สว่างแล้ว แต่พอนอนได้ไม่กี่ชั่วโมงคุณหมีก็มาเรียก “พี่โจมีคนโทรศัพท์มาหา”

ผมงัวเงียออกไปรับโทรศัพท์ กลอเรียนั่นเอง “โจ เรานัดกันที่สถานีรถไฟ ฉันรออยู่ครึ่งชั่วโมงยังไม่เห็นยูออกมา มีปัญหาอะไหรือเปล่า”

“ผมขอโทษนะกลอเรีย เมื่อคืนตอนลงจากสถานีรถไฟผมถูกจี้”

 “โอ ตายจริง มันทำร้ายยูหรือเปล่า”

 “ผมโดนมันเตะล้มลง แต่ไม่มีบาดแผล แค่จุกเท่านั้น เรพาผมไปแจ้งความเมือคืนนี้”

“เสียใจด้วยนะที่เกิดเรื่องแบบนี้ แล้วยูจะทำยังไงต่อไป”

“วันนี้ผมไม่อยากไปไหน กำลังคิดว่าอยากจะย้าย แต่ยังคิดอะไรไม่ออก”

“เอาละ วันนี้พักผ่อนก่อนนะโจ ถ้ามีอะไรที่ฉันช่วยได้ อย่าลังเลที่จะโทรหาฉัน”

ผมโทรไปเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้รุ่งโรจน์ฟัง พร้อมกับปรารภว่าอยากจะย้ายที่อยู่ รุ่งโรจน์บอกแต่เพียงว่าให้ผมระวังตัวมากขึ้น มันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นแม้แต่น้อย

ผมไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรทั้งนั้น เมื่ออยู่คนเดียวผมก็ร้องไห้ออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจ บอกตรงๆว่ากลัว ไม่อยากอยู่ในบร็องซ์อีกต่อไป ไม่มีใครเข้าใจความหวาดกลัวของผมที่จะต้องกลับบ้านคนเดียวตอนกลางคืน  ผมร้องไห้จนอ่อนแรงและหลับไปสาม-สี่ชั่วโมงเพราะนอนไม่พอ ตื่นขึ้นมาก็รู้สึกหิว นึกขึ้นมาได้ว่ามัวแต่ตกใจกับเหตุการณ์เมื่อคืนเลยลืมเรื่องอาหารการกินไปสนิท

ผมได้ยินเสียงโทรศัพท์จึงลุกขึ้นไปรับ ปรากฏว่าเป็นกลอเรีย “โจ เป็นอย่างไรบ้าง Are you okay?”

“ไม่โอเค ผมกลัว ผมไม่อยากไปทำงานกลัวเจอเหตุการณ์แบบเมื่อคืนอีก”

“ฉันเข้าใจ ว่าแต่ยูกินอะไรหรือยัง”

“ยัง ที่บ้านไม่มีอะไรกิน ผมไม่กล้าออกไปไหน”

“เอาอย่างนี้ เดี๋ยวฉันมารับ แล้วจะพายูออกไปหาอะไรกิน”

“อย่าลำบากเลยครับ”

“ไม่ลำบากหรอก เราเป็นเพื่อนกันได้ไม่ใช่หรือ เวลามีความทุกข์เพื่อนก็ต้องช่วยเพื่อนซิ”

ผมไม่นึกเลยว่าจะได้ยินคำพูดแบบนี้จากคนชาติอื่น คนชาติเดียวกันเองเขายังไม่อาทรแบบนี้ กลอเรียบอกว่าอีกหนึ่งชั่วโมงจะมารับผม ใจจริงผมไม่อยากออกไปไหนเลย แต่ท้องเริ่มร้องเพราะความหิว ผมรีบแต่งตัวรอกลอเรีย

เธอมาถึงในเวลาหนึ่งชั่วโมง “รถติดมาก ขอโทษด้วยที่ทำให้รอนาน”

“ไม่เป็นไรครับ”

“เราจะกินอะไรกันดีล่ะ โจอยากกินอะไร”

“อะไรก็ได้ครับ” ผมไม่รู้ว่าจะตอบยังไงดี

“โจเคยกินอาหารเม็กซิกันไหม”

“ยังไม่เคยครับ”

“ถ้าอย่างนั้นไปกินอาหารเม็กซิกันกันนะ”

“เอ้อ...ครับ” ผมนึกไม่ออกว่าอาหารเม็กซิกันหน้าตาเป็นยังไง แต่ไม่รู้ว่าจะบอกกลอเรียว่ายังไงดี ก็เลยตอบตกลงไป

ร้านอาหารที่กลอเรียพาไปอยู่ในแมนแฮตตั้น เป็นร้านระดับปานกลางที่ตบแต่งด้วยสีสันฉูดฉาด ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสีแดงและเขียว ตอนที่เราเดินเข้าไปในร้านแทบจะไม่มีลูกค้าเลย ตอนนั้นเป็นเวลาห้าโมงครึ่ง ร้านอาหารในแมนแฮตตั้นจะเริ่มคึกคักหลังหกโมงเย็นไปแล้ว

ผมไม่รู้จะสั่งอะไรดี ผมดูในรูปประกอบในเมนูเห็นอาหารชนิดหนึ่งหน้าตาคล้ายขนมเบื้อง ผมก็เลยชี้ไปที่ภาพ เมื่อเขาเอาอาหารมาเสริฟผมรู้สึกแปลกใจที่เห็นขนมเบื้องเสริฟมาพร้อมกับข้าวผัดซ้อสมะเขือเทศ มีถั่วกวนเละๆสีม่วงอ่อนเสริฟมาในจานด้วย ไส้ขนมเบื้องเป็นเนื้อสับผสมเครื่องเทศ มีผักกาดแก้วหั่นฝอย และมะเขือเทศชิ้นเล็กๆเสริฟมาด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีเนยแข็งขูดฝอยโรยมาด้วย ดูน่าตาแปลกๆ ไม่เหมือนขนมเบื้องไส้เค็มของไทย

พอกัดเข้าไปคำแรกก็สัมผัสถึงเครื่องเทศที่มีรสชาดพิลึก มันเค็มๆเผ็ดๆอย่างไรก็ไม่รู้ ผมฝืนใจกินขนมเบื้องเม็กซิกันจนหมดเพราะความหิว พอกินข้าวผัดผมก็ผิดหวัง นึกว่าจะเป็นข้าวผัดแบบไทย กลายเป็นข้าวผัดที่ค่อนข้างจะแข็งกระด้าง แทบจะไม่มีรสขาดเลย ส่วนถั่วกวนนั้นรสชาดก็เลวร้าย มันแหยะๆยังไงก็ไม่รู้บอกไม่ถูก ผมฝืนกินต่อไปไม่ได้

“ไม่อร่อยหรือโจ” กลอเรียถาม

“เอ้อ...อร่อยครับ แต่ผมกินน้อย” ผมไม่อยากบอกความจริงว่าผมไม่ชอบอาหารเม็กซิกันเลย กลัวเธอจะเสียใจว่าอุตส่าห์พามา อีกอย่างหนึ่งผมเห็นเธอรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย

อาหารที่กลอเรียสั่งเป็นเนื้อย่างปนมากับหอมและมะเขือเทศ เธอห่อเนื้อในแผ่นแป้งที่ดูเหมือนโรตี พร้อมกับใส่ผัก ครีม และอะไรก็ไม่รู้สีเขียวๆเละๆ
“ลองbeef fajitasหน่อยนะโจ” ว่าแล้วเธอก็จัดการห่อเนื้อกับผักให้ผม

“อร่อยดีครับ” คราวนี้ผมพูดจริง เนื้อย่างนี่อร่อยกว่าขนมเบื้องที่ผมสั่งเสียอีก “แล้วนี่อะไรครับ” ผมชี้ไปที่อะไรเขียวๆเละๆ ดูมันไม่น่ากินเลย แต่พอลิ้มรสไปแล้วกลับรู้สึกอร่อย มันมีความมันและข้นเหมือนมะพร้าว

“เขาเรียกว่าอะโวคาโด เป็นพืชที่มีไขมันมาก แต่เป็นไขมันดี”

“ครับ ผมอยากรู้ว่าอาหารที่ผมสั่งเขาเรียกว่าอะไร”

“เขาเรียกว่า Taco ทำไมหรือ”

“มันเหมือนอาหารไทยอย่างหนึ่ง แต่รสชาดผิดกันมาก”

“ฉันถึงอยากให้โจลองอาหารแปลกไปจากที่กินอยู่ทุกวัน พวกเราพอร์โต ริกันกินอาหารคล้ายกับอาหารเม็กซิกัน ในแมนแฮตตั้นนี่มีอาหารหลายชาติให้เลือก วันหลังไปลองอาหารอิตาเลี่ยนกันไหม”

“เอ้อ...ครับ” พูดถึงอาหารอิตาเลี่ยน ผมไม่เคยกิน ยกเว้นพิซซ่า เคยลองกินแล้วไม่ชอบ ผมก็เลยคิดว่าอาหารอิตาเลี่ยนคงจะเลี่ยนสมชื่อ แต่ผมไม่อยากขัดคอกลอเรีย เธอคงรู้ว่าผมไม่ค่อยได้เห็นโลกภายนอกมากนัก เธอคงอยากจะช่วยให้ผมได้เรียนรู้และลองอะไรใหม่ๆ

“โจ ฉันรู้ว่ายูยังคงหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตอนนี้ทำใจให้สบายนะ มันคงไม่เกิดขึ้นซ้ำสอง เพียงแต่ต้องระวังตัวมากขึ้น”

มาถึงตอนนี้น้ำตาผมแทบจะไหล แต่ต้องกลั้นไว้ ผมพูดออกไปว่า “ผมกลัวครับ ผมอยากกลับบ้าน”     “อย่าเพิ่งท้อซิ เราต้องหาทางป้องกันตัวเราเอง เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน”

“ผมไม่น่ามาอเมริกาเลย อยู่กับแม่และน้องก็สบายแล้ว มีงานทำดีๆ แต่มาเพราะโรจน์ชวนให้มา” ตอนนี้ผมร้องไห้อออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจ

“โจยังอยู่กับแม่อีกหรือ ฉันรู้มาว่าคนเอเซียรักครอบครัว บางทีแต่งงานแล้วก็ยังไม่แยกบ้านออกไป ผิดกับพวกเราที่นี่ ฉันเองออกจากบ้านตั้งแต่อายุสิบเจ็ด พอจบไฮสกูลก็ไปอยู่หอพักของมหาวิทยาลัย อันที่จริงพวกเราที่มีเชื้อสายสแปนิชมีความเกี่ยวพันกับครอบครัวเหนียวแน่นมาก แต่ฉันเกิดและโตที่นี่ และมีความเป็นอเมริกันมากกว่า”

“ครับ ครอบครัวคนไทยรักกันแน่นแฟ้นมาก โดนเฉพาะครอบครัวผม เรามีกันแค่สามคน พ่อก็ตายไปนานแล้ว แต่ที่ผมยังตัดสินใจกลับบ้านไม่ได้ก็เพราะผมลาออกจากงานแล้ว ถ้าผมกลับไปเมืองไทยผมก็ต้องไปเริ่มต้นใหม่ ผมก็อายุมากแล้ว อีกอย่างหนึ่งผมรอให้โรจน์ทำกรีนคาร์ดให้ เมื่อผมได้กรีนคาร์ดผมคงมีหนทางดีกว่านี้”

“ฉันเข้าใจ”

“บอกตรงๆว่าผมไม่อยากไปทำงาน กลัวที่จะต้องกลับบ้านดึกๆคนเดียว แต่ถ้าจะเมืองไทยตอนนี้ผมก็ยังเก็บเงินได้ไม่พอ”

“ตอนที่โจเล่าเรื่องนี้ให้โรจน์ฟังเขาว่าอย่างไรบ้างล่ะ”

“เขาบอกว่าให้ระวังตัวมากขึ้น เขาไม่เข้าใจความหวาดกลัวของผม เพราะเขาไม่โดนกับตัวเอง”

“มันก็พอจะมีทางออกนะ หาที่อยู่ใหม่ให้ใกล้กับที่ร้าน อันที่จริงฉันอยู่แถวควีนส์ ถ้านั่งรถไฟจากบ้านฉันเข้าแมนแฮตตั้นก็ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมง ถ้าโจจะมองหาที่อยู่แถวควีนส์ ฉันจะช่วยดูให้ อีกอย่างหนึ่งถ้าไม่อยากกลับบ้านคนเดียว ก็ให้โรจน์ไปส่งที่ร้านของเร รอกลับกลับพวกที่อยู่บ้านเดียวกับเร”

“ผมเกรงใจโรจน์”

“เอาละ ค่อยๆคิด แล้วก็จะหาทางออกได้เอง” กลอเรียสรุป

วันรุ่งขึ้นผมแทบจะไม่อยากออกไปทำงานเลย แต่ก็ฝืนใจแต่งตัวไปทำงาน ยังคิดไม่ออกว่าคืนนี้จะทำยังไงดี เมื่อมาถึงที่ร้านอ้อยก็ถามขึ้น “พี่โจ ได้ข่าวว่าเมื่อคืนโดนจี้เหรอ”

“ใช่ พี่บอกตรงๆว่าคืนนี้ไม่กล้ากลับบ้านคนเดียว ยังเสียวไม่หายเลย”

“หนูกำลังจะบอกพี่ว่า รูมเมทของหนูคนหนึ่งเขากำลังจะย้ายออกสิ้นเดือนนี้ห้องก็เลยว่าง พี่จะมาอยู่กับหนูไหม หนูอยู่ห้องเดียวกับแต๋ว”

 “ก็ไม่เลวนะ ว่าแต่เสียค่าเช่าเดือนละเท่าไหร่”

 “ค่าเช่าบ้านเดือนละแปดร้อย ค่าบ้านหารสอง เพราะพี่อยู่คนเดียวห้องนึง ส่วนค่าไฟค่าแก็ส และค่าโทรศัพท์หารสาม ถ้าพี่ใช้โทรศัพท์ทางไกลพี่ต้องจ่ายส่วนนั้นเอง”

 “ก็ยุติธรรมดีนะ” บ้านใหม่นี้เสียค่าใช้จ่ายมากกว่าอยู่บ้านเรวัติถึงสองเท่า แต่เมื่อคิดถึงความปลอดภัยแล้วผมก็ยอมเสียเงินเพิ่ม อ้อยบอกว่าเหลือเวลาอีกห้าวันก็จะสิ้นเดือน ถ้าผมจะย้ายมาก่อนพวกเธอก็ไม่ขัดข้อง แต่ผมต้องนอนในห้องรับแขกไปก่อนจนกว่ารูมเมทของเธอจะย้ายออก ผมบอกว่าไม่มีปัญหา

ผมโทรศัพท์ไปบอกกลอเรียด้วยความตื่นเต้น เธอบอกว่าคืนนี้จะมาที่ร้าน และจะรอจนผมเลิกงานแล้วพาผมไปส่งที่ร้านของเรวัติ เธอบอกให้ผมโทรไปบอกเรวัติว่าผมจะขอกลับด้วย ผมรู้สึกเกรงใจ แต่กลอเรียบอกว่าแค่วันเดียวเอง เธออยากให้ผมสบายใจ ผมรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของกลอเรียเธอช่างดีกับผมจริงๆ ในความทุกข์ผมก็ยังมีคนเห็นใจและพร้อมที่จะช่วยเหลือ

เรวัติปิดร้านเร็วเขาแวะมารับผมที่ร้าน ผมก็บอกเขาถึงเรื่องที่จะย้ายไปอยู่กับอ้อย เขาก็ไม่ว่าอะไร แต่ผมรู้ว่าชัยกับเดี่ยวคงไม่สบอารมณ์ที่จะต้องจ่ายค่าเช่าบ้านมากขึ้น แต่ในสถานการณ์แบบนี้ผมก็ต้องคิดถึงความปลอดภัยของตัวเองก่อน
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 14, 2010, 11:25:45 pm »

อ่านแล้วพลอยตื่นเต้นตามเลยค่ะ...

เอาใจช่วยให้โจปลอดภัยค่ะ
บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 29, 2010, 08:21:32 pm »

อืม....ไม่ปลอดภัยเลยนะคะ confused
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF