www.psevikul.com วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ เล่าสู่กันฟัง คลีนิกเรื่องสั้น ห้องพักฟื้นเรื่องสั้น

60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล   โต๊ะข้างหน้าต่าง
มุมกาแฟ - จิบกาแฟพลางคุยกันเรื่องงานเขียน มุมนอกชาน - งานอดิเรก
ชิงช้าหน้าบ้าน - ส่งผ่านเรื่องราวดีๆ ห้องใหม่ ... ไว้ใส่กลอน
ห้องสมุดเรื่องสั้น  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: น้ำตาโรบินฮู๊ด ตอนที่แปด ไอ้เกมาเยี่ยม  (อ่าน 2147 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PeggySueGuerra
Full Member
***
กระทู้: 237


ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« เมื่อ: มกราคม 21, 2010, 05:08:57 pm »

                                                                       ไอ้เกมาเยี่ยม

วันต่อมาผมก็เก็บของไปนอนที่บ้านอ้อย บ้านนี้เขาอยู่กันผู้หญิงสามคน นางกำลังจะกลับเมืองไทย เธอเป็นนักศึกษาปริญญาโท เมื่อเรียนจบก็ถึงเวลาที่จะต้องกลับไปทำงานใช้ทุน

ในระหว่างที่นางเรียนปริญญาโทเธอก็ไปทำงานเป็นพนักงานเสริฟในร้านอาหารฝรั่งเศส นางบอกว่า “ทำงานกับฝรั่งดีกว่า เพราะเขายุติธรรมในเรื่องค่าจ้างและเวลาทำงาน อันที่จริงนางทำงานอาทิตย์ละยี่สิบชั่วโมง แต่นางอยากเรียนรู้โลกภายนอก นอกเหนือไปจากชีวิตในมหาวิทยาลัย”

เมื่อเธอเห็นผมมองอย่างงงๆ นางก็อธิบายต่อไปว่า “อันที่จริงพวกนักศึกษาต่างชาติไม่มีโอกาสได้สัมผัสชีวิตคนอเมริกันอย่างลึกซึ้งหรอก พวกเราเรียนหนักมาก เราเรียนด้วยภาษาที่ไม่ใช่ภาษาของเรา เราจะใช้เวลาอ่านหนังสือมากกว่าคนอื่นเขา วันๆหนึ่งอ่านตำราทำรายงานส่งอาจารย์ก็แทบจะไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นแล้ว”

“แต่นางก็ยังมีเวลาไปทำงานพาร์ทไทม์” ผมพูดขึ้น

“นางอยากได้เงินพิเศษไว้ซื้อของกลับเมืองไทย ทุนของนางให้เงินจำกัด ฐานะทางบ้านของนางก็ไม่ได้ร่ำรวย”

“แต่คุณก็ยังมีโอกาสดีกว่าคนอื่นๆ”

เห็นนางตื่นเต้นที่จะได้กลับบ้าน ทำให้ผมอดคิดถึงแม่และน้องไม่ได้

             “ความจริงนางอยากอยู่ที่นี่มากกว่า แต่นางต้องกลับไปใช้ทุนสองเท่าของเวลาที่เอาทุนเขามาเรียน นางก็จะรอหาโอกาสมาทำปริญญาเอกต่อ นางคงจะไม่อยู่ที่นิวยอร์คนี้หรอก ที่นี่แออัดจะตายไป นางจะไปอยู่รัฐอื่น นางเคยไปเยี่ยมเพื่อนที่เท็กซัส ที่นั่นมีโรงเรียนดีๆ อากาศก็ไม่หนาวทารุณเหมือนที่นี่”

“ถ้านางมีโอกาสกลับมาอีก แล้วนางจะทำงานอะไร อย่าบอกนะว่าจะมาเป็นเว็ทเตรสที่นี่”

“ไม่หรอกพี่โจ ถ้านางเรียนจบปริญญาเอก นางจะสมัครเป็นอาจารย์ตามมหาวิทยาลัย อาชีพพนักงานเสริฟก็คงจะทำช่วงที่เรียนเท่านั้น”

             “เป็นอาจารย์สอนที่นี่ได้เหรอ ก็เราเป็นคนต่างชาติ เขาจะยอมเหรอ” 

             “ทำไมจะไม่ได้ล่ะพี่ถ้าเรามีความสามารถ พี่คงไม่รู้หรอกว่ามีโปรเฟสเซ่อร์คนไทยสอนตามมหาวิทยาลัยหลายคน ขอให้มีความสามารถเท่าเทียมกับคนอเมริกัน เขาก็รับเข้าทำงาน”

            “ผมยังคิดว่าพวกต่างชาติเป็นพลเมืองชั้นสอง คงจะไม่มีโอกาสหางานดีๆได้ นอกจากงานที่ใช้แรงงาน”

           “ก็เพราะคนต่างชาติส่วนใหญ่คิดแบบนี้ ก็เลยหางานดีๆทำไม่ได้ อันที่จริงประเทศนี้เขาให้โอกาสคนเท่าเทียมกัน เขาดูที่ความสามารถมากกว่าสีผิว คนต่างชาติที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง สาเหตุใหญ่ก็เรื่องภาษา เมื่อภาษาไม่คล่องก็เลยทำให้การเรียนรู้อย่างอื่นติดขัดไปด้วย”

          “อันนี้ผมก็เห็นด้วยนะ ผมเองภาษาก็ยังไม่กระดิกหูเลย จะไปเรียนเพิ่มเติมก็ไม่มีเวลา ตัวผมน่ะแก่เกินที่จะเรียนแล้ว”

         “พี่อย่าเพิ่งท้อซิ ถ้าพี่มีกรีนคาร์ดพี่ก็สามารถไปเรียนหนังสือ และเสียค่าเล่าเรียนในอัตราเดียวกับคนอเมริกัน ตัวนางเองเสียค่าเล่าเรียนแบบนักเรียนต่างชาติซึ่งแพงกว่าอัตราปรกติถึงสามเท่า”

         “ผมก็ต้องรอให้ได้กรีนคาร์ดก่อน ตอนนี้ก็ยังทำอะไรไม่ได้”

         “พวกคนต่างชาติหลายๆคนไม่ค่อยเห็นความสำคัญกับการเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม แม้กระทั่งพวกพยาบาลที่นี่ บางคนพูดภาษาอังกฤษไม่เอาไหน เคยมีพยาบาลไทยทะเลาะกับพยาบาลฟิลลิปปินส์ เรื่องมีอยู่ว่าพยาบาลฟิลลิปปินส์วิพากษ์วิจารณ์ว่า พยาบาลไทยพูดภาษาอังกฤษแย่มาก พวกหมอกับคนไข้ฟังพยาบาลไทยพูดไม่รู้เรื่อง พยาบาลไทยก็เลยเถียงว่า เพราะประเทศไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่ง ประเทศฟิลลิปปินส์เคยเป็นเมืองขึ้นของอเมริกา พยาบาลฟิลลิปปินส์โกรธมาก พูดแบบนี้มันดูถูกกันนี่หว่า ก็เลยมีเรื่องทะเลาะกันใหญ่โต ถึงขนาดขึ้นโรงขึ้นศาล”

            “ก็อยากมาดูถูกคนไทยก่อนทำไม” ผมออกความเห็น ถึงยังไงผมก็เข้าข้างคนไทยด้วยกันเต็มที่

            “ที่พี่พูดมานางก็เข้าใจ แต่เรามาอยู่บ้านเมืองเขาก็ต้องยอมรับและเรียนรู้ภาษาของเขา อันที่จริงคนฟิลลิปปินส์มันก็ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษดีเด่อะไรนักหรอก อาศัยว่าพวกมันเรียนโดยใช้ตำราภาษาอังกฤษในโรงเรียน พวกมันมีความเชื่อมั่นในการพูดภาษาอังกฤษมากกว่าคนไทย แต่สำเนียงพวก”ปินส์” นี่อุบาทว์มาก คนพวกนี้มันพูดเสียงตัวที กับตัวพีไม่ได้ เสียงตัวทีมันจะออกเสียงเป็น ต เต่าหมด ส่วนตัวพีมันจะออกเสียงเป็นเสียง ป ปลา อย่างคำว่าไม้จิ้มฟันในภาษาอังกฤษพวกไอ้ปินส์จะเรียก “ตู๊ดปิ๊ก” ฟังแล้วทุเรศว่ะ”

“ผมได้ยินพวกแขกพูดภาษาอังกฤษ ฟังไม่รู้เรื่องเลย ทั้งรัว ทั้งเร็ว”

             “จริงด้วยพี่ พวกแขกนี่ก็สำเนียงเลวพอๆกับไอ้ปินส์ ขนาดคนระดับโปรเฟสชันนัล มีโปรเฟสเซ่อร์ชาวอินเดียที่มหาลัย แกสอนธรณีวิทยา นักศึกษาบ่นกันตรึมว่าฟังครูพูดไม่รู้เรื่อง นางยังข้องใจว่ามหาลัยรับเข้าสอนได้ยังไง เขาน่าจะมีการเทสต์ทักษะในการใช้ภาษาของโปรเฟสเซ่อร์ต่างชาตินะ”

             “แล้วเรื่องไอ้ปินส์ทะเลาะกับคนไทยจบลงยังไง”

             “นางไม่รู้ ฟังเขาเล่ามาอีกที เขาไม่ได้เล่าตอนจบ คนไทยก็ยังงี้แหละ ฟังเขามาเล่าต่อๆๆกัน เชื่อได้แค่ไหนต้องใช้วิจารณญาณ อันที่จริงคนไทยก็ไม่ควรไปจี้ปมด้อยของคนฟิลลิปปินส์ ด่ากันไปด่ากันมา เหมือนสาดโคลนใส่กัน ไม่มีอะไรดีขึ้นมา แต่ที่นางพูดขึ้นก็คือ ถ้าเป็นตัวนางเอง นางจะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกว่าพูดภาษาอังกฤษไม่เอาไหน”

ชีวิตในบ้านใหม่ก็สะดวกสบายพอสมควร ผมไปทำงานและกลับบ้านพร้อมกับอ้อยทุกวัน ยกเว้นในวันหยุด ตอนนี้ใช้เวลาเดินทางน้อยกว่าเมื่อก่อน มีเพื่อนกลับด้วยทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจ กลับมาถึงบ้านก็ต่างคนต่างรีบเข้านอน ตอนนี้นางกลับไปเมืองไทยแล้ว แต่ผมยังคิดถึงคำพูดของนางอยู่เสมอ ผมอยากจะไปเที่ยวรัฐอื่นบ้าง อเมริกากว้างใหญ่ไพศาล คงจะมีที่อื่นที่น่าอยู่กว่าในแมนแฮตตั้น

อันที่จริงการได้คุยกับนางและกลอเรียทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง ตอนที่อยู่เมืองไทยผมไม่ค่อยมีเพื่อนผู้หญิง ทั้งๆที่หลายคนบอกว่าผมมีนิสัยเหมือนผู้หญิง คือละเอียดมากเกินไป แต่ผมก็ไม่คบเพื่อนผู้หญิง ผมไม่ค่อยมีเพื่อนมากนัก แต่ผมก็มีความสุขไปตามประสาคนโสดอย่างผม

หลังจากที่ย้ายเข้ามาอยู่บ้านเดียวกับอ้อยได้เกือบเดือน ผมก็ได้ข่าวว่าเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง หรือที่คนไทยในอเมริกาเรียกว่า “ไอ้เก”แวะมาเยี่ยมเยียนร้านอาหารของเรวัติ ที่แย่ที่สุดก็คือแต๋วรูมเมทของเราถูกจับ ทั้งผมและอ้อยพลอยตื่นตระหนกไปด้วย

รุ่งโรจน์เล่าให้พวกเราฟังว่า “เจ้าหน้าที่เขามาที่ร้านตอนสี่โมงเย็น ตอนนั้นเรกับคุณหมียังไปไม่ถึงร้าน มีแต่แต๋วซึ่งเป็นพนักงานเสริฟจัดโต๊ะอยู่หน้าร้านเพียงคนเดียว เจ้าหน้าที่แสดงตัวและถามหาเจ้าของร้าน ชัยเอาอาหารของพนักงานออกมาหน้าร้าน พอเห็นเจ้าหน้าที่ชัยก็เข้ามาบอกเดี่ยวในครัว สองคนนั้นหนีออกหลังร้านไปได้ ตั้วกับโฮเซ่เด็กล้างจานชาวเม็กซิกันก็ถูกจับไปด้วย เรวัติก็เลยต้องปิดร้าน และประกันตัวตั้วกับแต๋วออกมา”

 “แล้วติ๊ดตี่ล่ะ” ผมถามขึ้นเพราะรู้ว่าติ๊ดตี่ยังคงทำงานที่ร้านนั้น

 “ติ๊ดตี่ออกไปซื้อของข้างนอก ก่อนที่เขาจะกลับเข้ามาในร้านเขาเห็นรถของเจ้าหน้าที่จอดอยู่หน้าร้าน เขารู้สึกสังหรณ์เลยยืนรออยู่ข้างนอก เรวัติมาถึงหลังจากนั้นครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่พาตั้ว แต๋ว และโฮเซ่ไปที่สำนักงานเพื่อควบคุมตัวและสอบสวน กว่าจะเสร็จเรื่องขอประกันตัวได้ก็หลายชั่วโมง”

“แล้วเด็กเม็กซิกันคนล้างจานล่ะ”

             “เรไม่ได้ประกันตัว โฮเซ่ก็คงถูกเนรเทศ แต่พวกเม็กซิกันเขาไม่แคร์หรอก ถูกจับโดนเนรเทศแล้วพวกมันก็หลบหนีเข้ามาใหม่ พี่อย่าลืมว่าอเมริกามีชายแดนติดกับเม็กซิโก ภูมิประเทศบางตอนง่ายต่อการลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย”

“แล้วไอ้เกมันจะมาตรวจที่ร้านเราไหมเนี่ย” ผมถามด้วยความกังวล กลัวว่าแต๋วรูมเมทของเราถูกจับแล้วเขาจะสืบสาวพาดพิงมาถึงผมด้วย ตอนนี้วีซ่าของผมยังไม่ขาดก็จริง แต่ตามหลักแล้วผมไม่มีสิทธิทำงานจนกว่าจะได้กรีนคาร์ด

“ผมว่าคงไม่นะ แต่ผมขอให้พวกเราทุกคนระวังตัว อย่าไปมีเรื่องกับใครเด็ดขาด ผมกับเรสันนิษฐาว่า เจ้าตั้วไปมีเรื่องที่ร้านสยามไทยคูซีนเมื่ออาทิตย์ก่อน มีคนหมั่นไส้เขาก็เลยแจ้งไอ้เกให้มาจับ ไอ้เจ้านี่ก็ทำกร่างไปทั่ว ตัวมันเองยังเอาตัวไม่รอด แต่ขยันสร้างปัญหา”

“มีเรื่องกับคนไทยด้วยกันหรือ คนไทยด้วยกันไม่น่าทำกันรุนแรงแบบนี้นะ”

“คนไทยด้วยกันนี่แหละตัวดี ไม่ชอบหน้ากันก็แจ้งให้ไอ้เกจับ ผมถึงบอกให้พวกเราอย่าไปมีเรื่องกับใครไง โดยปรกติแล้วไอ้เกจะไม่ออกไปตรวจตามร้านหรือโรงงาน เพราะมีร้านมากมาย เขาจะไปจับก็ต่อเมื่อมีคนแจ้งไป ไอ้ตั้วมันไปจีบเวทเตร็สร้านสยามคูซีน แต่ลูกชายมาเฟียไทยเขาคั่วผู้หญิงคนนี้อยู่ มันก็เลยมีเรื่องเขม่นกัน”

“อะไรนะ มีมาเฟียไทยด้วยรึ คงจะใหญ่มากละมัง”ผมถามด้วยความกังขา

“เขาเป็นเจ้าพ่อที่นี่ ให้คนไทยกู้เงินนอกระบบ แล้วก็ยังเป็นเจ้ามือรับแทงบอล เป็นเจ้ามือการพนันทุกรูปแบบ ใครๆให้ฉายาเขาว่ามาเฟีย”

หลังเกิดเหตุเรวัติต้องปิดร้านถึงสามวัน เพราะมีคนทำงานไม่พอ ชัยกับเดี่ยวหลบหนีไอ้เกไปได้ สองคนนี่บอกเรวัติว่าเขากลัวไม่กล้ากลับไปทำงานที่ร้านอีก ชัยโทรศัพท์มาหาผมบอกว่าเขากับเดี่ยวจะย้ายไปอยู่รัฐอื่น

“โอย ไม่ไหวหรอกพี่โจ ผมกับเดี่ยววิ่งหนีกันหัวซุกหัวซุน ดีที่ว่าผมคุ้นกับละแวกนั้น พอจะหาที่หลบได้ มันสังหรณ์ยังไงก็ไม่รู้ตอนที่เอาข้าวไปวางข้างนอก ไอ้เกคนนึงมันเรียกให้ผมหยุด แต่ผมไม่ฟังเสียงแล้ว เข้ามาในครัวบอกให้ไอ้เดี่ยวเผ่นดีกว่า”

“แล้วนายกับเดี่ยวจะไปทำอะไร งานไม่ใช่หาได้ง่ายๆนะ”

             “ไปสู้เอาดาบหน้าพี่ ดีกว่าถูกจับส่งกลับ ผมกับเดี่ยวยังต้องหาเงินส่งไปทางบ้าน ผมมีเพื่อนอยู่ที่ชิคาโก ว่าจะนั่งรถเกรย์ฮาวด์ไปหามัน”
“ขอให้นายสองคนโชคดีนะ ยังไงก็อย่าลืมส่งข่าวกันบ้าง”

ส่วนแต๋วกลับไม่กลัวทั้งๆที่โดนจับ เธอบอกว่า “แต๋วมีแฟนเป็นคนจีน เขาเป็นซิติเซ่น แต๋วจะแต่งงานกับเขา อีกหกเดือนแต๋วต้องไปขึ้นศาล เมื่อถึงเวลานั้นแต๋วคงได้กรีนคาร์ดแล้ว”

แต่อ้อยยังหวาดกลัวอยู่ “อ้อยไม่มีใครที่จะช่วยแต่งงานให้ได้กรีนคาร์ด ตอนนี้อ้อยยังมีภาระต้องส่งเงินให้ทางบ้านปลดหนี้ พูดตามจริงอ้อยอยากกลับบ้าน แต่ก็ยังกลับไม่ได้”

อ้อยเล่าให้ฟังภายหลังว่า เธอมาเรียนต่อที่อเมริกาพร้อมกับนาง แต่อ้อยมาโดยทุนส่วนตัว ต่อมาพ่อของอ้อยล้มละลายและฆ่าตัวตาย อ้อยเลยต้องหยุดเรียนกลางคัน และทำงานหาเงินส่งไปช่วยทางบ้าน ฟังดูแล้วอ้อยยังลำบากกว่าผมเสียอีก

“ไอ้ตั้วนี่ก็เลวจริงๆนะ มันไม่นึกว่าก่อเรื่องขึ้นแล้วไม่ได้เดือดร้อนแค่เฉพาะตัวมัน ยังพลอยให้คนอื่นในร้านเดือดร้อนไปด้วย” ผมพูดด้วยความชิงชัง ตอนแรกๆผมไม่ชอบเรวัติเพราะความปากสามหาวของเขา แต่หลายครั้งเขาพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาไม่ได้เลวร้ายจนเกินไป เขายังมีน้ำใจให้ผมตอนที่ผมถูกจี้ มาถึงตอนนี้ผมกลับคิดว่า รุ่งโรจน์เสียอีกที่ยังไม่เคยแสดงน้ำใจกับผมเลย แต่ตอนนี้ผมกลับเกลียดเจ้าตั้วมากกว่า นอกจากกิริยาเลวและวาจาสามหาวแล้ว มันยังไม่มีสัมมาคารวะกับผู้ใหญ่อีกด้วย

 “เฮ้อ ไม่นึกเลยว่าชีวิตจะตกต่ำถึงเพียงนี้” อ้อยตัดพ้อโชคชะตา

“เอาน่าอ้อย ใจเย็นๆ มันคงไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก” ผมปลอบอ้อยทั้งๆที่ตัวเองก็หวาดกลัวเหมือนกัน

ผมคงจะต้องเร่งให้โรจน์ทำกรีนคาร์ดให้ผมเสียที ผมไม่อยากให้มีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับตัวเอง ผมไม่อยากจะคิดเลยว่า ถ้าไอ้เกมาที่ร้านผมจะทำยังไง อย่างไรก็ดีผมจะต้องพูดกับโรจน์ให้เร็วที่สุด

เรวัติได้คนมาทำงานในครัวอีกสองคนแทนชัยกับเดี่ยว แต่เป็นคนเม็กซิกัน เรวัติไม่ค่อยแฮปปี้นักที่ต้องมาสอนงานให้ลูกจ้างใหม่ เขาอยากได้ลูกจ้างคนไทยที่พูดกันรู้เรื่อง แต่เขาก็ไม่มีทางเลือก แต๋ว ติ๊ดตี่ และคุณหมีก็ยังคงทำงานหน้าร้านเหมือนเดิม

ส่วนเจ้าตั้วโดนเรวัติตบกะโหลก “กูหวังว่ามึงคงจะจำเหตุการณ์ครั้งนี้ไว้เป็นตัวอย่าง เห็นไหมว่าเดือดร้อนกันไปหมด กูต้องประกันมึงกับแต๋วออกมา หมดเงินไปหลายพัน ไหนยังต้องจ้างทนายมาสู้คดีให้มึง กูต้องปิดร้านหลายวันทำให้ขาดรายได้ ก่อนจะทำอะไรหัดคิดเสียบ้าง ถ้ามึงทำเรื่องอีกครั้งกูส่งมึงกลับเมืองไทยแน่ กูพูดจริงนะมึง”

               เจ้าตั้วก็หยุดซ่าส์ไปได้ แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจว่ามันจะสงบเสงี่ยมได้นานแค่ไหน

   เหตุการณ์ที่ไอ้เกไปเยี่ยมร้านเรวัติทำให้ผมระวังตัวมากขึ้น นอกเหนือไปจากระวังภัยจากไอ้มืดแล้ว เรวัติยังมีน้ำใจประกันแต๋วออกมา ถึงแม้ว่าเรวัติจะหักเงินค่าประกันจากค่าจ้างของแต๋ว แต่ผมก็เห็นว่ายุติธรรมดี ถ้าเรวัติจะทำเฉยเสียไม่ช่วยประกันแต๋วเขาก็ย่อมทำได้ แต่อย่างน้อยเขาก็ยังเห็นใจลูกน้อง ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าผมโดนไอ้เกจับรุ่งโรจน์เขาจะช่วยประกันผมออกมาหรือเปล่า อยู่ด้วยกันนานเข้าผมชักไม่แน่ใจในตัวรุ่งโรจน์ เรื่องที่ผมถูกจี้ทำให้ผมน้อยใจ เพราะรุ่งโรจน์ไม่อนาทรเลย

นี่แหละค่ะชีวิตของคนไทยที่ต้องดิ้นรนทำงานในต่างประเทศ ต้องหวาดผวากับอิมมิเกรชั่นถ้าพวกเขาอยู่อย่างผิดกฎหมาย
บันทึกการเข้า
ชุติมา-ประภัสสร
Global Moderator
Sr. Member
*****
กระทู้: 446



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 23, 2010, 12:17:05 pm »

น่าเห็นใจมากค่ะ...

ดีแล้วค่ะที่คุณเพ็กกี้นำเรื่องนี้มาเขียนให้อ่านกัน ใครยังไม่มีประสบการณ์จะได้รับรู้ไปด้วยว่าทุกอย่างไม่ได้ง่ายเหมือนตาเห็น หรือดูดีอย่างที่เห็นในหนัง

จะคอยตามอ่านตอนต่อไปค่ะ...
บันทึกการเข้า
อภิญญา
Full Member
***
กระทู้: 187



ดูรายละเอียด อีเมล์ : Email
« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 29, 2010, 08:04:31 pm »

 ตามมาอ่านแล้วจ้า
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF